WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 25, 2010

พาดหัวสื่อนอก จับตากรณีอภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอผู้ชุมนุม

ที่มา ประชาไท

สื่อนอกจับตาวิกฤตการเมืองไทย พร้อมใจพาดหัวหน้าแรกกรณีนายกไทยปฏิเสธข้อเสนอ นปช. โดยเนื้อหาในทิศทางเดียวกันคือ นายกรัฐมนตรีหรือรัฐบาลปฏิเสธข้อเรียกร้องหรือข้อเสนอออกจากวิกฤตการเมืองจากฝ่าย นปช. รอยเตอร์ระบุ นายกไทยปฏิเสธข้อเสนอสันติของผู้ชุมนุม เทเลกราฟฟันธงใกล้สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที

BBC พาดหัวว่า "นายกฯ ไทยปฏิเสธข้อเสนอของผู้ชุมนุม" (Thailand PM rejects protesters' offer) โดยรายงานว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธข้อเสนอของกลุ่มเสื้อแดง ที่เสนอขยายเวลาให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 30 วัน จากเดิมที่เรียกร้องให้ยุบสภาภายในทันทีนอกจากนี้ยังได้เรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุปะทะเมื่อวันที่ 10 เม.ย.



จากการรายงานของ BBC นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าเขาไม่ยอมรับข้อเสนอดังกล่าวเนื่องจากพวกเขาใช้ความรุนแรงและการคุกคาม ด้านแกนนำการชุมนุมกล่าวว่าพวกเขากลัวว่ารัฐบาลจะสลายการชุมนุม

ราเชล ฮาร์วีย์ ผู้สื่อข่าว BBC ในกรุงเทพฯ กล่าวว่าหนทางที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างสันติถูทำให้อายุสั้นลงไปเสียแล้ว และความตึงเครียดก็เพิ่มสูงขึ้นอีก



ทางด้าน Reuters ว่า "นายกฯ ไทยปฏิเสธข้อเสนอสันติของผู้ชุมนุม" (Thailand PM rejects protesters' peace offer) โดยรายงานว่ามีทหารจำนวนหลายพันนายถือปืน M-16 เฝ้าระวังเสื้อแดงอยู่ตามแยกต่าง ๆ กลุ่มสนับสนุนรัฐบาลมักจะมาชุมนุมอยู่นอกเขตแนวกั้นและจุดฉนวนให้เกิดการปะทะกันโดยการด่าทอและขว้างปาขวดน้ำกันระหว่างทั้ง 2 ฝ่าย


Telegraph ของอังกฤษมีรายงานพาดหัวว่า "ประเทศไทยใกล้เข้าสู่สงครามกลางเมืองเข้าไปทุกที เมื่อนายกฯ ที่เกิดในอังกฤษปฏิเสธเจรจากับ 'เสื้อแดง' ผู้ขึ้งโกรธ" (Thailand is close to civil war as its British-born PM rejects deal with angry Red Shirts)

โดยในรายงานของ Telegraph ระบุว่า นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นชนชั้นสูงที่จบการศึกษาจากอ็อกฟอร์ด เข้าสู่ตำแหน่งโดยให้ความหวังว่าจะทำให้ความขัดแย้งทางการเมืองและฟื้นฟูประชาธิปไตย แต่ตอนนี้เขาต้องหลบอยู่หลังรั้วลวดหนามในค่ายทหาร

ไมเคิล เนลสัน นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ กล่าวถึง ศอฉ. ผ่าน Telegraph ว่า พวกเขาเป็นเพียงคนวงในรัฐบาลกลุ่มเล็ก ๆ พวกเขาถูกโดดเดี่ยวอยู่ภายในค่ายทหาร และก่อหลุมหลบภัยทางใจให้กับตนเอง พวกเขาได้ยินแต่เสียงของตัวพวกเขาเองเท่านั้น



France24 พาดหัวว่า "รัฐบาลปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมของเสื้อแดง" (Government rejects compromise offer from 'red shirt' protesters) โดยโปรยว่านายกรัฐมนตรีไทย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปฏิเสธข้อเสนอเชิงประนีประนอม ให้ยุบสภาภายใน 30 วัน เพื่อให้ประชาชนเลิกชุมนุม

พาดหัวจากสื่ออื่น ๆ มีดังนี้

Bloomberg - นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ปฏิเสธเจรจากับผู้ประท้วง (Thai Premier Abhisit Rejects Talks With Protesters )



NHK - อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเรียกร้องแบบประนีประนอมของเสื้อแดง (Abhisit rejects compromise demand by red shirts)


Aljazeera - นายกฯ ไทย ปฏิเสธข้อเสนอเสื้อแดง (Thai PM rejects red shirts' offer)


The Straits Times (สิงคโปร์) - นายกฯ ปฏิเสธการประนีประนอม (PM rejects compromise)


New Straits Times (มาเลเซีย) - นายกฯ ไทยปฏิเสธการประนีประนอมของเสื้อแดง (Thai PM rejects the Reds' Compromise)

The Economist: เสื้อเปื้อนเลือดในเมืองนางฟ้า

ที่มา ประชาไท


เหตุการณ์ความสูญเสียจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่มีผู้เสียชีวิต 23 คนเกิดขึ้นบนท้องถนนในกรุงเทพฯ ซึ่งคนเสื้อแดงก็ยังคงปักหลักยึดพื้นที่ช็อปปิ้งแห่งสำคัญอยู่แม้ว่าทหารจะขู่ว่าจะยิงพวกเขาก็ตาม ในขณะที่นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า เขายังคงเปิดโอกาสสำหรับการเจรจา และพลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา บอกว่า เขาต้องการการแก้ปัญหาทางการเมืองและจะไม่มีแผนในการเข้าสลายการชุมนุมที่ทำให้เกิดการปะทะอีก

ในดินแดนแห่งรอยยิ้มนี้ คนไทยชอบชี้ให้คนอื่นเห็นถึงธรรมชาติอันสันติของตัวเองอยู่เสมอ แต่คำถามคือ ความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นต่อไป เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้หรือไม่?

ปัจจัย 2 ประการที่ทำให้ความรุนแรงไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ หนึ่ง ความรุนแรงฝังแน่นอยู่ในตัวคนไทย แต่คนไทยก็ไม่ใส่ใจยอมรับมัน สอง เหล่าชนชั้นนำและส่วนที่หนุนหลังนายอภิสิทธิ์เข้าใจผิดคนเสื้อแดง โดยชนชั้นนำเห็นว่า คนเสื้อแดงเป็นชนชั้นล่างที่ยังไม่ได้ชำระล้างความสกปรก ตกอยู่ภายใต้การชักจูงของทักษิณ ชินวัตรแต่ในความเป็นจริง ผู้ประท้วงมีความจริงจังและเอาเป็นเอาตายกับการท้าทายชนชั้นนำที่นำพาประเทศอย่างยิ่ง

วามรุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนในครั้งนี้ก็คือ การยิงเมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งมีทหาร 5 คนและผู้ประท้วงอีก 18 คนเสียชีวิต มันได้ดึงภาพความน่ากลัวของการเข่นฆ่าคนบริสุทธิ์โดยทหารซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วในปี 2516 2519 และ 2535

แม้ว่าจะเป็นความจริงที่ในครั้งนี้ทหารได้แสดงให้เห็นถึงความอดทนอยู่บ้าง และมันเป็นครั้งแรกที่ทหารใช้วิธีการควบคุมฝูงชนแบบทันสมัยขึ้นจากในอดีต เช่น การฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา กระสุนยาง แต่ฝูงชนปฏิเสธที่จะสลายการชุมนุม แต่ที่เลวร้ายที่สุด เมื่อกองทัพติดอยู่บนถนนที่เต็มไปด้วยพลเรือนหลังช่วงหัวค่ำ ผู้บัญชาการที่ฉลาดย่อมรู้ว่าเขาเป็นส่วนผสมของความหายนะ ทหารยิงเข้าใส่ฝูงชนเพื่อป้องกันตนเอง (พวกเขาพูด) เพื่อสู้กับ “ผู้ก่อการร้าย” ติดอาวุธ จากนั้นทหารต้องหนีเอาชีวิตรอด ละทิ้งการตั้งแถวแห่งเหรียญตราอาชีพทหาร การถูกทำลายศักศรีครั้งนี้เชื่อได้ว่าทหารระดับรองต้องการแก้แค้น

ความรุนแรงไม่ได้ถูกผูกขาดโดยการทหารอย่างเดียว ประเทศไทยสามารถเป็นประเทศแห่งความชั่วร้าย อาชญากรรม และการใช้ความยุติธรรมอย่างไม่รอบคอบซึ่งมีให้เห็นมากมาย มือปืนหาง่าย ทหารนอกแถวที่เป็นผู้มีอิทธิพลมีอยู่ดาษดื่น ภายใต้รัฐบาลทักษิณเกิดการวิสามัญฆาตกรรมที่มีผู้เสียชีวิตนับพันคนของผู้ต้องสงสัยเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมอื่นๆ

