ที่มา ไทยรัฐ
ระหว่าง รัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งกำลังฉุดลากประเทศไทยไปสู่สงครามกลางเมือง
รัฐบาล ประเมินว่าการเจาะช่องระบายอากาศด้วยการให้วุฒิสภาเปิดอภิปรายทั่วไปรัฐบาล จะผ่านไปได้อย่างสะดวกโยธิน
เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล และไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง
ยิ่งงานนี้ถ่ายทอดสด ทีวีให้ประชาชนชมกันทั่วบ้านทั่วเมือง
ก็จะช่วยเพิ่มเรตติ้งให้รัฐบาลอีกบานตะเกียง
แต่เอาเข้าจริง...การประชุมวุฒิสภานัดพิเศษกลายเป็นเวทีรุมถล่มรัฐบาลซะอานตะไท
เพราะ ส.ว.ฝ่ายที่เห็นด้วยกับเสื้อแดงก็ตำหนิรัฐบาล
ส.ว.ฝ่ายที่ไม่เห็น ด้วยกับเสื้อแดง ก็ตำหนิรัฐบาล
แม้แต่ ส.ว.กลุ่มที่เป็นกลางก็ยังตำหนิรัฐบาล
ถือว่างานนี้รัฐบาลเสียรังวัด ไปพอสมควร
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าการที่รัฐบาลเปิดเวทีให้วุฒิสภาร่วมเสนอแนวทางแก้ ปัญหาเป็นเรื่องที่ดี
เพราะความเห็นของสมาชิกวุฒิสภาไม่มีวาระซ่อน เร้น ไม่มีอคติต่อรัฐบาล
ถ้า "นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" นำข้อเสนอของวุฒิสภาไปวินิจฉัยไตร่ตรอง ก็จะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่รัฐบาลเอง
"แม่ ลูกจันทร์" สรุปความเห็นของที่ประชุมวุฒิสภาได้เป็น 9 ประเด็นดังนี้คือ
1, รัฐบาลต้องหยุดการใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม
เพราะการใช้ ความรุนแรงต้องเกิดความสูญเสียบาดเจ็บล้มตาย
2, การใช้ความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ยิ่งทำให้ความขัดแย้งขยายกว้างจนไร้การควบคุม และจะทำให้ประเทศไทยอยู่ในภาวะมิคสัญญี
3, รัฐบาลไม่ควรปิดประตูการเจรจาแก้ปัญหาอย่างสันติวิธี
เพราะจะทำให้ รัฐบาลเหลือทางเลือกได้ 2 ทาง
คือ การใช้กำลังทหารปราบประชาชน
และ การปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งจะทำให้ ประเทศชาติถอยหลังลงคลอง
4, รัฐบาลไม่ควรปิดกั้นสื่อ ด้วยการใช้สื่อของรัฐเสนอข้อมูลด้านเดียว การที่รัฐบาลใช้สื่อปลุกระดมเพิ่มความแตกแยกเกลียดชังระหว่างคนไทยด้วยกัน เอง เป็นการตอกลิ่มให้เกิดความรุนแรง
5, รัฐบาลผิดพลาดที่ใช้กำลังทหารสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว
ซึ่งทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 ราย บาดเจ็บอีกนับพันคน
ถึงแม้รัฐบาลจะ อ้างว่ามีกลุ่มก่อการร้ายใช้อาวุธสงครามฉวยโอกาสผสมโรง
แต่รัฐบาลก็ ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบอยู่ดี
6, รัฐบาลต้องใช้กฎหมายจับกุมกลุ่มก่อการร้ายและขบวนการทำลายสถาบันอย่างเฉียบ ขาดตามหลักฐานข้อเท็จจริง
แต่รัฐบาลไม่ควรใช้ข้อหาก่อการร้าย และข้อหาทำลายสถาบันเป็นเครื่องมือ สร้างความชอบธรรมในการจัดการกับกลุ่มเสื้อแดง
7, รัฐบาลไม่ควรปฏิเสธการยุบสภา หรือการลาออก เพราะการยุบสภาและการลาออก เป็นกระบวนการปกติของระบอบประชาธิปไตย
8, รัฐบาลต้องไม่มองประชาชนผู้ ชุมนุมเป็นฝ่ายตรงข้าม แต่ต้องมองให้ลึกถึงปัญหาของคนเสื้อแดง และต้องตระหนักถึงความรู้สึกขัดข้องคับแค้นในจิตใจ และต้องแก้ไขอย่างจริงจัง
9, รัฐบาลต้องปฏิรูปประเทศไทยทุกด้าน
โดยเฉพาะการใช้กฎหมายที่ไม่ เป็นธรรม การเข้าถึงทรัพยากรไม่เป็นธรรม กติกาที่ไม่เป็นธรรม และต้องปฏิรูปประเทศเร็วที่สุดก่อนที่จะสายเกินไป
นี่ คือ 9 ข้อเสนอจากวุฒิสภาที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" ต้องล้างหูฟัง
ฟัง แล้วเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วย ก็เชิญตามสบาย.
"แม่ลูกจันทร์"
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 5, 2010
ดันทุรัง
สับสน
ที่มา ไทยรัฐ
อาจจะเลื่อนการยุบสภาให้เร็วขึ้นกว่า 9 เดือน ซึ่งอาจจะเป็น 6 เดือน 3 เดือน ยังไม่ชัดเจน และนายกฯอภิสิทธิ์ได้ออกรายการวิทยุเชื่อมั่นประเทศไทยว่าได้ตัดสินใจสลายการชุมนุมไปแล้ว เพียงแต่รอขั้นตอนในการปฏิบัติอยู่เท่านั้น
ในขณะเดียวกัน มีการออกหมายจับบุคคลสำคัญตามหมายจับของกรมสอบสวนคดีพิเศษเพิ่มขึ้น
มีทั้งทหารตำรวจและบุคคลสำคัญอีกหลายคน
มีการส่งเอสเอ็มเอสถึงประชาชนในการที่จะเข้าสลายการชุมนุม
มีการเรียกประชุม ครม.นัดพิเศษ ปิดห้องคุยลับกับ ครม.ร่วมรัฐบาล มีการอนุมัติงบประมาณเป็นกรณีพิเศษ และที่ต้องจับตาก็คือ การประชุม ครม.นัดพิเศษที่ผ่านมา มี ครม.ที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วยถึง 9 คนด้วยกัน
และ ครม.ทั้ง 9 คนก็อยู่ในพรรคภูมิใจไทยและเพื่อแผ่นดิน
จะจงใจหรือผิดพลาดย่อมมีนัยสำคัญ
ครม.บางคนออกมายอมรับว่าที่ประชุม ครม.นัดพิเศษมีการ พูดคุยกันถึงเรื่องของวิกฤติการเมือง
และแนวทางในการหาทางออก 3-4 วิธีด้วยกัน เพื่อยุติวิกฤติการเมืองให้มีความสูญเสียน้อยที่สุด
แต่ของจริงเงียบผิดสังเกต
และก็มีข่าวออกมาจาก ศอฉ.เช่นกันว่า ได้สั่งให้หน่วยเคลื่อนที่เร็วจากกองทัพภาคต่างๆมาประจำ ศอฉ.พร้อมขอกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรจากเกือบทุกสถานีทั่วประเทศ พร้อมรถจักรยานยนต์และอาวุธประจำกายเข้ามาประจำ ศอฉ.เตรียมพร้อมเช่นกัน
แรงกดดันที่สร้างขึ้นจากสังคม จากมาตรการของรัฐไปสู่คนเสื้อแดงที่ชุมนุมบริเวณราชประสงค์ และการเสริมกำลังรบดังกล่าวเชื่อได้ว่า รัฐบาลต้องใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุม ที่ราชประสงค์ก่อนแน่นอน ส่วนจะพิจารณาเรื่องของการยุบสภา แก้รัฐธรรมนูญอะไรกัน นั้นเป็นอีกเรื่อง
หลังจากที่มีการสลายการชุมนุมแล้ว
เชื่อขนมกินได้ว่า เรื่องไม่จบ สมมติถ้ามีการสูญเสียเพิ่มเติมในการสลายการชุมนุมครั้งนี้ วิกฤติการเมืองจะบานปลาย เพราะการต่อสู้ทางการเมืองจะไม่ใช่แค่ที่แยกราชประสงค์เท่านั้น แต่จะกระจายไปทั่วประเทศ อย่างที่เคยเปรียบเทียบเอาไว้แล้วว่า อย่าปล่อยให้มีเสื้อเหลืองเสื้อแดง เพราะนั่นหมายถึงว่าเป็นการต่อสู้กันด้วยลัทธิและอุดมการณ์ ไม่ใช่การต่อสู้ทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยตามปกติ
แต่เป็นสงครามการเมือง
อยากจะแนะให้ติดตามวิกฤติการเมืองในสัปดาห์นี้ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร เนื่องจากมีคำสั่งมาแล้วว่าให้มีการสลาย การชุมนุมให้เรียบร้อยในสัปดาห์นี้
สมมติถ้ายังแก้ไม่ได้ ไม่ใช่ เฉพาะตำรวจ ทหารเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบ รัฐบาลก็ต้องรับผิดชอบ
นายกฯอภิสิทธิ์ก็ต้องรับผิดชอบ.
