WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, April 30, 2010

เหตุที่ชนชั้นกลางควรจะต้อง "เข้าใจ" คนเสื้อแดง

ที่มา ประชาไท


ตอนนี้ผมรณรงค์เรื่องที่ชนชั้นกลางควรจะต้อง "เข้าใจ" คนเสื้อแดงอย่างหนัก เนื่องจากเห็นว่า หากชนชั้นกลางเข้าใจคนเสื้อแดงแล้ว นอกจากจะลดความเกลียดชังลงได้ จากบทความของวรรณสิงห์ ที่กล่าวว่า "หากเข้าใจ ความเกลียดชังก็ไม่จำเป็น" (อ่านได้ที่ wallของผม) ผู้เขียนเห็นว่า ความเข้าใจนี้เอง จะนำไปสู่ทางออกของวิกฤติการเมืองนี้ได้ ทำไมจึงเป็นทางออกได้ ขอเสนอเหตุผลไปทีละข้อ

1) ผมเคยอ่านเจอความคิดที่ว่า ประเทศไทยควรจัดให้มีที่กว้างๆ อาจจะเรียกเท่ๆว่า "ลานประชาธิปไตย" ก็ได้ เพื่อให้ม็อบไปชุมนุมตรงนั้น จะได้ไม่เกิดความเดือดร้อนแก่ผู้อื่น ผมคิดว่าลานนี้จะไม่ได้ผลเลยครับ หากรัฐบาลไม่มีจริยธรรม ถึงแม้ว่าจะมีคนไปนั่งอยู่ 1 ล้านคน ถ้ารัฐไม่เหลียวแลปัญหา ทุกอย่างก็จบครับ นี่ไม่ต้องพูดถึงม็อบเล็กๆ เช่นกลุ่มเกษตรกร มากันแค่ร้อยกว่าคนนี่ไม่ต้องพูดถึงเลยครับ ทีนี้ถ้ารัฐไม่เหลียวแลจะทำอย่างไร ก็ปิดถนนไงครับ เพราะมันเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดในการ "กดดัน" ให้รัฐหันมาสนใจปัญหาที่พวกเขาเรียกร้อง แน่นอนครับว่า คนแค่หลักร้อย การปิดถนนอาจจะไม่ได้กระทบกับคนส่วนใหญ่ เท่าม็อบแดงที่ราชประสงค์ตอนนี้ เพราะคนเข้าร่วมชุมนุม จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ยาก

ถึงจุดนี้ ผมอยากถามท่านผู้อ่านว่า หากรัฐไม่เหลียวแลข้อเสนอ จะมีวิธีการอย่างไรให้รัฐหันมามอง ถ้าไม่ใช่การกดดันด้วยการก่อความเดือดร้อนให้แก่สังคมในแง่ใดแง่หนึ่ง ผมอยากจะคิดว่า การก่อม็อบแล้วเกิดความเดือดร้อนนั้นต้องอยู่คู่กันเสมอครับ หลีกเลี่ยงไม่ได้ ยกเว้นครับ หากเรามีความ "เข้าใจ" เข้าใจอย่างไร

1. เข้าใจว่าการก่อม็อบในที่แจ้งเป็นสิทธิอันชอบธรรมตามระบอบรัฐธรรมนูญ กล่าวคือไม่ว่าจะเป็นม็อบของชนชั้นล่างหรือชนชั้นกลาง ก็ย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกัน ชนชั้นกลางอาจจะนึกภาพตนเองเดือดร้อนจนต้องก่อม็อบยากหน่อย แต่ขอให้รู้ไว้ว่า หากมีความเข้าใจ เมื่อท่านก่อม็อบ ท่านก็สามารถกดดันรัฐบาลได้ไม่ต่างกัน

2. ต้องเข้าใจปัญหาของคนไทยร่วมแผ่นดินครับ หากเราสามารถเอาใจเขาใส่ใจเรา ไม่ว่าคุณจะเข้าใจเขาด้วยความเป็นมนุษย์, ผลประโยชน์ที่อาจจะกระทบมาถึงคุณ หรืออะไรก็แล้วแต่ เราจะช่วยผลักดันเรียกร้องรัฐบาลให้หันมาเหลียวแลปัญหาของม็อบครับ เพียงเท่านี้ ม็อบก็ไม่ต้องใช้วิธีกดดันรัฐบาล โดยการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่นแล้ว

