ที่มา thaifreenews บทความโดย...ลูกชาวนาไทย คืนที่ผมเขียนบทความนี้คือวันที่ 26 เมษายน 2553 เวลา 21.30 น. ท่ามกลางข่าวลือว่าจะมีการใช้กำลังทหารตำรวจสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ คืนที่ผมคิดว่า “สงครามกลางเมืองไทย” กำลังเริ่มต้น วันนี้เป็นวันเริ่มต้นสงคราม ไม่ใช่วันสิ้นสุดสงครามอย่างแน่นอน ความขัดแย้งในทางการเมืองไทย เข้าสู่ถนนสาย “ปฎิวัติประชาชน” แล้วอย่างชัดเจน วันนี้คือOnset of Thai Civil War วันเสียงปืนแตก ในสายตาของผมในทางยุทธศาสตร์แล้ว การชุมนุมที่ราชประสงค์ไม่ได้เป็นจุดชี้เป็นชี้ตายของความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้นัก ไม่ได้เป็นจุดสุดท้ายหรือจุดสิ้นสุดของความขัดแย้งทางการเมืองแต่อย่างใด แต่ดูเหมือนว่ามันจะเป็นจุดเริ่มต้นเสียมากกว่า อันที่จริงแล้ว "ยุทธภูมิราชประสงค์" ถือเป็นสงครามแห่งศักดิ์ศรีเสียมากกว่า เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ของ "ชาวไพร่" แม้ว่าจะเริ่มต้นมาจากผ่านฟ้า แต่การยืนหยัดในยุทธภูมิอยู่ที่ราชประสงค์ สมรภูมิราชประสงค์ จึงเปรียบเสมือนการ "ปลุกชาวไพร่" ทั้งหลายได้ตื่น และออกมาต่อสู้เพื่อสิทธิของตนอย่างจริง เป็นการยืนหยัดต่อสู้อย่างยาวนาน อันไม่เคยมีมาก่อนในประเทศไทย ด้วยจำนวนคนที่เข้าร่วมอย่างมหาศาล เครือข่ายการจัดตั้งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ เครือข่ายการสื่อสารที่ "เกือบสมบูรณ์" นี่จึงเป็นยุทธการ "ปลุกชาวไพร่" โดยแท้ แม้ไพร่เสื้อแดงทั้งหลายจะถอยหรือโดนสลายด้วยอำนาจรัฐที่เหนือกว่า แต่มันเป็นแค่ก้าวแรกของสงครามเท่านั้นเอง การต่อสู้ในสงครามชนชั้นเพิ่งเริ่มขึ้น และมันไม่มีทางที่จะจบลงง่ายๆ แบบให้ทุกคนกลับไปเป็นไพร่อีกต่อไป แต่มันจะตามมาด้วยการต่อสู้ที่ทารุณ และเหี้ยมโหดกว่าเดิมเท่านั้น ตามสภาพของสงครามที่เคยปรากฎมาแล้วในการต่อสู้เพื่อปฎิวัติสังคมในประเทศต่างๆ มีบางคนบอกว่า "พื้นที่ราชประสงค์" เป็นแค่จุดเล็กๆ จุดเดียวในความขัดแย้งครั้งนี้ จะถอนหรือจะถอยก็ไม่ใช่สาระสำคัญเท่าใดนักในสงครามที่ใหญ่กว่า หรือในภาพรวมของสงครามทั้งหมด สำหรับความเห็นอันนี้ในทางยุทธศาสตร์ผมเห็นด้วย แต่ในด้าน "จิตใจแห่งการต่อสู้" ของชาวบ้านเสื้อแดงทั้งหลายที่ผมได้สัมผัสมา การทิ้งยุทธภูมินี้ไปอย่างง่ายดายจะทำให้คนเสื้อแดงรากหญ้าไม่พอใจ เพราะพวกเขาได้ต่อสู้มาอย่างยาวนาน จนเสียเลือดเสียเนื้อ เสียน้ำตาไปมากแล้ว พวกเขาต้องการชัยชนะ แม้มันจะยากแค้นแสนเข็ญอย่างไรก็ตาม หรือมันอาจจะพ่ายแพ้ก็ตาม แต่พวกเขาก็พร้อมที่จะต่อสู้ นั่นคือ จิตใจของนักสู้ชาวรากหญ้าที่ผมสัมผัสได้ ในแนวหน้าในราชประสงค์บริเวณแนวปะทะที่สีลม พวกเขาสู้แม้จะมีพรรคพวกเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม พวกเขาตอบผมว่าวันนี้มันพ้นความกลัวตายไปแล้ว เพราะเขายินยอมตายมากกว่าที่จะยอมแพ้ เพื่อให้ลูกหลานของเขาต้องเป็นไพร่ต่อไป ดังนั้นในด้านจิตใจ การต่อสู้ให้ถึงที่สุด จึงเป็นสิ่งจำเป็นเช่นเดียวกัน เพราะหากยอมแพ้โดยง่าย โดยไม่มีความพยายาม ความฮึกเหิมของมวลชนก็จะหายไป หากโดนสลายที่ราชประสงค์ จะเกิดอะไรขึ้น อย่างแรกคงมีความสูญเสียล้มตายกันมากพอดู สังคมไทยแม้จะมีความพยายามจากพวกอำมาตย์ที่จะปลอบประโลมและทำโปรประกันดา แต่ผมไม่คิดว่าจะมีชาวบ้านคนใดยอมรับการโปรประกันดานั้นอีก แกนนำบางคนอาจโดนจับ บางส่วนอาจหนีลงใต้ดิน และไปต่างประเทศ การต่อสู้อาจชะงักไปชั่วขณะหนึ่ง แต่ในทางตรงกันข้าม ในทางยุทธศาสตร์แล้ว นปช. แดงทั้งแผ่นดิน มีเครือข่ายที่กว้างขวางและใหญ่โตแบบใยแมงมุม เครือข่ายนี้ผ่านการทำงานหนักและทำงานในสนาม สามารถบริหารจัดการเครือข่ายสนับสนุนการต่อสู้ กว่า 40 วัน ของ นปช. เสื้อแดงทั้งราชประสงค์ และผ่านฟ้าได้อย่างดี เครือข่ายและแกนนำเหล่านี้ คือ "กองทัพ" หรือ "พรรคการเมืองมวลชนที่จัดตั้งอย่างสมบูรณ์ ทั้งด้านเครือข่าย และ "อุดมการณ์ทางการเมือง" และผ่านการ "กล่อมเกลา" ทางอุดมการณ์แล้วเป็นอย่างดี จากการต่อสู้กว่า 40 วันในการประท้วงใหญ่ที่กรุงเทพฯ และเครือข่ายทั่วประเทศ ในเดือน มีนาคม-เมษายน 2553 นี้ นี่คือ พลังทางการเมืองที่ยิ่งใหญ่และน่ากลัว และไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติไทย เป็นการจัดตั้งมวลชนอย่างมหาศาล แม้แต่พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย ในอดีตก็ยังไม่อาจทำได้ สิ่งมหัศจรรย์ที่ผมเห็นอีกอย่างหนึ่งในการต่อสู้ครั้งนี้คือ มีประชาชนจำนวนมาก ยืนเข้าแถวยาวกว่า ครึ่งกิโลเมตร เพื่อรอคิวทำบัตร "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน" ต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชน และเสียเงินค่าทำบัตรสมาชิกถึง 50 บาท ขณะนี้ผมทราบว่ามีการทำบัตรสมาชิก นปช. ไปแล้วกว่า 14 ล้านใบ ในทางการเมืองนี้คือ Voters ที่มีคุณภาพและมีความตั้งใจที่ "แน่วแน่" ดังนั้น นปช. จึงกลายเป็นพรรคการเมืองแบบมวลชนไปแล้วโดยปริยาย พรรคเพื่อไทย ต่างหากที่เป็นพรรคนอมินี ในสภาของ พรรค.นปช. ซึ่งภายใต้กฎหมายของอำมาตย์พรรคเพื่อไทย จะโดนยุบเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ นปช. ไม่อาจโดนยุบได้ เพราะไม่ได้เป็นพรรคการเมือง แต่เป็น "กลุ่มพลังทางการเมือง" ที่มีพลังอย่างแท้จริง ผมยังมองเห็นความ "โชติช่วงชัชวาล"ของพลังประชาธิปไตย ในอนาคต เห็นพลังการต่อสู้ที่มีแต่พัฒนาและเข็มแข็งขึ้น แม้ว่าในสมรภูมิเฉพาะหน้า คือราชประสงค์ ยังไม่รู้จุดแพ้ชนะก็ตาม สำหรับรัฐบาลอภิสิทธิ์ การสลายม็อบที่ราชประสงค์ ผมไม่ได้ถือว่าพวกเขาได้ชัยชนะ แต่ในทางการเมืองจะกลายเป็น "รัฐบาลมือเปื้อนเลือด" ไม่ว่าจะมีโวหารดีขนาดไหน แต่ยุคนี้ คลิป ภาพ วิดีโอ มีมากมายเกินกว่าที่ "คำโกหกคำโตของใครจะปิดบังได้" การสลายม็อบที่ราชประสงค์ของ พรรคประชาธิปัตย์ จะทำให้พรรคนี้กลายเป็น พรรคการเมืองมือเปื้อนเลือด ที่จะล้างไม่ออกตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทยอีกยาวนานหากพรรคนี้ยังคงยืนอยู่บนถนนสายการเมือง พรรคประชาธิปัตย์จะกลายเป็น พรรคฆาตรกรมือเปื้อนเลือดไป ขณะนี้ก็เป็นแล้วจากการฆ่าคนเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ไม่มีใครบิดเบือนประวัติศาสตร์ได้ พรรคนี้จะไม่มีที่ยืนในสังคมอีกต่อไปในอนาคต
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, April 27, 2010
ถึงวันนี้จะสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์ได้ ก็เป็นแค่การเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองเท่านั้น
ระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์โงนเงน กองทัพแข็งข้อจี้รัฐบาลเสียสละยุบ เทือกบีบป๊อกไม่พร้อมปราบขู่ปลด
ที่มา Thai E-News
ประชาชนเข้มแข็ง อำมาตย์อ่อนแอ-สมาชิกนปช.ทั่วประเทศนั่งรถบัสเข้ามาสมทบการชุมนุมไม่ขาดสาย โดยเลิกใส่เสื้อแดง แต่ยังมีผ้าพันข้อมือสีแดงเป็นสัญลักษณ์ ขณะที่รัฐบาลระบอบหุ่นเชิด ศัตรูประชาชนกำลังอ่อนแอและแตกแยกกันในระดับผู้นำ(ภาพ:รอยเตอร์)
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 เมษายน 2553ผู้นำกองทัพอึดอัดโดนเร่งปราบเสื้อแดง ย้อนรัฐบาลต้องยอมเสียสละเจรจายุบสภา เทือกบ้าเลือดขู่หากใครไม่พร้อมฆ่าจะโยกพ้นเก้าอี้ 30 องค์กรภาคประชาชนออกจดหมายเปิดผนึกหนุนอนุพงษ์เดินแนวทางการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ให้ยุติรับคำสั่งทรราชย์
บิ๊กเหล่าทัพอึดอัดถูก"มาร์ค"บีบลุยม็อบทุกครั้งประชุมศอฉ. ย้อนรัฐบาลยอมเสียสละบ้าง หนุนเจรจาดีที่สุด
มติชนออนไลน์รายงานว่า "อนุพงษ์"อึดอัดถูก"มาร์ค"บีบสลายม็อบ ย้ำจุดยืนไม่ใช้กำลังทหาร "บิ๊กเหล่าทัพ"หนุนเจรจายุบสภาทางออกดีที่สุด แนะรัฐบาลยอมเสียสละบ้าง กองทัพหวั่นสิ้นเดือนนี้ปลดประจำการทหาร5หมื่นไม่พอจัดการแดง คุยกรมพระธรรมนูญหาทางแก้
"ป๊อก"อึดอัด"มาร์ค"บีบลุยม็อบ
แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงระบุว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ รู้สึกอึดอัดต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ชุมนุมของ นปช.มาก เนื่องจากนายกฯกล่าวในที่ประชุม ศอฉ.ทุกครั้งว่าให้กองทัพเร่งรัดสลายชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเร็ว ซึ่งนายกฯพยายามจะใช้ทหารในฐานะเป็นกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือดำเนินการ แต่ พล.อ.อนุพงษ์พยายามแสดงจุดยืนว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่ให้ทหารนำกำลังพร้อมอาวุธไปปราบประชาชน เพราะย่อมมีการสูญเสียชีวิตได้ ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่หากสามารถแยกประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกจากกลุ่มที่ติดอาวุธได้ อย่างนั้นทหารก็พร้อมทำหน้าที่
บิ๊กเหล่าทัพหนุนทางออกเจรจา
"วันนี้รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้สถานการณ์ของประเทศยุติความรุนแรงให้ได้ก่อนสิ่งที่รัฐบาลพยายามพูดว่าต้องรักษานิติรัฐแต่ขณะนี้มีคนตายจำนวนมากทั้งเสื้อแดง ทหาร และคนหลากสี ไม่รู้ว่าจะรอให้เกิดมิคสัญญีก่อนหรือถึงจะหาทางยุติปัญหา" แหล่งข่าวนายทหารระดับสูงกล่าว และว่า สถานการณ์ขณะนี้ ผบ.เหล่าทัพเห็นตรงกันว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือการเจรจา รัฐบาลต้องยอมเสียสละเพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว กรอบเจรจาจะกำหนดเงื่อนไขยุบสภาภายในกี่เดือนก็ต้องหารือกันไป รัฐบาลไม่ควรรีบปฏิเสธการหาทางออกร่วมกันตามที่แกนนำเสื้อแดงเสนอ แต่สามารถต่อรองกรอบเวลาให้ชัดเจน และรัฐบาลต้องยอมเสียสละบ้าง เพื่อให้คลี่คลายปัญหาบ้านเมืองเวลานี้
เทือกบ้าเลือดกร้าวใส่อนุพงษ์ บอกใครไม่พร้อมลุยปราบ ให้แจ้งความจำนงโยกจากเก้าอี้
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กล่าวถึง กระแสข่าวนายทหารระดับสูงไม่พอใจรัฐบาลที่เร่งรัดให้มีการสลายการชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ว่า ไม่เคยมีกระแสอย่างนั้นเลย มีแต่คนจินตนาการเอาเองว่าจะเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตนกินอยู่หลับนอนกับนายทหารเหล่านี้ 24 ชั่วโมงทุกวัน ยังไม่เคยปรากฏว่ามีกระแสอย่างนั้นเลย
“ในเวลา 16.00 น. ของวันนี้ (วันที่ 27 เมษายน) ผมจะเรียกประชุมผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) และผู้บังคับการตำรวจนครบาล (ผบก.น.) 1-7 เพื่อมากำชับ หากใครคิดว่าทำงานยากก็ขอให้เปลี่ยนตำแหน่งได้” นายสุเทพกล่าว
30 องค์กรฝ่ายประชาธิปไตยภาคประชาชน ได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่งถึงพลเอกอนุพงษ์ให้หยุดปฏิบัติตามคำสั่งของทรราชย์
จดหมายเปิดผนึกถึงผู้บังคับบัญชาทหารบก
หยุดปฏิบัติตามคำสั่งรัฐบาลทรราชย์
ยุบสภาคือทางออก
วิกฤตการเมืองปัจจุบัน มีแนวโน้มสูงมากที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ หุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ จะมีการใช้ความรุนแรงกระทำต่อการชุมนุมด้วยแนวทางสันติของคนไม่มีสี ไม่มีเส้นนาม “แนวร่วมประชาชนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)” หรือ “คนเสื้อแดง”
สถานการณ์การเมืองขณะนี้ อาจจะนำสู่โศกนาฎกรรมทางการเมืองเหมือนเช่นเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ชนชั้นปกครองกระทำการเข่นฆ่าล้อมปราบนักศึกษาประชาชนผู้ต่อสู้กับอำนาจนิยมเผด็จการด้วยสองมืออันว่างเปล่า
นับเป็นอาชญากรรมที่รัฐกระทำต่อประชาชนคนร่วมแผ่นดินไทย อย่างเหี้ยมโหดอำมหิตในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และเป็นบทเรียนที่สังคมไทยควรจดจำ
เราในนามกลุ่ม องค์กร เครือข่ายประชาชน ดังรายนามข้างล่าง มีความห่วงใยต่อสถานการณ์ทางการเมือง และมีความคิดเห็นว่าความขัดแย้งทางการเมือง ณ ปัจจุบันจะซ้ำรอยเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จึงขอเรียกร้องมายัง พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ดังนี้
1. สังคมไทยสามารถหลีกเลี่ยงแนวทางความรุนแรงของรัฐได้ ถ้ากลไกรัฐโดยเฉพาะ กองทัพ ปฏิเสธคำสั่งที่ไม่ชอบธรรมของรัฐบาลทรราชย์อภิสิทธิ์ และการเมืองควรแก้ไขด้วยการเมืองเหมือนดั่งที่ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เคยเสนอความคิดเห็นไว้ซึ่งสอดคล้องกับการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ตามหลักการของระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา ดังนั้นผู้บัญชาการทหารบกควรปฏิเสธปฏิบัติตามคำสั่งในการปราบปรามประชาชนด้วยกำลังอาวุธของนายกรัฐมนตรีทรราชย์อภิสิทธิ์โดยสิ้นเชิง
2. พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ควรยืนยันให้นายกรัฐมนตรีหาทางออกจากวิฤตการเมืองโดยการยุบสภา ตามวิถีทางประชาธิปไตยอย่างที่เคยเสนอไว้ เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนทุกคนทุกสี
3. ตราบใดที่กองทัพกระทำการปราบปรามประชาชนคนไทยผู้รักประชาธิปไตยไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายอย่างที่รัฐกล่าวหา ก็จะทำให้กองทัพไทย สูญเสียภาพลักษณ์ สูญเสียศักดิ์ศรี สูญเสียเกียรติภูมิของกองทัพอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้นเหมือนเช่นเหตุการณ์พฤษภาทมิฬที่ทหารทำการปราบปรามประชาชนผู้เรียกร้องประชาธิปไตย และจะเป็นตราบาปให้กับกองทัพไทยตราบนานเท่านาน
ลงนามโดย1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
มั่วได้โล่ห์ศอฉ.แต่งนิยายขบวนการล้มเจ้า ผู้นำทางความคิดขำตกเก้าอี้ นปช.ฮาไม่ออกลั่นฟ้องกราวรูด
ที่มา Thai E-News
มั่วได้โล่ห์-ศอฉ.เผยแพร่แผนผังขบวนการล้มเจ้า ซึ่งมีข้อสังเกตความมั่วหลายจุด รวมทั้งการระบุดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล เป็นผู้นำทางความคิด ทั้งที่นักวิชาการคนนี้วิพากษ์วิจารณ์นปช.อย่างต่อเนื่องว่าผิดพลาดทั้งยุทธศาสตร์และยุทธวิธีดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งถูกกล่าวหาเป็นผู้นำทางความคิดขบวนการล้มเจ้า และมีอดีตภรรยานามสกุลชินวัตร:อย่าว่าแต่ "อดีตภรรยา" หรือ "กิ๊ก" เลยครับ ในชีวิต 52 ปีของผม นี่ไม่เคยแม้แต่เจอตัวหรือคุยกับใครที่นามสกุลชินวัตร เลย
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
27 เมษายน 2553
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช.แถลงช่วงสายวันนี้ว่า ปฏิเสธว่านปช.ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย และไม่ได้มีเป้าหมายล้มล้างหรือจาบจ้วงสถาบันกษัตริย์ตามที่โฆษก ศอฉ.แถลงข่าวไปเมื่อวาน จึงมีมติฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล ศอฉ.และโฆษกศอฉ.ต่อไปนับตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ พลเอกอนุพงษ์ และพันเอกสรรเสริญ
นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.เสริมว่า นปช.แดงทั้งแผ่นดินมีนโยบายชัดเจนเคลื่อนไหวยุบสภาเลือกตั้งใหม่เพื่อให้มีประชาธืปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข การที่ศอฉ.ออกแผนผังมานั้นขอปฏิเสธความเกี่ยวข้องใดๆและเคยปฏิเสธมาหลายครั้ง รวมทั้งตัดสัมพันธ์กับกลุ่มนายสุรชัย แซ่ด่านมาแล้วด้วย
ผู้ถูกกล่าวหาเป็นผู้นำทางความคิดขำตกเก้าอี้
ดร.สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล นักวิชาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งศอฉ.ระบุเป็นผู้นำทางความคิดขบวนการล้มเจ้า เขียนกระทู้ในเวบคนเหมือนกันว่าเอิ๊กๆๆ ขำจนเกือบตกเก้าอี้
ที่ขำมากไม่ใช่อะไร
ตามแผนภูมินี้ ผม "สายตรง" ยิ่งกว่า วีระ มุกสิกพงศ์ เสียอีก เพราะชื่อผม มีเส้นโยงกับทักษิณตรง (มีตัวหนังสือเขียนบรรยายอะไรสักอย่าง อ่านไม่ออก เพราะ resolution ของภาพ มันน้อยเกินไป ใครอ่านได้ช่วยบอกที ตรงเส้นระหว่างชื่อผม กับชื่อทักษิณน่ะ เหมือนกับมีคำว่า"นามสกุล ชินวัตร"?) ส่วนวีระ ต้องเชื่อมโดยผ่าน "นปช." นะ
