WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, April 27, 2010

ล่อ 'ผู้นำก่อการร้าย'

ที่มา ไทยรัฐ

โดนไปสองตูมแล้ว

โดยที่รู้ตัวดี ตำรวจไม่ต้องเสียเวลาสันนิษฐาน "เสี่ยตือ" นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ฟันธงเหตุระเบิดใกล้กับบ้านของ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรี ย่านถนนจรัญสนิทวงศ์

พัวพันกับการเมืองแน่นอน

โดยเฉพาะความพยายามกดดันให้พรรคชาติไทยพัฒนา ถอนตัวออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากเหตุลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้น 2 ครั้งแล้ว

ยอมรับสภาพ "เป้าล่อ"

ในฐานะ "จ่าฝูง" ที่ยึดบทพี่ใหญ่แกนนำตัวจริงพรรคร่วมรัฐบาล "บิ๊กเติ้ง" ก็ต้องแบกรับสภาพ "ด่านแรก" ที่จะโดนแรงกดดันจากฝ่ายจ้องล้มโต๊ะรัฐบาล

และมาถึงตอนนี้น่าจะพาลโดนข้อหา "หมั่นไส้" ไปด้วย

ตามข้อหาที่แว่วๆคนเสื้อแดงด่าบนเวที พรรคชาติไทยพัฒนาไม่เคยแสดงจุดยืนอะไรที่เด็ดขาดชัดเจน นอกจาก "แทงกั๊ก" ออกลีลาดึงเกมต่อรองคิวแก้รัฐธรรมนูญเข้าทางตัวเองเข้าไว้ แต่สุดท้ายเลยก็เลือกที่จะเกาะเอวพรรคประชาธิปัตย์ ถูลู่ถูกัง

ยึดหลักสมประโยชน์เป็นที่ตั้ง

ยิ่งเป็นอะไรที่ประกาศตัวแสดงตนกันชัดๆหลังโดนระเบิดตูมที่สอง "หนูนา" น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา บุตรสาวนายบรรหาร ประกาศดังๆฝากถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้กำลังใจสู้ๆ อย่ายอมต่อกฎหมู่

"บรรหาร" พร้อมกอดคอร่วมตายกับประชาธิปัตย์

ต่างกับค่ายเพื่อแผ่นดินที่ส่งโฆษกพรรคออกมาแถลงแสดงจุดยืนตั้งแต่ต้น ไม่เอาด้วยกับเกมเขี้ยวของพรรคประชาธิปัตย์ ดึงเกมแก้รัฐธรรมนูญลากยาว 9 เดือน และล่าสุดก็เป็นพรรครวมชาติพัฒนาที่ส่งผู้แทนฯในสังกัด ออกมาแถลงไล่บี้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้รีบตัดสินใจทางการเมืองด้วยการยุบสภาหรือลาออก

กล้าพอที่จะหักดิบกับประชาธิปัตย์ สลัดเสียงนินทาจ้องเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว

ยี่ห้อ "สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-พินิจ จารุสมบัติ-ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" อาศัยเหลี่ยมมวยเชิงสูง

ไม่ยอมโดนต้อนเข้ามุมอับไปกับนายกฯอภิสิทธิ์

ในจังหวะวัดเกมยุทธ์ "ผู้มีบารมี" เบื้องหลังพรรคร่วมรัฐบาล ในสถานการณ์ปราบเซียน "บนทาง 2 แพร่ง" ถ้ารีบลนลานตีตนออกห่างประชาธิปัตย์ ก็หนีไม่พ้นถูกโยงเป็นแนวร่วมเสื้อแดง แต่ถ้าปักหลักอยู่โยงกับประชาธิปัตย์ ก็ต้องถูกด่าไม่รู้ร้อนรู้หนาว

พรรคร่วมรัฐบาลต้องประคองจังหวะเหนื่อยก็แล้วกัน

ท่ามกลางกระแสบีบคั้น นาทีเป็นนาทีตายเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ไม่รู้ว่า "ตายจริง" หรือ "ตายปลอม" ปล่อยของกันมั่วไปหมด

ล่าสุดกับข่าวลือ "ทักษิณตาย" ที่เริ่มจุดกระแสกันในหมู่สาวกเฟซบุ๊ก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช็อกหมดสติระหว่างการรักษาโรค

ซีเรียสถึงขนาดที่อดีตนายกฯทักษิณ ต้องส่งภาพถ่ายออกมายืนยันในเฟซบุ๊ก ในฉากหลังเป็นสถานที่ต่างๆที่เดินทางไปติดต่อธุรกิจ นัยว่าโชว์ให้เห็นความเคลื่อนไหว

ก็ยังไม่วายโดน "หน่วยจับผิด" ตั้งแง่สงสัยเป็นภาพตัดต่อ

แล้วก็เป็นคนยี่ห้อประชาธิปัตย์ที่โดดออกมาท้าให้อดีตนายกฯทักษิณโชว์ตัวแสดงตน อย่างน้อยก็ให้ถ่ายรูปคู่กับหนังสือพิมพ์รายวัน

เพื่อยืนยันว่า ยังสบายดี มีชีวิตอยู่

เอาเป็นว่า โดยสถานการณ์มันก็ลากปมเล่นกันได้ ในเมื่อพักหลังอดีตนายกฯทักษิณก็หายไปเลย ไม่ใช่แค่หน้า แม้แต่เสียงโฟนอินก็เงียบฉี่

มีแต่ข้อความโพสต์ในทวิตเตอร์ นานๆจะโผล่มาที ซึ่งใครเขียนแทนก็ได้

ในมุม "ทักษิณ" อาจมีปัญหาเรื่องสุขภาพจริง แต่อีกนัยหนึ่ง มันก็เป็นเกมเขี้ยวของนายใหญ่ ในเมื่อม็อบแดงจุดติด ก้าวข้าม "ทักษิณ" ไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นที่จะไปดึงจังหวะการเรียกร้องประชาธิปไตย ให้ถูกเย้ยว่า คนเสื้อแดงสู้เพื่อคนคนเดียว

เหนืออื่นใด ไม่หลงติด "กับดัก" ของฝ่ายถืออำนาจ ที่ตีธงไล่ล่า "ก่อการร้าย" อยู่เบื้องหลังมวลชนคนเสื้อแดง ตามเกมโยงถึงอดีตนายกฯทักษิณ

ล็อกเงื่อนไขอ้างกับนานาชาติ ในการบล็อกนายใหญ่

ข่าวลือ "ทักษิณตาย" โดยเกมยั่วให้ "ทักษิณ" ต่อสายพูดจาโชว์ตัวกับกองเชียร์คนเสื้อแดง เพื่อโยงเข้าเงื่อนไข ต่อจิ๊กซอว์ผู้นำ "ก่อการร้าย"

เกมง่ายๆ โยนเหยื่อล่อเสือออกมาติดบ่วง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

การ์ตูน เซีย 27/04/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 27/04/53

มันอยู่ที่ใจ

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไม่น่าเป็นไปได้..“รัฐบาล” ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะประเมินหัวจิตหัวใจของ “คนเสื้อแดง” ผิดพลาดอย่างไม่น่าเชื่อครั้งแรกหัวเราะกันเอิ้กอ้าก..เพราะมั่นใจว่า “คนเสื้อแดง” ทลักเข้ามาด้วย “เงิน”!!โดยเฉพาะ “อภิสิทธิ์” ฟังเสียงแค่ “คนรอบตัว”..เพราะบรรดา “วอลล์เปเปอร์” เป็นประเภทไก่อ่อนเพิ่งจะสอนบินทั้ง

