WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 3, 2010

Believe it or Not! รพ.จุฬาไม่เคย2มาตรฐานกับม็อบ..?

ที่มา Thai E-News



ไม่แบ่งแยก?-ทีมแพทย์ พยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาฯ กว่า 500 คนแสดงพลังและเจตนารมย์ต่อเหตุการณ์เสื้อแดงบุกโรงพยาบาลค้นหาทหารใช้พื้นที่รพ.เพื่อโจมตีเสื้อแดง พร้อมยืนยันดูแลผู้ป่วย"โดยไม่แบ่งแยก"(รายละเอียดข่าว)

2มาตรฐาน-ในขณะที่รพ.จุฬาฯover reactอย่างหนักในกรณีเสื้อแดงค้นรพ.เพื่อแสดงหลักฐานว่าทหารซุกซ่อนในรพ. ด้วยการย้ายสมเด็จพระสังฆราชและผู้ป่วยไปรพ.อื่น จนสร้างภาพผู้ร้ายให้คนเสื้อแดงอย่างหนัก แต่ครั้งหนึ่งในยุครัฐบาลสมชายที่มีการสลายการชุมนุมเสื้อเหลือง รพ.จุฬาฯเคยออกแถลงการณ์ไม่รับรักษาคนในรัฐบาลและตำรวจ ซึ่งเป็นการแสดงออกสนับสนุนพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า

เป็นที่น่าสังเกตว่าเมื่อรัฐบาลสลายการชุมนุม10เมษายนที่ผ่านมา มีคนเสื้อแดงตายกว่า 20 คน รพ.จุฬาฯไม่เคยมีปฏิกริยาใดๆต่อต้านรัฐบาลเลย...


เรื่องส่วนตัว..?-หมอตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แพทย์ รพ.จุฬาฯ เคลื่อนไหวร่วมกับพันธมิตรอย่างเปิดเผย จนกระทั่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล ลงประกาศพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับที่ 7/2551 แต่งตั้งให้เป็นคณะกรรมการพลังแผ่นดิน และผู้ประสานงานภาครัฐ(ดูประกาศแต่งตั้ง) พอมายุคม็อบเสื้อแดง หมอตุลย์ออกมาเป็นแกนนำคนสำคัญต่อต้านเสื้อแดง และหนุนรัฐบาลปราบปรามเสื้อแดง...หรือนี่เป็นแค่เรื่องส่วนตัวของแพทย์จุฬาฯคนหนึ่ง


ไม่เกี่ยวกับรพ.จุฬาฯ..? นายแพทย์พีร์ เหมะรัชตะ ในยุคม็อบพันธมิตรเคยเคลื่อนไหวสนับสนุนพันธมิตรอย่างออกนอกหน้า ตอนแพทย์จุฬาฯขึ้นป้ายไม่รักษาตำรวจก็เอาด้วย


แต่ในยุคม็อบเสื้อแดง หมอพีร์ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์จุฬาฯด้วย ได้ออกมาเป็นตัวตั้งตัวตีร้องเรียนจุฬาฯไม่ให้ออกใบประกอบวิชาชีพแพทย์ให้นิสิตแพทย์สลักธรรม โตจิราการ ที่ทำหน้าที่เจาะเลือดเสื้อแดงประท้วง และให้เอาผิด โดยพอทราบเรื่องนศพ.สลักธรรมเจาะเลือดเสื้อแดง ได้เขียนลงเฟสบุ๊ค ว่า"กรี๊ดๆๆๆจริงเหรอเนี่ย น้องคณะฉานนนน ตัดขาดกันไปเลยดีไหมเนี่ย"

ใครที่เชื่อว่ารพ.จุฬาไม่แบ่งแยก ไม่เคย2มาตรฐานกับม็อบ และที่over reactอยู่ในเวลานี้ "ไม่มีการเมือง"เป็นแรงจูงใจเลย...ยกมือขึ้น!!!

“เกมเจ้า” ของ ศอฉ.

ที่มา Thai E-News



โดย จักรภพ เพ็ญแข

สุดท้ายก็เป็นไปตามพระพุทธวจนะ “วินาศกาเล วิปริตพุทธิ” หรือ “เมื่อถึงคราววินาศ ปัญญาย่อมวิปลาสไป” จริงๆ

ก็ในทันทีที่หน่วยเฉพาะกิจของผู้เผด็จการไทยที่เรียกว่าศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. พูดเรื่อง “ล้มเจ้า” นั่นล่ะครับ

โฆษกของ ศอฉ. คือพันเอกสรรเสริญ แก้วกำเนิด ออกมานั่งแถลงข่าวเรื่องนี้ พร้อมแจกเอกสารที่ระบุว่าเป็น “เครือข่ายล้มเจ้า” ให้กับสื่อมวลชน อย่างเป็นเรื่องเป็นราว ซึ่งผมจะห้อยไว้ในตอนท้ายของบทความนี้ เพราะอยากให้เป็นหลักฐานถึงความเลอะเทอะของบางคน ที่หลงคิดว่าตนเองเป็นนิจจัง ท่ามกลางความเป็นอนิจจังทั้งหลาย

เงื่อนเวลาที่ออกมาแถลงเรื่องนี้ บอกชัดว่าต้องการให้เป็นเหตุผลและความชอบธรรมในการเข้าสลายการชุมนุมของชาวประชาธิปไตยที่แยกราชประสงค์และเครือข่ายทั่วประเทศ หลังจากที่ล้มเหลวซ้ำซากมาแล้วด้วยเหตุผลและข้ออ้างอื่นๆ ที่กระหน่ำผ่านสื่อของรัฐและสื่อทาสในเครือข่ายของตน ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทำให้ผู้คนและธุรกิจแถวนั้นเดือดร้อน การชุมนุมทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยเสียหาย เกิดความขัดแย้งแตกแยกในหมู่แกนนำบนเวที เป็นต้น ยิ่งทำให้ปริมาณมวลชนและคุณภาพทางความคิดของผู้ชุมนุมแต่ละคนเพิ่มขึ้น ข้ออ้างมั่วๆ เหล่านั้นจึงกลายเป็นกระสุนด้านไปหมด

แล้วก็ต้องปฏิบัติ “ดึงฟ้า” ในที่สุด

สิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้ เขียนให้คนที่อ้างว่ารัก เคารพ และเทิดทูนสถาบันอ่านกันโดยตรง หรือบุคคลภายในสถาบันจะอ่านเองก็ไม่เสียหายอะไร ถือว่าเป็นคำเตือนด้วยความปรารถนาดีก่อนที่พวกสอพลออย่างบางคนใน ศอฉ. มันจะพาจน หรือเข้าสู่ทางตันเกินกว่าจะแก้ไข

ย้อนกลับไปในสมัยรัฐบาลทักษิณกับม็อบพันธมิตรฯ ที่ใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์ก่อนยึดอำนาจนั้น จำได้ไหมว่ารัฐบาลเลือกตั้งชุดนั้นถูกกระหน่ำโจมตีหนักหนาขนาดไหน ทั้งทุจริต รวบอำนาจ และคิดล้มเจ้า โดยใช้สื่อของรัฐเองเป็นเครื่องมือ รัฐบาลเองได้แต่หวังว่า ความจริงจะลอยเหนือความเท็จและการบิดเบือนอย่างด้านๆ แล้วประชาชนจะเข้าใจในที่สุด ไม่เคยคิดจะทำสงครามทางความคิดเพื่อต่อต้าน หรือฉกฉวยโอกาสที่จะเพิ่มอำนาจให้กับตนเอง หรือคิดใช้กำลังปราบปรามเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่อำนาจทั้งสามกองทัพและกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติอยู่ในมืออย่างมั่นคง

เหตุผลหลักมีเพียงประการเดียวคือ ความเกรงใจสถาบัน

บวกกับเหตุผลรองคือความมั่นใจในระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

ความเลวร้ายตามมาด้วยการยกเรื่อง “ระบอบทักษิณ” ซึ่งหลุดออกมาจากปากคนสำคัญของบ้านเมือง จนคนที่มาจากการเลือกตั้งต้องหลั่งน้ำตายุบสภา เมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่าชนะเป็นครั้งที่ ๓ เขาก็อาละวาดอีก คราวนี้สั่งให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ และจำคุกคนที่ช่วยประคับประคองประชาธิปไตยอย่างกรรมการการเลือกตั้งสามท่าน เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง เมื่อได้สมใจแล้ว ก็ตั้งพวกตนเข้ามาเป็นผู้จัดการเลือกตั้งแทน

เมื่อแอบสำรวจแล้วพบว่า ไทยรักไทยจะชนะอีก คราวนี้ก็เลยสั่งใช้มาตรการเด็ดขาดคือให้ทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๔๙ และตั้งคณะกรรมการศาลเตี้ยต่างๆ มาสร้างปมความผิดให้เป็นตราบาปติดตัวแต่ละคนที่เป็นแกนนำในฝ่ายประชาธิปไตย ซึ่งถือเป็นศัตรูผู้ร่วมโลกกันไม่ได้อีกต่อไป

แล้วประชาธิปไตยก็ชนะใสอีกทั้งๆ ที่สั่งให้สาดโคลนโยนความผิดกันขนาดนั้น คราวนี้พรรคพลังประชาชนเป็นผู้ชนะในระบบรัฐสภาจนได้จัดตั้งรัฐบาลสองชุดติดต่อกัน แต่แล้วก็ถูกทำลายโดยกลไกที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เพราะถูกครอบงำทั้งระบบโดยเผด็จการที่สั่งให้ทหารยึดอำนาจในนาม คมช. ขนาดที่จะเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ท่าอากาศยานนานาชาติ พยายามฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ปลดนายกรัฐมนตรีด้วยข้อหาจัดรายการทำอาหารทางโทรทัศน์ และยุบพรรค โดยไม่มีความผิดและไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ในทางการเมืองเลย

แต่ฝ่ายประชาธิปไตยก็อยู่เฉยตลอดมาด้วยความเกรงใจสถาบันอีกเช่นกัน

ล่าสุดนี้ ประชาชนทั่วประเทศทนไม่ได้อีกต่อไป ยอมทิ้งนา ทิ้งไร่ ทิ้งงานที่ทำรายได้ให้กับตนเอง มาเสียสละทุกอย่างอยู่กลางถนนในกรุงเทพมหานคร จนถึงการชุมนุมแยกราชประสงค์ ก็สั่งให้ฆ่าเขาด้วยอาวุธสงครามเสียเมื่อวันที่ ๑๐ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓ ที่สี่แยกคอกวัว และข่มขู่คุกคามจะฆ่าหมู่ในที่ชุมนุมใหญ่อีก ทั้งๆ ที่ขอเพียงแค่สิทธิขั้นพื้นฐานในระบอบประชาธิปไตย คือยุบสภาและเลือกตั้ง

ไม่รู้หรือว่าบ้านเมืองยังไม่แตกสลายเป็นเสี่ยงๆ เพราะความเกรงใจที่ยังเหลืออยู่นิดน้อยเท่านั้นเองนะครับ ถ้าประชาชนเขาฮึดสู้แล้ว นึกหรือว่าเขาจะไม่มีทางสู้

