WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, April 28, 2010

การ์ตูน เซีย 28/04/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

ศาลแจงนิยาม ก่อการร้าย ชุมนุมไม่เกี่ยว

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_79642

รองเลขาธิการ สนง.ศาลยุติธรรมแจงชุมนุมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม ไม่ใช่ความผิดฐานก่อการร้าย แต่ต้องเป็นไปตาม ม.63 ระบุหากมีการฟ้องร้องศาลจะไม่ลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ากระทำความผิดจริง..

จากกรณีรัฐบาลระบุว่าในการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมีลักษณะเป็นการก่อการร้าย และมีการนำกองกำลังทหารออกมารักษาการณ์ตามท้องถนน จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงข้อแตกต่างระหว่างการก่อการร้าย และการชุมนุมโดยสงบ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายสราวุธ เบญจกุล รองเลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ว่า ความผิดฐานก่อการร้าย ผู้กระทำผิดต้องมีเจตนาพิเศษโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วน ให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน โดยกระทำการดังต่อไปนี้

ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายอย่างร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือโครงสร้างพื้นฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะกระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างสำคัญ การกระทำความผิดฐานก่อการร้าย มีอัตราโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 20 ปี และปรับตั้งแต่ 60,000 บาท ถึง 1,000,000 บาท

อย่างไรก็ตาม มีเหตุยกเว้นไม่เป็นความผิดฐานก่อการร้าย ถ้าเป็นการกระทำในการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรมอันเป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งต้องเป็นการใช้เสรีภาพในการชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 เท่านั้น

ต่อข้อถามว่า หากตำรวจจับกุมผู้ชุมนุมและตั้งข้อหาเป็นผู้ก่อการร้าย ศาลจะมีดุลยพินิจอย่างไร นายสราวุธ กล่าวว่า เมื่อมีการกล่าวหา และฟ้องร้องต่อศาลว่ามีการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ศาลยุติธรรมซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาดังกล่าว จะใช้ดุลพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวง ศาลจะไม่พิพากษาลงโทษจนกว่าจะแน่ใจว่ามีการกระทำความผิดจริง และจำเลยเป็นผู้กระทำความผิดนั้น เพื่อเป็นหลักประกันการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน.

ตั้งด่านสกัดแดง ปิดวิภาวดี ปะทะต่อเนื่อง

ที่มา ไทยรัฐ

"ขวัญชัย"นำทัพแดงไปตลาดไท เจอด่านทหาร-ตำรวจ สกัดปะทะวุ่นบนถนนวิภาวดี-รังสิต ขณะเดียวกันมีทหารจำนวนมากประจำการบนทางด่วนโทลล์เวย์ ปิดทางขึ้น-ลง โทลล์เวย์ ส่วน"จตุพร"ประกาศเรียกทัพแดงกลับที่ตั้งราชประสงค์แล้ว...

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.บรรยากาศการเคลื่อนขบวนของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช.ที่เตรียมเดินทางมุ่งหน้าไปยังตลาดไท นำโดยนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง โดยระหว่างการเคลื่อนขบวนได้เกิดความวุ่นวายขึ้นที่บริเวณอนุสรณ์สถาน ถนนวิภาวดีรังสิต กลุ่มผู้ชุมนุมได้เจอด่านสกัดของเจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจพร้อมโล่กระบองจำนวนมาก ตั้งสกัดเพื่อไม่ให้ผู้ชุมนุมมุ่งหน้าไปตลาดไทได้

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ผู้ชุมนุมเกิดความไม่พอใจจึงบีบแตรเป็นระยะเวลานานพร้อมส่งเสียงด่าทอ ทำให้ทหารตัดสินใจยิงกระสุนยางขึ้นฟ้าเพื่อข่มขู่ผู้ชุมนุม แต่ผู้ชุมนุมกลับตอบโต้ด้วยการยิงบั้งไฟและยิงหนังสติ๊กใส่เจ้าหน้าที่ เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยทางกลุ่ม นปช.ได้ยึดและบังคับให้รถบรรทุกและรถคอนเทนเนอร์จอดขวางถนน ทำให้การจราจรบริเวณถนนวิภาวดีรังสิต ติดขัดทั้งขาเข้าและขาออก

ขณะเดียวกันมีทหารจำนวนมากประจำการบนทางด่วนโทลล์เวย์ ปิดทางขึ้น-ลง โทลล์เวย์แล้วรวมถึงมีเฮลิคอปเตอร์บินวนสังเกตุการณ์บริเวณที่เกิดเหตุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดแกนนำราชประสงค์เรียกเสื้อแดงที่หน้าอนุสรณ์สถานดอนเมืองกลับที่ตั้งแล้ว.

หนี้แห่งชีวิต

ที่มา บางกอกทูเดย์


เป็นได้ยังไง..จากเหตุการณ์ “ขอพื้นที่คืน” จาก รัฐบาล อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา “คนบาดเจ็บ” ไม่ต้องพูดถึงว่ามีจำนวนเท่าใด..แต่ “คนตาย” เป็นเบือ!!เล่นจริง/โดนจริง/ตายจริง...ไม่มีการใช้ “แสตนด์อิน” หรือ ใช้ “หุ่น” เหมือนการแสดงหนังพระสวดศพกันจริง ท่ามกลางเสียงร้องไห้

คร่ำครวญของบรรดา ญาติของผู้เสียชีวิตจริงๆไม่มีการรับจ้างมา“ร้องไห้หน้าศพ” แบบรัฐมนตรีบางคนที่เราเคยเห็นมีการ“แห่ศพ”ให้พี่น้อง ทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร ได้รับรู้..ขบวนแห่ศพยิ่งใหญ่มหาศาล ยิ่งกว่าแห่ “โฆษณาคอนเสิร์ต” ลูกทุ่งปิดวิกตามต่างจังหวัดซะอีกแปลกแต่จริง.. “นายกฯ อภิสิทธิ์” กลับทำหน้างง-งง แกมสงสัยว่า มีอะไรเกิดขึ้นวะเนี่ย??แถมยังทำเป็น“สะดุ้ง” เมื่อรู้ว่ามี ทหารเสียชีวิตในครั้งนั้น..“ตั้งหลักสลบ”อยู่ในราบ 11 อีกห้าวันเต็มๆต่อเมื่อ “ลูกหาบ”