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ความเหลื่อมล้ำของสังคมที่ฝังรากลึก และคนชนชั้นกลางไม่สามารถเข้าใจความทุกข์ยากของพวกเขาได้ หากพวกเขาไม่ได้รับผลกระทบจากม็อบ พวกเขาก็จะใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่หากพวกเขาได้รับความเดือดร้อน พวกเขาจะเข้าใจแต่ความทุกข์ยากของตนเอง เช่น ไม่ได้รับความสะดวกสะบายจากการ ใช้ชีวิตในเมืองอย่างที่เคย ผลที่เกิดขึ้นก็คือ นอกจากคนชั้นกลางจะไม่เรียกร้องให้รัฐช่วยเหลียวแลปัญหาของม็อบ ยังกลับพร้อมที่จะให้รัฐเข้าปราบปรามม็อบ จนเกิดเป็นความเกลียดชังขึ้นมา

ในกรณีของสหรัฐอเมริกา การที่ประธาณาธิบดี จอร์จ ดับเบิ้ลยูบุช เปิดสงครามที่อิรัก มีผู้คนออกมาชุมนุมประท้วงมากมาย เชื่อว่าต้องมีผู้ได้รับผลกระทบจากการประท้วงเหล่านั้น ชาวอเมริกันที่ไม่ออกมาร่วมประท้วง ไม่จำเป็นที่จะต้องใส่ใจความทุกข์ร้อนของชาวอิรักในอีกซีกโลกหนึ่งเลยก็ได้ แต่คนไทยด้วยกันกลับมองไม่เห็นปัญหาของเพื่อนร่วมชาติกันเอง น่าเศร้าใจ

2) ผมได้ยินข้อเสนอหนึ่งของคนเสื้อเหลือง (เขานิยามตนเองเช่นนั้น) คือเขาทราบว่าเสื้อแดงมีหลายกลุ่ม เช่น กลุ่มไม่เอาสถาบัน กลุ่มรักทักษิณ และกลุ่มที่สนใจแต่การยุบสภา แต่การไปนั่งรวมกันเป็นกลุ่มเดียว ไม่อาจหลีกเลี่ยงการ "เหมารวม" ไปได้ เขาเสนอว่าให้คนกลุ่มที่สนใจแต่การยุบสภา แยกตัวออกมาตั้งกลุ่มใหม่ เช่นนั้นแล้วชาวสีเหลืองน่าจะยอมเจรจา ผมคิดว่า ในเมื่อผู้พูดก็รู้อยู่แล้วว่า สังคมในขณะนี้มีการเหมารวมอยู่ และข้อหาที่เหมารวมนั้นก็รุนแรง จนก่อให้เกิดความเกลียดชัง ถึงขั้นมองคนไทยที่เห็นต่างไม่ใช่มนุษย์ กลายเป็นควายโง่ที่สมควรตายได้ และสถานการณ์ในตอนนี้ก็เรียกได้ว่าสุกจนเละแล้ว หากจำนวนของผู้ชุมนุมลดลง รัฐก็พร้อมที่จะเข้าปราบปราม กลุ่มเสื้อหลากสีและเหลืองที่มีความโกรธแค้น ก็พร้อมที่จะเข้าไปหาเรื่องม็อบทุกเมื่อ และแม้ว่าการรวมกันเป็นกลุ่มเดียว มีมวลชนมาก รัฐยังไม่ยอมยุบสภา ผมคิดว่ารัฐก็ยิ่งไม่สนใจกลุ่มที่แยกตัวออกมา โดยไม่ต้องถามถึงชนชั้นกลางที่เป็นแบบข้อ 1 ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว เขาไม่เดือดร้อนก็จบ

สิ่งที่ชนชั้นกลางควรจะ "เข้าใจ" ในเรื่องนี้ก็คือ ในเมื่อท่านก็รู้อยู่ก่อนแล้วว่า มันมีหลายกลุ่มปนกันอยู่ ใยท่านถึงเลือกที่จะมองแบบเหมารวม ซึ่งเกิดขึ้นทีหลังความเข้าใจเรื่องที่ว่าแดงมีหลายกลุ่ม ทั้งๆ ที่ก่อให้เกิดความเกลียดชัง ท่านควรเข้าใจว่า ข้อเรียกร้องในโต๊ะเจรจาทั้ง 2 ครั้ง มุ่งไปที่การยุบสภาเท่านั้น (แกนนำเสื้อแดงและรัฐที่พูดออกนอกเรื่องควรโดนตำหนิอย่างยิ่ง) เมื่อท่านไม่มองแบบเหมารวม ประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็คือ ท่านไม่เกิดความเกลียดชัง และพร้อมที่จะรับฟังข้อเรียกร้องของเสื้อแดง อีกทั้งท่านยังสามารถกระตุ้นให้ทั้ง 2 คู่ขัดแย้ง พูดจาภาษาเดียวกันได้ด้วย ผมไม่เห็นความจำเป็นที่ท่านจะมองกลุ่มเสื้อแดงแบบเหมารวม

