WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 3, 2010

รายงาน : เรื่องเล่าอีกมุมมองของการ ‘บุก’ โรงพยาบาลจุฬาฯ

ที่มา ประชาไท



แผนผังที่ตั้งโรงพยาบาลตำรวจ-จุฬา

นับตั้งแต่การย้ายพื้นที่ปักหลักการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงจาก “ผ่านฟ้า” มายัง “แยกราชประสงค์” ตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนนั้น กล่าวได้ว่ามีสถานพยาบาลและผู้มารับบริการได้รับผลกระทบจากเสียงและการจราจรที่ไม่สะดวกสบายจากกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่พอสมควร สถานพยาบาลที่อยู่ติดกับบริเวณที่ผู้ชุมนุม มี 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลตำรวจและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

ความเหมือน–ความต่าง จากการได้รับผลกระทบของโรงพยาบาลตำรวจ–จุฬาฯ
1 และถนนราชดำริ มีพื้นที่ติดกับกลุ่มผู้ชุมนุมโดยตรง ได้รับเสียงจาการปราศรัยบ้าง แต่เมื่อเข้าไปยังอาคารต่างๆ พบว่าเสียงไม่ได้เล็ดลอดเข้าไปมากนัก ทางเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลกล่าวว่า แม้จะได้รับผลกระทบจากเสียงบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับไม่สามารถทนได้ แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ในส่วนต่างๆ ยังคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเช่นทุกวัน มีการเปิดรับการรักษาทุกแผนก คนไข้ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลอย่างหนาแน่นเป็นปกติ แม้จะมีการย้ายผู้ป่วยบางส่วนออกไปบ้างตั้งแต่ในช่วงแรกๆ เจ้าหน้าที่ดูไม่มีความรู้สึกกลัวหรือหวาดระแวงกลุ่มคนเสื้อแดงแต่อย่างใด การดูแลรักษาความปลอดภัยยังคงมีแค่พนักงานรักษาความปลอดภัยเช่นปกติเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการเปิดให้กลุ่มผู้ชุมนุมได้เข้าใช้ห้องน้ำและพื้นที่บางส่วนของโรงพยาบาลในการพักผ่อนอาศัยหลับนอนอีกด้วย

โรงพยาบาลจุฬาตั้งอยู่บนถนนพระรามที่ 4 และ ถนนราชดำริ ถ้าเปรียบเทียบความใกล้ไกลกับที่ชุมนุมและความหน้าแน่นของผู้ชุมนุมนั้น กล่าวได้ว่าบริเวณโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มีจำนวนผู้ชุมนุมเบาบางกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ข้อน่าสังเกตคือ โรงพยาบาลตำรวจซึ่งมีพื้นที่อยู่ในวงล้อมของผู้ชุมนุมราวไข่แดงกลับไม่มีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยหรือมีการงดให้บริการการรักษา ทั้งๆ ที่พื้นที่บริเวณนั้นน่าจะมีความเสี่ยงมากกว่า น่าจะได้รับผลกระทบมากกว่า ขณะที่โรงพยาบาลจุฬาฯ มีการย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลจำนวนมากหลายระลอกเนื่องจากกังวลถึงความไม่ปลอดภัยจากกลุ่มผู้ชุมนุม

สำหรับเหตุการณ์การบุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อตรวจหากำลังทหารที่พวกเขาเชื่อว่าซ่อนตัวอยู่นั้น ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักถึงความไม่เหมาะสมและความไม่เคารพในสถานพยาบาล ภาพที่ปรากฏตามสื่ออาจทำให้คนรู้สึกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไประรานผู้ป่วยที่กำลังรักษาตัวอยู่อย่างไร้มนุษยธรรม แต่ในข้อเท็จจริงของวันเกิดเหตุ(29โรงพยาบาลตำรวจตั้งอยู่บนถนนถนนพระรามที่ เม.ย.) ตึกที่ถูกสำรวจไม่มีคนไข้อยู่ ส่วนตึกที่มีคนอยู่ไม่มีการขอสำรวจ เรื่องนี้ดูเหมือนพูดถึงกันน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

นอกจากนี้ยังมีแพทย์บางคนถึงกับออกมากล่าวว่า “คนที่ poor hygiene เดินพล่านทั่ว รพ. พาเชื้อโรคกระจายทั่วรพ. มันลำบาก การติดเชื้อซ้ำใน รพ. เป็นอะไรที่ลำบาก เชื้อดื้อยา รักษายาก ประสบการณ์ผมถ้าติดเชื้อ a.baumanii ในกระแสเลือดเรียกว่าตาย 90%”

แม้ตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่ข้อความดังกล่าวดูจะไม่ช่วยทำให้สถานการณ์ดีขึ้นนัก ทั้งยังอาจทำให้เกิดความไม่แน่ใจว่า ความผิดของกรณีนี้อยู่ที่การบุกเข้าไปในโรงพยาบาล หรือการที่คนบุกเข้าไปนั้นเป็นคนประเภท “poor hygiene” ?

ลำดับเหตุการณ์เย็นวันที่ 29 เมษายน 2553
แม้การกระทำดังกล่าวเป็นเรื่องไม่อาจยอมรับได้สำหรับสังคม แต่การพูดถึงมัน หรือวิพากษ์วิจารณ์มันก็ควรอยู่บนฐานของข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด กล่าวอย่างตรงไปตรงมา ผู้เสพข่าวทั่วไปกับผู้อยู่ในเหตุการณ์อาจมองเห็นความร้ายแรงในระดับที่แตกต่างกันพอสมควร

