WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 28, 2010

ผู้ก่อการร้ายแปลว่า ฆ่าได้ เหมือนอย่างที่เคยฆ่าปรากฏการณ์ ไพร่ทาสเฉื่อยงานกับ...

ที่มา ประชาชาติ


ผู้ก่อการร้าย แปลว่า ฆ่าได้ เหมือนอย่างที่เคยฆ่า ปรากฏการณ์ “ไพร่ทาสเฉื่อยงานกับข้าราชการเกียร์ว่าง"




พารากอน คนรวย คนจน และราวตากผ้า


โอ้ว ...ไม่นะ เธอตากกางเกงชั้นในที่สยามไม่ได้

ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นนักประวัติศาสตร์
ที่มองการเมืองไทย ทะลุมาตั้งแต่พ.ศ. 2475 เขามองปรากฎการณ์ของ ไพร่ อำมาตย์
และทหาร ได้ลึกกว่าใคร
"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ ดร. ชาญวิทย์ ในบรรยากาศอึมครึมก่อนมีพายุใหญ่



@แนวโน้มเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้น

ภาพรวมคิดว่า น่าจะจบด้วย
1) นายกฯยุบสภาหรือลาออก
2) นองเลือดแล้ว หลังจากนั้น ขบวนการเสื้อแดงมุดลงดินกับขึ้นไปในโลกไซเบอร์ และ
3) เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยมองเรื่อง “กฤษดาภินิหาร” อย่างเช่น
หนังสือที่ มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียนไว้ “กฤษดาภินิหารอันบดบังมิได้ของกรมพระนเรศ”
(พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนเศรวรวรฤทธิ์ พระนามเดิม พระองค์เจ้ากฤษดาภินิหาร พระราชโอรสองค์ที่ 17 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาของ พระวรวงศ์เธอ พระองค์บวรเดช เจ้าอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เป็นหัวหน้าฝ่ายทหาร
นำกำลังทหารจากหัวเมืองภาคอีสานล้มล้างการปกครองของรัฐบาล อันเป็นเหตุการณ์ “กบฏบวรเดช” เกิดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476)


@ เท่ากับว่าพัฒนาการประชาธิปไตยไม่คืบหน้าหรือเปล่า

มันอยู่ที่คนกลุ่มไหนเป็นคนมอง บางคนอาจหมดหวังกับสถานการณ์ปัจจุบัน แต่บางคนก็อาจจะมองว่ามันกำลังเคลื่อนไปข้างหน้าถึงจุดที่ดีกว่าเดิม เป็นที่มาของประโยคประเภทที่ว่า “กลียุคเป็นบ่อเกิดแห่งเสรีภาพ”


@ ฝ่ายไหนได้เปรียบเสียเปรียบกว่ากัน

มองยากว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะบางคนก็คิดว่าถึงทางตัน
แต่ความจริงแล้วสังคมก็เดินของมันไป


@ ขณะนี้รัฐบาลเตรียมจัดการกับผู้ก่อการร้าย

ผู้ก่อการร้ายเป็นวาทกรรมที่ซับซ้อนมากๆ ภาษาไทยแปลมาจาก
คำในสมัยยุค sixty-seventy (ยุคค.ศ.1960 ค.ศ. 1970) ในสมัยสงครามเย็น
สมัยความขัดแย้งของลัทธิ เป็นวาทกรรมที่ถูกสร้างมาต่อต้านคอมมิวนิสต์ เป็น insurgency หรือ insurgent ซึ่งหมายถึงคน ผู้ก่อการร้ายสมัยสงครามอินโดจีนสมัยไทยร่วมเป็นพันธมิตรกับอเมริกา แต่คำว่าผู้ก่อการร้ายในปัจจุบันน่าจะหมายถึง terrorist หมายถึงคนที่เป็นผู้ก่อการร้าย กับคำว่า terror อันนี้เป็นศัพท์ที่มาจากความขัดแย้งของโลกตะวันตกกับโลกมุสลิม มาจากเหตุการณ์ถล่มตึกเวิลด์เทรด
ใน ค.ศ. 2001 แปลว่าเป็นเรื่องระดับสากลมากๆ ฉะนั้น การที่รัฐบาลใช้คำนี้เป็นการใช้คำที่กำกวมและเกินเลยต่อสภาพของความเป็นจริง เป็นการใช้ในความหมายแบบเก่าครึ่งหนึ่ง หมายถึงผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ มีนัยยะครอบคลุมคอมมิวนิสต์และฝ่ายซ้ายเก่าในยุคหลัง 6ตุลา 2519 และใช้ในความหมายที่คลุมไปถึงการก่อการร้ายในปัจจุบันคือเรื่อของการถล่มตึกเวิลด์เทรด
เรื่องของประเทศอิรัก เรื่องบินลาเดน เรื่องของอัฟกานิสถาน รวมทั้งนัยยะของเรื่อง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

ในด้านหนึ่งเป็นการยกสถานะความขัดแย้งจากถนนราชดำเนิน
หรือแยกราชประสงค์ให้เป็นระดับอินเตอร์ เพื่อให้ประเทศต่างๆ ต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งมันอาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็ได้ แต่ผมคิดว่าปัญหาของเรามัน local มากกว่า มันเป็นเรื่องท้องถิ่นมากๆ ฝ่ายแดงมีปลาร้า โคมลอย ทอดแห ไม้ไผ่ปลายแหลม บั้งไฟ แม้เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. จะไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าการปะทะกันนั้นมีอาวุธร้ายแรง แต่โดยภาพรวมของฝ่ายแดงมันก็ดู local อยู่ดี


@ เชื่อว่าใช้คำแบบนี้เพื่อพร้อมปราบปราม

แน่นอน เพราะคำว่าผู้ก่อการร้าย แปลว่า ฆ่าได้ เหมือนอย่างที่เคยฆ่ามาแล้ว สร้างความชอบธรรมให้การประหัตประหาร


@ ปัญหาของการใช้คำกำกวม

วาทกรรมของรัฐบาลอาจไม่ได้ผล เพราะคำเช่นนี้เคยใช้ในสมัย 14 ตุลา 2516 พฤษภา 2535 ก็ไม่ได้ผล ใช้คำว่าผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ บ่อนทำลายประเทศชาติ ไม่สามารถทำให้คนที่อยู่ตรงกลาง(ระหว่างคนที่พร้อมจะเชื่อรัฐบาลกับคนที่ไม่เชื่อรัฐบาล)
เชื่อรัฐบาลขึ้นมาได้ ซึ่งคนพวกนี้มีจำนวนมาก และการ์ตูนการเมืองในหนังสือพิมพ์บางฉบับ เช่น
ไทยรัฐหน้า 3 และการ์ตูนการเมือง เกาเหลาชามเล็กในมติชน ก็เอามาล้อเลียนเป็นเรื่องตลก ทำให้ความขลังของอำนาจ(รัฐบาล)พังพินาศลงถูกหัวเราะ
แต่ก็ยังบอกไม่ได้ว่า การปราบปรามจะสำเร็จไหม หรือจะเป็นบูมเบอแรงเหมือนวันที่ 10 เมษา หรือไม่ เช่น แม่ทัพถูกเด็ด อาวุธยุทธโธปกรณ์ถูกทำลาย


@ หลังวันที่ 10 เม.ย. ก็ไม่ได้สะเทือนอำนาจของรัฐบาล

- ผมคิดว่าสะเทือน มันถึงได้คาราคาซังไง จากวันที่ 10 เมษา มาถึงวันนี้ กว่า 10 วัน ไม่มีอะไรคืบหน้า มันเหมือนกับเป็น “เกมรอ” เป็น “waiting game” เกมมันลากยาวมากเพราะสถานการณ์แบบนี้ ไม่มีใครมีความได้เปรียบที่แท้จริงแต่มันยันกันอยู่หมดเลย ไม่งั้นมันจบเร็วๆไปแล้ว แต่ความจริงคือมันยังยันกันอยู่


@ การที่รัฐบาลยังอยู่ในตำแหน่ง ไม่ได้แปลว่าชนะ

ผมกลับมองว่าคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อยู่ในฐานะลำบากมาก กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หาทางจบเกมไม่ได้ ณ เวลานี้นะครับ แต่สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงเร็วมาก ณ เวลาที่ฝุ่นตลบ
อีก 1 ชั่วโมงสถานการณ์อาจเปลี่ยนไปก็ได้ พูดยากมาก


@ การชุมนุมตึงเครียดมีความหวาดระแวง

ม็อบยังไม่ชนะหรอกครับ แต่การชุมนุมมาเดือนกว่านี้ ฝ่ายเสื้อแดงเก็บคะแนนมาตลอด
เพียงแต่ถูกตัดแขนขา เพราะต้องต่อสู้กับผู้กุมอำนาจรัฐประกอบด้วย
ตำรวจ ทหาร เผลอๆ มีตุลาการอีกด้วย แถมยังมีกองกำลังเสริม(ฝ่ายรัฐบาล)อยู่เป็นระยะๆ แต่ฝ่ายกุมอำนาจรัฐและผู้สนับสนุนก็ยังไม่สามารถเผด็จศึกได้

