WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 7, 2010

นปช.นัดถกแผนปรองดอง จี้'มาร์ค'จริงใจแก้ปัญหา

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_81468

แกนนำ นปช. ระบุ นายกรัฐมนตรีต้องแสดงความจริงใจเรื่องแผนการปรองดอง ยืนยันพร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดอง แกนนำเตรียมถกบ่ายวันนี้ว่าจะร่วมกระบวนการปรองดองของนายกฯหรือไม่...

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. กล่าวบนเวทีปราศรัยที่แยกราชประสงค์ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมนปช.ไม่ต้องการสงครามประชาชนอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากทุกคนต้องการสันติภาพ ดังนั้นจึงขอให้นายกฯหยุดใช้กำลังปราบปรามประชาชน เพราะจะยิ่งส่งผลและก่อให้เกิดความเสียหายและความสูญเสียมากยิ่งขึ้น หากนายกฯ ยังจะดื้อรั้นหากเกิดสิ่งใดขึ้น จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบกับสิ่งที่กระทำด้วย

ส่วนแผนการปรองดองแห่งชาติของนายกฯนั้น นพ.เหวง ระบุยังไม่มีความจริงใจเพียงพอ เนื่องจากหลายๆ ฝ่าย ออกมาแสดงความเห็นต่างจากนายกฯ จึงเห็นว่า แผนการสร้างความปรองดองนายกฯยังไม่ได้แสดงความจริงใจอย่างแท้จริง อีกทั้งยังไม่มีความชัดเจนเรื่องวันยุบสภา แม้ว่าจะมีการกำหนดวันเลือกตั้งมาแล้วก็ตาม แต่โดยอำนาจแล้ว เรื่องดังกล่าวไม่ได้เป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯในการกำหนดวันเลือกตั้ง เพราะต้องผ่านการเห็นชอบจากหลายฝ่ายและหลายองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงไม่แน่ใจว่าการเลือกตั้งในวันดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้จริงหรือไม่

นอกจากนี้ นพ.เหวง ยังกล่าวปฏิเสธกรณีรัฐบาลระบุ การชุมนุมของกลุ่มนปช.มีการสะสมอาวุธสงคราม เพราะหากเป็นความจริง สื่อมวลชนที่มาปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จนถึงปัจจุบันต้องตีแผ่นำเสนอไปแล้ว และในช่วงบ่ายของวันนี้ แกนนำ นปช.จะมีการหารืออีกครั้งว่า จะร่วมกระบวนการปรองดองของนายกฯหรือไม่ แต่ยืนยันว่า กลุ่มนปช.พร้อมเข้าสู่กระบวนการปรองดองและไม่มีการเปลี่ยนแปลงจุดยืนเดิม โดยเบื้องต้น นายกฯต้องแสดงความชัดเจนให้มากกว่านี้.

การ์ตูน เซีย 07/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

เสวนา : วิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับ ศอฉ.- เปิดตัวหนังสือยุค ‘ล่าแม่มด’

ที่มา ประชาไท


เปิดตัวหนังสือ “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” รายงานสถิติคดีหมิ่นฯ ปี 49-51 อภิปราย "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับ ศอฉ." โดยสาวตรี สุขสรี, ปิยบุตร แสงกนกกุล, อนุธีร์ เดชเทวพร, ประวิตร โรจนพฤกษ์

6 พ.ค.53 ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ มีการเปิดตัวหนังสือ “หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และรายงานสถานการณ์ข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในปัจจุบัน โดย จันทจิรา เอี่ยมมยุรา คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.), ศรีประภา เพ็ชรมีศรี ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล จากนั้นมีการอภิปรายทางวิชาการเรื่อง "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับ ศอฉ." โดย สาวตรี สุขศรี คณะนิติศาสตร์ มธ., ประวิตร โรจนพฤกษ์ จากหนังสือพิมพ์เดอะ เนชั่น, ปิยบุตร แสงกนกกุล คณะนิติศาสตร์ มธ. และอนุธีร์ เดชเทวพร เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย(สนนท. ) ดำเนินรายการโดย พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

