WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, April 25, 2010

ม็อบได้ที!ยุทหารเกณฑ์ ถอดเสื้อเขียวใส่เสื้อแดง

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_78988

ก่อแก้ว พิกุลทอง

ก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำนปช. จี้นายกฯส่งทหารมือดีของกองทัพออกมาจำลองเหตุการณ์บึมที่สีลม ตอกกลับนักวิชาการคราบเสื้อเหลืองหยุดชี้นำแนวทางแก้ปัญหา ยุทหารเกณฑ์ให้เพิกเฉยคำสั่งผู้บังคับบัญชาถอดเสื้อเขียวมาใส่เสื้อแดง...

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวว่า ขอให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หยุดพฤติกรรมใส่ร้ายและกล่าวหากลุ่มคนเสื้อแดงว่าเป็นผู้ก่อการร้ายได้แล้ว เพราะในขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษและกองพิสูจน์หลักฐานยังไม่ได้เปิดเผยหลักฐานว่าใครเป็นผู้กระทำ รัฐบาลไม่มีสิทธิ์ใช้คำพูดกล่าวหาหรือใส่ร้ายผู้ใดทั้งสิ้น ดังนั้นจึงขอท้าให้รัฐบาลหานายทหารที่คิดว่ามีฝีมือดีที่สุดในกองทัพมาดำเนินการจำลองเหตุการณ์วันที่ 22 เม.ย.เพื่อพิสูจน์ดูว่าวิถีกระสุนของระเบิดเอ็ม 79 นั้น จะเป็นแบบเดียวกับเหตุการณ์จริงหรือไม่

นายก่อแก้ว กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีที่มีบุคคลและนักวิชาการต่างๆ ออกมาชี้แนวทางในการแก้ปัญหาประเทศ อาทิ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ และ นายสมคิด เลิศไพบูลย์ นั้น ที่ออกมาระบุว่าถ้านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยุบสภา ปัญหาก็ไม่จบ จึงขอประณามว่า ให้เหล่าบรรดานักชาการในคราบเสื้อเหลืองหยุดออกมาชี้นำสังคมในลักษณะดังกล่าวอีกต่อไป ควรออกมาช่วยกันคลี่คลายปัญหามากกว่า

"ขอเรียกร้องให้นายทหารเกณฑ์ทั่วประเทศที่กำลังจะปลดประจำการในสิ้นเดือนนี้ให้เพิกเฉยไม่ให้คำสั่งของผู้บังคับบัญชาที่กระหายเลือดและพร้อมที่จะฆ่าประชาชนมือเปล่า รวมทั้งให้ถอดเสื้อสีเขียวและมาร่วมชุมนุมกับเสื้่อแดง" นายก่อแก้ว กล่าว

'มาร์ค'ฟุ้งแก้ไขปัญหาเพียบ-เร่งเคลียร์ม็อบแดง

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_78949

นายกรัฐมนตรี ออกรายการ "เชื่อมั่นฯ" แจงแก้ปัญหาบ้านเมือง เตรียมชงครม.ช่วยลูกจ้าง-นายจ้างเหยื่อม็อบ ยำ้เป็นครั้งที่ร้อย ไม่ออก เดินหน้าจัดการม็อบ อ้อนขอประชาชนเข้าข้าง.....

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.เวลา 10.00 น.นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวผ่านรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทย กับนายกฯอภิสิทธิ์"ว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่าน ครม.ได้อนุมัติในหลักการการชดเชยการเยียวยาผู้สูญเสีย ผู้ได้รับบาดเจ็บวันที่ 10 เม.ย.และ 22 เม.ย. นอกจากนั้นใน 1-2 วันข้างหน้าจะเสนอ ครม.เพื่อเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบ กลุ่มแรกคือลูกจ้าง รายวัน หรือจ้างแบบเฉพาะกิจที่ถูกเลิกจ้าง เนื่องจากกิจการดังกล่าวปิดอยู่ ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรึกษาหารือกับผู้ประกอบการธุรกิจย่านราชประสงค์ โรงแรม ร้านค้า โดยได้มีการนำเสนอมาแล้วประมาณการเสียหายแล้ว ซึ่ง 1-2 วันข้างหน้าที่จะช่วยเหลือได้ คือการเสริมสภาพคล่อง กรณีสินค้าบางประเภทที่จะต้องเร่งขายเร่งระบายออกไป รัฐบาลจะต้องเร่งช่วยเหลือต่อไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า สิ่งที่กระทบชัดเจนวันนี้คือการท่องเที่ยว เป็นความเสียหายที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขต่อไป ครม.เศรษฐกิจ จึงไดีมีมาตรการต่ออายุมาตรการรับประกันสินเชื่อผู้ประกอบการรายย่อย นอกจากนี้รัฐบาลยังได้ดำเนินการงานนโยบายต่างเช่น งานต่างประเทศ การประชุมสุดยอดนิวเคลียร์ และได้มีการทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้ต่างประเทศมีความเข้าใจพอพมควร ขณะเดียวกันงานทางด้านสังคม เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการประชุมร่วมกับคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษา และ คณะกรรมการนโยบายสุขภาพแห่งชาติ เป็นปกติ นอกจากนี้ด้านโครงสร้างทางด้านเศรษฐกิจ ครม.ได้มีมติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง นำมาแทนภาษีบำรุงท้องที่ ทั้งนี้ได้ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาดำเนินการต่อไป ทั้งนี้การแก้ไขปัญหาความยากจน ความไม่เป็นธรรม รัฐบาลได้ดำเนินการมาโดยลำดับ และเริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เช่น รักษาฟรี เรียนฟรี เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เบี้ยคนพิการ ดังนั้นขอเรียนว่า ปฏิทินงบประมาณจำเป็นอย่างยิ่งยวดท่ี่จะเร่งดำเนินการเป็นปกติ ไม่เช่นนั้นจะชะงักงันสะดุดหยุดลง

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า สำหรับการหาทางออกทางการเมือง ยืนยันว่า เหตุผลที่ไม่สามรถรับข้อเสนอเงื่อนไขจากกลุ่มคนที่ข่มขู่ คุกคาม ไม่เฉพาะรัฐเท่านั้นยังทำร้ายพี่น้องประชาชน เป็นจุดยืนที่ดำรงไว้ แต่รัฐบาลจะไม่ลดละความพยายาม จะมีคนกลาง ฝ่ายการเมือง ที่จะเข้ามาดำเนินการต่อไป รัฐบาลจะทำงานร่วมกับประชาชนทั่วประเทศ ไม่ใช่ถกเถียงแค่บางกลุ่ม นำไปสู่การเลือกตั้งในที่สุดกระบวนการนี้ยังไม่หยุด ส่วนการดำเนินการกลุ่มผู้ชุมนุมนั้นต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไ ป