นั้นจึงรับข้อมูลข่าวสารที่เข้าข้างตนเองตลอด!!ความผิดพลาดครั้งมหันต์ครั้งแรกของรัฐบาลคือการ “ปิดข่าว” การนำเสนอของ “พีเพิ้ลแชนแนล” กระบอกเสียงอันเดียวของ “คนเสื้อแดง”นั่นคือสาเหตุที่ทำให้ “แดงล้นทลัก” และเป็น “แดงทั้งแผ่นดิน” อย่างที่เห็นหม้อต้มน้ำกำลังเดือดพล่าน ..ไปปิดฝาหม้อเมื่อไหร่ก็ระเบิดเมื่อนั้นการผิดพลาดข้อต่อมาคือการนำกำลังเข้าสลาย โดยการที่ใช้คำว่า “ขอพื้นที่คืน” ผิดหลักกฎสากลจากที่ต้องใช้ “เบาไปหา

หนัก”แต่ “รัฐบาล” กลับใช้ “หนักไปหาโหด”!!ตรงนี้ที่ทำให้ทั่วโลกต้องหันมามองประเทศไทยและรัฐบาลไทย เพราะมีคนตายแต่..รัฐบาลไม่ออกมารับผิดชอบแม้แต่นิดเดียว!!นอกจากจะไม่รับผิดชอบแล้วยัง “ไม่รู้สึกรู้สา” กับการล้มเจ็บตายของผู้คน..ตรงกันข้ามกลับโยนขี้ใส่เสื้อแดงว่ามี “ผู้ก่อการร้าย” ประปน??ด้วยการเสนอข่าวด้านเดียว..ทั้งที่รู้ว่าสถาณการณ์ในวันนี้กับเมื่อ 40 ปีที่แล้วมันต่างกันอย่างสิ้นเชิง!!นี่ไม่ใช่การใช้ “ผ่ามือปิดแผ่นฟ้า”..แต่ใช้ “เส้นด้ายบังแสง

อาทิตย์” กันเลยละความบ้องตื้นของรัฐบาลไทยคือคิดว่า “คนไทย” และ “คนทั้งโลก” โง่!!ยังพยายามจะใช้ยุทธวิธี “ตีไก่ง่วง” เพื่อกลบเกลื่อนสิ่งผิดพลาดมา..ด้วยคิดว่าทุบ “คนเสื้อแดง” แหลกลานคามือแล้วจะ “บิดเบือน” ยังไงก็ย่อมได้ไม่เอะใจบ้างหรือไร..ถูกยิงตายเห็นๆ แต่คนกลับแน่นกว่าเดิมมันอยู่ที่ใจว้อยยย!!

ถามตรงให้ตอบจริง

ที่มา บางกอกทูเดย์


ชนะตัวเองได้นั่นแหละถึงจะชนะทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนได้คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้แต่ก็ยังเป็นความจริงที่ยังไม่ค่อยมีใครทำได้จริงนอกเสียจากว่าหลอกตัวเองประเทศไทยเราวันนี้ “ทางออก” หายากเข้าไปทุกวันไม่ใช่ไม่มีคนช่วยหา “ทางออก”แต่เพราะ...คนที่เป็น “ตัวการ” สำคัญของปัญหาและความขัดแย้ง

ไม่ยอมแก้ไข ไม่จริงใจที่จะแก้ไข ทำให้มันสร้างปัญหาเพิ่มขึ้นมาใหม่คำพูดเก่าๆ ที่เคยได้ยินว่า “ปากปราศรัยน้ำใจเชือดคอ” นั้นน่าจะได้ดีที่สุดของความขัดแย้งระหว่างสองฝ่ายหรือมากกว่าสองฝ่ายเวลานี้คำถามที่ใครก็ถาม แต่ยังไม่มีใครกล้ารับความจริงที่จะตอบก็คือ “ทำไมประชาธิปไตยประเทศไทยจึงไม่เจริญไม่เป็นไปข้างหน้าเสียที?”ผมไม่อยากตอบเอง แต่อยากจะให้นักการเมืองทั้งหลายกลับไปส่องกระจกดูตัวเองแล้วอย่าหลอกตัวเองนะครับแล้วเอาผลสะท้อน

ทั้งหมดตอบมานั่นแหละคือ คำตอบที่แท้จริงนอกจากนั้นจะบอกต่อไปได้อีกว่า...ควรจะเริ่มแก้ไขที่ตัวใครก่อน และแก้อย่างไรยอมรับกันหรือยังล่ะครับว่า...ปัญหาที่เกิดความยุ่งยากวุ่นวายในประเทศไทยที่กำลังจะกลายเป็นรัฐที่ล้มเหลวอยู่รอมร่อแล้วเพราะนักการเมืองเป็นต้นเหตุสำคัญเพราะเรามี “นักการเมืองอาชีพ” น้อยกว่า “ผู้คนที่มีอาชีพนักการเมือง”ประชาธิปไตยของประเทศไทยจึงเป็นประติมากรรมที่ยังสร้างไม่เสร็จเสียที ไม่ว่าจะโดยสถาบันพรรคการเมือง

หรือสถาบันกองทัพทำให้การต่อสู้ทางประชาธิปไตยที่กำลังยกระดับขึ้นเป็นสงครามและกำลังนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่สุดท้ายผู้คนในประเทศไทยลองช่วยตอบคำถามผมหน่อยว่าคุณเห็นนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ออกทีวีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาทางช่อง 11 แล้วคุณจะยังเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯ อภิสิทธิ์ อยู่หรือไม่?

ถึงวันนี้

ที่มา บางกอกทูเดย์


ถึงวันนี้...ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดน่าจะยอมรับกันเสียทีว่า...บ้านเมืองของเรา ประเทศไทยของพวกท่าน..กำลังจะไปไม่ไหวถึงวันนี้ ก็เกือบจะแน่นอนแล้วว่า การจะใช้กำลังเข้าไปล้อมปราบหรือจะดัดจริตใช้คำว่าขอพื้นที่คืน โดยไม่มีการสูญเสียเลือดเนื้อนั้นเป็นไปไม่ได้ ถึงวันนี้ จะยอมรับกันหรือไม่ว่า..การจะสร้างม็อบมาสู้กับม็อบนั้น นอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังจะเป็นอันตรายต่อไปในวันข้างหน้าเมื่อประชาชนสองฝ่าย พร้อมจะเข้าทำร้ายทำลายกัน และคำตอบสุดท้ายนั้น ฝ่ายที่กินกลางดินนอนกลางถนน จะเป็นผู้ที่อดทนกว่า..เรื่องนี้ยืนยันง่ายก็ให้ชุมนุมข้ามคืนข้ามวันกันสักเดือนถึงวันนี้..ต้องยอมรับแล้วว่า..ระหว่างตำรวจผู้รับ

คำสั่ง กับ ม็อบประชาธิปไตย..กลายเป็นคนละฝ่ายที่มีจิตใจเดียวกัน กระทบกันคราวใด ฝ่ายตำรวจจะต้องอ่อนปวกเปียกทันที เพราะมีคดีเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 เป็นความผิดตัวอย่าง..ของการปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งรัฐบาล..และรักษากฎหมายถึงวันนี้...ต้องเชื่อว่า..ฝ่ายทหารและแม่ทัพนายกองทั้งหลาย..ก็ได้รับความรู้ที่แจ่มชัดแล้วว่า..การใช้แก๊สน้ำตาและกระสุนยาง..หยุดยั้งมวลชนไม่ได้..และหากว่ามีบาดเจ็บล้มตาย..เขาทั้งหลายคือผู้ต้องหา..ไม่ว่าจะเป็น ผู้

บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หรือ นายกรัฐมนตรีถึงวันนี้...ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า..นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ยังไม่มีวิธีที่จะแก้ข้อหา..ขอพื้นที่คืนจนประชาชนทหารต้องตายไป 26 ศพ นั้น..จนต้องไปยืมคำว่า”ผู้ก่อการร้าย” เก็บไว้สู้คดีในอนาคตถึงวันนี้.....ก็แน่นอนแล้วว่า...ผู้บัญชาการทหารบก พลเอก อนุพงษ์ เผ่าจินดา..ที่ยึดหลักการแน่นหนา..จะไม่ใช้ทหารสังหารประชาชน..จะยังคงรักษา..สัจจะ

วาจานั้นแม้ว่าจะต้องสูญเสียเก้าอี้ ผู้บัญชาการทหารบกถึงวันนี้....มีตัวอย่างจะเล่าให้ฟังว่า..จอมพล ป. พิบูลสงคราม..นายกรัฐมนตรี ขอปลด จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์..จากผู้บัญชาการทหารบก..แต่ผู้ที่ต้องลี้ภัยไปอยู่และตายในต่างประเทศ..คือ..จอมพล ป.พิบูลสงคราม..กับเดอะแก๊งถึงวันนี้.....น่าจะยืนยันได้ว่า..เสียงเพรียกเรียกร้องการเลือกตั้งของ..ม็อบประชาธิปไตยนั้น..มันฝังรากลงดินโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำเลี้ยงใดๆ แล้วอีกทั้งรากแก้วรากฝอยก็สมบูรณ์เต็มที่..ไม่ว่า

จะอยู่เป็นเดือนหรือเป็นปี..ถึงวันนี้....ก็คงจะพิสูจน์ยืนยันได้ชัดเจนว่า...ม็อบประชาธิปไตยไม่ได้เรียกร้องการล้มรัฐบาลหรือกีดกันผู้ใด....เขาต้องการแค่การเลือกตั้งครั้งใหม่และรับได้ไม่ว่าผลจากการเลือกตั้งจะเป็นเช่นใดถึงวันนี้.....มีคำตอบชัดเจนแล้วว่า...ม็อบประชาธิปไตย...มีกระจายอยู่ทั่วทุกจังหวัด..และพร้อมสำหรับการเผชิญหน้า..ในทุกรูปแบบกับ..ประชาธิปไตยแบบปรุงสำเร็จ..ที่เป็นรัฐบาลถึงวันนี้....รออยู่ที่ จะถึงวันนั้น

ลึกไม่ลับ(อีกต่อไป) ‘เฒ่าทารก’ กลายพันธุ์!

ที่มา บางกอกทูเดย์



“จำลอง ศรีเมือง” ในแวดวงการเมืองต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี...ผู้ที่มีฉากหน้าชีวิตมีความคิดเยี่ยง “พระเทวทัต” เพราะโศลกธรรมของคนวงการสงฆ์ต่างก็รู้ดีว่า...กินเจเป็นพวกเทวทัต หมายถึง “พระเทวทัต” ซึ่งเคยทูลขอให้พระเณรทั้งหมดในพุทธศาสนากินเจ...แต่พระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาตจึงเป็นที่มาของคำว่ากินเจพวกเทวทัต ความคิดความอ่านของ “จำลอง ศรีเมือง” ที่ใครหลายคนไม่เคยรู้มาก่อน ตั้งแต่สมัย “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรี ว่ากันว่า...คนๆ นี้เคยดอดเข้าไปพูดคุยกับกลุ่มกองกำลังหลังทำเนียบแต่ถูกปฏิเสธ...ที่ไปก็เพียงหวังจะขอตำแหน่งเป็น “รองนายกรัฐมนตรี” แต่ถูกปฏิเสธจากอดีตนายกฯ...

ด้วยเหตุผลว่า “จำลอง” เคยเป็นลูกพี่เก่า...แต่วันนี้จะมาเป็นลูกน้องได้อย่างไร?! จึงได้มีการหารือและได้ข้อยุติมอบหมายให้เป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีแบบเป็นทางการ...มีเงินเดือน มีรถประจำตำแหน่ง แต่ทว่า “จำลอง ศรีเมือง” ไม่ขอรับ!โดยเฉพาะ “สื่อมวลชน” เวลานั้น...ต่างเกาะติดถึงชีวิตของ “มหาจำลอง” ซึ่งหลายๆ คนเชื่อว่า...เขาจะได้ขึ้นมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองในรัฐบาล “ทักษิณ ชินวัตร” จำได้เลาๆ ว่า “ทักษิณ ชินวัตร” เคยพูดว่า...เขาได้ตอบแทน

บุญคุณทางการเมืองกับคนหลายคนไปหมดแล้ว และนับจากนั้นเป็นที่มาของ “จำลอง ศรีเมือง” ที่มีความคิดเปลี่ยนไป...แต่สีหน้าและท่าทางยังคงเดิม...เขาได้ออกมาก่อตัวรวมแก๊งและก๊กก๊วนกับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เสมือนเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกัน คือ “อกหักหลักลอย” ไม่ได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลทักษิณ วันนี้...จำลองออกมาพูดว่า ไม่เคยเห็นทหารยุคไหนอ่อนแอเหมือนยุคนี้ ซึ่งอยากถามคุณจำลองกลับไปว่า...ในปี 35 พฤษภาทมิฬ คุณด่ากราดทหารว่า

อย่างไร?คุณรู้สึกอย่างไรที่พรรคการเมืองเก่าแก่พรรคหนึ่งเคยโจมตีคุณว่า คุณพาคนไปตาย ซึ่งเหตุการณ์ทุกอย่างวันนี้ก็มาจากเหตุการณ์ครั้งนั้นคือ พฤษาทมิฬ ปี 35 ที่ประชาชนออกมาเรียกร้อง “ประชาธิปไตย” จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายมาวันนี้ “คุณจำลอง” ยังสบายดีหรือไม่? กับการที่ออกมาเรียกร้องให้มีการประกาศ “กฏอัยการศึก” วันที่ “ทักษิณ ชินวัตร” เป็นนายกรัฐมนตรีก่อนถูก “ปฏิวัติรัฐประหาร” ม็อบของคุณคือ “คนเสื้อเหลือง” ได้ขอกำลังทหารจากหนว่ย

หนึ่งจากอดีตเพื่อนรัก “จปร.7” ไปดูแล การนั้น “ทักษิณ ชินวัตร” ไม่เคยขัดและอนุญาตเสียด้วยซ้ำ...เพราะกลัวเรื่อง “มือที่สาม” แต่วันนี้คุณจำลองออกมาเรียกร้องเพื่อให้ทหารประกาศ “กฏอัยการศึก” ในมุมมองกลับกันหากคุณเป็นแกนนำม็อบในวันนี้...แล้วมีใครสักคนของบ้านของเมืองออกมาพูดกับคุณแบบนี้...คุณจะมีความรู้สึกอย่างไร? ประชาธิปไตยของประเทศไทยไม่จำเป็นจะต้องมีคนชื่อ “จำลอง ศรีเมือง” เพียงคนเดียวมาเรียกร้องแล้วจะต้องประสบความสำเร็จ

เส้นทางชีวิตของ “จำลอง ศรีเมือง” คุณยังมีโอกาสที่จะเลือกใช้ชีวิตที่ดีกว่าบุคคลอื่นอีกหลายคน...ไปอยู่นาป่าสวนอย่างเก่านั้นก็ดีแล้วใช้ชีวิตแบบ “เกษตรกร” ตามที่ตัวเองชอบและอยู่กับมันอย่างมีความสุข อย่าเอาเวลามายุ่งเกี่ยวกับ “การเมือง” และทำลายตัวเองจนกลายพันธุ์เป็น “เฒ่าทารก” อย่างนี้อีกเลย!