@ ปัญหาทหารตำรวจเกียร์ว่าง เพราะไม่แน่ใจว่าอำนาจจะพลิกไปทางไหน

ผมว่าในยุคที่การเมืองเสื้อเหลืองออกมาต่อต้าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็มีข้าราชการเกียร์ว่าง
แต่มันไม่ชัดเจนเท่าคราวนี้ ที่เสื้อแดงต่อต้านรัฐบาลแล้วกลไกของรัฐนั้นกลายเป็นง่อยไปเลย เป็นปรากฏการณ์ที่แปลก เพราะปกติกลไกรัฐต้องทำตามเจ้านายสั่ง
แต่คราวนี้เจ้านายไม่สามารถจะสั่งได้ เหมือนกับ ผู้นำทหารจำนวนหนึ่งอาจจะคิดว่า
เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ ฉะนั้น เมื่อรัฐบาลนายสมัคร รัฐบาลนายสมชายสั่ง เขาก็ไม่ทำ ส่วนรัฐบาลนายอภิสิทธิ์สั่ง เขาก็ไม่อยากทำ
แต่ถ้าคุณมีambition สูง(ความทะเยอทะยาน) อยากจะเป็นนายกรัฐมนตรีก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่ตอนนี้ถ้าทหารยึดอำนาจแล้วก็ไม่ได้เป็นนายกฯ แล้วจะไปยึดอำนาจทำไม(หัวเราะ) ยึดอำนาจแล้วก็ซวยถูกด่าอีกต่างหาก รัฐบาลมาก็เปลี่ยนตัว
แต่สถาบันตำรวจทหารนั้น มันขึ้นอยู่กับผู้คุมสถาบันทหารตำรวจจะเอาตัวเข้าแลกหรือเปล่า
ในสมัยอยุธยา มีไพร่ ใช้วิธีการต่อสู้โดยการ “เฉื่อยงาน” เช่นว่า
ไพร่ถูกเกณฑ์มาขุดคลอง ถางหญ้า สร้างกำแพง มันไม่ชอบ มันไม่อยากทำ มันก็เฉื่อยงาน มันทำให้งานช้า งานไม่สำเร็จ การเฉื่อยงานเป็นเรื่องปกติในสังคมโบราณ
ซึ่งเกิดในระดับล่างของคนที่เป็นไพร่ เป็นทาส แต่ในสถานการณ์ปัจจุบันกลับไปเกิดในกลุ่มข้าราชการของรัฐ “เกียร์ว่าง” ซึ่งเป็นคำศัพท์ใหม่ ก็คือ “เฉื่อยงาน” ซึ่งเป็นคำศัพท์สมัยเก่า

ตอนที่รัฐบาลนายสมัคร-นายสมชาย หรือรัฐบาลปัจจุบันสั่งให้ ผบ.ทบ.ทำ...ก็ไม่ทำ เป็นปรากฏการณ์ของสังคมไทย
ที่ข้าราชการเฉื่อยงานตามแบบของพวกไพร่ในสมัยอยุธยา ในพงศาวดารอยุธยา
หรือในพงศาวดารจีน ก็ปรากฏเหตุการณ์แบบนี้ กลุ่มต่างๆ ก็ช่วงชิงความได้เปรียบ เหมือนว่าเป็นสถานการณ์ที่เกิดช่องว่างทางอำนาจ หรืออีกด้านหนึ่งคือ “ไม่มีใครมีอำนาจอย่างแท้จริงที่เห็นได้ชัด”


@ความแตกแยกในกองทัพ

สิ่งที่น่าเสียดาย คือในวงวิชาการไม่มีนักวิชาการที่รู้เรื่องกองทัพการทหาร
ทำให้ไม่สามารถอธิบายการเมืองไทยได้ อาจจะมีคนเดียวคือ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข แต่นักวิชาการส่วนใหญ่ก็ไม่รู้เรื่องกองทัพ หรืออาจจะมีนักข่าวที่รู้อย่างคุณวาสนา นาน่วม
แต่สิ่งที่นักรัฐศาสตร์ไทย “กลวง” คือ ไม่รู้เรื่องว่าใครเป็นใครในกองทัพ ไม่มีการทำงานวิจัยจริงจัง คณะรัฐศาสตร์จุฬา-ธรรมศาสตร์ล้าหลัง เพราะการจะเข้าใจการเมืองประเทศใดประเทศหนึ่ง ก็ต้องเข้าใจว่าสถาบันองค์กรเหล่านั้นเป็นอย่างไร งานวิจัยจริงจังมีน้อยมาก ทำให้นักวิชาการนักรัฐศาสตร์ใช้แต่คอมมอนเซนส์

กรณีที่เกิดขึ้นกับนายทหารระดับสูง(ถูกทำร้ายด้วยอาวุธ) ในวันที่ 10 เม.ย. เป็นเรื่องใหญ่มาก ผมไม่คิดว่าจะมีปรากฏการณ์อันนี้กลางกรุงด้วยซ้ำไป เห็นแล้วเราก็มึนงง
ถ้าเราดูจากสื่อกระแสหลัก ทีวี โทรทัศน์ เราจะไม่มีทางเข้าใจ
เรื่องที่เกิดขึ้นกับระดับพันเอก เป็นเรื่องที่น่าตกใจ อีกด้านเป็นสัญญาณให้เราเห็นว่า
ความขัดแย้งต้องสูงมาก เรื่องแบบนี้พลเรือนโดยทั่วๆ ไป ทำไม่ได้หรอก
เพราะเป็นเรื่องเทคนิค การสงคราม อาวุธยุทโธปกรณ์ระดับสูง
เหตุการณ์มันเกินเลยจินตนาการของเรา ว่าจะเป็นอย่างงี้ แต่มันก็เป็น ฉะนั้น สิ่งที่คนจำนวนมากพูดถึงสงครามกลางเมือง พูดถึงกาลียุค ก็อาจจะเป็นไปได้ ฉะนั้น
เป็นสัญญาณหนึ่ง ลางบอกเหตุ


@ กรณีอดีต 2 นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย แถลงแนวทาง “ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าปกกระหม่อมเพื่อคลี่คลายปัญหา”

ผมไม่ค่อยคิดว่าเป็นปัญหานั้น เพราะถ้าเรามองกลับไปมีตัวอย่างที่เห็นชัด
ทำไม “เสกสรรค์ ประเสริฐกุล” (ผู้นำนักศึกษาในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516) เคลื่อนขบวนจาก...รูปทรงม้าไปสวนจิตรลดา ในประวัติของ 14 ตุลาฯ ใช้คำว่า “เพื่อไปขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง” แสดงว่า คุณชวลิต(พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ) กับคุณสมชาย
นี่ทำตามตามแบบ “เสกสรรค์” ปี 2516 เพื่อขอพระบารมีเป็นที่พึ่ง
ผมก็เลยไม่ค่อยแปลกใจเท่าไหร่ที่ 2 อดีตนายกฯ ไปขอเข้าเฝ้าฯ


@ ไม่คิดว่าขัดแย้งในแง่การอธิบายความคิดทางการเมืองเพราะฝ่ายนี้เคยแสดงความไม่เห็นด้วย
เมื่อครั้ง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอพระราชทานนายกฯตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7

ไม่หรอกครับ เพราะภาษาไทยมีคำที่ผมชอบและไม่รู้จะแปลเป็นภาษาอังกฤษว่าอย่างไร คำที่ว่า “คนละเรื่องเดียวกัน”


@ เป็นอีกตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการเมืองไทยซับซ้อนมาก

ซับซ้อนครับ ถึงจบได้ยาก ลงตัวได้ยาก ต่อให้ยุบสภาก็ไม่จบได้ง่ายๆ
ต่อให้ลาออกก็ไม่จบได้ง่ายๆ ต่อให้นองเลือดก็ไม่จบง่ายๆ เกมนี้ยาวมากอยู่ในช่วงการเปลี่ยนผ่านที่ยาวมากกินเวลาเป็น100ปี ตัวอย่างที่สำคัญคือ
ปี ค.ศ. 1776 เกิดการปฏิวัติอเมริกา ให้เป็น democracy
เพื่อต่อสู้กับ monarchy ของอังกฤษ จบด้วยdemocracy American ชนะ เมื่อแนวคิดว่าด้วยประชาธิปไตยเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ กลายเป็นกระแสใหญ่ระบาดไปทั่วโลก ถ้าจะเข้าใจปรากฏการณ์สังคมไทยต้องเข้าใจ “ชาติกับชาตินิยม” “ชาติกับประชาธิปไตย” เป็นกระบวนการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเก่าไปสู่สังคมสมัยใหม่
จาก traditional society ไปสู่ modern society ถ้าปรับตัวได้ก็จะทำให้ทั้ง 2 อย่างกลมกลืนไป
อย่างประเทศอังกฤษ แต่ขณะที่ในประเทศฝรั่งเศสมันแตกหัก ตรงนี้สำคัญ
เพราะเมืองไทยกำลังพิสูจน์ว่าเราจะสร้างสังคมใหม่โดยมีประเพณีเก่าไปด้วยกันได้หรือไม่ ซึ่งยุ่งยากซับซ้อน


@ ถ้าเกิดเหตุคล้ายๆ 6ตุลาฯ หรือพฤษภา35 เราจะย่ำอยู่กับที่แบบนั้นไหม

ผมว่ามันไม่ใช่แล้ว เวลาเราพูดถึง พฤษภา35 ตอนนั้นอินเตอร์เนทก็ยังไม่แพร่หลายเลย
เพราะยุคพฤษภา ก็มีแต่กล้องวีดีโอกับแฟกซ์ ส่วนโทรศัพท์มือถือก็ราคาเป็นแสนบาท คนที่มีโทรศัพท์มือถือก็มีไม่กี่คน
แต่วันนี้คนที่มาจากต่างจังหวัดก็มีมือถือใช้แล้ว ณ ปัจจุบัน เราต้องคิดถึงอินเตอร์เนท โทรศัพท์มือถือ มอเตอร์ไซต์ ส่วน 14 ตุลาฯ กับ 6 ตุลาฯ นักศึกษาที่ต่อสู้
ยังต้องใช้กระป๋องนมผูกเชือกส่งข้อมูลให้กันจากตึก อมธ.(องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์) แต่เดี๋ยวนี้มีตัวเปลี่ยนโลก คือ
1) อินเตอร์เนท
2) โทรศัพท์มือถือและ
3) มอเตอร์ไซต์
เดี๋ยวนี้ไม่ใช้คำว่า “เดินขบวน” แต่ใช้คำว่า “เคลื่อนขบวน”
ไปแป๊บเดี๋ยวถึง ราบ11
ไปแป๊บเดียวถึงราชประสงค์
ส่วนผู้ดีมีสกุลอยากดูการชุมนุมก็ขึ้นรถไฟฟ้าบีทีเอสไป โลกมันเปลี่ยนไปเยอะ