คนรากหญ้าเขาเก่งกว่าท่านหลายเท่านะครับ ไม่อย่างนั้นเขาอยู่รอดมาไม่ได้หรอกในระบบกาลีสามานย์ที่ท่านสร้างไว้ในบ้านเมืองนี้ แต่เขาไม่เคยปริปากบ่น ไม่เคยพูด ถ้าจะพูดก็พูดในสิ่งที่หวานหูท่าน เพราะเขามีความเกรงใจอย่างผู้ดี

การท้าทายผ่านหน่วยงานรองมือรองเท้าอย่าง ศอฉ. จึงเป็นความไม่ฉลาดของคนที่สั่งการและคนที่รับคำสั่งมาปฏิบัติ

ถ้า ศอฉ. มีความรักเทิดทูนสถาบันจริง ทำไมจึงงัดเรื่องนี้มาพูดในขณะนี้ ทำไมจึงไม่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้น และทำไมไม่มีการปฏิบัติใดๆ มากกว่าออกมาแถลงข่าวเพื่อเอาใจคนบางคน ตกลง ศอฉ. กำลังจะช่วยสถาบันหรือซ้ำเติมสถาบันในสังคมที่กำลังถึงยุคเปลี่ยนผ่านอย่างนี้

สิ่งที่นำมาอ้างว่าเป็น “เครือข่ายล้มเจ้า” นั้น ความจริงคือการประมวลข้อกล่าวหาและข่าวลือทั้งหลายที่ตัวและพวกสร้างขึ้นมาเอง กวาดเข้ามาไว้ในที่เดียวกัน และเขียนผังออกมาในรูป mind mapping เพื่อให้ดูเท่และเป็นจริงเป็นจังเท่านั้นเอง ในนั้นไม่ได้บอกอะไรใหม่ และไม่ได้แสดงว่าคนที่นำมาแสดงเตรียมจะทำประโยชน์ใดๆ ให้กับสถาบันเลยแม้แต่น้อย

ดูเอาเองก็จะเห็น

การเล่นเรื่องที่เปราะบางอ่อนไหวในจังหวะสำคัญของบ้านเมืองอย่างนี้ ไม่ต่างกับการเล่นกับไฟ จะเพราะชนชั้นนำเมืองไทยหลงเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อของตนเองว่า ประชาชนชาวไทยนั้นโง่เขลาเบาปัญญากว่าตน หรือมั่นใจในอำนาจของตนจนเกิดความโอหัง ผมพูดไม่ได้ เพราะข่าววงในที่รับรู้มานั้นไม่ใช่สิ่งที่ควรนำมาพูดอย่างเปิดเผยในขณะนี้

พูดได้เพียงว่า การกระทำทั้งหมดนี้เป็นการเสี่ยงปวงชนชาวไทย ด้วยการกระทำของคนเห็นแก่ตัวและคับแคบขนาดเล่นเกมเสี่ยงพระมหากษัตริย์

ขอให้รู้ไว้ด้วยว่า คนที่เขารู้จักเกรงใจคนอื่นนั้น ถ้าลงได้หมดความเกรงใจแล้วก็จะกลายเป็นคนน่ากลัวที่สุด

อะไรก็เกิดขึ้นได้หลังจากนั้น.

"เจ็บนี้อีกนาน เจ็บนี้ไม่ลืม" เสียงฝากจาก "คนเสื้อแดง"

ที่มา Thai E-News



3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เสียชีวิต ยังได้รับเกียรติ เรียกว่า "ผู้ก่อความไม่สงบ" แต่คนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุมเรียก "ผู้ก่อการร้าย" แบบนี้มันยุติธรรมหรือไม่? เราเห็นรัฐบาลทำไม่ถูกต้องจึงออกมาเรียกร้อง ทำอะไรก็ผิดหมด ปิดทีวีไม่มีสื่อให้นำเสนอความคิดข้อเรียกร้อง..


โดย สุชาฎา ประพันธ์วงศ์
ที่มา มติชนออนไลน์

หลังเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับฝ่ายทหารเมื่อวันที่ 10 เมษายน มีผู้เสียชีวิต 25 คน เป็นพลเรือน 21 ราย ทหาร 4ราย บาดเจ็บกว่า800 คน เจ้าหน้าที่และพลเรือนที่ได้รับบาดเจ็บถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลใกล้เคียง ผ่านไปกว่า 3 สัปดาห์แล้วสาเหตุการเสียชีวิตและบาดเจ็บยังไม่มีการชันสูตรว่าเกิดจากอะไร

โรงพยาบาลกลางนับว่าเป็นโรงพยาบาลที่มีผู้ชุมนุมเข้ารับการรักษาอาการบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกันที่สี่แยกคอกวัวและหน้าโรงเรียนสตรีวิทยา กว่า 146 ราย มีผู้ป่วยถูกส่งเข้าห้องฉุกเฉินกว่า 20 คน ขณะนี้ยังนอนพักรักษาตัวอีกประมาณ 5 ราย

เกิดอะไรขึ้นในวันที่เจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปสลายการชุมนุมจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายกันมากขนาดนี้ จากปากของคนที่อยู่ในเหตุการณ์ ท่ามกลางหมอกควันของแก๊สน้ำตา ก่อนสับสวิตช์ดับไฟถนน เสียงปืนดัง ระเบิดตูม สนั่นถนนราชดำเนิน ปิดฉากด้วยจลาจลนองเลือด

นายจันทรา จันทร์สุข อายุ 34 ปี เรียนจบชั้น ป.6 อาชีพรับจ้าง หนึ่งในผู้ที่ได้รับบาดเจ็บนอนพักรักษาอาการบาดเจ็บจากกระสุนปืนถูกยิงเข้าที่ไหล่ซ้ายด้านหน้าทะลุลงปอดออกทางด้านหลัง เหตุเกิดที่แยกคอกวัว ยังคงนอนพักฟื้นเพราะอาการบาดเจ็บจากแผลที่ถูกยิงร่างกาย ยังไม่ฟื้นดีนัก กล่าวด้วยเสียงอ่อนเพลีย "ลุกไม่ไหว พูดไม่ค่อยได้ เหนื่อย หายใจไม่ถนัดเหมือนแต่ก่อน" เล่าถึงนาทีชีวิตเฉียดตายว่า

"ผมยืนประจันหน้าอยู่กับทหารที่แยกคอกวัว ประมาณแถว 4-5 ทางฝั่งคนเสื้อแดงที่กำลังผลักดันทหารไม่ให้เข้ามาสลายผู้ชุมนุม ระหว่างที่รอเข้าไปเสียบเพื่อให้เพื่อนที่อยู่แถวหน้าได้พัก ผมก็ถูกยิงร่วง ตัวชาเลือดไหลไม่หยุด รับรู้ทุกอย่างแต่ขยับตัวไม่ได้"


ทหารเพียบ ! พวกเรากำลังยืนเผชิญหน้ากับทหารกระสุนวิ่งมาจากด้านบนตึก กระสุนพุ่งเข้าที่ไหล่ซ้ายทะลุปอด น่าจะเป็นการยิงมาจากที่สูงเพราะกระสุนแทงลงด้านล่าง แต่ไม่รู้ว่าใครยิง เพราะว่าตอนนั้นดับไฟมืดไปหมด เห็นแต่กลุ่มทหารกำลังผลักดันอยู่กับผู้ชุมนุม พอถูกยิงร่วงขยับไม่ได้เลย คนเสื้อแดงที่อยู่แถวนั้นก็พาตัวออกมานั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปส่งโรงพยาบาล พอมาถึงก็เห็นเพื่อนพี่น้องเสื้อแดงบาดเจ็บอยู่เต็มโรงพยาบาล

หมอให้นอนพักฟื้นอีกนาน ตอนนี้ห่วงพี่น้องเสื้อแดงที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย ไม่คิดว่าทหารจะกล้ายิงประชาชน เสียใจที่รัฐบาลทำแบบนี้ ถึงวันนี้ยังไม่มีใครมาถามเรื่องวันเกิดเหตุว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง เรื่องนี้รัฐบาลต้องรับผิดชอบประชาชนที่หันหน้าเข้าหน้าเจ้าหน้าที่แล้วถูกยิงหน้าอกแบบนี้

ยังต้องถามอีกหรือว่าใครยิง ?


การสลายการชุมนุมที่มีทั้งแก๊สน้ำตา เครื่องบิน (เฮลิคอปเตอร์) ทิ้งแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมไปทั่วพื้นที่ แล้วเคลื่อนทหารเข้ามาช่วงหัวค่ำ ปิดไฟถนนหมด แบบนี้จะให้ผู้ชุมนุมทำอย่างไร พวกเราจึงต้องสู้กันเต็มที่ผลักดันทหารออกไป

"นาทีนั้นไม่มีใครกลัวตายแล้ว ตายเป็นตาย วิ่งเข้าใส่อย่างเดียว เห็นภาพผู้ชุมนุมที่วิ่งเข้าไปต้านทหารไม่ให้เข้ามาถูกกระบองฟาด ถูกกระสุนปืน มันเป็นภาพที่เจ็บปวดมากสำหรับประชาชนคนหนึ่งที่ออกมาเรียกร้อง ต้องมารบกับทหารด้วยมือเปล่า"


เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้น เกิดหลังจากพระอาทิตย์ตกดินแล้ว มองไม่ค่อยชัด มีหลายคนถูกหามออกมาจากด่านหน้า

"ทำกับเราเหมือนเราไม่ใช่คน อยากยิงก็ยิง ถ้าไปทำกับพี่น้องเขาบ้างจะรู้สึกอย่างไร"


สำหรับค่ารักษาพยาบาล"ในหลวง" ออกให้รู้สึกดีใจมาก คนเสื้อแดงรักเจ้าไม่คิดจะล้มล้างสถาบันแต่อย่างใด มาถามชาวบ้านกันบ้าง ไม่ใช่คิดกันเอง" นายจันทราที่เปลี่ยนจากท่านอนพยายามลุกขึ้นมานั่งคุยพร้อมกับชี้รอยกระสุนที่หัวไหล่ให้ดูก่อนจะหมดแรงล้มลงนอนบนเตียงอย่างเมื่อยล้าที่เตียงนอนผู้ป่วยชาย ชั้น 8 ห้องพัดลม
************



ที่ชั้น 9 ยังมีผู้ป่วยคนเสื้อแดงที่นอนไม่รู้สึกตัวบนเตียงคนไข้มีภรรยาคอยดูแลให้กำลังใจไม่ห่างมีพยาบาลที่ดูแลอย่างใกล้ชิด นางกูลกิจ สุริยะแก่นทราย อายุ 58 ปี นอนเฝ้าสามี นายวสุ สุริยะแก่นทราย อายุ 59 ปี ชาวบุรีรัมย์ที่ย้ายมาอยู่ปทุมธานีเกือบ 40 ปี

สามีที่นอนไม่รู้สึกตัวเนื่องจากถูกของแข็งฟาดจนกะโหลกศีรษะร้าว มีเลือดคลั่งในสมอง และซ้ายขวาถูกตีมีรอยเขียวช้ำ ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ แพทย์ระบุว่าเป็น "อัมพาต"

ข่าวร้ายที่นางกูลกิจได้รับหลังจากที่พลัดพรากจากสามีในวันเกิดเหตุนองเลือด 10 เมษายน