‘ออง ซาน ซูจี’พูดชัด ไทยพังเพราะใคร?

ที่มา บางกอกทูเดย์



คำพูดจากประสบการณ์จริง ประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจากใครก็ตาม ถือเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ซึ่งต้องการเติบใหญ่ไปสู่จุดสูงสุดของความสำเร็จในชีวิตไม่ควรที่จะมองข้ามอย่างเด็ดขาดเพราะข้อดีของมนุษย์เราที่สามารถมีวิวัฒนาการ และพัฒนาการได้ดีกว่าสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ก็คือการเรียนรู้ที่จะจดบันทึก ทำความเข้าใจจากบทเรียนในอดีต จึงไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง แต่สามารถที่จะต่อยอดไปสู่ความสำเร็จได้เลยผู้นำที่ยิ่งใหญ่ หรือผู้นำที่ประสบความสำเร็จ รวมทั้งผู้ที่มีการศึกษา โดยเฉพาะที่ผ่านมหาวิทยาลัยดังๆ ระดับโลกอย่าง มหาวิทยาลัย Harvard มหาวิทยาลัย Stanford มหาวิทยาลัย Cambridge หรือแม้แต่กระทั่งมหาวิทยาลัย Oxford ก็ตาม ย่อมจะต้องรู้ดีดังนั้นคำพูดของนางอองซาน ซูจี ที่มีวิญญาณประชาธิปไตยเต็มร้อย และเรียกร้องประชาธิปไตยที่แท้จริงให้กับ

ประเทศพม่ามาตลอดชีวิต ไม่ว่าจะได้รับการปฏิบัติจากรัฐบาลทหารอย่างไรก็ตาม ก็ยังคงยืนหยัดเรียกร้องประชาธิปไตยจนกระทั่งได้รับการยกย่องไปทั่วโลกทั้งสำนักข่าว เอเอฟพี และเว็บไซต์หนังสือพิมพ์สเตรทไทม์ของสิงคโปร์รายงานข่าวไปทั่วโลกนางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของพม่า วิพากษ์วิกฤติการเมืองไทยเป็นสิ่งสะท้อนว่ารัฐธรรมนูญที่ถูกเขียนโดยทหารนั้นไม่สามารถนำมาซึ่งเสถียรภาพได้ แต่กลับทำทำให้รัฐบาลขาดเสถียรภาพ พร้อมวิจารณ์ถึง

สถานการณ์ในประเทศไทย ซึ่งประสบกับความเสียหายอย่างต่อเนื่องจากการรัฐประหารเมื่อปี 2549 ว่าเป็นการยึดอำนาจจากอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง“รัฐบาลใหม่เข้าสู่อำนาจภายใต้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นโดยทหารไม่มีวันที่จะมีเสถียรภาพ เราไม่ต้องไปมองอื่นไกล แค่มองประเทศไทยก็พอ พ.ต.อ.ทักษิณคือผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง ทหารยึดอำนาจจากผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดยทหาร แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ

รัฐบาลคณะแรก? มันจะไม่มีเสถียรภาพ นี่เป็นผลจากการที่รัฐธรรมนูญถูกเขียนขึ้นโดยทหาร” นางซูจีกล่าวอย่างไรก็ตาม นางซูจีให้เกียรติประเทศไทย โดยไม่ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับความขัดแย้งทางการเมืองไทยที่เกิดขึ้นว่า เป็นเรื่องถูกหรือผิด ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงซึ่งเป็นผู้นิยมทักษิณชุมนุมขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลประชาธิปัตย์แต่แน่นอนว่า นี่คือมุมมองของต่างประเทศที่มองประเทศไทยในขณะนี้โดยเฉพาะนางอองซาน ซูจี ผู้ซึ่งทั่วโลก

โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยที่แท้จริงให้การยอมรับในจิตวิญญาณประชาธิปไตย และการต่อสู้ฉะนั้นรัฐบาล รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ จึงควรที่จะต้องตระหนักว่า นี่คือเหตุผลที่เมื่อนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้เชิญเอกอัครราชทูตและตัวแทนสถานทูต เข้าฟังชี้แจงสถานการณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่บริเวณถนนราชดำเนิน จึงได้มีเอกอัคร

ราชทูตและตัวแทนสถานทูตเกือบ 30 ประเทศเข้าร่วมฟัง!!! ประกอบด้วย อาร์เจนตินา ชิลี ออสเตรเลีย ออสเตรีย เบลเยี่ยม บรูไน กัมพูชา สิงคโปร์ จีน สาธาณรัฐเชค เดนมาร์ค เยอรมนี กรีซ ฮังการี อินเดีย อิตาลี ญี่ปุ่น ลักเซมเบอร์ก เนเธอแลนด์ นอร์เวย์ ไนจีเรีย โปแลนด์ สวิสเซอร์แลนด์ สหรัฐอาหรับเอมิเรสต์ อังกฤษ อเมริกา European Commission และแอฟริกาใต้ ที่สำคัญเอกอัครราชทูตที่เดินทางมาด้วยตนเอง มี 2 ประเทศคือ อาร์เจนตินาและเดนมาร์คจากนั้น

มีตัวแทนสถานทูต 5 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ค เบลเยียม ออสเตรีย เปรู และอาเจนตินา ที่ได้เดินทางไปเยี่ยมสังเกตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง นปช. ที่บริเวณหลังเวทีราชประสงค์ ซึ่งทั้งนายวีระ มุสิกพงษ์ ประธาน นปช. น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช.รอต้อนรับ หารือและชี้แจงสถานการณ์ แน่นอนว่า สิ่งที่บรรดาตัวแทนทูตสะท้อนออกมาให้สังคมไทยตระหนัก และทั่วโลกได้รับรู้ ก็คือ ความห่วงใย และต้องการให้แต่ละฝ่ายเปิดเจรจา เพื่อหาข้อยุติให้เกิดความ

สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น คำพูดของนายวีระ ที่ระบุว่า การมาเยี่ยมของทูตในที่ชุมนุมคนเสื้อแดง นับว่าเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะจริงๆแล้วทางทูตเองก็ต้องมีความระมัดระวังยึดหลักการธรรมเนียมทางการทูต “ตามความเป็นจริงเขาต้องเกรงใจทางรัฐบาลอยู่เช่นกัน ทั้งนี้เมื่อมวลมิตรอารยะประเทศเขาต้องการเห็นการเจรจา ไม่อยากให้มีการสูญเสีย อยากให้มีความเป็นเอกภาพสงบในประเทศเรา ตรงนี้ล้วนเป็นความเห็นของทูตทั้งหมด” นายวีระกล่าวที่สำคัญหลังจากได้มี

การชี้แจงทั้งหมดแล้ว ก่อนเข้าสู่การซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปรากฏว่านายพุทธา จันทรสมบูรณ์ อายุ 21 ปี ลูกชายของนายพินิจ จันทรสมบูรณ์ อดีตส.ส.กาญจนบุรี ที่เป็นเหยื่อได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ 10 เม.ย. ได้เดินทางเข้ารับฟัง พร้อมกับขอแสดงความเห็นว่าได้ถูกทหารทำร้ายร่างกาย ถูกกระทืบและยิงกระสุนยางจำนวนรวม 11 นัด โดยระบุว่ามีทหารเป็นผู้สั่งการให้ยิงสลายประชาชน ซึ่งเอกอัครราชทูตอาเจนตินา ได้แสดงความเสียใจและเห็นใจต่อเหตุการณ์