หมัดเหล็ก
หมายจับ9แกนนำ ดีเอสไอแจ้งเพิ่ม ข้อหาก่อการร้าย
ศาลอาญายัน ดีเอสไอใช้หมายจับเดิมของพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เข้าจับกุม 9 แกนนำนปช.ได้ และให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม "ธาริต เพ็งดิษฐ์" ระบุ คดีพิเศษก่อนหน้านี้ต้องดำเนินการต่อไป แม้การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะยุติลง...4 พ.ค. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ตนได้มอบหมายให้พนักงานสอบสวนนำหลักฐานเข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลอาญาอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา ซึ่งเป็นแกนนำคนเสื้อแดง ฐานร่วมกันกระทำความผิดก่อการร้าย แต่ศาลได้พิเคราะห์แล้วเห็นว่าผู้ต้องหาทั้ง 9 ราย ประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงษ์, นายจตุพร พรหมพันธุ์, นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ, นพ.เหวง โตจิราการ, นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์, นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง, นายขวัญชัย สาระคำ, พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง และพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ เป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินติดตัวอยู่แล้ว จึงให้ดีเอสไอใช้หมายจับเดิมเข้าจับกุมตัวผู้ต้องหา เมื่อจับกุมตัวได้ ให้พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหาก่อการร้ายเพิ่มเติม ซึ่งดีเอสไอจะดำเนินการตามดุลพินิจและคำแนะนำของศาล
นายธาริต ยืนยันว่า การสอบสวนดำเนินคดีข้อหาก่อการร้าย และกระทำต่ออาวุธยุทธภัณฑ์ของทหาร รวมถึงคดีต่างๆ ที่รับไว้เป็นคดีพิเศษก่อนหน้านี้จะต้องดำเนินการต่อไป แม้การชุมนุมของคนเสื้อแดงจะยุติลง ทั้งนี้ในส่วนของการดำเนินคดีและการบังคับใช้กฎหมายไม่เกี่ยวข้องกับการเจรจายุติปัญหาระหว่างรัฐบาลกับนปช.
สำหรับประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135 /1 ที่ใช้ดำเนินคดีก่อการร้ายกับแกนนำนปช. ระบุไว้ว่า ผู้ใดกระทำการอันเป็นความผิด อาญาดังต่อไปนี้ (1) ใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการใดอันก่อให้การอันตรายต่อชีวิต หรืออันตรายร้ายแรงต่อร่างกาย หรือเสรีภาพของบุคคลใดๆ (2) การกระทำใดอันก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงแก่ระบบการขนส่งสาธารณะ ระบบโทรคมนาคม หรือ โครงสร้างพื้นฐานอันประโยชน์สาธารณะ (3) กระทำการใดอันก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของรัฐหนึ่งรัฐใด หรือของบุคคลใด หรือต่อสิ่งแวดล้อม อันก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจ อย่างสำคัญ ถ้าการกระทำนั้นได้กระทำโดยมีความมุ่งหมายเพื่อขู่เข็ญหรือบังคับรัฐบาลไทย รัฐบาลต่างประเทศ หรือองค์การระหว่างประเทศ ให้กระทำหรือไม่กระทำการใดอันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรง หรือเพื่อสร้างความปั่นป่วนโดยให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชน ผู้นั้นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ต้องระวางโทษประหารชีวิต จำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่สามปีถึงยี่สิบปี และปรับตั้งแต่หกหมื่นบาทถึงหนึ่งล้านบาท
และมาตรา 1350/2 ผู้ใด (1) ขู่เข็ญว่าจะกระทำการก่อการร้าย โดยมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่า บุคคลนั้นจะกระทำการตามที่ขู่เข็ญจริง หรือ (2) สะสมกำลังพลหรืออาวุธ จัดหาหรือรวบรวมทรัพย์สิน ให้หรือรับการฝึกการก่อการร้าย ตระเตรียมการอื่นใด หรือสมคบกันเพื่อก่อการร้าย หรือกระทำความผิดใดๆ อันเป็นส่วนของแผนการเพื่อก่อการร้าย หรือยุยงประชาชนให้เข้ามีส่วนในการก่อการร้าย หรือรู้ว่ามีผู้จะก่อการร้าย แล้วกระทำการใดอันเป็นการช่วยปกปิดไว้ ผู้นั้นต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่สองปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สี่หมื่นบาทถึงสองแสนบาท
'ทักษิณ' ลั่น ขอถวายรับใช้ราชวงค์จักรีตลอดชีวิต

"ทักษิณ ชินวัตร" โผล่ทวิตกลางดึก ระบุ 5 พ.ค. เป็นวันที่ครอบครัวผมไม่มีวันลืม เป็นวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างหาที่สุดมิได้ พร้อมถวายพระพร...
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ เวลาประมาณ 00.05 น. วันนี้ (5 พ.ค.) พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีนายกรัฐมนตรี ได้ระบุผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ส่วนตัวว่า วันนี้เป็นอีกวันมหามงคลยิ่งของพี่น้องชาวไทย คือ วันฉัตรมงคล เป็นวันครบรอบที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ ผมขอร่วมกับพี่น้องไทย กราบพระบาทถวายพระพร ขอจงทรงพระเจริญสถิตเป็นมิ่งขวัญประชาชนไทยตราบนานเท่านานเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร/ครอบครัว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในเวลาไล่เลี่ยกัน พ.ต.ท.ทักษิณยังทวิตข้อความระบุว่า 5 พฤษภาคมเป็นวันที่ครอบครัวผมไม่มีวันลืม และจะเป็นวันที่รำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอย่างหาที่สุดมิได้ ที่ทรงพระกรุณาฯพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์จุลจอมเกล้าให้กับผมและคุณหญิงอ้อ นับเป็นเกียรติที่ยิ่งใหญ่สำหรับครอบครัวผม ผมขอถวายรับใช้ราชวงค์จักรีตลอดชีวิต
5พฤษภาห้าร้อยเก้าแดดลบเงาจางหาย เขาตายอยู่ข้างทางเกวียน ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์
ที่มา Thai E-Newsจิตร ภูมิศักดิ์ (25 กันยายน พ.ศ. 2473 ต. ประจันตคาม อ. ประจันตคาม จ. ปราจีนบุรี — 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ต. บ้านหนองกุง อ. วาริชภูมิ จ. สกลนคร)
ที่มา วิกิพีเดีย
5 พฤษภาคม 2553
เป็นนักคิดด้านการเมือง นักประวัติศาสตร์ และนักภาษาศาสตร์ นับเป็นนักปราชญ์และนักปฏิวัติทางความคิดและวิชาการคนสำคัญของประเทศไทย
จิตรเป็นนักวิชาการคนแรกๆ ที่กล้าถกเถียงและคัดค้านปราชญ์คนสำคัญ ด้วยวิธีคิดที่มีเหตุผลและลุ่มลึก มีความโดดเด่นจากผลงานการค้นคว้าทางวิชาการที่แปลกใหม่และลึกซึ้ง ขณะเดียวกันจิตรยังมีความคิดต่อต้านระบบเผด็จการและการใช้อำนาจกดขี่ของชนชั้นสูงมาโดยตลอด
จิตรเป็นบุตรของ นายศิริ ภูมิศักดิ์ และนางแสงเงิน ภูมิศักดิ์ มีชื่อเดิมว่า สมจิตร ภูมิศักดิ์ แต่ต่อมาเปลี่ยนเป็น จิตร เพียงคำเดียว ตามนโยบายตั้งชื่อให้ระบุเพศชายหญิงอย่างชัดเจน ของรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม
การศึกษา
เมื่อปี พ.ศ. 2479 จิตรติดตามบิดา ซึ่งรับราชการเป็นนายตรวจสรรพสามิต เดินทางไปรับราชการยังจังหวัดกาญจนบุรี และเข้ารับการศึกษาชั้นประถม ที่โรงเรียนประจำจังหวัดแห่งนั้น
จิตรย้ายมาอยู่ที่สมุทรปราการ เมื่อปี พ.ศ. 2482 บิดาของจิตรย้ายไปรับราชการในเมืองพระตะบอง ซึ่งสมัยนั้นเป็นเมืองในการปกครองของไทย (ปัจจุบันอยู่ในอาณาเขตของกัมพูชา) จิตรจึงย้ายตามไปด้วย และได้เข้าศึกษาชั้นมัธยมที่นั่น
