WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, April 24, 2010

ชาตินี้ที่รัก เราคงรักกันไม่ได้

ที่มา ประชาไท


ไม่ว่าจะลงเอยเช่นไร การชุมนุมของคนเสื้อแดงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยุบสภาตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคมเป็นต้น ได้ช่วยทำให้ฉัน “ตาสว่าง” ในหลายๆ เรื่อง

1. ม็อบ นปช. เป็นม๊อบรับจ้าง?

ในรอบสองสามปีที่ผ่านมานี้ ฉันได้ยินได้ฟังมาโดยตลอดว่าชาวบ้านที่มาชุมนุมกับนปช. ต่างรับเงินมาจากหัวคะแนน คนละห้าร้อยบาทบ้าง พันบาทบ้าง คนพวกนี้ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรทั้งนั้น อุดมกงอุดมการณ์อะไรก็ไม่มี ใครให้เงินก็มา ดีกว่าอยู่บ้านเปล่าๆ แต่การที่พวกเขามาชุมนุม นอนกลางฟุตบาท กินกลางถนน ท่ามกลางเปลวแดดอันร้อนระอุของเดือนมีนาคม – เมษายน ได้นานนับเดือนคงต้องมาด้วยอะไรที่มากกว่าเงินเป็นแน่ หากพวกเขาไม่มีใจ ไม่มีความหวัง ความเชื่อในบางสิ่งบางอย่างแล้ว พวกเขาจะอดทนตากแดดตากฝนกันได้ยาวนานเพียงนี้เชียวหรือ ยิ่งพวกที่ยอมเจ็บยอมตายในคืนที่รัฐบาลสั่งให้ทหารเข้าไป “ขอคืนพื้นที่” แล้วยิ่งไม่ต้องสงสัยว่าเลยว่าพวกเขาเป็นเพียงม๊อบรับจ้าง

2. คนเสื้อแดงถูกหลอกใช้?

“ไอ้พวกนี้มันควายทั้งนั้น ถูกไอ้พวกนักการเมืองชั่วมันหลอกใช้” ฉันได้ยินคำพูดทำนองนี้เต็มสองรูหูทั้งในที่ทำงาน ร้านอาหารหรูๆ และตามหน้าหนังสือพิมพ์ บนจอโทรทัศน์ หรือบนเฟซบุ๊ค แต่พอซักไซ้ถามต่อว่าพวกเขาโง่ตรงไหน ถูกหลอกใช้อย่างไร ส่วนใหญ่มักจะตอบกันไม่ค่อยจะได้ ได้แต่เสไปพูดเรื่องนักการเมืองชั่วบ้างล่ะ คนพวกนี้ไม่มีการศึกษาใครพูดอะไรก็เชื่อทั้งนั้น น้อยคนที่จะรู้จริงว่าคนเสื้อแดงคิดและรู้สึกอย่างไร เพียงแต่เห็นว่าพวกเขาเป็นคนบ้านนอกก็ทึกทักเอาเสียแล้วว่าเขาเป็นคนโง่ ยิ่งพวกนักข่าวแล้ว ฉันไม่เคยเห็นพวกเขาไปทำข่าวถามไถ่คนพวกนี้สักคำว่าพวกเขามากันทำไม ฉันมาคิดๆ ดูแล้ว ฉันว่าคนที่บอกว่าคนเสื้อแดงโง่ต่างหากที่โง่บรม วันๆ ได้แต่จำขี้ปากคนอื่นมาพูด รัฐบาลบอกอะไรก็เชื่อฟังเหมือนเด็กว่านอนสอนง่าย

3. สังคมไทย เป็นสังคม “สองมาตรฐาน” ?

ฉันได้ยินคำนี้มาพักใหญ่แล้วเรื่องสองมาตรฐาน แต่ไม่อยากจะปักใจเชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะยังอยากจะคิดว่ามันจะเป็นไปได้อย่างไรที่บรรดานักปราชญ์ นักวิชาการผู้ปราดเปรื่อง นักคิด นักเขียน ปัญญาชนผู้มากด้วยวิจารณญาณ แพทย์พยาบาลผู้ได้ชื่อว่าอุทิศตัวเพื่อช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ คณะกรรมการอิสระผู้ทรงเกียรติและศักดิ์ศรี สื่อมวลชน นักข่าว นักหนังสือพิมพ์ผู้ยึดมั่นในจรรยาบรรณ ตลอดจนศาลผู้สถิตย์ไว้ซึ่งความยุติธรรม จะพากันมีอคติ เลือกที่รัก มักที่ชั่ง ได้อย่างพร้อมเพรียงกัน ราวกับสั่งซ้ายหัน ขวาหันได้ แต่พฤติกรรมของคนทั้งหลายเหล่านี้ที่มีต่อคนเสื้อแดงในรอบหนึ่งเดือนที่ฉันเฝ้าติดตามดูอยู่นั้น เมื่อเทียบกับปฏิกิริยาของพวกเขาที่มีต่อพวกคนเสื้อเหลืองที่เคยชุมนุมบนถนน ยึดทำเนียบ และปิดสนามบิน ทำให้ฉันประจักษ์แน่ชัดแล้วว่า สังคมไทยมีสองมาตรฐานจริงๆ อย่าว่าแต่บรรดาผู้ทรงเกียรติและทรงศักดิ์ที่กล่าวมาข้างต้นนี้เลย แม้แต่ฟ้าก็ยังไม่เป็นใจให้กับคนเสื้อแดงเลย ไหนจะร้อนตับแตก ไหนจะฝนตกมาห่าใหญ่

4. สังคมไทยไม่มีชนชั้น?

สืบเนื่องจากเรื่องสองมาตรฐาน คือเรื่องไพร่กับอำมาตย์ นี่ก็เป็นเรื่องใหม่สำหรับฉัน อย่างที่รู้ๆกันว่าระบบไพร่หมดไปแล้วจากสังคมไทย แต่ “ความเป็นไพร่” “ความเป็นอำมาตย์” หาได้หายสาบสูญตามระบบไพร่ไปด้วย แต่มันยังอยู่และปรากฏตัวอย่างชัดเจนยิ่งขึ้นในการชุมนุมของคนเสื้อแดงครั้งนี้ ปฏิกิริยาของบรรดาท่านผู้ทรงเกียรติที่กล่าวมาก่อนหน้านี้ รวมไปถึงพฤติกรรมและท่าทีของบรรดาชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ดูหมิ่นถิ่นแคลน เหยียดหยาม เยาะเย้ยคนเสื้อแดงทั้งโดยเปิดเผยและในหมู่คณะของพวกเขา (นับเป็นความโชคร้ายอย่างยิ่งที่ฉันก็อยู่ในหมู่คณะของคนเหล่านี้ด้วย) ทำให้ฉันไม่ประหลาดใจ เมื่อคนเสื้อแดงจะประกาศยืนยันความเป็นไพร่ของพวกเขาด้วยความภาคภูมิใจ และเป็นที่ถูกอกถูกใจคนจำนวนมากทั่วทั้งประเทศที่ถูกทำให้รู้สึกโดยตลอดมาว่าพวกเขาเป็นคนต่ำต้อยไร้ค่าในสายตาของท่านผู้ทรงศีลและมากด้วยภูมิปัญญาในกรุงเทพฯ