"หลังจากที่แยกย้ายกันตอนเที่ยงสามียังไม่ได้กินข้าว พอได้ยินว่าทหารกำลังเตรียมบุก ก็เดินลุยไปสกัดทหารมือเปล่า อยู่แนวหน้า ส่วนดิฉันอยู่เฝ้าเต็นท์ทำกับข้าวรอพวกผู้ชายที่ออกไปทำธุระ(ต้านทหาร) หลังจากนั้นมีเครื่องบิน(เฮลิคอปเตอร์)บินมา 2 ลำโยนแก๊สน้ำตาลงมาควันลอยเต็มพื้นที่ ตอนนั้นยังไม่รู้ว่าอะไร ไปโบกมือให้เครื่องบิน ควันที่ลอยตัดกับแสงอาทิตย์ที่ลับขอบฟ้ามันสวยดีไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ไม่นานก็แสบตา วิงเวียน คลื่นไส้ "


อีกไม่นานเกิดเหตุชุลมุน คนหนีตาย มีคนมาดึงให้ไปหลบในที่ปลอดภัย แต่ไปไหนไม่ได้ เพราะต้องรอสามีอยู่ในเต็นท์ กลัวว่าสามีกลับมาแล้วจะหาไม่เจอ ต้องดื่มน้ำ อมน้ำ บ้วนน้ำสลับกันอยู่อย่างนี้ เอากระดาษทิชชูซับน้ำปิดลูกตาไว้เพราะเอาผ้าให้ผู้ชายที่ไปอยู่แนวหน้าแล้ว

สภาพวันนั้นเหมือนสนามรบ บางคนเอาน้ำน้ำซาวข้าวล้างหน้า เชื่อว่าล้างพิษได้ บางคนคว้าน้ำอะไรได้ก็ช่วยกันล้าง ปะพรม เท่าที่พวกเราจะหาได้ช่วยเหลือกันไป

หลังจากควันแก๊สน้ำตาลอยลงมาปกคลุมพื้นที่เกือบหมดแล้ว มีเครื่องบินวนมาอีกรอบแต่ไม่ได้เข้ามาตรงกลางที่ชุมนุม กลับบินวนรอบๆและไปหยุดที่หลักคาตึก (แต่ไม่อยากบอกว่าเขามาปล่อยอะไรลงมา เพราะเราไม่มีกล้องเก็บภาพไว้เป็นหลักฐานพูดไปก็ไม่ดีไม่มีประโยชน์)

เครื่องบินหายไป 1-2 ชั่วโมง มีเสียงปืนดังขึ้นเกิดเหตุระเบิดที่แยกคอกวัว จากนั้นคนเสื้อแดงช่วยกันขนผู้บาดเจ็บเลือดโชก ออกมาจากที่เกิดเหตุที่แยกคอกวัว กับโรงเรียนสตรีวิทยา พากันนั่งมอเตอร์ไซค์ผ่านหน้าไปหลายราย

ตอนนั้นคิดได้อย่างเดียว คือ ทำไมทำกันขนาดนี้ รัฐใช้อำนาจเกินไปแล้ว เพื่อนๆผู้ชุมนุมหลายคนดึงให้ออกจากเต็นท์เพราะอยู่ใกล้พื้นที่อันตราย แต่ไปไม่ได้ต้องรอสามี จนกระทั่งดึกสามียังไม่กลับมา จึงกลับไปที่บ้านให้หลานช่วยโทรเช็คตามโรงพยาบาลให้ ภาวนาว่าอย่างน้อยให้เจอศพก็ยังดีอย่าให้ทหารต้องเอาไปเลย

"สัญญากันไว้ว่าเราตั้งใจทำความดี ถ้าทำดีแล้วไม่ได้ดีขอให้ตายไปเลยอย่าได้พิการหากพิการจริงๆ ขอให้หมอฉีดยาตาย"


แต่เมื่อมาเห็นสามีในสภาพพิการแบบนี้ก็ทำไม่ลง

มาเจอสภาพลงความรู้สึกตันไปหมด บอกไม่ถูก ทำใจไว้แล้ว พวกเรามือเปล่าไม่มีใครมีอาวุธ ยังไงก็เชื่อว่าความจริงต้องเป็นความจริง

"มีคนเอาค้อนตอกตะปูมาเทให้ผู้ชุมนุม ถามว่าฝีมือใครพวกเราไม่เคยทำเลย"

หลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พวกเราผู้ชุมนุมได้บทเรียน

บทเรียนในการหาวิธีป้องกัน "แก๊สน้ำตา" บอกต่อกันว่า ให้อมน้ำแล้วบ้วนน้ำทิ้ง หลังจากนั้นให้กินน้ำมะพร้าวตามเพื่อล้างพิษจะช่วย ไม่ให้เจ็บคอ เป็นหวัด น้ำมูกไหล

ไม่เข็ดหรอ ?

เราภูมิใจที่ได้มายืนอยู่ตรงนี้ เสียใจบ้างเพราะเรายังเป็นคนอยู่ สองผัวเมียที่จับมือกันมาชุมนุมเรียกร้องขอความเป็นธรรมตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม โดยมีสาเหตุจูงใจ คือ ความไม่ยุติธรรมในสังคม

สมัยที่สนามบินดอนเมืองยังไม่ปิดให้บริการขอแค่เดินผ่านออกมาซื้ออาหารยังไม่อนุญาตแต่พวกที่เข้าไปปิดสนามบินกลับไม่มีความผิด ไม่ติดคุกแล้วยังได้เป็นรัฐมนตรีอีก

ที่รัฐบาลมากล่าวหาว่าคนเสื้อแดงจ้องล้มเจ้า ถามกลับบ้างไหมว่าพวกไหนกันแน่ไม่จงรักภักดี นอนฟังข่าวกันสองคนผัวเมียได้ยินว่าไปปลุกในหลวงตอนตี 1 ตี 2 ไปปลุกในหลวงเพื่อแต่งตั้งคณะปฏิวัติ ทำไมไม่มีความเกรงใจ จากนั้นมาเราตั้งใจกันไว้ว่า ใครก็ตามที่มีความตั้งใจเรียกร้องความยุติธรรม จะขอเป็นแนวร่วมด้วยเพื่อทำให้กฎหมายเป็นธรรม

ไม่เคยได้รับเงินค่าจ้างแม้แต่บาทเดียวให้ธรณีสูบก็ได้ถ้าโกหก พวกเราเดินทางไปกลับปทุมธานีกับสะพานผ่านฟ้า ควักเงินตัวเองทั้งนั้น วันละ 200 บาท อาศัยเต็นท์จากเสื้อแดงต่างจังหวัดที่ทำอาหารกินกันแบบไม่มีหวง สลึงเดียวก็ไม่ได้หากได้จริงขอให้ธรณีสูบไปเลย ย้ำอีกครั้ง


บ้านเมืองไม่ยุติธรรมจะเอาความสงบมาจากที่ไหน บิดเบือนทุกอย่าง บางคนที่ไม่ชอบแนวทางของเราก็ด่าว่าเราสารพัดแต่เราไม่สนใจ เพราะเราเชื่อมั่นในความยุติธรรม

การได้มาชุมนุมถือว่า "คุ้มเกินคุ้ม" ไม่ต้องมองว่าจะชนะวันนี้วันพรุ่งนี้ มองแค่ว่า "ความดีต้องชนะความชั่ว" คนคิดไม่เหมือนกัน ที่เขามาว่าเราสะใจที่เห็นเราตายก็เพราะเขาไม่เข้าใจ มันโหดร้ายเกินไปเหมือนไม่ได้นับถือศาสนาพุทธ "ขอแค่เอาชนะ สะใจ ขอให้อยู่ในตำแหน่งครบวาระ"


รู้สึกภูมิใจมากที่ในหลวงออกค่ารักษาพยาบาลให้ไม่คิดว่าจะได้อะไรตรงนี้ คิดแค่ว่าเตรียมเงินทำศพไว้คนละ 2500 บาท ค่าเผาแต่ไม่ต้องบอกใครเพราะเราพร้อมใจมาตรงนี้ ไม่ตายวันนี้ก็ตายพรุ่งนี้ เพื่อความยุติธรรมทำด้วยใจไม่มีอะไรต้องกลัวหรือเกรง

ก่อนจะขอตัวไปดูอาการสามีที่เพิ่งย้ายออกจากห้องไอซียูมาอยู่ห้องพักฟื้นได้แค่ 1 วันเท่านั้น
******************

ที่ชั้น 10 โรงพยาบาลกลาง มีการ์ดเสื้อแดงที่นอนพักรักษาอาการบาดเจ็บจากกระสุนปืน แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้ ขณะที่การ์ดชายฉกรรจ์สวมเครื่องแบบเสื้อแดง ผูกผ้าพันคอ อันเป็นสัญลักษณ์การ์ดเต็มยศ กำลังคล้องบัตรประจำตัว นปช. สอบถามได้ความว่ากำลังเตรียมตัวจะกลับไปที่ชุมนุมอีกครั้งหลังจากอาการดีขึ้นแล้ว

แทนที่จะกลับบ้านแต่ชายผู้นี้กลับขอกลับไปทำหน้าที่การ์ดดูแลผู้ชุมนุมต่อ ลั่นไม่กลัวตาย!!

ถ้าตายเพราะสิ่งที่ทำอยู่ขณะนี้ก็ภูมิใจ ชีวิตเกิดมาครั้งเดียวได้ทำเพื่อความถูกต้อง เพื่อส่วนรวม เราเลือกข้างอยู่ฝั่งมวลชน แม้จะถูกกระทำตอนนี้แต่เราต้องชนะอยู่แล้ว ตอนนี้ต้องสู้กันไปก่อน

"ใครที่ไม่เห็นด้วยกับเราแล้วออกมาต่อต้าน เขาก็บาดเจ็บล้มตายเหมือนกัน ฉะนั้นไม่ต้องมา สะใจ กับการสูญเสียชีวิตของประชาชนคนไทยด้วยกัน ถ้าคุยกันไม่ได้ ไม่เข้าใจ ก็ไม่ว่ากัน ฝ่ายเราโดนฝ่ายเขาก็โดน คงเข้าใจความรู้สึกกันดี ไม่ต้องมาว่ากันให้เจ็บช้ำอีก"
เสียงจากชายหนุ่มผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ด่านแสดงความเห็นเรื่องคนหลากสี

"พร้อมพงศ์ ปลั่งกลาง" อายุ 42 ปี ชาว อ.โนนสูง จ.นครราชสีมา ประกอบอาชีพค้าขายที่ตลาดนัดสี่มุมเมือง ทำหน้าที่การ์ด นปช. เล่าถึงที่มาของแผลเป็น จากกระสุนปืนเฉียดเป้า เฉี่ยวกระดูก เกือบตัดกล้ามเนื้อทะลุน่อง ต้องนอนโรงพยาบาลถึง 17 วัน ชี้ให้ดูรอยกระสุนที่ทะลุกางเกงยีนส์ ขณะต้านทหารที่ หน้าโรงเรียนสตรีวิทยา