@ แม้จะมีสงครามคลิป แต่ก็ไม่ได้แตกต่างจากเดิมที่ทุกฝ่ายต่างช่วงชิงอธิบายว่าอะไรคือความจริง

การช่วงชิงอธิบายความจริง ในโลกปัจจุบันนี้ รัฐและผู้คุมอำนาจรัฐ ไม่สามารถผูกขาดข้อมูลได้อีกต่อไปแล้ว


@ มีสติ๊กเกอร์ที่ยังไม่รู้ว่าใครทำข้อความ “รัฐไทยใหม่” “ประธานาธิบดีทักษิณ”

มันอาจจะใช้สติ๊กเกอร์แบบใหม่ แต่ message ข้อความ ยังเป็นแบบเก่า เหมือนจ้างคนไปตะโกนในโรงหนังว่า “ปรีดี ฆ่าในหลวง” ก็แบบเดียวกัน คนที่เชื่อก็เชื่ออยู่แล้ว
แต่คนไม่เชื่อก็ไม่เชื่อ ตอนนี้จึงอยู่ที่การวัดดวง!!!
การผูกขาดข้อมูลทำไม่ได้อีกแล้ว ถ้า elite ไม่สามารถเจรจาตกลงเกี้ยเซี๊ยกันได้ ก็จะทำให้เหตุการณ์ไปไกลถึงปราบปรามนองเลือด แล้วหลังจากนั้น เสื้อแดงส่วนหนึ่งก็จะลงใต้ดินหรือขึ้นไปในโลกไซเบอร์ รัฐบาลที่มีประสิทธิภาพอย่างจีน ปักกิ่งยังไม่สามารถปิดการใช้อินเตอร์เนทได้เลย ถ้ากลายเป็น “นักรบในไซเบอร์สเปซ” จะน่ากลัว เพราะไม่จำเป็นต้องจับปืนจับอาวุธ แต่อยู่ที่ข้อมูลข่าวสารสร้างวาทกรรมให้คนเชื่ออะไร ผมว่าสำคัญมาก


@ สรุปแล้วหากคุณทักษิณสามารถเกี้ยเซี๊ยกับอีกฝ่ายหนึ่ง จะถือว่าเป็นเรื่องดีหรือไม่ดีกันแน่

โดยปกติคนที่อยู่ชั้นนำของสังคม กลุ่ม elite มักจะถ้อยทีถ้อยอาศัยกันประสานผลประโยชน์กันแบ่งกันกิน แต่ถ้าฝ่ายใดจะเอาหมดมันก็ทะเลาะกัน เอาเข้าจริงตรงนี้ elite มันฟัดกันทะเลาะกัน มันรบกันก็ไปหาพวก โดยที่พวกหนึ่งก็ไปหาพวกใส่เสื้อสีเหลือง พวกหนึ่งไปหาเสื้อสีแดง อีกพวกไปหาพวกเสื้อสีชมพู ถ้าไม่ประนีประนอมเกี้ยเซี๊ย ก็ต้องรบกัน โดยธรรมชาติ elite มักจะยอมกันเพื่อรักษาผลประโยชน์ของกันและกัน


@ ถ้าอย่างงั้นมวลชนที่ถูกปลุกอารมณ์มาเสียขนาดนี้ ก็เป็นธรรมชาติที่ต้องผิดหวัง

- ก็เป็นธรรมชาติ เพราะเขาต้องหาพวก แต่ละพวกก็ต้องหาพวก ทีนี้ถ้าหาพวกแล้วสามารถต่อรองกันได้ ก็จบ
แต่ ณ จุดนี้ ดูเหมือนกับเขาไม่อยากต่อรองเพราะต่างฝ่ายต่างเอาจุดตัวเอง... การเมืองมันคล้ายๆกับการช๊อปปิ้ง มีคนซื้อ-คนขาย ถ้ามันอยากซื้อจริงๆ มันก็ต้องยอมจ่าย หรือคนอยากขายก็ต้องยอมลดราคา แต่ถ้าจะเอาที่ตัวเองตั้งราคาเท่านั้น ในที่สุดก็ตกลงกันไม่ได้ แต่สิ่งแตกต่างกันคือในการเมืองมันไม่ใช่แค่คนสองคน เพราะมันกลายเป็นคนอื่นเดือดร้อนอีกต่างหาก


@ มวลชนบางส่วนอยากจะ “แตกหัก” แต่ถ้าชนชั้นนำเกี้ยเซี๊ยกันได้ ก็กลายเป็น “อกหัก”ไหม

ในการเมือง มีคน “อกหัก” อยู่เรื่อยๆ(หัวเราะ) ผมเห็นเพื่อนนักวิชาการของผมก็อกหักกันเยอะแยะ
ตั้งแต่ 14 ตุลา 6ตุลา พฤษภาฯ อกหักกันเยอะเลย มีคำถามว่า เอ๊ะ! ทำไมคนนั้นได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการโน้นกรรมการนี่ คนนี้ได้เป็นบอร์ดไอ้โน่นบอร์ดไอ้นี่ มีนักวิชาการในหมู่ของผม ผมอยากให้เขียนลงไปด้วย มันตกรถไฟเยอะเลยครับ
พยายามขึ้นรถไฟมันก็ตกรถไฟ น่าสงสารมาก บางคนตกรถไฟตลอดเพราะขึ้นไม่ทัน หรือรถไฟมันมาไม่ถึงหน้าบ้าน ดอกเตอร์ทั้งหลายตกรถไฟไปเยอะเลย ไม่ได้(ตำแหน่ง)อะไร
ตั้งแต่ 14 ตุลาฯจนถึง 19 กันยาฯ กูก็ไม่ได้อีก..โอ้...น่าสงสาร(หัวเราะ) บางคนแก่จะตายก็ยังไม่ยอมเลิก น่าสงสารนะคนที่มันทะเลาะกัน เผลอๆ อายุ70 up เป็นขิงแก่ทั้งนั้น


@ อาจารย์มองทุกเรื่องแบบปลงได้ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรต่อไป

ผมอายุหกสิบกว่าปีแล้ว อะไรที่ผมอยากทำ ผมก็ทำมาหมดแล้ว ผมไม่ต้องแคร์อะไรอีกแล้ว สิ่งที่ผมอยากเรียกร้อง ผมก็ได้เรียกร้องไปแล้ว เหมือนครั้งนี้ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ ไม่ยุบสภา ต่อไปเขาอาจจะมาคิดย้อนหลังว่านี่เป็นความผิดพลาด เมื่อครั้งที่ผมลาออกจากตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผมก็ไม่ได้คิดว่าผมแพ้ ผมกลับคิดว่าการตัดสินใจนั้นถูกต้องแล้ว ไม่ได้รู้สึกด้อยกว่าคนอื่นและรู้สึกเหนือกว่าบางคนด้วยซ้ำ และผมสามารถมองตาทุกคนได้โดยไม่ต้องหลบตา


@ การที่ผู้ชุมนุมยึดราชประสงค์ ขณะนี้

เหมือนไปกุมคอหอยลูกกระเดือก ผมก็ไม่นึกมาก่อน ว่าเขาจะไปยึดราชประสงค์ ผมเคยอยู่ซอยสารสินแต่ก่อนเป็นชานเมือง ตั้งแต่เล็กจนโตก่อนไปซื้อบ้านของตัวเอง...
แต่เมื่อ 2 คืนก่อน ผมกลับไปบ้านที่ซอยสารสิน พบว่าเต็มไปด้วย คนอีสานไปตากผ้าโสร่ง กางเกงใน แถวๆบ้านเรา เออ ตรงนี้ก็แปลก หน้าสยามพารากอน ก็มีนุ่งโสร่งไปอาบน้ำ เอากางเกงในไปตาก เป็นภาพที่ประหลาดมาก ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น ในเมืองไทยของเรา ในกรุงเทพฯ อะไรที่ไม่เคยคิดว่าจะได้เห็นก็ได้เห็น ส่วนอะไรที่เราเคยได้เห็นมาตลอดชั่วชีวิต ก็อาจจะไม่ได้เห็นอีกต่อไป

แกนนำว๊อย หอบหลักฐานมาให้ ตื่นว๊อย เตรียมแถลงข่าวด่วน

ที่มา thaifreenews

Wed, 04/28/2010 - 04:52 | by หน่วยอรินทรราช | Vote to close topic
คลิปใครไม่รู้ถล่มสีลม



หลังจากนั้นสามชั่วโมง

แค่ 3 ชั่วโมงก็รู้ว่ายิงระเบิดมาจากที่ใด



ต่อมาตอนเช้าตรู่มีพยานเห็นคนยิง



ตกค่ำข่าวออก ผอ ออกมาปฎิเสธ



ต่อมา พฐ และ ผู้ว่า สุขุม บอกยิงมาจากตึกสูง ก่อนหมอผีพุดเดิ้ลซะอีก



คุณพุดเดิ้ลเห็นวิถียิงแล้วต้องเงียบ แถมโดนข่มขู่ต่างๆนาๆ


และเมื่อปิดต่อไปไม่ได้ ว่าความจริงแล้วมีการยิงมาจากพื้นที่นอกการชุมนุม แถมเป็นโรงพยาบาลจุฬาซะด้วย จึงมีการเริ่มโยนขี้ให้ ผ อ โรงพยาบาล และเสื้อแดงแล้ว