ที่ฉันไม่ค่อยจะเข้าใจนักก็คือ บรรดาอภิชน อภิสิทธิ์ชน และชนชั้นกลางในกรุงเทพฯเหล่านี้พูดมาตลอดว่าชาวบ้านคนต่างจังหวัด เป็นพวกโง่เง่า ขายสิทธิ์ ขายเสียง ถึงขนาดนำเอามาเป็นข้ออ้างเพื่อล้มรัฐบาลที่ชนะการเลือกตั้งก็เคยทำมาแล้ว ขณะเดียวกันก็ถือว่าตนเองคือผู้ฉลาดมีปัญญา มีศีลธรรม รู้ผิดชอบชั่วดีมากกว่าคนต่างจังหวัด พฤติกรรมและวจีกรรมเหล่านี้ก็คือการแบ่งแยกคน แบ่งแยกชนชั้นอย่างโจ่งแจ้ง แต่ครั้นเมื่อคนต่างจังหวัดลุกขึ้นมาประกาศว่า “เออ โง่ก็โง่วะ กูเป็นไพร่ แล้วมึงจะทำไม” บรรดาดัดจริตชนคนกรุงเทพฯ พาลจะเป็นจะตายเสียให้ได้ รีบมาจีบปากจีบคอบอกว่า สังคมไทยไม่มีไพร่ ไม่มีผู้ดี ไม่มีชนชั้น เราอยู่กันอย่างพี่อย่างน้อง มันจะอะไรกันนักกันหนา นี่จะเอามันซะทุกอย่างเลยหรืออย่างไร มือข้างหนึ่งก็ชี้หน้าด่าชาวบ้านว่าโง่ แต่มืออีกข้างก็โบกปัดพัลวัน บอกว่าเราเป็นพี่น้องกัน ชนชั้นไม่มีในสังคมไทย อภิชนและชนชั้นกลางบ้านเรานี้มันไร้น้ำยากันขนาดนี้เลยหรืออย่างไร กล้าทำก็ต้องกล้ารับบ้างจะเป็นไรไป

5. ใครใช้ความรุนแรงก่อนคือผู้แพ้?

เชื่อกันว่า ในการต่อสู้กับรัฐบาลด้วยการชุมนุมประท้วงนั้น ฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก่อนจะต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างไม่ต้องสงสัย เหตุการณ์หลายครั้งในประวัติศาสตร์ดูเสมือนว่าจะพิสูจน์สัจธรรมของความเชื่อดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นกรณี 14 ตุลาคม 2516 ที่ถนอม ประพาส ณรงค์ ต้องระเห็จออกนอกประเทศเพราะปราบปรามผู้ชุมนุม กรณีพฤษภาทมิฬในปี 2535 ที่สุจินดาจำต้องลาออกจากการเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากมีการนำทหารเข้ามาสลายการชุมนุม หรือในกรณี 7 เมษายน 2551 ที่รัฐบาลสมชายถูกประณามอย่างรุนแรงภายหลังเกิดการปะทะกับกลุ่มพธม.

“สัจธรรม” นี้จึงเป็นเสมือนเกราะกำบังที่ทำให้ผู้ชุมนุมทางการเมืองกล้าเสี่ยงฝ่าฝืนกฎหมาย เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะไม่กล้าใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมทางการเมืองเป็นอันขาด แต่การระดมทหารติดอาวุธและยุทโธปกรณ์เต็มอัตราวุธเข้าสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เม.ย. คือบทพิสูจน์ว่าสัจธรรมที่ว่านี้ไม่มีอยู่จริง แม้จะมีพลเรือนตายนับสิบและบาดเจ็บนับร้อย แต่รัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ก็ยังอยู่เป็นปกติดี โดยรัฐบาลไม่จำเป็นต้องรับผิดใดๆ แม้แต่คำกล่าว “ขอโทษ” สักคำก็ไม่มี ซ้ำร้ายฝ่ายผู้ชุมนุมกลับถูกกล่าวหาว่าเป็น “ผู้ก่อการร้าย” เข้าให้อีก

ฉันไม่แปลกใจหรือผิดหวังอะไรหรอกที่นายอภิสิทธิ์จะไม่ออกมากล่าวขอโทษหรือยอมรับผิด เพราะรู้เช่นเห็นชาติบุคคลผู้ไร้ยางอายผู้นี้มาตั้งแต่ครั้งที่เขาออกมาเรียกร้องขอนายกพระราชทานแล้ว

แต่ฉันขอสารภาพว่าผิดหวังกับสื่อ องค์กรอิสระด้านสิทธิมนุษยชน องค์กรเอ็นจีโอต่างๆ ตลอดจนบรรดาปัญญาชน นักวิชาการ นักสันติวิธี และผู้ต่อต้านความรุนแรงทั้งปวง ที่ต่างพากันวางเฉยไม่ออกมาตำหนิหรือกดดันให้รัฐบาลต้องรับผิดในสิ่งที่กระทำลง ซ้ำร้ายจำนวนมากของคนเหล่านี้กลับออกมาพูดให้ทุกฝ่ายหยุดใช้ความรุนแรง ราวกับว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เป็นเรื่องของคนสองฝ่ายยกพวกตีกัน ทั้งๆที่ก็เห็นอยู่ทนโท่ว่ารัฐบาลเป็นฝ่ายเปิดฉากส่งทหารติดอาวุธหนักเข้ามาสลายการชุมนุมในยามวิกาลซึ่งผิดหลักสากลอย่างไร้ข้อกังขา ที่เลวทรามยิ่งกว่าคือจำนวนมากของคนเหล่านี้ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการกับผู้ชุมนุมให้หนักมือยิ่งขึ้น บ้างก็ออกมาป่าวร้องอย่างกระหายเลือดให้ฆ่าผู้ชุมนุมให้หมดไป ภายใต้ข้ออ้างเพื่อความอยู่รอดของชาติ และความผาสุกของคนกรุงเทพฯ และที่ชั่วช้าน่าขยะแขยงที่สุดคือการออกมาใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมให้เป็น “ผู้ก่อการร้าย” เป็นขบวนการล้มสถาบันหลักของชาติ ไม่ผิดอะไรกับเมื่อการใส่ร้ายนักศึกษาประชาชนก่อนที่เกิดการสังหารหมู่เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519