ที่เกิดขึ้น เพราะประเทศ เคยเกิดความวุ่นวาย มีรัฐบาลทหาร ใช้ความรุนแรง จึงไม่อยากเห็นรัฐบาลใช้กำลัง นอกจากนี้ยังตัวแทนบางประเทศถามว่า ถ้าต้องการกำหนดระยะเวลายุบสภา พรรคเพื่อไทยมีท่าทีอย่างไร ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยได้มีการชี้แจงไปว่าสถานการณ์การเมือง เกรงว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นอีก หรืออาจสลายการชุมนุม ดังนั้นหนทางเดียวหยุดปัญหาได้ ต้องยุบสภาหรือลาออก แล้วตั้งรัฐบาลใหม่ต้องอยู่ชั่วคราว เพื่อยุบสภาและเลือกตั้งใหม่เท่านั้นทั้งหมด

สอดคล้องกับทางตัวแทนคณะทูตที่ต้องการให้แต่ละฝ่ายเปิดเจรจา เพื่อหาข้อยุติให้เกิดความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้นเพราะไม่เช่นนั้น ประเทศไทยก็จะประสบความสูญเสียอีก เช่นกรณีที่เกิดขึ้นที่สีลม ที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี ระบายความรู้สึกว่า เป็นเรื่องน่าเศร้าใจที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ถ้าใครไม่โดนไม่รู้ และใครที่เป็นผู้ทำก็ถือว่าใจดำมาก เรื่องนี้รัฐบาลต้องหาตัวคนทำให้ได้ เพราะเบื้องต้นทราบว่ามีหลักฐานบ้างแล้ว แต่ทางตำรวจคาด

ว่าเป็นการยิงมาจากตึกของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ดังนั้นก็คงต้องฝากคำถามไว้กับสังคมว่า จะปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกเช่นนี้หรือ???สังคมไทยจะต้องสูญเสีย เดือดร้อน และเศร้าใจ เพียงเพราะแต่ละฝ่ายติดตึงดื้อดึงอยู่บนมิจฉาทิฐิ และหัวโขนกระนั้นหรือ???มันคุ้มกันหรือไม่ดังนั้นวันนี้ นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาล ไม่ควรที่จะแปลกใจ เมื่อปรากฏว่ามี 30 องค์กร แถลงการณ์ให้ยุบสภาก่อนที่ประเทศชาติจะเสียหายมากกว่านี้… โดยประกอบด้วย1.เครือข่าย

องค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.) 2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.) 3.เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.) 4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย 5.เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.) 6.แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.) 7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี 8.กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.) 9.กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์ 10. เครือข่ายอนุรักษ์

ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี 11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร 12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ 13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น 14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น 15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ 16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม 17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร 18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.) 19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.) 20. ชมรมส่งเสริม

การเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง 21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก 22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.) 23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.) 24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย 25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม. 26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ 27.เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด 28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ 29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้ และ 30กลุ่ม

นักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย30 องค์กร ระบุชัดว่า วิกฤติความขัดแย้งทางการเมืองปัจจุบัน แก้ไขได้มีทางเดียวเท่านั้นคือ นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภาเท่านั้น เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนทุกคนทุกสี เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียชีวิตผู้คน เพื่อรักษาชีวิตคนที่ทุกคนมีคุณค่าเท่ากัน และเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยถ้าตราบใด นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังไม่ยอมรับการยุบสภา การปฏิรูปประเทศไทย การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างก็เป็นเพียงกลยุทธ์

ในการสร้างภาพเพื่อไม่ยุบสภานั้นเอง และการปฏิรูปประเทศไทยก็เป็นเพียงการปฏิรูปโดยการรวมศูนย์อำนาจของระบบอำมาตย์และเครือข่ายอำมาตย์เท่านั้นเองมิใช่การปฏิรูปประเทศไทยแบบมีส่วนร่วมตามหลักการประชาธิปไตย“ท่ามกลางการยืนยันไม่ยุบสภาของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ย่อมเป็นผลให้แนวโน้มสูงของรัฐที่จะทำการปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงที่ต้องสู้เพื่อประชาธิปไตยตามแนวทางสันติวิธี จึงขอเรียกร้องให้นักสันติวิธี นักสิทธิมนุษยชน

ทั้งหลาย ดำเนินการเคลื่อนไหวโดยเร่งด่วนเพื่อหยุดยั้งอำนาจป่าเถื่อนที่จะเกิดขึ้นก่อนที่ประเทศจะเสียหายมากกว่านี้” คือเนื้อหาใจความของแถลงการณ์ดังนั้น วันนี้สิ่งที่ต้องทำคือการเร่งเจรจา เพื่อหาข้อตกลงในการยุบสภาให้ได้เสียทีองค์กรเป็นร้อย ทหารตำรวจเป็นแสน นักการเมืองเป็นพัน ประชาชนเป็นล้านๆ คิดหาวิธีกันจนตายไปหลายสิบ บาดเจ็บไปหลายร้อย และอาจจะตายกันอีกเท่าไรไม่มีใครตอบได้ กับความคิดที่นายกฯอภิสิทธิ์จะกรุณาต่อบ้านเมืองนี้ก็แค่ คืน

อำนาจให้ประชาชน... ยุบสภาและถ้าผู้คนหลากสีที่กำลังเพิ่มขึ้นทุกวันเลือกให้กลับมา... ท่านก็จะเป็นนายกรัฐมนตรีที่สง่างาม หรือถ้าแพ้ ก็จะเป็นหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านที่รูปหล่อ... เรียกว่ามีแต่ได้กับได้แล้วทำไมจึงลังเล...ไม่เลือกที่จะทำที่จะตัดสินใจเพราะไม่ว่าอย่างไรเรายังคงไม่เชื่อที่มีพวกชาวบ้านปากเสีย ที่นินทาว่า “ท่านเป็นนายกฯกระหายเลือด”

“มานิต-อภิชาตพงษ์” ทำจดหมายค้าน ก.วัฒนธรรม สนับสนุนงบฯ 100 ล้านหนัง "นเรศวร"

ที่มา ประชาไท


คนออนไลน์ใน facebook.com ร่วมลงชื่อในจดหมายคัดค้านการให้เงินสนับสนุน 100 ล้านบาท ภาพยนตร์เรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร” ด้าน รมว.วัฒนธรรม นัดคุยกลุ่มผู้คัดค้าน หลังมีการส่งโทรสารจดหมายเข้าไปที่กระทรวงวัฒนธรรม

จากการที่ นายมานิต ศรีวานิชภูมิ ช่างภาพและผู้กำกับภาพยนตร์อิสระที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ และนายอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส ได้ร่วมกันเขียนจดหมายเปิดผนึกล่ารายชื่อทางเว็บไซต์ facebook เพื่อทำการคัดค้านการที่กระทรวงวัฒนธรรม จัดสรรเงินตามโครงการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 จำนวน 200 ล้านบาท ให้แก่ ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ ภาค 4 ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นจำนวนถึง 100 ล้านบาท