ในช่วงเริ่มต้น คนเสื้อแดงอาจมีภาพของความเป็นผู้ร้ายอยู่บ้าง แต่ตอนนี้คนเสื้อแดงส่วนใหญ่มีระเบียบวินัย พวกเขาตระหนักว่าภาพพจน์มีความหมายมาก ในขณะที่ยังมีคนส่วนน้อยถือไม้ยาวๆ มีด และขวดน้ำมัน ทันใดนั้น วันที่ 10 เมษายน “ชายชุดดำ” ลึกลับก้าวเข้ามาในการต่อสู้ โดยเก็บผู้บัญชาการด้วยปืนไรเฟิลแรงสูง

คนไทยบางส่วนโทษว่าเป็นพวก “มือที่สาม” ต้องการกวนความยุ่งยากนี้ให้ขุ่นครั่กมากขึ้น บางส่วนกล่าวอ้างว่าคนพวกนั้นถูกทักษิณจ้างมา หรือบางทีอาจเป็นพวกเลือดร้อนเรียกกำลังเสริมเข้ามาสู้กับกองทัพแล้วก็ทำสำเร็จ ส่วนคำอธิบายของฝ่ายเสื้อแดงนั้น ทหารเป็นผู้ร้ายจากการใช้กระสุนจริงยิงประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ในตอนนี้การเคลื่อนไหวมีผู้เสียสละตนเองแล้ว ใบหน้าของผู้เสียชีวิตปรากฎบนโปสเตอร์ และมีบันทึกวีดีโอของผู้เสียชีวิต

ฝ่ายกองทัพและฝ่ายผู้ชุมนุมต่างก็มีการกล่าวโทษกันทั้งคู่ และในตอนนี้ หลังจากหลายเดือนผ่านไปกลุ่มเสื้อเหลือง หรือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกลับมาแล้ว คนเหล่านี้เป็นฝ่ายสนับสนุนชนชั้นนำที่มีอำนาจอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีคนส่วนน้อยเป็นการ์ดและเรียกตัวเองว่าเป็นนักรบ ครั้งหนึ่งพวกเขาใช้ปืนและระเบิดกับตำรวจและสะสมไม้กอล์ฟไว้ใช้เป็นอาวุธ

วันที่ 18 เมษายน แกนนำพันธมิตรเรียกร้องให้ประกาศกฎอัยการศึก และให้เวลารัฐบาลหนึ่งสัปดาห์ให้สลายการชุมนุม ถ้าไม่เป็นเช่นนั้น พวกเขาจะสั่งเรียกระดมคนของเขาให้กลับมาบนท้องถนนอีกครั้ง สิ่งเหล่านี้เป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เชื่อว่าสันติภาพยังมาไม่ถึง

ความหลงละเมออย่างดื้อรั้นของชนชั้นนำทางการเมืองจึงเป็นเหตุผลอีกประการหนึ่งที่ทำให้สันติภาพอยู่ห่างไกล ในปี 2006 ชนชั้นนำร่วมกันขับไล่ทักษิณให้พ้นจากตำแหน่งด้วยการรัฐประหาร ในปี 2008 ขับไล่รัฐบาลที่ภักดีต่อทักษิณ และการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงก็ถือกำเนิดขึ้นมาจากการกระทำต่างๆ เหล่านั้นเอง

นายอภิสิทธิ์ ชนชั้นนำที่เหมือนกับชนชั้นนำคนอื่นๆ ผู้ที่คับข้องใจกับคนเสื้อแดง เขาตั้งคำถามว่าคนเหล่านี้ซึ่งมาจากส่วนล่างของสังคมถึงยอมให้มหาเศรษฐีพันล้าน (ของประชาชนทั้งหมด) มาเคลื่อนไหวผลักดันให้เกิดการแบ่งแยกทางชนชั้น? เขาบอกว่า “ทักษิณ” ไม่ควรพูดไปในทางที่จะสร้างความเกลียดชังระหว่างคนรวยกับคนจน สังคมควรจะอยู่ร่วมกันอย่างปกติ ตราบเท่าที่ประชาชนทุกคนทำงานของตนเอง

การเมืองไทยอาจเป็นประชาธิปไตยที่ปกครองโดยชนชั้นนำผู้กล่าวอ้างถึงการปกป้องสถาบันกษัตริย์ แต่ในขณะเดียวกัน ตนเองก็สะสมความมั่งคั่งและใช้อภิสิทธิ์มาโดยตลอด

การต่อสู้ที่หลักแหลมครั้งนี้ มีการใช้คำที่มีความหมายดูถูกเหยียดหยามตัวเอง คนเสื้อแดงเรียกตัวเองว่า “ไพร่” หรือก็คือ “สามัญชน” คล้ายๆ กับที่คนผิวดำอเมริกันถูกทำให้เป็นคนไม่มีสิทธิมีเสียง กลับมาใช้คำที่ดูถูกตัวเองว่า “นิกเกอร์”

แต่ในประเทศไทยนั้นไม่ได้มีประชาชนจำนวนมากมายที่มีความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันอย่างสุดขั้ว และก็ไม่มีประชาชนจำนวนมากมายนักที่ยังไม่ได้ชำระล้างความสกปรกอย่างที่กลชนชั้นนำคิด ชาวบ้านเสื้อแดงธรรมดาๆ บางส่วนจบการศึกษาระดับมัธยม มีรถปิ๊กอัพ และมีความคิดที่มีเหตุผลในการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่ส่วนกลาง

แม้ว่านโยบายของทักษิณ เช่น หลักประกันสุขภาพทั่วหน้า เงินกู้ชุมชน และอื่นๆ ได้มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ในปัจจุบัน การเคลื่อนไหวของเสื้อแดงเติบโตไปกว่าทักษิณ

สิ่งนี้กลายมาเป็นการเปลี่ยนแปลงความคาดหวังที่พุ่งสูงขึ้น และความคาดหวังหลักก็คือการผลักให้ชนชั้นนำกลับไปอยู่ในบทบาทที่เคยเป็นซึ่งดูเหมือนยังเป็นหนทางที่ยาวไกล และในวันนี้ดูเหมือนว่ายากจะหลีกเลี่ยงการนองเลือดบนท้องถนนของกรุงเทพ

"เสธ.แดง"ชมแดงเปลี่ยนเสื้อ"ฉลาด"

ที่มา มติชน


"เสธ.แดง"ชมแดงเปลี่ยนเสื้อ"ฉลาด" แนะปฏิบัติการใน30เม.ย.


เมื่อวันที่ 25 เม.ย. พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ให้สัมภาษณ์บริเวณหลังเวทีการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่แยกราชประสงค์ หลังจากเดินสำรวจการรักษาความปลอดภัยของการ์ดเสื้อแดง ว่า
ยุทธวิธีให้ผู้ชุมนุมเปลี่ยนจากเสื้อสีแดง เป็นเสื้อสีอื่นนั้น ดีที่ชาญฉลาด แต่ตนเห็นว่ายังเป็นไปไม่ได้ทหารจะใช้กำลังสลายกลุ่มเสื้อแดงในขณะนี้
เนื่องจากต้องใช้กำลังทหารกว่า 40,000 นาย แต่ขณะนี้กำลังไม่พอ


"ขอแนะนำให้แกนนำหากจะปฏิบัติการใดก็ควรทำภายในวันที่ 30 เมษายนนี้

ซึ่งเป็นวันที่กองกำลังทหารจะปลดประจำการ
ขณะที่ทหารใหม่นั้นต้องฝึกอีกกว่า 10 สัปดาห์" เสธ.แดง กล่าว

เสื้อแดงพังด่านประชิดบ้านนายกฯ ปล่อยลมยางรถดับเพลิง

ที่มา มติชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) หรือคนเสื้อแดงได้เดินทางถึงหน้าซอยสุขุมวิท 31 ซอยบ้านพักของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แล้ว โดยมีตำรวจปราบจลาจลจำนวน 1 กองร้อยดูแลความปลอดภัย แต่ต่อมากลุ่มคนเสื้อแดงได้ใช้รถกระบะฝ่าด่านกั้นของเจ้าหน้าที่เข้าไปประชิดบ้านนายกฯ ได้ พร้อมปล่อยลมยางรถดับเพลิงที่จอดขวางอยู่หน้าบ้านพัก


เมื่อผู้ชุมนุมเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ไม่ได้อยู่บ้าน จึงเริ่มทยอยเดินทางกลับพื้นที่ชุมนุมแยกราชประสงค์

"ซูจี" ชี้รธน.ทหารจะทำให้รบ.ไร้เสถียรภาพ แนะดูไทยหลัง19กันยาเป็นตัวอย่าง

ที่มา มติชน

สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า
นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของประเทศพม่า

ได้แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้
ของรัฐบาลทหารพม่า โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย


ที่ผ่านมา พรรคเอ็นแอลดีได้แสดงจุดยืนต่อต้านรัฐธรรมนูญของรัฐบาลทหารและการเลือกตั้งครั้งใหม่ ซึ่งทางพรรคจะสามารถเข้าร่วมได้ก็ต่อเมื่อต้องขับนางซูจีออกจากพรรคเสียก่อน ล่าสุดนายยาน วิน โฆษกพรรคเอ็นแอลดี ได้แถลงว่าจากการประชุมร่วมกับนางซูจีครั้งล่าสุดในวันที่ 24 เมษายน เธอได้อภิปรายถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งประสบกับหายนะหลังจากกองทัพก่อรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549
เพื่อขับไล่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

"รัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมามีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเขียนโดยกองทัพนั้น
จะไม่มีทางมีเสถียรภาพ ไม่ต้องดูอื่นไกล เราดูแค่สถานการณ์ในไทยก็ได้
ทักษิณคือผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา แต่กองทัพกลับยึดอำนาจจากคนที่ชนะการเลือกตั้ง แล้วรัฐธรรมนูญก็ถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยทหาร"
นายยาน วิน อ้างคำกล่าวของนางซูจี

"หลังจากนั้น อะไรเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ของไทย?
รัฐบาลชุดนั้นไร้เสถียรภาพ นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยกองทัพ"


นางซูจีกล่าวในที่ประชุมอย่างไรก็ตาม โฆษกพรรคเอ็นแอลดีระบุว่า นางซูจีไม่ได้แสดงความเห็นว่ากลุ่มการเมืองใดคือฝ่ายถูกและฝ่ายผิดในเหตุการณ์ความขัดแย้งที่กำลังเกิดขึ้น
ในประเทศไทยซึ่งกลุ่มคนเสื้อแดงทีี่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา

แม้วทวิตอัดรัฐบาล ปัดเจรจาแดง ห่วงตั้งพล.อ.ประยุทธ์

ที่มา ไทยรัฐ


พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โผล่ทวิตโต้กระแสข่าวกำลังป่วยเป็นมะเร็ง ยันยังแข็งแรงดี
ซัด รัฐบาล ไม่รับข้อเสนอยุบสภา 30 วัน ของแกนนำเสื้อแดง
เพราะห่วง ไม่ได้ตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น ผบ.ทบ.คนใหม่...

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับมาทวิตข้อความอีกครั้ง
หลังหายหน้าหายตาไปเป็นระยะเวลานาน โดยระบุข้อความ สวัสดีประเทศไทยครับ ต้องขอโทษที่หายไปนานเพราะไม่อยากให้ถูกนำไป ผูกกับการเรียกร้องของพี่น้อง ผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรมซึ่งกำลังเรียกร้อง สิ่งที่ียิ่งใหญ่และสำคัญ กว่าเรื่องของผมมากมาย แต่ก็ไม่วายถูกปล่อยข่าวว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 ต้องให้คีโมถึงกับชัก โถผมสงสารจังที่มันไม่จริงครับ ผมสุขภาพแข็งแรงดีครับ ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร หมอพระราม 9 ก็ไม่ได้บินมารักษาผมเหมือนที่ปล่อยข่าว

ที่ผ่านมาเดินทางไปหลายประเทศครับ แต่ก็ติดตามข่าว เมืองไทยตลอดเวลา รู้สึกยกย่องแกนนำท่ียอมถอยจากให้ยุบสภาทันทีเป็น 30 วัน ซึ่งถ้ารวมรักษาการ เลือกตั้งอีกก็เป็น 90 วัน
เพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง แต่น่าเสียดายท่ีรัฐบาล ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและส่งสัญญาณว่าจะปราบรัฐบาลคงห่วงงบประมาณเพราะกำลังเพลิน
และการแต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธฯ เป็น ผบ.ทบ.แต่ไม่ห่วง ประชาชนเลย สรุปว่ารัฐบาลและผู้ค้ำรัฐบาลไม่ได้มองคนเสื้อแดงเป็นคนไทยพร้อมใช้ กฎหมาย 2 มาตรฐาน
และอาวุธหนักกับคนเสื้อแดงเหมือนไม่ใช่ผู้มาเรียกร้อง

ทั้งเจ็บทั้งอาย!ซูจีเหน็บพม่าตามก้นเผด็จการไทย อินโดฯจี้ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจจัดเลือกตั้งใหม่

ที่มา Thai E-News



อนาคตประเทศไทย..-[ภาพซ้าย]เด็กน้อยไร้เดียงสาที่เข้าร่วมกิจกรรมม็อบหลากสีที่สวนจตุจักรวานนี้ เรียกร้องรัฐบาลปราบปรามเสื้อแดงเด็ดขาดภายใน 7 วัน(ภาพ:เวบผู้จัดการ) [ภาพขวา]เด็กน้อยไร้เดียงสายังเพลินเล่นอยู่ในบริเวณที่ชุมนุมคนเสื้อแดง ย่านราชประสงค์วานนี้ ขณะที่วิกฤตการณ์ทวีความตึงเครียดขึ้นและนำไปสู่หนทางตัน เมื่อรัฐบาลได้ปฏิเสธข้อเสนอเพื่อการรอมชอมจากคนเสื้อแดง ซึ่งต่อมาได้ประกาศพร้อมจะต่อสู้อย่างเต็มที่(ภาพข่าว:AFP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา มติชนออนไลน์
25 เมษายน 2553

สำนักข่าวต่างประเทศยังคงเกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากมีความพยายามจะเปิดการเจรจารอบใหม่กันขึ้น ก็ยังมีสื่อต่างประเทศบางส่วนเห็นว่า ความพยายามที่จะสลายการชุมนุมยังคงมีอยู่

ซูจีเปรยได้เจ็บพม่ากำลังตามก้นไทยแล้ว

นางออง ซาน ซูจี ผู้นำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของประเทศพม่า ได้แสดงจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นภายในปีนี้ของรัฐบาลทหารพม่า โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย

"รัฐบาลใหม่ที่ขึ้นมามีอำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญซึ่งเขียนโดยกองทัพนั้นจะไม่มีทางมีเสถียรภาพ ไม่ต้องดูอื่นไกล เราดูแค่สถานการณ์ในไทยก็ได้ ทักษิณคือผู้ที่ประชาชนเลือกตั้งเข้ามา แต่กองทัพกลับยึดอำนาจจากคนที่ชนะการเลือกตั้ง แล้วรัฐธรรมนูญก็ถูกเขียนขึ้นมาใหม่โดยทหาร"
นายยาน วิน อ้างคำกล่าวของนางซูจี

"หลังจากนั้น อะไรเกิดขึ้นกับรัฐบาลชุดแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ของไทย? รัฐบาลชุดนั้นไร้เสถียรภาพ นี่คือผลที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยกองทัพ"
นางซูจีกล่าวในที่ประชุม

ชาติอาเซียนผ่าทางตันตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจเลือกตั้งใหม่

หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดกับกองทัพไทยผู้หนึ่งระบุว่า การชุมนุมที่แยกราชประสงค์จะถูกแก้ไขแล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมงนี้ โดยรายงานชิ้นเดียวกันนี้ระบุว่า รัฐบาลกำลังได้รับแรงกดดันจากหลายๆ ด้านให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดกรณียิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่พื้นที่สาธารณะที่ถนนสีลมก่อนหน้านี้

ทางด้านนางเหงียน ฟอง งา โฆษกกระทรวงต่างประเทศเวียดนาม เป็นประเทศล่าสุดที่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย โดยระบุว่า ทางการเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยใช้ความอดทนอดกลั้น หลีกเลี่ยงจากความรุนแรงและแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาอย่างสันติ เพื่อนำประเทศกลับสู่ความมีเสถียรภาพที่จะยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยทั้งมวล

ทางด้านสำนักข่าวอันตาราของทางการอินโดนีเซียเผยว่า นายอับดิลเลาะห์ โทฮา อดีตประธานองค์การความร่วมมือระหว่างรัฐสภา (บีเคเอสเอพี) ของอินโดนีเซีย ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกของอาเซียน โดยเฉพาะอินโดนีเซีย รีบให้ความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในไทยโดยเร็ว

นายโทฮาระบุว่า สมาชิกอาเซียนที่ประกอบด้วย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ ซึ่งไม่ได้มีชายแดนติดกับไทย ควรรวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจ กระตุ้นให้เกิดการเจรจากันระหว่างฝ่ายขัดแย้งในไทย เพื่อหาทางออกที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ ซึ่งอาจจะเป็นการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป โดยมีคณะกรรมการนานาชาติทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งที่อาจจะจัดขึ้นในช่วงเวลาที่คู่ขัดแย้งเห็นตรงกันระหว่างเวลานี้เรื่อยไปจนถึงเดือนธันวาคมปีนี้ โดยระหว่างนั้นควรจัดให้มีรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมกันทำหน้าที่บริหารประเทศชั่วคราว

ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวสอดคล้องกับแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ของเครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (ANFREL)

อันเฟรลเสนอทางออกและแผนการเลือกตั้ง ชี้วิน-วินทุกฝ่าย

เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรีนำเสนอโรดแมพสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้าให้พิจารณา โดยระบุว่าเป็นทางออกที่ชนะทุกฝ่าย

เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections or ANFREL) เผยแพร่แถลงการณ์ว่าด้วย ทางออกและแผนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมให้กับรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงอย่างเท่าเทียมกัน มีรายละเอียดดังนี้