ดร.สมศักดิ์ปฏิเสธด้วยว่า ศอฉ.มั่วที่เขียนแผนผังกล่าวหาว่าเขามีอดีตภรรยานามสกุลชินว้ตร โดยระบุว่าอย่าว่าแต่ "อดีตภรรยา" หรือ "กิ๊ก" เลยครับ ในชีวิต 52 ปี นี่ไม่เคยแม้แต่เจอตัวหรือคุยกับใครที่นามสกุลชินวัตร เลย (ถ้าเคยเจอตัวหรือคุย ผมต้องจำได้แน่นอน นามสกุลดังขนาดนี้ สมัยผมเด็กๆ เคยแต่ได้ยินชื่อ "ชินวัตร ไหมไทย")
พร้อมทั้งแสดงความเห็นว่า พูดแบบซีเรียสหน่อย ไม่ใช่ประเด็นชื่อผม แต่เรื่องไอ้ "ขบวนการล้มเจ้า" นี้ ซึ่งไม่เฉพาะ สรรเสริญ ที่พูด ที่สำคัญ อภิสิทธิ์เองมาพูดยืนยัน ด้วย ผมคิดว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้าง "บรรยากาศ" สำหรับการโจมตีการชุมนุมรอบใหม่ คือสร้างข้อกล่าวหาให้มันแรงขึั้นๆ นั่นแหละ
นักวิชาการมอบรางวัลศอฉ.แต่งนิยายยอดแย่แห่งปี
นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ นักวิชาการ มหาวิยาลัยศิลปากร กล่าวแสดงความเห็นว่า ข่าวตลกที่สุดในรอบปี ก็คือ ศอฉ.ได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมหลังแต่งเรื่อง ขบวนการล้มเจ้า! โดยนวนิยายเรื่องนี้ของ ศอฉ. สมควรได้รางวัลนวนิยายยอดเยี่ยมแห่งปี ไปรับได้ที่สหประชาชาติ หลังศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศพิพากษาลงโทษผู้นำไทย และผู้นำทหารข้อหาสั่งฆ่าหมู้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงอีกรอบ โปรดรอดูภาพยนตร์ลงโรงตามมาจากนวนิยายเรื่องนี้
"แต่สงสัยใครจะเล่นเป็นตัวพระเอก คือดร.สมศักดิ์ เจียมธีสกุล หรือเปล่า ศอฉ. ยกย่องอาจารย์สมศักดิ์อย่างยิ่งใหญ่เลยถึงขนาดให้เกียรติเป็นMaster Mind หรือผู้นำทางความคิด ทั้งๆที่อาจารย์เพิ่งวิจารณ์แกนนำเสื้อแดงไปหลายยกแล้วว ขอคารวะสติปัญญาทีมที่ปรึกษาอภิสิทธิ์ ขอชมทีมนี้ด้วยช่างจินตนาการยอดเยี่ยมเหลือเกิน! ขอบคุณ ศอฉ. ที่อุตส่าห์กลัวคนไทยเครียดด้วยการแถลงการฮารายวันแก้ร้อน พรุ่งนี้อย่าลืมเต้าข่าวฮาเรื่องใหม่นะครับ ว่าแต่พันเอกสรรเสิรญไม่เปิดคณะตลกแข่งคณะเชิญยิ้มหรือคณะม๊กจ๊กหรือครับ สองคณะหลังงี้ได้ชิดซ้าย ดีไม่ไดตกงานเลย"
นายบุญส่งวิจารณ์ว่า ลองดูแผนผังที่ศอฉ. ทำแล้ว นักเขียนแนวสืบสวนชื่อดังของโลกคือ อกาธา คริสตี้ ตกงานแล้ว มหัศจรรย์กว่าลอร์ดออฟเดอะริงส์เลย
ศอฉ.แจกเครือข่ายล้มเจ้า โยง'ทักษิณ'แกนหลัก
ศอฉ.แจกเอกสารบทวิเคราะห์ เกี่ยวกับการจาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนไทย ให้กับสื่อมวลชน "ทักษิณ"ถูกกาหัวเป็นแกนหลัก เชื่อมโยงมาที่กลุ่มแกนนำ นปช.พร้อมแกนนำรายอื่นๆอีกเพียบ
ทั้งนี้เมื่อวันที่ 26 เม.ย.พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ได้เผยแพร่เอกสารที่แจกจ่ายให้สื่อมวลชนเป็นเอกสารบทวิเคราะห์ของ ศอฉ. กล่าวหาว่านปช.มีการกระทำการจาบจ้วงสถาบันอันเป็นที่เคารพรักของคนไทย หลายคนมีคดีความชัดเจน บางส่วนเป็นผู้ต้องสงสัย ไม่ได้หมายความว่า ศอฉ.จะกล่าวร้ายคนใดคนหนึ่ง เป็นบทวิเคราะห์ให้พิจารณากัน
รายงาน ข่าวแจ้งว่า ศอฉ. ได้แจกเอกสารแผนผังรวบรวมเครือข่ายกลุ่มบุคคลที่มีความคิดและพฤติกรรมล้ม ล้างสถาบันเบื้องสูง โดยเริ่มจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นแกนหลัก เชื่อมโยงมาที่แกนนำ นปช. ไปสู่นายวีระ มุสิกพงษ์ แกนนำ นปช. และบรรณาธิการหนังสือความจริงวันนี้ ไปสู่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายวิสา คัญทัพ นายก่อแก้ว พิกุลทอง บรรณาธิการ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ ที่มีความสัมพันธ์กับนายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ เจ้าของห้างอิมพีเรียล ซึ่งเป็นผู้มีความสัมพันธ์ทางการเมืองกับนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ โดยมีการให้ทุนกับเวบไซด์ฟ้าเดียวกัน/คนเหมือนกัน ในการโพสต์ข้อความต่อต้านและทำลายสถาบัน ซึ่งมีนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพื่อนเตรียมอุดมกับนายพานทองแท้ ชินวัตร เป็นทุนให้เวบฟ้าเดียวกัน
นอก จาก นี้ ยังมีนายสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล ซึ่งมีภรยยยาอดีตนายสกุลชินวัตร เป็นผู้นำทางความคิด โดยมีการเชื่อมเครือข่ายมาที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งมี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นผู้แถลงการณ์กดดันให้สถาบันเข้ามาแก้ปัญหา รายงานข่าวแจ้งว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังมีการโฟนอินสัมภาษณ์พาดพิ งสถาบัน
รวมทั้งยังใช้เครือข่ายวิทยุชุมชน และเวบไซด์ในการขยายแนวคิด โดยมีการเดินทางไปพบกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ประเทศกัมพูชา อาทิ นายจักรภพ เพ็ญแข อาคม ซิดนีย์ และนายชูพงษ์ ถี่ถ้วน ซึ่งเป็นผู้ดำเนินรายการวิทยุออนไลน์จาบจ้วงสถาบัน นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล ผู้ทำรายการคลื่นรักเชียงใหม่ ผู้ทำเว็บไซต์ นปช.ยูเอสเอ ซึ่งจัดตั้งกลุ่ม RedShirtInternational OrganiZation (RSIO)
ซึ่งมีการเผยแพร่ข้อมูลโจมตีสถาบันอย่างรุนแรง โดยมีนายเอนก ชัยชนะ รายการโทรทัศน์ออนไลน์ สนับสนุนเงินทุน และเป็นพ่อตานายธันย์ฐวุฒิ ทวีวโรดม ซึ่งถูกดำเนินคดีแล้วเป็นผู้ดูแลเว็บ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำหนังสือพิมพ์ไทยเรดนิวส์ นิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ และสถานีพีเพิลแชนเนล ซึ่งมีนายเหวง โตจิราการ นายอดิศร เพียงเกษ นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ นายสุรชัย
ด่านวัฒนานุสรณ์ เป็นที่ปรึกษาการ นอกจากนี้ เครือข่ายยังมีกลุ่มที่ปราศรัยจาบจ้วง อาทิ นายสุชาติ นาคบางไทร ดา ตอร์ปิโด และมีการตกแต่งฉากหลังเวที นปช. ว่าไดโนเสาร์สวมเพชรสีน้ำเงิน และรูปในหลวงพร้อมคำว่า “อภิสิทธิ์ชน”
รับสั่งศาล-จนท. ทำเต็มที่! ประเทศเรียบร้อย
ที่มา Thai E-News
ที่มา ข่าวสด
27 เมษายน 2553
ในหลวงทรงให้ผู้พิพากษา ซื่อสัตย์-เคร่งครัดยุติธรรม เป็นตัวอย่างที่ดีประชาชน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ ราชทานกระแสพระราชดำรัสแก่คณะผู้พิพากษาที่เข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ฯทรงให้ผู้พิพากษาประพฤติปฏิบัติตามคำปฏิญาณ เป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ถ้าเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มที่ ด้วยความแน่วแน่ ซื่อสัตย์ สุจริต จะทำให้บ้านเมืองเรียบร้อย ผาสุก เจริญรุ่ง เรือง
เมื่อเวลา 17.27 น.วันที่ 26 เม.ย.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ ห้องประชุมชั้น 14 อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายสบโชค สุขารมณ์ ประธานศาลฎีกา นำคณะผู้พิพากษาประจำศาล สำนักงานศาลยุติธรรม เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ ในโอกาสนี้ นายวิรัช ชินวินิจกุล เลขาธิ การสำนักงานศาลยุติธรรม นายไพโรจน์ วนานุช ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักงานประธานศาลฎีกา นายวรวุฒิ ทวาทศิน เลขาธิการประธานศาลฎีกา และนายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ร่วมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระ ราชทานกระแสพระราชดำรัส เพื่อเป็นแนวทาง ในการปฏิบัติงาน ความว่า "การที่ผู้พิพากษาศาลฎีกา ได้มาปฏิญาณตนในโอกาสนี้ เป็นโอกาส สำคัญ เป็นการแสดงว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความตั้งใจจริง และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับชีวิตของประชาชน ซึ่งท่านทั้งหลายจะได้ช่วยกันพยุงความยุติธรรม ความเรียบ ร้อยของประเทศซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่าถ้าท่านทำตามที่ปฏิญาณตนโดยเคร่งครัด จะช่วยให้ประเทศชาติมีความเรียบร้อยได้อย่างแน่นอน