ฉันอยากจะเตือนสติพวกท่านว่า เพียงเพื่อจะอุ้มรัฐบาลนี้กันต่อไป พวกท่านยอมลงทุนทำลายกฎเหล็ก “ใครเริ่มต้นความรุนแรงก่อน เป็นผู้แพ้” อันเป็นเกราะกำบังคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ชุมนุมทางการเมืองจากการใช้ความรุนแรงของรัฐ วันข้างหน้าพวกท่านจะต้องสำนึกเสียใจ เพราะไม่มีใครอยู่ค่ำฟ้า และรัฐบาลนี้ต่อให้ลากยาวไปจนหมดวาระ ก็เชื่อแน่ได้ว่าจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแน่ ฉันจะไม่แปลกใจเลยเมื่อถึงวันนั้นการชำระแค้นในครั้งนี้จะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน ถึงตอนนั้นเมื่อพวกท่านระดมคนมาชุมนุมทางการเมืองต่อต้านรัฐบาล ท่านจะเอาอะไรเป็นเกราะกำบังคุ้มครองได้

บัดนี้ฉันได้รู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่าคนที่โหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งเสียกว่าทหารหรือรัฐบาลก็คือบรรดาคนรอบๆตัวฉันนี่เอง คือราษฎรอาวุโส ปราชญ์ ปัญญาชน อาจารย์ตามรั้วมหาวิทยาลัย นักสันติวิธี เอ็นจีโอ สื่อมวลชน และชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ผู้อวดอ้างตนเองมาโดยตลอดว่าเป็นผู้ยึดมั่นในความจริง ฝักใฝ่ประชาธิปไตย เชิดชูคุณธรรมและความเป็นธรรม ฉันนึกไม่ออกจริงๆ ว่าหัวใจของคนเหล่านี้ทำด้วยอะไร พวกเขาไม่เพียงแต่จะวางเฉยปล่อยให้อำนาจอธรรมย่ำยี่ความจริงเท่านั้น แต่จำนวนมากได้ออกมาสนับสนุนและร่วมมือกระทำการใส่ร้ายและเข่นฆ่าประชาชนได้อย่างเลือดเย็น

ฉันไม่รู้ว่าสำนึกในเรื่องความยุติธรรมและความเป็นคนของพวกเขาได้ตกหล่นสูญหายไปตั้งแต่เมื่อไร หรือว่าจริงๆแล้วพวกเขาไม่เคยมีสำนึกเหล่านี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

ฉันนึกไม่ออกว่าจะมีสังคมใดและชาติใดที่คนเราจะโหดเหี้ยมอำมหิตต่อเพื่อนมนุษย์ด้วยกันได้อย่างเลือดเย็นดังที่ฉันได้ประสบในรอบหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้

อ้อแล้วก็เลิกพูดเสียทีเถอะว่าทั้งหมดนี้พวกท่านทำไปเพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะหากชาติที่พวกท่านชอบอ้างกันนักมีหน้าตาดังเช่นที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ฉันต้องขอบอกว่า “ชาตินี้ที่รัก เราคงรักกันไม่ได้”

ภท.ขอร้องทักษิณ คิดถึงชีวิตคน ปลดล็อกม็อบแดง

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_78812

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยขอให้ "ทักษิณ"คิดถึงประเทศชาติและชีวิตประชาชน ปลดล็อกม็อบเสื้อแดง ยันไม่หวงอำนาจ พร้อมยุบสภา ยำ้ต้องแก้รัฐธรรมนูญก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน

เมื่อวันที่ 24 เม.ย. นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยและเป็นรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเจรจาเป็นแนวทางหลักอยู่แล้ว ส่วนจะเมื่อไหร่ยังไม่ได้นัดหมาย ถ้าต่อสู้กันมีแต่ความเสียหาย เหตุการณ์ที่สีลม เมื่อคนจำนวนมากต่อสู้กันหรือมีความเห็นแตกต่างกันมันก็ควบคุมยาก ฉะนั้นวันนี้การที่คนไม่พอใจการชุมนุมเริ่มทวีคูณมากขึ้น เราต้องยอมรับว่าการปิดสีลมมันทำให้ธุรกิจเสียหาย คนที่เขาจะทำมาหากินตามปรกติเขาเดือดร้อนก็พากันแสดงออกซึ่งเป็นสิทธิของเขา อยากให้ผู้ชุมนุมนึกถึงคนอื่นบ้าง วันนี้บอกว่าสันติ สงบ แต่จริงๆมันไม่ใช่ มันมาอยู่ใจกลางราชประสงค์มันจะสันติได้อย่างไร ทั้งนี้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องพิสูจน์ว่า ใครเป็นคนทำ

นายบุญจง กล่าวด้วยว่า ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้คัดค้านการยุบสภา แต่ควรแก้รัฐธรรมนูญ แก้กติกาให้เรียบร้อยก่อน ส่วนกรณีที่พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะนายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ รองหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนาออกมาบีบหรือกดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภานั้น คิดว่าเป็นความเห็นในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง แต่ขอเรียนว่าวันนี้คนที่จะทำให้ความขัดแย้งครั้งนี้จบได้ก็คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ คิดถึงประเทศชาติ คิดถึงชีวิตประชาชน

จตุพรอ้างผบ.ทบ. เพิ่มกำลัง เตรียมสลายม็อบ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_78813

นายจตุพร พรหมพันธ์

จตุพรแถลงด่วน อ้างได้รับรายงานจากทหารแตงโมที่ ศอฉ. อนุพงษ์พยายามนำกำลังทหารพร้อมอาวุธเข้ามาสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ พร้อมประณามสุเทพ ว่าพยายามเข่นฆ่าประชาชนหลังมีแนวคิดที่จะยื่นอุทธรณ์ต่อศาลแพ่ง...

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 24 เม.ย. นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำกลุ่มแนวรร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เปิดแถลงข่าวที่เวทีแยกราชประสงค์ ว่า ได้รับรายงานจากนายทหารแตงโมที่อยู่ในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้รับคำสั่งจากรัฐบาลให้เตรียมกำลังทหารพร้อมอาวุธเข้ามาเสริมเพื่อสลายการชุมนุมและจับกุมแกนนำ จึงขอประณาม พล.อ.อนุพงษ์ ว่าเป็นบุคคลตีสองหน้า คือ ด้านหนึ่งไม่กล้าทำการสลายการชุมนุมเนื่องจากไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย ส่วนอีกด้านก็พร้อมรับคำสั่งจากรัฐบาลสลายการชุมนุมทุกเวลา จึงขอเตือนไปยัง พล.อ.อนุพงษ์ว่า หากนำกำลังทหารเข้ามาทำร้ายประชาชนอีก คุณจะต้องเป็นศัตรูกับประชาชนไปตลอดชาติ

