WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 1, 2010

บทความดิ อิโคโนมิสท์ "ตัวต่อตัว : การพยายามหลีกเลี่ยงปะทะนองเลือด"

ที่มา ประชาไท


บทวิเคราะห์ล่าสุดจาก ดิ อิโคโนมิสต์วิพากษ์กระแสรอยัลลิสต์และขบวนการรอยัลลิสต์ที่นำทีมโดยจำลอง ศรีเมือง ซึ่งถูกดึงมาใช้อย่างสุดโต่งเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเข้ามาเป็นอีกปัจจัยแทรกต่อการหาทางลงให้กับวิกฤตการเมืองไทยรอบนี้

000

จำลอง ศรีเมือง เป็นรอยัลลิสท์ตัวป่วนทางการเมืองที่นาน ๆ ครั้งจะพูดอะไรมีเหตุผล แต่ในตอนที่เขาอธิบายว่าประเทศไทย "เหมือนไม่มีรัฐบาล ทหาร หรือตำรวจ" เขาก็มีส่วนถูกอยู่ เมื่อมีผู้ชุมนุมเสื้อแดงจำนวนมากยึดครองพื้นที่ส่วนหนึ่งของกรุงเทพฯ อยู่มามากกว่า 6 สัปดาห์แล้ว ธุรกิจซบเซาลง การโจมตีด้วยระเบิดในวันที่ 22 เม.ย. ที่ทำอันตรายให้กับฝ่ายที่ชุมนุมนับสนุนรัฐบาล จนทำให้ต่างประเทศต้องออกมาเตือนนักท่องเที่ยว ในวันที่ 28 เม.ย. เหตุปะทะกันทำให้มีทหารเสียชีวิต 1 ราย และแน่นอนว่าสาเหตุมาจาก "การยิงโดนพวกเดียวกันเอง" (friendly fire) มีความไม่สงบขยายตัวไปยังหลายจังหวัดจากการที่เสื้อแดงพยายามหยุดตำรวจ-ทหาร ไม่ให้เดินทางมาที่กรุงเทพฯ

จำลอง เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ต้องการให้นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ทำให้การชุมนุมจบลงโดยไม่เลือกวิธีการ การปะทะกันครั้งใหญ่ระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารในวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมาทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 25 ราย และมีราว 800 ได้รับบาดเจ็บ รัฐบาลบอกว่ามีคนที่ยิงใส่ทหารเป็นไอ้โม่งดำที่เป็น "ผู้ก่อการร้าย" ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นทหารที่อยู่อีกฝ่าย ขณะที่ฝ่ายแกนนำปฏิเสธในเรื่องมือปืน ไม่ว่าความจริงจะเป็นอย่างไรก็ตาม แน่นอนว่าหากมีการโจมตีฐานที่มั่นของเสื้อแดงใจกลางกรุงเทพฯ พวกเขาก็จะถูกตอบโต้ในลักษณะใกล้เคียงกันและยิ่งทำให้เกิดการสูญเสียมากขึ้นไปอีก ส่วน พล.อ. อนุพงศ์ เผ่าจินดา ดูจะต้องการให้มีการประนีประนอมทางการเมืองมากกว่าการปราบปรามการชุมนุม

มาจนถึงตอนนี้ยังไม่มีท่าทีว่าผลลัพธ์จะไปในทางใดเลย ในวันที่ 23 เม.ย. แกนนำเสื้อแดงลดข้อเสนอของตัวเองลงโดยเสนอเส้นตายให้มีการยุบสภาภายใน 3 เดือน อภิสิทธิ์ปฏิเสธข้อเสนอนี้โดยทันที และบอกว่าการยุบสภาจะไม่ช่วยแก้ปัญหาวิกฤติการเมืองไทย ทั้งสองฝายเริ่มแข็งกร้าวต่อกันอีกครั้ง แต่ประตูสู่การเจรจายังคงเปิดอยู่ และความเป็นไปได้คือข้อเสนอที่จะให้มีการเลือกตั้งภายใน 6 เดือน แต่สำหรับเสื้อแดงเดนตายทั้งหลายแล้วนั่นเป็นข้อเสนอที่ถอยหลังเข้าคลองโดยสิ้นเชิง และมันยังเป็นข้อเสนอที่ไมน่าได้รับการยอมรับจากพรรคร่วมของอภิสิทธิ์ด้วย เนื่องจากพวกเขากลัวถูกครอบงำโดยเสื้อแดง แต่มันก็เป้นข้อเสนอที่น่าจะทำให้ประเทศไทยถอยกลับออกมาจากการปะทะกันอย่างรุนแรง

อภิสิทธิ์ อาจจะพูดถูกที่ว่าการเลือกตั้งอย่างเดียวไม่ได้ช่วยแก้ไขวิกฤติการเมืองที่ฝังรากลึก และอาจทำให้ม็อบผู้โกรธแค้นถูกดำเนินคดีอย่างเลวร้าย แต่เมื่อลองมาดูสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 2008 ตอนที่จำลองและกลุ่มเสื้อเหลืองพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปิดสนามบิน นั่นคือสิ่งที่ทำให้อภิสิทธิ์เข้าสู่อำนาจ ในตอนนี้เขาเองก็ดูจะเผยธาตุแท้ออกมาเรื่อยๆ ชาวกรุงเทพฯ เริ่มเบื่อหน่ายกับการชุมนุมและคิดถึงห้างสรรพสินค้าของพวกเขา มีกลุ่มอีกกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันรายวันเพื่อร้องเพลงแสดงความรักชาติและตะโกนด่าทอเสื้อแดงว่าเป็นชาวนาโง่ๆ จากบ้านนอก

ภายใต้การประกาศ พรก. ฉุกเฉิน นี้รัฐบาลสามารถสั่งห้ามการชุมนุมอย่างการชุมนุมของกลุ่มเสื้อหลากสีได้ แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น พวกเขากลับสนับสนุนอยู่เงียบ ๆ เพื่อต้องการแสดงให้เห็นว่า กลุ่มเสื้อแดงก็เป็นแค่หนึ่งในกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่งเท่านั้น มาจนถึงตอนนี้พันธมิตรฯ ยังคงไม่ลงมาบนท้องถนน แต่พวกเขาก็คงคัน ๆ อยากจะลงมาเต็มที พวกเขาแสร้งทำให้วิกฤติการเมืองนี้กลายเป็นเรื่องการต่อสู้เพื่อสถาบันจากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร ผู้ที่ยังคงเป็นฮีโร่สำหรับเสื้อแดงหลาย ๆ คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชนชั้นแรงงานหรือคนในชนบท ต่างจากกลุ่มอนุรักษ์นิยมที่อยู่ในลำดับชั้น 'ผู้ดี'

การแสดงออกเกินพอดี (hysteria) ของรอยัลลิสท์เป็น 'นามบัตร' ของพันธมิตรฯ มานานแล้ว น่าเป็นห่วงว่ามันถูกดึงขึ้นมาโดยอภิสิทธิ์และหัวหน้ากองรักษาความสงบของเขา ในวันที่ 26 เม.ย. โฆษกของหน่วยงานกลางอ้างว่าพวกเขาได้ขุดคุ้ยถึงแผนการต่อต้านสถาบันจากแกนนำเสื้อแดงและผู้ต่อต้านต้านรัฐบาลคนอื่น ๆ มีการปฏิเสธกลับอย่างรวดเร็วและอย่างแข็งกร้าวรวมไปถึงการเตือนว่า 'การใส่ความ' ดังกล่าวอาจเป็นข้ออ้างหาความชอบธรรมในการใช้กำลังปราบปรามผู้ชุมนุม เช่นเดียวกับที่เกิดในเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ 2519 เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโศกนาฎกรรมจากการปะทะขึ้นอีก ทั้งสองฝ่ายควรจะคอยควบคุมพวกหัวแข็งของตัวเองไว้ให้ดี

ที่มา
Head to Head : Trying to avert another bloody showdown, The Economist, 29-04-2010
http://www.economist.com/world/asia/displayStory.cfm?story_id=16015331&source=hptextfeature

ความชอบธรรม-ภัยของรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ



เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะทั้งที่เกิดจากการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่และกลุ่มเสื้อแดง ระหว่างมวลชนต่างสี

หรือจะเป็นฝีมือโจรไอ้โม่งที่ไหน

เมื่อเกิดความสูญเสีย มีทรัพย์สินเสียหาย มีผู้บาดเจ็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีคนเสียชีวิต

ในขณะที่ รัฐบาลยังจับมือใครดมไม่ได้

ก็หนีไม่พ้นที่จะมีเสียงทวงถามถึงความรับผิดชอบจากรัฐบาล ในฐานะผู้บริหารประเทศ

และยิ่งเมื่อเกิดเหตุรุนแรงในลักษณะเดียวกัน ซ้ำแล้วซ้ำอีก

คำถามใหม่ จึงเป็นเรื่องความชอบธรรมของรัฐบาลในการบริหารประเทศ

มีความเห็นจากนักวิชาการ ถึงกรณีดังกล่าว



พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การเมืองปัจจุบันประเด็นใหญ่อยู่ในเรื่องความชอบธรรมทางการเมืองเป็นหลัก ผมมองว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาความชอบธรรมแน่นอน