0000


แถลงการณ์

Road Map for Peaceful Solution and Win/Win Game
for Thai Government and Red Shirts
17 เมษายน 2553


เครือข่ายเอเชียเพื่อการเลือกตั้งเสรี (Asian Network for Free Elections or ANFREL)ทางออกและแผนการการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ให้กับให้กับรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดง

หลายฝ่ายได้เสนอให้เปิดการเจรจารอบที่สามระหว่าง รัฐบาลไทยและผู้แทนคนเสื้อแดง ทางอันเฟรลเชื่อมั่นว่าสังคมไทยมีทางออก โดยสามารถจัดทำแผนการการลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรมให้กับรัฐบาลและกลุ่มเสื้อแดงอย่างเท่าเทียมกัน

ซึ่งข้อเสนอดังต่อไปนี้น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่าย และเดินหน้าเลือกตั้งได้อย่างอิสระเสมอภาคโดยประชาชนไทยต้องร่วมกันสร้างบรรยากาศประชาธิปไตยโดยไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบ ด้วยความเชื่อมั่นที่จะนำพาประเทศไปสู่การพัฒนาประชาธิปไตยที่ปราศจากความรุนแรง

เนื่องด้วยคู่กรณีอาจจะกังวลว่าการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฏรในครั้งต่อไปนี้จะทำให้รัฐบาลได้เปรียบกว่าพรรคการเมืองที่ฝ่ายเสื้อแดงสนับสนุนอยู่ เพราะรัฐบาลอาจจะใช้กลไกของรัฐอำนวยความสะดวกให้ตนได้คะแนนเสียงมากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐบาลเองก็เกรงว่าจะลงพื้นที่เลือกตั้งไม่ได้ในทุกจังหวัดโดยเฉพาะจังหวัดต่างๆในภาคเหนือและอีสาน ซึ่งเสื้อแดงเองก็กังวลเช่นกันว่าอาจจะลงไปหาเสียงภาคใต้ไม่ได้ ส่วนประชาชนและผู้สมัครรับการเลือกตั้งและหัวคะแนนก็เกรงกลัวอย่างยิ่งว่าจะเกิดความรุนแรงปะทะกันระหว่างการหาเสียง หรือในวันเลือกตั้ง อันเป็นผลพวงจากความขัดแย้งที่ฝังลึกเป็นความเกลียดชังอยู่ในขณะนี้

ซึ่งเป็นความกังวลที่จะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากกลัวความรุนแรงจนไม่อยากออกมาใช้สิทธิเช่นกัน และนั่นย่อมจะทำให้ผู้จัดการเลือกตั้งทุกจังหวัดประสบความล้มเหลว เพราะไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้จนทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นที่ยอมรับ หรือต้องมีการเลือกตั้งใหม่มากมายในหลายจังหวัด บรรยากาศการเมืองในระยะเปลี่ยนผ่านดังนี้เป็นประสบการณ์ที่ประเทศไทยและในหลายประเทศกำลังประสบปัญหานี้มาตลอด

เพื่อไม่ให้เหตุการณ์การสูญเสียในชีวิตและเงินงบประมาณของรัฐ และเพื่อให้เกิดบรรยากาศความสมานฉันท์ ก่อนการยุบสภา จึงเสนอให้ทั้งสองฝ่ายถอยกันคนละก้าวเพื่อเปิดทางให้ทุกฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศไทย โดยยอมให้มีการจัดตั้งกลไกเพื่อให้การเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมกับพรรคเล็กและฝ่ายค้านเป็นสำคัญ เพราะรัฐบาลย่อมมีความได้เปรียบอยู่แล้ว โดยมีขั้นตอนที่ประเทศต่างๆได้นำมาใช้เป็นกลไกให้เกิดการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรม ซึ่งประสบความสำเร็จมาแล้วดังนี้

ทั้งสองฝ่ายต้องยุติความขัดแย้ง เริ่มต้นด้วยการเจรจาเรื่องกลไกการเลือกตั้งเสรีและเป็นธรรมก่อนการยุบสภา และต้องให้เวลาในการจัดกลไกต่างๆเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

กลไกดังกล่าวอาจจะเป็นการให้มี พรบ.พิเศษ กำหนดให้มีคนกลางขึ้นมาสร้างความเป็นธรรมในการเลือกตั้งและเป็นที่ยอมรับของสังคม ที่เรียกว่า Non Party Care Taker Government หรือรัฐบาลรักษาการณ์ (1) ขึ้นมาคุมอำนาจในทุกกระทรวง เป็นระยะเวลา60 วันก่อนการเลือกตั้ง และ 30 วันหลังการเลือกตั้งเพื่อสร้างสูญญากาศให้ทั้งสองฝ่ายกลับคืนสู่พรรคตนเอง ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลจะตกอยู่ในสภาวะพรรคการเมืองและผู้สมัครรับการเลือกตั้งธรรมดาๆ ทำการหาเสียงเลือกตั้งในระยะเวลา 60 วันนี้เท่านั้น รัฐบาลรักษาการณ์จะไม่มีอำนาจสั่งการให้ผู้ใดทำการเอื้อประโยชน์แก่ตนในการหาเสียงอย่างเด็ดขาด รัฐบาลรักษาการณ์น่าจะมีมากกว่า 10 คนจะคุมเจ้าหน้าที่ในกระทรวงต่างๆ ให้ปฏิบัติหน้าที่รับใช้ประชาชนตามปกติ เจ้าหน้าที่ไม่จำเป็นต้องเกรงใจหรือเกรงกลัวผู้แทนจากรัฐบาลรักษาการณ์เพราะไม่ใช่นักการเมือง (ข้อเสนอนี้มาจากการศึกษาการแก้ปัญหาในประเทศบังคลาเทศและใช้ปฏิบัติมาจนกระทั่งปัจจุบันนี้)

ในเนื้อหาของการเจรจา ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องมีข้อตกลง เป็นสัญญาประชาคมที่เป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะไม่มีการใช้ความรุนแรงในทุกพื้นที่ ไม่มีการหมายหัว หรือคิดลอบทำร้าย โดยผู้แทนทุกภาคส่วนร่วมเป็นสักขีพยาน และเป็นหน้าที่ของพรรค และคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะต้องทำหน้าที่แจกจ่ายข้อตกลงดังกล่าวให้สมาชิกพรรค หัวคะแนน ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้รับรู้อย่างทั่วถึงกัน ใครละเมิดข้อตกลงนี้จะต้องโทษมากเป็นพิเศษกว่าปกติ

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนจะต้องร่วมมือกันขอความร่วมมือให้หน่วยงานต่างๆ ป่าวประกาศให้ประชาชนทราบอย่างทั่วถึงกันเพื่อเปิดโอกาสให้ คนไทยทุกคน ต้อนรับพรรคทุกพรรคที่ลงไปหาเสียงอย่างบริสุทธิ์ใจ ไม่สร้างอุปสรรคใดๆ หรือใช้ความรุนแรงเข้าสกัดการเดินทางลงไปเยี่ยมเยียนประชาชน ห้ามไม่ให้ใช้ความรุนแรงโดยเด็ดขาด หรือกลไกใดๆกีดกันการเดินทางลงพื้นที่อย่างเสรี ทั้งนี้ถือว่ากระบวนการดังกล่าวเป็นขั้นตอนของการสมานฉันทน์ของคนไทยทั้งชาติในเวลาเดียวกัน

เมื่อเจรจาตกลงทำความเข้าใจกันได้แล้ว ทุกพรรคการเมืองจะต้องให้มีการทดลองลงพื้นที่ใน 76 จังหวัด ได้อย่างอิสระ ด้วยตราพรรค ชื่อพรรค ตัวบุคคล ตัวจริงเสียงจริง รวมทั้งผู้แทนของพรรคคนอื่นๆ เพื่อทดสอบความปลอดภัย และสร้างความเชื่อมัน ลดความเกลียดชัง ทั้งนี้เพื่อให้สภาวะทางการเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติอย่างแท้จริงและเพื่อไม่ให้มีการเสียเลือดเนื้อแม้แต่น้อยนิด

กกต. และ คู่ความขัดแย้งทั้งสองฝ่าย รวมทั้งบทบาทของสื่อมวลชนจำเป็นจะต้องดูแล ตรวจสอบไม่ให้มีการใช้อำนาจอิทธิพล จากกลุ่มการเมืองระดับต่าง ๆ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พระสงฆ์ ผู้นำศาสนา หรือข้าราชการ นักธุรกิจ ผู้ทรงอิทธิพลท้องถิ่นอื่นๆ หรือสื่อมวลชนเองให้วางตัวเป็นกลาง ไม่ทำหน้าที่ เอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือทำการข่มขู่ ให้สัญญาผลประโยชน์ก่อนและหลังการเลือกตั้ง ผู้ละเมิดกฏกติกาสัญญา จะต้องได้รับโทษอย่างจริงจังโดยไม่มีการยกเว้นหรือเลือกปฏิบัติอันเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่าง