รีบแถลงข่าวตอบโต้ด่วน อย่าได่ช้า
โรงพยาบาลจุฬา มันของสีไหนฝ่ายไหน ฝ่ายหมอตุลย์ กับ ปฐมพงษ์ไม่ใช่หรือจะบอกว่าฝ่ายเหลืองก็ใช่อีกน่ะแหละ บอกหมอกับพยาบาลเต็มตึกแล้วไม่มีใครเห็นใครมันจะไปเชื่อ

"ทักษิณ"โพสต์รูปภาพใหม่ โชว์ผ่าน facebook ยืนข้างธงชาติมอนเตเนโกร

ที่มา มติชน


ทักษิณ ชินวัตร โพสต์รูปใหม่ ขึ้น Facebook

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
เมื่อเวลาประมาณ 11.00 น. วันที่ 28 เมษายน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้โพสต์รูปใหม่
ขึ้นที่ เว็บ Facebook อีกครั้ง หลังจากที่ วันที่ 25 เมษายน ได้โพสต์มาครั้งหนึ่งแล้ว และถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า
มีการตกแต่งภาพใหม่ ไม่ใช้ภาพจริง ที่อ้างว่าไปถ่ายภาพในประเทศต่างๆ


โดยภาพที่ใช้ในวันนี้ เป็นภาพ ใส่ชุดสูท ผูกเนคไทลายสีน้ำเงิน ยืนอยู่ข้างธงชาติ ประเทศมอนเตเนโกร
โดยระบุว่า ถ่ายวันที่ 26 เม.ย. 2553

ตำรวจทหารเกียร์ว่างต่างชาติกดดัน รัฐบาลหุ่นระบอบอำมาตย์ง่อนแง่น นปช.เปิดฉากรุกทั่วประเทศ

ที่มา Thai E-News




ขอพื้นที่คืนอีกแล้ว-ทหารผ้าผูกคอสีฟ้าใช้ปืนจ่อหนุ่มสาวคู่หนึ่งที่ไปชุมนุมขัดขวางไม่ให้กำลังเจ้าหน้าที่เข้ามาปราบปรามผู้ชุมนุมในกรุงเทพฯ บริเวณจังหวัดปทุมธานี และใช้เท้ากระทืบทั้งที่ยอมจำนนแล้ว ส่วนหญิงสาวที่ไปด้วยก้มหน้าด้วยความอดสูใจ ทำให้วันนี้ทางนปช.ได้ยกขบวนไปให้กำลังใจชาวปทุมธานี

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2553

รัฐบาลระบอบหุ่นเชิดอำมาตย์ทำชั่วปราบประชาชนไม่ถนัด อำนาจรัฐง่อนแง่นตำรวจทหารเพิกเฉยต่างเข้าเกียร์ว่างไม่ยอมลุยปราบค้ำบัลลังก์เลือด ผู้นำนานาชาติกดดันหนักส่งSMSตอนตีสี่ปรามอภิสิทธิ์ห้ามฆ่าผู้ชุมนุม UNส่งสัญญาณจะเข้าแทรกแซง ส่วนองค์กรนิรโทษกรรมสากลจี้โอบาม่าเร่งส่งทูตพิเศษสังเกตการณ์แล้ว


นปช.ได้น้ำUNและนานาชาติกดดันรัฐบาลเลิกฆ่าม็อบ

นายแพทย์เหวง โตจิราการ แกนนำนปช.แถลงช่วงสายวันนี้ว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์กำลังเผชิญแรงกดดันจากทั่วโลก ทั้งเลขาธิการสหประชาชาติ ประชาคมอาเซียน รวมทั้งสื่อต่างประเทศคือ เดอะ ไทม์ส ต่างแสดงความวิตกกังวลจะเกิดสงครามกลางเมืองในไทย และเรียกร้องไม่ให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม สะท้อนถึงการหมดความชอบธรรมแล้ว รวมไปถึงการที่กองทัพ และตำรวจต่างก็เพิกเฉยที่จะใช้กำลังสลายการชุมนุม แสดงถึงอำนาจรัฐของรัฐบาลที่ไม่สามารถบริหารประเทศได้อีกต่อไป

วันนี้นปช.ได้ยกขบวนไปที่ตลาดไทเพื่อให้กำลังใจผู้ชุมนุมที่โดนทหารใช้กำลังสลายการชุมนุมในวันก่อน และประกาศรุกใหญ่ทั่วประเทศ โดยใช้ขอนแก่นโมเดล ส่วนในกรุงเทพฯมีการดาวกระจายไปยังที่ต่างๆ รวมทั้งเมื่อคืนยังมีผู้ชุมนุมเข้ามาสมทบอีกมากกว่า 10 คันรถบัส

ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ยอมรับว่าการต่อต้านรัฐบาลไม่ได้มีเฉพาะที่ราชประสงค์ แต่กระจายไปทั่วประเทศ

"มาร์ค"อ่อนใจตร.เกียร์ว่าง โดนผู้นำต่างประเทศปลุกตอนตี4ห้ามฆ่าม็อบ

มติชน รายงานว่า เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 27 เมษายน มีการประชุมส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอภิสิทธิ์ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเมืองให้ที่ประชุม ส.ส.ได้รับทราบ ว่า "ทั้งนี้ ที่เราเอากำลังไปโอบล้อมสถานที่การชุมนุม มันก็ประกาศบนเวทีว่าเราจะไปสลาย จนสับสน ทำให้ผู้นำหลายประเทศก็ส่งเอสเอ็มเอสมาหาผมตอนตี 4 ว่าเราจะสลายการชุมนุมหรอ ไม่ใช่ว่าผมไม่หงุดหงิด เมื่อวาน (26 เม.ย.) ที่ไปปิดล้อมบ้านผม ตำรวจที่ดูแลก็อธิบายได้ทุกเรื่อง ถามว่าทำไมไม่จับ ก็อธิบายกับผมว่าถ้าจับ พวกนั้นอาจจะเผาบ้านผม สภาพก็เป็นแบบนี้แหละครับ ผมเห็นแบบนี้แล้วอ่อนใจ อธิบายได้ทุกเรื่องจริงๆ แต่ไม่ทำอะไรเลย และที่บอกให้ผมปลดคนนั้นคนนี้ อยากให้เข้าใจว่ามันยาก เพราะเดี๋ยวจะยุ่งไปกันใหญ่ ดังนั้น ทางที่ดีเราต้องระมัดระวังเหมือนที่เคยทำ จึงจะช่วยให้เราอยู่ได้ถึงวันนี้" แหล่งข่าวอ้างคำพูดของนายอภิสิทธิ์ที่กล่าวอย่างมีอารมณ์

"กษิต"เผยถูกองค์กรระหว่างประเทศกดดันหนักทั้งเลขาUN-ชาติอาเซียนจะเข้าแทรกแซง

จากนั้นที่ประชุมได้เปิดให้ส.ส.ได้แสดงความเห็นกันอย่างกว้างขวาง โดยมีตอนหนึ่ง นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี ได้กล่าวต่อที่ประชุมว่า มีชาวบ้านในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ฝากมาบอกให้นายกรัฐมนตรีกลับไปทำงานในทำเนียบรัฐบาล เพราะถือเป็นสัญลักษณ์แห่งอำนาจรัฐ และยังบอกว่าเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ดำเนินการกับผู้ชุมนุมให้เด็ดขาด "หากนายกฯทำไม่ได้ก็ให้ลาออกเพื่อให้คนอื่นเข้ามาทำหน้าที่แทน" ซึ่งนายกฯรับฟังด้วยสีหน้าเป็นปกติพร้อมกับชี้แจงว่า การรับทราบข่าวสารของประชาชนไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกับข่าวสารที่รัฐมีอยู่ ตนพร้อมที่จะกลับมายังทำเนียบรัฐบาล แต่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เห็นว่าไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะต้องมีการแบ่งกำลังมาดูแลรักษาความปลอดภัย

นอกจากนี้ นายกษิต ยังได้กล่าวต่อที่ประชุม ส.ส.ของพรรคด้วยท่าที่เป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองของไทยว่า กำลังถูกกดดันและอาจเข้าข่ายการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทยจากองค์กรระหว่างประเทศ เช่น สหประชาชาติ ซึ่งรับข้อมูลการร้องเรียนจากฝ่ายต่างๆ ในประเทศไทย ได้แสดงความไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาล เพราะเห็นว่าไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ ซึ่งนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แสดงความเป็นห่วงดังกล่าวมา ขณะที่ติมอร์เลสเตอร์ประสงค์จะส่งเจ้าหน้าที่มาสังเกตการณ์ในประเทศไทยในระหว่างนี้ แต่กระทรวงการต่างประเทศได้ตอบปฏิเสธไป ซึ่งที่ประชุมเห็นว่า หากปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ จะไม่เป็นผลดีต่อประเทศไทย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลจี้โอบาม่าแทรกแซงวิกฤตไทย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าส่งทูตพิเศษมายังประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้ง ชี้ไทยเป็นมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐฯ โอบาม่าไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดู

(วอชิงตัน ดีซี) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที.คุมาร์ ผู้อำนวยการนานาชาติขององค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์จากกรณีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

"จากการที่ผู้ชุมนุม 'เสื้อแดง' กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังคงชุมนุมโดยเผชิญหน้ากับทหาร องค์กรนิรโทษกรรมสากลประจำสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ส่งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ไปในประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้งโดยทันที"