3) สิ่งที่ชนชั้นกลางควรจะ "เข้าใจ" ต่อไป ก็คือกระบวนการแบบประชาธิปไตยที่แท้ เพื่อเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่เข้ามาเป็นนายกฯ ในครั้งนี้ โดยผ่านกระบวนการของสภา ซึ่งสามารถเปลี่ยนขั้วได้ตามระบอบประชาธิปไตย จึงควรยุบสภาตามข้อเรียกร้องของกลุ่มเสื้อแดง ผมขอให้เหตุผลอย่างนี้ครับ รัฐบาลชุดนี้เป็นผลพวงจากการทำรัฐประหารปี 49 คือถูกเลือกให้เป็น ส.ส. ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งแม้ว่าจะได้รับการประชามติมาแล้ว แต่ประชามตินั้นให้ความชอบธรรมแก่การใช้รัฐธรรมนูญ 50 เท่านั้น ไม่ได้ให้ความชอบธรรมแก่การทำรัฐประหาร หลังจากนั้นกระบวนการของรัฐธรรมนูญ 50 ได้ทำให้เจตจำนงของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเปลี่ยนขั้ว อันเป็นผลมาจากการยุบพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ผิดปกติไป จากการเปลี่ยนขั้วโดยทั่วไป (หมายถึงการเปลี่ยนขั้วโดยที่ ส.ส.ที่ ประชาชนเลือกเข้ามายังอยู่ครบทุกท่าน) ด้วยเหตุที่กล่าวมารัฐบาลอภิสิทธิ์จึงไม่ควรจะอยู่ในตำแหน่งนาน แต่ควรคืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินกันใหม่ โดยเร็วที่สุด เพื่อความสง่างาม

อภิสิทธิ์เคยกล่าวว่าจะเป็นรัฐบาล เพียง 9 เดือน เพื่อแก้รัฐธรรมนูญก่อนแล้วค่อเลือกตั้งใหม่ แต่ปัจจุบัน เวลาได้ล่วงเลยมามากกว่า 1 ปีแล้ว อภิสิทธิ์ก็ยังไม่คิดที่จะแก้รัฐธรรมนูญ กลับดำเนินตามนโยบายประชานิยมของทักษิณ ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างแบบเดียวกัน เข่น นโยบายเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ซึ่งเป็นเสมือนเบี้ยหัวแตก เมื่อเทียบกับกองทุนหมู่บ้าน 1,000,000 บาท นโยบายดังกล่าว หากจัดการให้ดี มีการให้ความรู้แก่ชาวบ้าน ก็ย่อมเป็นนโยบายที่มีประโยชน์ มากกว่าด้วยซ้ำ

ดังนั้นแม้อภิสิทธิ์จะเป็นนายกฯ โดยไม่ผิดกฏหมาย แต่ความไม่สง่างามก็น่าจะเพียงพอให้รัฐทบทวนบทบาทของตนเองได้ ความไม่สง่างามนี้เป็นกรณีเดียวกับเสื้อเหลืองที่ต้องการให้ทักษิณลาออก เนื่องจากว่าทักษิณยังไม่ถูกศาลตัดสินในกรณีคอร์รัปชั่น การเป็นนายกฯ ของทักษิณจึงชอบธรรม ไม่มีกฏหมายใดมาสั่งเขาลงได้ แต่เขาควรลาออกเพื่อความสง่างาม เช่นเดียวกัน

หากศรัทธาระบอบประชาธิปไตยจริงแล้วล่ะก็ ชนชั้นล่างถือเป็นประชาชนคนหนึ่ง มีสิทธิที่จะออกเสียงเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ การอ้างว่าชนชั้นล่างขาดความรู้ จึงไม่ควรให้เกิดการเลือกตั้งเพราะพวกเขาจะขาดวิจารณญาณในการเลือกผู้แทนที่ดี การอ้างแบบนี้จะถูกต้องได้ บุคคลผู้นั้นก็ระบุให้ชัดไปเลยว่า ไม่ต้องการระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากแม้บุคคลบางกลุ่มจะไม่ได้รับการศึกษา แต่เขาก็เป็นพลเมือง สิ่งที่จะตัดสินว่าใครจะเป็นผู้แทน คือเจตจำนงของเสียงข้างมากนั่นเอง ชนชั้นกลางต้องรู้จัก รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ตามกฏเกณฑ์ของระบอบประชาธิปไตย