การซื้อเสียงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องจับตามองเป็นพิเศษในทุกการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากครั้งนี้จะมีการแข่งขันกันสูงมาก จนถึงกับมีเดิมพันชีวิต และอนาคตทางการเมืองของตนเอง จึงเห็นว่าควรจะลงโทษผู้ละเมิดกฏหมายในความผิดดังกล่าวทั้งผู้ซื้อเสียงและขายเสียง อย่างจริงจัง ไม่ควรปล่อยปละเหมือนดังที่ผ่านมา ด้วยความเห็นใจว่าผู้รับเงินนั้นเป็นคนยากคนจนจึงปล่อยให้รับเงินจนเคยชินและคิดว่าไม่ได้เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย

ในขณะที่มีการดำเนินการดังกล่าวนั้น ทุกพรรคและทุกภาคส่วนควรให้มีการประชุม หาทางปฏิรูปสังคม ปรับโครงสร้างเพื่อประชาชนไปพร้อมๆ กัน เพื่อมิให้ประเด็นดังกล่าวถูกลืมเลือนไปในอนาคต และเพื่อเป็นการแสดงวิสัยทัศน์ ความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างจริงใจของนักการเมืองทุกคน และเป็นโอกาสที่ภาคประชาชนได้แสดงออกในประเด็นสำคัญต่างๆ เพราะประเทศเป็นของทุกคน มิใช่เป็นของผู้นำไม่กี่กลุ่ม

เสนอให้มีการจัด ศาลเลือกตั้ง เพื่อพิจารณาคดีที่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง การพิจารณาคดีการเลือกตั้งควรมีความรวดเร็วและเป็นธรรม กกต. จะมีบทบาทหน้าที่เพียงการจัดการการเลือกตั้งให้มีประสิทธิภาพแต่สามารถพิจารณาตัดสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งเบื้องต้นได้

อนึ่งขอให้ทุกฝ่ายยอมรับความจริงว่า เราได้สูญเสียเลือดเนื้อชีวิต เสียโอกาสทางเศรษฐกิจ เสียโอกาสในการพัฒนาประชาธิปไตยที่ปราศจากความรุนแรงไปมากแล้ว การให้เวลาเพื่อต่อยอดในสิ่งที่สูญเสียไปนั้นไม่ถือว่าเป็นการซื้อเวลาให้ใครทั้งสิ้น ควรคำนึงว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นการให้เวลาแก่ตนเองอย่างมีนัยสำคัญให้โอกาสประเทศชาติ และให้บทบาทคนทั้งประเทศในการมีส่วนร่วมปรับเปลี่ยนสังคมไทยให้คุ้มค่ากับชีวิตของผู้สูญเสียไป

ทั้ง 8 ข้อนี้ควรจะได้รับการปฏิบัติอย่างถาวรในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการเลือกตั้งใดๆ และได้โปรดพิจารณาเพื่อความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของสังคมไทย


สมศรี หาญอนันทสุข

ผู้อำนวยการบริหารของอันเฟรล



----------------------
<1>ศึกษารัฐบาลรักษาการณ์ของประเทศบังคลาเทศเป็นต้นแบบ, CHAPTER IIA (of the Bangladesh Constitution)

ตปท.ห่วงความขัดแย้งในไทย เสนอตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ จัดเลือกตั้งใหม่มีกก.นานาชาติ...

ที่มา มติชน


ตปท.ห่วงความขัดแย้งในไทย เสนอตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจ
จัดเลือกตั้งใหม่มีกก.นานาชาติตรวจสอบ


เมื่อวันที่ 24 เมษายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
สำนักข่าวต่างประเทศยังคงเกาะติดสถานการณ์การเมืองไทยอย่างต่อเนื่อง
แม้ส่วนใหญ่จะเห็นว่าสถานการณ์ตึงเครียดผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากมีความพยายาม
จะเปิดการเจรจารอบใหม่กันขึ้น ก็ยังมีสื่อต่างประเทศบางส่วนเห็นว่า ความพยายามที่จะสลายการชุมนุมยังคงมีอยู่


หนังสือพิมพ์ซิดนีย์ มอร์นิ่ง เฮรัลด์ รายงานโดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวใกล้ชิดกับกองทัพไทยผู้หนึ่งระบุว่า
การชุมนุมที่แยกราชประสงค์จะถูกแก้ไขแล้วเสร็จภายใน 48 ชั่วโมงนี้ โดยรายงานชิ้นเดียวกันนี้ระบุว่า
รัฐบาลกำลังได้รับแรงกดดันจากหลายๆ ด้านให้บังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังเกิดกรณียิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่พื้นที่สาธารณะที่ถนนสีลมก่อนหน้านี้


ทางด้านนางเหงียน ฟอง งา โฆษกกระทรวงต่างประเทศเวียดนาม เป็นประเทศล่าสุด
ที่แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ในไทย โดยระบุว่า
ทางการเวียดนามในฐานะประธานอาเซียนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในไทยใช้ความอดทนอด กลั้น
หลีกเลี่ยงจากความรุนแรงและแก้ไขความขัดแย้งด้วยการเจรจาอย่างสันติ
เพื่อนำประเทศกลับสู่ความมีเสถียรภาพที่จะยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยทั้งมวล


ทางด้านสำนักข่าวอันตาราของทางการอินโดนีเซียเผยว่า
นายอับดิลเลาะห์ โทฮา อดีตประธานองค์การความร่วมมือระหว่างรัฐสภา (บีเคเอสเอพี) ของอินโดนีเซีย
ออกมาเรียกร้องให้สมาชิกของอาเซียน
โดยเฉพาะอินโดนีเซีย รีบให้ความช่วยเหลือเพื่อแก้ไขสถานการณ์ในไทยโดยเร็ว


นายโทฮาระบุว่า สมาชิกอาเซียนที่ประกอบด้วย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ซึ่งไม่ได้มีชายแดนติดกับไทย ควรรวมตัวกันเป็นทีมเฉพาะกิจ
กระตุ้นให้เกิดการเจรจากันระหว่างฝ่ายขัดแย้งในไทย เพื่อหาทางออกที่คู่ขัดแย้งทั้ง 2 ฝ่ายยอมรับ
ซึ่งอาจจะเป็นการจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป
โดยมีคณะกรรมการนานาชาติทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบการเลือกตั้งที่อาจจะจัด ขึ้นในช่วงเวลา
ที่คู่ขัดแย้งเห็นตรงกันระหว่างเวลานี้เรื่อยไปจนถึงเดือน ธันวาคมปีนี้
โดยระหว่างนั้นควรจัดให้มีรัฐบาลเฉพาะกิจที่มีทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน
ร่วมกันทำหน้าที่บริหารประเทศชั่วคราว

สมาคมสื่ออมสากคุกคามนักข่าวสาวช่อง3 วาสนาลับลวงพรางคิวต่อไปโดนแบนต้องยุติทำรายการวิทยุ

ที่มา Thai E-News



รายล่าสุด-วาสนา นาน่วม เป็นสื่อมวลชนรายล่าสุดที่โดนเผด็จการคุกคามการทำหน้าที่ต่อจากฐปนีย์ เอียดศรีไชย ในการรายงานข่าวสองด้าน ขณะที่เผด็จการอยากให้นำเสนอข่าวเข้าข้างอย่างเดียว ได้ยุติการดำเนินรายการ"ลับลวงพราง"ไว้ก่อน จนกว่าสื่อจะมีเสรีภาพ


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ที่มา ข่าวสด
25 เมษายน 2553

ยังไร้วี่แววการออกมาร้องว่า"คุกคามสื่อคือการคุกคามประชาชน"ของสมาคมสื่อต่างๆ หลังจากผู้บริหารโทรทัศน์ช่อง3สั่งห้ามฐปนีย์ เอียดศรีไชย นักข่าวสนามช่อง3ที่เขียนในทวิตเตอร์ถึงเหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจไม่ให้ตามจับกุมม็อบที่เป็นมวลชนทหารก่อเหตุปาระเบิดขวดที่สีลม วันเกิดเหตุถล่มM79 จนสร้างความไม่พอใจให้รัฐบาลเผด็จการหาว่ากระทบความมั่นคง

ล่าสุดก็เกิดเหตุคุกคามวาสนา นาน่วม ผู้ดำเนินรายการลับลวงพรางอีกราย โทษฐานไปสัมภาษณ์พลเอกชัยสิทธิ์ ชินวัตร ตำหนิรัฐบาลและเสนอเป็นตัวกลางเจรจาระหว่างผู้นำกองทัพกับแกนนำเสื้อแดง ทำให้วาสนาต้องงดจัดรายการไปก่อน จนกว่าสื่อจะมีเสรีภาพในการนำเสนอข่าว

"วาสนา"น่วม รบ.สั่งห้ามสัมภาษณ์ทหารแตงโม เตรียมไขก๊อกรายการ "ลับ ลวง พราง "