ถึงปี พ.ศ. 2490 ประเทศไทย ต้องคืนดินแดนเมืองพระตะบองให้กัมพูชา จิตรจึงอพยพตามมารดากลับเมืองไทย ส่วนบิดานั้นไปเริ่มชีวิตครอบครัวใหม่กับหญิงอื่น ระหว่างที่ครอบครัวภูมิศักดิ์ ยังอยู่ที่พระตะบอง นางแสงเงินเดินทางไปค้าขายที่จังหวัดลพบุรี
ขณะที่จิตรและพี่สาว เดินทางมาศึกษาต่อในกรุงเทพมหานคร โดยจิตรเข้าเรียนที่โรงเรียนเบญจมบพิตรหรือโรงเรียนมัธยมวัดเบญจมบพิตรในปัจจุบัน และสอบเข้าโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในที่สุด
แนวคิดและการต่อสู้
ชื่อเสียงของ จิตร ภูมิศักด์ น่าจะโด่งดังในสาธารณชนวงกว้างเป็นครั้งแรก จากกรณี โยนบก เมื่อครั้งที่เขาเป็นสาราณียากร ให้กับหนังสือประจำปี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี พ.ศ. 2496
ในครั้งนั้นเขาได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาที่ "ซ้ำ ๆ ซาก ๆ" ของหนังสือประจำปี โดยลงบทความสะท้อนปัญหาสังคม ประณามผู้เอารัดเอาเปรียบในสังคม ซึ่งรวมถึงรัฐบาลด้วย รวมทั้งชี้ให้เห็นค่านิยมอันไม่ถูกต้อง ซึ่งผู้คนนับถือกันมานาน โดยบทความเหล่านั้น มีทั้งที่จิตรเขียนเอง ร่วมแก้ไข หรือเพื่อน ๆ คนอื่นเขียน
ผลก็คือ ระหว่างการพิมพ์หนังสือได้ถูกตำรวจสันติบาลอายัด และมีการ "สอบสวน" จิตรที่หอประชุมใหญ่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเหตุการณ์นั้น จิตรถูกกลุ่มนิสิตที่นำโดยนายสีหเดช บุนนาค คณะวิศวกรรมศาสตร์ตั้งศาลเตี้ยจับ "โยนบก" ลงจากเวทีหอประชุม ทำให้จิตรได้รับบาดเจ็บต้องเข้าโรงพยาบาลและพักรักษาตัวอยู่หลายวัน ต่อมาทางมหาวิทยาลัยได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาโทษและมีมติให้จิตร ภูมิศักดิ์ถูกพักการเรียนเป็นเวลา 1 ปี คือในปี พ.ศ. 2497
ระหว่างถูกพักการเรียน จิตรได้ไปสอนวิชาภาษาไทยที่โรงเรียนอินทร์ศึกษา แต่สอนได้ไม่นาน ก็ถูกไล่ออกไป เนื่องจากถูกกล่าวหาว่ามีหัวก้าวหน้ามากเกินไป จิตรจึงไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ไทยใหม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้เอง ที่จิตรได้สร้างสรรค์ผลงานการวิจารณ์ที่มีคุณค่าต่อวงวิชาการไทยหลายเรื่อง เช่น การวิจารณ์วรรณศิลป์ วิจารณ์หนังสือ วิจารณ์ภาพยนตร์ โดยใช้นามปากกา "บุ๊คแมน" และ "มูฟวี่แมน"
เดือนตุลาคม พ.ศ. 2508 จิตรได้เดินทางสู่ชนบทภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมต่อสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ในนาม สหายปรีชา และถูกกระสุนปืน PSG-1ของเจ้าหน้าที่ เสียชีวิตเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2509 ที่ บ้านหนองกุง ตำบลวาริชภูมิ อำเภอวาริชภูมิ จังหวัดสกลนคร
ผลงาน
จิตรมีความสามารถในด้านภาษาศาสตร์และนิรุกติศาสตร์อย่างมาก และยังมีความสามารถระดับสูงในด้านอื่น ๆ เช่น ประวัติศาสตร์ ถือว่าเป็นอัจฉริยะบุคคลของไทยคนหนึ่ง
ในด้านภาษาศาสตร์นั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญในภาษาฝรั่งเศส ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต ภาษาเขมร โดยเฉพาะภาษาเขมรนั้น จิตรมีความเชี่ยวชาญทั้งภาษาเขมรปัจจุบันและภาษาเขมรโบราณด้วย นอกจากนี้ จิตรได้เขียนพจนานุกรมภาษาละหุ (มูเซอ) โดยเรียนรู้กับชาวมูเซอขณะอยู่ในคุกลาดยาว ในตอนแรก ชาวมูเซอไม่สามารถพูดภาษาไทยได้, จิตรเองก็ไม่สามารถพูดภาษามูเซอได้เช่นกัน แต่ด้วยความสามารถ เขาสามารถเรียนรู้ระบบของภาษา และนำมาใช้ได้อย่างน่าอัศจรรย์.
งานเขียนชิ้นเด่น
หนังสือ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ", 2519*
หนังสือ "ข้อเท็จจริงว่าด้วยชนชาติขอม" (ต่อมาพิมพ์รวมเล่มกับ "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ" เป็น "ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และ ขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ ฉบับสมบูรณ์")
หนังสือ "โฉมหน้าศักดินาไทย"*
หนังสือ "ภาษาและนิรุกติศาสตร์"
หนังสือ "ศัพท์สันนิษฐานและอักษรวินิจฉัย"
หนังสือ "โองการแช่งน้ำ และ ข้อคิดใหม่ในประวัติศาสตร์ไทยลุ่มน้ำเจ้าพระยา", 2524
หนังสือ "สังคมไทยลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนสมัยศรีอยุธยา", 2526
หนังสือ "ตำนานแห่งนครวัด"
เพลง "ภูพานปฏิวัติ"
เพลง "แสงดาวแห่งศรัทธา"
บทกวี "เธอคือหญิงรับจ้างแท้ใช่แม่คน"
บทกวี "อะไรแน่ ศาสนา ข้าสงสัย"
บทกวีของจิตร ภูมิศักดิ์*
ผลงานที่มี * ข้างท้าย หมายถึงถูกคัดเลือกให้อยู่ใน หนังสือดี 100 เล่มที่คนไทยควรอ่าน
นามปากกา
นามปากกาของจิตรมีเป็นจำนวนมาก เช่น นาคราช1, ศูลภูวดล1, ศรีนาคร, ทีปกร, สมสมัย ศรีศูทรพรรณ1, ศิลป์ พิทักษ์ชน, สมชาย ปรีชาเจริญ, สุธรรม บุญรุ่ง, ขวัญนรา, สิทธิ ศรีสยาม1, กวีการเมือง, กวี ศรีสยาม, บุคแมน, มูฟวี่แมน (มูวี่แมน) , ศิริศิลป์ อุดมทรรศน์1, จักร ภูมิสิทธิ์2
หมายเหตุ: 1 หมายถึง ใช้เพียงครั้งเดียว, 2 เป็นคำผวนของชื่อ จิตร ภูมิศักดิ์
**********เพลง จิตรภูมิศักดิ์
ศิลปิน คาราวาน
เขาตาย.ในชายป่า
เลือดแดงทา.ดินเข็ญ.
ยากเย็น ค่นแค้น.อับจน.
และถึงวันพราก
เขาลงมาจาก.ยอดเขา
ใต้เงา.มหานกอินทรีย์
ล้อมยิงโดยกระหยิ่ม
อิ่มในเหยื่อตัวนี้.
โชคดี สี่ขั้น.พันดาว
เหมือนดาวร่วงหล่น
ความเป็นคนล่วงหาย
ก่อนตายจะหมายสิ่งใด
แสนคนจนยาก
สิบคนหากรวยหลาย
อับอาย.แก่หล้าฟ้าดิน
เขาจึงต่อสู้ อยู่ข้างคนทุกข์เข็ญ
ได้เห็น.ได้เขียนพูดจา.
คุกขังเขาได้
แต่หัวใจอย่าปรารถนา.
เกิดมา.เข่นฆ่า.อธรรม..
แล้วอำนาจเถื่อน
มาบิดเบือนบังหน
กี่คน.ย่อยยับ.อัปรา..
สองพัน.ห้าร้อยแปด
เมฆดำปกคลุมฟ้า.
ด้วยฤทธา มหา.อินทรีย์
ร้างเมือง.ไร้บ้าน
อยากทำการป่าเขา
เสี่ยงเอา ชีวีมลาย..
พฤษภา.ห้าร้อยเก้า
แดดลบเงาจางหาย
เขาตาย.อยู่ข้างทางเกวียน
ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์
ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร
ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์
ศพคนนี้นี่หรือคือจิตร ภูมิศักดิ์
ตายคาหลักเขตป่ากับนาคร
เขาตายในชายป่า
เลือดแดงทาดินอีสาน
อีกนาน อีกนาน อีกนาน
เขาตายเหมือนไร้ค่า
แต่ต่อมาก้องนาม
ผู้คน ไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์
เป็นนักคิด.นักเขียน
ดั่งเทียน.ผู้ถ่องแท้.แก่คน
เขาตายในชายป่า
เลือดแดงทาดินอีสาน
อีกนาน อีกนาน อีกนาน
เขาตายเหมือนไร้ค่า
แต่ต่อมาก้องนาม
ผู้คน ไถ่ถามอยากเรียน
ชื่อจิตร ภูมิศักดิ์
เป็นนักคิด.นักเขียน
ดั่งเทียน.ผู้ถ่องแท้.แก่คน
ผู้สื่อข่าว Aljazeera เฉ่งการบิดเบือนที่นำข่าว Aljazeera ไปใช้
ที่มา Thai E-Newsเวย์น เฮย์ ผู้สื่อข่าวของอัลจาซีรา วิพากษ์กรณีที่ภาพถ่ายชายถือปืนของสำนักข่าวอัลจาซีรา ถูกนำมาใช้ทางการเมืองอย่างกว้างขวางจากทุกฝ่ายในไทย พร้อมวิพากษ์ว่าวิกฤตการเมืองไทยครั้งนี้อยู่ภายใต้การบิดเบือนข้อมูล ข่าวลือและการตั้งข้อสังเกต พร้อมระบุ ทีมข่าวไม่ได้บ่งชี้ความเชื่อมโยงอะไรระหว่างชายดังกล่าวกับการตายของทหาร เมื่อวันที่ 28 เม.ย.