"ทราบดีถึงความทุกข์ใจ ความร้อนใจของพี่น้องประชาชนจำนวนมาก ไม่เพิกเฉยต่อความรู้สึกเหล่านั้น มุ่งมั่นที่จะเดินหน้า อยากจะยำ้ว่า พลังที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ ต้องการดำรงเป็นรัฐที่พลัง ที่มีกฎหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์ คือพลังสามัคคีของคนในชาติ ความเป็นเอกภาพ ยำ้อีกครั้งครับผมตระหนักดีถึงความรับผิดชอบ ความคาดหัวง ให้ข้อคิด เสนอแนะ ตำหนิติติงผม พร้อมที่จะทำหน้าที่ตรงนี้อย่างดีที่สุดต่อไป และ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะได้ความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนอย่างต่อไ ป" นายอภิสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

เข้าเขตอันตราย รัฐประหารครึ่งใบ

ที่มา ไทยรัฐ

เข้าเขตอันตราย รัฐประหารครึ่งใบ

วิกฤติประเทศไทยไม่มีเบาบางลง

มีแต่จะเพิ่มพูนมากขึ้นเรื่อยๆ

ตั้งแต่วันที่ 14 มีนาคม ที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระดมพลคนเสื้อแดงเข้ากรุงเทพฯ

ยึดพื้นที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ถนนราชดำเนิน ตั้งเวทีม็อบเสื้อแดง เคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

กดดันนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้ยุบสภา

มาถึงวันนี้ สถานการณ์ในการชุมนุมของกลุ่มม็อบเสื้อแดง ผ่านมาแล้วหนึ่งเดือนครึ่ง มีเหตุการณ์วิกฤติต่างๆเกิดขึ้นมากมาย

ที่ร้ายแรงหนัก ก็คือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่มี การปะทะกันระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับทหาร บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน

สูญเสียชีวิต บาดเจ็บล้มตายด้วยกันทั้งสองฝ่าย

ท่ามกลางภาพปริศนากลุ่มชายชุดดำที่แฝงอยู่ในม็อบเสื้อแดง ใช้อาวุธสงครามกราดยิงเข้าใส่แนวปะทะระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม

เป็นผลให้ทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุมเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังเกิดเหตุก่อวินาศกรรมหวังผลสร้างความปั่นป่วน สอดแทรกเข้ามาในสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

ทั้งการวางระเบิดเสาไฟฟ้าแรงสูง ย่านอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และการยิงจรวดอาร์พีจีถล่มคลังน้ำมันขนาดใหญ่ ในอำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี

เดชะบุญที่การก่อวินาศกรรมเหล่านี้ไม่บรรลุเป้าหมาย ผลความเสียหายอย่างร้ายแรง จึงไม่เกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์คนร้ายใช้อาวุธสงครามลอบยิงสถานที่ราชการหลายแห่ง และก่อเหตุวินาศกรรมอย่างต่อเนื่อง

แต่ฝ่ายถืออำนาจรัฐ ยังไม่สามารถจัดการปัญหาได้

สถานการณ์จึงอยู่ในจุดที่ยังสุ่มเสี่ยงต่อไป

ขณะเดียวกัน การที่แกนนำกลุ่ม นปช.สั่งยุบเวทีสะพานผ่านฟ้าลีลาศ หลังเกิดเหตุการณ์นองเลือด 10 เมษายน

ระดมคนเสื้อแดงตรึงพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ เป็นป้อมปราการหลักชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล

สถานการณ์มีความตึงเครียดขึ้นเรื่อยๆ

โดยเฉพาะการที่นายกฯอภิสิทธิ์ออกมาระบุว่า มีผู้ก่อ การร้ายแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมม็อบเสื้อแดง ใช้อาวุธก่อความไม่สงบ

หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศครั้งใหญ่

พร้อมแต่งตั้งให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน มีอำนาจเต็มในการสั่งใช้กำลังทหารจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในม็อบเสื้อแดง

ในขณะที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ภายใต้ การกำกับของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. ก็ส่งสัญญาณเข้ม

ประกาศบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับกลุ่มผู้ชุมนุม สั่งทหารติดอาวุธปืนประจำกายในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อป้องกันตัวในกรณีที่ถูกทำร้ายลอบยิง

แต่ขณะเดียวกัน ก็ยังมีสถานการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุด มีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้า ใส่ประชาชนย่านสีลมและกลุ่มเสื้อหลากสี ที่ออกมาแสดงพลังต่อต้านม็อบเสื้อแดง ที่บริเวณสถานีรถไฟฟ้าศาลาแดง และหน้าโรงแรมดุสิตธานี

ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีก 70 กว่าคน

กลายเป็นแดนมิคสัญญี เข้าขั้นกลียุค

ที่สำคัญ เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้ ความมุ่งหวังจากหลายฝ่ายหลายองค์กรในสังคมที่ประสานเสียงเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจา

แต่ทางแกนนำม็อบเสื้อแดงก็ตั้งเงื่อนไขสูง ยื่นคำขาดให้ยุบสภาทันที โดยไม่ขอเจรจากับนายกฯอภิสิทธิ์อีกแล้ว

ส่วนทางรัฐบาล แม้เปิดช่องพร้อมเจรจาเรื่องการยุบสภา แต่วางเงื่อนไขขอเวลาเพื่อจัดทำ พ.ร.บ.งบประมาณฯประจำปี 2554 และแก้ไข กติการัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายก่อนยุบสภา

ต่างฝ่ายต่างแข็งกร้าว ไม่มีใครยอมใคร ไม่มีใครยอมถอย

ทำให้แนวทางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยสันติบนโต๊ะเจรจา ถูกปิดไปโดยปริยาย

ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายฝ่ายที่เรียกร้องให้การเมืองแก้ ปัญหาด้วยการเมือง โดยนำปัญหาวิกฤติความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเข้ามาแก้ไขกันในระบบตามกลไกระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็อย่างที่เห็นกัน เมื่อมีการนำปัญหาวิกฤติความขัดแย้ง เข้าสู่ เวทีรัฐสภาเพื่อหาทางออก ก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล แม้แต่ ส.ว. แทนที่จะร่วมมือกันหาทางออกให้กับประเทศ

กลับกลายเป็นว่าต่างฝ่ายต่างใช้เวทีสภา เป็นสถานที่ปะทะคารม ห้ำหั่น ฟาดฟันกัน เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางการเมืองเป็นหลัก

แม้แต่การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติตั้งคณะกรรมาธิการฯขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ นองเลือด 10 เมษายน ก็ยังไม่สามารถทำได้

เนื่องจาก ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลที่เป็นเสียงข้างมากไม่เห็นด้วย