ล่าสุดมีการแจ้งข่าวในเว็บไซต์ facebook ว่า หลังจากได้มีการส่งโทรสารจดหมายดังกล่าวไปที่กระทรวงวัฒนธรรม ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมได้ขอนัดพบผู้ประท้วงเพื่อพูดคุยในวันอังคารที่ 4 พ.ค.53 เวลา 13.30 น. ห้องประชุม 1 ชั้น 19 ตึกธนาลงกรณ์ กระทรวงวัฒนธรรม โดยใน facebook ได้มีการเชิญชวนผู้ร่วมคัดค้านการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนดังกล่าวไปช่วยกันซักถามข้อสงสัยต่างๆ นอกจากนี้ ยังจะมีการส่งหนังสือคัดค้านในกรณีเดียวกันนี้ไปยัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติด้วย

ทั้งนี้ เว็บไซต์รัฐบาลรายงานถึงการแถลงข่าวผลการจัดสรรงบประมาณโครงการส่งเสริมสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์และวีดิทัศน์แห่งชาติภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง 2555 โดยนายอภินันท์ โปษยานนท์ รองปลัด วธ.ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขการสนับสนุนกิจกรรมหรือโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กล่าวถึงเหตุผลในการจัดสรรงบประมาณจำนวน 100 ล้านบาท ให้กับภาพยนตร์เรื่องสมเด็จพระนเรศวรฯ ว่า เพราะเป็นภาพยนตร์ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้การสนับสนุนมาตั้งแต่เริ่มต้น

อีกทั้งเนื้อหาภาพยนตร์ยังเป็นการส่งเสริมประวัติศาสตร์ชาติไทย และสอดคล้องกับเป้าหมายของกระทรวงวัฒนธรรมที่ต้องการส่งเสริมให้เกิดความรัก สามัคคีในชาติ อย่างไรก็ตามในวันที่ 5 เม.ย.นี้ ตนได้เรียกประชุมคณะทำงานและเจ้าของโครงการที่ได้รับการพิจารณาทั้งหมดมาชี้แจงและกำหนดเงื่อนไขการดำเนินการ ซึ่งจะต้องแล้วเสร็จภายในปีงบประมาณนี้ เนื่องจากงบดังกล่าวเป็นงบเร่งด่วนที่รัฐบาลกู้มาใช้

...........................................................................

จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีเนื้อหาดังต่อไปนี้

เรื่อง ขอคัดค้านการให้เงินสนับสนุนสูงถึง 100 ล้านบาท แก่ภาพยนตร์เรื่อง ตำนานสมเด็จพระนเรศวร
เรียน นาย ธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

ตามที่สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้เปิดรับโครงการและกิจกรรมส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวิดีทัศน์ ที่ต้องการขอทุนสนับสนุน จากงบประมาณที่กระทรวงวัฒนธรรมได้รับการอนุมัติมาจากงบไทยเข้มแข็งเป็นจำนวนเงิน 200 ล้านบาท ปรากฏว่ามีผู้ส่งโครงการขอรับการสนับสนุนทั้งสิ้น 295 เรื่อง แต่มีเพียง 49 เรื่องโครงการเท่านั้น ที่ได้รับคัดเลือกให้มีการสนับสนุน โดยที่หนึ่งในนั้น คือ ภาพยนตร์เรื่องตำนานสมเด็จพระนเรศวรภาค 3 และ ภาค 4 ได้รับการสนับสนุนเป็นจำนวนสูงอย่างน่าผิดสังเกต คือ 100 ล้านบาท หรือ คิดเป็นครึ่งหนึ่งของทุนสนับสนุนทั้งหมด

พวกข้าพเจ้าในฐานะผู้สร้างภาพยนตร์อิสระ นักวิจารณ์ภาพยนตร์ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประกอบอาชีพภาพยนตร์และวิดีทัศน์ รวมถึงประชาชนผู้รักภาพยนตร์ (ตามที่มีชื่อปรากฏท้ายจดหมายฉบับนี้) ขอคัดค้านการอนุมัติการสนับสนุนโครงการดังกล่าวด้วยเหตุผลดังนี้

1/ การอนุมัติทุนขาดซึ่ง “หลักธรรมาภิบาล” ขณะที่ประเทศไทยกำลังเกิดวิกฤติทางการเมือง และเศรษฐกิจ การให้เงินสนับสนุนแก่ภาพยนตร์เพียงเรื่องเดียวสูงถึง 100 ล้านบาท ย่อมไม่อาจรับฟังได้ว่าจะเป็นธรรมแก่ผู้ที่ไม่ได้รับการสนับสนุนกว่า 246 เรื่อง ซึ่งขัดกับหลักธรรมาภิบาลที่รัฐบาลประกาศใช้ในการปกครองประเทศ

อนึ่ง เป็นที่ทราบกันดีกว่าภาพยนตร์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรนี้จะได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงพาณิชย์เป็นจำนวนสูงถึง 330 ล้านบาท นั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องนี้มิสมควรได้รับเงินช่วยเหลือเพิ่มจากกระทรวงวัฒนธรรมอย่างยิ่ง

2/ คณะกรรมการพิจารณาให้ทุนสนับสนุนนั้น ไม่มีความเป็นกลาง มีอคติ และขาดดุลพินิจที่เป็นธรรม โดยปรากฏชัดว่า มีบริษัทค่ายภาพยนตร์เอกชนแห่งหนึ่งผู้อยู่เบื้องหลังโครงการภาพยนตร์หลายเรื่องได้รับเงินสนับสนุนสูงเป็นพิเศษ ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมแก่ผู้สร้างภาพยนตร์อิสระรายอื่นๆที่ไม่ได้รับการสนับสนุน

3/ ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ย่อมเป็นเหตุให้เชื่อได้ว่า โครงการสนับสนุนการสร้างภาพยนตร์และวิดีทัศน์ของกระทรวงวัฒนธรรมย่อมไม่ก่อให้เกิดผลดีต่อวงการภาพยนตร์ไทยแต่อย่างใด ทั้งยังเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่เอกชนเฉพาะราย และจะซ้ำเติมเพิ่มข้อกังขาต่อการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลต่องบประมาณไทยเข้มแข็ง

ดังนั้นพวกข้าพเจ้าจึงใคร่ขอให้ท่านรัฐมนตรีโปรดระงับการดำเนินการดังกล่าวอย่างเร่งด่วน และขอให้มีการทบทวนขั้นตอน และวิธีการพิจารณากระบวนการให้ทุนสนับสนุนทั้งโครงการอีกครั้งหนึ่ง ว่ามีความเหมาะสม โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณา

(ลงชื่อ)
นาย มานิต ศรีวานิชภูมิ
นาย อภิชาติพงษ์ วีระเศรษฐกุล

กกต.ส่งสำนวนคดียุบ ปชป. กรณีเงินอุดหนุนพรรคการเมืองให้ศาล รธน.แล้ว

ที่มา ประชาไท


26 เม.ย. 53 เวลา 16.30 น. ที่สำนักงาน กกต. โดย นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการ กตต. ด้านกิจการพรรคการเมืองและการออกเสียงประชามติ ได้นำหนังสือของนายทะเบียนพรรคการเมือง พร้อมคำวินิจฉัยคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้เงินกองทุนเพื่อการพัฒนาการเมือง จำนวน 29 ล้านบาท ไม่ถูกต้องตามวัตถุประสงค์ ที่ลงนามโดย กกต.ทั้ง 5 คน และเอกสารหลักฐานประกอบสำนวน ไปส่งมอบให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว โดย นางพรทิภา ไสวสุวรรณวงศ์ รองเลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นผู้รับมอบ