นายจตุพร กล่าวต่อว่า รัฐบาลพยายามใช้ทุกช่องทางเข้ามาสลายการชุมนุม ต้องตีม็อบให้แตกก่อนวันที่ 26 เม.ย. ตามดวงเมือง ซึ่งวันดังกล่าวนั้นเป็นวันที่กรุงศรีอยุธยาแตก เมื่อปี 2310 ดังนั้นจึงขอเตือนพี่น้องผู้ชุมนุมทุกคนด้วยว่าควรอยู่บนพื้นฐานของความไม่ประมาท เพราะเชื่อว่า ใน 1 - 2 วันนี้ รัฐบาลพยายามเข้ามาทำลายการชุมนุม หากใครเห็นว่ามีด่านสกัดไม่ให้เข้ามาชุมนุม ก็ให้แหกได้ทันที

" ขอประณามนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ที่พยายามยื่นอุทธรณ์กรณีที่ศาลศาลแพ่งมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว ห้ามศอฉ.สั่งการเจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ แต่หากจะดำเนินการใดๆ ให้ปฎิบัติตามหลักขั้นตอนสากล นายสุเทพต้องการเข่นฆ่าประชาชน ถึงได้มีความคิดเพื่อขอยื่นอุทธรณ์" นายจตุพร กล่าว

ณัฐวุฒิโชว์คลิป ทหารไล่ทุบ ชี้เมธีให้การเท็จ

ที่มา ไทยรัฐ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ

แกนนำเสื้อแดงแถลงชี้คำให้การ "เมธี อมรวุฒิกุล" เป็นเท็จ 100% เหตุไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง พร้อมโชว์คลิปใหม่ทหารไล่ทุบทำร้ายคนเสื้อแดงวันที่ 10 เม.ย. "เหวง" ฟุ้งเลขาฯ ยูเอ็นได้รับหนังสือจาก นปช.แล้ว..

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 24 เม.ย. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงว่า จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมของรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่่ผ่านมา มีหลักฐานใหม่ที่เพิ่งได้มาจากประชาชน เป็นคลิปวีดิโอ ระบุเหตุการณ์ชัดเจนเป็นภาพที่กองกำลังทหารพร้อมอาวุธสงครามครบมือพยายามเข้ามาทำร้ายทุบตีประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต่อสู้ประชาธิปไตยด้วยมือเปล่า ภาพดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าทหารพยายามฆ่าประชาชนคนไทยด้วยกันเอง ทางกลุ่ม นปช.จึงเรียกร้องไปยังรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้คำตอบกับประชาชนทั้งประเทศด้วยว่า ทหารกลุ่มดังกล่าวนี้เป็นใคร และเห็นสมควรว่าไม่ควรอยู่ในหน้าที่อันทรงเกียรติอีกต่อไปแล้ว จึงขอให้รัฐเร่งจับกุมทหารเหล่านี้มาดำเนินการตามกฎหมายด้วย

ส่วนกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) อ้างว่านายเมธี อมรวุฒิกุล อดีตดารานักแสดง ให้การยอมรับในข้อเท็จจริงว่าในการปะทะมีการใช้อาวุธร้ายแรงจากฝ่ายของเสื้อแดง โดยนำอาวุธมาจากบนเวทีผ่านฟ้าที่กลุ่มคนเสื้อแดงยึดมาได้ โดยนายณัฐวุฒิ ยืนยันว่าข้อมูลดังกล่าวไม่มีความเป็นจริง 100 เปอร์เซนต์ เพราะจากปัจจัยเรื่องเวลาที่นำอาวุธมาไว้ที่เวทีกับเวลาที่นายเมธี นำไปใช้กล่าวอ้างนั้น ไม่มีความสอดคล้องกันเลย ส่วนข้อเท็จจริงเหตุการณ์ระเบิดที่ถนนสีลมนั้น จะเห็นว่าจากที่หลายฝ่ายลงพื้นที่ตรวจสอบ อาทิ ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร รวมทั้ง พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรสุข ที่ปรึกษาด้านการรักษาความปลอดภัยของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ต่างระบุว่าวิถีกระสุนและระเบิดนั้นไม่น่าจะมาจากสวนลุมพินี บริเวณลานพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 แน่นอน จึงขัดแย้งกับที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ออกแถลงการณ์ระบุว่าเป็นฝีมือของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งที่ยังไม่มีการพิสูจน์หลักฐานเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเลย

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงเงื่อนไขที่ทางแกนนำ นปช. เสนอให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 30 วัน ว่า แม้จะถูกกล่าวว่าและด่าทอจากพี่น้องประชาชนเสื้อแดงที่อดทนต่อสู้ ว่าเป็นการอ่อนข้อและยอมแพ้ แต่แท้จริงแล้ว นปช.แดงทั้งแผ่นดินไม่เคยกลัวและยอมแพ้กับอำนาจอธรรมทั้งสิ้น เพียงแค่ นปช. แดงทั้งแผ่นดินต้องการถอยออกมาเพื่อปกป้องชีวิตเพื่อนร่วมชาติ ไม่ต้องการให้เกิดการสูญเสียอีกครั้ง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องไปยังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ยอมถอยต่อจากกลุ่ม นปช.เพื่อมาช่วยกันทำให้ประเทศชาติ และบ้านเมืองได้มีโอกาสก้าวหน้าต่อไปตามระบอบประชาธิปไตย อย่าให้เกิดเหตุการณ์ที่สร้างรอยน้ำตาให้กับประชาชนอีกเลย ควรทำให้เป็นน้ำตาแห่งความภาคภูมิใจที่ประชาชนจะได้เห็นประเทศกลับคืนสู่ความสงบและสันติสุข

ด้าน นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า นายบัน กี มูน เลขาธิการใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) ได้รับหนังสือจาก นปช.แล้ว เตรียมพิจารณาส่งกองกำลังเข้ามาตรวจสอบการชุมนุม สังเกตได้ชัดเจนว่าเรื่องดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นว่าทั่วโลกให้ความสำคัญและเรียกร้องให้ประเทศไทยหยุดใช้ความรุนแรงทำร้ายประชาชน ส่วนกรณีของนายเมธี อมรวุฒิกุล นั้นตนยังไม่ทราบจากปากของนายเมธี เองเพียงแต่เป็นคำกล่าวอ้างจากนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ จึงไม่สามารถระบุได้ว่านายเมธี ผิดจริงหรือไม่ แต่ยืนยันว่า การต่อสู้ของพี่น้องกลุ่มคนเสื้อแดงยังยึดแนวทางเดิมคือสันติวิธี เพราะเชื่อว่าวิธีการดังกล่าวจะสามารถทำให้ได้รับชัยชนะได้.

เหวงชี้นายกฯหมดทางแก้ปัญหาสมควรลาออก

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_78758

นพ.เหวง โตจิราการ

"นพ.เหวง" ประณาม "อภิสิทธิ์" สมควรออกมารับผิดชอบกับคำพูดตนเอง ด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถแก้ปัญหาไม่ได้อีกต่อไปแล้ว...