คิดมุกได้ จึงได้ ออกมาปรากฏตัวแถมประกาศต่อมาว่า มี “ผู้ก่อการร้าย” ที่ซ่อนตัวมากับฝูงชนของ “คนเสื้อแดง”!!ทั้งๆ ที่บรรดา “ทูต”เกือบทั่วโลกรุดไปพิสูจน์ด้วยตัวเองที่ “ราชประสงค์” จึงได้เห็นผู้ก่อการร้ายซึ่งมี อายุตั้งแต่ 1 ขวบ ถึง 90 ปี..อนิจจัง!!จากนั้น.. “อภิสิทธิ์” จึงควง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ไปโชว์ตัวในรายการ เชื่อมั่นประเทศไทย..เหมือนจะบอกว่า..ขอให้เชื่อมั่นเถอะว่า “รัฐบาล” พร้อมจะ “ยิงคนไทย” ได้ทุกเมื่อ??เรียกว่า ของเก่าจะเบี้ยวไม่

ชดใช้ พร้อมจะสร้างหนี้ชีวิตใหม่ขึ้นมาอีกจึงไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม “ออง ซาน ซูจี” สัญลักษณ์ ประชาธิปไตย ของพม่า กับ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ยึดหลัก ประชาธิปไตยเหมือนกัน64 ปี อายุของ “ออง ซาน”ที่เกิด กับ ประชาธิปัตย์ ที่เริ่มตั้งพรรคเท่ากันแต่..หลักการแห่งความเป็น “ประชาธิปไตย”ห่างกันเหมือนฟ้ากับเหว!!

ยุคดิจิตอล

ที่มา บางกอกทูเดย์


14 ตุลา 16...6 ตุลา 19...มาจนวันนี้ 28 เมษา 53การเอาชนะทางการเมืองในอดีตถึงปัจจุบัน...ดูเหมือนไม่มีอะไรแตกต่างกัน!โดยเฉพาะการ “ยัดเยียด” ข้อกล่าวหาต่างๆ นานา...และการใช้สื่อบิดเบือนข้อมูล “ความเป็นจริง” จะว่าไปแล้ว...สิ่งเหล่านี้ “ผู้มีอำนาจ” ทุกยุคทุกสมัยมีความถนัด และมักเป็นผู้สร้างสรรค์ในเชิง “ทำลาย” มากกว่าเพื่อประเทือง “สติปัญญา”เพียงแต่ผู้มีอำนาจในยุคนี้จะรู้บ้างหรือไม่ว่า...ยุคสมัยนั้นได้เปลี่ยนแปลงไปโลกทั้งใบถูกเปลี่ยนจากยุคอนาลอค ไปสู่ยุคดิจิตอล...คนทั่วโลกเปลี่ยนจากใช้ “พิมพ์ดีด” มาเป็น “คอมพิวเตอร์” ผมจะพูดว่า...นี่คือเหตุผลสำคัญที่จะทำให้ประเทศชาติบ้านเมือง

เปลี่ยนแปลงไป...หากคนไทยรู้จักคิดและตามโลกให้ทันดูได้จากความรู้เท่าทัน “เกมการเมือง” ของรัฐบาล...ซึ่งพวกเขายังคงใช้วิธีการ “เก่าคร่ำครึ” พวกเขาเปลี่ยนจากการใส่ร้ายด้วยการให้คนไปตะโกนในโรงหนัง...เป็นมาตะโกนใส่ร้ายกันทางทีวีหากวันนี้เป็นเมื่อ 30 กว่าปีก่อน...อะไรจะเกิดขึ้น?ในเมื่อกลุ่มคนเสื้อแดงถูก “ใส่ร้ายป้ายสี” ให้เป็นคนไม่รักชาติ...ไม่รักสถาบัน...ทั้งที่จุดมุ่งหมาย คือ การเรียกร้องประชาธิปไตยเต็มใบไม่ใช่การเปลี่ยนประเด็น “ใส่สีตีไข่” เป็น

เรื่องร้ายแรงตามคำใครกล่าวอ้าง!ถามว่า...การที่เรา “ถูกจับกรอกหู” ทุกวี่วัน แต่ไม่รู้สึก “คล้อยตาม” กับสิ่งที่ถูกยัดเยียดให้...แต่ยิ่งรู้สึกถึงเป้าหมายอัน “สัปดน” ของคนกลุ่มนี้นั่นเป็นเพราะอะไร?เพราะว่า...ประชาชนจำนวนไม่น้อยเปิดตาเปิดใจกลายเป็นคนในโลกยุค “ดิจิตอล” พวกเขารู้ว่าใครคือ ผู้ก่อการร้ายระดับชาติ ที่ตอกลิ่มให้แผ่นดินไทย แตกแยกเป็นเสี่ยงๆ ตัวจริงวันนี้สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปอย่าง “ถาวร” เป็นอาวุธสำคัญของประชาชนที่เรียกว่า สติ และ

ปัญญา นั่นคือ “ความรู้” ซึ่งเปรียบเป็น “ยาชูกำลัง” เพื่อให้มีแรงไว้ต่อกรกับพวกมีปืน...มีล้อรถถังให้เคลื่อนที่หยุดเถิด “ความกระเหี้ยนกระหือรือ” รุกไล่ประชาชนแบบไม่ดูตาม้าตาเรือ...เพราะมันจะกลายเป็น “คมหอกดาบ” ที่ย้อนศรกลับมาทำลายล้างตัวท่านเองเชื่อหรือไม่? ผู้มีอำนาจ “กล้ามใหญ่วางโต” บางคน...แม้แต่เครื่องคอมพิวเตอร์ยังเปิดปิดเองไม่เป็น!