"ประเทศไทยเป็นหนึ่งในมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโอบาม่า ไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดูในสถานการณ์ที่บอบบางเช่นนี้"

"องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโอบาม่ามีหลักประกันว่ากองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธและกระสุนของสหรัฐฯ ในการปราบปรามผู้ชุมนุมซึ่งชุมนุมกันอย่างสงบ และขอเรียกร้องให้แกนนำบอกกับผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง"

แกนนำเสื้อแดงเคลื่อนขบวนไปตลาดไทวันนี้ ร้องรัฐหยุดโกหกและใส่ร้ายป้ายสี

ที่มา Thai E-News




โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
28 เมษายน 2553

เมื่อเวลา 10.10 น. นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ แกนนำกลุ่มนปช.แจ้งว่า จะมีชุดปฏิบัติการจำนวน 1 ชุด ออกทำหน้าที่ประชาสัมพันธ์ โดยมีขวัญชัย ไพรพนา เป็นแกนนำ โดยมีรถปิ๊กอัพ และขบวนรถมอเตอร์ไซต์อาสา ออกเดินขบวนเริ่มต้นที่ถนนพระรามสี่ ตัดเข้าวิภาวดีรังสิต แล้วไปถึงตลาดไท

ณัฐวุฒิ แจ้งว่า การกระทำที่มีต่อประชาชนบริเวณวัดพระธรรมกาย ทั้งปืนตี ตีนเหยียบ ยิงปืนขู่ เป็นสิ่งที่ประชาชนรับไม่ได้ และการเดินขบวนวันนี้ไปที่บริเวณตลาดไทจะเป็นการไปเพื่อให้กำลังใจชุมชนชาวตลาดไท เมื่อแล้วเสร็จแล้วก็จะตีรถกลับมาที่ชุมนุมราชประสงค์ต่อไป



นายณัฐวุฒิชี้แจงเรื่องที่ 2 โดยอ้างถึงเหตุการณ์ที่พันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด แถลงว่ารัฐบาลพร้อมแล้วที่จะใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม โดยกล่าวว่าคนเสื้อแดงพร้อมที่จะสู้ตั้งนานแล้ว พร้อมจะสู้จนตัวตายนับตั้งแต่การส่งกำลังมายิงคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 10 เมษายน แล้ว

ณัฐวุฒิ แจ้งว่า ขอให้ทางศอฉ.แจ้งนัดวันและเวลาในการสลายมา เพื่อให้คนที่ไม่เกี่ยวข้องหลีกออกไป และแจ้งว่าคนไร้สี(คนเสื้อแดง) จะตั้งมั่นปักหลักอยู่ที่แยกราชประสงค์ "ผมเรียนนะครับว่า ศึกนี้มันไม่มีใครชนะ เราพร้อมที่จะไม่เป็นผู้ชนะ แต่รัฐบาลพร้อมที่จะเป็นผู้ไม่ชนะหรือไม่"

"สิ่งที่นายอภิสิทธิ์กำลังจะทำ เป็นการหลีกเลี่ยงข้อหาฆาตกร และหลีกเลี่ยงข้อหาทรราชย์ การกระทำในครั้งนี้เป็นการฆ่าปิดปาก"

นายณัฐวุฒิ ชี้แจงเรื่องที่ 3 ว่าการออกมาให้ข่าวของศอฉ.ว่ามีขบวนการล้มเจ้า โดยมีรายชื่อจำนวนกว่า 30 รายชื่อ ว่า "นปช.แดงทั้งแผ่นดิน เรียกร้องประชาธิปไตยอันมีประมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งเป็นจุดยืนที่มีมานานแล้ว"

นายแพทย์เหวง โตจิราการ ชี้ว่า ขณะนี้ทางเลือกเหลืออยู่แค่สองทางเลือก คือการเลือกสันติภาพ หรือสงคราม ซึ่งนายอภิสิทธิ์ได้เลือกไปแล้วคือสงคราม โดยมีการระดมทหารกว่าสามสี่หมื่นนาย มีการใส่ร้ายป้ายสีว่าเป็นผู้ก่อการร้ายหรือเป็นขบวนการล้มเจ้า มีการปิดสื่อทั้งหมดของกลุ่มคนเสื้อแดง และการจัดตั้งมวลชนหรือกลุ่มคนหลากสีเพื่อมาชนกับมวลชนคนเสื้อแดง

"แต่สัจธรรมของโลกบอกมาอย่างยาวนานแล้วนั้น ถ้ารัฐบาลยัดเยียดสงครามให้ ประชาชนจะออกมาสู้รบปรบมือทันที และท้ายที่สุดประชาชนจะชนะ"

"ความขัดแย้งที่มีขึ้นในวันนี้ได้ถูกยกระดับเข้าสู่ระดับประเทศแล้ว โดยมีการโทรศัพท์มาจากเลขาธิการสหประชาชาติมายังนายกษิต เพื่อแสดงความห่วงใย และยังมีการออกมาให้ความเห็นของอาเซียนผ่านประเทศอินโดนีเซีย และเสนอตัวออกมาใกล่เกลี่ย"

"นอกจากนี้นิตยสารชั้นนำของโลก คือไทมส์ ตีพิมพ์วันที่ 27 เมษายน มีเนื้อหาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ รับข้อเสนอเสื้อแดง ให้ยุบสภาและจัดการเลือกตั้งภายใน 3 เดือน เพื่อหลีกเลี่ยงการนองเลือด และสงครามการเมือง เพราะข้อเสนอดังกล่าวเป็นเหตุเป็นผลและเป็นทางเลือกดีกว่าการสลายการชุมนุม"

"ขอเรียกร้องให้ทางรัฐบาลล้มเลิกการใส่ร้ายป้ายสีกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งเรื่องขบวนการล้มเจ้า การก่อการร้ายในทันที"

นายแพทย์เหวงยังได้แจ้งอีกว่า ทีวีทุกเครื่องสามารถจูนรับฟังพีเพิ้ลแชนเนิ้ลได้ทุกเครื่อง โดยการจูนไปรับคลื่นช่วง UHF (อนึ่งรับได้เฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และรัศมีการทำการยังอยู่ในช่วง 15-20 กม.เท่านั้น)

บท.บก.ไทม์ออนไลน์: การเลือกตั้งใหม่จะช่วยไทยรอดพ้นจากการเมืองแบบชุมนุมนิยมและสงครามกลางเมือง

ที่มา Thai E-News


ที่มา Red Mist : Speedy democratic elections could rescue Thailand from mob politics and civil war, Times Online
แปลและเรียบเรียง
ประชาไท
28 เมษายน 2553

บทบรรณาธิการของไทม์ออนไลน์กับข้อเสนอต่อสถานการณ์การเมืองไทย "เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือทหารควรอยู่แต่ในค่ายทหาร และควรรับรู้ตัวเองด้วยว่าในการพยายาม 'สมานแผล' ให้ประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วของพวกเขานั้น ยิ่งจะทำให้แผลมันเปิดกว้างขึ้น และเน่าเปื่อยเป็นหนอง"

เมื่อวันที่ 26 เม.ย. เว็บไซต์ Times Online ที่มีสำนักงานในอังกฤษมีบทบรรณาธิการเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงในชื่อ "หมอกแดง : การจัดเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยโดยด่วนจะช่วยให้ไทยพ้นจากการเมืองแบบชุมนุมนิยมและสงครามกลางเมือง" (Red
Mist : Speedy democratic electionscould rescueThailand from mob politics and civil war) โดยมีเนื้อหาเสนอให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ยอมรับข้อเสนอของคนเสื้อแดง เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ความขัดแย้งบานปลายจนอาจกลายเป็นสงครามกลาง เมืองจนส่งผลกระทบไปยังประเทศอื่นนอกจากไทยเองด้วย บทบรรณาธิการฉบับเต็มมีดังนี้


หมอกแดง : การจัดเลือกตั้งตามกระบวนการประชาธิปไตยโดยด่วนจะช่วยประเทศไทย พ้นจากการชุมนุมบนท้องถนนและสงครามกลางเมืองได้

วิกฤติการเมืองไทยดำเนินมาเป็นเวลายาวนานแล้ว จากการผลัดกันมาชุมนุมของทั้งสอง ฝ่ายและการต่อสู้กันบนท้องถนน และชวนให้แต่ละคนอยากจะสลัดเรื่องนี้ออกจากหัวเพื่อไปคิดถึงเรื่องอื่นเหลือเกินนี้เป็นความคิดที่ผิดมาก เพราะความเจ็บปวดของประเทศไทยมีอำนาจมากพอจะทำให้ประเทศอื่นๆ ที่อยู่ห่างจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ปวดหัวไปกับมันได้ และยังทำให้เกิดความไร้เสถียรภาพในภาคพื้นหนึ่งของโลกที่มีความสำคัญในเชิงยุทธศาสตร์มาก

เรื่องในไทยส่งผลแน่นอนและไม่ใช่แค่เพราะว่ามีนักท่องเที่ยวชาวอังกฤษกว่า 800,000 ราย เดินทางไปเที่ยวแถบชายทะเลทุกปีๆ เท่านั้น ตั้งแต่สงครามเวียตนามมาแล้วที่ไทยพื้นที่ซึ่งมีเสถียรภาพ ท่ามกลางเพื่อนบ้านที่พึ่งพาอะไรไม่ได้ หากประเทศไทยดิ่งลงสู่สภาพสงครามกลางเมืองอย่างที่คนไทยหลายคนกลัวแล้ว ผลที่ตามมาคือหายนะ การลักลอบตัดไม้ที่มากขึ้น มีเฮโรอีนจากพม่าเพิ่มมากขึ้นตาม ท้องถนนของยุโรป กลายเป็นที่ซ่องสุมของกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้นซึ่งเป็นพวกเดียวกับที่ก่อโศกนาฎกรรมในบาหลี และมุมไบ