เพราะรู้ทางกันดีว่า ฝ่ายค้านจะใช้เวทีนี้ อภิปรายกล่าวหาการ บริหารงานของรัฐบาล ชิงความชอบธรรม

เช่นเดียวกับการเสนอให้รัฐบาลขอเปิดอภิปรายทั่วไป โดยไม่มีการลงมติ เพื่อรับฟังความเห็นของสมาชิกรัฐสภา และให้รัฐบาลชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ 10 เมษายน รวมทั้งสถานการณ์วิกฤติม็อบเสื้อแดง

ล่าสุดนายกฯอภิสิทธิ์รับหลักการ โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อขอเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมรัฐสภา โดยไม่มีการลงมติ

แต่ก็ยังไม่มีหลักประกันว่าจะนำไปสู่ทางออกในการแก้ปัญหาร่วมกันได้ เพราะโดยสภาพการณ์แล้วคงต้องมีการอภิปรายโต้เถียงกันอย่างดุเดือด ประท้วงกันวุ่นวายแน่นอน

สุดท้าย เวทีนี้ก็จะไม่ใช่เวทีแก้ปัญหา แต่จะยิ่งสร้างปัญหา

ส่วนช่องทางแก้ปัญหาการเมืองด้วยการเมือง ด้วยการยุบสภาหรือลาออกนั้น ก็มีคำตอบชัดเจนจากนายกฯอภิสิทธิ์ ที่เน้นย้ำมาตลอดว่า

การยุบสภาโดยทันทีตามข้อเรียกร้องของม็อบเสื้อแดง ไม่ได้แก้ปัญหา และไม่ได้ทำให้เกิดความสงบ

เพราะถ้ายังไม่มีการแก้ไขกติกาเลือกตั้งที่ทุกฝ่ายยอมรับ ลดบรรยากาศความขัดแย้งในสังคม ก็จะมีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาความรุนแรงในสนามเลือกตั้ง

ไม่ขัดข้องเรื่องการยุบสภา แต่ขอเวลา 6-9 เดือน เพื่อจัดการเรื่องต่างๆให้เข้ารูปเข้ารอยก่อนกลับสู่สนามเลือกตั้ง

แต่ฝ่ายแกนนำม็อบไม่รับมุก ทำให้การเจรจาขาดสะบั้นไป

สำหรับการลาออกจากตำแหน่งนายกฯ ในสถานการณ์ ขณะนี้ นายกฯอภิสิทธิ์คงไม่สามารถตัดสินใจตามหลักประชาธิปไตยสากลได้

เพราะถ้าลาออกกลางคัน อาจส่งผลให้โครงสร้างประเทศเพลี่ยงพล้ำ

ก็อย่างที่เห็นๆกันว่า ที่ผ่านมา โครงสร้างประเทศถูกเขย่ามาโดยตลอด จากกรณีการเคลื่อนไหวต่างๆ

ไล่ตั้งแต่เรื่องที่มีการพูดถึงการขอพึ่งพระบารมี การลงชื่อขอพระราชทานอภัยโทษ การประกาศสงครามชนชั้นไพร่ อำมาตย์ และวาทกรรมต่างๆอีกมากมาย

รวมถึงการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ประกาศจะขอเข้าเฝ้าฯขอพึ่งพระบารมี คลี่คลายวิกฤติความขัดแย้งในบ้านเมือง

จนมาถึงการผุดโปสเตอร์ที่มีข้อความเกี่ยวกับรัฐไทยใหม่ และประธานาธิบดี

ใครทำไม่รู้ แต่สื่อให้เห็นว่า วิกฤติครั้งนี้เกินกว่าเรื่องการเมืองธรรมดา

จากปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวและสภาพแวดล้อมต่างๆทั้งหมดที่เกิดขึ้น มันสะท้อนให้เห็นว่า

สถานการณ์ในขณะนี้เลยจากขั้นวิกฤติการเมือง แต่มันเป็นวิกฤติโครงสร้างประเทศ

ที่ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย

วิกฤติตรงนี้จึงเป็นแรงผลักดันที่ทำให้ผู้นำรัฐบาลลาออกกลางคันไม่ได้ และยุบสภาไม่ได้

ถ้าลาออกหรือยุบสภาทันที ก็จะเดินไปเข้าล็อก เข้าแผน เพลี่ยงพล้ำ สะเทือนโครงสร้างของประเทศ

ดังนั้น นายกฯอภิสิทธิ์จึงต้องเลือกที่จะอยู่ในตำแหน่งผู้นำรัฐบาลต่อไป

และเมื่อหนทางในการที่จะใช้แนวทางการเมืองแก้ปัญหาการเมืองมีอัตราลดลง

หลังจากเหตุการณ์ 10 เมษายน จึงได้เห็นการแต่งตั้ง พล.อ.อนุพงษ์ มาเป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในเขตพื้นที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน

มีอำนาจเต็มในการสั่งใช้กำลังทหารปราบกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในม็อบ

ตามด้วยการสั่งให้ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบติดอาวุธเพื่อป้องกันตัว

ถ้าสลายม็อบไม่ได้ ก็ต้องบั่นทอน จำกัดเขต ป้องกันการขยายพื้นที่ ลิดรอนการยกระดับความเข้มข้นในการเคลื่อนไหว

ต่างๆเหล่านี้ถือเป็นความชอบธรรมของผู้รับผิดชอบดูแลความสงบของบ้านเมือง

แต่สถานการณ์มาถึงวันนี้ เมื่อวิกฤติยังไม่ลดลง แถมมี แนวโน้มความรุนแรงมากขึ้น ถ้าฝ่ายความมั่นคงยังไม่สามารถคลี่คลายสถานการณ์ให้เบาบางลงไปได้

ขณะที่กลุ่มเสื้อหลากสีก็ออกมาตั้งป้อมต่อต้านกลุ่มเสื้อแดง สถานการณ์ปะทะรุนแรงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา
ยังไม่รวมกลุ่มทมิฬ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่จ้องใช้ อาวุธสงครามยิงถล่มฝูงชน สร้างสถานการณ์ความรุนแรง

เมื่อ พ.ร.บ.รักษาความมั่นคงฯ และ พ.ร.ก.สถานการณ์ ฉุกเฉิน ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ ก็เป็นไปได้สูงที่ฝ่ายความมั่นคงอาจต้องขยับไปถึงขั้นใช้กฎอัยการศึก

ให้ทหารนำการเมือง ภายใต้ภารกิจรักษาความมั่นคงของประเทศ

ซึ่งการใช้กฎอัยการศึก ก็ไม่ต่างอะไรกับการรัฐประหาร โดยไม่ฉีกรัฐธรรมนูญ

เป็นรัฐประหารครึ่งใบ.