ที่มา บล็อกอัลจาซีร่าร์
แปลโดย Tantawer
1 พฤษภาคม 2553
มันเป็นเรื่องน่าสนเท่ห์มากที่ภาพถ่ายเพียงช็อตเดียวของชายที่ถือปืนจะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวง
ขณะที่เรากำลังบันทึกการต่อสู้ระหว่างผู้ประท้วงรัฐบาลกับกองกำลังฝ่าย ความมั่นคงเมื่อวันที่ 28 เม.ย. นั้น เราเห็นคนเสื้อแดงหลายคนเคลื่อนตัวเข้าใกล้แนวทหารและตำรวจอย่างลับๆ ล่อๆ
หนึ่งในนั้นถือปืนพก ซึ่งเบน อีเมอรี่ ช่างภาพของเรา บันทึกภาพไว้ได้ และแน่นอนว่าเราใช้ภาพนั้นในการรายงานเรื่องของวันนั้น
ปรากฏว่าภาพถ่ายช็อตนั้นดึงดูดความสนใจจากคนไทยจำนวนมาก เพราะมันกลายเป็นหลักฐานแสดงว่าคนเสื้อแดงบางคนพกพาปืนจริงๆ
ภาพนั้นถูกฉายซ้ำไปซ้ำมาในสถานีโทรทัศน์ของไทย และก็ถูกใช้ในหนังสือพิมพ์และเว็บไซต์ และตอนนี้ก็ถูกใช้ในการต่อสู้กันทางการเมืองด้วย
ผู้นำฝ่ายเสื้อแดงพูดถึงภาพนี้บนเวที และพรรคเพื่อไทยก็ใช้ภาพนี้ในการแถลงต่อผู้สื่อข่าว พวกเขาต่างอ้างว่ารัฐบาลและสื่อไทยใช้ภาพนี้เพื่อจะโจมตีพวกเขา แทนที่จะบอกความจริงว่าเกิดอะไรขึ้นในวันนั้น
การถกเถียงเหล่านี้เบี่ยงเบนไปจากข้อเท็จจริง
ควงปืน
ภาพผู้ชายในช็อตที่ถ่ายได้มานั้นชัดเจนว่าถือปืน เขาผูกผ้าพันคอสีแดงและเคลื่อนที่ช้าๆ ไปทางตำรวจและทหารขณะที่เขาดึงเอาปืนออกมาจากกระเป๋า
เขาอยู่ทางขวาของพวกเรา และมีอีก 3 คนในทีมของเราที่เห็นภาพนี้ด้วยสายตาของตัวเอง เราเห็นเพียงแค่ชายคนหนึ่งถือปืน แต่เขาก็เดินลับๆ ล่อๆ ไปมาในที่นั้นเช่นเดียวกับผู้ชายคนอื่นๆ หนึ่งในนั้นสวมชุดดำทำให้ผมหวาดระแวงไปถึงเหตุการณ์ความรุนแรงเมื่อวันที่ 10 เม.ย.
พวกเขาเป็นสายของรัฐบาลหรือทหารอย่างที่คนเสื้อแดงสงสัยหรือไม่? ก็อาจเป็นได้ และพวกเขาก็อาจจะเป็นมือที่สามที่จะสร้างสถานการณ์ก็ได้ หรือพวกเขาอาจจะเป็นคนเสื้อแดงธรรมดาก็ได้
แกนนำยังคงปฏิเสธว่าคนเสื้อแดงไม่ได้พกปืน แต่สิ่งที่เราสามารถทำได้ในสถานกาณ์ที่ดำเนินไปอย่างรวดเร็วคือการรายงานตาม สิ่งที่เราเห็น และเราเห็นผู้ชายผูกผ้าพันคอแดงควงปืน
ประการที่ 2 และเป็นประเด็นที่สำคัญมากในวันนั้นคือ การไม่เชื่อมโยงกับการฆาตกรรมทหาร ซึ่งอาจจะเป็นการตายโดยทหารยิงกันเอง รัฐบาลยังคงนิ่งเงียบอย่างยิ่งเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ทำให้ทหารตาย
การบิดเบือนข้อมูล
แม้จะมีการแถลงว่าอยู่ระหว่างการสอบสวน แต่ภาพชายถือปืนของเรากลับถูกอ้างอิงถึง ภายใต้คำแถลงที่ว่า มีความเป็นไปได้ที่มี 'ผู้ก่อการร้าย' แทรกซึมอยู่ในหมู่ผู้ประท้วง ทิศทางของลูกปืนมาจาก, ภาพวีดีโอของอัลจาซีราแสดงภาพของ 'ผู้ก่อการร้าย' ถืออาวุธ และในผลการชนสูตรพบว่าเป็นสาเหตุการตายของทหาร
แม้ว่าจะมีความพยายามจากหลายองค์กรที่พยายามจะบิดเรื่องราว แต่เราไม่มีทางใดเลยที่จะบ่งชี้ว่าผู้ชายที่เราถ่ายภาพได้พร้อมกับปืนนั้นมี ส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับการตายของทหาร เราถ่ายภาพเขาประมาณ 1 ชม. ก่อนที่เราจะเห็นร่างของทหารถูกหามออกไป
วิกฤตการณ์ที่ต่อเนื่องครั้งนี้ถูกครอบงำโดยการบิดเบือนข้อมูล ข่าวลือและการตั้งข้อสังเกต รัฐบาลและฝ่ายความมั่นคงปราศจากสิ่งหนึ่งนั่นก็คือคำอธิบายที่ชัดเจนซึ่ง ต้องปรากฏเดี๋ยวนี้
โชคดีอย่างที่สุด
เปรียบเทียบกับเหตุการณ์ระเบิดที่สีลมเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ภายหลังการระเบิด ทหารประกาศผ่านลำโพงว่าเป็นการกระทำของคนเสื้อแดง และในคืนเดียวกันนั้น รองนายกรัฐมนตรีก็กล่าวว่าระเบิดนั้นถูกยิงมาจากทิศทางของพื้นที่การชุมนุม ของคนเสื้อแดง การสืบสวนสอบสวนอยู่ที่ไหน?
จากที่ผมได้เป็นพยานในการต่อสู้ด้วยปืนเมื่อวันที่ 28 เม.ย. ต้องถือว่าเป็นโชคดีอย่างที่สุดที่ไม่มีประชาชนถูกฆ่าหรือบาดเจ็บ เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารนั้นได้รับสัญญาณเตือนที่มากเพียงพอว่าคนเสื้อแดง กำลังเดินทางมา พวกเขาเดินทางด้วยมวลชนจำนวนมากและชี้บ่งได้โดยง่าย พวกเขาควรจะให้ผู้ใช้รถอื่นๆ เบี่ยงเส้นทางออกไป
แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น ประชาชนผู้บริสุทธิ์กลับถกขนาบอยู่ระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจราจลและคน เสื้อแดง ประชาชนจำนวนมากยังคงอยู่ในรถยนต์ หลังเพียงว่าจะได้รับการปล่อยให้ไปในที่สุด แต่ทหารเริ่มต้นยิงปืน ประชาชนก็ตกอยู่ในกับดัก นอนลงในรถของตัวเอง พยายามหลบจากการถูกยิงขณะที่คนอื่นๆ ก็วิ่งหาที่ปลอดภัยที่ฝั่งตรงข้ามของถนน
สิ่งนี้ไม่ควรจะได้รับอนุญาตให้เกิดขึ้น พวกเขาควรจะเคลียร์คนออกจากพื้นที่ได้โดยง่ายก่อนที่คนเสื้อแดงจะมาถึง คนถูกฆ่าตายไป 27 คนแล้ว และอะไรที่สมควรจะทำก็ควรจะทำเพื่อเป็นหลักประกันว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตจะ ไม่เพิ่มจำนวนขึ้นอีก
THE “GERMS”: THE REDS’ INFECTION OF THE THAI POLITICAL BODY
ที่มา Thai E-Newsบทความตีพิมพ์ลงในเว็บไซต์ New Mandala โดย ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ธงชัย วินิจจะกูล นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อดีตผู้นำนักศึกษาซึ่งถูกจับกุมในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
บทความตั้งชื่อว่า "เชื้อโรค: การติดเชื้อสีแดงในองค์กรทางการเมืองของไทย" อันเป็นการกล่าวถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งที่เกี่ยวกับเหตุการณ์โรงพยาบาลจุฬาฯ ซึ่งผู้เขียนชี้ว่าสร้างผลเสียต่อกลุ่มคนเสื้อแดงมากกว่าข้อกล่าวหาปลอมๆที่มาจากรัฐบาลหลายวันก่อนหน้านั้น อันรวมไปถึงการกล่าวหาว่าเป็นพวกล้มเจ้า ผู้เขียนได้เปรียบเทียบเหตุการณ์ที่โรงพยาบาลจุฬาฯว่าได้ทำหน้าที่เฉกเช่นเดียวกับ ภาพอุกฉกาจ ที่ก่อให้เกิดการสังหารหมู่ 6 ตุลาฯ ซึ่งเป็นภาพที่ทำให้เกิดการปะทุทางความเกลียดชังอย่างรุนแรง ผู้เขียนชี้ว่าเงื่อนไขเหตุการณ์ดังกล่าวอาจจะก่อให้เกิดประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ซึ่งแม้แต่ข้อหาเครือข่ายล้มเจ้าก็ล้มเหลวที่จะทำให้อำมาตย์สำฤทธิ์ผล
ผู้เขียนชี้ว่าบทความนี้ไม่ได้ต้องการปกป้องการกระทำของคนเสื้อแดงที่โรงพยาบาล อย่างไรก็ตามผู้เขียนต้องการมองไปที่เหตุการณ์แบบองค์รวม และกว้างกว่า และที่สำคัญที่สุดบทความฉบับภาษาอังกฤษชิ้นนี้ต้องการชี้ให้เห็นถึงการรับรู้ของสังคมไทยที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว และการรับรู้ดังกล่าวที่บอกให้เราทราบถึงพื้นฐานความคิดทางการเมือง อคติ การใช้เหตุผลในการตัดสินการกระทำต่างๆของเขา
By Thongchai Winichakul
Source: New Mandala
May 3rd, 2010
The incident at Chula Hospital on 30 April 2010 epitomizes the political crisis in Thailand today. It could cause more damage to the Reds than the bogus allegation by the government a few days earlier that they are anti-monarchy, because the incident captures another essence of the social and political conflict at this historical moment even better. The monarchy issue, and more, can be understood by the trope provided by the Chula Hospital incident. The incident and how it is understood could have a similar function as the deadly photo in the October 6 massacre, namely intensifying hatred and arousing hysteria. It could trigger another crackdown, which the alleged anti-monarchy network failed to do, although I hope that it does not.