4) ชนชั้นกลางควรจะ "เข้าใจ" ว่าการที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภานั้นจะทำให้ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ (ยกเว้นผู้ที่ได้รับผลประโยชน์จากการเป็นรัฐบาลเท่านั้น) กล่าวคือ การที่เสื้อแดงเรียกร้องให้เกิดการยุบสภานั้น เขาต้องการเพียงหนึ่งเสียงของเขากลับคืนมา ในขณะที่ไม่ว่านายกฯ อภิสิทธิ์ จะยุบสภาหรือไม่ ไม่ว่ารัฐบาลไหนจะขึ้นมาบริหารแทน คนชั้นกลางก็ยังคงทำงานที่ได้ผลตอบแทนในอัตราเท่าเดิม และแน่นอนว่าหลายคนน่าจะได้รับสูงกว่าพี่น้องชาวเสื้อแดง ในขณะที่ชาวเสื้อแดงนั้นออกมา อยู่ม็อบเป็นเวลากว่า 1 เดือน การกินเงินเบี้ยม็อบจากนายทุนกลุ่มเสื้อแดงนั้น คงไม่ดีไปกว่าการที่เขาทำงานหาเงินอยู่ที่บ้าน เขาเรียกร้อง 1 เสียงคืน อาจไม่ใช่เพื่ออุดมการณ์บริสุทธิ์ทางประชาธิปไตย แต่เป็นการเรียกร้องไปพร้อมกับผลประโยชน์ที่เขาอาจจะได้รับจาก ส.ส.ที่เขาเป็นคนเลือก ซึ่งก็เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

ถ้าแดงถอย รัฐไม่ยุบสภา แดงก็จะอยู่ด้วยความรู้สึกว่ารัฐไม่เหลียวแล และบรรยากาศของความเกลียดชัง ยิ่งทำให้รัฐบาลอยู่ครบเทอม กลุ่มผู้เกลียดชังเสื้อแดงประกาศชัยชนะ บรรยากาศของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำก็จะไม่เกิดขึ้น ในขณะที่รัฐถอย แดงก็จะรู้สึกว่าตนเองได้ความหลังอันหนึ่งกลับคืนมา ชนชั้นกลางจะได้รับบรรยากาศของการไม่เกลียดชังกลับคืนมา (ได้มาเมื่อท่าน "เข้าใจ" สิ่งเหล่านี้ แล้วช่วยกันส่งต่อความเข้าใจดังกล่าวแล้ว) รัฐก็เท่ากับได้แสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 10 เมษา หลีกเลี่ยงการปะทะและการเสียเลือดเนื้อ หลีกเลี่ยงการทำรัฐประหาร ในสภาวะการณ์ที่ดูไม่มั่นคง นานาประเทศให้การยอมรับ บ้านเมืองเข้าสู่สภาวปกติได้เร็วขึ้น

ในกรณีของผู้ที่ไม่ต้องการให้เกิดการนิรโทษกรรมทักษิณ ขอให้เข้าใจว่า การนิรโทษกรรมนั้น ทำได้เฉพาะกรณีของการโดนทำรัฐประหารเท่านั้น แต่เรื่องคอร์รัปชั่น ศาลยังคงดูแลอยู่ สู้กันตามระบอบต่อไป (อ่านบทความทางออกหลังการยุบสภา ใน note ของผม มีอีกหลายข้อ หากคุณเป็นกังวล)

ผมคิดว่า เมื่อชนชั้นกลางเกิดความ "เข้าใจ" คนเสื้อแดงตามที่ผมเสนอ ทางออกของประเทศก็จะแง้มออก เพียงท่านสนับสนุนให้รัฐเหลียวแลปัญหาของพวกเขา ลดความเกลียดชังที่เกิดจากความไม่เข้าใจ ยอมรับการแข่งขันตามระบอบประชาธิปไตย

หากท่านเห็นด้วยกับแนวทางนี้ โปรดส่งต่อความเข้าใจของท่านต่อไป เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ครับ

หมายเหตุ: บันทึกเรื่อง "เหตุที่ชนชั้นกลางควรจะต้อง "เข้าใจ" คนเสื้อแดง" เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ค ประชาไทเห็นว่าเป็นมุมมองที่น่าสนใจจึงขออนุญาตเจ้าของงานนำมาเผยแพร่

อีกกี่ชีวิตที่ต้องแลกกับแค่การขอใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย”

ที่มา ประชาไท


การเรียกร้องให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ของคนเสื้อแดง ต่อให้เป็นจริงว่าไม่ใช่การเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างบริสุทธิ์ใจ เพราะมี “วาระซ่อนเร้น” เรื่องการช่วยทักษิณให้พ้นผิด หรือมีท่อน้ำเลี้ยงจากทักษิณ และเครือข่ายพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุน แต่ก็เป็นข้อเรียกร้องที่อยู่บนข้อเท็จจริงที่ว่า แทบจะไม่มีครอบครัว หน่วยงาน องค์กร หรือสถาบันใดเลยที่ผู้คนไม่มีความเห็นต่าง หรือมีการแบ่งเป็นเหลืองเป็นแดง (หรือขอวางท่าทีเป็นกลางๆ)