“ตัวช่วย”??

ที่มา บางกอกทูเดย์


๐การเมืองไทย ไม่เหมือนใครในโลก ไม่มีใน ตำราทุกเล่มของฝรั่ง? ไม่แปลกที่ เสาหลักปักแน่นของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในยามก่อสงครามรอบตัว?? มี บัญญัติ บรรทัดฐาน นี่แหละคอยเป็น “ตัวช่วย”?? อีกไม่นาน สุเทพ เทือกสุบรรณ อาจต้องตะโกนในใจ “ทำไมมันถึงห้าวอย่างนี้วะ??......

๐ “กุหลาบพิษ” รายงานข่าวสังคม BANGKOK GOSSIP หนังสือพิมพ์รายวัน บางกอก ทูเดย์ ยึดมั่นความเป็นกลาง เสนอทุกข่าวบนความจริง ไม่อิงกระแส ในมือท่านฉบับนี้ ประจำวันพุธที่ 28 เมษายน 2553......

๐ ถึงจะพูดกันติดปาก มาร์คอภิสิทธิ์ เป็นแค่ “นายกฯ กุมาร” แต่มีคนกระซิบบอก! ลองมอง “แววตามาร์ค” ดีๆ จะเห็นความ “แข็งกร้าว” ดุดันกว่าหัวหน้าพรรคร่วมบางคนที่ทำท่า “เก่งแต่ปาก” เอาเข้าจริง ปอดแหก ไม่กล้าเผชิญหน้า.!!.....

๐ ดังไปทั้งโลกคือ “ม็อบเสื้อแดง” ฝรั่งรายงานข่าวใช้คำว่า “Bloody Shirt” น่ากลัวกว่า “เสื้อแดง” เป็นไหนๆ ?? เพราะมันแปลว่า “เสื้อสีเลือด” สามแกนนำ วีระ-ณัฐวุฒิ-จตุพร รับทราบไว้ก็ดี......

๐ แต่ที่ฝรั่งเรียกผิด คิดว่า...กรุงเทพฯ เมืองฟ้าเมืองอมร คือ angeles city ทั้งที่มันกำลังจะเป็น “เมืองนรก” เพราะกากเดนสงครามที่จ้อง ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันเอง ทุกวัน??.....

๐ ประเทศไทยวันนี้ มี “ทารกสามคน” กุมบังเหียนประเทศ พอบ้านเมืองยุ่งเหยิงได้ที่ คนที่ออกมาแสดงท่าเป็น “พระเอกขี่ม้าแกลบ” กลับกลายเป็น “กุมารกลายพันธุ์” เฒ่าวัย 78 อาบน้ำวันละ 5 ขัน โดดก๋า ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลประกาศกฎอัยการศึก เพื่อปราบเสื้อแดงให้ได้ใน 2 ชั่วโมง?? ต้องถือว่าตาเฒ่าคนนี้ “บ้าได้ที่แล้ว”!!......

๐ ไม่ต้องมาลือกันมากความ?? “กุหลาบพิษ” ยืนยันตอนนี้ ทักษิณ ชินวัตร อยู่ระหว่างเยือนมอนเตเนโกร ชาติแถบทะเลอะเดรียติค หาลู่ทางการลงทุน ในฐานะพลเมืองชาวมอนเตเนโกร ชนิดเต็มร้อย! เพราะมอนเตเนโกร ก็เป็นประเทศของ “ทักษิณ” ตอนนี้ก็ถือหนังสือเดินทางของประเทศนี้อยู่.....

๐ อดีตนายกฯไทย ยืนยันเจตนารมย์เดิม จะยืนหยัดต่อสู้ร่วมกับ “คนเสื้อแดง” เรียกร้องประชาธิปไตยและความยุติธรรมให้ได้!!......

๐ กษิต ภิรมย์!! เอ๊ย!! อย่าไปรบกวนประเทศมอนเตเนโกร ให้ส่ง ทักษิณ ชินวัตร กลับไทยเสียให้ยากเลย?? เพราะที่นั่นไม่มีสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน!! เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศต้องฉลาดกว่านี้และไม่ใช้อารมณ์ในการทำงานอย่างที่เห็น.....

๐ อนิจจา วะตะสังขารา จนบัดนี้ ยังไม่ได้เป็น ผบ.ตร.ตัวจริง เป็นได้แค่รักษาการ มานานหลายเดือนจนตอนนี้ขาดสิทธิ์-ขาดคุณสมบัติที่จะแต่งตั้ง! แต่ อนิจจา!! เพราะคำว่า “ตำรวจเกียร์ว่าง” คำเดียวแท้ๆ นายกฯ ราบ 11 ที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็คิดจะเปลี่ยนตัว “แม่ทัพตำรวจ” เสียใหม่ จาก พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ มาเป็นใครก็ไม่รู้?? ก.ตร.ก็จ้องดู ว่า “มาร์คจะเอาใคร?” ตำรวจไทยจะได้มี ผบ.ตร.ตัวจริง ตัวเป็นๆ เสียที.......

๐ “สนธิบัง” ทำเท่อีกแล้ว?? คืนก่อนออกรายการ “VOICE TV” ยืนยันกับ จอม แก้วประดับ ตอนนี้ การปฏิวัติยังไม่ถึงเวลา!! เพราะรัฐบาลยังไม่มีปัญหา......