This essay is not an excuse for an inexcusable action by the Reds at the hospital. Yet we should not look at the incident in isolation from the larger context of the conflict. More importantly, regardless of the truth of the incident, this essay deals with how the Thai public understands the incident, and how such views inform their politics, biases, judgments and their actions.
The Chula Hospital incident is the invasion of the Red germs into the Thai moral-political body.
The incident as reported
I do not claim to know a tiny bit of truth about the incident. Rather, the interesting narrative comes from the various accounts in the Thai mass media (newspapers and TV), presumably consumed by millions of Thais, and from the communications among the Facebook community. No matter how true these accounts are, they reveal how the Reds and their protest are seen and conceptualized by those media and the Facebook community.
The media reports, especially on TV, are full of horrible eyewitness accounts. Doctors, nurses, patients, and their relatives are panicked. They frantically moved patients, many of whom are in a serious condition and should not be moved, to another building. What is shown on TV is not an orderly operation as precaution but a chaotic, disorganized action by medical personnel who were in fright! The Reds are coming! They heard the Reds are coming! People said the Reds are coming!
There is no need for a single picture or photo if the Reds were armed, or a report of a single shot, but the public assume that the Reds stormed into the hospital fully armed, threatening doctors and patients with weapons, causing horrific chaos as people tried to escape the armed invasion. A nurse was reported saying that she has to work with fear of bullets from the Reds everyday, as if there were a shot at the hospital even once. (Finally there was, in the parking area of the hospital when the UDD group actually encountered a few army officers. The soldiers shot at them. The UDD people escaped uninjured.)
Located on one edge of the protest site, the Chula Hospital must have been under stress for the whole month. In that situation, even a doctor supporting the Reds should heed the warning by the hospital for precautions. But those who are ready to believe do not need proof and do not ask why the Reds were coming. They are ready to be frightened, probably foretold by the perceived cruelty of the Reds alleged in previous incidents such as the bombing at the nearby Silom Skytrain terminal and others.
Both sides of the conflict, the media, and others are trying to piece together the truth of the incident. Some said that the hospital began moving some patients a few days before. The UDD argues that they had not been to the hospital yet when the chaos took place. The reports after the incident are still full of horror stories (from the anti-Red media) plus some rebuttals (from the non-anti-Red ones). Emails fly around arguing for one or another version. Regardless of those conflicting argument, it is perfectly understandable if people at the hospital were truly frightened. Their fear of the Reds is real, no matter if they have never witnessed a horror by the Reds. They can learn about the Reds’ horror everyday from the media. Meanwhile the UDD possibly told the truth too, that they did not storm into the hospital by massive force, that a small number of them went to the hospital to assure that no military officers were in the hospital, that they were unarmed, that most of the time they were accompanied by the hospital personnel, and so on. Some go as far as saying that the hospital over-reacted, or that the hospital helped instigate the horror for political purpose. The media and the larger Bangkok public despise the Reds for their reckless actions. Even a search of the hospital by a small unarmed group is unwarranted. (I agree.) Streams of anger flow through the media and Facebook not only condemning the Reds but inciting decisive measures to eliminate the Red threat.
If we put aside the extreme views (such as the accusation of a staged chaos by the hospital, or the alleged armed invasion), the contending accounts from both sides can be both correct. That is, the hospital personnel were extremely frightened. They were afraid of the Reds, and had to work with fear that bullets could fly into the hospital, and so on. Either rumors or truth, or exaggeration of facts, they reacted by moving patients frantically. Their fear was real, even though the UDD did not storm the hospital with arms or with a huge number. Even if all the facts could be pieced together, we might not get to the gist of the incident because the root of fear is not in those facts.
A very important note of fact: perhaps the most distinguished patient at the Chula Hospital at the moment is the Supreme Patriarch, who has been there for the past few years. He refused to be moved. A day after the incident, Princess Sirindhorn visited the hospital to request that he agree to move to a safer place, the Siriraj Hospital where the King currently resides.
The invasion of the hillbillies
To describe the incident as a hospital in the battle zone is not quite correct. It is more like an invasion by a cruel army; horrific invaders and the helpless victims. Yet such characterization of war still misses the point.
A Chula Hospital doctor wrote in his Facebook observing that the Red people walk in and out of the hospital to use toilets as if they were theirs at home, and on the day of the “invasion” (buk), he was frightened even by their faces and how they look. A journalist observed that the account of the incident in the media sounds like the bad guys in B-grade Thai films, usually the coarse, plebian, ugly and dirty males, who keep shooting with no reason but simply because they are bad guys.
While the mass media are cautious in characterization of the Reds people as the low-class “hillbillies,” such representation frequently slips through in columns and on TV. The representation is widespread on Facebook. In Thailand, it is a cyber community dominated by people from certain generations and social backgrounds. Although we cannot generalize about these people carelessly, it is safe to say that the Thai Facebook community is heavily populated by Thai “yuppies” (whose historical background may be different from those of other countries) and “snobs” (who are similar to other snobs around the world). They openly talk about the Reds as dirty, ugly, vulgar, low, inferior people who belong to the “bannok” (rural). A typical Bangkok snob remarked in her Facebook that she is terrified and trembling every time she thinks about the Red people because of their behavior and looks: dark complexion, dirty, awful face, and coarse.
At one of the anti-Red gatherings, a placard read, “Phuak bannok ok pai,” (rural folks Get Out!). The spatial term “bannok” literally means the rural, the countryside. Since the early 20th century, probably earlier too, it has been a spatial characterization of backwardness, uneducated, naïve and uncivilized quality. Like the notions of “savage,” it also conveys the state of being innocent, uncontaminated, near natural, a contrast to the modern. So, going “back” to nature in the forest parks or the countryside is a good holiday for people from urban centers. In social order, the “bannok”, like the savage, is supposed to be different, distant and separated from the urban.
The PAD is notorious in calling Thaksin supporters stupid and uneducated, thus unsuitable for a democratic election (equal rights to vote), hence the need for the “new politics” that privileges the educated and people with moral superiority. The PAD is not the originator of these condescending views of the rural folks. They are part of the typical hierarchical ideology in Thai culture.
Ironically, such contemptuous characterization of the Reds is mirrored by the Reds’ themselves, although they turn the contempt upside down.
Phrai versus ammat: a class war of the bannok
The UDD discourse of their struggles as the “phrai” against the “ammat” reveals as much as belies the configuration of class and hierarchy in Thai context. Many Thais and foreign reporters translate the word “phrai” as serf, or bonded subject in the Thai feudal society. The pro-government scholars argue correctly that such a feudal social order no longer exists. But the “phrai” in the Reds discourse does not mean the historical bonded subjects. Phrai and its opposite, “ammat” (the noble, the lords) in the UDD discourse targets the oppression and injustice due to social class and hierarchy such as the one in Thai political culture. The struggle of the Reds is a class war in this sense of the revolt of the downtrodden rural folks against the privileged social and political class, the “ammat.”
The anti-Red intellectuals vehemently deny that it is a class conflict. They believe and repeatedly assert that the Reds are merely Thaksin lackeys and the deceived (fooled) rural folks. They and the Facebook snobs are never shy of reinforcing their view of the Reds as the lowly foolish “bannok”. Although the Reds are no longer exclusively the rural folk but also include a large sector of the urban poor and those educated middle class in Bangkok who advocate democratic rights, their mass base and strongholds remain upcountry. The disdain of those snobs described earlier confirms such image.
I have argued elsewhere that in Thailand the differentiation of peoples has been configured in spatial terms: the city (krung), the rural (bannok), and the wild (pa), each representing different scales of civilization. This is not to deny other differentiations of class and ethnicity. But, I would argue further, the economic classes and ethnic differentiation in Thailand have been muddled up with the spatial differentiation because they have evolved in tandem. “Class” and “race” in Thai cultural and political discourses have been articulated, confounding in spatial terms. Although they are not identical and cannot substitute for one another, they have spatial overtones. The spatial hierarchy of people, in turn, informs not merely the geographical habitation, but also class, social hierarchy and sometimes race as well.
The disease
Since the conflict was heating up in 2005, the opposition to Thaksin focuses on the allegations that he is the most corrupt politician Thailand has ever known. The corruptions here are in many senses of the word. It includes the abuses of power and public resources for personal gain. It includes dirty politics, the worst of which is vote-buying. But beyond electoral dirtiness and personal fortunes, the more dangerous threat by corrupt politicians like Thaksin are the moral degradation brought about by vulgar capitalism and the threat to the supreme virtuous authority in the land, the monarchy.