แต่จะบอกรัฐบาลหมดความชอบธรรมทีเดียวก็ไม่ได้เพราะบางกลุ่มก็สนับสนุนโดยให้เหตุผลแบบหนึ่ง แต่อีกกลุ่มก็ไม่สนับสนุน จึงเป็นประเด็นที่ท้าทายความชอบธรรมของรัฐบาลที่มุ่งหมายใช้กฎหมายต่างๆ

แต่กระทบความชอบธรรมรัฐบาลเองทั้งในประเทศและต่างประเทศ

รัฐบาลเผชิญความชอบธรรมและการใช้ความชอบธรรมมีปัญหา เช่น การอ้างความชอบธรรมเชิงกฎหมาย ใช้กฎหมาย ริเริ่มกฎหมาย บัญญัติว่ามีผู้ก่อการร้าย เพื่อพยายามเพิ่มอำนาจในการใช้กฎหมาย แต่ก็ยิ่งทำให้เกิดความเสียหาย

รัฐบาลพยายามยกระดับเพื่อนำไปสู่การใช้กฎอัยการศึก เราตอบประเด็นอื่นไม่ได้ เพราะการยกเรื่องผู้ก่อการร้ายมาเกี่ยวพันมุ่งหมายจะใช้กำลังทหารกับประชาชน ทำให้สิทธิเสรีภาพประชาชนลดลง

รัฐบาลกำลังทำสิ่งที่กระ ทบปัญหาความชอบธรรมต่อประชาคมโลก
ซึ่งรัฐบาลอ้างว่าเป็นปัญหาภายในประเทศ ต้องแก้ในประเทศ ต้องใช้กำลังทหาร แต่ก็เป็นประเด็นห่วงใยของต่างประเทศ

เพราะเป็นเรื่องระเบียบ ข้อตกลง สิทธิเสรีภาพของโลกที่ใช้กัน แล้วอย่างนั้นจะมีขั้นตอนสากลในการจัดการสถานการณ์ได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่ทำยาก ซึ่งการใช้กำลังทหารกับประชาชนต้องไม่ใช่การฆ่าประชาชน

การยกระดับสถานการณ์เป็นเรื่องการก่อการร้าย เพื่อจะใช้กฎอัยการศึก
เป็นการพยายามใช้ทหารนำการเมือง ขณะที่ยังเห็นภาพนักการเมืองใช้ทหารเพื่อนำการเมืองอยู่

เราเห็นบทบาทนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่ประสบปัญหาความชอบธรรมมาก
เพราะไม่ได้เป็นส.ส. แต่เป็นนักการเมืองที่มีหน้าที่สั่งการทุกอย่าง

ขณะเดียวกันนายสุเทพ ก็เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ที่กำลังมีปัญหาถูกดำเนินคดี
อยู่ในฐานะแบบง่อนแง่น ก็ออกมานำในการกล่าวหาคนไม่จงรักภักดีต่อสถาบัน

ทำให้ความชอบธรรมของรัฐบาลวิกฤตลงเรื่อยๆ

การกล่าวหาอื่นคนโดยนักการเมืองที่ไม่ได้เป็นส.ส. ดูแลความมั่นคง
และเป็นเลขาธิการพรรคที่กำลังมีปัญหา ทำให้ทหารกำลังเผชิญวิกฤตในการทำตามนักการเมืองเช่นกัน

เหตุการณ์วันที่ 28 เม.ย. เรายังไม่เห็นว่าใครเป็นคนยิง แต่เป็นการใช้กระสุนจริง มีภาพอ้างอิงจากนักข่าวต่างประเทศ ก็ต้องมีกระบวนการสอบสวน ตรวจสอบวิถีกระสุนกันอีก

เหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้น ผลการพิสูจน์ยังไม่ออก รวมทั้งเหตุการณ์ที่สีลม แต่เมื่อเกิดเหตุคนแรกที่พูดว่าใครยิง คือนายสุเทพ ที่พยายามยกระดับการใช้กฎหมายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

การกล่าวหาผู้ก่อการร้าย กล่าวหาผู้คิดล้มล้างสถาบัน
ถ้าคิดว่าคนเหล่านั้นล้มสถาบันก็ควรดำเนินคดีตามกฎหมาย ไม่ใช่กล่าวหาอ้างอิงเครือข่าย ที่เป็นบทนำอันชอบธรรมในการจะใช้กฎอัยการศึก

สังคมมีกระบวนการในการให้ความชอบธรรมกับผู้ถูกกล่าวหา ให้ไปต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมได้

ตอนนี้ความชอบธรรมของรัฐบาลยิ่งลดลงอย่างมากในหมู่ผู้ที่ไม่สนับสนุนรัฐบาล

รัฐบาลกำลังผลักดันสถานการณ์ที่เกิดขึ้นว่าเป็นภัยต่อชาติ เป็นภัยต่อความมั่นคง

แต่แท้ที่จริงเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐบาลเอง ไม่ใช่ภัยต่อความมั่นคงของชาติ


สมชาย ปรีชาศิลปกุล

อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มองในแง่รัฐบาลเป็นผู้รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีผู้ก่อการร้ายหรือไม่มีก็ไม่รู้

แต่ในฐานะผู้รับผิดชอบสิ่งที่รัฐบาลต้องคิด คือเวลาใช้กำลังเข้าจัดการกับสถานการณ์ แง่หนึ่งต้องตระหนักว่าการใช้กำลังเข้าไปแล้วปลอดภัยพอหรือไม่

รัฐบาลหมดความชอบธรรมตั้งแต่วันนั้น

เพราะรัฐบาลเป็นผู้รักษาความมั่นคงชีวิตประชาชน ถ้ารู้ว่าเข้ามาควบคุมสถานการณ์แล้วจะเกิดการสูญเสีย รัฐบาลปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ไม่ว่าจะมีการก่อการร้ายหรือไม่

แต่ขนาดมีการยิงเอ็ม 79 ทั่วบ้านทั่วเมืองหรือมีระเบิดเต็มไปหมดแต่รัฐบาลก็ยังจับใครไม่ได้

วันนี้เห็นชัดว่ารัฐบาลมีอำนาจในมือแต่ไม่สามารถใช้อำนาจได้ ไม่สามารถใช้กลไกของรัฐในการดำเนินการอะไรได้เลย

รัฐบาลที่ตั้งขึ้นมาเพื่อหวังจะสร้างความมั่นคงความสงบสุข แต่เหตุการณ์หลัง 10 เม.ย.
รัฐ บาลพยายามใช้เครื่องมือทุกอย่างแต่โดยพื้นฐานแล้วทำอะไรไม่ได้

และยังเกิดเหตุการณ์สูญเสียอีกหลายครั้งตามมาไม่ว่าที่สีลมหรือที่อนุสรณ์สถาน

รัฐบาลอ้างว่าใช้ความเป็นนิติรัฐจัดการปัญหาแต่ก็จัดการอะไรไม่ได้ ซึ่งความจริงรัฐบาลใช้ความเป็นนิติรัฐจัดการอะไรไม่ได้ตั้งแต่ก่อนวันที่ 10 เม.ย.แล้ว

หากปล่อยสถานการณ์ให้นานวันไปยิ่งเกิดความเสื่อมของรัฐบาล ทำให้รัฐบาลใช้อำนาจได้น้อยลงทุกที

การใช้อำนาจของนายกฯอภิสิทธิ์ ตอนนี้ใช้อำนาจได้เต็มที่ได้แค่ 2 ที่ คือ
ที่ราบ 11 และที่จอโทรทัศน์ นอกจากนี้แล้วทำอะไรไม่ได้
ขณะที่ประเทศไทยไม่ได้มีแค่ 2 สถานที่นี้แต่ประเทศไทยกว้างขวางมาก

รัฐบาลอ้างว่ายังมีประชาชนจำนวนมากที่สนับสนุนรัฐบาลไม่ให้ยุบสภาและให้จัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม ผมก็อยากบอกว่าไม่มีรัฐบาลไหนในโลกที่ไม่มีประชาชนสนับสนุน

รัฐบาลสมัคร (สุนทรเวช) หรือรัฐบาลสมชาย (วงศ์สวัสดิ์) ก็มีประชาชนสนับสนุน
ขนาดรัฐบาลของอีดี้ อามิน จอมเผด็จการของยูกันดา ก็ยังมีคนสนับสนุน

ดังนั้น ขอให้รัฐบาลสำเหนียกว่าการเรียกร้องคัดค้านสูงอย่างนี้จะต้องทำอย่างไร

ปัญหาไม่ใช่ว่าคนสนับสนุนรัฐบาลหรือไม่ แต่ต้องดูว่าคนคัดค้านรัฐบาลหรือไม่
เพราะรัฐบาลพล.อ.สุจินดา คราประยูร ตอนนั้นก็มีคนสนับสนุน