ทั้งนี้ เอกสารหลักฐานประกอบสำนวนดังกล่าว มีจำนวน กว่า 8,000 หน้า และจะต้องถ่ายสำเนาให้กับตุลาการและสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ รวม 10 ชุด ทำให้มีเอกสารที่นำส่งครั้งนี้ จำนวน 88,670 แผ่น โดยสำนักงาน กกต. ได้บรรจุกล่อง รวม 50 กล่อง ส่งให้กับสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ

นายธนิศร์ ให้สัมภาษณ์ ภายหลังนำส่งเอกสารให้กับศาลรัฐธรรมนูญ ถึงสำนวนคดีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ของพรรคประชาธิปัตย์ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการรวบรวมเอกสาร และทำร่างคำวินิจฉัย คาดว่า ภายในต้นเดือนพฤษภาคม น่าจะนำส่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้

ที่มาข่าว: สำนักข่าวไทย

ยุกติ มุกดาวิจิตร : การเมืองของการฆาตกรรมรวมหมู่

ที่มา ประชาไท


หากการเมืองบนท้องถนนคือหนึ่งในศาสตราของผู้ด้อยอำนาจ (weapons of the weak) การฆาตกรรมรวมหมู่คือหนึ่งในศาสตราของผู้มีอำนาจมั่งคั่ง (weapons of the wealth) ชนชั้นนำทั่วโลกใช้การฆาตกรรมรวมหมู่อยู่เสมอๆ หากแต่เงื่อนไขที่ทำให้รัฐประสบผลสำเร็จหรือประสบภาวะล้มเหลวจากการใช้การฆาตกรรมรวมหมู่ เกิดจากปัจจัยของโครงสร้างอำนาจที่แตกต่างกันไป ผู้เขียนเชื่อว่าการถกเถียงทำความเข้าใจการฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐ อาจช่วยหาหนทางคลี่คลายวิกฤติในขณะนี้ได้บ้าง

รัฐไทยใช้การฆาตกรรมรวมหมู่ในการปกครองมาโดยตลอด แต่การฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐไทยหลายต่อหลายครั้งมิได้ส่งผลต่อผู้มีอำนาจในทิศทางเดียวกันเสมอไป คำถามคือ เงื่อนไขใดที่ทำให้การฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐไทยนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาล เงื่อนไขใดที่การฆาตกรรมรวมหมู่ได้รับการยอมรับจากคนทั้งสังคม และทำไมรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะจึงยังคงอยู่ในอำนาจได้ แม้จะก่อการฆาตกรรมรวมหมู่ขึ้นใจกลางกรุงเทพฯ มาแล้วครั้งหนึ่ง

ประโยคที่ว่า “รัฐบาลอยู่ไม่ได้หากมีผู้ชุมนุมตาย” เคยเป็นเสมือนทฤษฎีการเคลื่อนไหวมวลชนในสังคมไทยมาช้านาน ผู้ที่ยึดมั่นในทฤษฎีนี้มักจะอ้างการเปลี่ยนแปลงหลังจากการฆาตกรรมรวมหมู่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 (ซึ่งหลายคนยังคงตั้งข้อสังเกตว่า การบาดเจ็บล้มตายในเหตุการณ์นั้นอาจจะเกิดขึ้นจากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย) การตายในการชุมนุมทางการเมืองที่ส่งผลให้ต้องเปลี่ยนรัฐบาลครั้งต่อๆ มาคือการฆาตกรรมรวมหมู่ในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 และการฆาตกรรมรวมหมู่ในเหตุการณ์พฤษภาฯ 35

จนในที่สุดหลายคนปักใจเชื่อกันไปแล้วว่า หากเกิดการตายในการชุมนุมทางการเมือง จะนำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาล การเร่งเร้าให้เกิดการฆาตกรรมรวมหมู่ (ไม่ว่าจะจากฝ่ายใด) กลายเป็นทฤษฎีการเคลื่อนไหวมวลชนที่เหมือนกับจะเชื่อกันว่า “ต้องเสี่ยงให้มากที่สุด จึงจะได้ชัยชนะ”

แต่คงไม่ลืมกันว่า ในการเคลื่อนไหวกดดันรัฐบาลคราวรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ปี 2551(แม้จะไม่สามารถนับได้ว่าเป็นการฆาตกรรมรวมหมู่อย่างชัดเจน เพราะกำลังตำรวจในวันนั้นไม่ได้ใช้อาวุธสงคราม) การตายของผู้ร่วมชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อ 7 ตุลาคม 2553 ก็มิได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทันทีทันใด และเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 การตายของผู้ชุมนุมกลุ่ม นปช. (ที่เป็นผลมาจากการใช้อาวุธสงคราม ด้วยกำลังทหารอย่างชัดเจน) ก็มิได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในทันทีทันใด

การที่การฆาตกรรมรวมหมู่จะนำไปสู่เปลี่ยนแปลงผู้นำทางการเมืองในประเทศไทยได้หรือไม่ น่าจะต้องพิจารณาเงื่อนไขสามประการคือ

ประการแรก ผู้ตายต้องมีค่าทางการเมือง ต้องเป็นการตายที่มีศักดิ์ศรีเพียงพอในสายตาของชนชั้นนำทางอำนาจ (รวมทั้งชนชั้นกลางกระแสหลักในสังคมไทย ที่พร้อมร่วมฆ่ารวมหมู่ทั้งโดยวาทกรรมและโดยกายกรรม) การฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐไทยที่ผ่านมาหลายต่อหลายครั้งจึงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนรัฐบาลทุกกรณีไป เพราะคนที่ตายไม่ได้ถูกให้ค่าเท่ากันทุกกรณี ความตายของคนจึงมีค่าไม่เท่ากัน การฆาตกรรมรวมหมู่ในรัฐไทยแต่ละครั้งจึงนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่แตกต่างกัน

สำหรับชนชั้นนำและชนชั้นกลางกระแสหลัก หากคนที่ตายไปเป็นคนไร้ค่า เป็นขี้ข้า เป็นเนื้อร้าย เป็น“ญวน” เป็นผู้ทำลายระเบียบสังคม เป็นคนบ่อนทำลายชาติ เป็นคนมุ่งล้มล้างสถาบัน เป็นคอมมิวนิสต์ เป็นศัตรูของชาติ เป็นผู้ก่อการร้าย การฆาตกรรมแม้จะใจกลางเมืองหลวงก็จะไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใดๆ ดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในกรณีพลับพลาไชย กรกฎาคม2517 หรือที่ไกลศูนย์กลางคือกรณีตากใบ จังหวัดนราธิวาสเมื่อปี 2547

ในกรณีของผู้ชุมนุม นปช. แม้ว่าคนเหล่านี้จะถูกตีตราให้ด้อยค่าด้วยวาทกรรมเหล่านั้นทั้งหมด แต่การฆาตกรรมรวมหมู่ก็ไม่ได้รับการรับรองว่าชอบธรรมโดยสิ้นเชิง ผิดกับกรณีตากใบเมื่อปี 2547 ที่การตายของคนเหล่านั้นไม่ได้มีคุณค่าเพียงพอในสายตาของชนชั้นนำและชนชั้นกลาง

ประการที่สอง หากเกิดการเปลี่ยนแปลงหลังการฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐ อำนาจที่จะนำมาสู่การเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นการดำเนินการของอำนาจพิเศษในสภาวะยกเว้นจากการใช้กฎหมาย งดเว้นจากหลักนิติรัฐในระบอบประชาธิปไตย ผู้นำทางการเมืองที่ก่ออาชญากรรมรวมหมู่จะถูกอำนาจพิเศษชนิดนี้จัดการ เช่น เกิดการรัฐประหาร หรือเกิดนาฏรัฐแสดงอำนาจบารมีพิเศษบนจอโทรทัศน์