Democracy in Thailand is never merely a political system for conflicting social, economic and political interests to fight and compromise. Given the legacies of its Buddhist polity, a good political system, including the one known as democracy, is supposed to be based on moral politics. Political authority and moral authority are inseparable, one lending to another, with the variable notions of “moral” over time. Thai democracy is the modern incarnation of the virtuous rule by moral authority.
Thaksin is an ultimate threat to Thai moral politics because he represents the utmost unclean or contaminations of many kinds. Like the communists before him, even though they have nothing in common, he is a disease to the Thai moral body. The Reds are contagious with the Thaksin disease.
The communists of the years past were alien pathogens contagious to the innocent youths and made them un-Thai. The Reds cannot be accused for being un-Thai easily. Even as some quarters among the Reds are critical of the monarchy, it is not easy to portray them as un-Thai or anti-Thai. The mass base of the Reds is people who remain deeply religious, nationalistic, and royalist, although with some disappointment at the royals. The leaders of the UDD reflect the politics of their people. They have not shown any signs of anti-monarchy but to the contrary. The strongest comment is disappointment and they beg for some royal sympathy.
But to Thaksin haters, the bannok people are fertile soil for the Thaksin disease, thanks to their lack of education and moral inferiority. Especially lured by shallow and short-term rewards, thanks to their greed and materialism, the bannok people become the germs that are invading the moral political body that have been represented by the urban elite throughout Thai history
There are many elements in the UDD that reflect the characters of the rural folks that probably annoy the Bangkok upper class and those snobs tremendously. Unlike political demonstrations in the past to which most working people were indifferent, the Reds demonstration is greeted by the low and lower middle class people, including street vendors, stores clerks, gate keepers, taxi and bus drivers, and sex workers. The styles of leaders of the UDD are never seen in previous political movements led by intellectuals. They are “nakleng” – the masculine folk hero of rural society. They are humorous but brave, often flirting with women but polite. They are rude and coarse to enemies. They speak no abstract political jargon, except the phrai and the ammat, and rarely care political correctness about homosexuals or ethnic people. In fact their public speeches are not sophisticated and the contents do not improve at all over the month-long demonstration. But they don’t seem to care. They sing folk songs (luk thung) and tasteless pop music far more often than the “songs for life” of the old Left. The Red mass are coarse in their manners, rather rude, and decidedly … (for the lack of a better word) … bannok!
The behavior of the Red leaders and the movement that is probably most troubling to the urban upper class is the fact that they are prone to violent actions and reactions. Despite the movement’s vow to non-violence and peaceful demonstration, they cross the line verbally almost everyday. Their actions court violent reactions. They promise everyday that they would fight back every attack. Non-violence to them simply means being unarmed and never initiating an attack. Theirs is a cosmic distance from Gandhian non-violent actions, but perhaps akin to the “nakleng” concept of non-violence. The Chula Hospital incident was their spontaneous reaction to the information that the hospital allowed soldiers to hide in there possibly to execute the UDD leaders. Without thinking over political repercussion, a few leaders led a group of “nakleng” straight to the hospital to find out the truth. They should have realized that “nakleng” are not appreciated by the urban elite, who usually put them in the same category as thugs.
The Red thugs are contaminating the dominance of the urban elite. They are invading the city!
The incident unreported: the red germs
In October 2008, after the PAD’s clash with the police, a group of medical doctors led by some at Chula Hospital threatened that they would not admit or treat the police any more as the police were Thaksin’s instrument to quell the PAD. Despite strong reactions from the public, there was no criticism or reprimand by any medical authorities. There was no report if the threat was ever carried out, but there were a few reports of medical personnel elsewhere refusing to give service to Red supporters. The incident made doctors at the Chula Hospital notorious as strongly “yellowish”. This reputation is reinforced by the fact that one of the most active supporters of the PAD, who in recent months is also the top leader of the “pink” and the pro-government gatherings against the Reds, is a medical doctor from Chula Hospital. Regardless of other doctors at the same hospital and the administration, the Chula Hospital is placed on the frontline of conflict, literally, spatially, politically, and figuratively.
The accounts of the incident at the Chula Hospital in the media and their reactions, and the ones in Facebook community of the Yuppies and snobs read like a horror film or an alien invasion. This is not a coincidence. The UDD mistake is inexcusable. But how their actions have been taken by the media, those Facebook people, and by the consumers of those media, is informed by the deeper spatial, hierarchical differentiation that underlies the current conflict in the larger context.
The media, academic, civic groups, and the Facebook community condemned the Red invasion strongly in chorus. Their condemnations are much louder and incomparable to their mild criticism, if not silence, to the government uses of force and live ammunition that resulted in twenty-five deaths on April 10. The invaded body of the clean moral politics represented by the hospital seems to have higher value than the deaths of the Reds. This reinforces the earlier message that the deaths of army officers who commanded the violent crackdown on April 10 were of higher value than the Red victims of the same crackdown. The alleged “double standard” by the urban elite and media is strikingly consistent. It is in fact a single set of standards that laws, reasons, rights, rewards and punishments, and other value judgments should be applied to people according to their different hierarchy. The consistent “double standard,” cannot be explained otherwise except as a form of segregation.
The Red demonstration at Ratchaprasong is not only an occupation of the most lurid and lavish sector of Bangkok. It is the seizure of the angelic city – Krung thep – by the unclean, the dirty, the coarse bannok – the germs. “The Reds are invading” may be much more frightening than the words convey. The Chula Hospital is on the frontline against the germs and disease. It was invaded by the disease.
The looming crackdown might be seen as, and said to be, a sanitizing act, to stop the infection caused by the invasion of the bannok into the political body in order to restore the health of the Thai moral political body.
กลุ่มแพทย์ผู้รักประชาธิปไตย เสนอมาร์คลาออก ตั้ง รบ.เพื่อไทย+ปชป. แล้วยุบสภา เลือกตั้งใหม่
ที่มา Thai E-News
ที่มา เวบบอร์ด ประชาไท
4 พฤษภาคม 2553
ข้อเสนอแนะของกลุ่มแพทย์ผู้รักประชาธิปไตย
ความขัดแย้งทางการเมืองรอบนี้ มีคู่ขัดแย้งชัดเจน คือฝ่ายอำมาตย์กับไพร่ หรืออาจจะเรียกว่าเป็นชนชั้นสูงกับชนชั้นล่าง (พูดแบบง่าย ๆ จริง ๆ สลับซับซ้อนกว่านี้) หรืออาจจะพูดอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นกลุ่มอำนาจโบราณหัวอนุรักษ์นิยม กับกลุ่มประชาชนผู้ด้อยโอกาสและนักประชาธิปไตยเสรีนิยม
คู่ต่อสู้มีหลายพื้นที่ หลายภาคส่วน คู่กรณี มีทั้งในส่วนราชการ นักวิชาการ สื่อ นักธุรกิจ ภาคประชาชน และที่สำคัญอีกคู่หนึ่งคือนักการเมือง
การที่อภิสิทธิ์เสนอทางออกด้วยหลักปฏิบัติ 5 ข้อครั้งนี้ เป็นการเริ่มต้นที่ดีของการแก้ปัญหา และทาง นปช.อาจต้องพิจารณาฉกฉวยโอกาสนี้รุกคืบอีกครั้ง
ผมเสนอให้มีการรุกด้วยแนวทางการต่อสู้ในสภา โดยตั้งเงื่อนไขกลับไปว่า การแก้ปัญหา ต้องอาศัยคู่ขัดแย้งหลักลงมาช่วยกันหาทางออก คู่ขัดแย้งหลักในสภา ก็คือพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทย พรรคร่วมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่คู่ขัดแย้งหลัก ให้กันออกไปจากกระบวนการแก้ปัญหาในสภา เพื่อลดความซับซ้อนของปัญหาลง
ผมเสนอให้มีการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งใหญ่ โดยให้นายกรัฐมนตรีลาออก และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยมีพรรคประชาธิปัตย์และพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ รัฐบาลผสมสองพรรคใหญ่นี้ จะเป็นรัฐบาลชั่วคราว มีหน้าที่ในการจัดการแก้ปัญหาระยะสั้นที่เกิดขึ้นตาม roadmap ที่จัดร่วมกันอย่างยุติธรรม เป้าหมายเพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ บ้านเมืองสามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้โดยปราศจากความรุนแรงและการเสียเลือดเนื้อ ยึดประโยชน์ของประชาชนทุกภาคส่วนเป็นที่ตั้ง
รัฐบาลใหม่มีหน้าที่กำหนดวันยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ตามที่อภิสิทธิ์ได้เสนอไปเบื้องต้นแล้ว ร่วมกันจัดการเลือกตั้งทั่วไปให้มีความโปร่งใสและยุติธรรม เคารพสิทธิ์ เคารพเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนทั้งประเทศ และเคารพรัฐบาลใหม่ที่เกิดจากการเลือกตั้งครั้งนี้
ในระหว่างที่รอกระบวนการทางสภานี้ ให้รัฐบาลยุติการดำเนินการใด ๆ ในการที่จะเร่งดำเนินคดีที่รัฐเป็นผู้กล่าวหา นปช. และประชาชนทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากว่ารัฐบาลนี้ เป็นคู่ขัดแย้งหลัก รัฐบาลจึงขาดความชอบธรรมที่จะดำเนินการสืบสวนสอบสวน กล่าวหา ดำเนินคดี หรือใช้กำลังในการแก้ไขปัญหา
คดีความใด ๆ ที่ดำเนินการโดยรัฐบาลและ ศอฉ. จึงขาดความชอบธรรม ควรจะต้องหยุดไว้ก่อน เพื่อให้รัฐบาลชั่วคราวที่มีพรรคเพื่อไทยร่วมด้วย มีส่วนร่วมในการดำเนินการ จึงจะเชื่อได้ว่า จะเกิดความชอบธรรมพอที่จะรับได้ทั้งสองฝ่าย
ปล.