ระหว่างที่เสื้อแดงเข้าไปยึดรถถังทหารคันที่ 1 ได้สำเร็จ ตนจึงทำหน้าที่ขึ้นไปปลดอาวุธปืนกลบนรถถัง ยังไม่ทันจะสำเร็จมีกระสุนปืนวิ่งมาจากรถถังคันที่ 6 เจาะเข้าที่ขาซ้ายล้มลงร่วงจากรถถังโชคดีที่ใส่หมวกกันน็อค

"ขาชาไปหมด ถูกกระสุนจริงยิงขนาด 12.56 ม.ม. เจ้าหน้าที่เริ่มยิงมวลชนเพื่อแย่งพื้นที่ เคลื่อนรถถังเข้ามาประชิด มีคนเสื้อแดงถูกยิงจำนวนมากช่วยขนกันออกมาปฐมพยาบาล"


"สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีความสามารถ เอาทหารเข้ามาขู่ประชาชน ใช้ทหารที่เป็นเครื่องมือรัฐ รักษาอำนาจ
ทำกับเราเหมือนไม่ใช่คน เสื้อแดงเจ็บปวด เจ็บแค้นมาก ตั้งแต่เหตุการณ์ "เมษา 52" แล้ว พวกเราถูกไล่ยิงเหมือนอาชญากร มาถึงวันนี้ก็ไม่ต่างกันและ
ครั้งต่อไปก็คงเป็นเช่นกัน "


กระสุนที่ยึดจากทหาร

คนร้ายใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ฆ่าเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร เสียชีวิต ยังได้รับเกียรติ เรียกว่า "ผู้ก่อความไม่สงบ" แต่คนเสื้อแดงที่ออกมาชุมนุมเรียก "ผู้ก่อการร้าย" แบบนี้มันยุติธรรมหรือไม่ เราเห็นรัฐบาลทำไม่ถูกต้องจึงออกมาเรียกร้อง ทำอะไรก็ผิดหมด ปิดทีวีไม่มีสื่อให้นำเสนอความคิดข้อเรียกร้อง

"รัฐบาลเกลียดประชาชนแบบนี้จะพัฒนาได้อย่างไร มาทำกับเราแบบนี้ แค้นอยู่แล้วประชาชนมือเปล่าแต่รัฐเอารถถังปืนมายิง เราก็ต้องต่อสู้โดยการขว้าง อิฐ ไม้ ไปใส่ทหาร เข้าใจว่าทหารต้องทำตามวินัยและคำสั่งของรัฐบาล"


"เราไม่ท้อ ถอยไม่ได้ อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด ถ้าเราถอยก็ต้องกลับไปสู่สภาพเดิมโครงสร้างเดิม ฐานอำนาจเก่าไม่มีการเปลี่ยนแปลง"พ่อค้าตลาดสี่มุมเมืองยืนยันความตั้งใจ เดินทางมาคนเดียวเพื่อร่วมกับคนเสื้อแดงด้วยทุนทรัพย์ส่วนตัวหยุดขายของมาตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม เพราะไม่มีครอบครัวตัวคนเดียวจึงไม่มีอะไรให้ห่วง หยุดยาวใช้เงินเก็บ

ก่อนที่การ์ดหนุ่มผู้คมเข้มจะลาพยาบาลที่คอยดูแลและผู้ป่วยจากเตียงรอบๆที่อวยพร "ขอให้โชคดี" และพยาบาลสาวสวยอวยพรให้ "หลบกระสุนให้ดี" ส่วนบุรุษพยาบาลทวง "ซีดี" เหตุการณ์นองเลือดวันที่ 10 เมษายน ฉบับ "เสื้อแดง"

นี่คือเสียงสะท้อนจากคนที่กำลังน้อยกว่าและรู้ว่ากำลังต่อสู้กับอะไร

Sunday, May 2, 2010

"สงวน พงษ์มณี": ความขัดแย้งครั้งนี้อาจถึงขั้น "แยกแผ่นดิน"

ที่มา มติชน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับประจำวันที่ 1 พฤษภาคม รายงานคำให้สัมภาษณ์ของนายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย (พท.) ที่กล่าวถึงกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรค พท. แสดงความวิตกกังวลกรณีหากรัฐบาลใช้ความรุนแรงต่อการชุมนุมซึ่งจะไม่สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้และส่งผลให้กระบวนการต่อสู้ลงไปอยู่ใต้ดินว่า เชื่อว่าอีกไม่นาน หากรัฐบาลยังใช้ความรุนแรงเช่นนี้อยู่ โดยเฉพาะการปิดกั้นข้อมูลข่าวสารในส่วนของภาคประชาชนการต่อสู้ใต้ดินก็จะต้องเกิดขึ้นจริงอย่างแน่นอน เพราะมีสาเหตุมาจากการที่รัฐบาลไม่เข้าใจว่าความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตัวเองสูญเสียความเป็นมนุษย์ จนทำให้คนที่ก่ออาชญากรรมไม่ใช่อาชญากรถือเป็นเรื่องที่อันตรายมาก


"สิ่งที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทยจะมากกว่าเรื่องการลงใต้ดิน เนื่องจากวันนี้สถานการณ์ไปไกลมากจึงมีความเป็นไปได้ว่าจากสงครามกลางเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้จะกลายเป็นสงครามแยกแผ่นดิน เพราะในเมื่อรัฐบาลบอกว่าคนอีสานกับคนภาคเหนือควรอยู่ใต้กฎหมาย แต่รัฐบาลนี้ไม่ได้รับการยอมรับและไม่มีความชอบธรรมแล้ว ดังนั้น คนกลุ่มนี้เขาก็คงไม่ยอมรับในสิ่งที่รัฐบาลบอก ถ้าไม่มีการแก้ปัญหาโดยวิธีที่สากลยอมรับ มีการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ หรือการฆ่าแกนนำ สงครามแยกแผ่นดินจะเกิดขึ้นทันที และครั้งนี้จะเป็นจุดจบจริงๆ เพราะจะไม่มีประเทศอีก" นายสงวนกล่าว

พอได้หรือยัง

ที่มา เดลินิวส์


ยังไม่ทันสิ้นเดือนเมษายน ก็มีเหตุไทยฆ่าไทยแล้ว 3 หน หนแรก 10 เม.ย. หลังรัฐบาลขอพื้นที่ผ่านฟ้าคืน ด้วยการส่งทหารเข้าสลายการชุมนุมในตอนกลางคืน

สังเวยชีวิตม็อบและทหารไป 25 ศพ บาดเจ็บเกือบ 900 คน หนที่สอง 22 เม.ย. เอ็ม 79 ห้าลูก ถล่มผู้ชุมนุมเสื้อหลากสีที่สถานีรถไฟฟ้าสีลม และศาลาแดง วิถีกระสุนตอนนี้ รู้หมดแล้ว แค่เปิดเผยยังไม่ได้

ครั้งนั้น สังเวยชีวิตไป 1 ศพ บาดเจ็บอีกกว่า 70-80 คน

ท้ายสุด แต่อาจไม่ใช่สุดท้าย สด ๆ ร้อน ๆ 28 เม.ย. 2553 ม็อบนปช.เคลื่อนจากราชประสงค์ไปตลาดไท รังสิต แล้วเจอการสกัดกั้นของทหารที่วิภาวดี 42 อนุสรณ์สถานแห่งชาติ และ สนามบินดอนเมือง

จราจรอัมพาต 4 ชม. มีการปะทะเดือดทั้ง 3 จุด ท่ามกลางอาการขวัญหนีดีฝ่อของคนที่ประสบเหตุ

ที่หน้าปั๊มปตท. วิภาวดี ขณะโรมรันพันตูกันนั้น ปรากฏว่า มีผู้เสียชีวิตไป 1 ศพ บาดเจ็บอีกเกือบ 20 อยู่ในห้องไอซียู ก็มีผู้ สังเวยชีวิตล่าสุดคือ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ สาระ

สื่อยักษ์ใหญ่ทั้ง CNN, BBC ที่มีนักข่าวทำข่าวอยู่ในสนาม รายงานตรงกันว่า มีทหารหน่วยไล่ล่านั่งมอเตอร์ไซค์ มีอาวุธครบมือ ลงทางด่วนโทลล์เวย์ แล้ววิ่งผ่านด้านหลังม็อบนปช.

มีการเปิดไฟหน้ารถ เพราะฝนตกหนัก ทำให้ทหารตำรวจที่ตั้งด่านสกัดซึ่งเล็งปืนมาที่ม็อบ เข้าใจผิดว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม จึงยิงปืนเข้าใส่ พลทหารณรงค์ฤทธิ์ ที่วิ่งอยู่คันหน้าสุด

กระสุนเจาะผ่านหมวกกันน็อก ทะลุศีรษะ เสียชีวิตคาที่

CNN นำทั้งภาพและเหตุการณ์ออกอากาศทั่วโลก โดยใช้คำว่า “friendly fire” หรือ การยิงพวกเดียวกันเอง จะปิดหู ปิดตา สื่อไทยนั้นย่อมได้ แต่ไปปิดหู ปิดตา สื่อนอกไม่ได้

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. อ้อมแอ้ม เมื่อนักข่าวถาม ตอบแค่สั้น ๆ ยังยืนยันไม่ได้ แต่สื่อนอกตีแผ่ข่าวไปทั่วโลกแล้ว เป็นเรื่องน่าเศร้าสลดใจอย่างยิ่ง

ไม่ว่าผู้เสียชีวิตจะเป็นผู้ชุมนุม หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายบ้านเมืองก็ตาม ทุกคนล้วนมีผู้อยู่ข้างหลังที่จะร่ำไห้ไปกับการจากไปไม่มีวันกลับทั้งสิ้น ทุกชีวิตล้วนมีค่าในตัวเอง

นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะรับผิดชอบยังไง เพราะนี่ไม่ใช่ ฝีมือผู้ก่อการร้ายหรือผู้ที่จะล้มสถาบัน ที่สาดใส่ผู้ชุมนุมแล้ว

แต่เกิดจากการยิงกันเอง ภายใต้คำสั่ง “สลายม็อบ” ของทั้ง 2 คน

ยังจะปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ อีกหรือ ม็อบ นปช.จะถูกจะผิด ต้องไปว่ากันตามกฎหมายแล้ว ผิดก็ติดคุกกันไป แต่ถามกลับทั้ง นายกฯ และ รองนายกฯ สุเทพ หัวใจทำด้วยอะไร พอทีเถอะ !!!.