เมื่อวันที่ 24 เม.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รายการ “ลับลวงพราง” ทางสถานีวิทยุ 100.5 เมกกะเฮิร์ซ ซึ่งเป็นรายการวิเคราะห์ข่าวด้านการทหาร ความมั่นคง และข้อมูลเชิงลึกในกองทัพ ปกติมีนายพัชร สารพิมพา รักษาการ ผอ.คลื่น 100.5 จัดร่วมกับน.ส.วาสนา นาน่วม ผู้สื่อข่าวสายทหาร หนังสือพิมพ์บางกอก โพสต์ แต่วันเดียวกันนี้ปรากฏว่ามีนายพัชร จัดรายการเพียงคนเดียว โดยอ้างว่าน.ส.วาสนาติดภารกิจ ทั้งที่ปกติแล้วถ้าผู้จัดไม่เข้ามาที่ห้องส่ง อสมท จะจัดรายการทางโทรศัพท์ แต่ปรากฏว่าน.ส.วาสนาไม่ได้จัดรายการทางโทรศัพท์แต่อย่างใด

สอบถามน.ส.วาสนาระบุเพียงว่าช่วงนี้สถานการณ์การเมืองอ่อนไหว ไม่สามารถจัดรายการได้เต็มที่ในแนวทางของตนเองที่จะเสนอข่าวของทุกสีทุกขั้ว เพื่อให้ข้อมูลแก่ผู้ฟังทุกฝ่ายได้ จึงของดจัดรายการไปก่อนจนกว่าเหตุการณ์คลี่คลาย หรือเสรีภาพในการนำเสนอข่าวและความคิดเห็นจะดีขึ้น หรือหาก อสมท. หาผู้จัดรายการคนใหม่แทนได้ พร้อมจะเลิกจัด ที่สำคัญไม่อยากทำให้คน อสมท. เดือดร้อนจากการจัดรายการของตนเอง เพราะได้ยินคน อสมท.บ่นเสมอว่าผู้จัดรายการคนนอก ทำให้ อสมท. เดือดร้อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เหตุที่น.ส.วาสนาขอยุติการจัดรายการชั่วคราว เพราะมีคำสั่งจากนายสุเทพไม่ให้สัมภาษณ์นายทหารฝ่ายเสื้อแดง ต้องสัมภาษณ์แต่เฉพาะนายทหารที่สนับสนุนรัฐบาล น.ส.วาสนาเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ ไม่สามารถทำหน้าที่ของสื่อได้เต็มที่ ปกติรายการ “ลับ ลวง พราง” จะมีการถ่วงดุลคือสัมภาษณ์ทหารทั้งสองสีสองฝ่าย แต่เมื่อรัฐบาลให้สัมภาษณ์ฝ่ายเดียวจึงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ กลายเป็นรายการที่ถล่มโจมตีฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ซึ่งรายการประเภทนี้มีเยอะมากแล้ว

“ปกติรายการจะสัมภาษณ์ทหารสองฝ่าย แต่ฝ่ายรัฐบาลมักไม่สนใจภาพรวมของรายการ ว่าเป็นการเสนอข่าวสองด้าน และต้องการให้ผู้ฟังที่มีทุกขั้วทุกสี เปิดใจกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่าง แต่เมื่อสัมภาษณ์ทหารสายเสื้อแดงเมื่อใด รัฐบาลจะไม่พอใจ บี้มาทาง อสมท. เสมอ ทำให้น.ส.วาสนาอึดอัดใจ” แหล่งข่าวระบุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 17 เม.ย. มีการสัมภาษณ์ทหารที่บาดเจ็บจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. จำนวน 5 คนจากกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2รอ.) หรือบูรพาพยัคฆ์ ส่วนใหญ่ตำหนิผู้ชุมนุมเสื้อแดงที่ใช้ความรุนแรงทำร้ายทหาร บางคนถูกระเบิด แต่ม็อบไม่ยอมให้รถไปส่งคนเจ็บ ทหารบางคนถูกลากลงมาทำร้ายซ้ำอีก จากนั้นสัมภาษณ์พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร อดีตผบ.ทบ. ญาติผู้พี่ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ตำหนิรัฐบาลใส่ร้ายคนเสื้อแดงว่า เป็นการก่อการร้าย พร้อมเสนอพา พล.อ.อนุพงษ์ไปเจรจากับแกนนำเสื้อแดงเพื่อยุติปัญหา ทำให้รัฐบาลไม่พอใจเป็นอย่างมากถึงกับเรียกผู้บริหาร อสมท. ไปต่อว่า


ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสนามโทรทัศน์ช่อง 3:"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้ หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"(ภาพนี้ เมื่อครั้งโดนม็อบพันธมิตรฮือล้อมสมัยเป็นนักข่าวไอทีวีที่ไม่พอใจการรายงานจำนวนผู้ชุมนุม)

แฉบิ๊กช่อง 3 สั่งแบนฐปนีย์แล้ว

หนังสือพิมพ์ข่าวสด ฉบับวานนี้(24เม.ย.) รายงานข่าวแจ้งว่า ในช่วงบ่ายววันที่ 23เม.ย. ทางผู้บริหารของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ได้เรียก น.ส.ฐปนีย์ เอียดศรีไชยเข้าไปสอบถามข้อเท็จจริงถึงกรณีที่ โพสต์เหตุการณ์ทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจ จากนั้นจึงมีคำสั่งไม่ให้น.ส.ฐปณีย์เข้าไปทำข่าว และให้หยุดการรายงานข่าวในพื้นที่ชุมนุมไว้ก่อน โดยให้เหตุผลว่าเกรงจะเกิดความไม่ปลอดภัย เนื่อง จากขณะนี้สังคมมีความเห็นที่ขัดแย้งมาก นอก จากนี้ยังขอให้ลบข้อความดังกล่าวที่โพสต์ลงในทวิตเตอร์ทิ้งและขอให้หยุดการใช้ทวิตเตอร์ทั้งหมด




รายงานข่าวจากนักข่าวสาว ฐปนีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ช่อง 3 ผ่านทางทวิตเตอร์ส่วนตัว ไม่ผ่านสื่อกระแสหลัก ชี้ว่าเหตุการณ์ความวุ่นวายที่เกี่ยวข้องกับการปาระเบิดเพลิง (ไม่ใช่เหตุการณ์ M79 ที่ทำให้คนเสียชีวิต) ซึ่งเกิดขึ้นหลังสี่ทุ่มคืนวาน (22 เม.ย.) มีความเกี่ยวข้องกับทหารที่เข้าประจำการที่สีลม

คุณฐปนีย์ เปิดเผยผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัวhttp://twitter.com/thapanee3miti แจ้งว่าตนเองนั้นได้อยู่ในเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสี หรือกลุ่มประชาชนเสื้อเหลืองเก่าเมื่อวานนี้

"นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหาร แต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้อง"

"ตำรวจบอกกลุ่มคนที่ก่อเหตุไม่ใช่คนสีลมหรือเสื้อหลากสี แต่เป็นกลุ่มจัดตั้งนี่เป็นข้อเท็จจริงไม่ใช่ความเห็นนะคะ"

"โปรดใช้วิจารณญาณในการติดตามนะคะ นี่คือข้อเท็จจริงจากพื้นที่เกิดเหตุไม่ได้เข้าข้างใครแต่ทวิตจากสายตาที่เห็นหูที่ได้ยินคะ"

"ถามทหารแล้วไม่พูดไร แต่ตำรวจที่ถูกเอาปืนจ่อหัวเป็นระดับรองผกก และผบ.หมู่ แต่ก็นั่นแหละเขาไม่ยอมเปิดเผยใบหน้าก็ทำได้เท่านี้ ย้ำแค่บอกในสิ่งที่เห็น"

"เมื่อนักข่าวไม่สามารถรายงานข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นได้หรือรายงานงานแล้วไม่มีคนเชื่อก็น่าเห็นใจสังคมไทยจริงๆ"


นสพ.ข่าวสด’ รายงานข่าวทหารปืนจ่อหัวตำรวจช่วงคุมสถานการณ์กลุ่มหนุนมาร์ค

เวบไซต์ประชาไท รายงานว่า
นสพ.ข่าวสด รายงานมีเหตุทหารใช้ปืนจ่อหัวตำรวจที่สีลมคืนวันที่ 22 เม.ย. จริงหลังตำรวจคุมสถานการณ์กลุ่มเสื้อหลากสีใช้สิ่งของขว้างปา แต่ทหารห้ามตำรวจติดตามต่อบอกเป็นมวลชนของทหาร ด้านสื่อนอกบันทึกภาพช่วงกลุ่มเสื้อหลากสีหนีไปหลังแนวทหารได้ ‘ฐปณีย์’ แจง 'ทวิตเตอร์' เรื่องตำรวจไล่ชายฉกรรจ์ที่หนีไปหลังแนวทหารเป็นเรื่องปาระเบิดขวดไม่ใช่เอ็ม 79 ยันรายงานข่าวยึดหลักจรรยาบรรณวิชาชีพ

ข่าวสดรายงานข่าวตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัว หลังสลายม็อบหนุนมาร์ค