1. เชื่อได้ว่า ข้อเสนอนี้จะรับได้โดยคนกลาง และคนที่มีใจเป็นธรรม ขอให้แกนนำ นปช. นำข้อเสนอแนะนี้ไปพิจารณาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด และขอให้จัดการแถลงข่าวให้สื่อทั้งในและต่างประเทศรับรู้ให้มากที่สุด รวมถึงผู้แทนประเทศต่าง ๆ อีกด้วย
2. เชื่อได้เช่นกันว่า รัฐบาลประชาธิปัตย์และพรรคร่วม จะไม่ยอมรับข้อเสนอนี้ นั่นย่อมแสดงว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจในการแก้ปัญหาอย่างสันติวิธีจริง ๆ ก็ขอให้ขยายความตรงนี้ให้ชัดเจนต่อสาธารณชน
3. เชื่ออีกว่า ต่อให้รัฐบาลรับข้อเสนอนี้ในเบื้องต้น กระบวนการทางสภาที่จะทำให้ข้อเสนอนี้เป็นจริง ก็ยิ่งยาก พรรคร่วมคงมีปัญหาแทรกซ้อนขึ้นมา และอาจเกิดปัจจัยใหม่ ๆ ที่ทำให้กระบวนการสะดุดอีก
สุดท้าย... การนำเสนอแบบนี้ จะแสดงให้เห็นว่า นปช.นั้น ต้องการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรม เพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
และใครก็ตามที่ขัดขวางการดำเนินการแบบมีส่วนร่วมของคู่ขัดแย้งสองฝ่ายแบบนี้ ต้องตอบคำถามสังคมเอาเองว่า ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร และจะหาทางออกที่ดีให้ประเทศได้อย่างไร โดยไม่ใช้ความรุนแรง
ปรองดองของนายกฯอภิสิทธิ์ ?
ที่มา Thai E-Newsสันติภาพ-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศแผนปรองดอง โดยจะจัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 14พ.ย. เป็นความหวังจะนำไปสู่การสิ้นสุดวิกฤตการณ์การเมืองที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 27 ราย ขณะที่แกนนำเสื้อแดงแถลงขานรับข้อเสนอ แต่ขอรายละเอียดที่ชัดเจนว่านายอภิสิทธิ์จะยุบสภาวันไหนแน่ ก่อนจะตัดสินใจยุติการชุมนุมต่อไป
โดย แนวร่วมคนเสื้อแดง
4 พฤษภาคม 2553
เมื่อคืนวาน( 3 พฤษภาคม 2553) ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้แถลงถึง กระบวนการปรองดอง ประกอบด้วย 5องค์ประกอบสำคัญ
และด้วยความหล่อเหลา คำพูดนิ่มนวล คารมคมคาย วาทศิลป์ที่สวยงามของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ อาจทำให้ผู้ฟังเคลิ้ม หรือ ดูดีไปหมด แต่ผู้เขียนชวนกันพินิจ คำพูดกับการปฎิบัติ วาทศิลป์กับความเป็นจริงหรือว่านายกรัฐมนตรีตอแหลหรือไม่ ?
และมีความคิดเห็นต่อองค์ประกอบ 5 ประการว่า
องค์ประกอบที่หนึ่ง นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ บอกว่าประเทศไทยโชคดีที่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ที่คอยหลอมรวมจิตใจคนไทยทั้งชาติ น่าเสียดายที่ในระยะหลังมีคนจำนวนหนึ่งทำให้สถาบันถูกดึงลงมาในความขัดแย้งทางการเมือง
คำถามก็คือว่า ใครเป็นคนดึงสถาบันฯมาสร้างความขัดแย้ง ? มาใส่ร้ายคนเสื้อแดงเสมือนไม่มีความจงรักภักดี ? ผูกขาดความรักสถาบันเพียงฝ่ายเดียว ขณะที่รัฐบาลอภิสิทธิ์นั่นเองมิใช่หรือ? เป็นผู้ทำลายความชอบธรรมของคนเสื้อแดงโดยกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ทั้งๆคนเสื้อแดง มีข้อเรียกร้องที่ชัดเจนต้องการให้สังคมไทยเป็นประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข
พวกเขาต้องการให้อำนาจอธิปไตยมาจากประชาชน พวกเขาวิพากษ์ถึงระบอบอำมาตย์ ที่มีองคมนตรี กองทัพ ระบบราชการต่างๆในการแทรกแซงการเมืองไทยมาตลอดประวัติศาสตร์การเมืองไทย ทำให้สังคมไทยล้าหลัง ไม่พัฒนาประชาธิปไตยอย่างที่ควรจะเป็น จึงไม่ได้เป็นการจาบจ้วงแต่อย่างใด
องค์ประกอบที่สอง ใครๆก็พูดได้ว่า จะปฏิรูปประเทศไทย รัฐบาลบริหารประเทศมานานพอสมควร แต่ก็ไม่ได้มีนโยบายปฏิรูปประเทศไทยอย่างที่กล่าวถึงเลย
การปฏิรูปประเทศไทยของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ จึงเป็นเพียงการเบี่ยงเบนประเด็นเท่านั้นเอง และการปฏิรูปประเทศไทยเป็นเรื่องการเมืองโดยตรงที่จะนำสู่การแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ ความไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำในสังคม
ที่สำคัญอุปสรรคในการปฏิรูปประเทศไทยคือระบอบอำมาตย์ ทั้งรูปการจิตสำนึกและผลประโยชน์ของระบบอำมาตย์เอง อาทิเช่น ผลประโยชน์ด้านการจัดสรรงบประมาณของกองทัพ ของราชการต่างๆฯลฯ รูปการจิตสำนึกที่มองคนไม่เท่ากัน มองคนจนว่าโง่ถูกซื้อ คนจนในชนบทไม่มีสิทธิ์เสียงเท่าคนชั้นกลางในเมือง คนจนไม่มีความรู้ไม่ได้จบปริญญาจึงไม่เข้าใจประชาธิปไตย ถูกนักการเมืองหลอก ฯลฯ
เครือข่ายอำมาตย์หลายองค์กรหลายส่วนโดยเฉพาะองค์กรพัฒนาเอกชน กลุ่ม 40 สว. TPBS สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สภาองค์กรชุมชน ฯลฯ ทั้งหลาย ที่มักคับแคบทางความคิดให้ความหมายปฏิรูปประเทศไทย เท่าปัญหาเรื่องที่ดิน เขื่อน ป่าไม้ และปัญหาเหล่านี้ก็น่าจะรู้ดีกันว่าต้องมีการปฏิรูปการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยการมีส่วนร่วมของ”ชุมชน-สังคม”
และอุปสรรคที่สำคัญก็คือระบบราชการส่วนสำคัญของระบอบอำมาตย์ เช่น กรมชลประทาน กรมป่าไม้ กรมที่ดิน ฯลฯ มักรวมศูนย์อำนาจ จึงต้องแก้ไขกฎหมายต่างๆที่ให้อำนาจกับราชการ ซึ่งต้องผ่านเวทีรัฐสภา และพรรคประชาธิปัตย์นิยมระบบอำมาตย์ของที่มีหัวหน้าพรรคชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็มักปฏิเสธ หรือมีจุดยืนเดียวกับระบบราชการนั่นเอง
ส่วนการกล่าวถึงระบบสวัสดิการของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั่น ใครๆก็พูดได้ และเป็นลักษณะนโยบายสังคมสงเคราะห์มากกว่า การต้องการสร้างความเสมอภาคให้กับสังคมไทย ซึ่งต้องดูแลสวัสดิการพื้นฐานให้ประชาชนเท่าเทียมถ้วนหน้า ซึ่งต้องสร้างรัฐสวัสดิการ โดยการเก็บภาษีที่ก้าวหน้าเหมือนเช่นประเทศอังกฤษ ญี่ปุ่น สวีเดน และอีกหลายประเทศ
ภาษีที่ก้าวหน้านั้น ต้องไม่เน้นภาษีบริโภคอย่างปัจจุบันที่คนจนเสียภาษีมากกว่าคนรวยด้วยซ้ำ ต้องมีภาษีรายได้ มีภาษีที่ดินที่ก้าวหน้า และ ต้องทำเหมือนครั้งหนึ่งของนโยบายของคณะราษฎร นำโดย นายปรีดี พนมยงค์ ที่มีการออกกฎหมายภาษีมรดก แต่ก็ถูกยกเลิกไป เมื่ออำนาจทางการเมืองของคณะราษฎรต้องถูกระบบอำมาตย์โค่นล้มลง
แน่นอนว่า ไม่ใช่ชื่อ “ภาษีก้าวหน้า” แต่เนื้อแท้กลับ “ล้าหลัง” ไม่คุ้มค่าจ้างพนักงานไปเก็บอย่างนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังปัจจุบัน
องค์ประกอบที่สาม การพูดถึงสังคมข่าวสารของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ และต้องสนับสนุนเสรีภาพของสื่อมวลชน แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์เองกลับกระทำในทางตรงกันข้าม ใช้สื่อรัฐทั้ง NBT และวิทยุของรัฐ ให้ข้อมูลด้านเดียวอยู่ตลอด เพื่อใส่ร้าย ป้ายสี เติมแต่ง “คนเสื้อแดง” เหมือนเป็น “คนอื่น” ไม่ใช่ “คนไทย” ใช่หรือไม่?