ดาวประกายพรึก

ก่อนจะกลับไม่ได้ไปไม่ถึง

ที่มา เดลินิวส์


“หากวิเคราะห์การเมืองที่เกิดขึ้นช่วงที่ผ่านมา จะพบว่า ความไม่พอเพียงของการเมืองมีส่วนอยู่มาก ปัญหา คือการเมืองสุดโต่ง ไม่พอประมาณ นำไปสู่ความแตกแยก เพราะเป็นการเมืองที่คล้าย ๆ ว่า ผู้ชนะเอาไปทุกสิ่งทุกอย่าง (winner take all) จึงทุ่มไม่อั้น

ขจัดคู่แข่งในทุกวิถีทาง นี่คือความสุดโต่งทางการเมืองที่นำไปสู่วิกฤติ

การเมืองที่สุดโต่ง ยังเปิดให้บทบาทของทุนเข้ามาอย่างสุดโต่ง ใช้เงินมากมายมหาศาล โดยหลักของประชาธิปไตยแล้ว ควรต้องเป็นการเมืองที่มีขอบเขต

การเมืองควรจำกัดตัวเอง เรื่องไหนไม่ควรยุ่งก็ไม่ยุ่ง เช่น เรื่องสื่อ หรือ กองทัพ ไปวุ่นวายจนเกิดปัญหา เพราะต้องการเอาทหารไปเป็นฐานทางการเมือง ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล หรือผู้ว่าฯ กลายเป็นหัวคะแนนใหญ่ ผ่านงบผู้ว่า ซีอีโอ เป็นต้น

การเมืองควรแข่งกันเรื่องนโยบาย การกำหนดทิศทางบริหารประเทศ ไม่ใช่แข่งกันแล้วยึดกุมกลไกราชการ กลไกสื่อ ยึดครองทุกอย่างในสังคม แล้วใช้สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องมือ เอากลับมาฟาดฟันกัน

ถ้าเอาหลักความพอประมาณเข้ามา จะชัดเจนว่า การเมืองและอำนาจต้องถูกตีกรอบ ควรให้การแข่งขันทางการเมืองเป็นเรื่องของเหตุและผล...”

ใครหนอ ช่างกล่าววาจาได้ไพเราะเสนาะหูเช่นนี้ ถูกต้อง มีจริยธรรมสูงส่งยิ่ง ใช่แล้ว คนนั้น คือ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯรูปหล่อสุดเท่าที่ไทยเคยมีมา คนไทยโชคดีมากที่ได้ อภิสิทธิ์ เป็นนายกฯ

นายกฯคนนี้แหละ พูดวรรคทองนี้ไว้เมื่อปี 2550 หลังทหารยึดอำนาจ และ เอามาตีพิมพ์ในหนังสือ การเมืองไทยหลังรัฐประหาร ทางออกจากวิกฤติ ก่อนจะกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง

เค้ายังเขียนในบทนำว่า หวังว่าข้อความที่ปรากฏด้วยความบริสุทธิ์ใจจะเป็นประโยชน์กับประชาชนเจ้าของประเทศทุกคน รวมทั้งผู้มีอำนาจและผู้เกี่ยวข้องกับการกำหนดอนาคตประเทศ เป็นอีกเสียงที่ช่วยหาทางออกประเทศ ก่อนจะกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง

อองซาน ซูจี ผู้นำพรรค NLD ที่ได้รับ รางวัลโนเบล ของพม่า แค่วิจารณ์ รัฐประหาร 19 ก.ย.นำไทยสู่หายนะ เหมือนทหารที่ครองเมืองพม่านานเกินไป ก็ถูกซีกรัฐบาลอัดยับ ส.ว.ลากตั้งบางคนถึงขนาดบอก อองซาน ซูจี รับเงินมาพูด ไม่รู้หรือว่า อภิสิทธิ์ ก็เคยพูดมาแล้ว แล้ว อภิสิทธิ์ ไปรับเงินใครหรือ

เพียงแต่ผ่านมา 2 ปีเศษ ไทยกำลังก้าวสู่ การนองเลือดและสงครามกลางเมืองทุกที แม้ผ่าน 26 เม.ย.ที่โหรบอก เป็นวันดาวพฤหัสย้ายราศีเข้าภพวินาศ เสี่ยงนองเลือดไปแล้ว แต่ภาวะบ้านเมืองแตกได้ทุกเมื่อ

แล้วใครหรือ สั่งคุมสื่อเบ็ดเสร็จ คนไหนขวางทาง ต้องมีอันเป็นไป ใครหรือ สั่งทหาร ใช้กองทัพปราบปราม ผู้ชุมนุมที่กลายเป็น ผู้ก่อการร้าย และ ล้มสถาบัน ไปหมด ทั้งที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่อยากทำ

แม้แต่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีต ผบ.ทบ. ยังมีชื่อในเอกสาร ศอฉ.ว่า คือผู้อยู่ในเครือข่ายที่มีพฤติกรรมส่อล้มสถาบัน ดังนั้น ชื่อคนอื่น ๆ ก็แทบไร้ความหมาย และ ไม่ต้องเอ่ยถึงแล้ว

ก่อนจะกลับไม่ได้ ไปไม่ถึง จึงขอเสนอให้ นายกฯ อภิสิทธิ์ หาเวลาสงบ ๆในราบ 11 กลับไปอ่านข้อความที่ตัวเองให้สัมภาษณ์อีกครั้ง แล้วเปรียบเทียบตัวตน ที่แท้จริง ตอนนั้นกับตอนนี้ เหมือนหรือ ต่างกัน

อ่านแล้วอาจได้สัจธรรมที่สร้างสรรค์ แทนที่จะมุ่งแต่การเอาชนะคะคาน เช่นตอนนี้.

ดาวประกายพรึก

สวนกระแสโลก

ที่มา เดลินิวส์


รายการ เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ หนล่าสุด หลังหยุดไป 2 สัปดาห์ นายกฯ ได้หนีบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. มานั่งประกบด้วย นัยหนึ่งเพื่อบอกว่า นายกฯยังสั่งทหารได้ อีกนัยหนึ่ง เพื่อยืนยันว่า กองทัพเห็นด้วยกับสิ่งที่นายกฯพูด เพราะหากไม่เห็นด้วย ก็คงไม่มานั่งอยู่ด้วยกันหรอก

มีเรื่องให้ตื่นเต้นเร้าใจ นั่นคือ จอมืดไป 2 ช่วง สัญญาณขาดหายไป 5-10 นาที นายกฯบอกว่า มีการยิงสัญญาณป่วน ทำให้จอดับ กำลังหาทางลงโทษคนที่ทำเรื่องนี้ คนทำ ช่างกล้านะ

หันมาดูสิ่งที่นายกฯ พูด จะว่าไม่มีอะไรใหม่ก็ได้ เป็นการมาตอกย้ำว่า การชุมนุมยกระดับไปสู่การก่อการร้ายแล้ว มีการใช้อาวุธสงคราม มีการเชื่อมโยง ต้องใช้กฎหมายจัด การเด็ดขาด และเป้าหมายสุดท้ายคือ

การคืนพื้นที่ให้ประชาชน

ซึ่ง พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ไปไกลแล้ว เพราะไม่ใช้คำว่า ขอพื้นที่คืน หรือคำว่า สลายการชุมนุมแล้ว แต่บอกตรง ๆ ว่า ในเวลาเหมาะสม แยกประชาชนจากผู้ก่อการร้ายได้เมื่อไหร่

จะเข้าปราบปรามเลย

ผบ.ทบ. ที่มานั่งประกบนั้น สรุป สุดท้ายว่า ทหารยังเป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว เป็นทหารของประชาชน จะปฏิบัติงานโดยไม่มีฝักใฝ่ฝ่ายใด และจะทำตามนโยบายรัฐบาลที่ก่อให้เกิดประโยชน์กับประเทศชาติ

ประโยคหลังอาจเอาไปตีความได้ว่า แล้วนโยบายอะไรที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ไม่ใช่เพื่อพรรคตัวเอง หรือพวกตัวเอง บ้าง เพราะหลายครั้งที่ พล.อ.อนุพงษ์ ยืนยัน การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง และทหารจะไม่ทำร้ายประชาชนซึ่งไม่รู้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ จะยืนหยัดได้แค่ไหน

อย่างที่รู้ว่า เจ้าตัวโดนกดดันหนักมากให้ใช้กำลังเข้าสลายม็อบ ที่นายอภิสิทธิ์ แต่งตั้งให้เป็นผู้สั่งการการใช้กำลัง ก็คือ การสร้างแรงกดดันทางหนึ่ง นั่นเอง

อีกเรื่องที่นายกฯ พูดชัด คือ ไม่รับข้อเสนอจาก นายวีระ มุสิกพงศ์ ที่ขอให้ยุบสภาใน 30 วัน โดยยืนยันว่า จะไม่ให้ใครมาสร้างบรรทัดฐานให้ทำตามด้วยการก่อการร้ายเด็ดขาด และเห็นว่า การยุบสภา ไม่ใช่ คำตอบประเทศ แต่เพื่อชิงอำนาจให้บางคนที่หวังสร้างรัฐไทยใหม่และยังต้องอยู่ทำงบประมาณฯ เพื่อคนจนต่อ

สรุปทั้งหมดคือ ไม่ออก ไม่ยุบ และ ไม่เจรจา แต่จะอยู่บริหารต่อ หากตามที่นายกฯพูด ก็คือ มีสิทธิอยู่อีก 1 ปีกับ 9 เดือน !!!

แม้จะเกิดเหตุวิปโยคไปแล้วถึง 2 ครั้ง คือเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่สี่แยกคอกวัว และ 22 เม.ย. ที่สีลม ทำให้คนไทยต้องเสียชีวิตและบาดเจ็บมากมาย ตอนนี้ม็อบสารพัดสี กำลังเคลื่อนตัวสู่การปะทะ เสี่ยงต่อสงครามกลางเมืองมาก

ทั่วโลกตอนนี้ กำลังวิตกกับประเทศไทยอย่างมาก เลขาธิการยูเอ็น บัน คี-มูน ถึงขนาดออกแถลงการณ์ว่า ห่วงใยต่อสถาน การณ์ในไทยอย่างยิ่ง และขอให้ทุกฝ่ายใช้สันติวิธีแก้ปัญหา นี่ย่อมแสดงให้เห็นว่า วิกฤติที่เกิดขึ้นขณะนี้ได้ยกระดับเป็นปัญหาของโลกไปแล้ว

ในอาเซียนเอง อินโดนีเซีย เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งใหม่ และให้ คกก. จากนานาชาติเข้ามาดูแลให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ออง ซาน ซูจี ซึ่ง อภิสิทธิ์ ยกย่องมาก บอกว่า รัฐบาลที่ได้มาจาก รธน. ที่ร่างโดยทหาร ไม่มีวันมีเสถียรภาพ

แต่นายกฯไทยเหมือนจะเดินสวนทางกับกระแสโลก เพราะยังยืนยัน ไม่ยุบ ไม่ออก และตอนนี้ คือ ไม่เจรจา อีกด้วย ไม่อยากให้นายกฯ ถลำลึกไปกว่านี้เลย แค่นี้ก็ถูกหาว่า มือเปื้อนเลือดแล้ว

ถ้าวันนี้ สถานการณ์ยังทรงอยู่ ไม่เกิดเหตุร้ายเพิ่ม ก็อยากภาวนาให้นายกฯ กลับมาเป็นตัวของตัวเองอีกครั้ง และเลิกฟังคนรอบข้างไม่กี่คนที่แวดล้อมอยู่.