เย็นวันที่ 29 เมษายน ที่ด้านหลังเวที แกนนำ นปช.อันประกอบด้วย เหวง โตจิราการ,จตุพร พรหมพันธ์ และพายัพ ปั้นเกตุ เริ่มการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนอย่างเช่นทุกๆ วัน โดยพายัพกล่าวว่า เมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมาเขาและการ์ดจำนวนหนึ่งได้เข้าไปสำรวจพื้นที่บริเวณโรงพยาบาลจุฬาฯ เนื่องจากหวาดระแวงสงสัยว่ามีเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปประจำบนตึกสูงของโรงพยาบาล เพราะก่อนหน้านั้นมีการย้ายผู้ป่วยออกไปแล้ว ส่งผลให้ตึกสูง 2 ตึกของโรงพยาบาลว่างเปล่า ประตูต่างๆ ถูกปิดล็อกและทั่วทั้งอาคารปิดไฟมืด

พายัพยืนยันกับสื่อมวลชนว่า เขาเห็นบุคคลต้องสงสัยจำนวนหนึ่งอยู่บนอาคารชั้น 3 จริง แต่ไม่สามารถขึ้นไปตรวจสอบได้เนื่องจากทางโรงพยาบาลไม่อนุญาต ผู้สื่อข่าวหญิงคนหนึ่งจึงถามว่ามีรูปถ่ายหรือหลักฐานอะไรมายืนยันข้อเท็จจริง พายัพตอบว่าเขาไม่สามารถถ่ายภาพในระยะของตึกสูงได้ จตุพร จึงกล่าวว่าถ้าอย่างนั้นก็ไปดูกันตอนนี้เลยว่ามีจริงหรือไม่ โดยให้พายัพเป็นผู้นำไป

ด้วยการตัดสินใจที่ “ปัจจุบันทันด่วน” ทำให้แกนนำบางคน เช่น ฌอน บุญประคอง มีสีหน้าตึงเครียด แต่เมื่อสื่อมวลชนต้องการความจริง แกนนำก็ฉวยตอบสนองความต้องการด้วยการพาไปพบ “ความจริง” ด้วยกัน พายัพจึงได้นำทีมการ์ดและผู้สื่อข่าวไปตรวจสอบรพ.จุฬาฯ ในทันทีทันใด

ระหว่างทางไป กองทัพสื่อมวลชนประมาณ 40-50 คน เดินบ้าง วิ่งบ้าง ซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์บ้าง จากเวทีใหญ่มุ่งหน้าโรงพยาบาลจุฬาฯ ผู้สื่อข่าวหญิงคนดังกล่าวได้ขอขึ้นรถมอเตอร์ไซค์คันเดียวกับพายัพด้วย เห็นได้ชัดว่ามีท่าทีเป็นมิตรกันอย่างมาก เมื่อไปถึงก็มีการเจรจากับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลแต่ได้รับการยืนยันว่าไม่อนุญาตให้ขึ้นไปตรวจสอบ

สักครู่หนึ่งมีแพทย์และเจ้าหน้าที่ระดับสูงได้อนุญาตให้กลุ่มการ์ดและสื่อมวลชนประมาณ100 คน เข้าไปตรวจสอบยังอาคารดังกล่าว โดยตึกที่ขอไปตรวจสอบนั้นเรียกได้ว่าเป็น “ตึกเปล่า” เนื่องจากได้มีการย้ายคนไข้ไปก่อนหน้านี้แล้ว ไม่เหลือคนไข้อยู่เลย เว้นแต่เพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพยาบาลบางส่วน การผ่านประตูต่างๆ มีการไขกุญแจเปิดให้โดยเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลจุฬาฯ เอง ไม่มีการงัดแงะ ทุบทำลายสิ่งของของโรงพยาบาล ทุกอย่างดูเหมือนผ่านไปด้วยดี จะมีบ้างก็เพียงบริเวณลานจอดรถที่มีการ์ดกลุ่มหนึ่งพยายามใช้กุญแจของตัวเองไขเข้าไปแต่ไม่ประสบผลสำเร็จ

การเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ ได้รับความกรุณาจากแพทย์และเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลเป็นผู้นำทางไปด้วยตนเองตามหลังด้วยการ์ดและขบวนสื่อมวลชนที่ได้แยกย้ายกันไปดูตามบริเวณต่างๆ แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ

จนกระทั่งมีผู้พบเห็นชาย 2 คนมีท่าทางลับๆ ล่อๆ อยู่บนตึกที่ติดกับสถานที่ที่มีการดำเนินการก่อสร้างอยู่ การ์ดจึงได้ขึ้นไปตรวจสอบ และนำตัวลงมาด้านล่าง หลังการตรวจสอบพบว่า ไม่ใช่ทหาร เป็นแต่เพียงคนงานก่อสร้างที่ทำงานอยู่บริเวณนั้นเท่านั้น พวกเขากล่าวว่า เมื่อเวลาประมาณ 17.00 น.เขาพบเห็นทหารประมาณ 150 คน อยู่ด้านหลังตึกสก.ของโรงพยาบาลจริง แต่เมื่อมีการแถลงข่าวของแกนนำว่าจะมีการตรวจค้นโรงพยาบาล กลุ่มทหารเหล่านั้นก็หายไป

หากจะกล่าวถึงกรณีการคุกคามสื่อดังที่มีประเด็นปรากฏนั้น เท่าที่สังเกตดูตลอดทั้งเหตุการณ์ตั้งแต่ต้นจนจบก็ไม่พบเห็นพฤติกรรมอันเรียกได้ว่าคุกคามสื่อ จะมีก็แต่เพียงการร้องเรียกให้สื่อทำหน้าที่ในการไปร่วมตรวจโรงพยาบาลร่วมกันว่ามีทหารอยู่จริงหรือไม่ โดยเรียกด้วยสรรพนามที่ออกจะน่ารักด้วยซ้ำ อาทิ “น้องคนสวย” – “น้องนักข่าวตัวเล็กๆ” แม้ในภายหลังจะมีข่าวออกมาว่าการพาสื่อบุกโรงพยาบาลครั้งนี้ทำให้“นักข่าวสาววัย 25 ขวบคนหนึ่งก็ต้องตกอยู่ในอาการจิตตกอย่างถึงที่สุด” เรื่องนี้สร้างความงุนงงในคนร่วมเหตุการณ์พอสมควร หากจำไม่ผิดนักข่าวคนดังกล่าวนั้นเองที่ซักถามความจริงว่ามีทหารอยู่จริงหรือไม่อย่างเอาเป็นเอาตาย และขอนั่งซ้อนมอเตอร์ไซค์ไปกับพายัพ ปั้นเกตุ เพื่อไปร่วม “ค้นหาความจริง” แม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในวิธีการจนแกนนำจำนวนหนึ่งต้องออกมาขอโทษสังคม แต่มันก็คงไม่ใช่ความผิดของคนตั้งคำถาม หากแต่เพราะความจริงกลายเป็นหยดน้ำในทะเลทรายสำหรับประชาชนไทยผู้หิวกระหาย โดยเฉพาะบรรดาคนที่ poor hygine ซึ่งมักบ่นเสมอว่าสังคมนี้แห้งแล้งนัก