ขณะเดียวกัน ได้ปิดกั้นสื่อฝ่ายประชาธิปไตย ปิดเวปไซค์ ปิดวิทยุชุมชนจำนวนมาก และ ทีวีพีเพิลชันแนลของคนเสื้อแดง หรือกล่าวได้ว่า “เสรีภาพของสื่อมวลชน”จึงเป็นได้เฉพาะสื่อเชียร์รัฐบาลเท่านั้นเอง
องค์ประกอบที่สี่ นายกรัฐมตรีอภิสิทธิ์พูดถึง เหตุการณ์ความรุนแรง เมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา ว่ากระทบกระเทือนต่อจิตใจคนไทยเสมือนตนเองไม่มีส่วนเกี่ยงข้องแต่อย่างใดกับในชีวิตผู้คนที่ต้องสูญเสีย จากอาวุธสงคราม ทั้งๆที่ พรบ.ฉุกเฉินร้ายแรงที่นำสู่การ “ปราบปราม”ประชาชน แม้จะใช้คำให้ดูดีว่า “ขอพื้นที่คืน” ก็ตาม นั่นก็มาจากคำสั่งนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ นั่นเอง ใช่หรือไม่? และใครเป็นทรราชย์ ? ใครเป็นฆาตรกรสั่งฆ่าประชาชน ?
องค์ประกอบที่ห้า นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ กล่าวอ้างว่า เกิดความรู้สึกไม่เป็นธรรมในหลายด้าน ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกับกติกา เช่น รัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายบางฉบับ หรือการเพิกถอนสิทธิในวงการเมือง ถึงเวลาที่ต้องนำสิ่งเหล่านี้มาวางเพื่อให้มีกลไกระดมความเห็นทุกฝ่าย เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย
ผู้เขียนมีความคิดเห็นว่า กลไกระดมความเห็นทุกฝ่าย คงเป็นเพียงข้ออ้าง และเป็นเพียงกลไกเพียงฝ่ายนายกรัฐมนตรีที่ได้คุยวาแผนกันเรียบร้อยแล้วเท่านั้นเอง
เนื่องจากที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์เองก็ยืนยันไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญ และถ้ารัฐบาลต้องการให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องใช้กระบวนการแบบรัฐธรรมนูญ 40 ภายหลังการยุบสภา จึงจะได้รับการยอมรับจากทุกฝ่ายโดยแท้จริง
ท้ายสุด ผู้เขียนคิดว่า การยุบสภา จะเป็นจุดการเริ่มต้นสู่จุดหมายปลายทาง ทั้งการปฏิรูปประเทศไทย การแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ การให้เสรีภาพประชาชน เสรีภาพสื่อ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตลอดทั้งเป็นแนวทางปรองดองที่แท้จริง ภายใต้การต่อสู้กันทางการเมืองของทุกฝ่ายอย่างแนวทางสันติวิธี
โดยอำนาจเสียงสวรรค์มาจากประชาชน จะเป็นผู้กำหนดอนาคตสังคมไทยได้อย่างแท้จริง
รู้จักหัวโจกสำนักข่าวINN
ที่มา Thai E-NewsหัวโจกINN-ชุมชัย แก้วแดง หรือ "ลุง"สะตอพันธุ์แท้ลูกหม้อสำนักข่าวINNกับทีมผู้บริหารสำนักข่าวชุดปัจจุบัน หรือหากเรียกภาษาข่าวที่สำนักข่าวนี้ชอบใช้คือเป็น"หัวโจกINN" ถือเป็นรุ่นที่2ต่อจากสนธิญาณ หนูแก้ว กับสมชาย แสวงการ ที่ปัจจุบันสนธิญาณไปปลุกผีขบวนล้มเจ้าที่ช่องหอยม่วง สมชายไปเป็น40สว.ลากตั้ง แต่แนวทางการเมืองนั้นถอดแบบมาได้ทุกเม็ด
โดย แมลงวันเหม็นเขียว
4 พฤษภาคม 2553
สำนักเต้าข่าว?-นอกจากชุมชัย แก้วแดง หรือ"ลุง"(กลาง)แล้วค่ายนี้ก็ยังมี"เปอ"ศักดา ธิวัธยากุล (ซ้าย)เป็นอีกแรงแข็งขัน โดยเปอเพิ่งสร้างวีรกรรมเต้าข่าวเรื่องที่หลายประเทศ หลายหมู่เกาะชื่อแปลกๆให้แหล่งลี้ภัยทักษิณเมื่อราว เกือบ 2 ปีก่อน จนถูกค่ายมติชน"ตอมแมลงวัน"ด้วยกัน โดยนำมาสาวไส้อยู่หลายวันว่าINNเต้าข่าว นั่งเทียนเขียนข่าว โดยที่INNได้แต่อ้อมแอ้มไปมา แต่หนีไม่ออกเรื่องการ"เต้าข่าว"
ปัจจุบันINNเป็นสำนักข่าวที่ส่งข่าวทางSMSรายใหญ่ มีจุดเด่นเรื่องทำข่าวในสนามได้สดและไว แจ้งข่าวรวดเร็ว แต่ปัญหาที่ตามมาคือความเร็วทำให้ขาดความรอบคอบ หรือขาดความน่าเชื่อถือ ไม่นับรวมเรื่องที่เคยถูกค่ายมติชนแฉเรื่องการนั่งเทียนเขียนข่าว
สำหรับจุดยืนทางการเมืองของค่ายนี้ แม้จะพยายามกระมิดกระเมี้ยนจุดยืนของตนเอง ไม่โฉ่งฉ่างเหมือนค่ายASTV หรือเนชั่น แต่ถ้อยคำในการเรียกฝ่ายต่างๆก็อาจสะท้อนทัศนะของสำนักข่าวนี้ได้อย่างดี
ฝ่ายรัฐบาล-SMSของสำนักข่าวนี้จะใช้คำว่า นายกฯ ท่านประธานองคมนตรี หรือรองนายกฯสุเทพ
ฝ่ายชุมนุม-SMSของสำนักข่าวนี้จะใช้คำแทนแบบเหมารวม ไม่"หัวโจก" ก็"โจก" หรือ"โจกแดง"
เช่น ข่าวทางSMSเวลา10.17 น.วันที่28เมษายนของINNแจ้งว่า"แดงบุกตลาดไทพบปะMOBปทุมขวางจทน.สกัด ขวัญชัยนำ แต่โจกอื่นไม่กล้าไป"
พธม.VSเสื้อแดง SMSของINNใช้คำว่า"พธม.ลุยค่ายทหารทั่วประเทศจี้จัดการแดงป่วนชาติ จำลอง-พิภพไปราบ11คนคึก
INNก่อตั้งโดยสนธิญาณ หนูแก้ว โดยมีสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์เป็นทุนถือหุ้นใหญ่ แต่เมื่อไม่นานนี้สนธิญาณและสำนักงานทรัพย์สินฯขายหุ้นให้บุญชัย เบญจรงคกุล อดีตนายใหญ่ค่ายUCOM เจ้าของมือถือDTAC คู่แข่งตลอดกาลค่ายAIS ซึ่งเคยเป็นของครอบครัวทักษิณ
สนธิญาณออกไปตั้งสำนักข่าวTNEWSป้อนรายการประเภทปลุกผีขบวนการล้มเจ้าป้อนให้ช่องหอยม่วง ส่วนลุงกับเปอบริหารข่าวINNในปัจจุบัน
ทีมงานส่วนใหญ่ในINNเป็นคนปักษ์ใต้พันธุ์แท้ ประเภท"สะตอสามัคคี"ที่ชอบพรรคการเมือง"ของเรา และคนของเรา" ไม่ชอบคนปักษ์ใต้แบบณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ วีระ จตุพร จรัล ดิษฐาอภิชัย วิภูแถลง พัฒนภูมิไทย สุรชัย แซ่ด่าน ซึ่งเป็น"หัวโจกเสื้อแดง"..ว่าไปออกแนว"เกลียด"คล้ายๆคนปักษ์ใต้บ้านเราส่วนใหญ่นั่นเอง
เรื่องนี้หากไม่เชื่อให้ถามกับเมียของ"ลุง"ได้...เพราะสะตอสามัคคีอย่างแรงไปถึงแรงที่สุด แหล่งข่าววงในแอบกระซิบมา
*****
เรื่องเกี่ยวเนื่อง:
-มติชนแฉINNเปิดโฉม"จอมบงการ"สั่งเต้า"ข่าวลวงโลก?"
-ลากไส้เสี่ยต้อยนักข่าวร้อยล้านผนึกเตี้ย ใช้สำนักเต้าข่าวT-NEWSยึดช่องหอยม่วงป้ายสีเสื้อแดง
-รวมฮิตลากไส้สื่อเห้ ทุกค่าย ทุกสำนัก แฉรายตัวใครเป็นใคร ไส้มีกี่ขด
-สื่อกระหายเลือดเปลว สีเงิน:ฆ่าเสื้อแดงไม่บาป!..
-สื่อคลั่งปลุกมวลชนฆ่าเสื้อแดงแบบรวันด้า ชี้เป็นแค่เศษมนุษย์