๐ แปลไทยเป็นไทยว่า บ้านเมืองยุ่งเหยิงขนาดไหน จะไม่มีใครออกมา “ปฏิวัติ” เพราะรัฐบาลชุดนี้ คือ รากเหง้าของ “ป.ว.49” แล้ว พล.อ.สนธิ บุญยกลิน ก็พูดเหมือนจำมาจาก ผบ.ทบ. รุ่นน้อง “อนุพงษ์ เผ่าจินดา” ที่ย้ำตลอดเวลา... “การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง”!!......๐

เหตุแห่งสงคราม

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไม่มีการเจรจา..ก็แปลว่า จะใช้ แพ้ใช้ชนะในการแก้ไขปัญหา..ความขัดแย้งของการเมืองในประเทศไทยการเมืองนั้นเป็นเรื่องของการเจรจา..สงครามต่างหากเป็นเรื่องของการแพ้และชนะ แต่เมื่อนักการเมือง ทั้งสองฟากทั้งสองฝ่าย ต่างสนใจแต่จะแพ้ชนะกันด้วยสงคราม..มันก็เป็นประวัติศาสตร์ตอนเศร้าของประเทศ

ไทยเพราะสงครามเป็นเรื่องของไฟกับศพว่ากันไปแล้ว..ฝ่ายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้เปิดทางกว้างถ่างทางออกให้อย่างเต็มที่ กับข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม..เรียกร้องการยุบสภาเวลา ระหว่าง เก้าเดือนและยังต่อรองได้...น่าจะนำไปสู่การเจรจา..แต่น่าเสียดายที่ ฝ่ายผู้ชุมนุมได้ปฏิเสธการเจรจาในวาระสาม..ทางออกของวิกฤติการณ์จึงถูกปิดและนำไปสู่การสูญเสียของประชาชนและทหาร..โดยไม่จำเป็นและยิ่งเมื่อฝ่ายผู้ชุมนุม..เรียกร้องให้รัฐบาลลา

ออกในทันทีและให้ นายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกรัฐมนตรีสุเทพ เทือกสุบรรณ เดินทางไปต่างประเทศนั้นนั่นคือการยื่นคำขอในสิ่งที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้สังคมใหญ่ของคนไทยทั่วไป..จึงเริ่มสงสัย ความสงสัยนี้เป็นเรื่องอันตรายกับฝ่ายเรียกร้อง..และเป็นคุณกับฝ่ายรัฐบาล..เพราะสังคมส่วนใหญ่..เป็นพลังของเหตุและผล..เหตุผลที่ว่า...การชุมนุมเช่นนี้ จะอยู่ยั้งยืนยาวจนปราศจากวันจบไม่ได้..มันจะต้องเปลี่ยนแปลงและยุติลงไม่แบบใดก็แบบหนึ่งในวัน

หนึ่งวัดใดและจะต้องไม่นานจนเกินกว่าเหตุรัฐบาลกำลังได้เปรียบในส่วนนี้..และรัฐบาลกำลังขยายผล..และสะสมความชอบธรรมให้กับการล้อมปราบครั้งใหม่..คำว่าผู้ก่อการร้ายจึงเกิดขึ้นนับจากวันนี้..ฝ่ายตั้งรับจะกลับไปเป็นของฝ่ายผู้ชุมนุมเรียกร้อง..มวลชนเริ่มอ่อนเปลี้ย..ทันทีที่สบโอกาส..รัฐบาลจะส่งกำลังเข้าล้อมปราบ..นั่นคือวันที่สงครามได้เริ่มต้น..ประชาชนที่บาดเจ็บล้มตาย..จะทำให้การต่อสู้ด้วยเหตุและผลกลับกลาย..กรือแซะและตากใบ..สร้างสงครามใต้อย่าง

ไร..ตายและเจ็บของผู้ชุมนุม..จะสร้างสงครามใหม่..จงกลับไปสู่โต๊ะเจรจา..ในขณะที่เวลายังมีอยู่..ถอยหลังกันคนละก้าว..แล้วเราจะมองเห็นแสงสว่างที่ไม่เคยมองเห็น ผู้ชุมนุมต้องให้เวลากับรัฐบาล..รัฐบาลต้องหยุดกระเหี้ยนกระหือรือที่จะล้อมปราบ..จงกลับไปที่โต๊ะเจรจา..เพราะทันทีที่สงครามเริ่ม..ประเทศจะย่อยยับ..จงกลับไปที่เวทีแห่งการเจรจา..แพ้ชนะกันที่ผลประโยชน์ของชาติ..หรือไม่ก็พินาศลงไปด้วยกัน

แถลงการณ์‘บิ๊กจิ๋ว’ (2)

ที่มา บางกอกทูเดย์



“พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” อดีตนายกรัฐมนตรี ได้พูดค้างถึงการสร้างความเห็นถูก “สัมมาทิฐิ” ด้วยแก้ไขความคิด ให้ถูกต้อง และมีความจงรักภักดีอย่างมีวิชชา
ซึ่งวันนี้จะมาพูดกันต่อในเรื่องที่ว่า...เพื่อรักษาความมั่นคงแด่สถาบันพระมหากษัตริย์ที่ถูกต้อง และนำไปสู่ความสำเร็จของการสร้างประชาธิปไตย จะต้องทำ

กันอย่างไรโดยได้กำลังมีการพูดมาถึงในข้อที่ 3. คือ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขแห่งรัฐ ทรงใช้อำนาจผ่าน 3 ทาง คือ ทางคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และศาล ตามรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2550 มาตรา 3 ซึ่งตามธรรมชาติและข้อเท็จจริง...สถาบันใดใช้อำนาจ สถาบันนั้นอยู่ในการเมือง ดังนั้น เมื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทรงใช้อำนาจอธิปไตยผ่าน 3 ทาง ดังที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ก็แสดงว่า...พระมหากษัตริย์อยู่ในการเมือง ไม่ได้อยู่นอกการเมือง หรือไม่ได้อยู่

เหนือการเมืองแต่อย่างใดทั้งสิ้น การกล่าวว่า...สถาบันพระมหากษัตริย์อยู่นอกการเมือง หรืออยู่เหนือการเมือง หรือไม่เกี่ยวกับการเมืองนั้น...เป็นการกล่าวที่ผิดหลักวิชารัฐศาสตร์ ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ ผิดข้อเท็จจริงที่ดำรงอยู่ และการกล่าวเช่นนั้นเป็นการลิดรอนพระราชอำนาจ...ทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยไม่รู้ตัว...เพราะไม่มีประมุขประเทศใดในโลกไม่มีอำนาจของประมุข ไม่ว่าจะเป็นประเทศราชอาณาจักรหรือไม่ใช่ประเทศราชอาณาจักร...