"ทีมการเมือง"

ใบตองแห้ง...ออนไลน์: คนดีผิดระบอบ

ที่มา ประชาไท


เพื่อนฝูงหลายคนสะใจ หลายคนต่อว่า ที่ผมโต้แย้งข้อเขียนของหมอประเวศ ขอเรียนว่าผมเนี่ยแซว “ลัทธิประเวศ” เพราะไม่ยอมรับแนวคิด แต่ส่วนตัวยังเคารพนับถือว่าท่านเป็น “คนดี” ที่คิดและทำเพื่อส่วนรวม (แต่ผลออกมาเป็นอีกเรื่องหนึ่ง)
เป็น “คนดี” อย่างที่ผมไม่อาจเปรียบเทียบได้แม้กระผีก เพราะผมเป็นแค่คนธรรมดา มีเลอะเทอะ มีเหลวไหล มีด้านมืด และไม่ได้คิดจะทุ่มเทอะไรมากมาย ถือตนเป็นแค่ “เสรีชน” คนหนึ่ง
แต่ประสบการณ์ชีวิตบอกผมว่า “คนดี” ไม่ใช่จะคิดและมองปัญหาถูกต้องเสมอไป “ความดี” ไม่ใช่มนต์คาถาที่จะปัดเป่าทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะคนดี ก็มีไม่น้อยที่อยู่แต่โลกของตัว ไม่เข้าใจการแก้ปัญหาที่เป็นจริง และมีแนวโน้มสูงที่จะใช้อัตวิสัยมาตัดสิน เพราะเชื่อว่าตนเป็น “คนดี”
ชีวิตผมโชคดี ได้พบ “คนดี” อยู่มากมาย ตั้งแต่เถ้าแก่เปลวที่เป็นคนธัมมะธัมโม รักความถูกต้อง รักและเอาใจใส่ลูกน้อง (ไทยโพสต์น่ะเงินเดือนสวัสดิการต่ำกว่าชาวบ้านเยอะ แต่พนักงานอยู่มา 13 ปีเพราะ “ใจ” ที่ทุกคนให้กับ “ป๋า”) ผมเป็นเจ้ากรมอิสระ ทำงานกับใครยาก แต่ก็อยู่กับเถ้าแก่เปลวได้ร่วม 15 ปีเมื่อนับรวมสยามโพสต์ ถ้าไม่มีความเคารพรักส่วนตัว คงอยู่ไม่ได้นานปานนั้น (นานที่สุดที่เคยทำงานกับใครมา) กระทั่งวันนี้ ใครเอาผมไปตัดหัวคั่วแห้งที่ไหน ก็จะยังยืนกรานว่าเถ้าแก่เปลวเป็นคนดี เป็นคนที่ผมเคารพ ...แต่ใครเอาผมไปตัดหัวคั่วแห้งที่ไหน ผมก็จะยังยืนกรานอีกเช่นกันว่า วันนี้เถ้าแก่เปลวท่วมไปด้วยโมหะจริต
ผมน่ะเป็นไม้เบื่อไม้เมากับพันธมิตร แต่คนที่รักและคบหากลับเป็นพันธมิตรเสียเป็นส่วนใหญ่ ว่างๆ ก็ไปกินข้าวกับพี่เปี๊ยกและเพื่อนพ้อง “ซ้ายเสื้อเหลือง” ก็เฮฮาปราศรัยกันดี เพราะผมไม่ใช่คนชอบทะเลาะ ผมรักและนับถือพี่เปี๊ยก แต่โต้กันได้ตลอด คุยกันครั้งหลังสุด พี่เปี๊ยกบอกว่าผมกับแกมีความคิดบางส่วนทับซ้อนกัน บางส่วนก็โต้แย้งกัน ใช่เลย
นี่ตรงข้ามเลยนะ เพราะผมไม่เคยไปนั่งกินข้าวกับแกนนำเสื้อแดง ที่รู้จักก็มีพี่จรัลคนเดียว คนอื่นไม่เคยคบ
อ.สมเกียรติก็รักนับถือ เพราะแกต่อสู้เพื่อคนจนมาตลอดชีวิต (เพียงแต่เผลอมาสู้เพื่ออำมาตย์แป๊บเดียว คนจนหายไปในม็อบเสื้อแดงหมด) ไม่เคยต้องการทรัพย์ศฤงคารหรือชื่อเสียงลาภยศ (ออกจากราชการคืนบ้านพักอาจารย์ แกต้องมาอาศัยบ้าน อ.โต้งอยู่) เมื่อ 4 ปีก่อนสมัยม็อบใหม่ๆ ไปนั่งสัมภาษณ์ที่รอแยล มีพันธมิตรแอ๊บแบ๊วมารอขอลายเซ็น ตื๊อมากนักแกรำคาญไล่ตะเพิดไปเลย ผมงี้หัวร่อกลิ้ง ไม่รู้จัก อ.สมเกียรติเสียแล้ว
แต่รักๆ นี่ละครับ ผมก็บอกว่า อ.สมเกียรติน่ะแกเป็นอนาธิปไตย
ไม่ใช่แค่แกนนำ แต่มวลชนพันธมิตรที่เป็นแฟนไทยโพสต์ ก็รักกันดี อย่างเช่นหนูอ้อยที่ตามมาราวีถึงประชาไท (ฮา) ส่งหนังสือมาให้ ส่งเทปเพลงมาให้ ซื้อเสื้อมาฝาก (193 วันพันธมิตร ใครจะกล้าใส่) ขอประกาศไว้เลยว่าถ้าแต่งงานเมื่อไหร่ ไม่แจกการ์ด โป้ง!
แทบทุกคนนะครับ ผู้อ่านที่เป็นขาประจำในคอลัมน์ว่ายทวนน้ำ เป็นคนที่มีจิตใจดีงาม รักความถูกต้องเป็นธรรม หลายท่านก็มีความผูกพัน ติดต่อกันจนถึงวันนี้ น้องบางคนเป็นชาวสันติอโศก (193 วันของแท้) พอรู้ว่าผมเลิกเขียนก็มีน้ำใจมาเยี่ยมถึงบ้าน
ซึ่งจะว่าไป ผมก็แทบไม่รู้จักมวลชนเสื้อแดงตัวเป็นๆ นอกจากขึ้นแท็กซี่
คุณหมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ก็เป็นคนดีอีกคนที่ผมนับถือและรักน้ำใจ แม้จะยืนยันในความเห็นต่าง หมอตุลย์เริ่มต้นจากส่งจดหมายมาถกกัน โทรคุยกัน หลังรัฐประหารมีช่วงหนึ่งที่รัฐมนตรีศึกษามีนโยบายเอามหาลัยออกนอกระบบ หมอตุลย์คัดค้าน ผมสนับสนุน กระทั่งไปสัมภาษณ์ จากนั้นก็ติดต่อกันมาตลอด กระทั่งคนใกล้ตัวป่วยผมยังพาไปปรึกษา หมอตุลย์ก็แนะนำแพทย์ที่เชี่ยวชาญให้