ไม่ว่ารัฐบาลไหนใครมาเป็นนายกฯ ก็ต้องมีประชาชนสนับสนุนไม่ว่าจะ 5-10 คนหรือกี่คน แต่คนที่คัดค้านกว้างขวางมากขนาดไหน รัฐบาลต้องดูด้วย

ไม่ว่าเหตุการณ์ 10 เม.ย. หรือ 28 เม.ย แง่การใช้อำนาจรัฐก็ถือว่ารัฐบาลไม่รอบคอบ ไม่มีประสิทธิภาพ

แม้เหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย.จะอ้างว่ามีการก่อการร้าย แต่วันที่ 28 เม.ย.รัฐบาลก็ตอบไม่ได้เต็มปากเต็มคำ ไม่รู้ว่าเป็นฝีมือใคร

ภาวะอย่างนี้เป็นภาวะฝุ่นตลบ รัฐเองก็ยังเคลียร์ไม่ชัดเจน
การใช้อำนาจจัดการการชุมนุมของรัฐอ่อนแอมาก รัฐต้องระวังเพราะจะนำมาซึ่งความสูญเสียอีก

วันนี้รัฐบาลยังไม่สามารถทำอะไรได้ ยังไม่แสดงความรับผิดชอบอะไรเลย
สังคมไทยจะแย่ลงเรื่อยๆ ปล่อยให้เกิดความสูญเสียไปเรื่อยๆ คนตายมากขึ้นมากขึ้น
การแก้ปัญหาจะยากมากขึ้น

นานวันไปนายกฯ อภิสิทธิ์จะเหลือพื้นที่ยืนน้อยลงไปกว่านี้

จากที่ตอนนี้ก็แทบไม่เหลือที่ยืนแล้ว

"แม้ว"อ้างเหตุไม่"โฟนอิน" บอกการต่อสู้"เสื้อแดง"ไปไกลเกินกว่าตัวเองแล้ว

ที่มา มติชน


"แม้ว"อ้างเหตุไม่"โฟนอิน" บอกการต่อสู้"เสื้อแดง"ไปไกลเกินกว่าตัวเองแล้ว
"ลูกโอ๊ค"สำทับพ่อสบายดี



ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

ได้ทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com ถึงกระแสข่าวที่ระบุว่าตนเองได้เสียชีวิต ว่า

"ข่าวลือแปลว่าข่าวที่คนปล่อยอยากให้เป็นจริง เขาอยากให้ผมตาย
โดยคิดว่ากระบวนการต่อสู้จะหยุดลง แต่หารู้ไม่ว่าเกินผมไปแล้ว"

สำหรับสาเหตุที่ไม่โฟนอินเข้ามายังเวทีคนเสื้อแดงนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า

"อยากให้การต่อสู้ของพี่น้องมีความชัดเจนว่า
มันไม่ใช่เรื่องของผม มันยิ่งใหญ่กว่าตัวบุคคลเยอะ มันเป็นเรื่องของประชาธิปไตยและความยุติธรรม"


พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิตตอบแฟนคลับ ถึงกรณีที่ชาวต่างชาติบอกว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นสยามเมืองยิ้มแล้วว่า

"เพราะทัศนคติของการหันหน้าเข้าหากันพูดจากันแบบไทยๆ หมดไปแล้ว
มีแต่การหันมากล่าวหากันใส่ร้ายกัน ใช้สื่อปรักปรำข้างเดียวลงโทษข้างเดียว"

นอกจากนี้ พ.ต.ท.ทักษิณยังกล่าวขอบคุณแฟนคลับ ที่ทวิตมาให้กำลังใจกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าผู้ก่อการร้ายและขบวนการล้มเจ้า พร้อมระบุว่ากำลังใจยังดีเพราะมีคนให้กำลังใจมาก


ขณะที่ช่วงเช้าวันเดียวกันพ.ต.ท.ทักษิณ ยังได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ
ให้กับสมาชิกในเครือข่าย "Thaksinlive" เนื่องในวันแรงงานว่า

"1พ.ค.ผมขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องผู้ใช้แรงงานขอให้มีความสุขปลอดภัยได้ประชาธิปไตย"


ด้านนายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายพ.ต.ท.ทักษิณ
ได้ทวิตข้อความผ่านเว็บบล็อก Twitter.com เช่นกันว่า

"ขอพักจากจากข่าวลือที่ไม่เป็นจริง และการเสนอข่าวด้านเดียว ไปพบปะเพื่อนต่างชาติสร้างความเชื่อมั่นให้มาเที่ยวมาลงทุนที่ไทย ยืนยันกับเพื่อนต่างชาติว่าอีกไม่นานประเทศไทยจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริง นอกจากนี้ยังทวิตถึงกรณีที่มีข่าวระบุว่าพ.ต.ท.ทักษิณไม่สบายหนัก ว่า

"My dad. is fine not even a cold...(พ่อผมสบายดีไม่ได้ป่วย) และเป็นกำลังใจให้พี่น้องเสื้อแดงเสมอ"

กลุ่มแก้ไขความขัดแย้งนานาชาติชี้ อาจเกิด "สงครามกลางเมือง" ในไทย

ที่มา มติชน


รอยเตอร์รายงานว่า ความแตกแยกที่มีขึ้นเป็นระยะเวลายาวนาน
และก่อให้เกิดความรุนแรงมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ในสังคมไทย
ระหว่างรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับกลุ่มคนเสื้อแดง ในกรุงเทพมหานคร มีแนวโน้มที่จะเลวร้ายลงมากขึ้นและอาจเสื่อมโทรมกลายเป็น

"สงครามกลางเมืองที่ไม่ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ"
ตามความเห็นของกลุ่มแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนานาชาติ
ซึ่งมีสำนักงานอยู่ที่กรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยี่ยม


รายงานขององค์กรดังกล่าวระบุว่า

"ระบบการเมืองไทยได้พังทลายลง
และดูเหมือนจะไร้ความสามารถในการชักจูงประเทศออกจากปากเหวแห่งความขัดแย้ง
ที่กำลังกระจายตัว ความขัดแย้งบนท้องถนนในกทม.
ระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงมีความเลวร้ายยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ และอาจเสื่อมทรุดกลายเป็นสงครามกลางเมืองที่ไม่ได้ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ"



องค์กรแห่งนี้ยังให้คำแนะนำว่า ประเทศไทยควรตัดสินใจรับความช่วยเหลือจากคนกลางในประชาคมนานาชาติ อาทิเช่น
ผู้ได้รับรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ เพื่อหลีกเลี่ยงการถลำลึกเข้าสู่ความรุนแรงที่ขยายวงกว้างขวางมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ



สอดคล้องกับการที่นายโฮเซ่ รามอส ฮอร์ต้า เจ้าของรางวัลโนเบล สาขาสันติภาพ และประธานาธิบดีของประเทศติมอร์ตะวันออก ได้เดินทางมายังกรุงเทพฯเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อเริ่มต้นความพยายามในการจะเข้ามาเป็นคนกลางที่ช่วยแก้ไขปัญความขัดแย้งของไทย


รายงานของกลุ่มแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนานาชาติยังเสนอว่า กลุ่มคนกลางจากนานาชาติควรนำคู่ขัดแย้งทั้งสองฝ่ายมาเปิดเจรจากัน เพื่อยุติปฏิบัติการของฝ่ายทหารและจำกัดการชุมนุมให้มีจำนวนคนลดลง
แต่ดำเนินไปในเชิงสัญลักษณ์มากยิ่งขึ้น เพื่อยุติการรบกวนวิถีชีวิตของชาวกทม.