"การที่ประเทศมีผู้ที่ตั้งใจทำหน้าที่อย่างเคร่ง ครัดนี้ เป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะว่านอกจากความเรียบร้อยที่จะเกิดขึ้น เป็นการแสดงว่ามีเจ้าหน้าที่ในประเทศที่ตั้งใจอย่างแน่วแน่ ที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างแน่นอน อย่างชัดเจน และตั้งใจจะรักษาเอาไว้ซึ่งความเรียบร้อยของประเทศ ทำให้ประชาชนทั่วไปมีกำลังใจในตัว ที่จะปฏิบัติงานของตน อย่างซื่อสัตย์สุจริตเหมือนกัน เชื่อว่าการที่ท่านแสดงเป็นตัวอย่างที่ดีของผู้พิพากษาจะทำให้เป็นความภูมิใจของประชาชนทั่วไป ที่จะ ตั้งใจทำงานต่างๆ อย่างเคร่งครัด อย่างสุจริต ฉะนั้น การที่ท่านมารับหน้าที่เป็นการที่ดี ที่จะช่วยให้ประเทศชาติปฏิบัติตนให้มีความเคร่งครัด ความสุจริต ไม่งั้นประเทศอาจจะมีคนที่ลืมหน้าที่ของตนได้ เพราะท่านเป็นตัวอย่างที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเคร่งครัด อย่างสุจริต ฉะนั้นการที่มีหน้าที่นั้นสำคัญมาก
"ในการปฏิญาณตนว่าจะรักษาความยุติธรรมโดยเคร่งครัดนี้ จะช่วยให้ประชาชนทั่วไปปฏิบัติงานของตนด้วยความเรียบร้อย ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตได้อย่างมากที่สุด การเป็นคน เป็นผู้สุจริต เป็นสิ่งที่ดี ไม่ใช่ง่าย เพราะว่าในชีวิตมีสิ่งที่ล่อใจนั้นมาก ฉะนั้น การปฏิญาณตนเป็นสิ่งที่สำคัญ ทำให้ท่านเตือนใจตลอดว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งถ้ามีบุคคลที่ปฏิบัติดีด้วยความแน่วแน่ และความตั้งใจ ก็เป็นสิ่งที่ช่วยให้คนอื่นปฏิบัติตนให้ดี จึงสำคัญมากที่ท่านได้มาปฏิญาณตนว่าจะทำอะไรในหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเข้มแข็ง ถ้ารักษาความซื่อสัตย์สุจริตนี้ไว้ตลอดเวลาที่ท่านปฏิบัติหน้าที่ ตลอดชีวิต แสดงว่ามีคนที่อุ้มชูความเรียบร้อยของประเทศจำนวนหนึ่ง
"ก็ขอให้สามารถรักษาความตั้งใจของหน้าที่ได้ตามที่ปฏิญาณตลอดเวลา เป็นตัวอย่างสำหรับคนทั่วประเทศ ให้มีกำลังใจที่จะปฏิบัติงานอย่างซื่อสัตย์สุจริต ดังที่ท่านได้ปฏิญาณ ขอให้ท่านรักษาความซื่อสัตย์สุจริตอย่างที่ท่านได้กล่าว จะเป็นทางที่จะช่วยให้บ้านเมืองมีความมั่นคงแน่ นอน และคราวเดียวกันท่านจะได้เป็นตัวอย่างสำหรับประชาชนทั่วไป ทั้งผู้ที่เป็นข้าราชการ ผู้ที่ทำหน้าที่ต่างๆ จะช่วยอุ้มชูประเทศชาติให้อยู่เย็น มีความผาสุก มีความเข้มแข็งในการงาน และทำให้งานการนั้นมีความสำเร็จเรียบร้อย ทำให้ทุกคนมีความสุขได้ ก็ขอให้ท่านรักษาคำปฏิญาณโดยเข้มแข้ง
"เชื่อว่าท่านจะมีความสุขในการปฏิบัติหน้าที่ที่ดี ขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตอย่างที่ท่านได้กล่าว ให้เป็นสิ่งที่ท่านมีส่วนในการสร้างบ้านเมืองให้ดี ในเวลาเดียวกันท่านได้สร้างตัวท่านเองให้เป็นคนที่ดี เป็นคนที่มีความสำเร็จ ก็ขอให้ท่านปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเรียบ ร้อยตลอดชีวิตของท่าน และขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการ สมที่เป็นสิ่งที่สูงสุดในการปฏิบัติงานของคนที่เป็นคนสำคัญในชาติ ก็คือ ผู้พิพากษา ขอให้ท่านมีความสำเร็จในการงาน ในเวลาเดียวกันท่านก็จะมีความสุขที่ได้ทำงานอย่างครบถ้วน ก็ขอให้ท่านมีความสำเร็จในงานการดังกล่าว"
ชาวไทยในปารีส ชุมนุม ยื่นหนังสือถึง UN
ที่มา Thai E-News
โดย คุณ Chef Odi
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
27 เมษายน 2553
การชุมนุมเพื่อต่อต้านรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่เข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์ ในการเรียกร้องขอประชาธิปไตย ให้ยุบสภา คืนอำนาจให้กับประชาชน เมื่อช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 25 เมษายน 53 มีผู้เข้าร่วมชาวไทยและต่างชาติมากกว่า 60 ท่าน เป็นครั้งที่มากที่สุด เช่นเดียวกับที่เมืองไทย ที่มีผู้กล้าแสดงตัวเข้าร่วมสนับสนุนจนจะแดงทั้งแผ่นดินแล้ว
ในการนี้ มีการเปิดให้ร่วมลงชื่อ(ตามความสมัครใจ) เพื่อรวบรวมทำหนังสือ ยื่นไปยัง UN และประท้วงไปที่สถานทูตไทย (ในปารีส) ขณะนี้รวบรวมได้กว่า 200 ชื่อแล้ว ตั้งใจจะให้ได้สัก 400 ชื่อ เพื่อจะได้ดำเนินต่อในขั้นต่อไป โดยจะใช้เวลาเตรียมการไม่เกิน 2 สัปดาห์ (แต่จะพยายามให้เร็วกว่านี้)
บรรยากาศในการชุมนุม คึกคักมาก มีการพบปะพูดคุยกัน แสดงความคิดเห็น ให้กำลังใจกัน มีเจ้าหน้าที่ตำรวจฝรั่งเศส (นอกเครื่องแบบ)เข้ามาแสดงตัว เพื่อดูแลความเรียบร้อย, มีชาวต่างชาติหลายท่านเข้าร่วมและลงชื่อ, มีการปราศรัยย่อยๆ ด้วย และมีชาวต่างชาติมาขอสัมภาษณ์ เพื่อจะเผยแพร่ใน facebook
Monday, April 26, 2010
ช่องทางติดตามสดเสื้อไร้สีม็อบไม่มีเส้น เชิญตามสะดวกทั้งทีวีสีแดง-วิทยุ-SMS-เน็ตต้องห้าม
ที่มา Thai E-News
อภิสิทธิ์ติดหนวด-แม้ว่ารัฐบาลระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ปิดกั้นช่องทางการสื่อสารทุกช่องของประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แต่ผู้ใฝ่หาสัจจะก็ดั้นด้นทะลวงกำแพงเผด็จการไปได้เสมอ
โดยทีมข่าวไทยอีนิวส์
26 เมษายน 2553
หากท่านผู้อ่านมีช่องทางในการรับชมข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่คิดว่าควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วย โปรดแจ้งเพิ่มเติมมาที่ thaienews99@googlegroups.com
ท่านยังสามารถติดตามโทรทัศน์ People Channel ได้หลายช่องทางผ่านอินเตอร์เน็ต ดังต่อไปนี้
1. วิทยุเปิด windws media player --->file--->open URL----->mms://radio.dstationtv.tv:8072
2. ดูจาก web site
www.dstationtv.tv
www.dstationtv.net
www.kontaigermany.com
www.peoplechannel.net
3. ดู People Channel ผ่าน SopCast ,address/ID =93715 และ 93733 และ 93899 และ 93901 โดย download program SopCast ได้ที่www.sopcast.cn/download/
เข้าใช้แบบ anonymous ก็ได้ หรือจะช่วย login ก็จะดีมาก สามารถดูได้จาก ข้อ 2 ด้วยที่ด้านล่างของ web site ใน group= zzzz
4. ดู TV ผ่าน windows media player ---->file--->Open URL--->mms://tv.dstationtv.tv/people1 หรือmms://tv.dstationtv.tv/people2
หรือ http://www.mediafire.com/?dxnuvwzibzm
เนื่องจากรัฐบาล block Internet จากผู้ใช้ Internet ในเมืองไทย ข้อ 1,2,4 อาจจะดูได้ไม่ครบทุก functtion
แนะนำให้ download ULTRASURF มาติดตั้งก่อน สามารถ download ได้ที่ www.ultrareach.com หรือclickhttp://www.mediafire.com/?vzmzyyy2d2j
คลื่นวิทยุที่ยังรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ แบะปริมณฑล
-คลื่นผ่านฟ้า 106.80 ฟังได้ทางฝั่งธน หรือย่านนั้น
- วิทยุแทกซี่ 107.75 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
- คลื่นลำลูกกา 96.35
- คลื่นสำโรง 97.25 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
- คลื่นปู่เจ้า 101.25
ส่วนช่องทางรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMSนั้น
บริการ TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)
แฟนประจำประชาไท หากอึดอัดเชิญทางนี้
หากประชาไทโดนบล็อก แฟนประจำสามารถติดตามได้อีกช่องทาง คือทางเฟสบุ๊ค
http://www.facebook.com/Prachatai#!/Prachatai?v=wall&viewas=100000534231906
พระไพศาล วิสาโล:สิ่งสำคัญไม่ใช่ขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน
ที่มา Thai E-Newsสันติวิธีจะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้คนเห็นโทษของความรุนแรงว่า ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่ทางลัดไปสู่ความสงบ อันนี้เป็นบทเรียนสำหรับคนในเมืองที่รียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้ชุมนุมเพื่อบ้านเมืองจะสงบโดยเร็ว อาตมาอยากจะย้ำว่าไม่มีทางลัดสู่ความสงบ มันต้องใช้เวลา