นี่ไม่ใช่ว่ามีน้ำใจส่วนตัวจึงเห็นว่าเป็นคนดี เปล่า การดูคนว่าดีไหมอย่าดูที่เขาปฏิบัติกับเรา แต่ดูที่เขาปฏิบัติกับคนอื่น ผมดูหมอตุลย์ปฏิบัติกับคนไข้อย่างเอาใจใส่ ไม่ว่ายากดีมีจนมาจากไหน ยิ่งรู้จักก็ยิ่งเห็น นี่เป็นสิ่งที่บุคลากรใน ร.พ.จุฬาฯ รู้ดี ลูกชายหมอเหวงก็ลูกศิษย์หมอตุลย์ น่าจะรู้จักดี
ผมยังชื่นชมหมอตุลย์ที่เคลื่อนไหวมีบทบาทมา 4 ปี โดยไม่เคยได้ประโยชน์อะไร ไม่ได้เป็น ส.ว.ลากตั้ง ไม่ได้เป็นองค์กรอิสระ ไม่ได้เป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งเป็นพิเศษ หนำซ้ำยังแทบไม่ได้ไปทำคลินิก ดูเหมือนเคยเล่าให้ฟังว่าไปลงเรียนต่อไว้ แต่มัวเคลื่อนไหวจนเลิกเรียน
แล้วหมอตุลย์ก็ไม่ใช่พวกที่ด่าทักษิณอยู่บนหอคอยงาช้าง เพราะแกลุยไปกับมวลชน เช่นตอนพันธมิตรเดินไปมัฆวาฬ จุดเริ่มต้น 193 วัน หมอตุลย์ก็เดินไปกับม็อบ พอมีเรื่องตีกัน หมอตุลย์ก็เข้าไปปฐมพยาบาลจนเลือดเปื้อนไปทั้งตัว (ตอนไปทวงประสาทพระวิหาร แล้วเกิดเลียะพะกัน ดูเหมือนหมอตุลย์ก็ได้รักษาคนเจ็บอีก)
นี่คือความนับถือ ชื่นชม ในขณะที่ผมก็ยังถกกับหมอตุลย์อย่างร้อนแรง ญาติโกโหติกาตกใจกันเป็นแถวที่ผมโต้หมอตุลย์ในว่ายทวนน้ำ ทั้งที่เพิ่งไปหาหมอมาหยกๆ แต่ความดีก็คือความดี ความเห็นก็คือความเห็น ไม่ว่าอย่างไร หมอตุลย์กับผมก็เห็นต่างกันแทบจะสุดขั้ว ลองคิดดู ระหว่างคนที่เดินไปบ้านสี่เสาเรียกร้องให้รัฐประหาร กับคนที่ลงรูปชามก๋วยเตี๋ยวประชดรัฐประหาร (และตอนนี้ก็ให้กำลังใจอภิสิทธิ์ ไม่ยุบสภา กับเรียกร้องให้อภิสิทธิ์รับผิดชอบ และยุบสภา)
ด้วยความที่หมอตุลย์เป็นคนดี การเคลื่อนไหวของหมอตุลย์จึงมีพลัง คนรู้จักกันที่ดูอยู่ห่างๆ ยังบอกผมว่าดูแกพูดจาอะไรจริงใจดีนะ เมื่อเปรียบเทียบกับภาพแกนนำม็อบเสื้อแดงส่วนใหญ่แล้วหมอตุลย์กินขาด แต่นี่แหละที่เป็นปัญหา คนเรามักเชื่อว่าถ้าใครเป็นคนดี บริสุทธิ์ ไม่มีผลประโยชน์ แล้วจะต้องคิดอะไรถูกมองอะไรถูกเสมอ ซึ่งผมว่าไม่ใช่
ถ้าเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตยปกติ ประชาธิปไตยที่พัฒนา คนอย่างหมอตุลย์จะเป็นบุคคลที่ล้ำค่า แต่ไม่ใช่ระบอบที่เป็นอยู่นี้ ระบอบที่หมอตุลย์พยายามจะปกป้อง
หมอตุลย์คือตัวแทนคนชั้นกลางที่เกลียดนักการเมือง ซื้อเสียง คอรัปชั่น ลุกขึ้นมาไล่ทักษิณโดยบริสุทธิ์ใจ ซึ่งถูกต้อง แต่หมอตุลย์ก็คือตัวแทนคนชั้นกลางที่ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย กลับไปเชื่อมั่นในตัวบุคคลบางคน บางองค์กร บางสถาบัน ว่าเป็นที่พึ่งในคุณธรรมความดีงาม ที่จะเอามากวาดล้างความเลวร้ายของการเมือง หมอตุลย์จึงเดินไปบ้านสี่เสา เรียกร้องให้รัฐประหาร หวังจะเอาการยึดอำนาจ ใช้อำนาจ แทรกแซง ครอบงำ สร้าง “คุณธรรม” ขึ้นในสังคมไทย ซึ่งกลายเป็นก้าวที่ผิดพลาดอย่างยิ่ง
ขอเรียนว่านี่แหละครับที่เขาเรียกว่าเผด็จการ เผด็จการทุกแห่งในโลกก็เริ่มต้นด้วยความเชื่อเรื่องคุณธรรม ความมั่นคง ความรักชาติบ้านเมือง ไม่ว่าฮิตเลอร์ มุสโสลินี หรือเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ ล้วนเชื่อในเรื่องการ “ใช้อำนาจเป็นธรรม” ก่อนจะก้าวไปสู่การใช้อำนาจไม่เป็นธรรม
ซึ่งตอนนี้เราก็เห็นกันแล้ว พันธมิตร ที่อ้างว่าเป็น “พลังศีลธรรม” หรือกลุ่มคนเสื้อหลากสี (ส่วนใหญ่ก็มวลชนพันธมิตรน่ะแหละ) อ้างความชั่วดีมาปลุกให้ปราบปรามม็อบเสื้อแดงที่เห็นต่าง หวังใช้อำนาจ และความรุนแรง คือกองทัพ กฎอัยการศึก เข่นฆ่าจับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้าม
ถามว่านี่หรือคือวิถีประชาธิปไตย เพราะประชาธิปไตยต้องเอาชนะกันด้วยการต่อสู้ทางความคิด ด้วยเหตุด้วยผล ไม่ใช่กำลัง
พูดไปก็เปล่าประโยชน์ เพราะคนชั้นกลางที่เคยบอกว่าต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ได้ทิ้งวิถีประชาธิปไตยไปแล้ว เพราะเชื่อว่าตนเองสามารถมีอำนาจร่วมกับชนชั้นนำ ขณะที่กดหัวคนชั้นล่าง คนเหนือคนอีสาน แต่คนกรุงก็ยังมีสิทธิมีเสียงได้อยู่ (ที่จริงต้องบอกว่าไม่ใช่ระบอบอำมาตย์แบบดั้งเดิม แต่เป็นอำมาตยาที่เป็นพันธมิตรกับคนชั้นกลาง)