การ์ตูน เซีย 03/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 03/05/53

บิ๊กจิ๋วที่ไม่ธรรมดา

ที่มา ไทยรัฐ


การก้าวล่วงถึงสถาบันเบื้องสูงเป็นสิ่งที่ควรไตร่ตรองให้รอบคอบ อย่าดึงฟ้าต่ำ คำพูดของ ส.ส.ประชาธิปัตย์ในที่ประชุมสภาวันก่อนพาดพิงถึงสถาบันเป็นการไม่สมควรอย่างยิ่ง ขอประณามไว้ที่นี้

การก้าวย่างเข้าสู่เวทีการเมืองของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในฐานะสมาชิกของพรรคเพื่อไทยที่อยู่ตรงกันข้ามกับรัฐบาลและเป็นขั้วการเมืองระหว่างสองอำนาจอย่างชัดเจน มีสัญญาณสำคัญทางการเมือง

เพราะการตัดสินใจเข้ามาเล่นการเมืองของ พล.อ.ชวลิตจะเรียกว่าเป็น สงครามครั้งสุดท้าย ก็ว่าได้ ในสถานการณ์ฉุกเฉินวุ่นวายของวิกฤติการเมือง พล.อ.ชวลิตถูกดึงเข้าไปเกี่ยวโยงโดยอัตโนมัติ ไม่ใช่เพิ่งจะมาโยงใยเอาตอนที่ถูกข้อหาผู้ก่อการร้ายในยามที่สถานการณ์ทางการเมืองหน้ามืดตามัวเท่านั้น

แต่พอ พล.อ.ชวลิตตัดสินใจที่จะเข้ามามี บทบาททางการเมืองทางเลือก ก็มีขบวนการทำลายล้างก่อตัวขึ้นมาทันที ในระหว่างที่ พล.อ.ชวลิตพักร้อน ในระหว่างที่วิกฤติการเมืองกำลังถลำลึก มีกลุ่มบุคคลมากมายเข้าหารือกับ พล.อ.ชวลิตถึงทางออก

ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการ หรือแม้แต่ทหารในกองทัพและทหารการเมือง สำคัญไปกว่านั้น พล.อ.ชวลิตก็ได้รับสัญญาณพิเศษบางอย่าง

จับอาการขัดเคืองระหว่าง บ้านสี่เสากับ พล.อ.ชวลิต ในบางเรื่องแล้ว ก็พอจะจับอาการของทิศทางการเมืองได้ และเมื่อ พล.อ. ชวลิตลงมาขับเคลื่อนเต็มตัว

เปิดไพ่เล่น

รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จึงเดือดร้อนเป็นธรรมดา ในเชิงการเมือง แน่นอนว่าภาคอีสานและภาคใต้ โดยเฉพาะ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ชื่อ พล.อ.ชวลิตยังขายได้

ในเชิงเสถียรภาพของรัฐบาล เพิ่มศัตรูที่มีเขี้ยวเล็บ น่ากลัวขึ้นมาอีก พร้อมขุมกำลังที่พร้อมทั้งบุ๋นทั้งบู๊ บอกแล้วว่า พล.อ.ชวลิต ไม่ธรรมดา หลายครั้งดูเหมือนว่าบิ๊กจิ๋วไม่มีน้ำยาหรือหมดบารมีทางการเมืองไปแล้ว ตกรุ่นอะไรทำนองนั้น

แต่ในความนิ่งของ พล.อ.ชวลิตก็มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา

แล้วทำไมคนที่เชี่ยวการเมืองอย่างพรรคประชาธิปัตย์ทำไมจะไม่รู้ตื้นลึกหนาบางในการทำสงครามครั้งนี้ เพราะฉะนั้น การกำจัดศัตรูทางการเมือง จึงเป็นภารกิจเร่งด่วนที่จะใช้โอกาสและจังหวะเวลาทำลายล้างให้สิ้นซาก

ไม่เฉพาะ พล.อ.ชวลิตเท่านั้น มีหลายคนที่จะ ถูกเด็ดขั้ว ไปด้วย แต่คราวนี้ พล.อ.ชวลิตมาพร้อมกับแนวร่วมและกำลังเสริมเต็มอัตราศึก มาในเงื่อนไขของวิกฤติประเทศครั้งสำคัญจึงไม่มีทางถอยให้เลือก

การที่ พล.อ.ชวลิตบุกไปถึงราบ 11 ห้ามกะพริบตานี่คืออีกก้าวหนึ่งที่บิ๊กจิ๋วจะกลับมาประกาศสงครามการเมืองครั้งสุดท้าย ทวงศักดิ์ศรีที่ถูกทำลายทางการเมือง และทวงหนี้กับขบวนการทำลายล้าง

ปิดบัญชีการเมือง.

หมัดเหล็ก

สำคัญตรงแนบท้าย?