ถ้าต้องการใช้ความสงบโดยเร็ว ผลที่ได้จะกลับตรงข้ามคือความสงบยิ่งหลุดลอยจากมือเราไป เกิดความวุ่นวายมากขึ้น แต่ถ้าเราอดทนอดกลั้น ความสงบอาจจะมาเร็วกว่านี้ก็ได้
โดย พระไพศาล วิสาโล
ที่มา เวบพระไพศาล วิสาโล
คนไทยควรทำอย่างไรในสถานการณ์ขณะนี้
ตอนนี้อาตมาคิดว่าทุกฝ่ายทั้งรัฐบาลและนปช.จะต้องพยายามตั้งสติให้ได้ และพยายามอยู่ในความสงบ ไม่ใช้มาตรการเชิงรุก และหันมาทบทวนดูว่าได้เกิดความสูญเสียอะไรบ้าง ทั้งกับฝ่ายของตัว ทั้งกับส่วนรวมและประเทศชาติ
อยากให้ใช้เวลานี้ในการตั้งหลักกันใหม่ ปรับขบวนกันให้ดี เพราะทุกฝ่ายต่างยืนยันว่าตัวเองใช้สันติวิธี ยึดมั่นในสันติวิธี อดทนอดกลั้น อาตมามองว่าทุกฝ่ายอาจมีเจตนาดี แต่พอเกิดการปะทะกันแล้ว คุมสถานการณ์ไม่อยู่ ก็เลยใช้ความรุนแรงกัน อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องป้องกันมิให้เกิดขึ้นอีก ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายลดการใช้ความรุนแรง เพราะหากเกิดความเสียหาย มันไม่ได้เสียหายกับคู่กรณีเท่านั้น มันเสียหายกับผู้บริสุทธิ์แลประเทศชาติด้วย
อยากให้พวกเราแผ่เมตตาแก่ผู้สูญเสีย ไม่ว่านปช.หรือผู้บริสุทธิ์ พวกเขาทุกคนมีครอบครัว มีคนรัก เขาก็ก็รักชาติเหมือนเรา ฉะนั้นการที่เขาสูญเสียชีวิต จึงนับว่าเป็นความสูญเสียของคนไทยด้วยกัน ว่าที่จริงแล้วเหตุการณ์นี้ทุกคนเป็นฝ่ายสูญเสียหมด ไม่มีใครเป็นผู้ชนะ เป็นผู้พ่ายแพ้กันหมด รวมทั้งรัฐบาลและนปช. นอกจากสูญเสียเพื่อนพ้องแล้ว วันนี้ไม่มีฝ่ายใดที่พูดได้อีกว่าตนยึดมั่นในสันติวิธี
แทนที่วันนี้เราจะพยายามแก้แค้นกัน หรือหาทางตอบโต้กันเพี่อแก้แค้นให้กับพี่น้องของเรา ไม่ว่ารัฐบาลหรือนปช. อาตมาขอเรียกร้องให้กลับมาตั้งสติกันใหม่ ยังไม่สายเกินไปที่เราจะหยุดยั้งความรุนแรง
ขอให้ตระหนักว่าความรุนแรงนั้นมาจากใจที่โกรธเกลียดมีอคติต่อกัน ถ้าเรายังปล่อยให้ความโกรธเกลียดครอบงำจิตใจ เราก็หลีกไม่ได้ที่จะทำร้ายกัน แม้จะไม่มีอาวุธใด ๆ เลย ก็ทำร้ายกันด้วยวาจา ซึ่งก็นำไปสู่การทำร้ายกันในที่สุด
อาตมาอยากให้วันนี้เป็นวันที่ทุกฝ่ายไว้อาลัยกับผู้สูญเสีย แผ่เมตตาให้แก่ทุกฝ่าย แผ่เมตตาให้ตัวเองด้วย เพราะพวกเราได้มีส่วนร่วมให้เกิดเหตุการณ์นี้ขึ้นไม่ว่าทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งแผ่เมตตาให้ตนเองในฐานะที่เราเป็นผู้สูญเสีย จากนั้นขอให้ไตร่ตรองว่าทำอย่างไรเราจึงจะมีสติ สามารถเอาชนะความโกรธเกลียดในใจ รวมทั้งก้าวข้ามความรุนแรงที่กำลังก่อตัวอยู่ตอนนี้ แม้เป็นเรื่องยาก แต่ก็เป็นสิ่งที่เราควรทำ
อาตมาคิดว่านี้เป็นสิ่งเฉพาะหน้าที่เราควรทำในวันนี้
เมื่อมีความรุนแรงเกิดขึ้นอย่างนี้ สันติวิธีจะมีโอกาสเป็นจริงได้อย่างไร
สันติวิธีจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อผู้คนตระหนักว่าความรุนแรงไม่ใช่ทางออก เหตุการณ์เมื่อวานนี้(10เม.ย.2553)ชี้ว่าเมื่อความรุนแรงเกิดขึ้น ไม่ว่าใครเริ่มต้นก่อนก็ตามมันมีโอกาสที่เกิดความสูญเสียได้ง่าย ในสถานการณ์เช่นนี้ ไม่ว่าฝ่ายใดใช้ความรุนแรงก่อนก็ตาม ถ้าอีกฝ่ายตั้งอยู่ในความสงบ มั่นคงในสันติวิธี ความสูญเสียก็จะน้อย ทั้งฝ่ายของผู้ถูกกระทำ และกับบ้านเมืองส่วนรวม ขณะเดียวกันก็จะทำให้ผู้ใช้ความรุนแรงแพ้ภัยตนเอง
อาตมาคิดว่าพวกเราต้องเอาเหตุการณ์วันที่๑๐เมษายนเป็นบทเรียน ที่จริงเหตุการณ์สงกรานต์เลือดเมื่อปีที่แล้วก็ชี้ชัดอยู่แล้วว่า ผู้ที่ใช้ความรุนแรงก่อนหรือใช้ความรุนแรงที่เข้มข้นกว่า ก็จะต้องพ่ายแพ้ไป ที่จริงเมื่อปีที่แล้วนปช.ก็ได้บทเรียนข้อนี้ ปีนี้จึงประกาศตัวว่ายึดมั่นในสันติวิธี ซึ่งก็ได้รับความสำเร็จพอสมควร เพราะ ๒๐ กว่าวันที่ผ่านมาไม่มีเหตุการณ์รุนแรง แต่เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้นก็เป็นไปได้ว่า ยังไม่สันติวิธีกันเพียงพอ หรือยังไม่มีการร่วมไม้ร่วมมืออย่างจริงจังจากทุกฝ่าย
สันติวิธีจะได้ผลก็ต่อเมื่อผู้คนเห็นโทษของความรุนแรงว่า ไม่ใช่คำตอบ ไม่ใช่ทางลัดไปสู่ความสงบ อันนี้เป็นบทเรียนสำหรับคนในเมืองที่รียกร้องให้รัฐบาลใช้มาตรการเด็ดขาดกับผู้ชุมนุมเพื่อบ้านเมืองจะสงบโดยเร็ว อาตมาอยากจะย้ำว่าไม่มีทางลัดสู่ความสงบ มันต้องใช้เวลา
ถ้าต้องการใช้ความสงบโดยเร็ว ผลที่ได้จะกลับตรงข้ามคือความสงบยิ่งหลุดลอยจากมือเราไป เกิดความวุ่นวายมากขึ้น แต่ถ้าเราอดทนอดกลั้น ความสงบอาจจะมาเร็วกว่านี้ก็ได้
อันนี้เป็นบทเรียนว่าทุกฝ่ายอยากปิดเกมเร็ว ๆ ฝ่ายประชาชนจำนวนไม่น้อยก็กดดันคุณอภิสิทธิ์ให้ใช้มาตรการรุนแรง ฝ่ายผู้ชุมนุมก็อยากให้แกนนำรีบเผด็จศึกเร็ว ๆ แล้วมันก็ลงเอยแบบนี้แหละ
อาตมาอยากให้ทุกฝ่าย รวมทั้งคนที่ไม่อยู่ฝ่ายใดด้วย พึงตระหนักว่าทางลัดสู่ความสงบไม่มี สันติวิธีต้องใช้เวลา แต่มันก็เป็นหลักประกันแห่งความสงบที่แท้จริง แต่เราต้องอดทน ยอมรอคอยเวลา
เหตุการณ์ที่ผ่านมาสะท้อนอย่างไรเกี่ยวกับสันติวิธี
มันชี้ให้เห็นว่าพลังสันติวิธีในเมืองไทยยังอ่อน นักสันติวิธีก็ยังมีไม่มาก บางทีก็เหมือนหยดน้ำเล็ก ๆ สู้ไฟไม่ได้ ถ้าเราอยากให้บ้านเมืองมีสันติติภาพ ก็ต้องช่วยกันทำงานด้านนี้มากขึ้น
ได้ทราบว่าเครือข่ายสันติวิธีส่งอาสาสมัครสันติวิธีไปอยู่ในผู้ชุมนุม อยากทราบว่าได้ค้นพบอะไรบ้าง
สิ่งที่พวกเราค้นพบก็คือ ทั้ง ๒ ฝ่าย คือทหารตำรวจและผู้ชุมนุม เขาก็มีความเป็นมนุษย์เหมือนกัน เขามีความกลัวมีความรัก คิดถึงบ้านเหมือนกัน เมื่อวานทหารหลายคนโทรศัพท์ถึงคนรัก ที่บ้านคงเห็นห่วงเป็นใยกัน ขณะเดียวกันเสื้อแดงหลายคนก็มีความหวั่นวิตก หลายคนคิดถึงแม่คิดถึงลูก ก็พยายามออกมาปกป้อง พยายามมาเป็นเพื่อน ทุกฝ่ายต่างมีคนรัก มีคนห่วงใย มีความรัก มีความกลัว ไม่แตกต่างกันเลย สิ่งที่สันติอาสา ฯ พบก็คือเบื้องหลังของเสื้อทุกสีก็คือความเป็นมนุษย์ที่เรามีเหมือนกันหมด แต่ความเป็นมนุษย์นั้นถูกปิดกั้นเพราะอุดมการณ์ที่แตกต่างกัน อุดมการณ์ต่าง ๆ ปิดกั้นใจของเราทุกคนไม่ให้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ทำให้ทำร้ายกัน แต่ตอนนี้พอควันเริ่มสงบ ก็จะพบว่าคนที่ตายไม่ว่าสีไหนก็เหมือนกันหมดคือ เจ็บป่วย ทุกข์ทรมาน สูญเสียคนรัก นี้คือสิ่งที่สันติ ฯได้พบ โดยเฉพาะเมื่อวาน ทำให้เกิดคำถามว่า คนที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทำไมถึงเป็นศัตรูกัน ก็เพราะเราไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน เราต่างติดฉลากให้แก่กันและกัน พยายามโจมตีซึ่งกันและกันว่าเลวว่าไม่ดี สิ่งเหล่านี้ปิดกั้นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน ทำให้ทำร้ายกัน
อาตมาคิดว่าเราต้องมองให้พ้นสีหรืออุดมการณ์ เพื่อเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกันให้ได้ ทั้ง ๆที่เราพูดภาษาเดียวกัน นับถือศาสนาเดียวกัน ผิวสีเดียวกัน แต่เราไม่เห็นความเหมือนเหล่านี้ เห็นแต่ความต่างของเสื้อและความต่างทางอุดมการณ์ แล้วเราก็ทำร้ายกันเพราะเหตุนี้ อาตมาคิดว่าการต่อสู้ทางการเมืองไม่จำเป็นต้องจบลงกันด้วยการทำร้ายกันหรือเห็นซึ่งกันและกันเป็นตัวเลวร้าย แต่ว่าเราควรเห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน นี้คือสิ่งที่สันติอาสา ฯ พยายามเสนอต่อผู้คนคือเตือนว่า หยุดก่อน อย่าทำร้ายกัน เขาเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา สีเหลืองกับสีแดงก็เป็นมนุษย์เหมือนกัน ทหารกับนปช.ก็เป็นพี่น้องของเรานะ แต่ว่าคนเรามักไม่ยอมมองเห็นความจริงข้อนี้ ติดแค่สี แค่เสื้อที่ใส่เท่านั้น
อาตมาอยากเรียกร้องวิงวอนให้ผู้คนมองทะลุสีเสื้อ ให้เห็นความเป็นมนุษย์ของกันและกัน สันติอาสา ฯ มีคนไม่มาก แล้วทำงานมาเกือบเดือนแล้ว จึงล้า อาจไม่มีความสามารถที่จะนำความเป็นมนุษย์กลับคืนสู่ผู้คนได้มากมาย
เมื่อวานนี้เราพูดถึงการขอคืนพื้นที่ การแย่งชิงพื้นที่ แต่อาตมาคิดว่าสิ่งที่สำคัญกว่าก็คือการคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน ที่เราพยายามทำมาตลอดเชิญชวนให้พวกเราคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน แก่คนทุกสี สำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้างก็เป็นเรื่องของเหตุปัจจัย