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นเช่นนี้ แม้ไม่ต้องใช้สติปัญญาระดับผู้นำประเทศก็ย่อมจะมองออกได้ว่า มีแต่การใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” คืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่เท่านั้นที่อาจเป็นทางคลี่คลายปัญหาอย่างสันติ และยุติธรรมที่สุดสำหรับประชาชนทุกคนที่มีความเห็นต่าง
การปิดสื่อและใช้อำนาจเด็ดขาดด้วยข้ออ้างเรื่องรักษาความเป็น “นิติรัฐ” ของรัฐบาลซึ่งอยู่อีกขั้วความขัดแย้งทางความคิดนั้น เป็นการตัดสินใจทางการเมืองที่เสมือนไม่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา หรือไม่ก็เป็นการตัดสินใจที่อำมหิตผิดมนุษย์ เพราะผู้ตัดสินใจสามารถหลับตาจินตนาการเห็นศพประชาชนนอนระเนระนาดอยู่ข้างหน้า แต่ก็ยังเลือกที่จะก้าวเดินเหยียบซากศพของของประชาชนเพื่อไปสู่ชัยชนะที่ไร้ความหมาย
จริงหรือไม่ว่า เพราะกลัวทักษิณจนเกินเหตุ จึงเทหมดหน้าตักทำรัฐประหาร 19 กันยายน2549 และเพราะกลัวทักษิณจนขี้ขึ้นสมองจึงทุ่มเททรัพยากรอย่างมหาศาลของชาติ ทั้งเงิน ทหาร ตำรวจ แพทย์ พยาบาล ชีวิตผู้คน ยอมเสียสละอนาคตทางการเมือง แม้กระทั่ง “มโนธรรม” เพียงเพื่อจะสู้กับทักษิณ
ถามว่า แม้ทักษิณจะอุบาทว์ชาติชั่วสักเพียงใด แต่ที่เขาขอสู้กับ “พวกคุณ/พวกท่าน” คือเขาขอใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” หรือขอใช้ “การเลือกตั้ง” ที่ยุติธรรมกับทุกฝ่ายมิใช่หรือ? เขามีเพียงมวลชน ไม่มีกองทัพ ไม่มีรถถัง ไม่มีแม้กระทั่งสิทธิ์ที่จะอ้าง “ความจงรักภักดี” ในการต่อสู้เพื่อสิ่งที่เขาเรียกว่า “ความยุติธรรม”
ผมไม่ได้เข้าข้าง ไม่ได้เชียร์ทักษิณ (ที่จริงวิจารณ์มาตลอด) เพียงแต่ต้องการเตือนให้ทุกคนมอง “ข้อเท็จจริง” ว่า ที่ผ่านมาเขาขอต่อสู้ตาม “วิถีทางประชาธิปไตย” ใช่หรือไม่? ถ้าใช่ ต่อให้ (สมมติว่า) เขาคิดล้มล้างสถาบันจริง “พวกคุณ/พวกท่าน” เชื่อมั่นกันจริงๆหรือว่า ภายใต้ “วิถีทางประชาธิปไตย” ทักษิณจะทำให้สำเร็จได้อย่างที่คิด
อย่าว่าแต่จะใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” ล้มสถาบันได้สำเร็จเลยครับ แม้แต่จะใช้วิถีทางนี้ช่วยตนเองให้พ้นผิดจากคดีความต่างๆ ก็ไม่แน่ว่าทักษิณจะทำได้ ฉะนั้น ความกลัวทักษิณของรัฐบาล บรรดาอำมาตย์ และเครือข่าย จนยอมให้เกิดการสูญเสียชีวิตประชาชน (อย่างไม่อั้น) เพื่อแลกกับการขอใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” ของทักษิณ จึงเป็นความกลัวที่น่าอัปยศอดสูยิ่ง!
ถามจริงๆเถอะครับ “พวกคุณ/พวกท่าน” คิดว่ามันคุ้มจริงๆหรือกับการใช้ชีวิตผู้คน (แม้แต่ชีวิตเดียว) แลกกับ “ข้อกังวล” ที่ว่ายุบสภาเลือกตั้งใหม่แล้วปัญหาอาจไม่จบ การเลือกตั้งก็จะไม่เสรี ไม่สงบสันติ
แล้วไงครับ ต่อให้ไม่เสรี ไม่สงบสันติ ปัญหายังไม่จบจริง มันจะทำให้ประชาชนต้องบาดเจ็บล้มตายกันมากเท่ากับทางเลือกที่ “พวกคุณ/พวกท่าน” เลือกกันอยู่ในเวลานี้ไหม?
“พวกคุณ/พวกท่าน” กำลังสนุกกับการเล่นอะไรกันอยู่ครับ? “ผู้ก่อการร้าย” เอย “เครือข่ายล้มล้างสถาบัน” เอย