งานว่า วานนี้ (23 เม.ย.) เว็บไซต์ข่าวสดรายงานว่า เมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ รายงานข่าวกล่าวว่าตามที่มีข่าวว่ามีนายตำรวจถูกทหารใช้ปืนจี้ศีรษะระหว่างการเข้าจับกุมบุคคลที่สร้างความวุ่นวายในบริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืน 22 เม.ย. โดยนายตำรวจรายนี้คือพ.ต.ท.ไกรศรี สุวรรณงาม รอง.ผกก.ป.สน.พระโขนง ซึ่งถูกสั่งการให้มากำกับดูแลกองร้อยควบคุมฝูงชน เพื่อป้องกันการปะทะระหว่างกลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มเสื้อหลากสี ต่อมาในช่วงกลางคืน กลุ่มคนเสื้อหลากสีได้พยายามใช้เศษวัสดุขว้างปาใส่กลุ่มคนเสื้อแดง แต่เนื่องจากตำรวจตั้งแนวกันการปะทะอยู่ระหว่างกลุ่มคนทั้งสองฝ่าย ทำให้วัสดุต่างๆ ที่ขว้างปาโดนตำรวจเป็นส่วนใหญ่

พ.ต.ท.ไกรศรี พยายามเข้าจับกุม เพื่อไม่ให้เกิดการขว้างปาสิ่งของใส่กันอีกกลุ่มคนดังกล่าวจึงวิ่งหนี กลับเข้าไปในแนวของทหารที่อยู่ด้านหลังกลุ่มคนสีลม พ.ต.ท.ไกรศรี ได้วิ่งติดตาม แต่ถูกทหารที่ถือปืนเอ็ม16 กั้นไม่ยอมให้เข้าจับกุม แต่ พ.ต.ท.ไกรศรี ได้แหวกแนวทหารเข้าไป จนเมื่อมาถึงด้านหลังแนวทหาร ได้มีนายทหารสัญญาบัตร สวมหมวกและใส่แว่นตากันสะเก็ดระเบิด ได้เข้ามาประชิดตัว พร้อมชักปืนพกสั้นออกมาจี้ที่ศีรษะ พร้อมบอกว่าให้ออกไป คนเหล่านี้เป็นมวลชนของฝ่ายทหาร พ.ต.ท.ไกรศรี จึงแจ้งว่าบุคคลเหล่านั้นเป็นผู้ก่อเหตุใช้สิ่งของขว้างปาขอเข้าจับกุม แต่นายทหารคนดังกล่าวก็ยังปฏิเสธไม่ยอม ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งหมดต้องออกมาจากแนวทหาร (อ่านข่าวของ นสพ.ข่าวสด ที่นี่)

ขณะเดียวกันมีผู้สื่อข่าวต่างประเทศ คือ BreakNewPress สามารถบันทึกภาพช่วงที่ตำรวจเข้าควบคุมสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อหลากสีด้วย แต่ในภาพบันทึกเหตุการณ์ถึงช่วงที่ตำรวจใช้โล่และกระบองผลักดันกลุ่มเสื้อหลากสีที่หลบเข้าไปอยู่หลังแนวของทหารเท่านั้น คลิกที่นี่

ฐปณีย์แจงกรณีแกนนำ นปช. นำข้อความทวิตเตอร์ไปขยายผลคาดเคลื่อน

นอกจากนี้ในการรายงานของเนชั่นทันข่าวเมื่อวานนี้ น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว 3 มิติ ของช่อง 3 ก็เผยแพร่คำชี้แจงไปยังสื่อมวลชนกรณีการทวิตข่าวผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์เมื่อคืน 22 เม.ย. ซึ่งเป็นการรายงานเหตุการณ์เดียวกับกรณีของ พ.ต.ท.ไกรศรี โดยมีรายละเอียดดังนี้

“สืบเนื่องจากกรณีที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.ได้นำข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวรายการข่าว3 มิติ สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ซึ่งใช้นามว่า @yam3miti หรือ @thapanee3miti ที่ระบุเรื่องตำรวจถูกทหารใช้ปืนจ่อหัวไปเรียกร้องให้ ศอฉ.ออกมาชี้แจงในเรื่องนี้ และถูกนำไปตีความในหลายประเด็น

ดิฉันขอชี้แจงเรื่องที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ ดิฉันไม่เคยรายงานข่าวว่า ทหารเป็นผู้สร้างสถานการณ์ให้เกิดระเบิด m79 บริเวณย่านสีลมเมื่อคืน วันที่ 22 เมษายน และไม่เคยรายงานกล่าวหาประชาชนชาวสีลม หรือ ประชาชนกลุ่มเสื้อหลากสีว่ายั่วยุให้เกิดความรุนแรงโดยใช้ระเบิดขวด ตามที่มีการเผยแพร่และวิพากษ์วิจารณ์กันในเว็บไซด์ต่างๆ สิ่งเหล่านี้สามารถตรวจสอบได้จากข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉัน ซึ่งมีการส่งข้อความอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงค่ำวันที่ 22 เมษายน จนถึงเช้าวันที่ 23 เมษายน แต่ดิฉันได้ทวิตข้อความข่าวที่ระบุว่า “นี่คือข้อเท็จจริงจากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน ที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามไป” จริง แต่ไม่เคยระบุเลยว่าทหารเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความรุนแรง ซึ่งได้ส่งข้อความย้ำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือในช่วงเวลาหลัง 22.30 น.และเป็นกรณีกลุ่มก่อกวนปาระเบิดขวดไม่ใช่เรื่องระเบิด m79 หลายครั้ง ดังปรากฏอยู่ในทวิตเตอร์

ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นความเข้าใจผิดในการส่งต่อข้อความจาก ทวิตเตอร์ไปในแหล่งอื่นๆทางอินเตอร์เน็ตจนเกิดความเข้าใจต่อสถานการณ์คลาด เคลื่อน ซึ่งหากติดตามข้อความในทวิตเตอร์ของดิฉันจะเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งหมดว่าดิฉันไม่ได้บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือกล่าวหาผู้ใดโดยไม่มีหลักฐาน เนื่องจากการส่งข้อความผ่านทวิตเตอร์เป็นการส่งข้อมูลข่าวสารเฉพาะกลุ่ม แต่สามารถส่งต่อไปถึงเพื่อนกลุ่มอื่นได้ ซึ่งในปัจจุบันผู้สื่อข่าวนิยมส่งข่าวผ่านทวิตเตอร์เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวสาร กันทำให้สามารถติดตามข่าวสารได้อย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในช่วงเกิดสถานการณ์ทางการเมืองนักข่าวหลายสำนักก็มักจะส่งข้อความ ผ่านทวิตเตอร์และติดตามกัน รวมทั้งตัวดิฉันด้วย จึงเป็นเหตุให้ข้อความต่างๆถูกส่งต่อไปได้ง่ายโดยผ่านการติดตามข้อความที่ ต่อเนื่อง ซึ่งการรายงานข่าวในทวิตเตอร์เป็นเรื่องส่วนตัวที่ไม่เกี่ยวกับการทำหน้าที่ เสนอข่าวในรายการข่าว 3 มิติ หรือการรายงานข่าวของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 แต่อย่างใด เป็นการรายงานสถานการณ์สดผ่านมือถือส่วนตัวเท่านั้นไม่ได้ดำเนินการเป็น ธุรกิจหรือเพื่อประโยชน์ของใคร

ดิฉันขอยืนยันว่า ด้วยเกียรติของการทำหน้าที่สื่อมวลชนมา 10 ปี ไม่เคยคิดร้ายกับประเทศชาติและเป็นคนไทยคนหนึ่งที่ห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง ไม่เคยคิดที่จะยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ของประเทศ ทำงานโดยยึดหลักของความรับผิดชอบ และจรรยาบรรณในวิชาชีพสื่อมวลชนอย่างดีที่สุด ทั้งการให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อเท็จจริง การเสนอข่าวอย่างรอบด้าน เป็นกลาง และไม่กล่าวหาผู้อื่นโดยไม่มีหลักฐาน แม้ในบางสถานการณ์จะทำงานด้วยความยากลำบากก็ตาม แต่พยายามทำหน้าที่สื่อมวลชนให้ดีที่สุด

โดยไม่คิดว่าข้อความเพียงไม่กี่ข้อความในทวิตเตอร์จะนำมาซึ่งการวิพากษ์ วิจารณ์ต่างๆ ในสังคม หากข้อความใดทำให้ผู้อื่นเสียหายก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ แต่ยืนยันว่าทุกคำพูดผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนนำเสนอไปสู่สาธารณะ โดยทุกคนที่กล่าวอ้างมีตัวตนเอง ซึ่งได้ถูกถ่ายทอดผ่านสื่อสิ่งพิมพ์หลายสำนักและผู้สื่อข่าวที่อยู่ร่วม เหตุการณ์ด้วย รวมทั้งได้รายงานไปตามสถานการณ์ที่เห็นจริง ไม่ได้แต่งเติมข้อความใด ๆ

จึงขอให้ทุกท่านใช้วิจารณญาณในการติดตามข้อมูลให้ครบถ้วน โดยเฉพาะกรณีข่าวระหว่างตำรวจกับทหาร เป็นข้อเท็จจริงที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถตรวจสอบได้อยู่แล้ว ซึ่งดิฉันเองก็พร้อมรับผิดชอบกับการทำหน้าที่ครั้งนี้”