วิกฤติการณ์ในปัจจุบันแสงให้เห็นถึงบทเรียนที่ไทยควรจะเรียนรู้มัน มาตั้งนานแล้ว คือผลลัพธ์จากการรัฐประหารโดยกองทัพที่คาดเดาไม่ได้ และกลายเป็นการทำลายตนเอง สี่ปีที่แล้วประเทศไทยมีนายกฯ คือ ทักษิณ ชินวัตร ผู้เป็นเศรษฐีนักประชานิยม ซึ่งได้รับเลือกตั้งซ้ำเป็นครั้งที่สอง เขากลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความขัดแย้งที่ฝักรากลึก มีคนจนในชนบทรักเขาและกลุ่มชนชั้นนำในประเทศเกลียดเขา ทักษิณถูกขับออกจากตำแหน่งโดยอำนาจกองทัพ หลังจากที่มีการประท้วงของเสื้อเหลือง เหล่านายทหารระดับสูงให้สัญญาที่จะปฏิรูปรัฐธรรมนูญ คืนอำนาจอธิปไตยให้แก่ประชาชน และสร้างประเทศไทยขึ้นมาใหม่ด้วยสำนึกความสมานฉันท์ในชาติ

พวกเขาทำตามที่สัญญาไว้ในเรื่องแรก แต่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิงกับเรื่องที่สองและสาม ความไร้ระเบียบที่ทำให้เกิดรัฐประหารตามมานั้นยังน้อยนิดเมื่อเทียบกับอนาธิปไตยที่ยึดกุมพื้นที่ใจกลางกรุงเทพฯ อยู่ในตอนนี้ นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบันอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ดูเป็นผู้นำในความหวังของหลายคน คือเป็นคนมีเสน่ห์, มีการศึกษา และดูมีความเป็นสากลนิยม (เขาถือกำเนิดและเรียนในอังกฤษ) แต่มีความจริงข้อหนึ่งง่ายๆ ที่บ่อนเซาะเขามาตั้งแต่แรกคือ พรรคการเมืองของเขาแพ้การเลือกตั้งทุกครั้งตั้งแต่เขาเป็นหัวหน้าพรรค และเข้าสู่อำนาจจากผลของการใช้กำลังทหารเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดจนทำให้ผู้ชุมนุมเสื้อแดงออกมา แต่เสื้อแดงก็ยังแสดงความอดกลั้นได้น่าชื่นชม แม้อภิสิทธิ์จะไม่แสดงความเคารพในหลักการประชาธิปไตยเลยก็ตาม ในที่นี้มีคนที่อยู่ในเมืองและชนชั้นกลางไทยจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย พวกเขาไม่ได้รักทักษิณแต่ก็รู้สึกว่าวิธีการที่โค่นล้มเขานั้นไม่อาจเป็นที่ยอมรับได้ ความวิตกนี้เริ่มแปลงเป็นความโกรธหลังจากที่หลายคืนก่อน มีคนเสียชีวิต 25 ราย จากการที่ทหารพยายามสลายการชุมนุมด้วยความทุลักทุเล

และมันจะยิ่งเพิ่มขึ้นมากกว่านี้ อาจจะเลวร้ายกว่านี้ด้วยซ้ำ หากรัฐบาลเลือกที่จะสลายฐานที่มั่นของเสื้อแดงด้วยกำลัง การแก้ปัญหาตามหลักการเมืองเป็นเพียงหนทางเดียวที่ยอมรับได้ และจะทำให้เกิดการประนีประนอมจากทั้งสองฝ่าย โดยนายอภิสิทธิ์จะต้องยอมรับข้อเสนอของเสื้อแดงที่จะให้มีการเลือกตั้งใหม่ภายใน 3 เดือน ซึ่งถือเป็นข้อเสนอที่มีเหตุผลที่เขาปฏิเสธแล้วผ่านสื่อทั่วประเทศ เขาควรจะรับรู้ว่าตัวเขาเองก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาและลงจากอำนาจเสียในทันที ไม่ใช่การถูกขับไล่เช่นที่เสื้อแดงต้องการ แต่เป็นการสละตำแหน่งเพื่อต่อสู้อย่างยุติธรรมในคูหาเลือกตั้ง

ที่สำคัญกว่าคือ ทุกๆ ฝ่ายควรตกลงร่วมกันว่านี่จะถือเป็นการจบสิ้นแห่งยุคของการชุมนุมทางการเมืองของไทย ทั้งฝ่ายเหลืองและฝ่ายแดง ควรตกลงร่วมกันว่าจะเคารพในผลของการเลือกตั้ง และไม่ใช้วิธีการชุมนุมประท้วงที่ละเมิดต่อกฏหมายอีก เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมดคือทหารควรอยู่แต่ในค่ายทหาร และควรรับรู้ตัวเองด้วยว่าในการพยายาม 'สมานแผล' ให้ประเทศไทยเมื่อ 4 ปีที่แล้วของพวกเขานั้น ยิ่งจะทำให้แผลมันเปิดกว้างขึ้น และเน่าเปื่อยเป็นหนอง

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ: กำลังแต่งภาพละครแขวนคอ"

ที่มา Thai E-News


โดย สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล
ที่มา
ประชาไท
28 เมษายน
2553

นักคิดที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งเคยกล่าวว่า ประวัติศาสตร์จะเกิดขึ้น 2 ครั้ง ครั้งแรกในลักษณะโศกนาฏกรรม (tragedy) ครั้งที่สอง ในลักษณะ ตลกชวนสมเพช (farce)

เมื่อ 34 ปีก่อน ขณะที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล โดยมี มรว.เสนีย์ ปราโมช เป็นนายกรัฐมนตรี และมี ชวน หลีกภัย ฮีโร่ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นกำลังสำคัญคนหนึ่งของรัฐบาล กลุ่มปฏิกิริยาขวาจัดได้ร่วมมือกันสร้างสถานการณ์ปลุกระดม ด้วยการนำภาพถ่ายการแสดงละครของนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อประท้วงเหตุการณ์ที่มีช่่างไฟฟ้านครปฐม 2 คน ที่กำลังร่วมกับขบวนการนักศึกษาขณะนั้นรณรงค์ต่อต้านการกลับมาของทรราชถนอม เพื่อฟื้นเผด็จการ ถูกแขวนคอตายอย่างสยดสยอง มาโฆษณาว่า นักศึกษากำลังกระทำการดูหมิ่นองค์รัชทายาท

อาศัยข้ออ้างนี้ อันธพาลการเมืองและกำลังตำราจ ตชด. ได้บุกโจมตีเข้าไปธรรมศาสตร์ ในเช้าตรู่ของวันที่ 6 ตุลาคม

สิ่งที่ตามมาคือ การฆ่าหมู่กลางเมืองที่ป่าเถื่อนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

หลังเหตุการณ์นั้น ชวน หลีกภัย เอง กับเพื่อน "ปีกซ้าย" ประชาธิปัตย์ อย่างสุรินทร์ มาศดิษถ์ บิดาของคุณหญิงสุพัตรา ต้องหลีกหนีภัยการเมืองขวาจัดกลับไปบ้านเกิดทางใต้ คุณสุรินทร์ต้องหนีไปบวช ขณะที่ ชวน หันไปจับปากกา เขียนสารคดีชุด "เย็นลมป่า" เพื่อเตือนให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า ผลจากการปราบปรามครั้งนั้น ได้ผลักดันให้คนดีๆจำนวนมาก ไม่มีทางเลือกทางอื่น นอกจากเข้าป่าจับปืนขึ้นสู้

34 ปีผ่านไป โดยการคอยยุเชียร์ของชวน หลีกภัย ที่ตอนนี้ สวมวิญญาณเหยี่ยวการเมืองกระหายเลือดเสียเอง รัฐบาลประชาธิปัตย์ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังดำเนินการสร้างภาพ "ละครแขวนคอ" ชุดใหม่ เพื่อเตรียมใช้กำลังติดอาวุธเข้าปราบผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์

"ภาพละครแขวนคอ" ของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ครั้งนี้ แม้หน้าตาภายนอกจะต่างออกไปจาก "ภาพละครแขวนคอ" ครั้งก่อน แต่เนื้อหาไม่ต่างกัน คือ ออกมาในรูปของ "แผนภูมิ" ของสิ่งที่รัฐบาลอภิสิทธิ์เรียกว่า "เครือข่ายล้มเจ้า" ที่เผยแพร่โดย ศอฉ. เมื่อวันที่ 26 เมษายนที่ผ่านมา

ที่ไม่ต่างกันเลยคือ การใช้ข้อหาว่า มีการล่วงละเมิดสถาบันกษัตริย์เกิดขึ้น โดยที่ข้อหานั้น ไม่เป็นความจริงเลย (เช่นเดียวกับที่ ไม่เคยมีการเล่นละครแขวนคอหุ่นหรือคนที่แต่งหน้าเป็นองค์รัชทายาท ในสมัยนั้น ในปัจจุบัน ก็ไม่มี "เครือข่าย" เพื่อการ "ล้มเจ้า" แต่อย่างใด)

และจุดมุ่งหมายของ "ภาพละครแขวนคอ" ครั้งนี้ ก็เหมือนกันกับครั้งก่อน คือ เพื่อปูทาง เป็นข้ออ้างสำหรับการฆ่ากลางเมือง