เมื่อเวลา 10.00 น. 24 เม.ย. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยที่เวทีราชประสงค์ ถึงกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ออกมาระบุว่า เสียใจกับเหตุการณ์ระเบิดที่สีลม ยืนยันว่า รัฐบาลเร่งคลี่คลายสถานการณ์เพื่อให้เกิดความเรียบร้อย เพราะหากแก้ปัญหาไม่ได้ รัฐบาลก็อยู่ไม่ได้เช่นกันว่า คำพูดดังกล่าวถือเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์​หลอกลวงประชาชนคนไทยทุกคนอยู่ เพราะในเวลานี้นายอภิสิทธิ์​หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว หากยังดื้อดึงที่จะบริหารประเทศต่อไปนั้น มีแต่จะส่งผลให้ประเทศถอยหลังลงคลองมากยิ่งขึ้น

นพ.เหวง กล่าวต่อว่า หากนายอภิสิทธิ์มีความบริสุทธิ์ใจ มีความจริงใจมากกว่าผลประโยชน์แอบแฝง ต้องรับผิดชอบคำพูดของตัวเองได้แล้วด้วยการลาออก เนื่องจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เม.ย. และ 22 เม.ย. ที่ผ่านมา เป็นหลักฐานที่ชี้ชัดแล้วว่า รัฐบาลไม่สมควรบริหารประเทศต่อไปแล้ว รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ก็ไม่สมควรอย่างยิ่งที่จะนั่งในตำแหน่งเก้าอี้นายกฯอีกต่อไปเช่นกัน เนื่องจากรัฐบาลแก้ปัญหาของประเทศไม่ได้อีกแล้ว ถึงต้องให้กองกำลังทหารนำอาวุธสงครามมาทำร้ายประชาชน จนต้องมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ขณะที่บรรยากาศบริเวณเวทีราชประสงค์ ฝนได้เริ่มตกโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ชุมนุมต่างทยอยกันหาที่หลบฝนรวมทั้งหาอุปกรณ์มาบังฝน เพื่อที่จะฟังการปราศรัยของแกนนำได้ต่อไป

เจ๊แม่ยกพธม.ก่อการร้ายยึดสนามบินดังใหญ่ เปลี่ยนสีได้ยิ่งกว่ากิ้งก่าขึ้นหน้า1ไทยรัฐหรายุฆ่าเสื้อแดง

ที่มา Thai E-News



ขึ้นหน้า1ไทยรัฐ-หนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวางแผงทั่วประเทศวันนี้ ขึ้นรูปใหญ่พร้อมบรรยายภาพว่าม็อบคนเสื้อหลากสีรวมตัวกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อต่อต้านการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง และสนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ต่อไม่ต้องยุบสภา พร้อมเร่งให้ใช้กำลังเข้าปราบปรามกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด.


เจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตร-ซึ่งเมื่อโฟกัสเข้ามาดูใกล้ๆปรากฎว่า ภาพที่ปรากฎในหน้า1ไทยรัฐนั้น ผู้หญิงที่ใส่เสื้อลายธงชาติแหกปากอยู่นั้นก็คือเจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรนั่นเอง ส่วนแกนนำการชุมนุมก็มีบทบาทในการชุมนุมพันธมิืตรทั้งหมด


เคยขึ้นหน้า1CNNตอนเป็นผู้ก่อการร้ายยึดสนามบิน-เจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรรายนี้ถือเป็นแม่ยกขาประจำเวทีพันธมิตร แม้กระทั่งCNNก็เคยนำรูปเจ๊ไปขึ้นหน้าแรกของเวบไซต์CNNมาแล้ว ช่วงที่เจ๊เป็นผู้ก่อการร้ายยึดสนามบินสุวรรณภูมิ

สมัยยึดทำเนียบฯ

เจ๊ขาประจำสมัยยึดทำเนียบ ร่วมทีมกับแม่ยกขาประจำอีก4ราย โชว์พาวหน้าเวทีเป็นประจำทุกวัน

อัพเดตแม่ยกพันธมิตรตอนพรางชมพู


สำหรับเจ๊ขาประจำเวทีพันธมิตรรายนี้ จะปรากฎอยู่หน้าเวทีพันธมิตรเป็นประจำทั้งสะพานมัฆวาฬฯ ทำเนียบรัฐบาล สนามบินสุวรรณภูมิื ครั้งหนึ่งเคยใส่ชุดนักเรียนไปอยู่หน้าเวที(ซ้ายสุดในภาพ) เพื่อหนีความซ้ำซากจำเจ เป็นที่ฮือฮากันในหมู่พันธมิตร แต่เป็นที่สะอิดสะเอียนแก่เด็กและเยาวชนผู้พบเห็น

ตัวเดิมหน้าซ้ำจนหน้าช้า



ฝั่งซ้ายเป็นภาพของม็อบพรางชมพู หรือม็อบเสื้อหลากสี(รวมทั้งเจ๊ขาประจำ) ส่วนภาพขวาเมื่อครั้งเป็นขาประจำม็อบพันธมิตร

กระเทือนซางเผด็จการหลังแฉทหารปืนจ่อตร.ป้องโจร สั่งแบนนักข่าวสาวช่อง3พร้อมสั่งลบทวิตเตอร์

ที่มา Thai E-News



หลักฐาน - คลิปเหตุการณ์ทหารขัดขวางตำรวจจับกุมกลุ่มสร้างสถานการณ์บริเวณสีลม ซึ่งวิ่งหนีเข้าไปในเขตแนวทหาร เมื่อคืนวันที่ 22 เม.ย. เว็บยูทูบเผยแพรˆเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อยู่ในขณะนี้ (ภาพและคำบรรยาย:ข่าวสด)

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
24 เมษายน 2553


ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามโทรทัศน์ช่อง 3:"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"(ภาพนี้ เมื่อครั้งโดนม็อบพันธมิตรฮือล้อมสมัยเป็นนักข่าวไอทีวีที่ไม่พอใจการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม)

บิ๊กช่อง3สั่งแบนห้ามฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามของโทรทัศน์ช่อง 3 นำเสนอข่าวแล้ว หลังนำเสนอความจริงกระเทือนซางเผด็จการ เจ้าตัวออกโรงชี้แจงหลังกรณีทวิตผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวกรณีทหารใช้ปืนจ่อหัวพันตำรวจโทห้ามไม่ให้จับมวลชนของทหารที่ก่อเหตุปาระเบิดขวดที่สีลมวันเกิดเหตุบึ้มM79 โดยตำหนิแกนนำนปช.ที่นำไปขยายผลว่าทหารยิงเอ็ม79เอง ซึ่งคลาดเคลื่อนจากความจริง แต่ก็ยืนยันเหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวห้ามตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุปาระเบิดขวดวิ่งไปหลบหลังแนวทหาร ย้ำ"หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ" พ้อ "เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ" กระบอกเสียงลิ้มรุมยำ ขณะที่องค์กรนักข่าวไร้พรมแดนออกแถลงการณ์ป้องแล้ว