ดาวประกายพรึก

สู้นอกระบบ รบแตกหัก

ที่มา ไทยรัฐ

ขั้วอำนาจ "ทักษิณ" เมินวิถีทาง "รัฐสภา" โค่นรัฐบาล

การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง

เป็นสิ่งนักประชาธิปไตย นักสันติวิธีทั้งหลาย พยายามเรียกร้องเพื่อหาทางออกในการแก้ไขปัญหาวิกฤติประเทศ

จากกรณีแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระดมม็อบเสื้อแดง ยึดพื้นที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ ชุมนุมยืดเยื้อ ขับไล่รัฐบาล

เสมือนเป็นการจับประชาชน นักธุรกิจ นักลงทุน ตลอดจนระบบเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ เป็นตัวประกัน

กดดันให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา

แต่มาถึงวันนี้ แนวทางที่จะให้การเมืองแก้ปัญหาด้วยการ เมือง ยังมองไม่เห็นหนทางที่จะประสบผลสำเร็จ

การเปิดโต๊ะเจรจาระหว่างแกนนำม็อบเสื้อแดงกับฝ่ายรัฐบาล เหมือนถูกปิดตาย

เพราะต่างฝ่ายก็ไม่ยอมอ่อนข้อให้กัน

แกนนำม็อบยืดข้อเรียกร้องจากเดิมที่ขอให้ยุบสภาภายใน 15 วัน เป็น 30 วัน แต่รัฐบาลก็ตอบกลับว่า เป็นไปไม่ได้

พร้อมยืนยันห้วงเวลาที่เหมาะสมในการยุบสภา คือช่วงปลายปี

โดยต้องมีการแก้ไขกติการัฐธรรมนูญให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย คลี่คลายบรรยากาศ ความขัดแย้งในบ้านเมืองก่อนที่จะกลับไปสู่สนามเลือกตั้ง

ประกาศกร้าวไม่ยอมให้ม็อบมาข่มขู่กดดัน

ขณะเดียวกัน ในช่วงเวลาเกือบ 2 เดือน ที่กลุ่มม็อบเสื้อแดงชุมนุมเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล วิกฤติความขัดแย้งไม่ได้ เบาบางลงเลย มีแต่เพิ่มดีกรีความรุนแรง

เกิดเหตุปะทะกัน ระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมกับฝ่ายทหาร ตำรวจ หลายครั้งมีคนเจ็บ คนตาย เพิ่มมากขึ้น

เกิดความสูญเสียเลือดเนื้อและชีวิตกันทั้งสองฝ่าย

ท่ามกลางสถานการณ์ความเคลื่อนไหวในขบวนการขับไล่ รัฐบาลที่เกิดขึ้นในขณะนี้ จากพฤติกรรมทั้งในทางลับและเปิดเผย ปฏิเสธไม่ได้ว่า

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นผู้บงการใหญ่ อยู่เบื้องหลัง

ที่สำคัญ ในยุทธศาสตร์การต่อสู้ครั้งนี้ ต้องยอมรับว่าฝ่ายต่อต้านขับไล่รัฐบาลมีขุมกำลังสำคัญในการขับเคลื่อน ที่เรียกได้ว่าเป็นดวงแก้ว 3 ประการ คือ

1.มีฐานการเมือง พรรคเพื่อไทย

2.มีฐานมวลชน กลุ่มม็อบเสื้อแดง

3.มีฐานกองกำลัง ที่ไม่เปิดเผยตัว

แน่นปึ้ก พร้อมเดินหน้าชน โค่นล้มรัฐบาลตามแผน "นายใหญ่"

ทั้งนี้ โดยหลักสากลของการเมืองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา การที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หรือการจะโค่นล้มรัฐบาลภายใต้กลไกในระบบรัฐสภา

สามารถทำได้ด้วยการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

โดยสถานการณ์ที่กำลังดำเนินอยู่ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย สามารถเข้าชื่อยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติ ไม่ไว้วางใจนายกฯอภิสิทธิ์ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158

และหากที่ประชุมสภาฯมีมติไม่ไว้วางใจ โดยมีคะแนน เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาฯ

นายอภิสิทธิ์จะต้องหลุดจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที

แต่ล่าสุดปรากฏว่า ที่ประชุม ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้มีมติเป็น เอกฉันท์ไม่ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯอภิสิทธิ์

โดยอ้างว่า รัฐบาลชุดนี้กระทำความผิดต่อหลักนิติธรรมและนิติรัฐ เป็นรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตยเดียวของโลกที่เป็นรัฐบาลมือเปื้อนเลือด เพราะมีประชาชนที่มาชุมนุมเสียชีวิตจำนวนมาก ถือว่ารัฐบาลทำผิดอุกฉกรรจ์ไกลเกินกว่าที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ถ้า ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ รัฐบาลจะกล่าวอ้างต่อชาวโลกว่ามีความชอบธรรม เพราะได้รับการตรวจ สอบในระบบรัฐสภา

สรุปก็คือ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ปฏิเสธที่จะใช้เวทีสภาฯในการโค่นล้มรัฐบาล

ทั้งที่ยังเหลือระยะเวลาที่จะดำเนินการได้ เพราะสมัยประชุมสามัญทั่วไปจะสิ้นสุดในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้

และถ้าหมดสมัยประชุมนี้ไปแล้ว ก็ต้องรอไปข้ามปีถึงจะมีโอกาสยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะสมัยประชุมต่อไปเป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ไม่สามารถขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ที่สำคัญ การเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจตามวิถีทางสภาฯ ฝ่ายค้านจะได้เปรียบ เพราะจะต้องมีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์

สามารถใช้สื่อของรัฐในการแสดงข้อมูลเอกสารหลักฐานต่างๆ เผยแพร่ไปสู่สายตาของพี่น้องประชาชน

เพื่อชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลมีปัญหาการทุจริตคอรัปชัน และการ บริหารราชการบกพร่อง ผิดพลาด ทำให้เกิดความเสียหายแก่ ประเทศชาติอย่างไร

แต่ฝ่ายค้านกลับละทิ้งช่องทางความได้เปรียบตรงนี้

ท่ามกลางกระแสข่าวทางลึกว่า มีคำบัญชาจาก "นายใหญ่" ผ่านญาติสนิท สั่งการให้เครือข่าย ส.ส.ในพรรคเพื่อไทย

ยุติกระบวนการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ใช้ ช่องทางในระบบ

โดยเหตุผลหลักๆก็คือ ประเมินแล้วไม่ประสบผลสำเร็จ

เพราะไม่สามารถดึงเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลให้กลับลำหันมาโหวตคว่ำรัฐบาลได้

โดยเฉพาะพรรคชาติไทยพัฒนา ที่นายบรรหาร ศิลปอาชา ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาแสดงท่าที หลัง เกิดเหตุระเบิดกดดันถล่มใส่หน้าบ้านจรัญสนิทวงศ์ 2 ลูก

ประกาศเสียงเข้ม หนุนรัฐบาลต่อไป ยังยุบสภาไม่ได้ ต้องแก้ รัฐธรรมนูญก่อน

ในขณะที่นายเนวิน ชิดชอบ ผู้ทรงอิทธิพลที่อยู่เบื้องหลังพรรคภูมิใจไทย ก็ยืนยันอยู่ร่วมหัวจมท้ายกับรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป

ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ทั้งพรรคเพื่อแผ่นดิน รวมชาติพัฒนา และกิจสังคม ก็ยังเกาะขบวนอยู่เป็นรัฐบาล ไม่ขยับไปไหน

ผนึกขั้วกันแน่น แซะไม่ออก

จึงต้องยกเลิกการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ เพราะรู้ว่าคว่ำรัฐบาลไม่ได้

เหนืออื่นใด ถ้าปล่อยให้มีการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจ ก็เท่ากับไปขวางแผนของแกนนำกลุ่มม็อบเสื้อแดง

ที่กำลังโหมการเคลื่อนไหวอย่างหนัก กดดันให้นายกฯอภิสิทธิ์ยุบสภา

เพราะตามกติการัฐธรรมนูญกำหนดไว้เป็นกฎเหล็ก ถ้าฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้ว นายกฯจะยุบสภาไม่ได้

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ "นายใหญ่" จึงต้องตัดสินใจกดปุ่ม เลิกใช้ช่องทางในระบบล้มรัฐบาล หันไปใช้วิธีการนอกระบบ

สั่งม็อบเสื้อแดงเคลื่อนแรงหนักขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงวันนี้ จึงเป็นที่ชัดเจนว่า ขั้ว อำนาจ "ทักษิณ" ที่กำลังเคลื่อนไหวต่อต้านขับไล่รัฐบาล โดย มีดวงแก้ว 3 ประการ ในการขับเคลื่อน

ไม่หยิบดวงแก้วประการแรก คือฐานการเมือง พรรคเพื่อ-ไทย มาใช้ในการต่อสู้ เพื่อโค่นล้มรัฐบาลภายใต้กลไกระบบรัฐสภา

ฉะนั้น จึงเหลือดวงแก้วแค่ 2 ดวง ได้แก่

ดวงแก้วประการที่ 2 ฐานมวลชน กลุ่มม็อบเสื้อแดง

ดวงแก้วประการที่ 3 ฐานกองกำลัง ที่ไม่เปิดเผยตัว

สถานการณ์ในการต่อสู้ เพื่อช่วงชิงอำนาจโค่นล้มรัฐบาล จากห้วงนี้ไป การเคลื่อนไหวของขุมกำลังดวงแก้ว 2 ประการที่เหลือนี้ จะยิ่งร้อนแรงเข้มข้น

โดยเฉพาะในส่วนของแกนนำม็อบเสื้อแดงที่ต่อสู้มานาน เป็นแรมเดือน เมื่อฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ยกเลิกการยื่นญัตติ ขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

นั่นก็เท่ากับเป็นการตัดทางถอยของแกนนำม็อบ ที่ก่อน หน้านี้ยังพอมีโอกาสที่จะใช้ช่องทางที่ฝ่ายค้านยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

เป็นทางลงได้ แบบไม่เสียหน้าและดูดี

เพราะถ้าพรรคเพื่อไทยยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้ วางใจตามกติการัฐธรรมนูญ ห้ามยุบสภา

ม็อบเสื้อแดงก็อาจที่จะถอยกลับไปพักได้ โดยปล่อยให้ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เดินหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจถล่มรัฐบาลตามวิถีทางในระบบรัฐสภา

ถือเป็นการถอยให้กับแนวทางในระบอบประชาธิปไตย

มาถึงวันนี้ เมื่อยุทธวิธีการต่อสู้ของ "นายใหญ่" ไม่ใช้วิถีทางของรัฐสภาในการต่อสู้แบบสันติ

แต่ต้องการจะใช้ดวงแก้ว 2 ประการที่เหลือ เป็นหัวหอกในการชิงอำนาจ

ดังนั้น ปรากฏการณ์ที่จะต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ก็คือ

การโหมฐานมวลชน กลุ่มม็อบเสื้อแดง เคลื่อนไหวหนักหน่วงร้อนแรง เพิ่มแรงกระแทกเข้าใส่รัฐบาล

เพิ่มแรงกดดันเข้าใส่นายกฯอภิสิทธิ์อย่างหนักหน่วงยิ่งขึ้น เพื่อให้เดินไปสู่จุดที่ต้องประกาศยุบสภา

ตามด้วยการปฏิบัติการเคลื่อนไหวอย่างเข้มข้นและรุนแรง ของกองกำลัง ที่ไม่เปิดเผยตัว

โดยตั้งหลักต่อสู้อยู่กลางเมือง ใช้วิธีการนอกระบบสู้กับรัฐบาล

แน่นอน ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ พร้อมที่จะเกิดเหตุ รุนแรงถึงขั้นนองเลือดครั้งใหญ่ได้ตลอดเวลา

ที่สำคัญ เมื่อมีการต่อสู้นอกระบบเพื่อชิงอำนาจ ความกดดันทั้งหมดจะตกหนักอยู่ที่ฝ่ายรัฐบาลแน่นอน

เพราะการใช้อำนาจรัฐ ต้องทำตามระบบภายใต้กฎหมายเท่านั้น.