ประเทศที่มีรูปของประเทศ (FORM OF COUNTRY) เป็นแบบราชอาณาจักร สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจในฐานะประมุขแห่งรัฐ หรือประมุขของประเทศ มีพระราชอำนาจในการทรงแต่งตั้ง ถอดถอน ประมุขทางการเมืองเช่น นายกรัฐมนตรี ประธานสภา และประธานศาลฎีกา อย่างเด็ดขาดสมบูรณ์บริบูรณ์ ถ้าประเทศใดมีรูปของประเทศเป็นแบบอื่นสถาบันที่เป็นประมุขก็จะมีอำนาจเช่นเดียวกัน....ไม่ใช่เป็นเพียงตรายาง คือ มีแค่ตำแหน่งแต่ไม่มีอำนาจ

ปัจจุบันรัฐธรรมนูญไทยยังลิดรอนพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์ ในฐานะประมุขแห่งรัฐอยู่อย่างมากมาย4. ประเทศที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้น ดีกว่าประเทศที่ มีสถาบันอื่นเป็นประมุข ดังเช่น สถานการณ์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เยอรมนี โดยการนำของ “อดอล์ฟ ฮิตเลอร์” ซึ่งเป็นทั้งนายกรัฐมนตรี และเป็นผู้นำสูงสุด หรือประธานาธิบดี...เขาได้นำเยอรมันเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 และทำสงครามจนพ่ายแพ้ต่อฝ่ายสัมพันธมิตร แต่ “อดอล์ฟ ฮิต

เลอร์” ยังไม่ยอมแพ้ จึงถูกโจมตีจนกรุงเบอร์ลินแหลกละเอียด ประชาชนล้มตายมหาศาล แม้ “นายพลรอมเมล” สิงห์ทะเลทราย จะลอบสังหารฮิตเลอร์ เพื่อยุติสงครามกลับถูกจับและสั่งให้กินยาตาย เยอรมนีพินาศย่อยยับ...ฮิตเลอร์ยิงตัวตายในห้องใต้ดิน เยอรมนีย่อยยับ...เพราะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขญี่ปุ่น...พ่ายแพ้แล้วโดยถูกทิ้งระเบิดปรมาณูที่ เมืองฮิโรชิมา และ เมืองนางาซากิ...นายกรัฐมนตรี “จอมพลโตโจ” ไม่ยอมแพ้จะสู้ต่อ ซึ่งทำให้ญี่ปุ่นถูกระเบิด

ปรมาณูจนจมหายไปในมหาสมุทรแปซิฟิก คนญี่ปุ่นล้มตายมหาศาล แต่ “สมเด็จพระจักรพรรดิ” แห่งญี่ปุ่น ทรงมีพระบรมราชโองการปลด “นายพลโตโจ” แล้วทรงตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่แทน สงครามโลกครั้งที่ 2 จึงยุติลง...ญี่ปุ่นจึงยังไม่พังพินาศ ย่อยยับ เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอิตาลี...ก็แพ้แล้วเช่นกัน “มุสโสลินี” นายกรัฐมนตรีจะไม่ยอมแพ้...จึงถูกปลดโดย “พระเจ้า วิคเตอร์ เอ็มมานูเอล” และทรงตั้งนายพลทหารเรือคนหนึ่งเป็นนายกฯ ครั้งนั้น

จึงสามารถยุติสงครามโลกลงได้...อิตาลีไม่ย่อยยับเพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์ประเทศไทย...เพราะมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุขจึงสามารถรักษาเอกราชและชาติบ้านเมืองให้รอดพ้นมาได้จนถึงทุกวันนี้ ทั้งจากภัยลัทธิล่าอาณานิคม ลัทธิคอมมิวนิสต์ และภัยทุกชนิด โดยเฉพาะสงครามโลกครั้งที่ 1 และครั้งที่ 2ดังนั้น เราจึงต้องพิทักษ์และเทิดทูน “สถาบันพระมหากษัตริย์” ไว้เป็นประมุขของประเทศไทยตลอดไป และต้องทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ มีพระ

ราชอำนาจอย่างสมบูรณ์ ตามหลักวิชาการเมืองการปกครองที่ถูกต้อง5. สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยในฐานะประมุขแห่งรัฐ...มีคุณูปการต่อประชาชนอย่างยิ่ง คือ เพราะประเทศไทยมีการปกครองระบอบเผด็จการ ไม่ว่าจะเป็นเผด็จการรัฐสภา หรือเผด็จการรัฐประหาร เป็นธรรมดาที่เมื่อฝ่ายใดได้อำนาจ...ก็จะเผด็จการอย่างเต็มที่ ซึ่งจะก่อความเดือดร้อน และความเสียหายต่อประเทศชาติ แต่พระมหากษัตริย์ทรงคานและคัดค้านการใช้อำนาจเผด็จการ ให้ลดความรุนแรงเลว

ร้ายน้อยลง เช่น ทรงยุติวิกฤติชาติ ยุติการฆ่าฟันประชาชน ในเหตุการณ์ 14 ตุลาฯ และพฤษภาทมิฬ นี่เป็นการเมืองที่ถูกต้องใช่หรือไม่6. สถาบันพระมหากษัตริย์ทรงเป็นสถาบันแห่งความยุติธรรมทางการเมือง...จึงทรงสามารถยุติความแตกแยก ขัดแย้ง ฆ่าฟันกันทางการเมือง ในขณะที่ไม่มีสถาบันใดจะยุติสถานการณ์ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่ว่าสถาบันกองทัพ สถาบันรัฐบาล และสถาบันรัฐสภา ดังเช่นเหตุการณ์ 14 ตุลา และพฤษภาทมิฬโดยเฉพาะในเหตุการณ์พฤษ