แต่สิ่งสำคัญกว่าที่ต้องถามคือ “ศีลธรรม” “จริยธรรม” “ความดีงาม” ที่คนชั้นกลางเชิดชูมาตลอดในการต่อสู้กับ “ทุนสามานย์” นั้น ท้ายที่สุดแล้วเหลืออะไรอยู่บ้าง ศีลธรรมจรรยา ความดีงามทั้งหมด ถูกแปรรูปให้เป็นเพียงความ “เกลียดทักษิณ” ที่เหลือนอกนั้นโยนทิ้งไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นมนุษยธรรม ความเห็นอกเห็นใจเพื่อนมนุษย์ ความยุติธรรม ความเป็นธรรม ถูกตีกรอบเลือกข้างเป็นพวกเขาพวกเรา ถ้ามันเป็น “พวกทักษิณ” แล้วไม่มีเหลือให้แม้แต่น้อยนิด
โอเค ความเห็นอกเห็นใจคนจนยังมี ยังทอดผ้าป่าหนังสือบริจาคห้องสมุดในชนบทแดนกันดาร แต่ขับรถโฟร์วีลไดรว์ไปถึง พบว่าหมู่บ้านนั้นปักธงแดง เผลอๆ อาจเผาหนังสือทิ้งดีกว่า
คุณธรรมความดีงามของคนชั้นกลางถูกชักนำให้คับแคบ ด้วยทัศนะที่มองโลกเป็นสีขาวดำ พวกเราทำอะไรถูกหมด พวกมันทำอะไรผิดหมด ถ้าเราผิดบ้าง (เช่นยึดสนามบินทำให้คนมากมายเดือดร้อน) ก็ให้อภัยได้ เพราะเราทำเพื่อเป้าหมายสูงสุด คือกำจัดความชั่วร้าย
ขอโทษ คนชั้นกลางลืมไปว่าในระหว่างกระบวนการ “กำจัดความชั่วร้าย” นั้น ตัวเองก็พลัดตกลงไปในโมหะจริต โทสะจริต จนบางครั้งก็บอกไม่ได้ว่าใครชั่วร้ายกว่าใคร
คุณธรรมความดีงามของคนชั้นกลางจึงขัดกันเอง ระหว่างตัวตนที่แท้จริงกับการต่อสู้ทางการเมือง หมอตุลย์ที่ผมรู้จัก ไม่ใช่คนที่จะปิติยินดีเมื่อเห็นใครต้องบาดเจ็บล้มตาย หมอตุลย์ที่ผมรู้จัก เป็นคนที่มีเมตตาต่อทุกคน หมอตุลย์ที่ผมรู้จัก ไม่ใช่คนที่เปี่ยมด้วยความเกลียดชังจนจะทำร้ายใครได้ ผมกล้าท้าว่าต่อให้ม็อบเสื้อแดงบาดเจ็บมา หมอตุลย์ที่ผมรู้จัก ก็ต้องช่วยรักษา
แต่เมื่อหมอตุลย์กลายมาเป็นผู้นำม็อบหลากสี มาเป็นผู้นำกระแสที่เรียกร้องให้ประกาศกฎอัยการศึก สนับสนุน กดดัน ให้รัฐบาลใช้กำลังปราบม็อบเสื้อแดง ซึ่งจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการบาดเจ็บล้มตายได้
ผมถามว่าขัดแย้งในตัวเองไหมครับ ถ้าเทียบกับ 6 ตุลา หมอตุลย์ก็กำลังจะกลายเป็นสมัคร อุทาร อุทิศ ทั้งที่หมอตุลย์ไม่ใช่คนแบบนั้น
ที่พูดเช่นนี้ผมไม่ได้โยนให้หมอตุลย์คนเดียว เพราะต่อให้ไม่มีหมอตุลย์ ใครก็โดดขึ้นเวทีมานำม็อบหลากสีได้ เพราะกระแสที่ปลุกกันข้างเดียวมา 4 ปี มวลชนฮาร์ดคอร์ถูกปลูกฝังความเกลียดชัง ด้วยความคิดว่าเราคือคนดี เราจะทำลายล้างคนชั่ว เติมโมหะจริตลงไป เติมโทสะจริตลงไป แล้วอัดแก๊ส
ความเชื่อว่าตัวเองเป็นฝ่ายดี เป็นฝ่ายธรรมะ นี่แหละสร้างโมหะจริต โทสะจริต ได้ง่ายและได้รุนแรงกว่าด้วย “พลังศีลธรรม” จึงสามารถแปรรูปเป็น “พลังเกลียดชัง” แถมอำมหิตน้องๆ พรรคนาซีที่เกลียดยิว (พ่อค้าขูดรีด)
ซึ่งตอนนี้ พวกเสื้อแดงก็ใกล้เคียงความเป็น “ยิว” เข้าไปทุกทีแล้ว เพราะแค่เรียกร้องให้ยุบสภา ก็ถูกกล่าวหาว่าจะล้มสถาบัน
ถามว่าทำไมผมต้องมาสังโยคถึง “คนดี” ในสถานการณ์ที่กำลังจะฆ่าฟันกัน เพราะผมเศร้าใจและไว้อาลัยไงครับ สี่ปีที่ผ่านมา “คนดี” ได้เอา “ความดี” ของตัวเองมาแลกกับ “ทักษิณ” จนเหลือแต่ความเกลียดชังดำมืด
ที่ผ่านมา แม้จะถลำไปมากเพียงไรก็ยังอาจถอยกลับได้ แต่ถ้านำไปสู่การฆ่าฟันกันครั้งใหญ่ นำไปสู่มิคสัญญี ผมจะบอกว่าคุณข้ามเส้นแบ่งจนถอยกลับไม่ได้อีกแล้ว ผมคงต้อง “ไว้อาลัย” ให้กับ “คนดี” ที่สูญเสียไป
อ้าว ก็ปลุกให้ฆ่ามันๆ อยู่ทุกวัน ถ้าฆ่าฟันกันเลือดนองแผ่นดินแล้ว เถ้าแก่เปลวของผมจะไปเรี่ยไรสร้างโบสถ์อยู่ได้อย่างไร
ก็เหมือนนักวิชาการรัฐศาสตร์ที่เชียร์รัฐประหาร นักวิชาการนิติศาสตร์ที่เชียร์ตุลาการภิวัตน์ ทิ้งหลักนิติรัฐนิติธรรม แล้วจะกลับไปสอนหนังสือได้อย่างไร (ยุบนิด้าทิ้งดีกว่า)