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โชคดีที่โตไม่ทัน เมื่อมีเหตุการณ์ 6 ตุลา จึงไม่ต้องผ่านประสบการณ์ที่มีลักษณะ "บาดแผลร่วม" (collective trauma) ของสังคมไทย ที่เจ็บปวดและร้าวลึกอย่างไม่อาจบรรยายได้ ที่เป็นผลตามมาจากเหตุการณ์นั้น

เสียดายที่ ชวน หลีกภัย ครูการเมืองของอภิสิทธิ์เอง ได้เสียสติ เสียความจำไปเสียแล้ว

อย่างไรก็ตาม ผมหวังอย่างยิ่งว่า วินาทีนี้ ยังไม่สายเกินไป ที่ อภิสิทธิ์ จะตั้งสติ คิดถึงผลที่จะตามมา ของสิ่งที่เขากำลังตระเตรียมทำอยู่นี้

อันที่จริง ถ้าเพียงแต่ผมเป็นหนึ่งใน "เครือข่ายล้มเจ้า" จริง และถ้าเพียงแต่ผมจะต้องการอำนาจอย่างไม่คำนึงถึงอะไรทั้งสิ้นในลักษณะเดียวกับที่อภิสิทธิ์กำลังหวงอำนาจของตัวเอง, ผมควรยุเสียด้วยซ้ำว่า Bring It On "เอาเลยครับ" รีบทำขั้นตอนต่อไป หลังจากแต่งภาพ "ละครแขวนคอ" (เผยแพร่ "แผนภูมิเครือข่ายล้มเจ้า") ไปแล้ว แบบเดียวกับที่พวกขวาจัด ทำต่อไปหลังโฆษณาภาพ "ละครแขวนคอ" ของพวกเขาเมื่อ 34 ปีก่อน

เพราะผมเชื่อแน่นอนว่า ถ้าอภิสิทธิ์ทำเช่นนั้น ไม่เพียงแต่ผู้คนจะตายเป็นเบือ แต่สิ่งที่จะตามมา จะเป็นการเริ่มต้นของจุดจบ ไม่เพียงของอภิสิทธิ์เอง แต่ของ "เครือข่าย" จริงๆ ที่หนุนหลังอภิสิทธิ์ตอนนี้ด้วย

องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ เรียกร้องโอบาม่าส่งทูตเยือนไทย ระงับความขัดแย้ง

ที่มา Thai E-News


ที่มา AI USA urges Obama to send special envoy to Thailand, Amnesty International USA
27-04-2010
แปลไทย
ประชาไท

องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐอเมริกาเรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่าส่งทูตพิเศษมายังประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้ง ชี้ไทยเป็นมิตรที่แน่นแฟ้นของสหรัฐฯ โอบาม่าไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดู

(วอชิงตัน ดีซี) เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที.คุมาร์ ผู้อำนวยการนานาชาติขององค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ ได้ออกแถลงการณ์จากกรณีการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลในประเทศไทย โดยมีรายละเอียดดังนี้

"จากการที่ผู้ชุมนุม 'เสื้อแดง' กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ยังคงชุมนุมโดยเผชิญหน้ากับทหาร องค์กรนิรโทษกรรมสากลประจำสหรัฐอเมริกา เรียกร้องให้ประธานาธิบดีบารัค โอบาม่า ส่งทูตพิเศษของสหรัฐฯ ไปในประเทศไทยเพื่อปลดชนวนความขัดแย้งโดยทันที"

"ประเทศไทยเป็นหนึ่งในมิตรที่แน่นแฟ้นที่สุดของสหรัฐฯ ประธานาธิบดีโอบาม่า ไม่สามารถทำตัวเป็นเพียงผู้เฝ้าดูในสถานการณ์ที่บอบบางเช่นนี้"

"องค์กรนิรโทษกรรมสากลของสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประธานาธิบดีโอบาม่ามีหลักประกันว่ากองทัพไทยจะไม่ใช้อาวุธและกระสุนของสหรัฐฯ ในการปราบปรามผู้ชุมนุมซึ่งชุมนุมกันอย่างสงบ และขอเรียกร้องให้แกนนำบอกกับผู้ชุมนุมไม่ให้ใช้ความรุนแรง"

Tuesday, April 27, 2010

บิ๊กจิ๋วขำถูกโยง ก่อการร้าย ประณาม'มาร์ค'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_79414

"พล.อ.ชวลิต" ขำถูกโยงเป็นขบวนการก่อการร้าย เครือข่ายล่มสถาบัน บอกไม่ฟ้องกลับ แต่ประณามคู่หู "มาร์ค-เทือก" อาชญากรโหด สั่งฆ่าคน เผยเตรียมเดินสายพบปะขบวนการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย-ชาวนา..

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. ที่พรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย แถลงกรณีถูกนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ระบุว่ามีรายชื่อในโครงข่ายขบวนการล้มล้างสถาบันว่า และเตรียมออกหมายเรียก ว่า ตอนแรกไม่ได้ให้ความสนใจ แต่เมื่อมีผู้ซักถามมาเยอะเลยอยากชี้แจง ในอดีตตนพยายามให้คำแนะนำรัฐบาลเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาบ้านเมือง โดยยึดแนวทางสันติ ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่อยู่ในป่าที่ได้รับการอุปถัมภ์โดยพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยต่อสู้กับฝ่ายรัฐบาล เกิดความสูญเสียเป็นอย่างมาก เราก็มาช่วยกันภายใต้พระบารมี ทำจนประสบผลสำเร็จ และยังได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้พี่น้องรอบประเทศ อาทิ ประเทศมาเลเซีย กัมพูชา พม่า เวียดนาม ซึ่งทั้งหมดเป็นแนวทางสันติวิธี ดังนั้นไม่มีทางที่เราจะคิดเป็นแนวทางอื่น จะไม่ให้มีการเข่นฆ่ากัน

พล.อ.ชวลิต กล่าวต่อว่า สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างพรรคเพื่อไทยกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เหมือนเดินคนละขา สองขา แต่มีแนวทางเหมือนกันคือสถาปนาระบอบประชาธิปไตยให้เกิดให้ได้ ก็เป็นสิ่งที่พรรคได้ยึดถือเป็นแนวทาง ซึ่งมองเห็นได้ชัดเจน ดังนั้นจึงหัวเราะเมื่อมีข่าวตนไปเป็นหัวหน้าขบวนการก่อการร้าย เพราะเรามีเจตนาแสวงหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างสันติ

ทั้งนี้ ได้เคยให้ข้อเสนอต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไว้ว่า 1. อยากให้นายกฯ สำนึกในความเป็นผู้นำที่ต้องมีความสนใจ และเข้าใจในจิตใจประชาชนทุกหมู่เหล่า ไม่ใช่มองฝ่ายตรงข้ามเป็นศัตรู 2. ขอให้วิเคราะห์ปัญหาของประเทศให้ดี วันนี้ไม่ใช่ปัญหารัฐธรรมนูญ ปัญหาเศรษฐกิจ แต่ปัญหาเร่งด่วนคือ ขจัดการกระทบกระทั่งกัน ที่จะเกิดในเร็ววัน เมื่อแถลงข่าวครั้งนั้นก็ได้บอกไปแล้ว หากเราจะตัดวงจรปัญหาก็ทำได้ แต่การวิเคราะห์ปัญหาของนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลไม่ทราบ ทำไมมองปัญหาอื่นสำคัญ จึงทำให้ข้อตกลงยุบสภาฯ ออกมาในเงื่อนเวลาที่แตกต่างกัน เสื้อแดงต้องการเร็วที่สุดซึ่งพรรคเพื่อไทยก็เห็นด้วย ปัจจัยเวลาสำคัญที่สุดไม่ใช่ทิ้งไว้ 9 เดือน ถ้าไม่แก้ไขปัญหาจะยุบสภาฯเพื่ออะไร เรามาพบปะเจรจาเพื่อแก้ปัญหาแผ่นดินและชาติดีกว่า

3. ได้ตำหนิ คือ การสั่งปราบปรามประชาชนโดยไม่คำนึงถึงหลักการและวิธีการ ลดความเสียหาย ค่ำมืดยังใช้กำลัง ตนทราบว่ากองทัพหรือตำรวจไม่ต้องการใช้กำลังปราบปรามแม้แต่น้อย แต่เป็นการสั่งการโดยนายกฯ และรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ทำให้เกิดความเสียหาย

“จากวันนั้นถึงวันนี้ คุณอภิสิทธิ์ คุณสุเทพ เป็นอาชญากร มีจิตใจโหดเหี้ยมเหลือเกิน ไม่เคยปรากฏว่าข้อขัดแย้งจะสร้างความเสียหายเหมือนครั้งนี้ ขอประณามว่าท่านเป็นอาชญากร ที่สั่งฆ่าพี่น้องประชาชน และประชาชนทุกคนโดยเฉพาะญาติมิตร ขอบอกว่าเขาจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ท่านได้รับผลจากการสั่งการที่ร้ายกาจที่สุด แย่ที่สุด เลวร้ายที่สุด" พล.อ.ชวลิต กล่าว

ประธานพรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า การที่จะปกครองประเทศนี้ เป็นนายกฯ มีอำนาจหน้าที่สมบูรณ์ สามารถแก้ปัญหาได้ทำได้โดยทันทีข้ามคืน ถ้าทำไม่ได้ก็ออกไป เดี๋ยวจะทำให้ดู ขอยืนยันอีกครั้งว่าเรายังยืนยันแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี ทำทุกวิถีทางเพื่อนำความสงบสุขมาสู่บ้านเมืองของเรา