แต่อยากย้ำว่าสิ่งสำคัญตอนนี้ไม่ใช่ขอคืนพื้นที่ แต่เป็นการคืนความเป็นมนุษย์ให้แก่กันและกัน คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนสีเหลือ คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่คนเสื้อแดง คืนความเป็นมนุษย์ให้แก่ทหารตำรวจ แล้วเราถึงจะอยู่ด้วยกันได้ย่างสันติ
อยากขอให้ท่านฝากเป็นประเด็นสุดท้าย
ยังไม่สายที่เราจะมาตั้งหลักกันใหม่ ความสูญเสียเมื่อวานนี้แม้จะมาก แต่ก็ยังมีโอกาสสูญเสียมากกว่านี้อีก แต่หากเราตั้งสติ เก็บเกี่ยวบทเรียน ทบทวนตัวเอง อย่าไปเพ่งโทษผู้อื่นหรือคิดแต่จะแกแค้น เราก็จะมีทางหันหน้าเข้าหากัน และทิ้งความสูญเสียไว้เบื้องหลัง หรือไม่มีความสูญเสียมากไปกว่านี้ อาตมาคิดว่าวันนี้คือจุดเริ่มต้นที่เราจะทำสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าปล่อยให้เวลาผ่านไป วันนี้เป็นเวลาที่ไม่นานเลย
หมายเหตุ:ปรับปรุงจากการสัมภาษณ์ของพระไพศาล วิสาโล ณ สถานีวิทยุ ๑๐๑ MHz เช้าวันที่ ๑๑ เมษายน ๒๕๕๓
**********ประวัติพระไพศาล วิสาโล
เดิมชื่อ ไพศาล วงศ์วรวิสิทธิ์ เป็นชาวกรุงเทพฯ เกิดเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๕ แผนกศิลปะ จากโรงเรียนอัสสัมชัญ และสำเร็จการศึกษาขั้นอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ สาขาวิชาประวัติศาสตร์ ระหว่างเรียนที่ธรรมศาสตร์ เคยเป็นสาราณียกรปาจารยสาร (๒๕๑๘-๒๕๑๙) และเป็นเจ้าหน้าที่กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคมตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ (จนถึงปีพ.ศ. ๒๕๒๖) โดยมีบทบาทร่วมในแนวทางอหิงสาต่อเหตุการณ์ ๖ตุลาคม ๒๕๑๙ จนเป็นเหตุให้ถูกล้อมปราบภายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และถูกคุมขังในเรือนจำเป็นเวลา ๓ วัน
ต่อมา ในปี ๒๕๒๖ อุปสมบท ณ วัดทองนพคุณ กรุงเทพมหานคร เรียนกรรมฐานจากหลวงพ่อเทียน จิตตฺสุโภ วัดสนามใน ก่อนไปจำพรรษาแรก ณ วัดป่าสุคะโต อำเภอแก้งคร้อ จังหวัดชัยภูมิ โดยศึกษาธรรมกับหลวงพ่อคำเขียน สุวณฺโณจนถึงปัจจุบัน
ปัจจุบันเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต แต่ส่วนใหญ่พำนักอยู่ที่วัดป่ามหาวัน อำเภอภูเขียว จังหวัดชัยภูมิ โดยจำพรรษาสลับระหว่างวัดป่าสุคะโต กับวัดป่ามหาวัน
นอกจากการจัดอบรมปฏิบัติธรรมและการพัฒนาจริยธรรมแล้ว พระไพศาลยังเป็นประธานเครือข่ายพุทธิกา กรรมการมูลนิธิโกมลคีมทอง กรรมการมูลนิธิสุขภาพไทย กรรมการมูลนิธิสันติวิถี กรรมการสถาบันสันติศึกษา มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะกรรมการสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยขอนแก่น และกรรมการสภาสถาบันอาศรมศิลป์
ทุกวันนี้ พระไพศาลยังเขียนหนังสือและบทความอยู่เป็นประจำ ผลงานที่ผ่านมา ได้แก่ งานเขียนและงานบรรยายจำนวน ๑๐๒ เล่ม งานเขียนร่วม ๒๐เล่ม งานแปลและงานแปลร่วม ๙ เล่ม งานบรรณาธิกรณ์และบรรณาธิกรณ์ร่วม ๗ เล่ม
ผลงานล่าสุดคือ สุขแท้ด้วยปัญญา (ชมรมกัลยาณธรรม) ซึ่งรวบรวมบทความที่เขียนในช่วง ๔ ปีที่ผ่านมา
ที่มา:เวบพระไพศาล วิสาโล
"บิ๊กป๊อก"จวกพวกอำมหิตยิงปชช.ที่สีลม เผยรู้ตัวคนทำแล้ว ชี้บางคนอยู่ในกองทัพแต่ไร้ตำแหน่ง
ที่มา มติชน "พรทิพย์"คาด1เดือนรู้ผลอาวุธ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ในฐานะกรรมการศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ยังคงเร่งตรวจหาหลักฐานเพิ่มเติมในการติดตามหากลุ่มคนร้ายยิงเอ็ม79ใส่ประชาชนบริเวณแยกศาลาแดง ถนนสีลม กรุงเทพหมานคร เมื่อวันที่ 22 เมษายน เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งนี้เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 เมษายน พญ.คุณหญิงพรทิพย์ เดินทางมายังรถไฟฟ้าบีทีเอส สถานีศาลาแดงเพื่อนำหลังคาที่มีร่องรอยระเบิดกลับไปตรวจหาวิถีอีกครั้ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ให้สัมภาษณ์ว่า ทราบว่ารฟม.(การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) จะปรับเปลี่ยนอาคารที่ได้รับความเสียหาย จึงมาขอหลังคาจำนวน 3 แผ่น ที่โดนกระสุน 3 จุด เพื่อจะนำไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธตรวจหาวิถีที่ยิงมา และเพื่อดูร่องรอยว่าเป็นกระสุนปืนชนิดไหน เพื่อนำไปเปรียบเทียบกับที่เกิดเหตุอีก 2 จุดว่าเป็นกระสุนชนิดเดียวกันหรือไม่ เมื่อทราบว่าเป็นกระสุนชนิดใดจะสามารถบอกถึงอาวุธที่ยิงได้ ไม่เกิน 1 เดือนน่าจะรู้ผล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พญ.คุณหญิงพรทิพย์ ปฏิเสธจะตอบคำถามว่ากระสุนยิงมาจากตึกสูงจริงหรือไม่ จากนั้นกล่าวทีเล่นทีจริงว่า แค่นี้ก็มีคนส่งข่าวให้หมอระวังตัวแล้วเนี่ย ด้าน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) กล่าวตอบคำถามพิธีกรในรายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์"เช้าวันเดียวกัน ตอนหนึ่งถึงเหตุการณ์ใช้อาวุธยิงประชาชนที่ถนนสีลม ว่า เหตุการณ์เมื่อ 2-3 วัน (สีลม)ที่ผ่านมา ได้รับมอบภารกิจให้ดูแลย่านสีลม ไม่ให้เกิดการบุกรุกเข้าไปมีผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ ทหารก็วางกำลัง รวมทั้งการป้องกันตนเองจากบทเรียนในวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ว่าป้องกันไม่ให้ยิงที่ตั้งของทางทหารได้ และแบ่งหน้าที่อีกส่วนหนึ่งให้ตำรวจดูแลมวลชนสองกลุ่ม อย่างไรก็ตามเข้าใจว่าตำรวจเอง และทหารเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีคนจิตใจอำมหิตที่จะใช้อาวุธยิงเข้าไปในกลุ่มประชาชนได้ และอย่างที่ทราบบางคนนั้นไม่ได้อยู่ในการชุมนุมด้วย เพราะฉะนั้นมาตรการทางทหารก็ต้องมีมาตรการเข้มข้นขึ้น และต้องรัดกุมด้วย เมื่อถามว่ามีการยิงเอ็ม 79 กว่า 40 กว่าครั้ง ยืนยันได้หรือไม่ว่าอาวุธไม่ได้หลุดไปจากคลังอาวุธของกองทัพ โดยเฉพาะอาร์พีจีที่ยิงใส่คลังน้ำมันปตท. พล.อ.อนุพงษ์กล่าวว่าก่อนหน้าวันนั้นได้รับข่าว และท่านนายกฯ(นายอภิสิทธิ์) ก็ได้ทราบแล้ว ท่านรองนายกฯ สุเทพ(นายสุเทพ เทือกสุบรรณ) ก็ทราบแล้วว่าจะมีการเอาอาวุธอาร์พีจีเข้ามาจำนวน และเราก็พยายามให้หน่วยนี้ได้สกัดกั้น ไม่ทราบว่าจะเป็นจำนวนเดียวกันหรือไม่อย่างไรก็ตาม และมีเหตุการณ์เกิดขึ้น "ถ้าถามว่าอาวุธยุทโธปกรณ์บ้านเมืองนี้ก็ต้องใช้กฎหมาย เราเป็นทหารก็จะช่วยเหลือตำรวจอย่างเต็มความสามารถที่จะช่วยกันกำจัดอาวุธสงครามเหล่านี้ให้หมดจากสังคมไป อันนั้นคือเรื่องตัวอาวุธ ส่วนเรื่องของตัวบุคคลนั้น ก็ทราบๆ กันอยู่ว่ามีการจัดตั้งกันขึ้นมา ซึ่งบางคนก็ยังอยู่ในกองทัพ แต่ว่าไม่มีตำแหน่งหน้าที่เท่าที่ทราบ ส่วนที่เหลือนั้นคาดว่าคงจะไม่ใช้ อาจจะเป็นอดีตหรือเป็นผู้ที่เคยเป็นข้าราชการที่เคยใช้อาวุธมา"ผบ.ทบ.กล่าว ก่อนหน้านี้ เวลา 11.20 น. นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการยิงระเบิดเอ็ม79 ไปยังถนนสีลม เป็นการยิงออกมาจากพื้นที่ชุมนุมสวนลุมพินี ว่าขอให้นายอภิสิทธิ์ เลิกหลอกลวงคนไทย เพราะกองพิสูจน์หลักฐาน และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยังไม่ได้ออกมายืนยันว่ายิงมาจากทิศทางใด หากรัฐบาลมีมือยิงเอ็ม79 ที่ดีที่สุดให้ออกมาทดลองยิง โดยใช้พื้นที่ของกลุ่มคนเสื้อแดง แล้วทำให้เกิดเหตุการณ์เหมือนวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมาได้ ตนพร้อมคนเสื้อแเดงจะหยุดชุมนุมและจะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีต่อไป แต่หากรัฐบาลทำไม่ได้ ก็ขอให้รัฐบาลหยุดพูด เพราะจะสร้างความเกลียดชังให้กับกลุ่มเสื้อแดงอย่างมาก ที่พรรคเพื่อไทย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวว่าจะพาญาติของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อ 10 เมษายนที่ผ่านมาไปยื่นข้อกล่าวหาต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)ใน เวลา 10.00 น. วันที่ 26 เมษายนนี้ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง และผู้บังคับบัญชาทหารที่เกี่ยวข้อง ทีใช้กำลังและสนับสนุนให้ใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธสงคราม ล้อมปราบ และสลายการชุมนุมประชาชนโดยมิชอบโดยกฎหมาย ทำให้ประชาชนที่มาชุมนุมเสียชีวิต และบาดเจ็บ ซึ่งมีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในทางราชการ ฐานปฏิบัติและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 "ทั้งนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า 1. อาวุธที่ยิงกระสุน เอ็ม 79 ที่ถนนสีลม เป็นอาวุธร้ายแรงที่อยู่ในหน่วยรบพิเศษ การนำมาใช้ต้องเป็นเจ้าหน้าที่ที่ประจำการเท่านั้น 2.