ภาทมิฬ...ทรงแสดงความเป็นสถาบันที่ทรงความยุติธรรมทางการเมือง โดยทรงรับสั่งให้ทั้งฝ่าย “พล.อ.สุจินดา คราประยูร” และฝ่าย “พล.ต.จำลอง ศรีเมือง” เข้าเฝ้าพร้อมกัน แล้วทรงตรัสให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันยุติวิกฤติการณ์...จึงสามารถยุติสถานการณ์วิกฤติ ลงได้อย่างเบ็ดเสร็จสิ้นเชิง นี่คือ บทบาททางการเมืองของสถาบันพระมหากษัตริย์ใช่หรือไม่ ถ้าไม่มีบทบาทดังกล่าวแล้วจะเกิดอะไรขึ้น จะไม่เกี่ยวกับการเมืองได้อย่างไร7. ในอดีตพรรคประชาธิปัตย์เคยเรียกร้อง

รัฐบาลพระราชทาน ตามมาตรา 7 และพระเจ้าอยู่หัวทรงตรัสว่า...รัฐธรรมนูญมาตรา 7 ไม่ได้บัญญัติไว้ให้อำนาจพระมหากษัตริย์ ในการพระราชทานรัฐบาลพระราชทาน แต่การที่กระผมได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณ พระบารมีปกเกล้าฯให้กับประชาชนทั้งประเทศ โดยที่ยังไม่ได้มีพระราชวินิจฉัยใดๆ ทั้งสิ้นว่าเป็นเช่นไร แล้วทำไมจึงมีการออกมาวิพากษ์วิจารณ์กระผมก่อน...มิเป็นการละเมิดพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชอำนาจหรือ ฯพณฯ อภิสิทธิ์ และ ฯพณฯ สุ

เทพ ได้เคยเสนอจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เมื่อครั้งซาวเสียงผู้ควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พร้อมกับ ฯพณฯ สมัคร สุนทรเวช แต่ต่อมาก็ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ตามพระราชดำรัส “รู้รักสามัคคี” และต่อมายังได้ปฏิเสธอย่างสิ้นเชิงว่า...ไม่ได้เคยเสนอรัฐบาลแห่งชาติ ทำให้เห็นว่าท่านไม่มีจุดยืน เพื่อประโยชน์ชาติบ้านเมืองอย่างแท้จริง สองมาตรฐานหรือไม่ครับ...ท่านสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์!

(ติดตามตอนต่อไป)
นิรนาม นิรกาย

ทหาร ก็เกียร์ว่าง!

ที่มา บางกอกทูเดย์



เพราะในวันนี้มองไม่เห็นเอกภาพใดๆเลย แม้แต่กระทั่งใน ศอฉ.เองก็ตามการที่มีบรรดานายทหารระดับสูง ออกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รู้สึกอึดอัดต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ชุมนุมของ นปช.มาก เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ จะกล่าวในที่ประชุม ศอฉ.ทุกครั้ง ว่าให้กองทัพเร่งรัดสลายชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเร็ว สะท้อนว่านายอภิสิทธิ์ พยายามจะใช้ทหารในฐานะเป็นกลไกของรัฐเป็นเครื่องมือดำเนินการ ในขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ พยายามแสดงจุดยืนว่าการแก้ปัญหาไม่ใช่ให้ทหารนำกำลังพร้อมอาวุธไปปราบประชาชน เพราะย่อมมีการสูญเสียชีวิตได้ ไม่เกิดประโยชน์อะไรสำนวนไทยที่ว่า “ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง เหมือนลิงแก้แห” ดูเหมือนว่า จะสะท้อนภาพที่เกิดขึ้นกับรัฐบาล กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)เพราะแหที่ลิงพยายามแก้ พยายามดึงนั้น ยิ่งพันยุ่งเหยิงและมัดตัวลิงมากยิ่งขึ้นได้แต่เป็นห่วงว่า สุดท้ายจะไม่จบเหมือนใน

นิทานภาษิตสอนใจ ที่แหพันตัวลิงจนดิ้นตกน้ำ ช่วยตัวเองไม่ได้ กลายเป็นเรื่องน่าเศร้าซึ่งความต้องการของการใช้ กลไก ศอฉ. เป็นเครื่องมือหลักในการที่จะสลายการชุมนุม ทวงคืนพื้นที่ราชประสงค์คืนจากผู้ชุมนุมเสื้อแดงให้ได้นั้น กำลังกลายเป็นสร้างเงื่อนไขต่างๆ ขึ้นมาอีรุงตุงนังมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆที่น่ากลัวที่สุดคือ ยิ่งทำยิ่งกลายเป็นการแบ่งแตกแยกขั้วในสังคมไทยมากขึ้นหรือไม่???ตรงนี้ทั้งนายอภิสิทธิ์ ทั้ง นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่น

คง และ 2 โฆษกสำคัญของ ศอฉ. คือ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด และ นายปณิธาน วัฒนายากรทั้งหมดควรจะตั้งสติให้มากๆ และใคร่ครวญไตร่ตรองให้จงหนัก ว่า การสลายการชุมนุมแล้ว จะสามารถยุติปัญหาวิกฤติของบ้านเมืองได้จริงๆ หรือการยึดคืนพื้นที่สี่แยกราชประสงค์ โดยไม่ให้มีการเสียเลือดเสียเนื้อ หรือว่าเกิดการสูญเสียของฝ่ายใดๆ ก็ตามซ้ำรอย 10 เมษายนนั้น เป็นไปได้จริงๆ หรือหากเกิดการสูญเสียชีวิตไม่ว่าจะกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง กลุ่มทหารตำรวจเจ้า

หน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน รวมไปทั้งประชาชนกลุ่มอื่นๆ นั้น ไม่เพียงแค่คำถามว่า “รัฐบาล และ ศอฉ. รับผิดชอบไหวหรือ?” เท่านั้น แต่ยังตามมาด้วยคำถามที่ว่าจะยุติความแตกแยกได้อย่างไร?!?มองไม่เห็นหนทางเลยจริงๆ เพราะทั้ง นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ในวันนี้ก็ยืนยันว่า เป็นการชุมนุมเพื่อเรียกร้องทวงคืนประชาธิปไตย ในขณะที่รัฐบาล และ ศอฉ. ก็บอกว่าต้องทำให้กฎหมายศักดิ์สิทธิ์ โดยกฎหมายที่ต้องการทำให้ศักดิ์สิทธิ์ แต่บังเอิญดันเป็น พ.ร.ก.การบริหาร

สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ซึ่งบรรดาประเทศประชาธิปไตยทั้งหลาย จะไม่ถือว่าเป็นกฎหมายลักษณะนี้ เป็นกฎหมายพื้นฐานตามสิทธิมนุษยชนเสียด้วยนี่แหละที่บอกว่า ยิ่งทำยิ่งยุ่งเหมือนลิงแก้แห เพราะไปตั้งสมมุติฐานว่า ถ้าประกาศใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉิน ประกาศใช้กฎอัยการศึกแล้ว ทุกอย่างต้องยุติได้ด้วยอำนาจกฎหมายพิเศษบังเอิญมาเกิดขึ้นในยุคที่ประชาธิปไตยเฟื่องฟูไปทั่วโลกแล้ว อำนาจกฎหมายติดหนวดในอดีตจึงไม่เป็นที่เกรงขามของกลุ่มผู้ชุมนุมทวง

คืนประชาธิปไตย ซึ่งมั่นใจว่า เป็นการใช้สิทธิตามวิถีทางประชาธิปไตย สุดท้าย ก็เลย“ยุ่งตายห่ะ” เหมือนสำนวนของนักการเมืองอาวุโส อดีตประธานสภาผู้วายชนม์ ประสิทธิ์ กาญจนวัฒน์ เคยพูดติดปากไว้ไม่มีผิดเสียดายว่า นายอภิสิทธิ์ อาจจะเกิดไม่ทัน จึงไม่มีภูมิความรู้ทางการเมืองในเรื่องนี้เพียงพอ ในขณะที่นายสุเทพ แม้จะเกิดทัน แต่ในภาวะที่ไม่ปกติจนหน้าเคร่งเครียดไม่เว้นแต่ละวัน จึงอาจจะลืมเลือน เลยไม่ได้เตือนนายอภิสิทธิ์ ในประเด็นที่ว่า ยิ่งดึงดันจะยิ่ง

ยุ่งเพราะในวันนี้มองไม่เห็นเอกภาพใดๆ เลย แม้แต่กระทั่งใน ศอฉ. เองก็ตามการที่มีบรรดานายทหารระดับสูง ออกมาสะท้อนความรู้สึกที่ว่า ขณะนี้ผู้บัญชาการเหล่าทัพ โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก รู้สึกอึดอัดต่อการแก้ปัญหาสถานการณ์ชุมนุมของ นปช.มาก เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ จะกล่าวในที่ประชุม ศอฉ.ทุกครั้ง ว่าให้กองทัพเร่งรัดสลายชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงโดยเร็ว สะท้อนว่านายอภิสิทธิ์ พยายามจะใช้ทหารในฐานะเป็นกลไกของรัฐ

เป็นเครื่องมือดำเนินการ ในขณะที่ พล.อ.อนุพงษ์ พยายามแสดงจุดยืนว่า การแก้ปัญหาไม่ใช่ให้ทหารนำกำลังพร้อมอาวุธไปปราบประชาชน เพราะย่อมมีการสูญเสียชีวิตได้ ไม่เกิดประโยชน์อะไร แต่หากสามารถแยกประชาชนผู้บริสุทธิ์ออกจากกลุ่มที่ติดอาวุธได้ อย่างนั้นทหารก็พร้อมทำหน้าที่ “วันนี้รัฐบาลควรแก้ปัญหาให้สถานการณ์ของประเทศยุติความรุนแรงให้ได้ก่อนสิ่งที่รัฐบาลพยายามพูดว่าต้องรักษานิติรัฐ แต่ขณะนี้มีคนตายจำนวนมากทั้งเสื้อแดง ทหาร และคน

หลากสี ไม่รู้ว่าจะรอให้เกิดมิคสัญญีก่อนหรือถึงจะหาทางยุติปัญหา” คือความรู้สึกของนายทหารที่ นายอภิสิทธิ์ และคนรอบข้างควรที่จะรับฟังบ้างเพราะในความเป็นจริงที่ต้องยอมรับสำหรับสถานการณ์ขณะนี้ บรรดาผบ.เหล่าทัพเห็นตรงกันว่าแนวทางการแก้ปัญหาที่ดีที่สุดคือ การเจรจา รัฐบาลต้องยอมเสียสละ (บ้าง) เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสู่ภาวะปกติให้ได้โดยเร็ว กรอบเจรจาจะกำหนดเงื่อนไขยุบสภาภายในกี่เดือนก็ต้องหารือกันไป รัฐบาลไม่ควรรีบปฏิเสธการหา

ทางออกร่วมกันตามที่แกนนำเสื้อแดงเสนอ แต่สามารถต่อรองกรอบเวลาให้ชัดเจน และรัฐบาลต้องยอมเสียสละบ้าง เพื่อให้คลี่คลายปัญหาบ้านเมืองเวลานี้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ การกระทำของรัฐบาล และ ศอฉ. คือ การอ้างแต่ว่าต้องรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายภาวะฉุกเฉินทั้งๆ ที่หากยกเลิกกฎหมายภาวะฉุกเฉินที่ไม่เหมาะสมกับสถานการณ์เสียให้หมด ใช้เพียงกฎหมายพื้นฐานตามประชาธิปไตยที่แท้จริง รัฐบาลเองก็จะไม่รู้สึกกดดันว่าต้องทำอะไรเพื่อรักษาหน้า