นอกจากนี้ ยังควรเริ่มต้นการเจรจาต่อรองด้วยจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติชั่วคราว ซึ่งจะเป็นผู้ดำเนินการให้มีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอนาคต


อย่างไรก็ตาม
ดูเหมือนรัฐบาลไทยจะไม่ยอมรับการประสานงานจากคนกลางในลักษณะเช่น นั้น ดังจะเห็นได้จากปฏิกิริยาล่าสุดของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศไทย ที่ตำหนินักการทูตต่างชาติที่เดินทางไปพูดคุยกับแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ณ สถานที่
ี่ชุมนุมใหญ่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ อย่างรุนแรง

30 องค์กรประชาธิปไตยแถลง: รัฐยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยสู่ปวงชนทันที

ที่มา Thai E-News


แถลงการณ์
แก้ปัญหาความขัดแย้ง-ความรุนแรงทางการเมืองทั้งปวง
ต้องปฏิรูปโครงสร้างทางการเมืองให้เป็นประชาธิปไตย
ยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนเท่านั้น

วิกฤตการเมืองปัจจุบันมีแนวโน้มสูงว่านำสู่การล้อมปราบคนเสื้อแดงอีกครั้งหนึ่งหลังเหตุการณ์การปราบปรามของรัฐที่กระทำต่อคนเสื้อแดงผู้รักประชาธิปไตยผู้ต่อสู้ด้วยแนวทางสันติ อสิงหา ปราศจากอาวุธ เมื่อวันที่ 10 เมษายน และ22 เมษายน 2553 ที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลอภิสิทธิ์ หุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ ยังคงยืนยันที่จะแก้ไขปัญหาโดยใช้ความรุนแรงเช่นเดิม ปฏิเสธการเจรจาแก้ไขปัญหาอย่างที่ควรจะเป็น

ในทางตรงกันข้าม รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับกล่าวหาใส่ร้ายว่าคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย มีขบวนการล้มเจ้า และฉวยโอกาสกระพือข่าวการที่คนเสื้อแดงได้เข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬา แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน แต่เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมนุม เนื่องจากมีทหารซ่อนตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬา และไม่ได้เข้าตรวจค้นห้องพักผู้ป่วยแต่อย่างใด โดยมีสื่อสารมวลชนที่รับใช้ระบอบอำมาตย์ ช่วยเสริมแต่งเหตุการณ์ให้ดูน่ากลัวเกินความเป็นจริงเพื่อโยนความผิดอันมหันต์ให้คนเสื้อแดง เสมือนคนเสื้อแดงไร้ซึ่งหัวใจมนุษยธรรม

เราในนามกลุ่ม องค์กร เครือข่ายที่เป็นอิสระจากระบอบอำมาตย์และพรรคการเมือง มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้

1. ขอเรียกร้องให้สื่อสารมวลชน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และองค์กรต่างๆของเครือข่ายระบอบอำมาตย์ หยุดสร้างกระแสความเกลียดชังให้คนเสื้อแดง ต้องเสนอข้อมูลข้อเท็จจริงให้รอบด้าน ไม่ใช่เพื่อสร้างเรื่องแต่งข้อมูลจนเกินข้อเท็จจริงเกินกว่าเหตุ และต้องฟังเหตุผลในการเข้าตรวจค้นโรงพยาบาลจุฬาของนปช.ด้วยเช่นกัน เพราะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 เมษายนที่ผ่านมาก็มีสิ่งบอกเหตุถึงความเป็นไปได้ที่มีการใช้โรงพยาบาลจุฬา เป็นที่ซุ่มยิงประชาชนของทหาร ตลอดทั้งต้องตรวจสอบถึงจุดยืนทางการเมืองของคณะผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาด้วยเช่นกันว่าเป็นกลางทางการเมืองหรือไม่ ? อย่างไร ? หรือถูกรัฐบาลหุ่นเชิดอภิสิทธิ์ใช้เป็นหมากทางการเมืองเพื่อทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงหรือไม่?

2. เราขอยืนยันว่า รากเหง้าความขัดแย้งทางการเมือง ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้นที่ผ่านมานั้นล้วนมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเมือง ที่ไม่ยอมรับกติกาทางการเมืองตามหลักการประชาธิปไตยในการเลือกผู้ปกครองผู้บริหารประเทศที่มีวาระแน่นอน เคารพว่าทุกคนมีหนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียงเท่ากัน ไม่ใช่ให้อำนาจนอกระบบ อำนาจกองทัพ อำนาจอภิสิทธิ์ต่างๆที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนแต่อย่างใด แทรกแซงอำนาจอธิปไตยของประชาชน

3 . ดังนั้นการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ความรุนแรงทางการเมืองที่เกิดขึ้น จึงต้องแก้ไขปัญหาที่รากเหง้า ปัญหาเชิงโครงสร้าง เป็นการปฏิรูปประเทศทางการเมืองครั้งใหญ่ ที่ไม่ปล่อยให้อำนาจใดๆที่ไม่มีความชอบธรรมที่ไม่เชื่อมโยงกับประชาชนได้หยุดการแทรกแซงมีอำนาจเหนืออำนาจประชาชนเสียที จึงต้องยุบสภา คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง และร่วมกันพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์สืบต่อไป เพื่อไม่ให้อำนาจนอกระบบเข้าแทรกแซงการเมืองไทยที่จะนำพาสังคมไทยสู่ความล้าหลัง เป็นระบอบเผด็จการอำนาจนิยมอย่างที่ไม่ควรให้เกิดขึ้น

1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29. กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30. กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย

นักวิชาการหนุนอนุพงษ์ไม่ใช้ความรุนแรงสลายม็อบ อย่าโอนเอียงตามแรงบีบรัฐ-สื่อกระหายเลือด

ที่มา Thai E-News




จดหมายเปิดผนึก:
เรื่อง ขอสนับสนุนนโยบายการไม่ใช้กำลังทหารปราบปรามการชุมนุมเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาฯ
เรียน ผู้บัญชาการทหารบก (พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา)


ตามที่ปรากฏเป็นข่าวในสื่อสารมวลชนในสัปดาห์ที่ผ่านมานี้ว่ากองทัพบกถือนโยบายไม่ใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามผู้ชุมนุมที่กำลังเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภาฯ เราเหล่านักวิชาการ นักศึกษา สามัญชนขอสนับสนุนนโยบายนี้อย่างยิ่ง

และจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาต่างกรรมต่างวาระตั้งแต่การยึดทำเนียบรัฐบาล และสนามบินสุวรรณภูมิที่ผ่านมา ก็เป็นที่ประจักษ์ว่าท่านได้ยึดถือปฏิบัติตามนโยบายนี้อย่างคงเส้นคงวา จึงถือว่าเป็นการประพฤติปฏิบัติที่สมควรค่าแก่การนับถือยกย่อง

อนึ่ง มีหน่วยงานราชการที่อยู่ในความควบคุมของพรรคการเมืองบางพรรคและกลุ่มคนบางกลุ่ม รวมถึงแม้กระทั่งสื่อมวลชนบางส่วนได้พยายามเรียกร้องหรือถึงขั้นพยายามบีบบังคับให้ท่านและกองทัพดำเนินการที่ต่างไปจากหลักการและนโยบายนี้ ข้อเรียกร้องดังกล่าวเป็นการอ้างอำนาจของกฎหมายให้อยู่เหนือจริยธรรมทางการเมืองและศีลธรรมของสังคม

ซึ่งนอกจากจะไม่เอื้อต่อการแก้ไขปัญหาที่คุกรุ่นในขณะนี้แล้ว ยังรังแต่จะทำให้สถานการณ์ตึงเครียดและมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้งศีลธรรมและคุณค่าของชีวิตนั้นเป็นหลักจริยธรรมที่ทางการและประชาชนทั่วไปพึงยึดถือและเคารพเป็นหลักการสำคัญสูงสุดในการปฏิบัติการทั้งปวง

เราเชื่อมั่นในวิจารณญาณของท่านว่าจะไม่หวั่นไหวโอนเอียงไปตามกระแสข้อเรียกร้องที่ลดทอนคุณค่าชีวิตของพลเมือง เพราะเพียงจะทำลายการเรียกร้องให้ดำเนินการตามครรลองของหลักประชาธิปไตย

ขอแสดงความนับถือ

ผู้ลงนามในจดหมายเปิดผนึก


นายไชยันต์ รัชชกูล สถาบันศาสนา วัฒนธรรม และสันติภาพ มหาวิทยาลัยพายัพ เชียงใหม่
นายโกวิท แก้วสุวรรณ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายชาญณรงค์ บุญหนุน คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายเชษฐา พวงหัตถ์ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายพิพัฒน์ สุยะ คณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
นายสันติพงษ์ ช้างเผือก นักวิชาการอิสระจากจังหวัดเชียงราย
ผศ.ดร.สุชาติ เศรษฐมาลินี มหาวิทยาลัยฮาวาย
ศาสตราจารย์แพทย์หญิง พรสวรรค์ วสันต์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
อาจารย์วรรณศักดิ์พิจิตร บุญเสริม เลขาธิการประชาคมวิจัยเครือข่ายไทยคดีศึกษา และวัฒนธรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
รศ.ดร.ธีรวรรณ บุญญวรรณ คณะวิทยาศาสตร์ มช.
ชัชวาล บุญปัน คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ธีรพล อันไมย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นายนพพล อาชามาส นักศึกษาปริญญาโทภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชวลิต หมื่นนุช มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
วรยุทธ ศรีวรกุล คณะปรัชญาและศาสนา มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
เสถียรภาพ นาหลวง คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
บัญชา สกุลดี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
ชาญ มายอด ศูนย์จริยธรรมวิชาชีพ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในนามเครือข่ายนักวิชการเพื่อสังคมที่เป็นธรรม
จิรวัฒน์ รักชาติ
วิโรจน์ ดุลยโสภณ
อัจฉรา รักยุติธรรม
พุฒิพงศ์ นวกิจบำรุง
พิษณุ ไชยมงคล สำนักกระจายอำนาจและปกครองตนเอง
ภูมิอินทร์ สิงห์ชวาลา
อรรคพล สาตุ้ม
จารุภา โนซาวา
วิภู ชัยฤิทธิ์
น.ส.เนตรชนก แดงชาติ - นักเขียนคอลัมน์ส่องโลกการ์ตูน หนังสือพิมพ์ประชาไท
ภัควดี วีระภาสพงษ์ นักวิชาการอิสระ
ศิริจินดา ทองจินดา
จันทรัสม์ พิพัฒน์ภัทรกุล
กัลยาณี รุจิโรจน์สกุล
ดุสิต รุจิโรจน์สกุล
อังกูร วัฒรุ่ง
ธนกร เหลืองบารมี
สถิต ยอดอาจ (นครราชสีมา)
ไมเคิ้ล เลียไฮ
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา
อารยา แซ่ตั้ง
สิริลักษณ์​ ศรีประสิทธิ์ นักศึกษาปริญญาโท โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
อัจฉริยา เนตรเชย
เนตรดาว เถาถวิล
ภิญญพันธุ์ พจนะลาวัณย์, ราษฎรแห่งประเทศไทย
น.ท.หญิง มิ่งขวัญ (สิทธิเวช) กัลกะ CMU135245
สรวิศ สุชาครีย์
กรรณิการ์ ถิระพล
กนกวรรณ มีพรหม
วันเพ็ญ วิเชียรรัตน์
พิชย์ สุขุมวานิช
นำชัย สุขุมวาณิช(คนไทยในอเมริกา)
กานต์ ทัศนภักดิ์
นภัทร สาเศียร
ยุกติ มุกดาวิจิตร
ลัดดา ประสพสมบัติ
พลวิเชียร ภูกองไชย