กรณี 14 ตุลา 16 และพฤษภา 35 อำนาจพิเศษทำงานด้วยการหยุดยั้งคู่กรณี แล้วถ่ายโอนอำนาจจากผู้นำทางการเมืองคนเก่าไปสู่ผู้นำทางการเมืองคนใหม่ ที่ก็ยังอยู่ในกลุ่มชนชั้นนำเดิม จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการประชาธิปไตยแบบปกติใหม่ กรณี 6 ตุลา 19 การรัฐประหารหลังเหตุการณ์ฆาตกรรมรวมหมู่ที่ธรรมศาสตร์เป็นการเปลี่ยนถ่ายอำนาจที่เป็นการงดเว้นจากระบอบประชาธิปไตยเช่นกัน เพียงแต่การงดเว้นจากระบอบประชาธิปไตยนั้นต่อเนื่องยาวนานกว่าสองกรณีข้างต้น

ที่สำคัญคือ หากการฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงนั้นก็เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงภายในศูนย์กลางอำนาจ ขั้วอำนาจเก่ายังอยู่ แต่เปลี่ยนเฉพาะตัวแสดง จึงไม่ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง โครงสร้างอำนาจทางการเมืองยังคงเป็นอย่างเดิม ดังปรากฏว่าผู้นำที่ก่ออาชญากรรมรวมหมู่ก็ไม่เคยถูกลงโทษแต่อย่างใด แถมบางคนยังได้รับการยกย่องในสังคมด้วยซ้ำ

ประการที่สาม กรณีที่เกิดการตายอย่างมีศักดิ์ศรี มีค่าทางการเมือง แต่ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด อาจเพราะเกิดความแตกแยกอย่างร้าวลึกในชนชั้นนำทางอำนาจเอง แสดงว่าในขณะนั้น สังคมการเมืองไทยไม่มีขั้วอำนาจใดสามารถยึดกุมอำนาจเบ็ดเสร็จ ในอันที่จะใช้สภาวะยกเว้นจากระบอบประชาธิปไตยมาดำเนินการกับผู้ก่อการฆาตกรรมรวมหมู่ได้ อำนาจพิเศษไม่อาจทำงานได้ก็เพราะไม่มีอำนาจยกเว้นที่สูงสุด

ที่เห็นได้ชัดคือกรณี การบาดเจ็บและเสียชีวิตเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 และการฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐในวันที่ 10 เมษายน 2553 ทั้งสองเหตุการณ์นั้นกระทำโดยรัฐบาลที่มาจากคนละขั้วขัดแย้งทางการเมืองภายในระยะเวลาต่างกันไม่นานนัก ความตายในทั้งสองกรณีก็ “มีค่าทางการเมือง” ในสายตาของชนชั้นนำทางอำนาจในแต่ละฝ่ายไม่น้อยไปกว่ากัน

อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 อาจนับได้ว่ามีการแทรกแซงจากอำนาจนอกระบอบประชาธิปไตย เพราะการตายของผู้ชุมนุมได้รับการยกย่องจากชนชั้นนำทางอำนาจว่าเป็นการปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงอาจส่งผลให้เกิดการเร่งรัดให้ดำเนินการยุบพรรครัฐบาลอย่างกระทันหัน เมื่อกลุ่มพันธมิตรฯยึดสนามบินสุวรรณภูมิและดอนเมืองในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2551

แต่สำหรับกรณีของสถานการณ์ทางเมืองในปัจจุบัน การฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจนเมื่อวันที่ 10 เมษา 53 อาจไม่ได้มีค่าในสายตาชนชั้นนำทางอำนาจเทียบเท่ากับกรณี 7 ตุลา 51 อำนาจพิเศษ จึงไม่จำเป็นต้องสร้างสภาวะยกเว้นจากระบอบประชาธิปไตยเพื่อเข้ามาแทรกแซงด้วยวิธีพิเศษ แม้กระนั้น การตายของผู้ชุมนุม นปช. ก็มิได้ด้อยค่าจนไร้อำนาจต่อรองดังกรณีพลับพลาไชยปี 17 หรือกรณีตากใบปี 47

เป็นไปได้ที่การเปลี่ยนแปลงหลังเหตุการณ์ 10 เมษา 53 จะเกิดขึ้นในลักษณะเดียวกับกรณี 6 ตุลา 19 ซึ่งผู้ถูกฆาตกรรมรวมหมู่กลายเป็นคนไร้ค่าในสายตาชนชั้นนำทางอำนาจ แต่ยังคงมีค่าพอแก่การเปลี่ยนผู้นำทางการเมืองโดยไม่มีการเปลี่ยนขั้วอำนาจ ด้วยการรัฐประหารหรือวิธีการอื่นใดที่แยบยลยิ่งกว่า แต่การเลือกเดินทางนั้นก็อาจจะเสี่ยงเกินไปสำหรับชนชั้นนำที่กุมอำนาจในขณะนี้อยู่ เนื่องจากภายในชนชั้นนำเองอาจจะไม่ได้มีเอกภาพในการยอมรับสภาวะยกเว้นนั้นอย่างพร้อมเพรียงกัน

หนทางที่ยังเหลืออยู่ในออกจากเส้นทางที่จะนำไปสู่การฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐอีกครั้งหนึ่งในขณะนี้มีไม่มาก

หนึ่ง หลังจากที่รัฐบาลปัดข้อเสนอเชิงประนีประนอมของผู้ชุมนุม นปช. แล้ว ผู้ชุมนุมและรัฐบาลอาจยื้อกันไปเรื่อยๆ เพื่อรอผลคดียุบพรรค แต่ในระหว่างนี้ สายเหยี่ยวของทั้งสองฝ่ายอาจเร่งเกมด้วยการเพิ่มระดับความรุนแรงของการกดดัน ดังที่เกิดขึ้นมาแล้วด้วยการก่อวินาศกรรมสถานที่และชีวิตผู้คน ที่รุนแรงที่สุดคือเมื่อ 22 เมษายนที่ผ่านมา

สอง แต่หากในระหว่างรอผลการตัดสินอยู่นี้ รัฐบาลยังดื้อดึงที่จะใช้การฆาตกรรมรวมหมู่ ความตายของผู้ชุมนุม นปช. ก็อาจจะไร้ค่าเพียงพอที่ชนชั้นนำทางอำนาจจะนิ่งดูดายได้ ทั้งนี้เพื่อรักษาความมั่นคงของโครงสร้างอำนาจแบบเดิมไว้ การเลือกของผู้ชุมนุมที่จะถูกฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐไทย ด้วยความหวังที่จะพลิกศาสตราของผู้มีอำนาจให้กลายเป็นศาสตราของผู้ด้อยอำนาจ แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจหลังการฆาตกรรมรวมหมู่ ก็อาจจะเป็นการคาดเดาที่ผิดพลาด

สาม เมื่อเริ่มเห็นอยู่รำไรว่าความตายของผู้ชุมนุมจะไร้ราคาแก่การต่อรอง การยุติการชุมนุมโดยสมัครใจของผู้ชุมนุมนปช.และการมอบตัวของแกนนำอาจเป็นอีกหนทางหนึ่งของชัยชนะเหนือการฆาตกรรมรวมหมู่โดยรัฐ ด้วยวิธีการอันสันติ เพื่อผลแห่งการเปลี่ยนแปลงการฆาตกรรมอย่างแท้จริงในระยะยาว