ที่มา ไทยรัฐ

เสนาะ- อภิสิทธิ์

แลกกับแต้มที่เดินพลาดไป

โดยมติแกนนำม็อบ นปช.ยอมถอยออกจากบริเวณแยกศาลาแดง สั่งรื้อบังเกอร์ร่นแนวป้องกัน ถอนกำลังการ์ด คืนพื้นที่การจราจรบริเวณถนนราชดำริ เพื่อเปิดทางให้กับผู้ป่วยได้เข้ามารักษาตัวที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์

เพื่อเป็นการ "ไถ่โทษ" หลังผลงานห่ามๆของนายพายัพ ปั้นเกตุ นำทีมฮาร์ดคอร์ บุกเข้าตรวจค้นกองกำลังทหาร โดยระแวงว่าจะแอบซุ่มอยู่ในโรงพยาบาลจุฬาฯ จนแพทย์ พยาบาลต้องขนย้ายผู้ป่วยหนีกันอุตลุด

ผลคือฟาวล์ ไม่พบทหาร แต่เจอเต็มๆกับเสียงก่นด่าจากชาวบ้าน

เข้าทางรัฐบาล ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) และฝ่ายต่อต้านที่จ้องขย่มความชอบธรรมของม็อบเสื้อแดง อย่างที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รีบออกโทรทัศน์

รวมการเฉพาะกิจฯ พูดกั๊กเป็นทำนองจะไม่ด่าซ้ำ แต่ให้สังคมพิจารณาพฤติกรรมของคนเสื้อแดงเอาเอง

เสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำเกมชิงกระแส โดนรุมกระหน่ำตีถอยร่น

และเหมือนจะชิงจังหวะลุยปิดเกมกันเลย นายกฯอภิสิทธิ์เรียกประชุม ครม.นัดพิเศษในกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ในวันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม ท่ามกลางกระแสข่าวจะมีการวางกรอบ "กฎอัยการศึก" เผด็จศึกผู้ชุมนุมเสื้อแดง

เล่นแรงตามเสียงยุของกองเชียร์

แต่ก็เป็นนายกฯอภิสิทธิ์ที่ออกตัวชิ่งก่อนเลย การประกาศกฎอัยการศึก ความจริงไม่ใช่อำนาจของรัฐบาล แต่เป็นอำนาจของกองทัพที่จะประกาศ และแจ้งให้รัฐบาลทราบ ถ้ากองทัพเห็นว่ามีความจำเป็น

เอะอะก็โยนเผือกร้อนใส่ทหาร

และเท่าที่จับอาการของนายกฯอภิสิทธิ์ที่พร่ำบ่นผ่านรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ล่าสุด พูดถึงการแก้ไขปัญหาม็อบเสื้อแดง

เร็วๆนี้คิดว่าจะประกาศได้ว่าเจตนารมณ์ของรัฐบาลเป็นเช่นใด

โดยคำตอบทางการเมือง ข้อเรียกร้องทั้งเรื่องการยุบสภา หรือเรื่องกติกาทางการเมือง ต้องมีคำตอบหลังจากวางโปรแกรมแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนในระยะยาว

พูดเหมือนจะจบ แต่ยังไม่อยากจบ

"อภิสิทธิ์" เต้นฟุตเวิร์กไปเรื่อยๆ ไม่กล้าออกหมัด แต่ก็ไม่ยอมโยนผ้า

ไม่สนกองเชียร์ส่ายหน้า ฝ่ายไล่ก็เซ็งไปตามๆกัน

แต่ตามสัญญาณ หนังใกล้จบตอนของตัวเอกที่ชื่อ "อภิสิทธิ์"

โดยการขยับของพวกรุ่นเก๋าลายคราม จากคิวของ "บิ๊กจิ๋ว" พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่เสนอตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล ล่าสุด

ถึงคิวของ "ป๋าเหนาะ" นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช โผล่ออกมาเสนอตัวเป็นคนกลางในการตั้งโต๊ะเจรจาระหว่างรัฐบาลกับแกนนำม็อบ นปช.

ชงโรดแมปทางออกวิกฤติประเทศไทย

1. รัฐบาลต้องยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง และถอนกำลังทหาร ตำรวจออกจากทุกพื้นที่ และกลับเข้าที่ตั้งโดยเร็วที่สุด มิฉะนั้นจะทำให้ทั่วโลกมองประเทศไทยว่าไม่น่ามาทำการค้า ส่งผลต่อการท่องเที่ยว การลงทุน และเศรษฐกิจของประเทศใหญ่หลวง

2. นปช.ต้องย้ายการชุมนุมออกจากแยกราชประสงค์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจการค้า โรงพยาบาล สถานศึกษา และการคมนาคม หากยังชุมนุมยืดเยื้อต่อไป อาจเป็นเงื่อนไขในการใช้กำลังของผู้ไม่ประสงค์ดี

3. จัดตั้งคณะกรรมการตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง ตัวแทนจากสมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนจากข้าราชการพลเรือน ตำรวจ ทหาร ให้เป็นคณะกรรมการร่วมร่างข้อตกลงเพื่อหาข้อยุติ โดยคณะกรรมการดังกล่าวต้องแต่งตั้งภายหลังที่ทุกฝ่ายปฏิบัติตามข้อ 1 และ 2 ให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วัน และนำแถลงการณ์นี้ไปยื่นต่อสถานทูตต่างๆต่อไป

และมันสำคัญตรง ป.ล.แนบท้ายให้ "อภิสิทธิ์" เสียสละลาออก แทนการยุบสภา

ช็อตนี้แหละ ต้องยกให้ "ลูกเก๋า" ของเสือเฒ่า

โดยการออกมาชิงธงนำ เล่นบทเด่น ในสถานการณ์ที่หลายฝ่ายรอ

ลุ้นคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

เจาะประตูทางลงวิกฤติการเมือง โดยไม่ต้องสูญเสียเลือดเนื้อเพิ่ม

ภายใต้เงื่อนไขของฝ่ายคุมเกมประเทศไทย ยังไงก็ไม่ปล่อยให้ เลือกตั้ง โดยให้เวทีสภาผู้แทนฯที่เหลืออยู่ไปจัดขั้วรัฐบาล หาตัวนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญปัจจุบันที่นายกฯต้องมาจาก ส.ส.