"ทีมการเมือง"

ข้อสังเกตบางประการ (กรณีเสื้อแดงบุก รพ.จุฬาฯ)

ที่มา ประชาไท


เรื่องความไม่ชอบธรรมชนิดไม่มีข้อแก้ตัวของฝ่ายแดงที่ไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2553 นั้น เมื่อทบทวนดู พบข้อน่าสังเกตบางประการจึงขอบันทึกไว้ดังนี้

1. ฝ่ายแดงสะดุดหัวแม่เท้าตัวเองจริงๆ เรื่องไปบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ หลังจากเสียหายเรื่องตั้งด่านตรวจรถ กั้นทางขึ้นลงรถไฟฟ้า แล้วตีตื้นขึ้นมาได้จากแผนล้มเจ้าฉบับขายหัวเราะของ ศอฉ. ซึ่งถ้ามีคนเชื่อว่าจริง คนไทยก็ควรเลิกคิดเรื่องพัฒนาชาติไทย นอนรอวันตายไปเรื่อยๆ สบายดีและถูกอัธยาศัยดีแล้ว

เข้าใจได้ถึงความกดดันของฝ่ายแดงว่าจะถูกทำร้าย ถูกล้อมปราบ แต่การบุกไปโรงพยาบาลแบบซุ่มซ่ามบุ่มบ่ามเพราะความ "กลัว" ของตน โดยไม่ได้นึกถึงความ "กลัว" ของคนอื่นๆ ที่เป็นคนธรรมดาสามัญเหมือนกัน แสดงให้เห็นว่าฝ่ายวางแผนและคุมกำลังละเอียดอ่อนไม่พอ ไม่ฉลาดเท่าฝ่ายรัฐ แม้จะบอกว่าสู้จนเหนื่อยคิดไม่ทัน ก็แปลว่าอ่อนด้อยกว่าเขา กล่าวคือแพ้ทางการเมือง

จิตใจสู้และอดทนของประชาชนที่ไม่มีอะไรจะสูญเสียนอกจากชีวิตนั้นไม่แพ้ แต่ทางการเมืองแพ้ หรือพูดอีกอย่างว่า ณ เวลานี้อยู่ในสถานะเพลี่ยงพล้ำ ทั้งแกนนำ การ์ดและผู้ชุมนุม โดยนอกจากเพลี่ยงพล้ำทางกระบวนท่า ยังเพลี่ยงพล้ำทางเล่ห์เหลี่ยม อาจเพราะไม่เชี่ยวชาญเรื่องเล่ห์เหลี่ยม การสร้างภาพ ตลอดจนการพูดจาให้ดูดีมีชาติตระกูล ซึ่งสองอย่างหลังนั้น เป็นความเชี่ยวชาญพิเศษของบรรดาคนชั้นกลางถึงชั้นสูงที่ดูดีมีชาติตระกูล ไม่ใช่ชาวบ้านสามัญ

2. น่าสนใจมากว่า "สื่อ" รายงานเรื่องแดง "บุก" โรงพยาบาลอย่างครึกโครม จนมีคนเชื่อโดยไม่ได้อ่านและไม่ได้ฟังละเอียดคิดว่าพวกแดงพร้อมอาวุธครบมือบุกยึดโรงพยาบาล เข้าไปอาละวาดทำร้ายคนไข้ แพทย์ พยาบาล จนเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องขนคนไข้หนีม็อบกันโกลาหล เด็กอ่อนต้องย้ายตึก ผู้ป่วยหนักต้องย้ายตึก ฯลฯ

แน่นอนว่า การกรูเกรียวเข้าไปในโรงพยาบาลของการ์ดและคนเสื้อแดง (ตามข่าว) เป็นเรื่องทำร้ายความรู้สึกมากๆ สำหรับผู้ป่วย ญาติผู้ป่วย และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เป็นความไม่ชอบธรรมที่แดงไปบุกโรงพยาบาล ซึ่งเมื่อไม่ชอบธรรมตั้งแต่ต้นก็ย่อมไม่ชอบธรรมในเบื้องปลาย แต่น่าสนใจว่า ความจริงคือแดงทำอะไรบ้าง ขนาดไหน รุนแรงทางกายภาพเพียงใด ข่มขู่ใครบ้าง อย่างไร นอกเหนือจากที่เป็นความรุนแรงต่อจิตใจ ซึ่งประเมินได้ยาก เพราะแต่ละคนต่างมี "ความรู้สึก" ของตน

มองอย่างเป็นธรรม ถ้าคนกรุงเทพฯ รู้สึกว่าถูกคนเสื้อแดงทำร้ายจิตใจสาหัส คนเสื้อแดงก็บอกได้เช่นกันว่าพวกเขาถูกคนกรุงเทพฯ และคนชั้นกลางจำนวนไม่น้อยทำร้ายจิตใจสาหัสด้วยถ้อยคำดูหมิ่น เหยียดหยาม ด่าว่าพวกเขาตลอดมา เขายังไม่ทันได้ทำอะไรเลย ก็ถูกกล่่าวหาก่อนแล้วว่าถ่อย โง่เป็นควายแดง พวกหางแดง ฯลฯ เป็นต้น เมื่อพวกเขาถูกล้อมปราบจนตายก็ไม่มีใคร โดยเฉพาะ "สื่อ" เดือดร้อน

บันทึกในบล็อกของหมอจุฬาฯ และรูปภาพที่หมอจุฬาฯ ถ่ายออกมาเผยแพร่ทางโลกออนไลน์ ฝ่ายเกลียดแดงอ่านแล้วพอใจ ฝ่ายไม่เกลียดแดงอ่านแล้วเห็นว่า มีอคติอย่างแรง

ในบันทึกก่อนวันที่ 29 เมษายน หมอจุฬาฯ ท่านหนึ่งเขียนว่า "พวกมัน" มาเดินเข้าเดินออกเข้าห้องน้ำเหมือน เป็นบ้านของมัน วันที่พวกมันบุกเข้ามาก็น่ากลัวมาก ก็ดูหน้าตาสารรูปของพวกมันแต่ละคนสิ.......

บ่อยครั้ง ความหวาดกลัวในความ "เป็นอื่น" ของ "คนอื่น" ก็เกินจริง และคนชั้นกลางมีความสามารถสูงในการ "รู้สึก" อย่าง "ดราม่า"

น้องรู้จักกันคนหนึ่ง เป็น typical ของสาวสวยชนชั้นกลางนิสัยดีมี "ธรรมะ" และมี "ฟอร์เวิร์ดเมล" น่ารักๆ ของคนน่ารักๆ นิสัยดี ไม่ชอบคนก้าวร้าวรุนแรง....บอกว่าตกใจร้องไห้ตัวสั่นทุกครั้งเมื่อนึกถึงเสื้อแดง เพราะกิริยาท่าทางแย่มาก เดินเข้าเดินออกโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะทำงานที่นั่น ก็ต้องเจอพวกเสื้อแดงตัวดำๆ สกปรก หน้าตาเหี้ยมโหด น่ากลัวเหลือเกิน พวกนี้ข่มขู่ผู้ป่วยและญาติผู้ป่วย คือมาปิดกั้นถนน ถือท่อเหล็กแกว่งไกวไปมา หน้าตาไม่เป็นมิตร เดินเข้าเดินออกในโรงพยาบาลที่ควรจะเป็นที่ของผู้ป่วยและผู้เกี่ยวข้องกับผู้ป่วย

เรื่องอย่างนี้มีทั้งความจริง และความ "รู้สึกเกินจริง" แบบ "ดราม่า"

น่าสนใจว่าหนังสือพิมพ์ใหญ่บางฉบับไม่พาดหัวเรื่องแดงบุกโรงพยาบาลเลยสองวันซ้อน แปลว่าอะไร? ไม่อยากเป็นเครื่องมือของใครเพราะเกรงว่าเรื่องนี้อาจมีการใช้ผู้ป่วยเป็นเครื่องมือทางการเมือง (ของทั้งสองฝ่าย) หรือไม่?

ตรงนี้มีข้อมูลหลายประเด็นที่ควรพิจารณา เช่น

2.1 อะไรคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาฯ ตัดสินใจย้ายผู้ป่วยไปโรงพยาบาลอื่น เสื้อแดงแสดงท่าทีว่าจะบุกเข้าไปทำร้ายผู้ป่วยหรือไม่ ฯลฯ เป็นต้น ถ้าเหตุผลว่า การบุกเข้าไปวันนั้นพอเพียงแล้วที่จะให้ตัดสินใจ แม้เป็นเหตุผลพึงรับฟัง ก็น่าคิดว่า ทัศนคติของผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาฯ ต่อเสื้อแดงเป็นอย่างไร เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เสื้อแดงน่ากลัวขนาดนั้นจริงหรือไม่

ข่าวล่าสุดที่สื่ออ้างว่ามาจาก โรงพยาบาลบอกว่า เสื้อแดงขู่วางระเบิดโรงพยาบาล คำถามคือมีความจริงมากน้อยแค่ไหน ใครเป็นผู้ขู่ ควรระบุตัวตนเพื่อแจ้งตำรวจให้จัดการตามกฎหมาย ดีกว่าลอยเลื่อนเป็นข่าวลือให้ร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง

2.2 มีรายงานข่าวเปิดหน้านักข่าวไทยพีบีเอสว่า นักข่าวกำลังจะเข้าไปตรวจสถานที่โรงพยาบาลกับแกนนำตามที่ ผอ.โรงพยาบาลอนุญาต เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ใจว่า ไม่มีทหารในโรงพยาบาล นั่นคือ ก่อนหน้า การ์ดเสื้อแดงเยอะแยะจะกรูเข้าไปจับคนงานก่อสร้างเพราะเชื่อว่าเป็นทหารมาซุ่มยิง แปลว่า ก่อนหน้าจะเกิดประเด็นแดงบุกโรงพยาบาล การเข้าไปตรวจสอบในโรงพยาบาลของแดง ยังไม่ใช่สิ่งที่ "น่ากลัว" สำหรับสื่อ ใช่หรือไม่ ?