ส่วนที่ว่ารัฐบาลรวบรวมหลักฐานและนำไปโยงกับการก่อการร้าย พล.อ.ชวลิตตอบว่า วันนี้เป็นการกล่าวหา ถ้าเป็นคนที่มีความเข้าใจในปัญหา ไม่อยากใช้ว่าเป็นผู้ดี ก็จะไม่ใช้วิธีการอย่างนี้ หากแผ่นชาร์ตนั้นออกมาจริง ถือว่าน่าเศร้าใจมาก สำหรับฝ่ายการข่าวของ ศอฉ.ถือว่าสับสันมาก เมื่อถามว่าจะฟ้องร้องหรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า ไม่เคยฟ้องใครเลยในชีวิตนี้ นอกจากน้องชายที่น่ารักคนหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็ถอนฟ้อง เรื่องนี้ไม่มีประโยชน์ที่จะไปฟ้องร้อง

เมื่อถามว่า ความหวังพึ่งพระบารมียังมีอยู่หรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า "การแถลงข่าววันนี้ผมขอพระบารมีปกเกล้าฯ ที่เราถือว่าเสด็จพ่อ เป็นสถาบันที่เราเคารพเป็นสถาบันศักดิ์สิทธิ์ ยึดถือเป็นอเนกนิกรสโมสรสมมุติ ถือเป็นสถาบันที่เราเคารพ เหมือนเราไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ แต่หลังไมค์ น้องนักข่าวถามไม่อยากเข้าเฝ้าฯ หรือ ก็ตอบอยากเข้าเฝ้าฯ เป็นธรรมดา วันนี้ก็ยังยืนยันว่าอยากไปกราบพระบาทปัญหาให้ทรงทราบ ถ้าทำได้นะครับ ก็ถามอีกว่าจะติดต่อองคมนตรีคนไหน ก็บอกไม่ได้ ต้องติดต่อสำนักราชเลขาฯ ก็พูดแค่นั้น แต่ข่าวกลายเป็นว่าผมขอเข้าเฝ้าฯผ่านสื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยจะถูกต้อง แต่ก็กัดฟันอดทนไม่ยอมอธิบาย แต่จิตใจบริสุทธิ์ทุกท่านคงทราบดี"

เมื่อถามว่า วันนี้ยังคงยืนยันจะขอเข้าเฝ้าฯอยู่ใช่หรือไม่ พล.อ.ชวลิตตอบว่า "เมื่อนำความกราบบังคมทูลไปแล้ว ล่อกแล่กไม่ได้ และเห็นว่าถ้ามีพระมหากรุณาธิคุณอย่างนั้นได้จริง ความจริงเราก็ห่วงใยเสด็จพ่ออยู่มาก ท่านทรงเหนื่อย และทรงพระประชวรอยู่ พวกเรามองดูแล้วก็น้ำตาไหล ทุกคนก็เข้าใจดี หากเข้าแล้วเป็นประโยชน์ก็จะไปกราบพระบาท ถ้าไปแล้วไปรบกวนพระราชหฤทัย คงต้องละไว้ก่อน"

พล.อ.ชวลิต กล่าวด้วยว่า ในวันที่ 29 เม.ย.นี้ ขบวนการผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยทั้งประเทศ และกลุ่มชาวนาผู้ใช้แรงงาน จะไปรวมตัวที่ ร.ร.รัตนโกสินทร์ เขาขอให้ตนช่วยเหลือ ก็เป็นความจำเป็น ที่เรามีความผูกพันกันเขาไว้ใจตนและตนไว้ใจเขา เขาเชิญมาก็ต้องไป และจะต้องแลกเปลี่ยนกันว่าบ้านเมืองมีอะไรเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมายคือทำอย่างไรให้มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นไปอย่างสันติวิธี นอกจากกลุ่มพวกนี้ยังมี 16 ชนเผ่าภาคเหนือ เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ไวต่อการเมืองปกครอง เพราะเขาไม่ได้รับความเป็นธรรม เราก็ได้สัมผัส จัดตั้งสมัชชา โดยพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน แต่ไม่ได้บอกใคร แต่ควบคุมแนวคิดเขาให้อยู่ในแนวทาง เช่นเดียวกับปัญหา 3 จังหวัดใต้ที่มีปัญหา ก็เป็นเราที่ลงไปเพื่อแก้ปัญหาหวังสร้างสันติให้ได้.

สวนกระแสโลก

ที่มา เดลินิวส์


รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ หนล่าสุด หลังหยุดไป 2 สัปดาห์ นายกฯ ได้หนีบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. มานั่งประกบด้วย นัยหนึ่งเพื่อบอกว่า นายกฯยังสั่งทหารได้ อีกนัยหนึ่ง เพื่อยืนยันว่า กองทัพเห็นด้วยกับสิ่งที่นายกฯพูด เพราะหากไม่เห็นด้วย ก็คงไม่มานั่งอยู่ด้วยกันหรอก

มีเรื่องให้ตื่นเต้นเร้าใจ นั่นคือ จอมืดไป 2 ช่วง สัญญาณขาดหายไป 5-10 นาที นายกฯบอกว่า มีการยิงสัญญาณป่วน ทำให้จอดับ กำลังหาทางลงโทษคนที่ทำเรื่องนี้ คนทำ ช่างกล้านะ

หันมาดูสิ่งที่นายกฯ พูด จะว่าไม่มีอะไรใหม่ก็ได้ เป็นการมาตอกย้ำว่า การชุมนุมยกระดับไปสู่การก่อการร้ายแล้ว มีการใช้อาวุธสงคราม มีการเชื่อมโยง ต้องใช้กฎหมายจัด การเด็ดขาด และเป้าหมายสุดท้ายคือ

การคืนพื้นที่ให้ประชาชน

ซึ่ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ไปไกลแล้ว เพราะไม่ใช้คำว่า ขอพื้นที่คืน หรือคำว่า สลายการชุมนุมแล้ว แต่บอกตรง ๆ ว่า ในเวลาเหมาะสม แยกประชาชนจากผู้ก่อการร้ายได้เมื่อไหร่

จะเข้าปราบปรามเลย

ผบ.ทบ. ที่มานั่งประกบนั้น สรุป สุดท้ายว่า ทหารยังเป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว เป็นทหารของประชาชน จะปฏิบัติงานโดยไม่มีฝักใฝ่ฝ่ายใด และจะทำตามนโยบายรัฐบาลที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

ประโยคหลังอาจเอาไปตีความได้ว่า แล้วนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อพรรคตัวเอง หรือพวกตัวเอง บ้าง เพราะหลายครั้งที่ พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยัน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง และทหารจะไม่ทำร้ายประชาชนซึ่งไม่รู้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะยืนหยัดได้แค่ไหน

อย่างที่รู้ว่า เจ้าตัวโดนกดดันหนักมากให้ใช้กำลังเข้าสลายม็อบ ที่นายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งให้เป็นผู้สั่งการการใช้กำลัง ก็คือ การสร้างแรงกดดันทางหนึ่ง นั่นเอง

อีกเรื่องที่นายกฯ พูดชัด คือ ไม่รับข้อเสนอจาก นายวีระ มุสิกพงศ์ ที่ขอให้ยุบสภาใน 30 วัน โดยยืนยันว่า จะไม่ให้ใครมาสร้างบรรทัดฐานให้ทำตามด้วยการก่อการร้ายเด็ดขาด และเห็นว่า การยุบสภา ไม่ใช่ คำตอบประเทศ แต่เพื่อชิงอำนาจให้บางคนที่หวังสร้างรัฐไทยใหม่และยังต้องอยู่ทำงบประมาณฯ เพื่อคนจนต่อ

สรุปทั้งหมดคือ ไม่ออก ไม่ยุบ และ ไม่เจรจา แต่จะอยู่บริหารต่อ หากตามที่นายกฯพูด ก็คือ มีสิทธิอยู่อีก 1 ปีกับ 9 เดือน !!!

แม้จะเกิดเหตุวิปโยคไปแล้วถึง 2 ครั้ง คือเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่สี่แยกคอกวัว และ 22 เม.ย. ที่สีลม ทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย ตอนนี้ม็อบสารพัดสี กำลังเคลื่อนตัวสู่การปะทะ เสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองมาก

ทั่วโลกตอนนี้ กำลังวิตกกับประเทศไทยอย่างมาก เลขาธิการยูเอ็น บัน คี-มูน ถึงขนาดออกแถลงการณ์ว่า ห่วงใยต่อสถาน การณ์ในไทยอย่างยิ่ง และขอให้ทุกฝ่ายใช้สันติวิธีแก้ปัญหา นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้ยกระดับเป็นปัญหาของโลกไปแล้ว

ในอาเซียนเอง อินโดนีเซีย เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ และให้ คกก. จากนานาชาติเข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ออง ซาน ซูจี ซึ่ง อภิสิทธิ์ ยกย่องมาก บอกว่า รัฐบาลที่ได้มาจาก รธน. ที่ร่างโดยทหาร ไม่มีวันมีเสถียรภาพ

แต่นายกฯไทยเหมือนจะเดินสวนทางกับกระแสโลก เพราะยังยืนยัน ไม่ยุบ ไม่ออก และตอนนี้ คือ ไม่เจรจา อีกด้วย ไม่อยากให้นายกฯ ถลำลึกไปกว่านี้เลย แค่นี้ก็ถูกหาว่า มือเปื้อนเลือดแล้ว

ถ้าวันนี้ สถานการณ์ยังทรงอยู่ ไม่เกิดเหตุร้ายเพิ่ม ก็อยากภาวนาให้นายกฯ กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง และเลิกฟังคนรอบข้างไม่กี่คนที่แวดล้อมอยู่.

ดาวประกายพรึก