"ป๋าเหนาะ" ก็อยู่ในข่ายได้ลุ้นกับเค้าเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

กระแสสำออย รพ.จุฬา เริ่มตีกลับ

ที่มา thaifreenews


โดย Porsche

จากคุณ : สาละวิน

หลังจากรัฐบาลนำเรื่องการบุกค้น รพ.จุฬาไปเป็นข้ออ้างหวังบดขยี้พี่น้องเสื้อแดง
ด้วยการออกข่าวเอิกเกริก
หมอพยายบาลบางกลุ่มและองค์กรเหลืองบางพวกยังคงแสดงความสำออยไม่หยุด

ทำให้ประชาชนคนส่วนมากเริ่มเอะใจ .... และเข้าใจพี่น้องเสื้อแดงในที่สุด

ทำให้เวทีเสื้อแดงยังมีมวลชนเต็มราชประสงค์ทุกวัน

และมีแต่จะเพิ่มขึ้นไม่ว่าฝนจะตกหรือแดดจะออก

ไปพิสูจน์ได้ที่ราช ประสงค์ !


แกนนำ นปช.ยืนยนไม่ถอยร่นจนถึงแยกสารสินตามที่ผู้ริหารโรงพยาบาลจุฬาฯเรียกร้อง เพราะแนวกั้นที่ขยับร่นถอยออกมา เป็นไปตามข้อเรียกร้องของฝ่ายตำรวจ
ที่นำโดยผู้บัญชารตำรวจนครบาล ซึ่งผู้ชุมนุมไม่ได้ต่อรองใดๆ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงชี้แจงถึงการเจรจากับตำรวจและโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์อีกครั้ง หลังโรงพยาบาลจุฬาฯ ต้องการให้เปิดการจราจรจากแยกศาลาแดงไปจนถึงแยกสารสินว่า กลุ่ม นปช.ไม่สามารถขยับแนวกั้นเลื่อนออกมาจนถึงแยกสารสินตามที่ผู้บริหารโรง พยาบาลฯเรียกร้อง เพราะแนวกั้นที่ขยับร่นถอยออกมา เป็นไปตามข้อเรียกร้องของฝ่ายตำรวจ
ที่นำโดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งผู้ชุมนุมไม่ได้ต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งรถยนต์ก็สามารถวิ่งผ่านเข้าออกโรงพยาบาลได้ตามปกติ ดังนั้น คงไม่มีการเจรจาในเรื่องนี้อีก

ส่วนที่ทางแพทย์และพยาบาลเป็นห่วง เรื่องความปลอดภัยนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ตำรวจยืนยันจะดูแลความปลอดภัยให้กับบุคลากรของโรงพยาบาล
โดยจะนำกำลังตำรวจ 2 กองร้อยเข้ามาดูแล พร้อมตั้งจุดตรวจบริเวณทางเข้าโรงพยาบาล
และกลุ่ม นปช.ก็พยายามทำให้เกิดความปลอดภัยต่อทุกฝ่าย รวมทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมเองที่อาจถูกเข้าสลายจากเจ้าหน้าที่ จึงขอให้โรงพยาลบาลเข้าใจในข้อจำกัดของกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

ด้านนาย จตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. กล่าวว่า รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ และ ศอฉ. พยายามนำประเด็นการย้ายผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาฯ มาเป็นข้ออ้างในการสร้างความชอบธรรม เพื่อหวังสลายการชุมนุม
และกลบข่าวการเสียชีวิตของประชาชนและทหารจากการปะทะกันทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้รัฐบาลและผู้บริหารโรงพยาบาล
อย่านำเรื่องของการปิดเส้นทาง จราจรมาเป็นข้ออ้าง
หรือหวังผลทางการเมือง ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ควรเป็นสถาบันที่มีเกียรติ
และไม่ควรให้ใครนำไปใช้เป็นข้ออ้างทางการเมือง

นาย จตุพร ยังกล่าวถึงการดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำที่เป็นภัยต่อสถาบันว่า
ทางกลุ่มผู้ชุมนุมยินดี หากรัฐบาลจะนำคดีโอนไปเป็นคดีพิเศษ
เพราะข้อกล่าวหาที่ตั้งไว้ หากไม่เป็นไปตามที่กล่าวหา ผู้ที่เกี่ยวข้องจะกลับเป็นจำเลยเสียเอง


พค. 2553 09:51 น.


นพ.สมรักษ์ จารุลักษณานันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
เปิดเผยในรายการเก็บตกจากเนชั่น ว่า
แม้ขณะนี้ นปช.จะเปิดเส้นทางการจราจรแล้วแต่ก็ไม่เป็นไปตามที่โรงพยาบาลต้องการ เหมือนเปิดเพียงแค่เห็นว่าได้เปิดเท่านั้น
เพราะยังคงมีผู้ชุมนุมตามขอบของโรงพยาบาล ซึ่งปัญหาไม่ใช่อยู่ที่การจราจร แต่มีการกระทำที่รบกวนการทำงานของโรงพยาบาล เช่นที่ผ่านมา
บางคืนก็ส่องไฟเข้ามาในอาคาร สก.ที่เป็นกระจก หรือการส่งเสียงทางลำโพง ตลอดจนการข่มขู่
เพราะตึก ภปร.และตึก สก.เป็นจุดสำคัญ กลางคืนพอสองทุ่มก็เหมือนบรรยากาศในหนัง
สับเปลี่ยนเวรก็ลำบาก

บุคคลากรก็รู้สึกกลัว พยาบาลก็ร้องไห้ เราไม่ใช่คู่กรณีกับเสื้อแดง
และไม่รู้จะพึ่งใคร เหมือนขณะนี้เราเป็นสองประเทศ ส่วนหนึ่งติดต่อกับรัฐบาล และอีกส่วนต้องติดต่อกับพวกไม่ใช่รัฐบาล

รองผู้อำนวยการโรงพยาบาล จุฬาลงกรณ์ กล่าวด้วยว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่ได้ขึ้นกับกระทรวงบสาธารณสุข หรือกระทรวงมหาดไทย แต่เป็นของสภากาชาดไทย เป็นองค์กรพิเศษของประเทศ
ต้องเฝ้าระวังไม่ให้มีการละเมิดสนธิสัญญาเจนีวา อย่าทำอะไรที่เป็นการละเมิดมากไปกว่านี้ หากเล่นการเมืองในประเทศก็เล่นไป ที่ผ่านมาก็ไม่เคยแบ่งแยก
กลุ่มผู้ชุมนุมก็เข้ามาใช้ห้องน้ำ อาศัยหลับนอน อาบน้ำ เดินอยู่ในโรงพยาบาล ที่มีการนำภาพมาแสดงก็ไม่เห็นจุดไหนจะเป็นโรงพยาบาลจุฬาฯ
คนที่มีวุฒิภาวะ มีตำแหน่งในสังคม ทำอะไรก็ให้พูดแต่ความจริง

......