งานนี้จัดโดยโครงการประกาศนียบัตรกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, ศูนย์สิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล, ภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็น 4 องค์กรที่จัดพิมพ์หนังสือเล่มนี้ โดยรวมรวมเนื้อหามาจากการอภิปรายทางวิชาการเมื่อปีที่แล้ว (21-22 มีนาคม) เรื่อง ‘หลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ’

ในช่วงของการเปิดตัวหนังสือนั้น จันทจิรากล่าวถึงเนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ว่า แม้จะเป็นการสรุปงานเสวนาวิชาการเมื่อปีแล้ว แต่กับสถานการณ์ตอนนี้ เนื้อหาของหนังสือเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน แสดงว่าประเทศไทยคงไม่ได้ก้าวไปไหน ทั้งสภาพการณ์ยังเลวร้ายลง โดยรัฐบาลไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงวิธีคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย เมื่ออ่านหนังสือนี้เล่มนี้จบเราน่าจะสรุปแนวคิดสำคัญได้สักสองประการ ซึ่งน่าจะเป็นแนวทางให้รัฐบาลหรือหน่วยงานที่มีหน้าที่แก้ไขปัญหาคดีหมิ่นฯ ได้ หนึ่ง คือกฎหมายนี้ต้องใช้และตีความให้สอดคล้องกับการเมืองการปกครองของยุคสมัย ไม่เช่นนั้นความผิดฐานนี้จะเป็นปฏิปักษ์กับแนวคิดการปกครองในยุคสมัยนั้น ซึ่งจะก่อผลร้ายกับประชาชนที่ต้องถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพในการแสดงความเห็น และอีกด้านหนึ่งจะเป็นผลร้ายในระยะยาวของสถาบันอันเป็นที่เคารพของประชาชน สอง คือความเป็นประชาธิปไตยของสังคมมีความสัมพันธ์กับความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ส่วนแนวทางในการแก้ปัญหาคดีหมิ่น ต้องเรียกร้องว่าผู้บังคับใช้กฎหมายต้องอย่าใช้ข้อกล่าวหานี้พร่ำเพรื่อและขัดแย้งกับการเมืองการปกครองประชาธิปไตย รัฐบาลต้องไม่คุกคามเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนโดยการใช้ข้อหานี้อย่างเลื่อนลอย

ศรีประภา กล่าวตอนหนึ่งถึงสถิติของคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่เดวิด สเตร็กฟรัส จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น รวบรวมมาจากรายงานสถิติคดีศาลทั่วราชอาณาจักร โดยสำนักงานศาลยุติธรรม ในช่วง 3 ปี (2549-2551) มีข้อน่าสังเกตคือ ศาลฎีการับเรื่องส่งฟ้อง 6 คดีแต่ยังไม่มีการตัดสินใดๆ ทั้งสิ้น, ในขณะเดียวกันศาลอุทธรณ์ มีคดีส่งถึง 72 คดี มี 32 คดีที่อยู่ระหว่างพิจารณา อีก 40 คดีตัดสินแล้ว กว่าครึ่งหนึ่งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ, ศาลชั้นต้น มีคดีส่งถึงทั้ง 9 ภาคทั่วประเทศอาจไม่ต่างกันมากนัก แต่ในภาคอีสานล่างนั้นสูงอย่างผิดปกติถึง 75 คดีในปี 2550, ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพที่ผู้ต้องหาเป็นเยาวชนมีสูงอย่างน่าแปลกใจและไม่น่าเป็นไปได้ คือ 68 คดีในปี 2550 มีกรณีที่ตัดสินเพียง 2 คดีในปี 2549 และปี 2551 ไม่มีคดี