ถ้ามันมีไอ้สิ่งที่ว่าอยู่จริง เช่น “ผู้ก่อการร้าย” ทำไม “พวกคุณ/พวกท่าน” ไม่ “โฟกัส” ไปเฉพาะกลุ่มบุคคลเหล่านี้ แล้วจัดการตามกฎหมายเสีย เกิดระเบิดตูมๆมาเป็นปีๆ ทำไมไม่เห็นจับมือใครดมได้ ทำไมเพิ่งมาค้นพบว่าผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม แล้วพร้อมที่จะใช้กำลังสลายผู้ชุมนุมแม้จะไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าจะจับกุมผู้ก่อการร้ายได้กี่คน แต่แน่ใจว่าจะต้องมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องตายอีกนับไม่ถ้วน!
นี่หรือคือการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด การรักษาความเป็น “นิติรัฐ” ของ “พวกคุณ/พวกท่าน” โดยการปราบปรามผู้ก่อการร้ายที่มีประชาชนเป็น “เป้า”
เรื่อง “เครือข่ายล้มล้างสถาบัน” ก็เหมือนกัน หากเป็นเรื่องจริง มีหลักฐานอยู่จริง ก็ต้องจัดการกับกลุ่มคนเหล่านั้นโดยตรง ไม่ใช่อ้าง “ผู้ก่อการร้าย” อ้าง “เครือข่ายล้มล้างสถาบัน” แล้วหันปลายกระบอกปืนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม!
ก็ในเมื่อ “พวกคุณ/พวกท่าน” พูดอย่างผู้มีมนุษยธรรมซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเข้าใจ เห็นใจ สงสารคนยากคนจน คนชนบท คนไร้การศึกษาที่ตกเป็นเครื่องมือของทักษิณ แล้วทำไมจึงแสดง “เมตตาธรรม” ด้วย “การฆ่า” (เป็น “การฆ่า” อย่างแน่นอน เพราะเป็นการกระทำที่รู้ได้ล่วงหน้าว่าจะต้องมีผู้บริสุทธิ์ล้มตาย แต่ก็ยังตัดสินใจให้กระทำ ทั้งที่มีทางเลือกให้ใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” ที่ไม่มีใครต้องตาย)
พูดก็พูดเถอะ ผมขอกราบตีนถามบรรดาเครือข่ายอำมาตย์ ปัญญาชน สื่อ คนชั้นกลางในเมืองที่มีการศึกษา สติปัญญา และคุณธรรมสูงส่ง ว่า ในระบอบประชาธิปไตยนั้น การที่จะมีคนเลว คนอุบาทว์ชาติชั่วสักปานใดก็ตามเขามาขอใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” เพื่อต่อสู้ให้ได้รับสิ่งที่เขาต้องการนั้น การที่ “พวกคุณ/พวกท่าน” ไม่เพียงแต่จะไม่ยอมให้เขาใช้วิถีทางนี้เท่านั้น ยังยอมแลกชีวิตผู้คนจำนวนมากเพื่อไม่ให้คนเลวมาใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” นี่เป็นการกระทำที่ถูกต้องตาม “ระบอบประชาธิปไตย” ที่พวกท่านพร่ำสอนชาวบ้านผู้โง่เขลาอย่างนั้นหรือ?
“วิถีทางประชาธิปไตย” อนุญาตให้ใช้ได้เฉพาะคนดีมีคุณธรรมเท่านั้นหรือครับ? (ถามอย่าง “ซีเรียส” ไม่ใช่ประชด!)
แล้ว “พวกคุณ/พวกท่าน” จะให้คนเลว หรือผู้สนับสนุนคนเลวอย่างพวก “แดงถ่อย” ยอมสละชีวิตอีกกี่ศพขอรับ จึงจะยอมให้พวกเขาได้ใช้ “วิถีทางประชาธิปไตย” ที่พวกเขามาร้องขอให้ตัวเขาเอง พร้อมๆกันกับให้ “พวกคุณ/พวกท่าน” และประชาชนทั้งประเทศได้ใช้วิถีทางเดียวกันนี้อย่างเท่าเทียมกัน!
................
ปล. ผมเขียนบทความนี้ขณะที่นั่งฟังรายการ “คม ชัด ลึก” (28 เม.ย.53) ทาง “เนชันทีวี” วิทยากรรับเชิญพูดตอนหนึ่งว่า “ในฐานะนักรัฐศาสตร์ผมมองว่า หากจะมีการตายกันอีกจากการปราบม็อบ ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะยังถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับสงครามกลางเมืองของสหรัฐอเมริกา...” รายการทีวีนี้จบ ผมเขียนบทความจบพอดี จึงขออุทิศบทความนี้เพื่อไว้อาลัยแด่ “ชัยอนันต์ สมุทวณิช นักรัฐศาสตร์อาวุโสของประเทศไทย”