ถ้าใช่ ก็อาจแปลว่าความน่ากลัวคือการกรูกันเข้าไปของการ์ดเสื้อแดงจำนวนมากที่วิ่งตึงๆ จะไปจับคนงานก่อสร้าง (ตามข่าว) เพราะเชื่อว่าเป็นทหาร แต่กระนั้นข่าวที่ออกมาช่วงแรก ก็ไม่ใช่เรื่อง "บุก" โรงพยาบาลแบบอันธพาล น้ำเสียงข่าวในช่วงแรกคือ แดงปล่อยไก่ เพราะคนที่จับได้ไม่ใช่ทหาร แต่เป็นคนงานก่อสร้าง พูดจาไม่รู้เรื่อง

2.3 ไม่ควรตัดทิ้งข้อสงสัยว่าอาจมีทหารอยู่จริงในโรงพยาบาลจุฬาฯ ด้วยเหตุผลว่าเพื่อรักษาความปลอดภัย ให้โรงพยาบาลจุฬาฯ (แม้จะฟังแปร่งๆ) เหมือนกับที่มีทหารรักษาการอยู่แทบทุกชั้นที่อาคารเนชั่นและที่คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ดังนั้น ไม่แปลกที่ฝ่ายแดงจะสงสัย หลังจากมีบางกระแสข่าวว่าวิถี กระสุนซึ่งไปตกที่สีลมน่าจะมาจากโรงพยาบาล ต้องไม่ลืมว่าความตายที่สีลมไม่ได้เป็นประโยชน์อันใดเลยกับเสื้อแดง

2.4 ไม่แปลกที่ฝ่ายแดงจะสงสัยโรงพยาบาลจุฬาฯและแพทย์จุฬาฯ เพราะกลุ่มแพทย์จุฬาฯ เคยออกแถลงการณ์ไม่รับตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเชื่อว่าตำรวจทำร้ายพันธมิตรฯ แพทย์จุฬาฯ มีภาพว่าเป็นฝ่ายเสื้อเหลืองมาตั้งแต่ต้น แม้ประกาศตัวเป็นกลางในแง่วิชาชีพ ภาพรวมในแง่ปัจเจกและอารมณ์ส่วนตัวของปัจเจกคือไม่ชอบแดง

2.5 ที่น่าสนใจมากๆ คือสื่อหลายสำนัก โหมข่าวเรื่องเสื้อแดงบุกโรงพยาบาลเป็นเรื่องใหญ่ ยินดีที่มีเสียงตำหนิแดง ยินดีที่คนเคยเห็นใจแดงตำหนิแดง คนทำสื่อเหล่านี้ดูจะไม่สนใจและคล้ายจะลืมเรื่องการล้อมปราบในวันที่ 10 เมษายน 2553 โดยสิ้นเชิงแม้จะมีความสูญเสียอย่างมาก ไม่สนใจสืบค้นความจริงเรื่องความ ตายของคนเสื้อหลากสีที่สีลม และไม่สนใจสืบค้นความจริงเรื่อง พลทหารถูกยิงตายที่ดอนเมือง.......

ถ้าเราตัวสั่นด้วยความโกรธแค้น ที่เสื้อแดงบุกโรงพยาบาลจุฬาฯ เพราะการกระทำเช่นนั้นเป็นความไม่ชอบธรรมอย่างยิ่ง เราควรถามตัวเองเช่นกันว่า เราตัวสั่นด้วยความโกรธแค้นอย่างเดียวกันหรือไม่ที่ "รัฐ" เลือกปราบประชาชนคิดต่างในยามวิกาล เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 จนมีผู้คนบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก ทั้งฝ่ายประชาชนและทหาร

หรือในกรณีนี้ เราตัวสั่นเฉพาะเมื่อทหารเสียชีวิตและบาดเจ็บ

ถ้าเช่นนั้น เรามองประชาชนเสื้อแดงว่าพวกเขาเป็นใครหรือ มิใช่เพื่อนร่วมชาติของเราผู้กำลังพยายามส่งเสียงบอกเราว่า เขามีความทุกข์หรืือ และถ้าเรามีความทุกข์เพราะการกระทำของเขา ที่พยายามบอกเราว่าเขามีความทุกข์ เราก็ควรจะหันหน้าคุยกัน เพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลผ่อนคลาย ความทุกข์ของกันและกันมิใช่หรือ

หรือเราควรตั้งตัวเป็นตุลาการศาลเตี้ย สั่งฆ่า สั่งเสียบประจานพวกเขาซึ่งเราขอเรียกว่าพวกมัน เพราะเรา "เชื่อ" ว่าพวกมันแสนเลวบัดซบ....อย่างนั้นหรือ?

บางทีเราอาจไม่ต้องฝึกฝนนิสัยตัวสั่นด้วยความโกรธแค้นก็ได้ เพราะความโกรธแค้นไม่ได้ช่วยให้เรามีสติ แต่เราควรฝึกคิดทบทวนว่า ความจริงคืออะไรกันแน่

3. ขอบันทึกเรื่องขบวนการล่าแม่มดออนไลน์ ไว้เล็กน้อยว่า ขณะนี้ทำกันเป็นล่ำเป็นสันและน่ากลัวมากเพราะ "อารมณ์เกลียดชัง" ที่ยิ่งนับวันยิ่งเติบโต

-------------------
หมายเหตุ:
บันทึกนี้เผยแพร่ครั้งแรกในเฟซบุ๊ค ประชาไทเห็นว่ามีแง่มุมที่น่าสนใจ จึงขออนุญาตเจ้าของงานนำมาเผยแพร่

ศอฉ.ไม่ให้ทนายร่วมสอบ เลขาฯสนนท.-นศ. อ้างเพียงเรียกมาคุย ด้าน สนนท.จี้รัฐหยุดคุกคาม

ที่มา ประชาไท


เลขา สนนท.และนักศึกษาอีก 2 คน ไปราบ 11 รายงายตัว ศอฉ.ตามหมายเรียก พร้อมขอทนายเข้าร่วมแต่ถูกปฎิเสธ เจ้าหน้าที่อ้างเป็นการเรียกมาคุยไม่จำเป็นต้องมีทนาย ขณะที่สมาชิก สนนท.ร่วมออกแถลงการณ์ประณามการคุกคามจากรัฐทหารของรัฐบาล

จากกรณีที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้เรียกนายอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) และนักศึกษาอีก 2 คน ให้ไปรายงานตัวต่อ ศอฉ. ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ราบ 11) ในวันที่ 2 พ.ค.นี้ เวลา 10.00 น.

วันนี้ (2 พ.ค.53) นายอนุธีร์ และเพื่อนนักศึกษาอีก 2 คน ได้เดินทางไปรายงานตัวตามหมายเรียก จากนั้นเวลาประมาณ 11.00 น. พ.ท.วิบูลย์ ศรีเจริญสุขยิ่ง รองผู้บังคับกองพันทหารราบ มณฑลทหารบกที่ 11 (รอง ผบ.พัน มทบ.11) จึงได้มารับตัว โดยทั้ง 3 คน ขอให้มีทนายได้เข้าไปร่วมรับฟังข้อมูลในการรายงานตัวด้วย แต่เจ้าหน้าที่ปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องกังวล เป็นการเรียกมาคุย จึงไม่จำเป็นต้องมีทนาย และชี้แจงว่าการพูดคุยสอบปากคำนี้ ตำรวจจะเป็นผู้ดำเนินการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การรายงานตัวในครั้งนี้มีผู้ที่ทราบข่าวและมาร่วมให้กำลังใจที่บริเวณหน้ากรมทหาร ราบ 11 กว่า 50 คน โดยผู้ให้กำลังใจคาดว่าจะรออยู่จนกว่าทั้ง 3 คนจะได้ออกมา ทั้งนี้ ไม่ได้มีการแจ้งว่าการรายงานตัวจะเสร็จสิ้นในเวลาเท่าไร

ในส่วน สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ได้มีการออกแถลงการณ์ “หยุดคุกคามเพื่อนของเรา หยุดคุกคามประชาชน” ประณามการคุกคามจากรัฐทหารของรัฐบาลในการออกหมายเรียกดังกล่าว โดยระบุว่าเป็นการข่มขู่คุกคามประชาชน พร้อมเรียกร้องการดำเนินการที่โปร่งใสต่อสมาชิกของ สนนท.และประชาชนที่อาจจะถูกคุกคามเช่นเดียวกันนี้ในอนาคต อีกทั้งยังระบุให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในการคุกคามสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ

“สนนท.ของยืนยันในสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการต่อสู้กับอำนาจอธรรมของรัฐบาลรัฐทหาร และขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยระบบเลือกตั้งและระบบรัฐสภาฯ ที่เห็นและเคารพสิทธิทางการเมืองของประชาชน อันจะนำพาสังคมไทยไปสู้ความมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม และจะไม่โอนอ่อนต่อการคุกคามของรัฐบาลรัฐทหารชุดนี้แต่อย่างใด” แถลงการณ์ระบุ

แถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้

แถลงการณ์ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
เรื่อง หยุดคุกคามเพื่อนของเรา หยุดคุกคามประชาชน

สืบเนื่องจาก ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มีหมายเรียกถึง สมาชิก สนนท. 2 ท่าน ในวันที่ 1 พฤษภาคม2553 โดยระบุให้ไปรายงานตัวต่อ ศอฉ. ณ กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ (ราบ 11) อย่างมิได้แจ้งของหาหรือรายละเอียดที่ชัดเจนแต่อย่างใดนั้น

สนนท.มีความเห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ดังนี้

1. สนนท.ขอประณามการคุกคามจากรัฐทหารของรัฐบาลในการออกหมายเรียกดังกล่าว เนื่องจากเป็นที่แน่ชัดแก่ประชาชนในสังคมไทยว่า รัฐบาลรัฐทหารได้ทำการข่มขู่คุกคามพี่น้องประชาชนจำนวนมากมาตลอด โดยเลือกปฏิบัติคุกคามเฉพาะผู้ที่มีจุดยืนใกล้เคียงกับ “กลุ่มคนเสื้อแดง” หรือแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และยังลุกลามไปถึงผู้ที่ไม่ได้เห็นด้วยกับรัฐบาลรัฐทหารอีกด้วย อาทิ การออกหมายเรียกบุคคลจำนวนมากของ ศอฉ. และการเผยแพร่เครือข่าย “ล้มเจ้า” อันมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการหว่านแหล้อมจับประชาชนที่มิได้เห็นด้วยกับการเถลิงอำนาจของรัฐบาลรัฐทหาร ดังนั้น สนนท.เห็นว่าการออกหมายเรียกแก่เพื่อนของเรา 2 คนนี้นั้น เป็นอีกเพียงมาตรการหนึ่งในการคุกคามประชาชนนั่นเอง

2. สนนท.ขอเรียกร้องให้รัฐบาลรัฐทหารมีความโปร่งใสในการปฏิบัติต่อเพื่อนของเราทั้ง 2 คน และประชาชนคนอื่นๆ ที่อาจจะถูกคุกคามในอนาคตอีก และขอให้ยกเลิกการประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พ.ร.ก.ฉุกเฉิน) ในการคุกคามสิทธิเสรีภาพอันประกันไว้ในรัฐธรรมนูญ

3. สนนท.ขอยืนยันในสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนในการต่อสู้กับอำนาจอธรรมของรัฐบาลรัฐทหาร และขอสนับสนุนการต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตยระบบเลือกตั้งและระบบรัฐสภาฯ ที่เห็นและเคารพสิทธิทางการเมืองของประชาชน อันจะนำพาสังคมไทยไปสู้ความมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียม และจะไม่โอนอ่อนต่อการคุกคามของรัฐบาลรัฐทหารชุดนี้แต่อย่างใด

ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดต้องเป็นของประชาชน

สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)
แถลง ณ วันที่ 2 พฤษภาคม 2553
กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์