ที่ผ่านมา ผมยังมองโลกในแง่ดีว่า พลังเสื้อเหลือง พลังคนชั้นกลาง น่าจะสามารถพัฒนาไปสู่พลังที่มีเหตุผล สร้างอำนาจต่อรองทางการเมือง ตามความฝันของพวกพี่เปี๊ยก ที่หวังว่าจะผลักดันไปสู่การเมืองที่มีคุณภาพ (แม้จะเห็นต่างกันในเรื่อง “การเมืองใหม่”) แต่เอาเข้าจริงพวกพี่เปี๊ยกที่ขึ้นเวทีพันธมิตรตอนดึกๆ ก็ยึดกุมมวลชนไม่ได้ พลังคนชั้นกลางกระแสหลักกลายเป็น “ขวาจัดฮาร์ดคอร์” ที่ขอแค่ฆ่าทักษิณกับพวกพ้องแล้วก็กลับบ้านนอนดูทีวีชื่นชมจริตของอภิสิทธิ์ ไม่ได้สนใจ “การเมืองใหม่” อะไรนั่นหรอก
สถานการณ์วันนี้เห็นได้ชัดนะครับ กลุ่มเสื้อหลากสีก็คือมวลชนพันธมิตรนั่นแหละ (อาจจะบวกหัวคะแนน ปชป.ส่วนหนึ่ง) ส่วนที่เหลือที่ยังไม่ออกมาก็มีแค่ชาวสันติอโศก พวกสหภาพรัฐวิสาหกิจ และพวก NGO ซึ่งนับไปแล้วก็กลายเป็นส่วนน้อยในมวลชนพันธมิตร
สถานการณ์มันเห็นชัดว่าพลังคนชั้นกลางกระแสหลักกลายเป็นพลังปฏิกิริยาไปแล้ว ต้องการเพียงบรรลุเป้าหมายความเกลียดชังของตัว แต่ไม่ได้คิดถึงการเปลี่ยนแปลงการเมืองสังคมไปสู่สิ่งที่ดีกว่า เป็นประชาธิปไตยกว่า เป็นธรรมกว่า (ไอ้ที่พี่เปี๊ยกว่าจะปฏิรูปประเทศไทย ทำไปเหอะ พวกนี้ไม่สนใจหรอก)
ถามว่าม็อบเสื้อแดงปลุกความเกลียดชังน้อยกว่าเสื้อเหลืองหรือเสื้อหลากสีไหม ก็ไม่น้อยไปกว่ากัน แต่พื้นฐานที่มาของความคิดต่างกัน เพราะที่มาทางความคิดของเสื้อแดงไม่ได้มาจากศีลธรรมจรรยาอันคับแคบ แต่มาจากการต่อสู้เพื่อสิทธิเท่าเทียม สิทธิทางการเมือง อำนาจการเลือกตั้งที่ต้องไม่ถูกแย่งยึดไปโดยรัฐประหารตุลาการภิวัตน์ แม้จะถูกชักนำไปผูกกับทักษิณ แต่ก็เป็นเพราะเขาเห็นความยุติธรรมสองมาตรฐาน เช่นเดียวกับที่ตัวเองถูกกระทำ
ความเรียกร้องต้องการของมวลชนเสื้อแดง ไม่ใช่ความเรียกร้องต้องการที่จะตัดคนชั้นกลางออกไปจากการมีส่วนร่วมในอำนาจ เพราะไม่ว่าจะเรียกร้องให้ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ ฯลฯ ทำอย่างไรก็ไม่สามารถตัดคนชั้นกลางออกไปจากการเลือกตั้ง หรือการใช้สิทธิเสรีภาพ วิพากษ์วิจารณ์ เคลื่อนไหวทางการเมือง
แต่ความเรียกร้องต้องการของคนชั้นกลาง ผู้เชื่อว่าตัวเองมีศีลธรรมจรรยา คือความต้องการตัดคนจนคนชั้นล่าง (ที่เชื่อว่าจน เครียด กินเหล้า) ออกไปจากการมีส่วนร่วมในอำนาจ โดยฝากความหวังไว้กับขุนนางอำมาตย์ กองทัพ ตุลาการ และองค์กรอิสระ (ที่ตั้งเข้าไปจากตุลาการและเมียตุลาการ) ว่าจะเข้ามาแทรกแซง ครอบงำ ตัดตอน อำนาจที่มาจากการเลือกตั้ง
ซึ่งมันไม่ได้มีความเป็นระบอบที่เป็นหลักประกันอะไรได้เลย เป็นอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้ วิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ เพียงแต่สนองอารมณ์เกลียดชังเฉพาะหน้าของคนชั้นกลาง อย่างไม่มีเหตุผล เพราะในขณะที่พลังคนของชั้นกลางบอกว่าเกลียดชังการทุจริตคอรัปชั่น ก็กลับยอมรับกลุ่มก๊วนต่างๆ จากพรรคไทยรักไทยในอดีต ปิดตาข้างหนึ่งยอมให้หาผลประโยชน์กันปากมัน แล้วก็เชียร์ให้คนพวกนี้ใช้วิธีการหาเสียงแบบเก่าๆ เอาชนะพรรคเพื่อไทย
เป็นเรื่องเศร้าที่ต้องบอกว่าพลังคนชั้นกลางตายแล้ว เพราะเอาความดี เอาความรู้ เอาเกียรติภูมิของตนมาแลกกับ “ทักษิณ” อย่างที่มีรุ่นน้องผมกล่าวถึง ส.ว.คนหนึ่งว่า เราเสียคนดีของภาคประชาชนไปในการต่อสู้กับทักษิณ แล้วได้ “นักการเมือง” มาแทน
คงต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะก่อพลังใหม่ของคนชั้นกลางขึ้น เพราะต้องกวาด “ขยะ” ของเดิมก่อน “คนดี” บางคนอาจเป็นพลังสร้างสรรค์สังคมต่อไปได้ ถ้าดีจริง มีจิตใจเปิดกว้าง มองทิศทางของสังคมอย่างถูกต้อง ลดโมหะจริต แต่พวกตะแบงบิดเบือน (เช่นนักวิชาการที่กล่าวหาว่าสากกับพริกและไม้ไผ่เป็นอาวุธก่อการร้าย) เป็นขยะกองใหญ่ที่ต้องกวาดทิ้งกันเมื่อยมือเลยทีเดียว
ใบตองแห้ง
23 เม.ย.53
...............................
ป.ล.อยากแถมท้ายให้เห็นนิดว่าบางคนที่เป็นพันธมิตร ที่ไล่ทักษิณ ก็ไม่ได้ท่วมด้วยโมหะ เมล์นี้เป็นของคุณหมอกมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ซึ่งผมได้รับเมื่อไม่กี่วันก่อน ความคิดเห็นของเธออาจจะเอียงข้างบ้าง แต่ไม่สำคัญ สิ่งสำคัญคือเธอมีจิตใจเปิดกว้างและมีเมตตาธรรม