วันกรรมกร:ขยายพื้นที่การต่อสู้ สู่กรรมาชีพ

ที่มา Thai E-News




โดย วัฒนะ วรรณ องค์กรเลี้ยวซ้าย
1 พฤษภาคม 2553

เป็นที่แน่ชัดเสียเหลือเกินว่า การต่อสู้รอบนี้ไม่ใช่การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยธรรมดาๆ แต่มันได้กลายเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นแบบสมบูรณ์แล้ว

ถึงแม้ว่าเป้าหมายในการต่อสู้ระยะสั้น จะเน้นไปที่การต่อสู้ทางการเมือง คือการยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ แต่มวลชนจะไม่พอใจเพียงแค่นี้ เพราะเหตุผลแต่แรกในการต่อสู้มาจากเรื่องความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และพัฒนามาสู่จิตสำนึกทางการเมือง

ชาวบ้านออกมาปกป้องรัฐบาลพรรคไทยรักไทย เพราะเป็นรัฐบาลพรรคแรกที่ให้ผลประโยชน์กับคนจนที่จับต้องได้จริง แต่เมื่อการต่อสู้พัฒนาตลอดระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของพี่น้องคนจนแล้วว่า การจะปกป้องผลประโยชน์ปากท้อง ของตนเองนั้น จำเป็นต้องเขาไปสู้ในด้านการเมืองด้วย

แต่มันจะไปได้ไกลแค่ไหน มันก็ขึ้นอยู่กับเราจะขยายการต่อสู้ไปสู่เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพได้มากน้อยแค่ไหน

ในเมื่อการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อทางชนชั้น เป็นการต่อสู้ของชนชั้นล่างที่ยากจน กับชนชั้นบนผู้มั่งมี แต่มันซับซ้อนกว่านั้น ที่ว่าผู้นำของชนชั้นล่างเป็นนายทุนหรือพรรคของนายทุนที่ให้ประโยชน์กับคนจน และในขบวนการประชาธิปไตยเองก็จะมีคนชนชั้นอื่นๆ สนับสนุนอยู่ด้วย แต่โดยหลักใหญ่ใจความแล้วการต่อสู้ครั้งนี้เป็นการต่อสู้ของคนจน ที่ชนชั้นอื่นๆ บางคน บางกลุ่ม ได้ประโยชน์ด้วย แต่มันไม่ได้ให้ภาพการต่อสู้ทางชนชั้นลดน้อยลงเลย

ดังนั้นเราจึงต้องมาพิจารณาว่า ถ้าจะเผด็จศึกครั้งนี้ให้สำเร็จ เราต้องทำอย่างไรกันบ้าง แกนหลักด่านหน้า ในการต่อสู้ครั้งนี้คือคนในชนบท แต่การต่อสู้ที่ยาวนานในกรุงเทพ นับตั้งแต่วันที่ 12 มีนา เป็นต้น ได้แสดงให้เห็นว่า มีคนจนเมืองเข้าร่วมขบวนเป็นจำนวนมาก เช่นกัน และจำนวนไม่น้อยเป็นแรงงานในภาคบริการ ลูกจ้างร้านอาหาร โรงพยาบาล ห้างสรรพสินค้า บริษัทธุรกิจต่างๆ แล้วก็เป็นแรงงานในภาคการผลิต ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรม

บางคนมาแบบปัจเจก บางคนมากับกลุ่มของชุมชน แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายที่ตอนนี้เรายังมองไม่เห็นพลังซ่อนเร้นของกรรมาชีพเหล่านี้

พลังที่ซ่อนเร้น ที่กล่าวมา เป็นสิ่งที่นักสังคมนิยม ให้ความสำคัญมาโดยตลอด เนื่องจากในระบบทุนนิยมที่ประเทศไทยดำเนินอยู่นั้น ปัจจัยในการขับเคลื่อนหรือเป็นหัวใจของระบบทุนนิยมก็คือแรงงาน เพราะเป็นผู้ดัดแปลงทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นผลผลิตให้กับสังคมได้บริโภค แต่ผลผลิตเหล่านี้ หรือความร่ำรวยเหล่านี้ กลับตกไปอยู่ในมือของพวกอำมาตย์และบริวาร และพวกนี้ก็ใช้ความร่ำรวยที่ได้มาด้วยการปล้นมาจากคนในสังคม สร้างอำนาจ ผ่านเครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ตามมา เพื่อกล่อมเกลาให้เราเชื่อว่า สังคมที่มีคนจน คนรวย คนมีบุญ คนด้อยบุญวาสนานั้น เป็นเรื่องธรรมชาติ คนจนต้องยอมจำนน ต่อสภาพสังคมเช่นนี้ต่อไปจนสิ้นลมหายใจ

แต่การเกิดขึ้นของมวลชนคนเสื้อแดง ได้พังทลายความเชื่อเช่นว่านี้ให้สิ้นไปแล้ว เรารู้ว่าเราจนเพราะอะไร มิใช่ไร้บุญวาสนาที่เหล่าพวกอำมาตย์พรางตามาเนิ่นนาน แต่ความจนมันเกิดขึ้นเพราะโครงสร้างสังคมที่พวกอำมาตย์มันพยายามปกป้องอยู่ตอนนี้ มีการกระจายรายได้ที่ไม่เป็นธรรมต่างหาก

ในเมื่อเราทราบแล้วว่าพวกอำมาตย์มีพลังอำนาจ บารมี ที่ปรากฏอยู่ ก็ด้วยการทำงานของคนจน ทำไมเราถึงไม่ทำลายอำนาจนั้นไปเสีย ด้วยการหยุดทำงานให้กับพวกอำมาตย์ หยุดทำงานให้ระบบทุนนิยมที่พวกอำมาตย์อาศัยทำมาหากิน กดขี่ ขูดรีด ปล้นสะดม เอาหยาดเหงื่อแรงงาน ความรัก ความหวังของเราไป

การพูดเช่นว่านี้ใช่ว่าจะเกิดได้โดยง่าย แต่ก็ใช่ว่าเป็นสิ่งเพ้อฝัน เกิดขึ้นเป็นจริงไม่ได้ แต่มันกลับเป็นเรื่องจำเป็นที่ขบวนการประชาธิปไตยยากหลีกเลี่ยง ถ้าใฝ่ฝันถึงสังคมใหม่ที่มีความเท่าเทียมโดยแท้จริง เพราะการต่อสู้ที่กำลังดำเนินอยู่ในปัจจุบัน มันเป็นเพียงการต่อสู้ขั้นแรกของการต่อสู้รอบใหม่ ซึ่งอาจจะเริ่มต้นจาก 2475 เท่านั้นเอง และบทเรียนในประวัติศาสตร์ได้สอนให้เห็นแล้วว่า พวกอำมาตย์จะไม่มีทางยอมจำนน ละทิ้งอำนาจที่ตนเองมีอยู่ไปโดยง่าย ถ้าเราไม่กำจัดมันให้สิ้น มันก็จะกลับมาสร้างความเจ็บปวดให้เราได้อีก

ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วสหาย ที่จะต้องนั่งขบคิด ทบทวน หาหนทางขยายการต่อสู้ไปสู่กรรมาชีพให้จงได้ เพื่อเสริมกำลังฝ่ายประชาธิปไตยให้กล้าแข็งยิ่งขึ้น เราอาจจะคาดหวังผลเลิศในระยะเวลาอันสั้นไม่ได้ แต่เราจำเป็นต้องเริ่มลงมือทำแล้วในวันนี้ เพื่อหวังผลสำเร็จระยะต่อไป