สื่อค่ายเหลืองปั่นต่อ วิจารณ์ฐปณีย์หนัก

อย่างไรก็ตาม การชี้แจงของ น.ส.ฐปณีย์ ยังคงถูกนำไปบิดเบือนใน “รายงานการเมือง” ของผู้ใช้นามปากกาว่า “แสงตะวัน” เผยแพร่ใน ASTVผู้จัดการออนไลน์ ที่ระบุว่า น.ส.ฐปณีย์ทวิตว่า “เห็นทหารเอาปืนจ่อหัวตำรวจที่วิ่งไล่จับผู้ต้องสงสัยว่าอาจจะเป็นผู้ยิงเอ็ม 79 ใส่ ประชาชนที่สีลม” พร้อมทั้งวิจารณ์ น.ส.ฐปณีย์ อย่างหนัก ทั้งที่ น.ส.ฐปณีย์ทวิตเมื่อ 00.30 น. ของวันที่ 23 เม.ย. ใน @thapanee3miti status ที่12652676359 ว่า “นี่คือข้อเท็จจริง จากปากคำตำรวจยอมรับไล่กลุ่มชายฉกรรจ์20 คนที่ปาระเบิดขวดวิ่งหนีไปหลังแนวทหารแต่กลับถูกทหารเอาปืนจ่อหัวบอกไม่ต้องตามต่อไป” ซึ่งเป็นเรื่องการรายงานเหตุการณ์ปาระเบิดขวด ไม่ใช่เหตุการณ์ยิง M 79 อย่างที่ ASTVผู้จัดการออนไลน์นำเสนอแต่อย่างได้

ล่าสุด เมื่อวานนี้ (23 เม.ย.) น.ส.ปฐณีย์ทวิตว่า “น้อมรับทุกคำวิจารณ์และข้อกล่าวหา คงไม่สามารถบอกให้ใครเชื่อว่าเป็นนักข่าวไม่มีสีขอให้ผลงานและกาลเวลาเป็นเครื่องพิสูจน์จนกว่าจะหมดลมหายใจ”

“หากการทวิตข่าวทำให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของชาติก็พร้อมแสดงความรับผิดชอบไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดแต่ขอรักษาไว้ซึ่ง เสรีภาพในวิชาชีพ”

“ย้ำหากสิ่งที่เกิดขึ้นคือการเติมเชื้อไฟและถูกมองว่า เป็นสิ่งเลวร้ายมากก็ขอแสดงความรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียวคะ” ทวิตเตอร์ของฐปณีย์ระบุ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนประณามการคุกคามฐปนีย์

ประชาไท รายงานด้วยว่า องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองในไทยหลังมี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ระบุมีการปิดเว็บไซต์โดยอ้าง พ.ร.ก. ฉุกเฉินกว่า 350เว็บไซต์ ประหลาดใจที่ศาลยอมให้ปิดพีเพลชาแนลโดยอ้างอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พร้อมประณามการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดสีไชย ผู้สื่อข่าวทีวีที่รายงานเรื่องทหารไม่ให้ตำรวจติดตามผู้ต้องสงสัยที่สีลมเมื่อ 22 เม.ย.

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดน ซึ่งเป็นองค์กรติดตามการละเมิดเสรีภาพสื่อทั่วโลก มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส ได้เผยแพร่คำแถลง"ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน" ("Thaïlande: Violences et état d’urgence frappent lesmédias") โดยห่วงเรื่องการละเมิดเสรีภาพสื่อในประเทศไทยหลังมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยมีรายละเอียดดังนี้

000

ประเทศไทย: สื่อถูกรุมเร้าด้วยความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนแสดงความเป็นห่วงเรื่องเสรีภาพสื่อและสถานการณ์ความรุนแรงทางการเมืองในประเทศไทยหลังจากที่รัฐบาลประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน และประกาศย้ำให้ทุกฝ่ายเคารพและอนุญาตให้สื่อสามารถทำงานได้

"แรงกดดันจากวิกฤติครั้งนี้ยิ่งทำให้ต้องเคารพในสิทธิของการสื่อสารข้อมูล โดยที่ข่าวลือจะไม่มีอำนาจอยู่เหนือความจริง" องค์กรเสรีภาพสื่อกล่าว "แต่ความรุนแรงและการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ทำให้ผู้สื่อข่างทั้งชาวไทยและต่างประเทศอยู่ในสภาพสุ้มเสี่ยงจน กว่าประชาธิปไตยจะกลับคืนมา"

มีช่างภาพชาวญี่ปุ่นรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุระเบิดย่านสีลม เมื่อวันที่ 22 เม.ย. ซึ่งในตอนนี้ยังไม่ทราบชื่อหรือสังกัดสื่อที่เขาอยู่

ผู้สื่อข่าวชาวฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ บอกว่า ในช่วงไม่กี่วันมานี้สภาพของผู้สื่อข่าวต่างประเทศเลวร้ายลงกว่าเดิม ผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงเทพฯ ได้รับการฝึกฝนมาน้อยมากในการทำข่าวใน "พื้นที่ความขัดแย้ง" มีผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้รับบาดเจ็บจากก้อนหินและขวดน้ำที่ขว้างปามาจากผู้ชุมนุม มีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติบางส่วนที่ไม่ได้ระมัดระวังในเรื่องนี้พยายาม 'ทำข่าว' การประท้วง โดยหวังว่าจะนำภาพถ่ายหรือวิดิโอการปะทะกันไปขาย

มีนักข่าวหลายคนเริ่มสวมหมวกนิรภัยเพื่อป้องกันอันตรายหรือสวมเสื้อยืดที่แจกโดยสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) เพื่อบ่งบอกตนเอง

อย่างไรก็ตามทางสมาคมผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนไม่เห็นด้วยกับการที่กลุ่มเสื้อแดงขอให้ผู้สื่อข่าวสวมปลอกแขนสีเขียวที่มีคำว่า "ยุบสภา"

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังขอประณามการการคุกคาม น.ส.ฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวโทรทัศน์ จากการที่เธอรายงานทาง Twitter เรื่องที่มีทหารบางคนห้ามไม่ให้ตำรวจไล่ตามผู้ต้องสงสัยที่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดวันที่ 22 เม.ย.

ทางองค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนรู้สึกประหลาดใจกับการตัดสินของศาลที่ยกฟ้องการที่รัฐบาลปิดสัญญาณโทรทัศน์ของพีเพลชาแนล โดยศาลให้เหุผลว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉินของรัฐบาลทำให้มีการใช้อำนาจดังกล่าวได้

มีกรณีใกล้เคียงกันเกิดขึ้นในวันที่ 23 เม.ย. เมื่อ น.ส.จีรนุช เปรมชัยพร ผู้อำนวยการประชาไทที่เป็นเว็บไซต์ข่าวอิสระ ยื่นฟ้องต่อศาลแพ่งกรณีที่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐสั่งปิดเว็บไซต์ประชาไทตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย. โดยขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว และให้ยกเลิการปิดเว็บไซต์ซึ่งถือเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 47 ซึ่งระบุถึงการคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร โดยทางศาลตัดสินว่าทางรัฐบาลไม่ได้ใช้อำนาจเกินเลยเนื่องจากอยู่ภาย ใต้การประกาศ พรก.ฉุกเฉิน (อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม)

การเซ็นเซอร์และคุกคามสื่อกำลังส่งผลกระทบต่ออินเทอร์เน็ต และเว็บไซต์ที่ถูกแบนมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากคำสั่งการประกาศ พรก. ฉุกเฉิน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (MICT) ประกาศในวันนี้ (23 เม.ย.) ว่ามีการปิดเว็บไซต์แล้วอีกกว่า 350 เว็บไซต์ หลังจากที่ในสัปดาห์ก่อนหหน้านี้ปิดเว็บไซต์ไปจำนวน 190 เว็บไซต์ และมีอยู่ 36 เว็บไซต์ที่ถูกปิดตั้งแต่วันที่ 7 เม.ย.

ทำให้จำนวนเว็บไซต์ที่ถูกปิดตอนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2,500 เว็บไซต์ เว็บไซต์ที่ถูกปิดทั้งหมดตอนนี้เชื่อมโยงกับคนเสื้อแดง และมีภาพถ่ายและวิดิโอที่บันทึกการชุมนุม แต่ก็มีบางส่วนที่เป็นเว็บไซต์สำนักข่าวอิสระ

องค์กรผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนขอให้รัฐบาลยกเลิกการเปิดเว็บไซต์ที่ถูกปิดกั้นโดยทันที และจะสั่งปิดสื่อก็ต่อเมื่อสื่อนั้นๆ ยั่วยุให้ใช้ความรุนแรง และปิดหลังจากที่มีการดำเนินการตามกระบวนการศาลก่อน

ผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทยแสดงความโปร่งใส อย่างถึงที่สุดในการสืบสวนการเสียชีวิตของฮิโระ มุราโมโตะ ผู้สื่อข่าวญี่ปุ่น ซึ่งควรมีผลการตรวจสอบออกมาในวันที่ 26 เม.ย. "รัฐบาลญี่ปุ่นจะต้องได้รับอนุญาตให้เข้าถึงข้อมูลที่พนักงานสอบสวนรวบรวมไว้" คำแถลงของผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุ