WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 30, 2010

คำเตือนจากห้องหว้ากอ ถึงกองทัพและรัฐบาล "โปรดหยุดสลายการชุมนุมด้วยการยิงปืนขึ้นฟ้า"

ที่มา ประชาไท

จากหัวข้อสนทนา ในเว็บไซต์พันทิพ ห้องหว้าก้อ มีการเสนอว่าให้ยุติการใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ผู้ชุมนุมอีกต่อไป เนื่องจากก่อให้เกิดอันตรายและไม่เป็นวิธีการที่เป็น "สากล"

ที่มา: เว็บไซต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ 18 เม.ย. 53http://www.bangkokbiznews.com/2010/04/18/news_30712495.php?news_id=30712495 สรุปจาก คุณ 9Seiki คุณJD300 ฯลฯ ในกระดานข่าวพันทิพ ห้องหว้ากอ หัวข้อ "เห็นในโทรทัศน์เหตุการณ์ชุมนุมมีคนยิงปืนขึ้นฟ้า ไม่ทราบว่าอันตรายหรือเปล่ครับ" ตั้งกระทู้เมื่อ 12 เม.ย. 53http://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X9116538/X9116538.html


แผนที่แสดงระยะกระสุนตก มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่สี่แยกคอกวัว วงกลมนอกระยะ 4 กิโลเมตร วงใน 3 กิโลเมตร หมายความว่า ถ้ามีคนเดินแถวปิ่นเกล้า วงเวียนใหญ่ สยาม หัวลำโพง มีโอกาสโดนกระสุนตก ที่มา: โดยคุณ จั๊กกะจี๋ ในกระดานข่าวพันทิพ ห้องหว้ากอhttp://www.pantip.com/cafe/wahkor/topic/X9116538/X9116538.html

จากที่มีผู้สงสัยได้เห็นภาพการสลายการชุมนุมใน โทรทัศน์ หลายต่อหลายครั้งที่ใช้วิธียิงปืนขึ้นฟ้า แล้วสงสัยว่าเมื่อกระสุนตกลงมาจะเป็นอันตรายต่อประชาชนทั่วไปหรือไม่

เราสมมติให้มีการยิงปืนขึ้นฟ้าเพื่อขู่ผู้ ชุมนุม โดยใช้ปืนเล็กยาว M16 และใช้ลูกกระสุนปืนstandard NATO ขนาด 5.56 mm ตามหลักฟิสิกส์ที่เรียนมาตั้งแต่มัธยมปลาย ความเร็วต้นเมื่อกระสุนพุ่งขึ้นไปบนฟ้าจะเท่ากับความเร็วปลายเมื่อกระสุนตก กลับ ลงมาถึงพื้น ดังนั้น จากความเร็วต้นปกติของอาวุธปืน M16 ซึ่งเท่ากับ 930 เมตรต่อวินาที หรือ 3,348 กิโลเมตรต่อชั่วโมง กระสุนควรจะตกลงสู่พื้นที่ความเร็ว 930 เมตรต่อวินาทีเช่นกัน

แต่ในขณะที่ลูกกระสุนปืนถูกยิงขึ้นฟ้าไปแล้ว นั้น จะยังมีแรงภายนอกมากระทำอีก 2 แรง คือ แรงโน้มถ่วงของโลก กับแรงต้านอากาศ ที่จะต้องพิจารณาด้วย โดยนำค่าแรงต้านอากาศ แรงโน้มถ่วง และสัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ ที่ใกล้เคียงความเป็นจริงที่สุด มาแทนค่าในสมการทั้งหมด (ดูรายละเอียดในเว็บข้างต้น) แล้วจำลองการยิงปืน M16 ขึ้นฟ้าเป็นมุม 30 องศา 45 องศา และ 60 องศา ตามมุมมาตรฐานที่นิยมทดลองกัน และให้ผู้ยิงถือปืนไว้สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตร

เมื่อคำนวณจากทุกองศาแล้ว พบว่าการเคลื่อนที่ของกระสุนขณะลอยอยู่บนฟ้านั้นใช้เวลาเร็วมากไม่ถึง 1 นาทีก็จะตกถึงพื้น และระยะทางที่กระสุนไปได้ไกลสุดตามระยะราบนั้นไกลถึงกว่า 4 กิโลเมตร นั่นคือความเสี่ยงที่กระสุนจะตกใส่ถ้ายิงจากบริเวณถนนราชดำเนิน จะไปได้ไกลถึงบริเวณโรงเรียนกวดวิชาสงวน ที่ว่าการกรุงเทพฯ วัดสุทัศน์ มนต์นมสด ดิโอลด์สยาม โรงเรียนสวนกุหลาบ ฯลฯ ซึ่งตรงกับการรายงานว่ามีผู้พบกระสุนตกบริเวณสวนรมณีนาถ วัดสุทัศน์ และดิโอลด์สยาม

สำหรับความเร็วของกระสุนที่ตกหลังจากคิดร่วมกับ ค่าแรงภายนอกต่างๆ แล้ว พบว่าค่าความเร็วต่ำสุดของกระสุนที่ตกลงมายังมีค่าสูงถึงประมาณ 100 เมตรต่อวินาที หรือราวๆ 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งไม่น่าจะตรงกับที่ทางกองทัพบอกว่ากระสุนตกลงมาโดนหัว จะหัวแตกเหมือนแค่โดนลูกแก้ว

ความจริงแล้ว เคยมีการรายงานถึงอันตรายของกระสุนที่ตกลงมาจากฟ้าและเป็นอันตรายถึงแก่ ชีวิตและทรัพย์สินเสียหายได้ ตามข่าวที่ได้รับฟังหลายครั้ง เช่น ที่จังหวัดเพชรบุรี ที่เคยมีเด็กเสียชีวิตในสระว่ายน้ำเพราะกระสุนตกลงมา และจะเห็นว่าการยิงปืนจริงในพิธีเปิด/ปิดการแข่งขันต่างๆ ก็ได้ถูกระงับไปแล้ว รวมทั้งในต่างประเทศ เช่น อเมริกา เม็กซิโก ก็มีประกาศห้ามไม่ให้ยิงปืนขึ้นฟ้าเวลาฉลองปีใหม่ เพราะเคยมีผู้เสียชีวิตมาแล้ว

สำหรับมาตรฐานการปราบจลาจลในต่างประเทศนั้น ก็จะไม่เห็นประเทศที่เจริญแล้วประเทศใดใช้วิธีการยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้า แต่นิยมใช้แก๊สน้ำตาเปิดพื้นที่ แล้วใช้ปืนฉีดน้ำความดันสูงยิงจากรถหุ้มเกราะ จากนั้นจึงเข้าจับกุมผู้เข้าชุมนุมโดยเร็วให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้

สรุปว่า จึงควรที่จะเรียกร้องให้หยุดใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าเพื่อขู่ผู้ชุมนุมอีกต่อไป เนื่องจากก่อให้เกิดอันตรายได้และไม่เป็นวิธีการที่เป็น "สากล"

ถนนวิภาวดีโด่งดังไปทั่วโลก

ที่มา โลกวันนี้


โดย ด๊อกเตอร์ทอง

ด้วยความเสียใจต่อเจ้าหน้าที่ซึ่งต้องเสียชีวิตจาก “คำสั่งให้ปฏิบัติ” ที่เถรตรงและขาดการใช้เหตุใช้ผลที่เหมาะสม รวมทั้งยังทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นถกเถียงและลือกระฉ่อนไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ

เริ่มที่สำนักข่าวซีเอ็นเอ็นนำคลิปวิดีโอของสำนักข่าวสปริงนิวส์ที่คนอ่านข่าวส่วนมากเป็นคนจากช่อง 11 ไปเผยแพร่ ซึ่งมีการระบุว่าเป็นการผิดพลาดทางเทคนิคของเจ้าหน้าที่

ฟังดูก็คงเข้าใจคำว่า “Friendly fire” ที่ Rachel Harvey ผู้สื่อข่าวบีบีซีประจำประเทศไทยตั้งเป็นประเด็นขึ้นมา ไม่จำเป็นต้องอรรถาธิบายอะไรมากเพราะคนที่สนใจติดตามข่าวสารต่างประเทศจะทราบดีว่า การยิงเพื่อคุ้มกันหรือการยิงสนับสนุนที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษข้างต้นมีปัญหาไม่เพียงเฉพาะทหาร ตำรวจของเรา แต่ในสงครามอิรักและอัฟกานิสถานก็มีประสบการณ์เช่นนี้หลายครั้ง

บางทีนักข่าวเป็นฝ่ายโดน บางทีทหารเจ้าหน้าที่ด้วยกันเองก็โดน เสียชีวิตไปก็หลายราย โดยเฉพาะช่วงแรกๆของการทำสงครามของสหรัฐอเมริกา ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ดังกล่าวนี้ทำให้ทหารอังกฤษที่ขับเครื่องบินขับไล่ รวมทั้งกองกำลังพันธมิตรที่อยู่ภาคพื้นดินบาดเจ็บและโดนลูกหลงไปเป็นจำนวนมาก

เมื่อพิจารณาเหตุการณ์บนถนนวิภาวดีที่พบว่าภาพไม่ค่อยชัด
แต่คุณวรวีร์ วูวณิชย์ ผู้ประกาศข่าวของสปริงนิวส์ ได้อธิบายประกอบภาพอย่างชัดเจน มีการทำลูกศรโยงให้เห็นการเคลื่อนขบวนของรถมอเตอร์ไซค์จำนวนหลายคัน
บนถนนวิภาวดีขาออกมุ่งหน้าไปยังแถวทหารที่เรียงรายดักมิให้ “กลุ่มคนเสื้อแดง” เคลื่อนพลไปยังอนุสรณ์สถานฯได้ ซึ่งพลันที่เสียงปืนสองสามนัดสงบลง
ก็พบว่ามอเตอร์ไซค์ที่พลทหารผู้หนึ่งขับขี่มาก็ล้มลงกับพื้น สร้างความแตกตื่นให้ผู้พบเห็น รวมทั้งกลุ่มทหารที่ขับขี่ตามๆกันมา

ไม่ว่าผลการชันสูตรทางการแพทย์จะออกมาเช่นไร
แต่ข่าวนี้ได้ถูกตีแผ่ไปทั่วโลก
และยังเป็นประเด็นที่กลุ่มคนเสื้อแดงรวมทั้งแกนนำจำนวนหนึ่งนำไป “ขยายผล” ขนาดนำไปฟ้ององค์การระหว่างประเทศอย่างที่เห็นๆกัน

ซึ่งคงไปโทษใครไม่ได้นอกจากการ “ออกคำสั่ง”
ที่ขาดความระมัดระวังและการใช้เหตุผลที่สมควร เนื่องจากการกำหนด “จุดยิง”
หรือระยะแห่งความปลอดภัยที่ระบุว่าไม่ให้มีการเข้าใกล้แนวทหารเกินกว่า 100 เมตร ทำให้ทหารที่ขาดประสบการณ์และมีความตื่นกลัวแต่ในมือมีอาวุธร้ายแรงเต็มไปหมด
จึงเป็นที่มาของการ “ระดมยิง” เข้าใส่กันด้วยความสำคัญผิด

คงไม่มีอะไรดีไปกว่า “การพูดความจริงและรับผิดชอบในการกระทำที่เกิดขึ้น” หากพิสูจน์ได้ว่ามีการปฏิบัติอย่างขาดความรอบคอบ รัดกุม
และไม่รู้จักการใช้ “ดุลยพินิจที่เหมาะสม” หลายคนพยายามยกตัวอย่าง
ให้เห็นถึงการออกมาขอโทษต่อประชาชน
ที่นายกรัฐมนตรีของประเทศอังกฤษเผลอไผล “สบถ” คำไม่สุภาพต่อสตรีนางหนึ่ง
ในขณะที่ไมโครโฟนแบบไมค์ลอยสำหรับการให้สัมภาษณ์ยังติดอยู่กับตัว กลายเป็นเรื่องที่ทำลายคะแนนนิยมของเขา
ที่มีปัญหาอยู่กลายเป็นปมที่ทำให้ดูเหมือนว่านายกฯคนใหม่คงไม่ใช่กอร์ดอน บราวน์ อย่างแน่นอน

ถึงกระนั้น “บราวน์” ก็ยังยอมออกมาขอโทษ ถึงขนาดเดินทางไปหาสตรีที่ตนพูดคุย
ให้สัมภาษณ์ด้วยตัวเอง และคงจะเข็ดขยาดกลัวไมโครโฟนไปอีกนาน
แต่คำ “ขอโทษ” ของคนอย่างนายกรัฐมนตรีบราวน์คือสิ่งที่คนอังกฤษยอมรับได้
และยังให้โอกาส
เพราะถือว่าการกล่าวขออภัยเช่นนี้เป็นการกระทำที่มีเกียรติ เลยต้องคิดกันต่อไปว่า

สำหรับ “ชีวิตทหารชั้นผู้น้อย” ที่จากไปเมื่อวันที่ 28 เมษายน บนถนนวิภาวดี จะมีผู้บังคับบัญชาหรือผู้เกี่ยวข้องคนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบกันบ้าง หากมีหลักฐานยืนยันว่าเป็นความผิดพลาดดังที่สื่อได้กระจายขยายข่าวออกไปทั่วโลกในเวลานี้

ฆาตกร-ทรราช!

ที่มา โลกวันนี้


โดย นายหัวดี

“มีเสียงเรียกร้องผ่านมายังผมให้ขอคืนพื้นที่ราชประสงค์ด้วยความเด็ดขาด รวดเร็ว แต่ต้องเข้าใจว่าทำอย่างไรปัญหาก็ไม่จบ
ตอนนี้เป็นปัญหาวิกฤตชาติ ไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตยตามปรกติ แต่เป็นการก่อการร้ายเปลี่ยนแปลงประเทศอย่างแท้จริง”

เป็นคำพูดของ “เทพอมสาก” ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า
ทำไมจึงมอง “ไพร่ไม่มีเส้น” ไม่ใช่ “ประชาชน” ที่ใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
แต่เป็น “องค์กรก่อการร้าย”

ซ้ำร้ายยังยัดเยียดเป็นเครือข่าย “ขบวนการล้มสถาบัน” อีก ...(ฮา)!

หาก “ไพร่ไม่มีเส้น” เป็น “ผู้ก่อการร้าย” และพวก “ล้มสถาบัน” จริง เลือดคงนองแผ่นดิน
เพราะสงครามและการก่อวินาศกรรมไปแล้ว

คำว่า “ผู้ชุมนุม” จึงห่างกันลิบลับกับคำว่า “ผู้ก่อการร้าย” ที่ “เทพอมสาก” ยัดเยียดให้กับ “ไพร่ไม่มีเส้น” ไม่ว่าในความหมายตามพจนานุกรมหรือในแง่กฎหมาย

แต่คำว่า “อาชญากร” หรือ “ฆาตกร” กลับน่าวิตกกว่า เพราะมีกูรูทั้งด้านกฎหมายและนักวิชาการเตือน “หล่อหลักลอย” ว่าคำสั่งที่ให้ “สีเขียว” สลายการชุมนุม “ไพร่ไม่มีเส้น” จนมีคนตายและบาดเจ็บมากมายนั้น อาจมีสิทธิ “ติดคุก” หัวโตในฐานะ “ฆาตกร” ซึ่งโทษสูงสุดถึงประหารชีวิต

แม้วันนี้ “หล่อหลักลอย” ยังมีอำนาจและใช้อำนาจสั่งการได้สารพัด แต่อาจเป็นคำสั่งที่ “มิชอบด้วยกฎหมาย”

เช่นเดียวกับ “ไพร่ไม่มีเส้น” ที่วันนี้เป็น “ผู้ก่อการร้าย” ตามข้อกล่าวหาของ “หล่อหลักลอย” แต่ในความเห็นของคนไทยจำนวนมากกลับเห็นว่าเป็นการใช้เสรีภาพโดยสงบ
และปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63

แม้แต่ “ลุงแซม” มิตรเก่าแก่ของไทย ยังระบุว่าการชุมนุมของ “ไพร่ไม่มีเส้น” เป็นการชุมนุมประท้วงตามสิทธิเสรีภาพ แม้จะมีการละเมิดที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ก็เป็นแค่การกระทำความผิดที่อาจมีความรุนแรงเกินไป ไม่ใช่ “ผู้ก่อการร้าย”

แต่ “หล่อหลักลอย” โดยเฉพาะ “เทพอมสาก” และ “เสกสรรปั้นแต่ง” กลับโฆษณาชวนเชื่อ
และกล่าวโทษว่า “ไพร่ไม่มีเส้น” เป็น “องค์กรก่อการร้าย” ที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง

แม้แต่องค์กรตุลาการยังระบุว่าการเดินขบวน ชุมนุม ประท้วง โต้แย้ง หรือเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้รัฐช่วยเหลือหรือให้ได้รับความเป็นธรรม เป็นการใช้เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญหากเป็นไปอย่างสงบและปราศจากอาวุธ แม้จะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ศาลก็ต้องใช้ดุลยพินิจวินิจฉัยชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานทั้งปวงว่าจำเลยกระทำความผิดจริงตามข้อกล่าวหา

การไล่ล่าและปราบปราม “ไพร่ไม่มีเส้น”
จึงอาจเป็นบูเมอแรงให้ “หล่อหลักลอย” และพวกกลายเป็น “ฆาตกร” และ “ทรราช”!

เสื้อแดงแก้เกมรื้อบังเกอร์หน้ารพ.จุฬาฯเล็งถอนแนว ป้องกันแยกชิดลม-ปทุมวัน

ที่มา มติชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ น.พ.เหวง โตจิราการ
นายยศวฤทธิ์ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก
และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ได้ประชุมกันที่หลังเวทีถึงการเปิดพื้นที่บริเวณหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ฝั่งถนนราชดำริ
หลังจากนายพายัพ ปั้นเกตุ นำมวลชน บุกค้น รพ. ในคืนวันที่ 29 เมษายน


ภายหลังการประชุม นายสุภรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากแกนนำให้ไปประสานกับผู้บริหารโรงพยาบาล
เพื่อเปิดพื้นที่ บริเวณหน้าโรงพยาบาลฝั่ง ถ.ราชดำริบางส่วน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้มาติดต่อและรักษาที่โรงพยาบาล
โดยจะรื้อบังเกอร์บนถ.ราชดำริฝั่งขาเข้า ไปจนสุดรั้ว ร.พ.
และจะนำบังเกอร์ดังกล่าวมากั้นเกาะกลางถนน และวางลวดหนาม
เพื่อกันไม่ให้มวลชนข้ามไปฝั่งโรงพยาบาลอีก นอกจากนี้ได้ประสาน บก.น.6 ให้มาตรวจสอบวัตถุต้องสงสัยภายหลังจากที่มีการื้อบังเกอร์ออกจากบริเวณดัง กล่าว ซึ่งการถอยร่นในครั้งนี้จะไม่ให้มีอุปกรณ์ของ นปช. ตั้งอยู่ในบริเวณนั้นอีก


นายสุภรณ์ กล่าวอีกว่า ในช่วงเย็นวันนี้แกนนำจะหารืออีกครั้งเกี่ยวกับการเปิดพื้นที่บางส่วนบริเวณ โดยรอบพื้นที่ชุมนุม
โดยเฉพาะในสองจุดสำคัญคือ บริเวณแยกปทุวัน และ แยกชิดลม โดยในส่วนของแยกปทุมวันอาจต้องรื้อบังเกอร์ที่ตั้งอยู่
และถอยเข้ามาให้อยู่ ในบริเวณแยกเฉลิมเผ่าตัดกับถนนอังรีดูนังค์
เพื่อให้ห้างสรรพสินค้าสยามพารากอน และสยามเซนเตอร์ให้บริการได้ รวมไปถึงจะดูว่ามีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้ถนนอังรีดูนังต์ สามารถเปิดการจราจรได้ตามปกติ


“แต่ครั้งนี้อยากให้เห็นใจด้วยว่า นปช. ต้องตั้งบังเกอร์บางจุดเพื่อป้องกันตัวเอง ส่วนกรณีของแยกชิดลมที่เป็นที่ตั้งของโรงเรียน มาแตร์เดอี ทราบมาว่าจะเปิดเทอมช่วงต้นเดือน พ.ค. ตรงนี้แกนนำ นปช. กำลังหาแนวทางอำนวยความสะดวกให้อยู่
แต่ยังไม่มีข้อสรุปว่าจะเป็นในรูปแบบใด
และวันนี้จะทำความเข้าใจกับการ์ดที่อยู่บริเวณสวนลุมพินีเพื่อป้องกันไม่ให้ เกิดเหตุการบุกโรงพยาบาลอีก” นายสุภรณ์ กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่าการเปิดพื้นที่เช่นนี้ ถามว่าเป็นการแก้เกมเพื่อลดกระแสต่อต้านหรือไม่ นายสุภรณ์กล่าวว่า ไม่ใช่เป็นการแก้เกมแต่เป็นความต้องการของแกนนำ นปช. ที่จะอำนวยคความสะดวกเพราะไม่มีจุดประสงค์ขัดขวางการให้บริการของโรงพยาบาล แต่อย่างใด นปช.ได้แสดงความจริงใจออกให้เห็นแล้วด้วยอำนวยความสะดวกให้กับสถานที่สำคัญ จึงอยากถามบ้างว่าเมื่อไหร่รัฐบาลจะแสดงความจริงใจออกมา

แดงขอนแก่นบุกทัพบกที่ 23 ทบทวนส่งกำลังสลายม็อบ

ที่มา มติชน


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 30 เมษายน กลุ่มคนเสื้อแดงขอนแก่น กว่า 300 คน ได้เข้ายื่นหนังสือต่อผู้บัญชาการทหารบกที่ 23
เพื่อส่งผ่านไปยังรัฐบาล ในการทบทวนมาตรการสลายการชุมนุม
หลังจากเกิดเหตุปะทะครั้งรุนแรง นำโดย นายชัยยา หิมมา
ได้เปิดเวทีปราศรัยด้านหน้ามณฑลทหารบกที่ 23
และต้องการเข้าพบนายทหารระดับสูง
ขอการทบทวนการจัดส่งกำลังพลเข้าไปสมทบที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากจะเข้าไปสลายการชุมนุมตามที่หลายฝ่ายระบุ

ข้อกล่าวหาแห่งมิคสัญญี

ที่มา thaifreenews


โดย prainn


วันที่ 30 เมษายน 2553

ข้อกล่าวหาแห่งมิคสัญญี

กลุ่มพันธมิตรฯที่กล่าวหาคนเสื้อแดงว่าเป็นขบวนการล้มเจ้าเช่นนายภิภพ ธงชัย สมศักดิ์ โกศัยสุข สุริยะใส กตศิลา หรือแม้แต่นายประพันธ์ คูณมี ที่ปากบอกว่ารักเจ้าเทิดทูนเจ้าจนน้ำลายไหล 3 หยด ทั้งหมดนี้ในอดีตผมก็เห็นและได้ยินมาสม่ำเสมอว่ากลุ่มคนพวกนี้นั่งนินทาว่าเจ้าตลอด 3 เวลาหลังอาหารมาอย่างยาวนาน

กลุ่มคนพวกนี้ตัวดีนักแลปากทำเป็นเทิดทูนแต่ทุกครั้งที่แสดงออกก็มักจะอาศัยสถาบันเป็นเกราะกำบังกาย และอาศัยกลุ่มอื่นที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามตนเป็นเครื่องมือในการกล่าวอ้างถึงเรื่องสถาบันมาโดยตลอด ด้วยการใช้วาทศิลป์ วาทกรรมต่างๆนานา ตบแต่งคำพูดให้สวยหรูดูดีแล้วก็โยนความผิดให้คนอื่นแต่ผลกระทบที่แท้จริง คือ สถาบันนั่นเอง

ผมเลยมีความสงสัยว่าใครกันแน่ที่กำลังคิดล้มล้างสถาบัน หากสังเกตุถึงการชุมนุมระหว่างคนเสื้อเหลืองและคนเสื้อแดงจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า กลุ่มพันธมิตรฯ หรือเสื้อเหลืองที่นำโดยสนธิ ลิ้มทองกุล มักจะกล่าวอ้างถึงสถาบันตลอดเวลาในขณะเปิดเวทีชุมนุมทุกครั้งไปโดยการกล่าวอ้างวาทกรรมต่างๆ เช่นเรารักในหลวง เราต่อสู้เพื่อในหลวงและปกป้องสถาบัน

ซึ่งผิดกับการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่พยายามหลีกเลี่ยงไม่กล่าวอ้างถึงสถาบันเพราะเป็นการต่อสู้เรียกร้องถึงความเดือดร้อนของประชาชนและต้องการประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ โดยไม่ต้องอาศัยสถาบันเป็นเครื่องมือในการทำลายล้างผู้อื่นและยกไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมไม่กล่าวอ้างให้กระทบกระเทือนถึงสถาบันอันเป็นที่รักเคารพยิ่งของพสกนิกรทั้งประเทศ

อีกทั้งรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัติย์ก็พยายามรับลูกต่อจากกลุ่มพันธมิตรฯโดยอาศัยอำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือใช้เครื่องมือสื่อสารที่รัฐควบคุมอยู่นำเสนอข่าวสารเพียงด้านเดียว ออกข่าวซ้ำๆพูดซ้ำๆทุกวันให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดว่ากลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเป็นกลุ่มคนที่คิดล้มล้างสถาบันทั้งที่การเคลื่อนไหวชุมนุมนั้นเป็นที่ชัดเจนว่าต้องการให้รัฐบาลประกาศยุบสภาคืนอำนาจให้ประชาชน

การที่รัฐพยายามใส่ร้ายป้ายสีคนเสื้อแดงเพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดเกลียดชังคนเสื้อแดงโดยอาศัยสถาบันเป็นเครื่องมือทำลายล้างกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นเพียงเพื่ออาศัยความชอบธรรมและเงื่อนไขในการสลายการชุมนุมด้วยอาวุธร้ายแรงดังเช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้คนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก และคงจะเกิดการล้อมฆ่าประชาชนครั้งใหญ่อีกในไม่ช้านี้

ความโหดเหี้ยมอำมหิตของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่เพียงต้องการเอาชนะประชาชนและต้องการครองอำนาจให้นานที่สุด ได้ใช้วิธีการสกปรกทุกวิถีทางไม่ว่าจะเป็นกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์สามจังหวัดภาคใต้ที่เป็นเพียงการกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น รวมถึงการกล่าวหาอันเป็นเท็จเหมารวมผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้คิดล้มล้างสถาบัน



การกระทำต่างๆของอำนาจรัฐที่บริหารดูแลโดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กลับยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงเป็นลำดับซึ่งคงไม่มีผู้นำประเทศใดในโลกนี้อีกแล้ว ที่จะกระทำได้โดยการเข่นฆ่าประชาชนผู้บริสุทธิ์เพียงเพื่อที่จะนั่งในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้นานที่สุดบนกองเลือดของพี่น้องประชาชนที่ออกมาเรียกร้องขออำนาจของเขาคืนโดยการประกาศยุบสภาเลือกตั้งใหม่

การเรียกร้องให้ยุบสภาถือได้ว่าเป็นการเรียกร้องตามรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีสิทธิเรียกร้องเพื่อขอคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจในการที่จะเลือกผู้ปกครองตามที่เขาเห็นสมควรในการที่จะให้เข้ามาบริหารประเทศให้เป็นไปตามครรลอง มิใช่ได้อำนาจมาด้วยความไม่ชอบธรรมเช่นพรรคประชาธิปัติย์ที่กำลังได้รับอยู่ในขณะนี้

หากรัฐบาลยังคงใช้วิธีการสกปรกกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้คิดล้มล้างสถาบัน เป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งที่รัฐบาลเองก็ทราบและยอมรับตั้งแต่แรกเมื่อครั้งเจรจากันถึงสองรอบในงื่อนไขของการยุบสภาและไม่สามารถตกลงกันได้นั้น ย่อมทำให้เห็นว่าผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ผู้ชุมนุมไม่ใช่ผู้คิดล้มล้างสถาบันตามที่รัฐบาลกล่าวหาแต่อย่างใด

หากเป็นแต่เพียงรัฐบาลต้องการเอาชนะประชาชนและต้องการครองอำนาจให้นานที่สุดเพื่อผลประโยชน์หลายอย่างที่รัฐบาลนี้ยังแบ่งสันปันส่วนกันไม่ลงตัวกับพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา ฯ ซึ่งพรรคร่วมเหล่านี้ก็ไม่เคยเห็นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้งนอกจากผลประโยชน์ในกลุ่มก้อนของตัวเอง

สถานการณ์ในวันนี้จะพัฒนาเข้มข้นถึงระดับไหนพรรคร่วมรัฐบาลถือเป็นตัวจักรสำคัญหนึ่งที่จะทำให้สถานการณ์นั้นเลวร้ายลงหรือทำให้สถานการณ์นั้นลดความตรึงเครียดลง แต่ทั้งหมดนั้นก็อยู่ที่สามัญสำนึกของพรรคร่วมรัฐบาลเองว่าอยากเห็นบ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติหรือต้องการเห็นบ้านเมืองลุกเป็นไฟกลายเป็นกลียุคกันทั้งบ้านทั้งเมือง

หากพรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวออกจากการร่วมรัฐบาลขณะนี้ก็น่าจะทำให้สถานการณ์ลดความตรึงเครียดลงได้ในระดับหนึ่ง อย่างน้อยอุณหภูมิทางการเมืองก็จะลดดีกรีลง อีกทั้งภาพพจน์ของพรรคร่วมเองก็จะยังอยู่ในสายตาของพี่น้องประชาชนซึ่งจะทำให้ยังมีโอกาสที่จะอยู่ในสนามการเมืองเพื่อรับใช้พี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่งได้

ขอเตือนรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลรวมถึงผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องหลังในการเข่นฆ่าประชาชน โปรดคำนึงด้วยจิตสำนึกแห่งความเป็นมนุษย์ในการอยู่ร่วมกัน โปรดยุติการใส่ร้ายป้ายสีผู้ชุมนุมด้วยข้อกล่าวหาอันเป็นเท็จที่กำลังกระทำกันอยู่นี้เสีย และพรรคร่วมรัฐบาลควรถอนตัวออกจากการสนับสนุนรัฐบาลมือเปื้อนเลือดทรราชฟันน้ำนม มิเช่นนั้นแล้วมิคสัญญีคงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้พ้นบนแผ่นดินนี้อย่างแน่นอน


พระอินทร์

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมเป็นธรรมยื่นกระไดลงให้มาร์คลาออก ถือว่าไม่ได้ยุบสภาตามแรงบีบ

ที่มา Thai E-News



เต็มยศ-พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีไทยใส่เครื่องแบบเต็มยศเข้ารายงานตัวต่อศอฉ.เมื่อช่วงสายวันนี้ เพื่อปกป้องตัวเองกรณีศอฉ.กล่าวหาว่าเขาเป็นผู้นำสำคัญในขบวนการล้มเจ้า และฝากเตือนนายอภิสิทธิ์เลิกสั่งทหารปราบปรามประชาชน (ภาพข่าว:AP)


โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

หมายเหตุ:เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมซึ่งประกอบ ด้วยนักกฏหมาย นักปรัชญา นักสังคมวิทยา นักวิชาการอิสระ ผู้บริหาร อดีต สสร เป็นต้น ได้ออก แถลงการณ์ฉบับที่ 3 เพื่อเรียกร้องรัฐบาลและกลุ่มผู้ชุมนุมให้ร่วมกันคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้


เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม( Scholars’ Network for a Just Society )แถลงการณ์ฉบับที่ 3

เรื่อง การคลี่คลายสถานการณ์บ้านเมืองให้เข้าสู่ความสงบสันติ


ตามที่รัฐบาลประกาศใช้ พรก. สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมทางการเมือง แต่ไม่อาจยุติปัญหาและควบคุมสถานการณ์ได้ กลับทำให้ปัญหาขยายขอบเขตออกไปมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้งยังมีการก่อเหตุความรุนแรงมาโดยตลอดหลายครั้งหลายหน และนายกรัฐมนตรียังมิได้แสดงความรับผิดชอบใด ๆ ต่อผลที่เกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นรัฐบาลยังแสดงท่าที และพยายามใช้กำลังที่มีอาวุธร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมอีก

เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขอประณามการก่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะเหตุการณ์ในวันที่ 10 และวันที่ 22 เมษายน พร้อมทั้งขอแสดงความเสียใจต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และเจ้าหน้าที่ทหารที่ตกเป็นเหยื่อของสถานการณ์ที่รุนแรงและความขัดแย้งซึ่งเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบต้องเร่งสืบสวนหาผู้กระทำความผิดมาลงโทษโดยเร็ว

ทั้งนี้ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมพร้อมกลุ่มผู้สนับสนุนการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีจึงขอเรียกร้อง ดังนี้

1.รัฐบาลและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรยอมรับความจริงว่ากลุ่มผู้ชุมนุม นปช. และผู้สนับสนุนมีเป็นจำนวนมากและหนทางในการแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีก็ด้วยวิถีทางการเมืองและกระบวนการเจรจาเท่านั้น หาใช่การใช้กำลังเข้ากดดันหรือการให้ร้ายป้ายสีและใช้สื่อปลุกปั่นสร้างความจงเกลียดจงชังต่อกันและกันไม่

2.รัฐบาลควรตระหนักว่าการใช้กำลังเข้าสลายชุมนุมแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐจะพกพาอาวุธและกระสุนจริงเพื่อป้องกันตัว แต่วิญญูชนย่อมเล็งเห็นถึงผลแล้วว่าหากเกิดการปะทะกันและเกิดการพลาดพลั้งหรือมีผู้ใช้อาวุธก่อความรุนแรงก็จะทำให้มีผู้บาดเจ็บล้มตายอีกและจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย และอาจบานปลายถึงขั้นเกิดการจลาจลขึ้นทั่วประเทศ

3.รัฐบาลควรยกเลิกการบังคับใช้พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในฯ และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และการใช้กำลังทหาร เพราะการออกประกาศหรือข้อกำหนดที่เป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนดังกล่าวและการใช้กำลังทหารจำนวนมากตามที่ต่าง ๆ ในกรุงเทพมหานครเป็นที่ประจักษ์แล้วว่าไม่สามารถป้องกันเหตุร้ายได้เลย เช่น การระเบิดที่สีลมมีประชาชนบาดเจ็บและเสียชีวิต ทั้งยังทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสมือนตกอยู่ในภาวะสงครามหรือการรัฐประหาร

4.นายกรัฐมนตรีควรแสดงความรับผิดชอบของตนเองในคำสั่งให้สลายการชุมนุมจนทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก โดยการลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเพื่อแสดงจริยธรรมทางการเมือง ซึ่งก่อนมาดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรีได้เคยเรียกร้องให้บุคคลอื่นแสดงความรับผิดชอบทำนองเดียวกันนี้มาแล้ว และเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อื่นมาทำหน้าที่แก้ไขสถานการณ์บ้านเมืองทั้งนี้ ถือได้ว่านายกรัฐมนตรีมิได้กระทำตามการเรียกร้องของกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต้องการให้ยุบสภาแต่ประการใด


5.รัฐสภาควรทำหน้าที่อย่างเต็มกำลังเพื่อเป็นกลไกในการแก้ปัญหาขัดความแย้งที่เกิดขึ้นในชาติ


5.1เร่งดำเนินการแต่งตั้งกรรมาธิการและอนุกรรมาธิการสอบสวนกรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน และเหตุระเบิดที่บริเวณถนนสีลมเมื่อวันที่ 22 เมษายน โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่มีผู้เสียชีวิต เพื่อทราบผู้กระทำผิดที่แท้จริง และเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

5.2หากนายกรัฐมนตรีลาออก สภาผู้แทนราษฎรควรเลือกบุคคลที่สามารถประสานกับทุกฝ่ายได้ มาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งดำเนินการเจรจากับแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม เพื่อนำไปสู่การยุบสภาโดยเร็ว และเพื่อการเลือกตั้งโดยสันติต่อไป

6.พรรคการเมืองแต่ละพรรคควรแถลงจุดยืนต่อสถานการณ์และวิธีการแก้ปัญหาในระยะสั้นและในระยะยาวเพื่อให้ผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งได้รับทราบอย่างเป็นทางการ ทั้งควรร่วมกันช่วยคลี่คลายสถานการณ์โดยยินยอมมอบการตัดสินใจทางการเมืองคืนกลับไปสู่ประชาชนทั้งประเทศให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

7.กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรหลีกเลี่ยงการกระทำใดๆนอกเหนือจากการชุมนุมด้วยความสันติอหิงสาและการป้องกันสิทธิของตนตามสมควรแก่เหตุโดยระวังไม่ให้มีการละเมิดสิทธิประชาชนทั่วไป ขยายขอบเขตการชุมนุม ปิดกั้นหรือขัดขวางช่องทางจราจรของรถพยาบาล หรือการให้บริการของรัฐ

8.กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากันกับผู้ชุมนุมกลุ่มอื่นเพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงมิให้กระทบกระทั่งกัน ซึ่งอาจเป็นช่องทางให้ผู้ไม่หวังดีเข้ามาก่อเหตุการณ์แทรกซ้อน

9.ในกรณีที่มีการยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในฯ และ พ.ร.ก. การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินฯ และรัฐบาลยุติการปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน นายกรัฐมนตรีลาออกและมีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ที่พร้อมเจรจาแนวทางยุบสภากับกลุ่มผู้ชุมนุมนปช. แกนนำกลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ควรประกาศยุติการชุมนุมทันที

นอกจากข้อเรียกร้องดังกล่าวข้างต้นแล้ว เครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรมขอยืนยันข้อความในแถลงการณ์ฉบับที่ 1 ที่ว่า ในระยะยาวทุกฝ่ายรวมถึงประชาคมวิชาการต้องร่วมกันสร้างสรรค์สังคมบนพื้นฐานของหลักการประชาธิปไตย หลักคุณธรรมจริยธรรม หลักนิติธรรม หลักความเสมอภาค ให้เป็นสังคมที่ปราศจากความอยุติธรรมซึ่งเป็นเงื่อนไขของความขัดแย้ง

ละเว้นการกระทำการใด ๆ ที่มุ่งสู่ผลโดยมิได้คำนึงถึงความถูกต้องชอบธรรมของวิธีการ ทั้งนี้ เพื่อให้สังคมไทยมีแต่ความสงบสันติสืบไป


ผู้ประสานงานเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม

ชวลิต หมื่นนุช มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เสถียรภาพ นาหลวง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
บัญชา สกุลดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ชาญ มายอด ศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

พยานชี้ คอมมอนโดพร้อมปืนยาวในรพ.จุฬาฯเมื่อคืน

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

รายงานจากสมาชิกเว็บบอร์ดประชาไท "ยี่หร่า" ซึ่งให้ข้อมูลที่เชื่อถือได้ แจ้งว่าตนเองได้เห็นทหารคอมมอนโดพร้อมอาวุธครบมือในโรงพยาบาลจุฬาฯเมื่อคืนนี้ (29 เม.ย.)

"เมื่อคืน 29 เม.ย.53 พอทราบข่าวว่ามีพี่น้องเสื้อแดงพาสื่อไปโรงพยาบาลจุฬาฯ เพื่อดูว่ามีทหารมากบดานในโรงพยาบาลหรือไม่นั้น ตอนแรกก็ว่าจะไม่ตามไป

เพื่อนๆพี่ๆน้องๆก็พากันออกไปดู ท้ายสุดทนไม่ไหวขับรถดุ่ยๆคนเดียวตามไปด้วยภายหลัง เห็นปิดไฟมืดหมด เลยขับรถเลยไปแล้วยูเทิร์นย้อนกลับมา รถมาติดตรงสี่แยกอังรีดูนังค์ ที่แยกซ้ายไปสุริวงค์ ขวาแยกเข้าอังรีดูนังต์ ระหว่างรถติดไฟแดง หันไปทางขวามือทางรั้วจุฬาฯ

ไอ้หยา!!! อะไรนั่น คนในชุดลายพรางตะคุ่มๆ ยืนแนบเสาไฟฟ้าด้านนอกถนนติดรั้ว รพ.จุฬา พร้อมยกปืนยาวส่องเข้าไปใน รพ. เพ่งมองตรงรั้ว รพ.ก็มีคนยืนหลบเงาพร้อมปืน ส่องส่ายไปส่ายมาอยู่ด้านนอก 4-5 คน

เพ่งผ่านกระจกรถเข้าไปในรั้วจุฬาฯก็เห็นมีทหารพร้อมอาวุธปืนยาวอีก 5-6 คน วิ่งเหยาะถอยหลัง พร้อมกับนั่งตั้งเข่ายกปืนส่องส่ายไปมา เหมือนกับว่าระวังว่าจะมีใครตามมา ทำอย่างนี้สองถึงสามหน จนมาติดรั้ว รพ.ที่มีทหารยืนถือปืนซุ่มอยู่ด้านนอกรั้วถนน

และแล้วเหมือนหนังการตูนเลยค่ะ อย่างไว ทหารถือปืนยาวข้างในรั้วโรงพยาบาลจุฬาฯพากันปีนรั้วโรงพยาบาลออกมาสมทบกับพรรคพวกด้านนอก จากนั้นสองคนแรกจับมือกันวิ่งอย่างไว ตามด้วยทหารพร้อมปืนยาว (คือจะว่าไปทุกคนถือปืนยาวหมดทุกคน) พากันวิ่งข้ามถนน ผ่านหน้ารถเรา ผ่านหน้ารถมอเตอร์ไซด์ แท็กซี่ รถเมล์ รถเก๋ง ที่จอดติดไฟแดงอยู่

วิ่งสะพายปืนยาว ข้ามถนนอย่างไว ไปยังถนนสุริวงศ์ หายไปกับสายลมและแสงจากดวงจันทร์ อย่างไวค่ะ พี่น้อง


ยังค่ะยังไม่จบ หมดซีนทหารสะพายปืนยาวปีนรั้วออกมาจากโรงพยาบาลจุฬาวิ่งข้ามถนนไปยังถนนสุริวงศ์หายไปตามซอกหลืบตึกลับตาไป ก็พอดีไฟเขียว ก็เลี้ยวรถเข้าถนนอังรีดูนังต์ ภาพหน่วยคอมมานโดดำพรึดเป็นร้อยๆ โบกให้รถหยุด หน่วยนี้ออกมาจากสถานการศึกษาของมหาลัยจุฬาฯ

เฮ้ย อะไรฟะ สถานศึกษา โรงพยาบาล กลายเป็นแหล่งกบดานทหาร ตำรวจ ปฏิบัติการกันไปหมดแล้วหรือนี่ โอพระเจ้าช่วยกล้วยทอด!!!หน่วยที่ว่าเดินตบเท้าพรึดๆๆๆ ข้ามถนนยังกับแนวทางช้างเผือกดำผ่านมุ่งหน้าเข้าสู่ประตูโรงพยาบาลด้านข้างถนนอังรีดูนังต์นี่แหละ หายเข้าไปพรึดๆๆๆๆ จนลับตา...ไม่รู้เข้าไปทำไม เข้าไปแล้วจะเจอทหารอีกมั้ย ไม่รู้เหมือนกัน

ความจริงวันนี้..มันมั่วไปหมดแล้วค่ะพี่น้อง"

ภาพประกอบไม่ใช่เหตุการณ์จริง

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(30เม.ย.):เราจะฝ่าข้ามไป

ที่มา Thai E-News



ก่อนตายจะหมายสิ่งใด?-คุณกานต์ ทัศนภักดิ์ ส่งภาพถ่าย (ที่่เชื่อกันว่า) เป็นภาพสุดท้ายของคุณฮิโรยูกิ มูราโมโต (ช่างภาพรอยเตอร์ชาวญี่ปุ่น) ก่อนถูกยิงเสียชีวิต ซึ่งถ่ายคู่กับหญิงผู้ชุมนุมเสื้อแดงในที่ชุมนุมบริเวณสะพานผ่านฟ้าฯ ถนนราชดำเนิน ขอขอบคุณเจ้าของภาพที่กรุณาอนุญาตให้ทำซ้ำครับ (ผู้ชุมนุมซึ่งเป็นเจ้าของภาพได้กรุณานำมามอบผู้สื่อข่าวอิสระรายหนึ่งและผม ถ่ายสำเนาเมื่อคืนวันที่ 27 เมษายน 2553)


โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
30 เมษายน 2553

***นับตั้งแต่เริ่มชุมนุมใหญ่เมื่อ 12 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา คอลัมน์สังคมข่าวชาวเสื้อแดงก็หายไปเลย ไม่ได้มีปัญหาตรงไหนนะครับ เพียงแต่ทีมข่าวไทยอีนิวส์ได้ทุ่มเทไปที่การนำข่าวสารที่เรียกว่าhot issue หรือcurrent news หรือพวกinvestigative news หรือบรรดาข้อคิดเห็นที่สอดรับกับสถานการณ์นั้นๆขึ้นนำเสนอเป็นหลัก แต่ตอนนี้มีเสียงเสนอมามากว่า อยากมีช่องทางการติดต่อกันภายในหมู่คนที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตย ก็เลยเปิดฟื้นที่นี้ขึ้นอีกหนหนึ่ง***

***ช่องทางในการส่งข่าว ภาพ คลิปวิดิโอ กำหนดการ งานกิจกรรม บทกวีความเรียง บทความ หรือ ข้อเสนอแนะต่างๆ ส่งมาถึงเราที่อีเมล์เดิมครับ thaienews99@googlegroups.com ไม่คิดค่าลงข่าว บริการฟรีเหมือนเดิม***


***ยุคเผด็จการครองเมือง เรื่องหลักที่พวกมันทำคือปิดหูปิดตาประชาชน เลยต้องแจ้งช่องทางรับข้อมูลข่าวสารกันไว้ ช่องทางต่างๆต่อไปนี้เข้าได้ครับ เสียเวลาคลิ้กทดสอบดูหน่อย และหากท่านผู้อ่านมีช่องทางในการรับชมข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่คิดว่าควรเผยแพร่ให้ผู้อื่นสามารถเข้าถึงข้อมูลด้วย โปรดแจ้งเพิ่มเติมมาที่ thaienews99@googlegroups.com***

***ท่านยังสามารถติดตามโทรทัศน์ People Channel ได้หลายช่องทางผ่านอินเตอร์เน็ต ดังต่อไปนี้
1. วิทยุเปิด windws media player --->file--->open URL----->mms://radio.dstationtv.tv:8072
2. ดูจาก web site
www.dstationtv.tv
www.dstationtv.net
www.kontaigermany.com
www.peoplechannel.net
http://sv3.redshirttv.com
http://redgermany1.co.cc/
http://weredhome2.cz.cc/
http://www.redadhoc.net
http://99it.co.cc/media.php
http://thaitvnews.blogspot.com/search/label/People%20Channel%20Live
http://www.unblockallweb.com/index.php?q=aHR0cDovL3d3dy4xMTJ2aWN0aW1zLm9yZy9yYWRpbw%3D%3D
- http://bit.ly/dangtvz

3. ดู People Channel ผ่าน SopCast ,address/ID =93715 และ 93733 และ 93899 และ 93901 โดย download program SopCast ได้ที่www.sopcast.cn/download/

เข้าใช้แบบ anonymous ก็ได้ หรือจะช่วย login ก็จะดีมาก สามารถดูได้จาก ข้อ 2 ด้วยที่ด้านล่างของ web site ใน group= zzzz

4. ดู TV ผ่าน windows media player ---->file--->Open URL--->mms://tv.dstationtv.tv/people1 หรือmms://tv.dstationtv.tv/people2

หรือ http://www.mediafire.com/?dxnuvwzibzm

เนื่องจากรัฐบาล block Internet จากผู้ใช้ Internet ในเมืองไทย ข้อ 1,2,4 อาจจะดูได้ไม่ครบทุก functtion
แนะนำให้ download ULTRASURF มาติดตั้งก่อน สามารถ download ได้ที่ www.ultrareach.comหรือ clickhttp://www.mediafire.com/?vzmzyyy2d2j***

***คลื่นวิทยุที่ยังรับฟังได้ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล

-คลื่นผ่านฟ้า 106.80 ฟังได้ทางฝั่งธน หรือย่านนั้น
- วิทยุแทกซี่ 107.75 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก
- คลื่นลำลูกกา 96.35
- คลื่นสำโรง 97.25 ฟังได้ย่านกรุงเทพฯฝั่งตะวันออก หรือปรับจูนไปที่ 97.35 MHz เพื่อรับฟังได้ชัดเจนมากขึ้น
- คลื่นปู่เจ้า 101.25
- คลื่นราชประสงค์ 106.85***

***ส่วนช่องทางรับข้อมูลข่าวสารผ่านทางSMSนั้น

บริการ TPNews (Thai People News) : ข่าวสารสำหรับผู้รักประชาธิปไตย เที่ยงตรง แม่นยำ ส่งตรงถึงมือถือทุกวัน สมัครวันนี้ ใช้ฟรี 14 วัน พิมพ์ PN ส่งมาที่เบอร์ 4552146 ทุกระบบ เพียง 29 บาท/เดือน (เฉพาะ DTAC 30 บาท/เดือน)
Call center: 084-4566794-6 (จ.- ศ. 9.30-17.30 น.)***

***แฟนประจำประชาไท หากอึดอัดเชิญทางนี้

หากประชาไทโดนบล็อก แฟนประจำสามารถติดตามได้อีกช่องทาง คือทางเฟสบุ๊ค

http://www.facebook.com/Prachatai#!/Prachatai?v=wall&viewas=100000534231906
***

***ไทยอีนิวส์เปิดเวบบอร์ดให้สนทนา แลกเปลี่ยน

วิธีเข้าไทยอีนิวส์หลังถูกปิดกั้น คลิ้กระบบแปลของ google จากนั้นพิมพ์www.thaienews.blogspot.com ลงในช่อง แล้วคลิ้ก"แปล" และคลิ้กคำ"ต้นฉบับ"(original)ที่มุมขวาบนสุดของหน้า ก็จะเข้าได้ตามปกติ หรือ http://bit.ly/thaienews

เรายังได้เปิด้เว็บบอร์ดไทยอีนิวส์ให้ท่านแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารด้วยครับ เชิญที่นี่http://groups.google.com/group/thaie-news?hl=en&pli=1***


***นิตยสารVocie of Taksin ฉบับพิเศษ เปิดโปงเบื้องหลังคำสั่งฆ่าจากราชดำเนินถึงราชประสงค์ พร้อมหลักฐานมัดแน่นฆาตกรอำมหิตสังหารหมู่ในเหตุการณ์เมษาทมิฬ นำหลักฐานเด็ดอาวุธและกระสุนสงครามที่ถูกนำมาใช้ในการทำสงครามล้างเผ่าพันธ์คนเสื้อแดงในวันที่ 10 เมษายน 2553 พิมพ์สี่สี่ 72 หน้า ในราคาเท่าเดิม 40 บาท เป็นฉบับทิ้งทวนก่อนถูกสั่งปิดตาย

พร้อมด้วยบทกวี เลือดระบอบของจักรภพ เพ็ญแข กลั่นออกจากใจเขียนถึงวีรชนคนเสื้อแดงหลั่งเลือดสู้กับอำมาตย์จนขาดใจตาย และบทกวีเสียดสีอ่านแล้วขนหัวลุก “จะรักกูไปทำไม อีใจร้าย”

บทวิเคราะห์เจาะลึกถึงนักรบดำกับความขัดแย้งในกองทัพบก พร้อมพยานปากคำจากเหยื่อกระสุนสงคราม ทุกเรื่องราวร้อนแรง ทุกบรรทัดท้าทาย

หาซื้อได้ที่ร้านนายอินทร์ ดอกหญ้า บีทูเอส นายอินทร์ แผงหนังสือข้างถนน ทั่วประเทศ หรือสั่งซื้อ0818229477 0894828586 081-2869705 ***

***ดร.ไชยันต์ รัชชกูล จากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำหนังสือเวียนขอผู้ร่วมลงชื่อในจดหมายเปิดผนึกถึงผบ.ทบ.สนับสนุนเรื่องการไม่ใช้กำลังอาวุธปราบปรามผู้ชุมนุม การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง นักกิจกรรม ประชาชนท่านใดเห็นด้วยกับเรื่องนี้ ขอให้ส่ง sms ถึง 081-5307211 ว่าขอร่วมลงชื่อด้วย หรือลงชื่อไปที่ akkkaphon@hotmail.com ภายในวันศุกร์ที่ ๓๐ เมษายน เวลาไม่เกิน ๑๖.๐๐ ***

2มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรม ในกระแสความขัดแย้งทางการเมือง

ที่มา Thai E-News



ปี 2535 หลังจากพลเอกสุจินดา คราประยูร สั่งฆ่าคนแล้ว จะมีเสียงสะท้อนจากสังคม (public opinion) ที่ชัดว่าการฆ่าคนทำไม่ได้ แต่การสลายการชุมนุมครั้ง 10 เม.ย. หนักหนากว่าครั้งพฤษภา 2535 เสียอีก ถ้าเรายอมรับการกระทำแบบนี้ได้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานในสังคมข้างหน้า ที่ผมเสียใจมากคือ พวกป่าวประกาศสันติวิธีทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์นี้มีใครออกมาแสดงจุดยืนบ้าง แสดงว่าที่เขาพูดเรื่อง2มาตรฐานมันกระจายไปหมดทุกวงการ


โดย ประชา อภิวัฒน์
30 เมษายน 2553

การสลายการชุมนุมนปช. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา ซึ่งทำให้มีผู้ชุมนุมเสียชีวิตไม่น้อยกว่า 20 คน บาดเจ็บกว่า 800 คน ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์สูญเสียความชอบธรรมทางการเมืองในทันที

ทว่าหลังเหตุการณ์ผ่านไปเพียง 2-3 วัน รัฐบาลได้พลิกเกมส์กลับมาเป็นฝ่ายรุก ด้วยข้ออ้างว่าการตายและบาดเจ็บของทั้งฝ่ายทหารและผู้ชุมนุม เกิดจากการกระทำของผู้ก่อการร้ายที่แต่งกายด้วยชุดดำ ต่อมารัฐบาลอ้างว่าชายชุดดำแฝงและคนเสื้อแดงเป็นพวกเดียวกัน

การแก้เกมส์ทางการเมืองของรัฐบาลเพื่อให้พ้นจากข้อหาทรราชมือเปื้อนเลือด สร้างความวิตกให้แก่ผู้คนจำนวนหนึ่งในสังคมว่า รัฐบาลกำลังจะสร้างมาตรฐานใหม่ทางศีลธรรมและจริยธรรมในสังคม

ดร.ไชยันต์ รัชชกูล นักสังคมศาสตร์และนักวิชาการด้านสันติวิธี แห่งมหาวิทยาลัยพายัพ ตั้งข้อสังเกตว่า
“ย้อนกลับไปในปี 2535 หลังจากพลเอกสุจินดา คราประยูร สั่งฆ่าคนแล้ว จะมีเสียงสะท้อนจากสังคม (public opinion) ที่ชัดว่าการฆ่าคนทำไม่ได้ สมมติมีอาชญากรที่ทำผิด คุณจะลงโทษประหารชีวิตเขาหรือไม่ ยังเป็นประเด็นถกเถียง ทั้งๆ ที่เขาทำผิดแน่ๆ และเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงมาก แต่จะลงโทษด้วยการประหารชีวิตหรือไม่ ยังเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันได้ในทางศีลธรรมและจริยธรรมในหลายๆ ประเทศ แต่การสลายการชุมนุมครั้ง 10 เม.ย. ปีนี้ มันหนักหนากว่าครั้งพฤษภา 2535 เสียอีก ผิดไม่ผิดไม่รู้ แต่เอากันถึงตาย ถ้าเรายอมรับการกระทำแบบนี้ได้ จะเป็นการสร้างมาตรฐานในสังคมข้างหน้า ที่ผมเสียใจมากคือ พวกป่าวประกาศสันติวิธีทั้งหลาย หลังจากเหตุการณ์นี้มีใครออกมาแสดงจุดยืนบ้าง แสดงว่าที่เขาพูดเรื่องสองมาตรฐานมันกระจายไปหมดทุกวงการแล้วทั้งประเทศ อันนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ตอนที่สุจินดาสั่งยิง ผมอยู่ที่กรุงเทพ หลังจากยิง มันไปมีการประท้วงที่รามคำแหงในวันรุ่งขึ้น ผมคิดในใจว่าสุจินดาเสร็จแล้วล่ะ คือถ้าใช้มาตรการฆ่าคนขนาดนี้ ก็ไม่มี legitimacy หรือความชอบธรรมที่จะอยู่ต่อไปได้

แต่เมื่อเทียบกับเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา อะไรกันนี่ ฆ่าคนขนาดนี้ก็ยังเชิดหน้าชูตาต่อไป แล้วสังคมก็นิ่งเฉย มันอะไรกันเนี่ย ผมเพิ่งกลับจากอินเดีย เขาพูดถึงเหตุการณ์ในประเทศไทย เขาพูดเรื่องการปะทะกันระหว่างคนที่มีความเห็นแตกต่างกัน คนเขาตีกัน มีคนตาย ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แต่รัฐบาลจัดการไม่ได้ ป้องกันไม่ได้ รัฐบาลเขายังลาออก ของเรานี่รัฐบาลเป็นคู่กรณีเองเลย”


ภาวะนิ่งเงียบของภาคประชาสังคม ภายหลังรัฐบาลอภิสิทธิ์สั่งสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. ที่มีคนตายและบาดเจ็บ ได้ถูกนำไปเปรียบเทียบกับการแสดงออกของภาคประชาสังคมเมื่อครั้งที่รัฐบาลสมชายสั่งสลายการชุมนุมของพธม. เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นำไปสู่คำถามว่า “ใช่หรือไม่ว่า มาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมของสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว?”

เพราะนิ่งเฉยของภาคประชาสังคมต่อการตายของคนเสื้อแดง ไม่อาจแปลความเป็นอย่างอื่น นอกจากการส่งสารว่า “สังคมไทยยอมรับการใช้กำลังเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง และยอมให้มีการใช้ความรุนแรงเข้าปราบประชาชนจนเสียชีวิต”

คำถามที่ตามมาคือ “อะไรทำให้เส้นมาตรฐานทางศีลธรรมและจริยธรรมมันตกต่ำไปถึงเพียงนี้?”

ในการตอบคำถามดังกล่าว จำเป็นอยู่เองที่จะต้องย้อนไปพิจารณาถึงจุดเปลี่ยนในความขัดแย้ง ดร.ไชยันต์ได้ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า ภาพด้านลบของรัฐบาลเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อมีความพยายามของรัฐบาลที่จะเบี่ยงประเด็นข้อโต้แย้งใหม่
“ตอนนี้เป็นการ shift debate ตกลงใครยิงไม่รู้ ทั้งที่แทบจะไม่มีข้อสงสัย ทหารยิงผู้ชุมนุมมันไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว แต่กลายเป็นการตั้งวาระขึ้นมาใหม่ว่า อาจจะเป็นพวกเดียวกันยิงเสื้อแดง หรือคนชุดดำยิงเสื้อแดง ก็นับว่าเป็นความเก่งมากของฝ่ายรัฐบาลและทหารที่เบี่ยงวาระการถกเถียงไป เพื่อ minimize อาชญากรรมครั้งนี้ให้เหลือน้อยที่สุด เป็นไปตามศัพท์คำว่า blaming the victim คือทำให้เหยื่อกลายเป็นผู้ถูกกล่าวหา

เหมือนกับคนทำผิดใส่ร้ายคนถูกทำร้าย เหมือนคนถูกกระทืบ แต่คนที่กระทืบยังมาด่าซ้ำว่า ทำไมไม่อยู่เฉยๆ ให้กระทืบล่ะ ประเด็นนี้ทำให้คิดว่า ในอนาคตมาตรฐานทางศีลธรรมของเราจะมีไหม แรงกดดันทางศีลธรรม (moral force) ที่มีต่อปฏิบัติการทางการเมืองจะยังมีไหม ในสังคมทั่วๆ ไปเขามี แล้วของเราล่ะตอนนี้มีไหม หรือไม่มีแล้ว จะตรลบแตลงยังไงก็ได้ เรื่องสองมาตรฐานเกือบจะไม่ต้องพูดแล้ว มันเห็นชัด จนไม่รู้จะชัดยังไงแล้ว เมื่อก่อนเราพูดถึงสองมาตรฐานทางกฎหมาย แต่เดี๋ยวนี้มาถึงเรื่องสองมาตรฐานทางศีลธรรมด้วย”


ดร. ธเนศว์ เจริญเมือง อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ให้มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับปรากฏการณ์นิ่งเงียบของสังคมที่มีการตายของคนเสื้อแดงว่า
“ทำไมจึงเกิดบรรยากาศที่ไม่แคร์ว่าใครเป็นใครตาย เป็นไปได้ไหมว่าตั้งแต่ปี 2548 กลุ่มสีเหลืองได้ปลุกระดมความคิดว่าทักษิณเลว ฝั่งสีเหลืองโดยมากเป็นปัญญาชนที่เก่งด้านศีลธรรมจริยธรรม สุดท้ายเขาสรุปมาสั้นๆ ด้วยคำว่า “กู้ชาติ” ซึ่งทำให้เกิดความชอบธรรมที่จะฆ่า “ศัตรูของชาติ” พอเลือกตั้งใหม่ สมัครกลับมา เขาก็คิดคำว่า “นอมินีของทักษิณ” ขึ้นมา เพื่อบอกว่าการเลือกตั้งไม่สามารถวัดความถูกต้อง

อานันท์ ปันยารชุน ซึ่งเป็นตัวแทนของคนที่กุมความคิดของสังคมและเอ็นจีโอ เป็นคนที่ไม่ได้มองว่าการเลือกตั้งสำคัญ

อีกคนหนึ่งที่โดดเด่นคือ ว. วชิรเมธี ออกมาบอกว่า “ฆ่าเวลาเป็นบาป มากกว่าฆ่าคน” ประโยคนี้เหมือนกิติวุฒโทเคยบอกว่า “ฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป” คือฆ่ามันเสีย จัดการให้หมด ใช่แล้ว เอาเลยๆ เมื่อความคิดแบบ 2548 ยังครองความคิดของสังคมอยู่หมด เมื่อเกิดการยิงตุ้มตั้มๆๆ ขึ้นมาในวันที่ 10 เม.ย. พอฆ่าแล้วไม่เรียบหมด และมีทหารใหญ่ตายด้วย ก็เลยช็อคคนพวกนี้ ครั้งนี้ก็เหมือนกับเหตุการณ์ 14 ตุลา 6 ตุลา มีการสร้างภาพ “ศัตรูของชาติ” คือคนเสื้อแดง ที่ป่าเถื่อน บ้านนอก เป็นควาย เป็นสมุนทักษิณ รับเงินมา พูดให้ดูดีก็คือ ขอให้รัฐบาสจัดการกับเสื้อแดงอย่างเด็ดขาด ทันทีที่มีเสื้อดำโผล่ออกมา ก็มองเห็นว่าอันนี้แหละจะมาเป็นตัวช่วย เพื่อให้รัฐบาลบิดประเด็นไป ไม่ต้องพูดเรื่องความตายของคนเสื้อแดงอีกเลย เพราะเขาก็พูดเรื่องฆ่าเสื้อแดงให้หมดไปเลย ดีกว่าปล่อยไปให้เสียเวลา”


วรรณภา นีระสิริ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มช. ให้ข้อสังเกตว่า “
คนกรุงเทพเองที่อยู่แถวนั้น (ย่านราชประสงค์) รู้สึกถูกกระทบกระเทือน เด็กก็โดนพ่อแม่คนชั้นกลางพูดใส่หูทุกวัน ก็เลยไปร่วมกลุ่ม ต่อต้านเสื้อแดง คนจำนวนหนึ่งเรียกร้องให้รัฐบาลจัดการอย่างราบคาบ เขาบอกว่ารัฐบาลเลี้ยงเสียข้าวสุก ถ้าทำอะไรไม่ได้ก็ออกไปเถอะ

ข้อเรียกร้องแบบนี้บ่งบอกนัยว่า รัฐบาลไม่สามารถจัดการ ต้องเอาทหารเข้ามาแทนตำรวจ เพราะทหารถูกฝึกมาเพื่อจัดการศัตรูของชาติ เพื่อสร้างความเรียบร้อย ทหารเขามีกฎระเบียบของเขาเอง การใช้ความรุนแรงของทหารเป็นเรื่องที่สังคมยอมรับมานานแล้ว และเป็นการใช้ความรุนแรงที่ตรวจสอบไม่ได้ด้วย ถ้าใช้ตำรวจก็ไม่ได้แล้ว เพราะตำรวจจำนวนหนึ่งมีเมียเป็นเสื้อแดง เขาก็เอาคนที่มองคนเสื้อแดงเป็นศัตรู ไม่ใช่เพื่อน ไม่ใช่คนไทย เพราะเขาปฏิบัติภายใต้หน้าที่อีกชุดหนึ่ง

มาตรฐานทางศีลธรรมของเขาเป็นคนละชุดกับเรา เหมือนกับเรื่องชายแดนใต้ เวลาคนกรุงเทพฯมองปัญหาชายแดนใต้ก็สงสารทหาร ตอนนี้ก็เอาเรื่องศัตรูของชาติมาใช้กับคนเสื้อแดงที่กรุงเทพ แต่ด้วยปริมาณคนเสื้อแดงมีมาก ทำให้รัฐไม่สามารถจัดการได้เหมือนที่ทำในบางพื้นที่ ดังนั้นถ้าเราจะสะท้อนอะไรกลับไปกับสิ่งที่เกิดขึ้น ก็คงต้องเรียกร้องไม่ให้ใช้ความรุนแรง หรือให้มองคนเสื้อแดงเป็นคน ซึ่งก็ทำได้ยากทุกที เพราะตอนนี้มีการใช้สื่อภายใต้กำกับของรัฐสร้างภาพทั้งวันทั้งคืน

เราไม่มีทางปฏิเสธการรับรู้ความจริงผ่านสื่อเลย สื่อกระตุ้นให้คนทั่วไปรู้สึกว่าเรากำลังเผชิญกับกลียุค ตอนที่มีการใช้เครื่องบินพุ่งเข้าชนตึกในสหรัฐอเมริกา สื่อในสหรัฐก็มีการนำเสนอภาพคนตายซ้ำๆ ทั้งวัน ไม่นานรัฐสภาสหรัฐก็มีมติให้กองกำลังทหารเข้าไปบุกอีรัก ตอนนี้รัฐบาลไทยกำลังใช้วิธีการเดียวกันเลย เพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการปราบ แต่เรามองว่าการปราบประชาชนเป็นอาชญากรรม รัฐกลับบอกว่านั่นคือการทำหน้าที่ เราจะสู้กับวาทกรรมของรัฐได้ยังไง ในเมื่อเราไม่มีช่องทางที่จะพูดแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของสังคมไทยที่ต้องช่วยกันคิด”