ผู้ที่เสียชีวิต และบาดเจ็บทั้งหมดเป็นประชาชนไม่มีทหาร 3. การยิงกระสุน เอ็ม 79 ที่กรมทหารราบที่ 1 ขณะนี้คดียังไม่คืบหน้าหาคนผิดยังไม่ได้ เงียบไปเฉยๆ เหมือนเจอตอ จึงขอเรียกร้องไปยังรัฐบาล และ พล.อ.อนุพงษ์ ให้ตรวจสอบอย่างจริงจัง ว่าอาวุธร้ายแรงหลุดมาก่อเหตุจากหน่วยไหน ใครเป็นคนสั่งให้ไอ้โม่งสร้างสถานการณ์ความรุนแรง เรื่องนี้เกลือเป็นหนอนท่ามกลาง พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ถ้ารัฐบาลและพล.อ.อนุพงษ์ มีความจริงใจคงจะหาคนผิดมาลงโทษได้ไม่ยาก"โฆษกพท.ระบุ "ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิทธิฯ บางคนขอให้พท.และกลุ่มนปช.เสนอบุคคลเข้าเป็นอนุกรรมการ ฝ่ายละ 2 คน แต่ยังไม่ทันเสนอก็ยังรีบลุกลี้ ลุกลน แต่งตั้งกันไปก่อน อย่างผิดสังเกต ทำให้มองได้ว่ากสม.น่าจะถือหางฝ่ายรัฐบาล เรื่องนี้ไม่ต้องสอบก็พอจะรู้ผลว่าจะออกมาเช่นไร "โฆษกพท.กล่าวและว่า ควรให้ศาลยุติธรรมดำเนินการไต่สวน ตามที่ญาติของผู้ที่เสียชีวิตแจ้งความร้องทุกข์กับกองปราบปราม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสน.ชนะสงคราม ซึ่งจะทำให้เป็นที่ยอมรับของญาติผู้เสียหายและทุกฝ่าย "จึงขอเรียกร้องให้ข้าราชการตำรวจทั้งที่รับราชการอยู่ปัจจุบันและเกษีณรอายุราชการไปแล้วได้ออกมาปกป้องศักดิ์ศรี และเกียรติยศ โดยเฉพาะพล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการผบ.ตร. ควรออกมาปกป้องผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างทันที ไม่ใช่ปล่อยให้ถูกระทำย่ำยีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เพราะเท่ากับเป็นการยอมรับการอยู่ภายใต้ท๊อปบูทของทหาร ถ้าเรื่องเงียบหายไปพล.ต.อ.ปทีปคงอยู่ในตำแหน่งไม่ได้"โฆษกพท.กล่าว ด้าน พล.ต.ต.อนุชัย เล็กบำรุง ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5(ผบก.น.5) กล่าวว่ายังอยู่ระหว่างรอ พ.ต.ท.ไกรสีห์ ทำรายงานชี้แจงมาถึงกรณีมีข่าวเหตุการณ์ถูกทหารเอาปืนจี้หัวไม่จับกุมกลุ่มผู้ยั่วยุก่อเหตุ ซึ่งขณะนี้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายอยู่ระหว่างพูดคุยเพื่อปรับความเข้าใจกัน เพราะเหตุการณ์วันเกิดเหตุที่ถนนสีลม ระหว่างกลุ่มคนสีลมเผชิญหน้าอยู่กับคนเสื้อแดง มีกลุ่มฮาร์ดคอร์2กลุ่มรวมประมาณ 40 คน ปะปนอยู่กับกลุ่มคนสีลมขว้างปาสิ่งของใส่กลุ่มนปช.เพื่อให้เกิดความยั่วยุกัน ทำให้สิ่งของที่ถูกขว้างปามาจากฝ่ายตรงข้าม ถูกตำรวจชุดกองร้อยควบคุมฝูงชนปราบจลาจล(ปจ.)และพ.ต.อ.วราวุธ ทวีชัยการ รองผบก.น.5 บาดเจ็บ "ทางตำรวจปจ.ซึ่งตั้งแถวป้องกันอยู่ตรงกลางจึงใช้เครื่องมือปจ.ผลักดันกลุ่มคนสีลมและเชื่อว่ามีกลุ่มฮาร์ดคอร์ปะปนอยู่ด้วยเข้าไปตามตรอกซอกซอยต่างๆบนถนนหลังแนวรั้วกั้นของทหารอยากจะทำความเข้าใจในจุดนี้ หากทั้งสองฝ่ายเกิดความขัดแย้งกันประเทศไทยก็จะไม่มีใครเข้ามาแก้ไขปัญหา เพราะทั้งสองหน่วยมีทั้งรุ่นพี่-รุ่นน้อง"ผบก.น.5ระบุ ก่อนหน้านี้ เวลา 07.00 น. ที่หน้าสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล สี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนินกลาง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯกทม. และคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร เป็นเจ้าภาพจัดพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์สลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 10 เมษายน บนถนนราชดำเนินและสี่แยกคอกวัว โดยนิมนต์พระราชาคณะ 9 รูป มาสวดเจริญพระพุทธมนต์ และมีการตักบาตรพระสงฆ์ 199 รูป พร้อมกับสวดบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลด้วย มีประชาชนเข้าร่วมกว่า 300 คน อาทิ สมาคมผู้ค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล สมาคมผู้ค้าตลาดโบ๊เบ๊ ประชาชนในชุมนุมใกล้เคียง แต่ไม่มีญาติผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์10 เมษายนเข้าร่วมแต่อย่างใด นายถนอม อ่อนเกตุพล โฆษก กทม. เปิดเผยว่า เหตุที่ไม่มีญาติของผู้ที่เสียชีวิตจากเหตุ 10 เมษายน อาจเป็นเพราะมีที่พักอยู่ในต่างจังหวัด
"ป๊อก"ชี้พวกอำมหิตยิงสีลม
รู้ตัวกลุ่มใช้อาวุธจัดตั้งมา
นปช.ท้ารัฐบาลพิสูจน์ม็อบยิง
พท.พาเหยื่อ10เม.ย.ร้องปปช.
ปูด"รบพิเศษ"ยิงเอ็ม79สีลม
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณีที่มีคนร้ายยิงระเบิดเอ็ม 79 ใส่ผู้ชุมนุมถนนสีลม ว่า การยิงเป็นลักษณะเดียวกับที่คนร้ายเคยใช้อาวุธปืนเอ็ม 79 ยิงเข้าใส่ศูนย์รักษาความปลอดภัย กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ร.1 รอ. ถนนวิภาวดี เมื่อวันที่ 15 มีนาคมที่ผ่านมา โดยแหล่งข่าวด้านความมั่นคงให้ข้อมูลว่าอาวุธที่ยิงที่สีลม กับกรมทหารราบที่ 1 น่าจะเป็นชนิดเดียวกัน คือเอ็ม 32 ที่บรรจุกระสุนเอ็ม 79 ได้ครั้งละ 6 นัดแบบเหมือนลูกโม่ ซึ่งมีอยู่ประจำการในหน่วยรบพิเศษเท่านั้น หน่วยทหารปกติทั่วไปจะไม่มีใช้
หา"กสม."ตั้งอนุฯไม่เป็นกลาง
นายพร้อมพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจเพื่อพิจารณาตรวจสอบเหตุการณ์ความรุนแรงจากการขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุม เมื่อ 10 เมษายน ว่า การแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดดังกล่าวน่าจะไม่มีความเป็นกลาง จนอาจทำให้ผลการตรวจสอบการสลายการชุมนุมของอนุกรรมการชุดนี้มีปัญหาไม่เป็นที่ยอมรับไปด้วย เนื่องจากอนุกรรมการหลายคนน่าจะมีส่วนได้เสียเข้ามาร่วมตรวจสอบเหตุการณ์ด้วย เช่น นายนิรันด์ พิทักษ์วัชระ น.ส.สารี อ่องสมหวัง และ พล.ท.ดาวพงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก ผู้ที่มีส่วนในการใช้กำลังทหารในการสลายการชุมนุมเมื่อ 10 เมษายน 2553
พท.จี้ตำรวจฮึดถูกปืนจี้หัว
นายพร้อมพงศ์ กล่าวถึงกรณี พ.ต.ท.ไกรสีห์ สุวรรณงาม รองผกก.ป.สน.พระโขนง นำกำลังเข้าจับกุมกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ แต่กลับถูกนายทหารเอาปืนจี้ศีรษะ เพื่อไม่ให้จับกุมและยังขู่ให้ถอยกลับออกไปว่า เหตุการณ์ดังกล่าวน่าจะมีนัยยะ 2 ประการ คือ 1. กลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีวันที่ 22 เมษายนถูกจัดตั้งขึ้นมาบางส่วน โดยการรับรู้ของฝ่ายทหารเพื่อมาสร้างสถานการณ์ และ 2. การกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยุคนายอภิสิทธิ์ถูกปกครองโดยมีทหารเป็นใหญ่ และการกระทำดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และหมิ่นเกียรติยศศักดิ์ศรีของตำรวจที่รักษากฎหมาย
ตร.เผยบิ๊ก2สีกำลังเคลียร์
กทม.ทำบุญเหยื่อ10เมษาฯ
"บัวแก้ว"เชื่อ"แม้ว"ไม่ได้ป่วยตามข่าวลือ "โอ๊ค"ทวิตสำทับพ่อยังสบายดี เจ้าตัวแจ้นทวิตปฏิเสธข่าวน็อค





"แม้ว" เสียดายรบ.ปัดเงื่อนไข นปช. // เกร็ดข่าวเกี่ยวกับ "การฝังแร่" รักษามะเร็งต่อมลูกหมากผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงเช้ามืดวันที่ 25 เมษยน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้ทวิตข้อความในเว็บไซด์ทวิตเตอร์ ส่วนตัวว่า "สวัสดีประเทศไทยครับ ต้องขอโทษที่หายไปนานเพราะไม่อยากให้ถูกนำไปผูกกับการเรียกร้องของพี่น้องผู้รักประชาธิปไตยและความเป็นธรรม ซึ่งกำลังเรียกร้องสิ่งที่ยิ่งใหญ่และสำคัญกว่าเรื่องของผมมากมาย แต่ก็ไม่วายถูกปล่อยข่าวว่าเป็นมะเร็งขั้นที่ 3 ต้องให้คีโมถึงกับชัก โถผมสงสารจังที่มันไม่จริงครับ ผมสุขภาพแข็งแรงดีครับ ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร หมอพระราม 9 ก็ไม่ได้บินมารักษาผมเหมือนที่ปล่อยข่าว ที่ผ่านมาเดินทางไปหลายประเทศครับ"
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุอีกว่า "รู้สึกยกย่องแกนนำที่ยอมถอยจากให้ยุบสภาทันทีเป็น 30 วัน ซึ่งถ้ารวมรักษาการเลือกตั้งอีกก็เป็น 90 วันเพราะไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง แต่น่าเสียดายที่รัฐบาลปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงและส่งสัญญาณว่าจะปราบรัฐบาลคงห่วงงบประมาณเพราะกำลังเพลิน และการแต่งตั้งประยุทธ์ (พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ.)เป็น ผบ.ทบ.แต่ไม่ห่วงประชาชนเลย สรุปว่ารัฐบาลและผู้ค้ำรัฐบาลไม่ได้มองคนเสื้อแดงเป็นคนไทย พร้อมใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานและอาวุธหนักกับคนเสื้อแดงเหมือนไม่ใช่ผู้มาเรียกร้อง"
ม็อบเรียกร้องพ้น"ตัวเอง"ไกลแล้ว
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทวิตตอบแฟนคลับระบุว่า "ผมเดินทางไปหลายประเทศวันที่ 10 เม.ย.ผมออกจากดูไบไปดูสถานที่สร้างเมืองใหม่ที่ซาอุดิอาระเบีย ไปบรูไน ไปปาปัวนิวกินี ไปฟิจิและยุโรปครับ" และว่า "พวกที่โจมตีผมพยายามจะบอกว่าผมไม่จงรักภักดีถ้าจำได้เดือนมิ.ย.49 ผมจัดงานถวายฯอย่างยิ่งใหญ่ 3 เดือนต่อมามี ปว.หาว่าผมไม่จงรักภักดี??? "
พ.ต.ท.ทักษิณ ยังทวิตตอบแฟนคลับ ที่ต้องการให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ประกาศให้ชัดเจนว่าไม่ต้องการให้ชุมนุมด้วยความรุนแรงว่า "ต้องไปบอกฝ่ายรัฐบาลครับ อย่าฟังการโฆษณาโจมตีข้างเดียว ผมพูดตลอดเวลาว่าเราไม่ใช้ความรุนแรง ว่างๆ ลองเข้าไปดูซิมีผู้หญิงและคนแก่มากมาย" และตอบคำถามผู้ที่แนะนำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แยกตัวเองออกจากเสื้อแดง เพื่อให้คนเสื้อแดงต่อสู้ตามความต้องการประชาธิปไตยที่แท้จริงว่า "พ้นไปไกลแล้วครับ ว่างแวะเข้าไปดูซิจะได้สัมผัสของจริงอยู่บ้านเจอสื่อรัฐมอมเมาก็ไม่มีโอกาสรู้จริง ไปพูดคุยกับผู้ชุมนุมจะเข้าใจอะไรขึ้น"
นอกจากนี้ยังทวิตถึงแฟนคลับเรื่องทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ ว่า "เพิ่งดู(แมนเชสเตอร์ ซิตี้) แข่งกับ arsenal เสร็จครับ วันนี้เล่นไม่ออกกันเลยเกือบแพ้ โชคดีที่กองหลังเหนียวครับ กำลังลุ้นที่ 4 อยู่เผื่อได้ไป champion league"
"โอ๊ค" ทวิตยัน "พ่อ" ยังไม่ตาย
ผู้สื่อข่าวรายงาน วันเดียวกัน นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ทวิตข้อความบนเว็บไซด์ทวิตเตอร์ส่วนตัว ถึงกระแสข่าวการเสียชีวิตของพ.ต.ท.ทักษิณ ระหว่างการรักษาอาการป่วยว่า "ยังมีกระแสออกมาอีกรอบ เพื่อหวังผลอะไรบางอย่างว่าพ่อผมป่วยหนักถึงขั้นช็อค ผมยืนยันว่าพ่อยังสบายดี ช่วงนี้พ่อเดินทางบ่อยตามคำเชิญของหลายประเทศ" และ "ข่าวลือวันนี้หนักกว่าเดิม ว่าพ่อผมเสียชีวิต ขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พ่อยังสุขภาพดี ไม่เจ็บไม่ป่วย ถ้าท่านเสียจริงผมคงไม่มานั่งทวิตแบบนี้"
"บัวแก้ว"เชื่อ"แม้ว"ยังสบายดี
นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกระแสข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เสียชีวิตแล้วที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์เมื่อ 2 วันก่อนว่า เท่าที่ทราบ พ.ต.ท.ทักษิณ เดินทางออกจากดูไบเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน และยังไม่เดินทางกลับไปที่นั่นอีก จึงค่อนข้างมั่นใจว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง เนื่องจากพ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้อยู่ที่ดูไบ จากการตรวจสอบพบว่าขณะนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ พักพิงอยู่ในประเทศหนึ่งในตะวันออกกลาง และเดินทางออกไปยังอีกประเทศหนึ่งในภูมิภาคเดียวกัน แต่ยังยืนยันไม่ได้ว่าอยู่ในประเทศไหน
นายพนิชกล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีแผนจะเดินทางกลับไปที่ดูไบอีกครั้งในวันที่ 29 เมษายนนี้ ขณะที่ภาพถ่ายของพ.ต.ท.ทักษิณ เมื่อครั้งเดินทางไปยังประเทศซาอุดิอาระเบียเมื่อสัปดาห์ก่อน ก็ดูยังแข็งแรงดี ตนจึงไม่เชื่อว่าพ.ต.ท.ทักษิณ เสียชีวิตแล้ว หรือแม้แต่มีอาการไม่สบายอย่างหนัก
นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รักษาการโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวที่พ.ต.ท.ทักษิณ เสียชีวิต ว่า เรื่องนี้ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญสำหรับการแก้ปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนและสถานการณ์เฉพาะหน้า
********************************
เกร็ดข่าวเกี่ยวกับ "การฝังแร่" รักษามะเร็งต่อมลูกหมาก
ทั้งนายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งแกนนำเสื้อแดง ต่างก็ปฏิเสธข่าว พ.ต.ท.ทักษิณช็อคจนสลบยังไม่ฟื้น หลังจากฝังแร่รักษามะเร็งต่อมลูกหมากที่นครดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ขณะที่นายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ผู้ช่วย รมต.การต่างประเทศ เชื่อว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง ก็ว่ากันไป จริงเท็จแค่ไหนอีกไม่นานคงได้รู้ แต่ที่สามารถรู้ได้ก่อนคือ ฝังแร่รักษามะเร็งต่อมลูกหมากนั้นมีด้วยหรือ แล้วมันเป็นอย่างไร
มะเร็งต่อมลูกหมากคือโรคอันดับ 9 ในหมู่ผู้ป่วยไทย และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น มักพบในกลุ่มชายอายุย่าง 50 ปี และพบมากในช่วงอายุ 60-70 ปี แต่ละปีจะพบผู้ป่วยราว 500 ราย
การ "ฝังแร่" (Brachytherapy) เป็นวิธีการใหม่ล่าสุดและเป็นทางเลือกใหม่สำหรับผู้ป่วยมะเร็งต่อมลูกหมาก วิธีนี้ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องฉายแสง (คีโม) และมีสภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก มีโอกาสหายถึง 90-95% ทางสหรัฐอเมริกานำวิธีนี้มาบำบัดเซลล์มะเร็งมามากกว่า 10 ปีแล้ว
นพ.วิรุณ โทณะวณิก รังสีแพทย์อาวุโส ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการฝังแร่เพื่อรักษามะเร็งต่อมลูกหมาก โรงพยาบาลปิยะเวท อธิบายเพิ่มเติมว่า การฝังแร่กัมมันตรังสีเข้าไปในต่อมลูกหมากนั้น เหมาะสำหรับผู้ป่วยระยะต้นและระยะกลาง ผู้ป่วยในระยะเริ่มแรกมีโอกาสหายจากโรคนี้สูง และยังมีผลข้างเคียงน้อยกว่าการรักษาในรูปแบบอื่นๆ แร่ที่นำมาใช้ในการรักษามี 3 ชนิด คือแร่ไอโอดีน-125 (Iodine-125) แร่พาเลเดียม-192 (Paladium-192) และซีเซียม-131 (Cesium-131) ทั้งหมดถูกสังเคราะห์ขึ้นมาเพื่อการรักษาโดยเฉพาะ จึงมีความปลอดภัยสูง
วิธีการรักษานั้นจะต้องอัลตราซาวด์ผู้ป่วยทางทวารหนักเพื่อคำนวณหาพิกัดที่จะฝังแร่ แต่ละคนจะใช้แร่ไม่เท่ากัน มีตั้งแต่ 40 กว่าเม็ด ไปจนถึง 100 กว่าเม็ด ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของต่อมลูกหมาก
เมื่อฝังไปราว 2 อาทิตย์ ต่อมลูกหมากจะบวมขึ้นจากรังสีที่แผ่ออกมา อาจส่งผลให้บางคนท่อปัสสาวะตีบ หรือปัสสาวะขัด
แม้จะมีอาการติดๆ ขัดๆ บ้าง แต่การรักษาด้วยฝังแร่นี้จะสามารถคงสมรรถภาพทางเพศให้ผู้ป่วยได้ 60-70% ผิดกับการรักษาด้วยการผ่าตัดที่อาจไม่หลงเหลือ หรือเหลือสมรรถภาพทางเพศเล็กน้อยเท่านั้น นี่คือความเห็นของแพทย์
แต่เราๆ ท่านๆ หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณก็เถอะ ถ้าป่วยด้วยโรคนี้จริงและมีเงินถุงเงินถัง ย่อมต้องเลือกฝังแร่มากกว่าหนทางอื่น ว่ามั้ย