บันไดเจ็ดขั้น สู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ (Absolute Democracy) อันมีพระมหากษัตริย์เป็นองค์ประมุข

ที่มา ประชาไท


หลักการ– ประชาธิปไตยคืออำนาจสูงสุดของรัฐมาจากประชาชน ในขณะที่หนึ่งรอบของการใช้อำนาจสูงสุดนั้นมีอายุปรกติคือ 4 ปี เส้นทางเดินในระหว่างนั้น มีความเห็นเหมือน มีความเห็นต่าง มีการเรียกร้อง มีการประท้วง มีการชุมนุม มีการใช้เสรีภาพ สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงออก เพื่อผลักดัน ให้รัฐบาลดำเนินการต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาประชาชน แต่ตามรัฐธรรมนูญรัฐบาลก็มีอำนาจที่จะคิด จะสร้าง จะบริหาร เพื่อนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาเป็นจริงให้ได้ และจะต้องเป็นไปตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ บนจุดยืนของแต่ละพรรคการเมืองที่ตนเองสังกัดอยู่ และเช่นเดียวกันประชาชนก็มีเสรีภาพที่จะทำการชุมนุม โดยสันติ ปราศจากอาวุธได้

ทว่าบางครั้งเมื่อแนวความคิดนั้นเกิดขึ้นกับประเด็นสำคัญได้แก่ การเสนอให้ นายกรัฐมนตรีลาออก ซึ่งนั้นคือเสนอให้ เปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหาร และอีกประเด็นหนึ่งซึ่งกำลังเป็นปัญหาสำคัญอยู่ในขณะนี้ คือ เปลี่ยนคณะผู้ทำหน้าที่นิติบัญญัติหรือการเรียกร้องให้มีการยุบสภา เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ หากจำนวนผู้ชุมนุมมีเป็นจำนวนมาก และไม่มีหนทางในการดำเนินการเพื่อที่จะตอบคำถามนี้ โดยใช้หลักเสียงข้างมาก เพราะในปัจจุบันคำถามนี้จะตอบโดย นายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียวเท่านั้น ประชาชนหรือแม้กระทั่งผู้แทนของประชาชนยังไม่มีสิทธิสมบูรณ์ที่จะใช้เสียงข้างมากในการชี้คำตอบที่ควรมาจากประชาชนทั้งประเทศมากกว่านายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ปัญหาการเผชิญหน้าก็จะเกิดขึ้น และหลายครั้งก็มีประชาชนได้รับบาดเจ็บหรือแม้กระทั่งเสียชีวิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเป็นห่วงว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทยเรายังไม่ก้าวไปถึงขั้น สมบูรณ์ เพราะนายกรัฐมนตรีในฐานหัวหน้าฝ่ายบริหารย่อมต้องมีหน้าที่อันชอบธรรมในการรักษาความสงบเรียบร้อย รวมทั้งควบคุมดูแลมิให้มีการละเมิดต่อกฎหมายเพื่อให้เกิดความสงบสุขของสังคมและหน้าที่นี้ก็อาจขัดแย้งเป็นบางครั้งกับหน้าที่ในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในทางการเมืองตามหลักประชาธิปไตย

ดังนั้นหนทางหรือบันไดหรือ road map ที่จะไปสู่ประชาธิปไตยสมบูรณ์ พวกเราน่าจะต้องมาร่วมกันคิดและไปถึงให้ได้เพื่อให้ สิทธิและเสรีภาพยังคงมีอยู่ และประเทศไทยไม่สั่นคลอน เพราะหากประชาชนทุกๆคนออกมาแสดงความเห็นที่ทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยพร้อมๆกัน ประเทศไทยอาจสั่นคลอน!!!