สงสัย กระแสสำออยทำให้ รพ.จุฬาโดนเข้าเต็มๆ !

http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P9203141/P9203141.html

การ ดำรงอยู่ "ม็อบ" กับ ความอ่อนแอ ล้มเหลว ของ รัฐบาล "อภิสิทธิ์"

ที่มา ข่าวสด





ถามว่า ทั้ง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ต้องการสลายการชุมนุมที่ดำรงอยู่ ณ แยกราชประสงค์ หรือไม่

ตอบได้เลย ว่า ต้องการและต้องการอย่างยิ่ง

ไม่เพียงเพราะว่าการดำรงอยู่ของการ ชุมนุม ณ แยกราชประสงค์ ส่งผลสะเทือนทางด้านธุรกิจและเศรษฐกิจเป็นอย่างสูง

สูง เป็นจำนวนหมื่นล้านบาท และทำท่าว่าจะเหยียบเข้าหลักแสนล้านบาท

หาก แต่ที่สำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าการดำรงอยู่ของการชุมนุม ณ แยกราชประสงค์ ยิ่งนานยิ่งสะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะที่เป็นรัฐบาล

เพราะว่าการไม่สามารถ บังคับใช้กฎหมาย คือรูปธรรมสะท้อนถึงอาการของ "รัฐล้มเหลว" อย่างที่เรียกกันเป็นศัพท์ทางรัฐศาสตร์

นั่นก็คือ เป็นความล้มเหลวทางด้านการบริหาร เป็นความล้มเหลวทางด้านการปกครอง

ความ จริงแล้วในฐานะที่เป็นนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พยายาม และในฐานะที่เป็นรองนายกรัฐมนตรีและผู้อำนวยการศอฉ. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็พยายาม

แต่ก็ยังไม่สำเร็จ

เห็นได้จากในเบื้องต้นประกาศและ บังคับใช้พ.ร.บ.ความมั่นคงแห่งราชอาณาจักร พ.ศ.2551 ก็ไม่สำเร็จ

จึง ต้องประกาศและบังคับใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548

เห็น ได้จากการโยนข้อกล่าวหาว่าภายในที่ชุมนุมมี "ผู้ก่อการร้าย" แอบแฝงอยู่ เห็นได้จากการโยนข้อกล่าวหาในเรื่อง "ขบวน การล้มสถาบัน ขบวนการล้มเจ้า" ให้กับแกนนำและผู้มีความสัมพันธ์กับการชุมนุม

ความหมายก็คือ สร้างความชอบธรรมในการจับกุม สร้างความชอบธรรมในการเข้าสลายการชุมนุม

แต่ การชุมนุม ณ แยกราชประสงค์ ก็ยังมีอยู่ไม่ส่อแววว่าจะเลิกรากลับบ้าน

ถาม ว่าเหตุปัจจัยอะไรทำให้การบังคับใช้กฎหมายไม่บังเกิดผล เหตุปัจจัยอะไรทำให้ความต้องการในการเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลไม่บังเกิด ผล

ทั้งๆ ที่อยากทำเป็นอย่างยิ่ง

เหตุผล 1 น่าจะจำนวนของผู้เข้าร่วมชุมนุมนอกจากจะไม่ลดลงแล้วทำท่าว่าจะมีเพิ่มมาก ขึ้นและขยายวงกว้างขวางขึ้น

จำนวนผู้ชุมนุมเกินกว่า 10,000 คนก็ยากแก่การสลายด้วยความรุนแรงแล้ว

เหตุผล 1 น่าจะมาจากกระแสและปฏิกิริยาของสังคมโลก สังคมนานาชาติ โดยเฉพาะนับแต่ลงมือใช้อาวุธสงครามเข้าสลายเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน มีการตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

เป็นสัญญาณจากสหประชาชาติ จากสหภาพยุโรปและสมาคมอาเซียนด้วยกันเอง

เหตุผล 1 เมื่อประสบกับองค์ประกอบทั้งสองประการข้างต้นทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้า หน้าที่ทหารเริ่มไม่แน่ใจและไม่เห็นด้วยกับท่าทีที่ต้องการสลายด้วยความ รุนแรงของรัฐบาล

ทำให้การชุมนุมของนปช.ยาวนานกว่า 50 วันแล้ว


มี ความต้องการจะใช้กำลังทหารและตำรวจเข้าสลายการชุมนุม อย่างเฉียบขาดแน่นอน

แต่ ความต้องการทั้งของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐ มนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ก็มิอาจดำเนินไปด้วยความราบรื่นตามความปรารถนาครบถ้วน