แล้วจงเลิกหวังกับพวกชนชั้นกลางที่มีแนวโน้มสนับสนุนเผด็จการได้แล้ว เพราะไม่คุ้มกับการเสียเวลา ในฐานะที่มิใช่เป็นคนกลุ่มใหญ่ ที่จะเป็นพลังสำคัญในการต่อสู้ขั้นต่อไป

1 พฤษภาคม วันกรรมกรสากล:กรรมกรไทย จงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ที่มา Thai E-News



โดย เปลวเทียน ส่องทาง
1 พฤษภาคม 2553

วันกรรมกรสากล หรือ วันเมย์เดย์ (May Day) มีจุดกำเนิดมาจากการต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพในยุโรปและอเมริกา

ในยุคของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรไปสู่สังคมอุตสาหกรรมมากขึ้น ที่ส่งผลให้ผู้คนอพยพจากการผลิตภาคเกษตรกรรมไปเป็นแรงงานภาคอุตสาหกรรม ซึ่งผู้ใช้แรงงานต้องประสพกับการถูกกดขี่ขูดรีดจากนายทุนโรงงานอุตสาหกรรม

เช่น ถูกบังคับให้ใช้แรงงานเยี่ยงทาส ต้องทำงานหนักถึงวันละ 14-16 ชั่วโมงโดยไม่มีวันหยุด รวมทั้งไม่มีสวัสดิการและมาตรฐานคุ้มครองความปลอดภัยในการทำงานแต่อย่างใด

สภาพดังกล่าว เป็นสาเหตุทำให้ผู้ใช้แรงงานมีการเคลื่อนไหวเพื่อต่อสู้การกดค่าจ้างแรงงานและให้ลดชั่วโมงการทำงานลง ซึ่งแนวความคิดนี้ได้ขยายไปหลายประเทศทั้งในยุโรป อเมริกา ละตินอเมริกา ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย

ช่วงเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2429 คนงานแห่งเมืองชิคาโก ประเทศอเมริกา ได้นัดหยุดงานครั้งใหญ่และจัดการชุมนุมเดินขบวนเพื่อเรียกร้องระบบสามแปด คือ ทำงาน 8 ชั่วโมง พักผ่อน 8 ชั่วโมง และศึกษาหาความรู้ 8 ชั่วโมง การต่อสู้ครั้งนั้นอำนาจรัฐนายทุนได้ใช้กำลังเข้าปราบปรามอย่างรุนแรง

ภายหลังจากนั้น ต่อมาสหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาก็ได้ฟื้นการต่อสู้เรียกร้องระบบสามแปดอีกครั้งหนึ่งโดยมีมติให้เดินขบวนทั่วประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2433

ขณะเดียวกันในช่วงนั้นก็เริ่มมีแนวคิดที่จะประกาศวันที่แน่นอนให้เป็นวันสามัคคีต่อสู้ของขบวนการกรรมกรทั่วโลก จนกระทั่ง พ.ศ. 2432 ที่ประชุมของสภาสังคมนิยมสากล ณ กรุงปารีส ฝรั่งเศส ได้มีมติให้วันที่ 1 พฤษภาคม 2433 เป็นวันเดินขบวนเรียกร้องให้ลดชั่วโมงทำงานตามที่สหพันธ์คนงานแห่งอเมริกาได้กำหนดไว้แล้ว

และได้ กำหนดให้วันที่ 1 พฤษภาคมของทุกปี เป็นวันกรรมกรสากล และเป็นวันเดินขบวนแสดงพลังของชนชั้นกรรมาชีพทั่วโลก

และกรรมกรสากลทั่วโลก พวกเขาส่วนใหญ่แล้วล้วนต่อสู้เพื่อให้ประเทศเขาเป็นประชาธิปไตยแทบทั้งสิ้น เพราะประชาธิปไตย นั้น ทำให้มีเสรีภาพในการรวมกลุ่มต่อรอง ในการสร้างพรรคการเมืองของกรรมกรเองได้ ที่สำคัญเคารพว่าคนเท่ากัน

กรรมกรสากล โดยรวมจึงปฏิเสธระบอบอำมาตยาธิปไตย และร่วมต่อสู้กับชนชั้นอื่นๆในการปฏิวัติประชาธิปไตยขอบเขตทั่วโลก
…………

“กรรมกรไทย” ผู้ไร้ปัจจัยการผลิต มีแรงงานเป็นสินค้า เขารักประชาธิปไตยหรือนิยมอำมาตยาธิปไตย?

แม้ว่าความขัดแย้งหลักในสังคมทุนนิยม จะเป็นความขัดแย้งระหว่างทุนกับกรรมกรก็ตาม แต่เงื่อนไขประวัติศาตร์ที่เป็นจริงดำรงอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสังคมไทย อิทธิพลความคิดอุดมการศักดินาครอบงำสังคมไทยภายใต้ทุนนิยมล้าหลัง และมีความขัดแย้งระหว่างทุนเสรีนิยมกับทุนสามานย์อำมาตย์ ที่เติบโตสะสมทุนผ่านกลไกอำมาย์แบบอภิสิทธิ์ชนมากกว่าการแข่งขันอย่างเสรีและโปร่งใส

ณ ปัจจุบัน ความขัดแย้งรองระหว่างทุนเสรีนิยมกับทุนสามานย์อำมาตย์ เป็นสิ่งที่กรรมกรต้องเลือกว่าจะเป็นแนวร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใด

ความขัดแย้งระหว่างระบอบประชาธิปไตยกับระบอบอำมาตยาธิปไตย เป็นสิ่งที่กรรมกรต้องเลือกว่าจะเป็นแนวร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใด ไม่มีความเป็นกลาง สองไม่ หรือสองเอา?

ประสบการณ์ของ "กรรมกร" ในชีวิตประจำวันนั้น มีกรรมกรจำนวนไม่น้อยได้ตระหนักในสิทธิและได้มีการต่อสู้อย่างต่อเนื่องไม่ได้ยอมจำนนแต่อย่างใด ในรูปแบบการรวมกลุ่มในรูปแบบสหภาพแรงงาน เหมือนเฉกเช่นชนชั้นนายทุน พวกอำมาตย์ ที่รวมตัวในนาม สมาคมนายจ้าง สมาคมธนาคาร สมาคมหอการค้า ฯลฯ

การจัดตั้งสหภาพแรงงานของกรรมกร เป็นโรงเรียนประชาธิปไตยในการจัดการชีวิตของกรรมกรที่ไม่ให้นายจ้างเอารัดเอาเปรียบ
"กรรมกร" ได้เรียนรู้ว่าผู้นำของพวกเขาในการต่อสู้เพื่อไม่ให้นายทุนกดขี่ต้องมาจากการเลือกตั้งของพวกเขาเองมิใช่นนายทุนแต่งตั้งให้ กรรมการสหภาพแรงงานต้องมีวาระตำแหน่งในการบริหารสหภาพแรงงานที่แน่นอนว่ากี่ปี ต้องประกาศเจตนารม มีนโยบาย มีเป้าหมายให้พวกเขาชัดเจนว่าจะนำพาสหภาพแรงงานไปทางไหน เมื่อใดก็ตามที่สหภาพเดินผิดทิศผิดทางเมื่อนั้น พวกเขาก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนผู้นำไม่เลือกคนประเภทนี้อีกได้

เฉกเช่นเดียว กับการเมืองระดับชาติ ที่กรรมกรต้องส่งเสริมประชาธิปไตย ต้องแดง เพื่อสิทธิของกรรมกรที่ต้องต่อสู้กับทุนและรัฐในระดับนโยบาย เช่น การแก้ไขกฎหมายแรงงานที่ล้าหลัง การมีกฎหมายความปลอดภัยในที่ทำงาน การมีสวัสดิการของคนงาน การนโยบายมีค่าจ้างที่เป็นธรรม ฯลฯ และที่สำคัญต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50 ทั้งฉบับ และให้กรรมกรมีสิทธิเลือกตั้งผู้แทนทุกระดับในพื้นที่ที่พวกเขาทำงานหรือในสถานที่ประกอบการ เพื่อให้กรรมกรมีสิทธิเลือกผู้แทนทุกระดับ และต่อรองเสนอนโยบายกับผู้แทนของตนเองได้ มิใช่ต้องกลับบ้านไปเลือกตั้งต่างจังหวัดทั้งๆที่ชีวิตทั้งชีวิตพวกเขาไม่ได้อยู่บ้านภูมิลำเนาเดิมแล้ว และอนาคตกรรมกรก็ตั้งพรรคการเมืองทางชนชั้นของตนเองได้เช่นกัน

บทเรียนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ก็ได้บอกให้ "กรรมกร" รู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่สังคมไทยเป็นประชาธิปไตย นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง กรรมกรมีเสรีภาพในการเคลื่อนไหวได้อย่างเสรี การเคลื่อนไหวเพื่อชีวิตที่ดีกว่า เพื่อความเป็นธรรมในสังคม เงื่อนไขที่จะประสบความสำเร็จย่อมมีสูง เช่น หลัง 14 ตุลาคม 2516 มีกฎหมายแรงงานรองรับสิทธิกรรมกร หรือกฎหมายประกันสังคม ก็คลอดในยุคนายกรัฐมนตรีชาติชาย ชุณหะวัณที่มาจากการเลือกตั้ง

เมื่อใดก็ตามที่อำนาจเผด็จการอำมาตย์ทหารครอบงำสังคมไทย เมื่อนั้น "กรรมกร" ต้องถูกกำจัดสิทธิเสรีภาพที่พึงมี เช่น ภายหลังคณะรัฐประหารรสช.ยึดอำนาจ รัฐบาลอานันท์ ปันยารชุณ ได้ออกกฎหมายยกเลิกพรบ.รัฐวิสาหกิจเพื่อกีดกันมิให้บทบาทสหภาพรัฐวิสาหกิจในการหนุนช่วยแรงงานพื้นฐาน


ปัจจุบัน ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลอำมาตย์อภิสิทธิ์ ก็ได้ปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้เครื่องขยายเสียงทำลายโสตประสาทการชุมนุมเรียกร้องความเป็นธรรมของสหภาพแรงงานไทรอัมพ์ ตลอดทั้งล่าสุดได้มีนโยบายจัดระเบียบสหภาพแรงงานหรือลิดรอนสิทธิของกรรมกรอีกแบบหนึ่งนั้นเอง

การต่อสู้เรื่องประชาธิปไตย จึงมิใช่เรื่องไกลตัวจากเรื่องชีวิต "กรรมกร" แต่อย่างใด เป็นภาระกิจทางประวัติศาสตร์ที่สำคัญของ "กรรมกร" เหมือนเช่น คนรากหญ้าในชนบท ผู้รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยด้วยเช่นกัน

และมีแต่สังคมที่มีประชาธิปไตยและเสรีภาพเท่านั้น เป็นเงื่อนไขสำคัญให้การเติบโตของพลังชนชั้นกรรมกรได้อย่างกว้างใหญ่ไพศาลและเข้มแข็งได้

"กรรมกร" จึงต้องรัก "ประชาธิปไตย" มิใช่ สยบยอมเป็นทาสต่อ "อำมาตยาธิปไตย"

และวันกรรมกรสากลปีนี้ กรรมกรไทยจึงต้องเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา เพื่อคืนอำนาจอธิปไตยให้กับประชาชน ต่อต้านการปราบปรามประชาชนผู้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยสองมืออันว่างเปล่า

กรรมกรไทย จงต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ประชาธิปไตยจงเจริญ

สิทธิมนุษยชนเอเชียเตือนไทย กฏหมายระหว่างประเทศเล่นงาน กรณีฆ่าประชาชน 10 เม.ย.

ที่มา Thai E-News


ACHR PRESS RELEASE
ACHR INDEX: PR/THAI/01/2010
Source: http://www.achrweb.org/press/2010/THAI01-2010.html
30 April 2010

Thailand: Joint parliamentary probe into the
killings on 10 April 2010 demanded
- Thai government warned of international legal action against killing of the civilians -

Bangkok: The Asian Centre for Human Rights, a NGO having Special Consultative Status with the United Nations Economic and Social Council (ECOSOC) warned against impending human rights catastrophe against the Red Shirts demonstrators in Bangkok, Thailand and condemned the violations of the right to life of the Red Shirt protestors and absolute denial of the freedom of expression by the Government of Thailand through banning and/or blocking of all the television stations, radio stations and the internet sites allegedly closed to the opposition political parties.

The evidence including video records of the events on 10 April 2010 presented to the ACHR establish beyond any reasonable doubt that the Thai security forces used disproportionate force that resulted in the violation of the right to life of a large number of civilians and injury of about 800 protestors.

Principle 9 of the United Nations Basic Principles on the Use of Force and Firearms by Law Enforcement Officials clearly states that “Law enforcement officials shall not use firearms against persons except in self-defence or defence of others against the imminent threat of death or serious injury, to prevent the perpetration of a particularly serious crime involving grave threat to life, to arrest a person presenting such a danger and resisting their authority, or to prevent his or her escape, and only when less extreme means are insufficient to achieve these objectives. In any event, intentional lethal use of firearms may only be made when strictly unavoidable in order to protect life”.

“It is clear from the evidence submitted to the ACHR by the opposition political parties that the firings by the security forces have not been ‘in self-defence or defence of others against the imminent threat of death or serious injury’ but premeditated and willful acts of killings.”- stated Mr Suhas Chakma, Director of Asian Centre for Human Rights.

The allegations that some persons wearing black shirts shot at the security forces to provoke interventions of the security forces against the protestors are serious and need to be investigated. The ACHR demanded that a joint parliamentary investigation into the recent killings and violations of human rights and fundamental freedoms should be held, and the investigation report must be made public within one month and accountability of those who ordered the killings, if any, and individual officers who were responsible for the crimes, must be established.

“The Thai authorities including Prime Minister Abhisit Vejjajiva should note that that on 31st March 2010, the International Criminal Court ordered investigation into the post election violence that resulted into killings of hundreds of civilians in Kenya in 2008. The investigation into the killings in Kenya by the ICC shows that if the national government fails to investigate and establish accountability, international mechanisms may be constrained to intervene. Even though the government of Thailand has not yet ratified the Rome Statute of International Criminal Court, a number of national and international human rights mechanisms against gross violations can be invoked.” – further stated Mr Chakma.

The ACHR has recommended to the government of Thailand to issue clear instructions to the security forces not to resort to the use of fire-arms that results in violations of the right to life and lift all the ban/blocking all the television stations, radio stations and the internet sites allegedly closed to the opposition political parties.

The ACHR also recommended to the government of Thailand and the Red Shirts to find negotiated settlement to the disputes, if necessary, by using good offices of the United Nations Secretary General and/or any eminent person of international repute.

The ACHR further recommended to the Pheu Thai Party and the United Front for Democracy Against Dictatorship (UDD) to declare a roadmap for protection and promotion of human rights in Thailand including commitment for the ratification of all international human rights instruments without any reservation and the Rome Statute of the International Criminal Court and the need for legislative, administrative and judicial mechanism to guarantee and implement these legal obligations at national level in Thailand.

หมายเหตุ: เป็นแถลงการณ์จากองค์กรระหว่างประเทศที่เรียกร้องให้หยุดการสังหารคนเสื้อแดงที่ออกมาประท้วง หยุดการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของประชาชนด้วยการปิดสถานีทีวีและเว็บไซต์

แถลงการณ์ระบุว่าการสลายผู้ชุมนุมทำไม่ถูกขั้นตอนและรุนแรงโดยอ้างอิงจากวีดีโอเหตุการณ์จำนวนมาก

แถลงการณ์อ้างหลักทั่วไปของสหประชาชาติข้อ 9 ที่บอกว่าห้ามใช้อาวุธรุนแรง เว้นไว้เพียงกรณีการป้องกันตัว ฯลฯ (ซึ่งไม่ใช่กรณีของคนเสื้อแดงออกมาประท้วง)

แถลงการณ์ชี้ว่าจะต้องมีการสืบสวนกรณีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย (ชุดดำ) และรายงานอื่นๆที่จะต้องทำแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน

แถลงการณ์ได้อ้างอิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เคนย่าในปี 2008 ซึ่งแม้ว่าไทยจะไม่อยู่ในสนธิสัญญากรุงโรม แต่ก็มีกลไกอื่นๆที่จะยื่นมือเข้ามาได้

เอเอชซีอาร์แนะนำให้ทางการไทยสั่งการให้ไม่ให้มีการใช้ปืนซึ่งจะก่อให้เกิดความรุนแรง และไม่ให้มีการปิดกั้นสื่อต่างๆ

เอเอชซีอาร์แนะนำให้ทางการไทยและคนเสื้อแดงเปิดการเจรจา โดยเสนอให้ใช้สำนักงานของยูเอ็นหรือที่ใดก็ได้

เอเอชซีอาร์ยังได้แนะนำให้พรรคเพื่อไทยและนปช.ประกาศแผนโร๊ดแม๊ปเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย อันรวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่จะปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลด้วยวิธีการต่างๆโดยไม่อ้อมค้อม และรวมไปถึงสนธิสัญญาศาลอาชกรระหว่างประเทศกรุงโรม กรอบกฏหมาย การจัดการ กลไกทางศาลต่างๆเพื่อเป็นหลักประกันในการดำเนินการทางกฏหมายในระดับประเทศในไทย

faceบุ๊คเล่นกันดุคิดต่างถึงกับขู่ฆ่า โยงมั่วอุตลุตกล่าวหาเป็นขบวนล้มเจ้า อีกรายตกเป็นเหยือคดีหมิ่น