ก้าวที่หนึ่ง

รัฐบาลมีอำนาจอันชอบธรรมที่จะตัดสินใจต่อข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และมิควรต้องตกอยู่ภายใต้การติดสินใจเพราะผู้ชุมนุมถือความได้เปรียบเนื่องจากใช้มวลชนจำนวนมากหรือผู้ชุมนุมใช้วิธีกดดันโดยปิดหรือยึดสถานที่สาธารณะทั้งของรัฐหรือเอกชน และรัฐบาลควรมีเครี่องมือเพื่อจะตอบคำถามได้ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตยและเป็นไปด้วยความรวดเร็วทันเวลากับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น

ก้าวที่สอง

ประชาชนหรือกลุ่มประชาชนผู้มีข้อเสนอให้มีการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใดโดยนโยบายของรัฐ ควรมีโอกาสได้เสนอเหตุผลต่อสาธารณชนโดยเฉพาะ โดยไม่ควรมีความจำเป็นที่จะต้องใช้กลุ่มคนจำนวนมากมาปิดกั้นหรือบุกรุกหรือยึดครองสถานที่ราชการของรัฐหรือเอกชน เพื่อสร้างเงื่อนบีบให้ฝ่ายรัฐบาลต้องยอมตามที่คณะของตนเสนอ

ก้าวที่สาม

ต้องแก้ไขพรก.ในสถานการณ์ฉุกเฉิน และ พรบ.ความมั่นคง รวมทั้ง พรบ กฏอัยการศึก ให้สอดคล้องกับภาวะที่เกิด และให้มีสาระสำคัญ คือ ให้มีการจัดตั้งกองทุนผู้ประสบภัยจากการเรียกร้องโดยกองทุนดังกล่าวจ่ายชดเชยให้ทั้งผู้ได้รับบาดเจ็บหรือญาติของผู้เสียชีวิต รวมทั้งแก้ผลกระทบจากรายได้ของผู้ได้รับผลทางตรง

ก้าวที่สี่

การปิดสื่อสารมวลชน เป็นสิ่งที่ห้ามมิให้กระทำ เพราะการปิดกั้นข่าวสารจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจในเนื้อหาสาระของข้อเรียกร้อง ทำให้ประชาชนผู้ชุมนุมกลับไปใช้วิธีเดิมคือใช้จำนวนคนและการปิดกั้นสถานที่สาธารณะ อย่างไรก็ตามต้องแก้ไขโทษที่เกิด จากการหมิ่นประมาททางการเมือง ให้ มีการรับโทษเฉพาะการปรับเท่านั้น ( ไม่รวมถึงการกระทำผิดโดยข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพไม่ว่ากรณีใดๆ )

ก้าวที่ห้า

ให้มีการจัดเตรียมสถานที่ที่จะใช้ชุมนุมไว้ล่วงหน้าที่มีเวทีและระบบสาธารณูปโภคที่จำเป็นสำหรับประชาชนได้ใช้ หรือแม้ต้องพักแรม โดยให้มีการถ่ายทอดไปยังสถานีโทรทัศน์หรือวิทยุสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนผู้อื่นได้รับทราบข้อมูลหรือแนวความคิดที่ประชาชนผู้ชุมนุมต้องการนำเสนอเพื่อก้าวสู่บันไดขั้นสุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ( หมู่บ้านประชาธิปไตย )

ก้าวที่หก

กรณีมีการละเมิดกฎหมายและรัฐบาลจำเป็นต้องสลายผู้ประท้วง (กรณีประท้วงนอกเขตที่จัดไว้ จนรบกวนต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนผู้อื่นอย่างมาก ) ให้ใช้น้ำฉีดเท่านั้น และเจ้าหน้าที่ที่จะดำเนินการในเรื่องเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ผ่านการฝึกจิตวิทยาฝูงชนและการควบคุมฝูงชนมาแล้ว ห้ามมิให้ใช้ปืนและแก็สน้ำตา แม้ว่าจะใช้กระสุนปืนยางก็ตาม เพราะอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เว้นแต่หากมีการใช้อาวุธของทางฝ่ายผู้ชุมนุมอย่างชัดแจ้ง กรณีเช่นนี้รัฐบาลจะต้องเรียกประชุมสภาเพื่อตัดสินใจในการใช้กำลังตอบโต้ และในการขอการสนับสนุนจากเจ้าหน้าที่ทหาร อาวุธที่นำมาต้องมีระดับความรุนแรงไม่มากกว่าอาวุธที่ทางฝ่ายก่อความไม่สงบนำมาใช้

ก้าวที่เจ็ด

ต้องปรับแก้รัฐธรรมนูญ ให้ประชาชนตั้งแต่ ห้าแสนคน ขึ้นไปมีสิทธิเข้าชื่อกันเพื่อให้มีการทำประชามติตาม พรบ.ประชามติ โดยประเด็นสำคัญ คือ การยุบสภา และการถอดถอนนายกรัฐมนตรี

โดยให้ถือผลประชามติเป็นหลัก ในการดำเนินการต่อไปตามรัฐธรรมนูญซึ่งจำเป็นต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้สอดคล้องกับผลประชามติ