ยิ่งนานวัน จึงยิ่งสะท้อนความล้มเหลวของรัฐบาลเด่นชัดยิ่งขึ้นและยิ่งขึ้น

"ขวัญชัย"ลั่นไม่ถอยอีก ท้ารีบทำให้จบ จวก รพ.จุฬาฯ เล่นการเมือง

ที่มา มติชน


นายขวัญชัย ไพรพนา แกนแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า
เมื่อช่วงเย็นวันที่ 2 พฤษภาคม ได้มีการหารือถึงการคืนพื้นที่หน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โดยเห็นร่วมกันว่าไม่ถอยอีกแล้ว อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด
ที่ผ่านมาได้ตกลงกับ พล.ต.ท.สันฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล จนได้ข้อยุติร่วมกันแล้ว แต่การที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ออกมาเรียกร้องอีก ถือเป็นการเล่นเกมการเมืองมากเกินไปแล้ว
ความผิดของ นปช.ที่ทำไปก็ได้ขอโทษแล้ว ที่มีการเข้าไปตรวจค้นตึกที่ไม่มีคนไข้ปัญหานี้ น่าจะจบได้แล้ว เพราะถ้าเปรียบเทียบกับโรงพยาบาลตำรวจ ที่อยู่ใกล้กับการชุมนุมนุมมากว่า
แต่ยังไม่เดือดร้อนอะไร ไม่เคยเรียกร้องให้เราเลิกการชุมนุม ดังนั้น
หากรัฐบาลจะใช้กำลังเข้ามาทวงพื้นที่คืน และคิดว่าจบ ก็ขอให้รีบทำ
เพราะตนเองก็อยากจบอยู่เหมือนกัน

"เรืองไกร"จี้ป.ป.ช.สอบ"มาร์ค"อีกรอบ ส่ง"เอสเอ็มเอส"ขอบคุณปชช.

ที่มา มติชน


ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม ตนได้ทำหนังสือประธานกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กรณีเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐได้รับทรัพย์สิน
หรือประโยชน์อื่นใดจากการส่งข้อความเอสเอ็มเอสจำนวน17,200,000 เบอร์ ของ 3 บริษัท
มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท ซึ่งประโยชน์ที่ได้รับถือว่าต้องห้ามตามมาตรา 103 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ประกอบกับประกาศคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ เรื่องหลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด โดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. 2543 ดังนั้น จึงขอโปรดตรวจสอบหากพิจารณาแล้วเห็นว่า
มีมูลตามคำร้องขอให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.
ด้วยการเสนอเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อไปด้วย


นายเรืองไกร กล่าวว่า ตนร้องเรียนมาแล้วเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2552
แต่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆ ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีและนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ตอบกระทู้สดในที่ประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2553 ที่ผ่านมาโดยสรุปว่า การส่งเอสเอ็มเอสเป็นความตั้งใจของนายอภิสิทธิ์ผ่านทั้ง 3 บริษัท
แต่นายกฯ ไม่ได้เสียค่าใช้จ่ายหรือค่าบริการ
แต่ในทางกลับกันทำให้ทั้ง 3 บริษัทก็ไม่มีรายได้แต่อย่างใด
ทั้งนี้นายกรณ์ระบุว่า ผู้รับเองจะมีค่าใช้จ่าย
ซึ่งจะถือเป็นรายได้ของบริษัทก็ต่อ
เมื่อต้องการฟังข้อความในวอยซ์ เพจ ที่อัดเสียงนายกฯอภิสิทธิ์ไว้ จึงจะเสียค่าบริการครั้งละ 3 บาท แต่ตรงนี้ตนเห็นว่า เป็นประโยชน์อื่นใดที่ได้รับแล้ว ไม่มีกฎหมายยกเว้นให้

"เรืองไกร"ยื่นป.ป.ช.สอบ"สุเทพ" อ้างทำผิด พ.ร.บ.ป.ป.ช. ม.103

ที่มา มติชน


ที่รัฐสภา นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ส.ว.สรรหา เปิดเผยว่า ได้ทำหนังสือลงวันที่ 3 พฤษภาคม 2553 ถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ตรวจสอบการรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อย่างอื่นของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในช่วงที่เป็น ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ที่อาจมีพฤติการณ์กระทำฝ่าฝืน พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 103 จากการตรวจสอบแบบการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่นายสุเทพแจ้งไว้ที่ป.ป.ช. กรณีเข้ารับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี พบข้อสังเกตเบื้องต้นเกี่ยวกับการเสียภาษีว่า อาจรับทรัพย์สินที่เป็นเงินหรือผลประโยชน์จากบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด เพื่อนำเงินมาชำระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากเงินได้พึงประเมิน ประเภท สวนยาง เป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 40 (เจ๋งที่แจ้งว่ามีภาษีต้องชำระตามการยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ปีภาษี 2550 (ภ.ง.ด. 90) เป็นเงิน 544,830 บาท จากยอดภาษีที่คำนวณได้ทั้งสิ้น 2,248,671.29 บาท หักด้วยภาษีหัก ณ ที่จ่าย เป็นจำนวน 1,514,733 บาท และหักด้วยภาษีที่ได้ชำระไว้ตามแบบ ภ.ง.ด. 94 จำนวน 189,108.18 บาท


นายเรืองไกร กล่าวต่อว่า ค่าภาษีที่ต้องชำระเพิ่ม เป็นจำนวนเงิน 544,830 บาท มีการแจ้งว่าจ่ายเช็คธนาคารกรุงไทย สาขาย่อยสหกรณ์สุราษฎร์ธานี เป็นเช็คของ
บริษัท ศรีสุบรรณฟาร์ม จำกัด เลขที่ 0028256 ลงวันที่ 28 มีนาคม 2551 จึงมีประเด็นที่ชวนสงสัยว่า มีลักษณะเข้าข่ายที่ควรถือเป็นการรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อย่างอื่นที่กฎหมายห้ามหรือไม่ เพราะนายสุเทพควรต้องชำระภาษีด้วยตนเอง ในฐานะบุคคลธรรมดา แต่จากหลักฐานที่แสดงไว้ทำให้เข้าใจว่าได้รับเช็คมาจากบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์มฯซึ่งมีฐานะเป็นนิติบุคคล และจากข้อมูลที่ได้จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เข้าใจว่านายสุเทพได้ลาออกจากการเป็นกรรมการบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์มฯ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2550 โดยได้โอนหุ้นทั้งหมดให้กับบุตร 3 คน จึงไม่ควรได้รับประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทอีก
ซึ่งนายสุเทพ ได้เข้ามาเป็นส.ส.เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม2550 แม้ต่อมานายสุเทพ จะลาออกจากส.ส. แต่ก็มิได้ทำให้การรับประโยชน์จากบริษัท ศรีสุบรรณฟาร์มฯ ต้องพ้นจากความรับผิดตามมาตรา 103 ไปตามการลาออกแต่อย่างใด จึงขอให้ตรวจสอบการกระทำของนายสุเทพดังกล่าว