“เรียนทุกท่านที่คิดว่ารักบ้านเมืองด้วยใจบริสุทธิ์

ขออภัยหากส่งซ้ำหรือรบกวน แต่เพื่อแก้ปัญหาชาติิอย่างยั่งยืน ด้วยใจบริสุทธิ์

ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่ประชาชนที่ไปชุมนุมถูกกรอกหูทุกวันเขาย่อมมีความเชื่อของเขา พวกเราปัญญาชน แปลว่ามีสมองคิดว่าทำอะไรแล้ว เกิดมรรคผลต่อบ้านเมืองอย่างไร

มิได้เป็นพวกใครทั้งสิ้น ยุบสภา ไม่ยุบสภา เลือกตั้งใหม่กี่ครั้ง ไม่ได้ทำให้ความเป็นอยู่ประชาชนดีขึ้น โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ทำให้ประชาชนในชาติฉลาด ยืนบนขาตนเองได้ แต่ทุกรัฐบาลไม่ได้แก้ปัญหาให้เด็ดขาดรวดเร็ว ทั้งที่ปัญญาชนที่มีความรู้ โดยเฉพาะพวกจบการศึกษาจากต่างประเทศ น่าจะเข้าใจดีว่า มันคือรากฐานการแก้ไขปัญหาทุกอย่าง รวมทั้งประชาธิืปไตยที่เป็นจริงได้ประชาชนต้องมีการศึกษา รู้เท่าทัน

กลุ่มนักเคลื่อนไหวที่คิดว่าตนเองรักชาติกลับนิ่งเฉย หลายอย่างประชาชนทั้งชาติ เดือดร้อน เช่น ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยเงินฝากและกู้สูงขึ้น ใครเดือดร้อน นี่ก็ประกาศจะขึ้นอีก เวลาขึ้น ดอกเบี้ยเงินฝากจะขึ้นน้อยกว่าดอกเบี้ยเงินกู้ ตอนนี้ต่างกัน 5-6 %ขณะที่ต่างประเทศที่เจริญแล้วไม่เกิน 1-2% นี่ก็ว่า ส.ค. นี้จะขึ้นอีก กำไรแบงค์ตอนนี้ก็สูงขึ้น

โรงกลั่นน้ำ้มันกำไรสูงขึ้น เยอะเเยะ มีแต่คนรวยที่มีหุ้น ก็สบายใจ แต่คนจนต้องหาเงินที่หายาก มาจ่ายแพง พวกคุณเคยออกมาเรียกร้องให้เขาลดราคาลงบ้างไหม

ค่าไฟฟ้าเอฟทีขึ้นเอาขึ้นเอา ทั้งที่มันควรจะลดลง เพราะราคาน้ำมันลดลงตั้งเยอะแยะ พวกคุณเคยออกมาเรียกร้องไหม ตอนนี้ก็หมกเม็ดเองเงินกองทุนไปพยุงทั้งๆที่ควรลดราคาก๊าซลง รัฐบาลอภิสิทธิ์ทำอะไรอยู่ ปล่อยให้ ปตท ผูกขาดกำไรค่าก๊าซสะดือปลิ้น เงินกองทุนก็เอาไปโฆษณาในสื่อมากมายเพือ???? รู้กันอยู่

ราคาสินค้าขึ้นเอาขึ้นเอา พวกคุณเคยออกมาเรียกร้องไหม ราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พวกคุณเคยเรียกร้องบ้างไหม

มีแต่เล่นงานทักษิณ ว่าเลวคนเดียว แล้วที่นักการเมืองคนอื่นไม่เคยโกงใช่เปล่า สปก ปรส กล้ายาง คลองด่าน GT 200เรือเหาะ ม.นอกระบบ เครือญา่ติชินวัตร ก็รวยสะดือปลิ้น ไม่เห็นเอาเรื่อง

มันอะไรกันประเทศนีุ้

ไม่ได้เข้าข้างใคร แต่เห็นว่าบ้านเมืองไม่มีมาตรฐานเดียวกัน ชนชั้นยังมีอยู่

อยากถามจริงว่าถ้าทักษิณตายหรือติดคุก จะไม่้มีคอรัปชั่น ประชาชนจะถูกปกครองอย่างมีความสุขหรือเปล่า ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไขไหม คนโกงจะไม่มีในแผ่นดินใช่เปล่า

เคยเรียกร้องไหมให้ยกเลิกระบบแอดมิชชั่นที่กินเงินเด็กและผู้ปกครอง ม .นอกระบบที่ขึ้นค่าเทอมแพงๆ

เคยเรียกร้องไหมให้ปรับระบบการศึกษา ไม่ใช่ให้เรียนมากมาย จนยิ่งเรียนยิ่งโง่ลง เด็กไทยเราคืออนาคตของชาติ เคยบ้างไหม ที่ลงมาช่วยกันเรียกร้องแก้ไข

ดิฉันอยากให้ประเทศเราขับเคลื่อนโดยหันหน้าเข้าหากัน มองไปข้างหน้าว่าควรเรียกร้องอะไร แก้ไขอะไรในอนาคต.........

ในเหตุการณ์ขณะนี้ ไม่อยากให้แกนนำทุกฝ่ายใช้ประชาชน ข้าราชการผู้น้อย จะต้องพลีชีพตายเพราะข้างใดข้างหนึ่งที่ีสุดท้ายประชาชนไม่ได้อะไรเลย

มีแต่คำกล่าวสวยหรู วีระบุรุษ วีระสตรี แต่ความเป็นอยู่ของประชาชนไม่ได้ดีขึ้น

เมื่อไม่นานมานี้ ก็เชิญชวนประชาชนออกมาเพือเรียกร้อง การเมืองใหม่ ไปถึงไหน แล้วละ นอกเสียจาก มีรัฐบาลใหม่คือ ปชป ขึ้นมาเท่านั้น เป็นไงละ คุณสุริยะใส และแกนนำพันธมิตร ทำการเมืองใหม่ไปถึงไหนแล้ว

นี่อีก นปช .เรียกร้องประชาธิปไตย ที่คือการเลือกตั้ง (โกงๆ ซื้อเสียงฯ ) สุดท้าย ประชาชนที่เข้าไปถูกหลอก (บางคนก็ไปรับเงินมีแน่ ๆ แต่ไปด้วยใจก็มี )

เวลาเขียนแบบนี้ถูก ด่าทุกที แต่ก็ยินดีรับคะ....

..........................