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
30 เมษายน 2553

face bookเป็นเครือข่ายทางสังคมที่ไม่ได้มีแต่"เพื่อน"อีกต่อไป เมื่อความแตกต่างทางความคิดในสถานการณ์ทางการเมืองอาจทำให้คุณติดคุกคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ โทษสูงสุด 15 ปีก็ได้ หรือคุณอาจถูกเข้าใจผิดโดนโยงใยเป็นขบวนการล้มเจ้า และถูกขู่ฆ่าโดยที่คุณอาจไม่รู้ตัวเลยก็มี และต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงเสียด้วย


จับ"นักธุรกิจเมืองระยอง"อ้างเล่นface bookโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูง


วันนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ควบคุมตัวนายวิภาส หรือ ก้อง รักสกุลไทย นักธุรกิจ จ.ระยอง ผู้ต้องหาคดีหมิ่นเบื้องสูง มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ไปจนถึงวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ เนื่องจากการสอบสวนยังไม่เสร็จสิ้น ต้องสอบสวนพยานเพิ่มเติมอีก 10 ปาก รวมทั้งพยานผู้เชี่ยวชาญและรอผลการตรวจพิสูจน์ลายพิมพ์นิ้วมือผู้ต้องหา ท้ายคำร้องพนักงานสอบสวนขอคัดค้านการประกันผู้ต้องหาด้วย เนื่องจากเกรงว่า หากได้รับการปล่อยตัวจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน

ตามคำร้องระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 29 เมษายน เวลา 11.15 น. เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ได้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลอาญาที่ 913/2553 ลงวันที่ 28 เมษายน 2553 ในความผิดฐาน ดูหมิ่น อาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 มาตรา 14 (3)(5) ที่นำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และเผยแพร่ส่งต่อข้อมูลใด ๆ ที่รู้อยู่แล้ว่าการส่งข้อมูลนั้นเป็นความผิด ซึ่งเมื่อวันที่ 19 มีนาคม – 12 เมษายน 2553 ผู้ต้องหาได้ทำการหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์

โดยการโพสต์ภาพและข้อความที่ไม่เหมาะสมในเว็บไซต์เฟสบุ๊คดอมคอม www.facebook.com ในชื่อ Wipas Raksakulthai ที่ผู้ต้องหาได้เป็นสมาชิก

ทั้งนี้หากศาลอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาแล้ว พนักงานสอบสวนมีความจำเป็นต้องสอบปากคำผู้ต้องหาเพิ่มเติมและเพื่อสะดวกในการสอบสวน จึงขออนุญาตศาลนำตัวผู้ต้องหามาควบคุมต่อที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ศาลพิจารณาคำร้องแล้วสอบถามผู้ต้องหาไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

เผยมีเวบไล่ล่าคนคิดต่างส่งตำรวจรวบตัว

ก่อนหน้ามีการจับกุมผู้ต้องหารายนี้ ได้มีเวบไซต์แห่งหนึ่ง คือhttp://teenoireturns.freeforums.org/topic-t156-80.html ไปเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวลงในเวบ ทั้งชื่อ นามสกุลจริง โทรศัพท์มือถือ เบอร์อีเมล์ สถานที่พัก สถานศึกษาเดิม

นอกจากนั้นมีการโพสต์ข้อความกล่าวหาคนที่คิดเห็นต่างหลายคนไปในทำนองว่ามีทัศนคติที่จะล้มเจ้า

นักเขียนอิสระ"อริน"โวยโดนไล่ล่าด้วยคน โยงมั่วแล้วขู่ฆ่าทางface book

คุณอริน ซึ่งเป็นนักเขียนอิสระ และเล่นface book เปิดเผยว่า

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2553 ผมเริ่มได้รับการขอเพิ่มเป็นเพื่อนแบบแปลกๆ จำนวนมาก (และมากขึ้นทุกที) จากบุคคลที่ผมไม่รู้จักใน facebook จนต่อมาในวันที่ 27-28-29 จึงมีการส่งข้อความใช้ภาษาหยาบคายและอาฆาตมาดร้าย ดังเช่น

Kamhang Tivanon:
27 เมษายนเวลา 11:07 น.
ไอ้เหี้ยหัวควย ทรราชย์ขอให้มึงตายบนถนนเหมือนหมาข้างถนนอย่างที่มึงเป็น


Thanawan Piban:
27 เมษายนเวลา 23:24 น.
เควี่ย ได้อีก


Mon Montagarn:
28 เมษายนเวลา 0:31 น.
1ในแกนนำให้เกิดความวุ่นวายในประเทศ
ขอให้แนะนำ ให้มึงไปตายห่าซะ เอาหนังสือ บทความห่าๆลงนรกไปด้วย
กูขอสนับสนุนให้รัฐ ใช้ความรุนแรงทุก รูปแบบกับพวกเสื้อแดง ใช้อาวุธจริง กระสุนจริง วันที่เลือดหมาแดงเต็มถนน เป็นวันที่กูจะยินดีเป็นที่สุด
กูทำงานอยู่ตึก เดียวกะเมียมึง ถ้ากูเจออีดอกนั่นอีก พวกกูจะรุมกระทืบมันเอง


Donuty Kwang:
28 เมษายนเวลา 23:24 น.
ขอ ให้มึงไม่ตายดี หนักแผ่นดิน


Teeravee Muckanaso:
28 เมษายนเวลา 22:53 น.
มึง เป็น เหี้ย ไร วะ สัตว์


Roj Jor:
29 เมษายนเวลา 16:18 น.
มึงทรยศต่อราชบัลลังก์ มึงต้องตายโหง


จากนั้นในเวลา ประมาณ 14.00 น. ของวันที่ 30 เมษายน 2553 จึงมีมิตรสหนยในโลกไซเบอร์ ส่งลิงค์ ซึ่งประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ โดยมีเนื้อหามุ่งให้เกิดความเกลียดชังและมุ่งร้ายหมายขวัญตัวผมตามลิงค์นี้http://teenoireturns.freeforums.org/topic-t156-80.html

โดยมีข้อความว่า

วงศ์วิภา เกษชโลม
(02 345 5540)
ทำ งานอยู่ DHL
เป็นระดับ HR Manager ปัจจุบันอายุ 31 ปี
เกิด 14 มิถุนายน 1979

สามี ชื่อ RUNGROJ WATANASUTHI สามีอายุ 52 ปี
สามี : http://th-th.facebook.com/profile.php?id=1792040961


และ ตามล้วงแคะเกะเกาจากอากู๋ได้อีกว่า
วัฒนา สุขวัจน์ (รุ่งโรจน์ "อริน" วรรณศูทร) นักเขียน-นักหนังสือพิมพ์อิสระ
วัฒนา สุขวัจน์ คอลัมนิสต์ นสพ.Voice of Taksin

ซึ่ง อริน นี้เป็น advance member ของเวป ชุมชนคนเหมือนกัน (พวก ฟดก พวกดึงฟ้า)
http://weareallhuman.net/index.php?showtopic=42327

ส่วน ชื่อ วัฒนา สุขวัจน์ นั้นเคยลงรายชื่อในจดหมายต้ามม๊อบ พธม.
โดยลงชื่อ ว่า "วัฒนา สุขวัจน์ คอลัมนิสต์ นสพ.Voice of Taksin"
(http://konthaiuk.com/forum/index.php?topic=5614.0)

ทั้งนี้ผมหาได้มีความเกี่ยวข้องหรือรู้จักเป็นการส่วนตัวกับสุภาพสตรีตามชื่อใน กระทู้ดังกล่าวแต่อย่างใด

นั่นหมายความว่า ตอนนี้ผมเป็น "เป้า" แล้ว หลังจาก domain name ผมหายไปจากโลกโซเบอร์แบบไม่มีร่องรอย ทั้งๆที่ผมไม่เคยเขียนบทความ/กระทู้ "ละเมิดกฎหมาย" ไม่ว่าจะในมาตราใด อีกทั้งการเสนอระบอบรัฐประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ที่ผมยืนยันมาตลอดคือ "การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อยู่ใต้กฎหมายรัฐธรรมนูญ"

ผมไม่ได้เรียกร้องความเป็นธรรม เพราะเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า ในสังคม 2 มาตรฐานนั้น "ความเป็นธรรม" เป็นสิ่งที่ไม่อาจมีอยู่จริง...

หากในกรณีนี้ ที่ผมตกเป็นผู้เสียหายจากการกระทำและคำพูดที่มีลักษณะใส่ร้ายอันเป็นเท็จ จริงนี้ ผมหวังว่าผู้เกี่ยวข้องในเว็บบอร์ดดังกล่าว จะยุติการเผยแพร่ข้อความ และลงประกาศแก้ไขให้เกิดความถูกต้อง เพื่อที่ผมจะได้ยุติความคิดที่จะดำเนินการเพื่อให้เกิดความถูกต้องชอบธรรมต่อไป.