รักษากฎหมายของตัวเองก็ขนาดที่มีข่าวหลุดออกมาว่า ขณะนี้แม้แต่ พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาราชการ ผบ.ตร. ยังทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับการที่จะให้จัดการกับผู้ชุมนุม หรือสลายการชุมนุมนั้น จะต้องทำหนังสือสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรเท่านั้นยังไม่เพียงพอที่จะสะท้อนอีกหรือว่า ทั้ง ผบ.ทบ. และ รรท.ผบ.ตร. อึดอัดกับวิธีคิดว่า จะต้องสลายการชุมนุมเพราะด้วยประสบการณ์ในหน้าที่ราชการที่กว่าจะขึ้นมาสู่จุดสูง จนใกล้จะเกษียณอายุราชการในสิ้น

เดือนกันยายนนี้ของคนทั้งคู่แล้วย่อมรู้ดีว่า สลายการชุมนุมเมื่อไหร่ ก็ต้องมีการสูญเสียเมื่อนั้นที่สำคัญเมื่อหัวใจไม่ยอมรับ หัวใจไม่ยอมสยบ อย่าได้หวังเลยว่าการชุมนุมจะยุติดีไม่ดีหากบาดเจ็บล้มตายมากๆ ก็อาจจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ว่าจะลงใต้ดินเล่นไม่เลิก หรือไม่เช่นนั้นก็จะมีการแปลงรูปจากเสื้อสีแดงไปเป็นสีอื่นใดก็ได้ เพราะกลยุทธ์เช่นนี้ไม่ใช่กลยุทธ์แปลกใหม่ใดๆ เลยเสื้อหลากสี ในวันนี้ ก็แปลงรูปมาจากม็อบพันธมิตรเดิมนั่นเอง เพราะ น.พ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์

เป็นหลักฐานที่ชัดเจน เนื่องจากเป็น ม็อบพันธมิตรเก่าเสื้อสีน้ำเงิน ที่เชื่อกันว่า เป็นกลไกของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ถูกเว้นวรรคทางการเมืองแต่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้ทุกรูปแบบ ซึ่งมีภาพปรากฏชัดเมื่อครั้งนายเนวิน ไปบัญชาการและตรวจสอบปฏิบัติการที่พัทยา มาในวันนี้เสื้อสีน้ำเงินก็แปลงรูปไปแฝงในฝูงชนแล้วเช่นกันแม้แต่ม็อบพันธมิตรอีกส่วนหนึ่งยังแปลงรูปไปเป็นพรรคการเมืองใหม่เลยดังนั้นนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และแกนนำ ศอฉ. เคยคิดเรื่องการแปลงรูป

แปลงสีเสื้อแต่ยังคงต่อสู้ด้วยอุดมการณ์เดิมบ้างหรือไม่???หากยังไม่คิดก็คิดเสียเถิด เพราะยังไม่สายเกินไปที่จะกลับลำการที่ดึงดันจะสลายการชุมนุม ได้ลากให้เกิดภาพสะท้อนที่กระทบไปทั่วแล้วในเวลานี้กลุ่มคนเสื้อแดงก็พยายามย้ำมาตลอดว่า รัฐบาลไม่ควรพยายามสร้างภาพผูกขาดการจงรักภักดีเอาไว้เฉพาะกลุ่ม แล้วกล่าวหาว่ากลุ่มโน้นกลุ่มนั้นไม่จงรักภักดีต่อสถาบันจิตวิทยาลักษณะนี้แหละที่คงต้องขอเตือนสติรัฐบาลว่า หมิ่นเหม่ต่อการกระทบกับสถาบันสูงสุด

ซึ่งอาจจะยิ่งทำให้สังคมไทยเกิดการขัดแย้ง เกิดการแตกแยกหนักขึ้นกว่านี้ไปอีกเชื่อว่าในวันนี้นายอภิสิทธิ์ คงไม่มีความสุขกับภาพการเผชิญหน้ากันเองของคนไทย ระหว่าง ผู้ชุมนุมกับทหารตำรวจ ระหว่างกลุ่มคนเสื้อแดงกับกลุ่มชาวสีลม ซึ่งทั้ง 2 กรณีเกิดความสูญเสียไปแล้วและมาวันนี้ กลุ่มคนเสื้อหลากสี กำลังได้รับการกระตุ้นจากน.พ.ตุลย์ ให้ออกมาแสดงพลังกันให้ได้เป็นหลักหมื่นหลักแสนนายอภิสิทธิ์ จะสบายใจได้หรือ หากมีการปะทะกันขึ้นมาระหว่างคน

เสื้อต่างสี แต่จริงๆแล้วก็เป็นคนไทยด้วยกันทั้งสิ้นวันนี้ยังไม่สายที่หยุดการแตกแยกในสังคมไทย เพียงแค่รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ ยอมเสียสละและเจรจา อย่างที่บรรดานายทหารในกองทัพอยากเห็นรวมทั้งอย่างที่บรรดาคณะทูต 29 ประเทศทั่วโลก ก็เห็นพ้องกันว่า ต้องเจรจาให้ได้ข้อยุติสโลแกนที่ว่า “วันนี้คุณดื่มนมหรือยัง?” คงต้องเปลี่ยนเป็น “วันนี้คุณจะเสียสละได้หรือยัง?”แล้วล่ะ จึงจะหยุดวิกฤติบ้านเมืองแตกแยกได้อย่างถาวร

ภาพด่วน สถานการณ์ การปะทะ หลักสี่ อนุสรณ์สถาน

ที่มา thaifreenews


โดย แฟนเดฟ

มีเสียงปืนยิงขึ้นแล้ว และมีการยิงกระสุนยางใส่ผู้คนแล้ว




















รายงานล่าสุด แกนนำปักหลักอยู่กับที่ รอคำสั่งจากแกนนำราชประสงค์ ถนนวิภาวดีปิดตาย ทุกเส้นทาง