ปั้นมดให้เท่าช้าง

ที่มา โลกวันนี้


โดย ลอย ลมบน

ดูเหมือนว่ารัฐบาลและ ศอฉ. กำลังใช้ความพยายามอย่างมากในการปั้นมดให้ตัวโตเท่าช้าง จะเห็นได้ว่าหลายเรื่องที่คนในรัฐบาล ไล่เรียงตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี โฆษก ศอฉ. และกระบอกเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ หรือหน่วยงานอย่างดีเอสไอ พูดพาดพิงถึงคนเสื้อแดงต้องพูดให้มันใหญ่ อลังการเอาไว้ก่อน

เหมือนภาพยนตร์ที่เน้นโปรดักชั่นมากกว่าเนื้อหา ประเภทภาพสวย โลเกชั่นดี สเปเชียลเอฟเฟ็คเยอะ เอาไว้ตัดฉายเป็นหนังตัวอย่างเพื่อเรียกคนให้หันมาสนใจและเชื่อในสินค้า

แต่โทษทีช้างที่รัฐบาลและ ศอฉ. เพียรพยายามที่จะปั้นขึ้นมาจากมดนั้น ส่วนมากจะเป็นเรื่องลวงโลกที่พูดอยู่ข้างเดียว ยัดเยียดข้อมูลอยู่มุมเดียว พอคนยอมควักตังค์ซื้อบัตรเข้าไปดูต้องผิดหวังกลับมาตามๆกัน

ภาษาหนังเขาเรียกว่า หน้าหนังดีแต่เนื้อในห่วย

ยกตัวอย่างเรื่องการยิงอาร์พีจีใส่กระทรวงกลาโหมที่รัฐบาลและ ศอฉ. บิดเรื่องให้ดูร้ายแรงมากขึ้นว่า
เป้าหมายที่แท้จริงเป็นการเล็งยิงใส่วัดพระแก้ว
ซึ่งเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพบูชาของคนไทยทั้งชาติ แถมยังเป็นเขตพระราชฐานอีกด้วย

ด้วยความที่เป็นเขตพระราชฐานนี่แหละที่ทำให้รัฐบาลและ ศอฉ. พยายามโยงเรื่องจากลอบยิงใส่กระทรวงกลาโหมมาเป็นวัดพระแก้ว

เรื่องแบบนี้ยังไม่ทันอ้าปากก็เห็นลิ้นไก่
เพราะรัฐบาลกำลังพยายามจะโยงเข้ากับเรื่องขบวนการล้มเจ้า ล้มสถาบัน ดังที่ร่างเมนของเรื่องเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรก็ต้องดึงให้เกี่ยวข้องกับขบวนการล้มเจ้าที่รัฐบาลและ ศอฉ. สร้างขึ้นมาให้ได้

มีผู้คนที่อยู่ในแวดวงหน่วยงานด้านความมั่นคง
และเกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธตั้งข้อสังเกตเรื่องการยิงวัดพระแก้วเอาไว้น่าฟังว่า

อาวุธที่คนร้ายใช้นั้นเป็นอาร์พีจี ซึ่งเป็นอาวุธวิถีตรง ไม่ใช่อาวุธวิถีโค้ง หากตั้งใจยิงใส่วัดพระแก้วก็น่าจะยิงในที่โล่งแจ้งที่สามารถมองเห็นเป้าหมายได้ชัดเจน เช่น การยืนยิงที่สนามหลวง แต่จุดที่คนร้ายยืนยิงในครั้งนี้มีอาคารกระทรวงกลาโหมบดบังเป้าหมายอยู่ ประกอบกับอาร์พีจีไม่สามารถยิงวิถีโค้งได้ ข้อสันนิษฐานของดีเอสไอและ ศอฉ. จึงไม่น่าจะเป็นไปได้
คนร้ายน่าจะเลือกใช้อาวุธชนิดอื่นมากกว่า

ในประเทศไทยและประเทศในละแวกนี้มีอาร์พีจีใช้กันอยู่ 2 แบบคือ อาร์พีจี-2 และอาร์พีจี-7 หรือที่มักเรียกกันว่าจรวดต่อต้านรถถัง เวลาจะยิงต้องยืนประทับบ่าแล้วยิง ผู้ยิงจะต้องระวังแรงขับด้านท้ายเครื่องยิง ซึ่งจะพ่นออกทางท้ายเป็นทางยาวประมาณ 20 เมตร เครื่องยิงเป็นแบบจุดชนวนด้วยไฟฟ้า จรวดจะสวมที่หน้าเครื่องยิง เมื่อยิงจรวดจะพุ่งออกไป ความแม่นยำสูงระยะหวังผลระหว่าง 200-500 เมตร ยิงไกลสุดประมาณ 1,000 เมตร

การยิงเป้าหมาย ผู้ยิงจะต้องเล็งผ่านเครื่องเล็งไปยังเป้าหมายเป็นแนวเส้นตรงแบบ Line ofSight คือตามองเห็นเป้าหมายเท่านั้น จรวดจะวิ่งเป็นเส้นตรงจากเครื่องยิงสู่เป้าหมายที่ต้องการจากที่มองเห็นด้วยสายตาเท่านั้น จะมีอะไรมาบดบังระหว่างเส้นทางไม่ได้

การยิงวัดพระแก้วที่มีตึกกระทรวงกลาโหมบังอยู่เป็นไปได้หรือไม่ แถมยังยิงไปติดสายไฟที่เกะกะยุ่มย่ามระโยงระยางอยู่มากมาย ก็ลองเกาตูดคิดดูเอาเอง