แฉบิ๊กช่อง 3 สั่งแบนฐปนีย์แล้ว

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวันนี้(24เม.ย.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายวานนี้(23เม.ย.) ทางผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้เรียก น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชยเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงถึงกรณีที่ โพสต์เหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจ จากนั้นจึงมีคำสั่งไม่ให้น.ส.ฐปณีย์เข้าไปทำข่าว และให้หยุดการรายงานข่าวในพื้นที่ชุมนุมไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะเกิดความไม่ปลอดภัย เนื่อง จากขณะนี้สังคมมีความเห็นที่ขัดแย้งมาก นอก จากนี้ยังขอให้ลบข้อความดังกล่าวที่โพสต์ลงในทวิตเตอร์ทิ้งและขอให้หยุดการใช้ทวิตเตอร์ทั้งหมด




รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์ M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม

คุณฐปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวhttp://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้

"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"

"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"

"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"

"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"

"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"


นสพ.ข่าวสด’ รายงานข่าวทหารปืนจ่อหัวตำรวจช่วงคุมสถานการณ์กลุ่มหนุนมาร์ค

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า
นสพ.ข่าวสด รายงานมีเหตุทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจที่สีลมคืนวันที่ 22 เม.ย. จริงหลังตำรวจคุมสถานการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีใช้สิ่งของขว้างปา แต่ทหารห้ามตำรวจติดตามต่อบอกเป็นมวลชนของทหาร ด้านสื่อนอกบันทึกภาพช่วงกลุ่มเสื้อหลากสีหนีไปหลังแนวทหารได้ ‘ฐปณีย์’ แจง 'ทวิตเตอร์' เรื่องตำรวจไล่ชายฉกรรจ์ที่หนีไปหลังแนวทหารเป็นเรื่องปาระเบิดขวดไม่ใช่เอ็ม 79 ยันรายงานข่าวยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ

ข่าวสดรายงานข่าวตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัว หลังสลายม็อบหนุนมาร์ค

งานว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวกล่าวว่าตามที่มีข่าวว่ามีนายตำรวจถูกทหารใช้ปืนจี้ศีรษะระหว่างการเข้าจับกุมบุคคลที่สร้างความวุ่นวายในบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืน 22 เม.ย. โดยนายตำรวจรายนี้คือพ.ต.ท.ไกรศรี สุวรรณงาม รอง.ผกก.ป.สน.พระโขนง ซึ่งถูกสั่งการให้มากำกับดูแลกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อป้องกันการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี ต่อมาในช่วงกลางคืน กลุ่มคนเสื้อหลากสีได้พยายามใช้เศษวัสดุขว้างปาใส่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่เนื่องจากตำรวจตั้งแนวกันการปะทะอยู่ระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ทำให้วัสดุต่างๆ ที่ขว้างปาโดนตำรวจเป็นส่วนใหญ่

พ.ต.ท.ไกรศรี พยายามเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เกิดการขว้างปาสิ่งของใส่กันอีกกลุ่มคนดังกล่าวจึงวิ่งหนี กลับเข้าไปในแนวของทหารที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนสีลม พ.ต.ท.ไกรศรี ได้วิ่งติดตาม แต่ถูกทหารที่ถือปืนเอ็ม16 กั้นไม่ยอมให้เข้าจับกุม แต่ พ.ต.ท.ไกรศรี ได้แหวกแนวทหารเข้าไป จนเมื่อมาถึงด้านหลังแนวทหาร ได้มีนายทหารสัญญาบัตร สวมหมวกและใส่แว่นตากันสะเก็ดระเบิด ได้เข้ามาประชิดตัว พร้อมชักปืนพกสั้นออกมาจี้ที่ศีรษะ พร้อมบอกว่าให้ออกไป คนเหล่านี้เป็นมวลชนของฝ่ายทหาร พ.ต.ท.ไกรศรี จึงแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อเหตุใช้สิ่งของขว้างปาขอเข้าจับกุม แต่นายทหารคนดังกล่าวก็ยังปฏิเสธไม่ยอม ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดต้องออกมาจากแนวทหาร (อ่านข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่นี่)

ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คือ BreakNewPress สามารถบันทึกภาพช่วงที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อหลากสีด้วย แต่ในภาพบันทึกเหตุการณ์ถึงช่วงที่ตำรวจใช้โล่และกระบองผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีที่หลบเข้าไปอยู่หลังแนวของทหารเท่านั้น คลิกที่นี่

ฐปณีย์แจงกรณีแกนนำ นปช. นำข้อความทวิตเตอร์ไปขยายผลคาดเคลื่อน

นอกจากนี้ในการรายงานของเนชั่นทันข่าวเมื่อวานนี้ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ของช่อง 3 ก็เผยแพร่คำชี้แจงไปยังสื่อมวลชนกรณีการทวิตข่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อคืน 22 เม.ย. ซึ่งเป็นการรายงานเหตุการณ์เดียวกับกรณีของ พ.ต.ท.ไกรศรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

“สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.ได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งใช้นามว่า @yam3miti หรือ @thapanee3miti ที่ระบุเรื่องตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวไปเรียกร้องให้ ศอฉ.ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ และถูกนำไปตีความในหลายประเด็น

ดิฉันขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ ดิฉันไม่เคยรายงานข่าวว่า ทหารเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดระเบิด m79 บริเวณย่านสีลมเมื่อคืน วันที่ 22 เมษายน และไม่เคยรายงานกล่าวหาประชาชนชาวสีลม หรือ ประชาชนกลุ่มเสื้อหลากสีว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ระเบิดขวด ตามที่มีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันในเว็บไซด์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน ซึ่งมีการส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 23 เมษายน แต่ดิฉันได้ทวิตข้อความข่าวที่ระบุว่า “นี่คือข้อเท็จจริงจากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน ที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามไป” จริง แต่ไม่เคยระบุเลยว่าทหารเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งได้ส่งข้อความย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือในช่วงเวลาหลัง 22.30 น.และเป็นกรณีกลุ่มก่อกวนปาระเบิดขวดไม่ใช่เรื่องระเบิด m79 หลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในทวิตเตอร์

ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในการส่งต่อข้อความจาก ทวิตเตอร์ไปในแหล่งอื่นๆทางอินเตอร์เน็ตจนเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์คลาด เคลื่อน ซึ่งหากติดตามข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉันจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดว่าดิฉันไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถส่งต่อไปถึงเพื่อนกลุ่มอื่นได้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สื่อข่าวนิยมส่งข่าวผ่านทวิตเตอร์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร กันทำให้สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ทางการเมืองนักข่าวหลายสำนักก็มักจะส่งข้อความ ผ่านทวิตเตอร์และติดตามกัน รวมทั้งตัวดิฉันด้วย จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่างๆถูกส่งต่อไปได้ง่ายโดยผ่านการติดตามข้อความที่ ต่อเนื่อง ซึ่งการรายงานข่าวในทวิตเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ เสนอข่าวในรายการข่าว 3 มิติ หรือการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แต่อย่างใด เป็นการรายงานสถานการณ์สดผ่านมือถือส่วนตัวเท่านั้นไม่ได้ดำเนินการเป็น ธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ของใคร

ดิฉันขอยืนยันว่า ด้วยเกียรติของการทำหน้าที่สื่อมวลชนมา 10 ปี ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศชาติและเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยคิดที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำงานโดยยึดหลักของความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างดีที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน แม้ในบางสถานการณ์จะทำงานด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด

โดยไม่คิดว่าข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในทวิตเตอร์จะนำมาซึ่งการวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ ในสังคม หากข้อความใดทำให้ผู้อื่นเสียหายก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ยืนยันว่าทุกคำพูดผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอไปสู่สาธารณะ โดยทุกคนที่กล่าวอ้างมีตัวตนเอง ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักและผู้สื่อข่าวที่อยู่ร่วม เหตุการณ์ด้วย รวมทั้งได้รายงานไปตามสถานการณ์ที่เห็นจริง ไม่ได้แต่งเติมข้อความใด ๆ

จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีข่าวระหว่างตำรวจกับทหาร เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันเองก็พร้อมรับผิดชอบกับการทำหน้าที่ครั้งนี้”

สื่อค่ายเหลืองปั่นต่อ วิจารณ์ฐปณีย์หนัก

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ น.ส.ฐปณีย์ ยังคงถูกนำไปบิดเบือนใน “รายงานการเมือง” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “แสงตะวัน” เผยแพร่ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ ที่ระบุว่า น.ส.ฐปณีย์ทวิตว่า “เห็นทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 ใส่ ประชาชนที่สีลม” พร้อมทั้งวิจารณ์ น.ส.ฐปณีย์ อย่างหนัก ทั้งที่ น.ส.ฐปณีย์ทวิตเมื่อ 00.30 น. ของวันที่ 23 เม.ย. ใน @thapanee3miti status ที่12652676359 ว่า “นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามต่อไป” ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานเหตุการณ์ปาระเบิดขวด ไม่ใช่เหตุการณ์ยิง M 79 อย่างที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์นำเสนอแต่อย่างได้

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) น.ส.ปฐณีย์ทวิตว่า “น้อมรับทุกคำวิจารณ์และข้อกล่าวหา คงไม่สามารถบอกให้ใครเชื่อว่าเป็นนักข่าวไม่มีสีขอให้ผลงานและกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จนกว่าจะหมดลมหายใจ”

“หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ”

“ย้ำหากสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเชื้อไฟและถูกมองว่า เป็นสิ่งเลวร้ายมากก็ขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคะ” ทวิตเตอร์ของฐปณีย์ระบุ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนประณามการคุกคามฐปนีย์

ประชาไท รายงานด้วยว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในไทยหลังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุมีการปิดเว็บไซต์โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินกว่า 350เว็บไซต์ ประหลาดใจที่ศาลยอมให้ปิดพีเพลชาแนลโดยอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมประณามการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดสีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีที่รายงานเรื่องทหารไม่ให้ตำรวจติดตามผู้ต้องสงสัยที่สีลมเมื่อ 22 เม.ย.

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรติดตามการละเมิดเสรีภาพสื่อทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คำแถลง"ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" ("Thaïlande: Violences et état d’urgence frappent lesmédias") โดยห่วงเรื่องการละเมิดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยหลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพและอนุญาตให้สื่อสามารถทำงานได้

"แรงกดดันจากวิกฤติครั้งนี้ยิ่งทำให้ต้องเคารพในสิทธิของการสื่อสารข้อมูล โดยที่ข่าวลือจะไม่มีอำนาจอยู่เหนือความจริง" องค์กรเสรีภาพสื่อกล่าว "แต่ความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้สื่อข่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่ในสภาพสุ้มเสี่ยงจน กว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา"

มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดย่านสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบชื่อหรือสังกัดสื่อที่เขาอยู่

ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ บอกว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้สภาพของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลวร้ายลงกว่าเดิม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนมาน้อยมากในการทำข่าวใน "พื้นที่ความขัดแย้ง" มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินและขวดน้ำที่ขว้างปามาจากผู้ชุมนุม มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้พยายาม 'ทำข่าว' การประท้วง โดยหวังว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดิโอการปะทะกันไปขาย

มีนักข่าวหลายคนเริ่มสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายหรือสวมเสื้อยืดที่แจกโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เพื่อบ่งบอกตนเอง

อย่างไรก็ตามทางสมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนไม่เห็นด้วยกับการที่กลุ่มเสื้อแดงขอให้ผู้สื่อข่าวสวมปลอกแขนสีเขียวที่มีคำว่า "ยุบสภา"

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังขอประณามการการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ จากการที่เธอรายงานทาง Twitter เรื่องที่มีทหารบางคนห้ามไม่ให้ตำรวจไล่ตามผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดวันที่ 22 เม.ย.

ทางองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินของศาลที่ยกฟ้องการที่รัฐบาลปิดสัญญาณโทรทัศน์ของพีเพลชาแนล โดยศาลให้เหุผลว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลทำให้มีการใช้อำนาจดังกล่าวได้

มีกรณีใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่เป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสั่งปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และให้ยกเลิการปิดเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยทางศาลตัดสินว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยเนื่องจากอยู่ภาย ใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

การเซ็นเซอร์และคุกคามสื่อกำลังส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ถูกแบนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ประกาศในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่ามีการปิดเว็บไซต์แล้วอีกกว่า 350 เว็บไซต์ หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนหหน้านี้ปิดเว็บไซต์ไปจำนวน 190 เว็บไซต์ และมีอยู่ 36 เว็บไซต์ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.

ทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งหมดตอนนี้เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และมีภาพถ่ายและวิดิโอที่บันทึกการชุมนุม แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นโดยทันที และจะสั่งปิดสื่อก็ต่อเมื่อสื่อนั้นๆ ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และปิดหลังจากที่มีการดำเนินการตามกระบวนการศาลก่อน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส อย่างถึงที่สุดในการสืบสวนการเสียชีวิตของฮิโระ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งควรมีผลการตรวจสอบออกมาในวันที่ 26 เม.ย. "รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้" คำแถลงของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุ

อดีตรองประธานส.ส.ร.ซัด"เอ็นบีที"ทำสังคมแตกแยก

ที่มา มติชน


เมื่อวันที่ 23 เม.ย. นายเสรี สุวรรณภานนท์ อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่มีการปิดสื่อและฝ่ายรัฐใช้สถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเผยแพร่ข้อมูลด้านเดียว ว่า จากการติดตามดูรายการ "ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้า" ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 11 เอ็นบีที เมื่อวันที่ 22 เมษายน ซึ่งดูจากเนื้อหาแล้วเห็นว่า รายการดังกล่าวไม่ได้ทำให้ประเทศไทยก้าวไปข้างหน้าตามสโลแกนรายการ แต่กลับเป็นการก้าวเพื่อทำลายตัวรัฐบาลเอง ทำลายผู้คนในสังคมมากกว่า บ้านเมืองที่เกิดวิกฤติขณะนี้ แต่ทางรายการยังคงเอาเรื่องพรรคพวกมาให้ร้ายคนอื่น ถือว่าแย่มาก

"ทำให้เห็นถึงงานประชาสัมพันธ์ภาครัฐ ที่สร้างแต่ปัญหาและสร้างความแตกแยกให้แก่คนในสังคม ไร้ความเป็นธรรม ที่รัฐบาลอ่อนแออยู่แบบนี้และแก้ปัญหาบ้านเมืองไม่ได้ เพราะผู้บริหารช่อง 11 และเจ้าหน้าที่ช่อง 11 ไม่มีความรู้ความสามารถ มัวแต่คอยใส่ร้ายป้ายสีคน เอาแต่ตั้งหน้าตั้งตาสร้างแต่ความแตกแยก สร้างปัญหาให้แก่ผู้คนในสังคม แล้วรัฐบาลจะแก้ปัญหาบ้านเมืองได้อย่างไร หากปล่อยเอ็นบีทีเป็นอย่างนี้ต่อไป รัฐบาลพังแน่นอน" นายเสรี กล่าว

"มาร์ค"ติดงานไม่ทันปลงศพ"ร่มเกล้า" "ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์"วางดินพระราชทาน "บิ๊กกองทัพ-จำลอง"ร่วมพิธี

ที่มา มติชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เมษายน ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ รองราชเลขาธิการในสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เป็นประธานในพิธีปลงศพ พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสนาธิการ กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ตามพิธีทางศาสนาคริสต์ พร้อมนำดินพระราชทานวางบนหลุมศพแทนพระองค์ ณ สุสานสานติคาม อ.สามพราน จ.นครปฐม โดยมี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง, พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม, พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผู้บัญชาการทหารบก, พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 รวมทั้ง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย อีกทั้งญาติ พ.อ.ร่มเกล้า และประชาชนร่วมในพิธี พร้อมทหารกองเกียรติยศ


อย่างไรก็ตาม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่ได้เดินทางไปร่วมพิธีฝังศพ พ.อ.ร่มเกล้า โดยอ้างว่าเมื่อ 09.00 น. ได้ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้องประชุมอาคาร ศาสนสถานของ ร.11 รอ. ยังไม่เสร็จ เนื่องจากพิธีฝังศพ พ.อ.ร่มเกล้าจะเริ่มในเวลา 11.30 น.

สำหรับพ.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่การขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่แยกคอกวัว เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา

รีบเจรจาเถิด

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



สงครามกลางเมืองได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ในกทม. ยิงเอ็ม 79 กันวินาศสันตะโร ผู้คนล้มตายและบาดเจ็บเกลื่อนไปทั่วทั้งถนนสีลม เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดอีกครั้งของสังคมไทย ในท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง

ก่อนหน้านั้นวันเดียว ก็เพิ่งมีคนร้ายยิงจรวดอาร์พีจีใส่คลังน้ำมันใหญ่มหึมา โชคดีที่เจ้าหน้าที่ดับไฟได้ทัน

ไม่เช่นนั้นจะเกิดระเบิดรุนแรงมโหฬาร สร้างความสูญเสียในวงกว้าง

เป็นอีกหนึ่งปฏิบัติการจากมือลึกลับ ที่สร้างความระส่ำระสายไปทั่ว

ในค่ำคืนของปฏิบัติการเอ็ม 79 ที่ถล่มเกลื่อนถนนสีลมนั้น ได้มีการแถลงข่าวของ ศอฉ. ที่สร้างความผิดหวังให้กับคนทั่วเมือง

พูดได้เพียงแต่ว่า คนร้ายคงจะยิงมาจากแนวของม็อบเสื้อแดง

นอกจากจะกล่าวหาใส่ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาลแล้ว ดูจะไม่สามารถสร้างความมั่นใจใดๆ ให้กับประชาชนได้เลย!?

ประชาชนคนไทยต้องการหลักประกันความมั่นใจจากรัฐบาล

ไม่ใช่มาฟังข้อกล่าวหาที่ยังไม่มีหลักฐานใดๆ มายืนยัน

อาจจะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เชื่ออยู่แล้วว่า น่าจะโยงกับม็อบแดง

แต่นั่นต้องเป็นข่าวสารระดับสภากาแฟ ไม่ควรออกจากปากผู้รับผิดชอบฝ่ายความมั่นคงของรัฐ!!

ในสถานการณ์สับสนอลหม่าน รัฐบาลต้องเป็นหลักในการแก้ปัญหา ต้องเป็นหลักในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา

ไม่ใช่ทำอะไรไม่ได้ ก็เอาแต่กล่าวหาอีกฝ่าย

สุดท้ายคนจะเริ่มถามว่า พูดอยู่ทุกวันว่ามีผู้ก่อการร้าย แล้วเมื่อไรจะจับมาให้ได้เสียที

ถ้ายังจับไม่ได้ ยังไม่มีหลักฐาน ก็เลิกพูดเลื่อนลอยเสียดีกว่า

เพราะมีแต่จะยิ่งทำให้สถานการณ์พัฒนาไปสู่ความรุนแรง!

รัฐบาลต้องเป็นผู้หยุดยั้ง

เริ่มจากหยุดสร้างความขัดแย้งระหว่างมวลชนในสังคม หยุดสถานการณ์ม็อบชนม็อบ หยุดการเกลียดชังในหมู่คนไทยด้วยกัน

แล้วรีบหาทางแก้ปัญหา ด้วยการเป็นฝ่ายเริ่มต้นเดินเข้าไปหาแกนนำเสื้อแดง

เพื่อเจรจายุติปัญหากันเสียที

เพราะไม่มีทางที่จะสลายม็อบได้ ถ้าลงมือเมื่อไรก็มีแต่ประชาชนคนไทยนั่นแหละที่ตายเป็นเบือ

แล้วมือเปื้อนเลือดเมื่อไร รัฐบาลนั้นก็อยู่ไม่ได้!