ข้อสังเกตประการต่อมา สถิติตั้งแต่ปี 49-51 จะพบว่ามีคดีในศาลไทยที่เป็นคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพถึง 508 คดี ไม่ว่าจะเป็นคดีที่อยู่ในศาลหรือคดีที่ตัดสินแล้ว โดยเฉลี่ยศาลรับคดีหมิ่นประมาณ 170 คดี ตัวเลขนี้เหมือนเป็นไปไม่ได้ หากเรามองว่ามีทั้งองค์กรสิทธิมนุษยชนหรือสื่อมวลชนที่ติดตามตรวจสอบ แต่ในความเป็นจริงเรากลับรู้ข้อมูลน้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากสถิติเหล่านี้มีความผิดพลาดรัฐควรต้องทำความกระจ่างในข้อเท็จจริงและหากมันถูกต้อง ก็ต้องอธิบายว่ามันหมายความว่าอย่างไร

ในช่วงการอภิปรายวิชาการเรื่อง "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้า ฉบับ ศอฉ." พิชญ์ ผู้ดำเนินรายการได้ฉายแผนผังเครือข่าย ศอฉ. ขึ้นเป็นฉากหลังเวที และอ่านคำแถลงของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ระบุว่าจะต้องยุติการนำสถาบันลงมาในความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อแสดงให้เห็นว่าแม้แถลงเช่นนั้นแต่แผนผังก็ถูกเอ่ยถึงไปพร้อมกัน

อนุธีร์ เลขา สนนท. เล่าถึงเหตุการณ์ที่ถูก ศอฉ.เรียกไปรายงานตัวว่า กลุ่มนักศึกษาถูกเรียกไปรายงานตัวพร้อมกับเจ้าของเต๊นที่ให้เช่า เจ้าของรถเช่า เจ้าของวินมอเตอร์ไซค์ที่เกี่ยวพันกับการชุมนุม โดยเป็นเพียงการเรียกไปสอบถามข้อมูล และขอความร่วมมือไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมหรือชักชวนนักศึกษาร่วมชุมนุม ใช้ตำรวจถามข้อมูลทั่วๆ ไปว่าองค์กรมีแนวคิดอย่างไร รู้หรือไม่ว่ามีขบวนการล้มเจ้าอยู่ข้างในกลุ่มคนเสื้อแดง นอกจากนี้ยังตำหนิการข่าวของศอฉ.เนื่องจากมีการระบุว่าเพื่อนของเขาคนหนึ่งเป็น “เครือข่ายแดงสยาม (ล้มเจ้า)” ทั้งที่ไม่เคยมีความเกี่ยวพันและมีปัญหากับที่บ้านจนไม่ได้ทำกิจกรรมตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งไม่แน่ใจว่าจงใจจะผิดพลาดหรือไม่ หากจงใจก็คงเพราะต้องการประทับตราบางอย่างให้กับกับศัตรูที่ไม่ต้องการ อย่างไรก็ดี ศอฉ.เหมือนมีธงอยู่ในหัวแล้วว่า เสื้อแดงเป็นขบวนการล้มเจ้า เกี่ยวข้องกับการก่อการร้าย แล้วใช้ธงนี้นำกระบวนการทั้งหมด ทั้งการซักถาม กระบวนการจิตวิทยา นี่ไม่ใช่ความจงรักภักดีโดยบริสุทธิ์ใจ แต่เป็นผลมาจากการที่คนเสื้อแดงตั้งตัวเป็นฝ่ายตรงข้ามกับรัฐ โดยจะสังเกตว่าระยะแรกของการชุมนุมของคนเสื้อแดงไม่มีเรื่องนี้ อาจมีในเอเอสทีวีหรือสื่ออื่นๆ แต่ไม่มีประเด็นนี้จากรัฐ แต่เมื่อสถานการณ์ตึงเครียดขึ้น วาทกรรมล้มเจ้ากลายเป็นข้ออ้างในการจำกัดศัตรูของรัฐ เป็นท่าไม้ตายที่รัฐงัดออกมาใช้ยามที่เพลี่ยงพล้ำอย่างถึงที่สุด เช่นเดียวกับสมัย 6 ต.ค.19 ที่รัฐรู้สึกไม่มั่นคงจากการที่สถาบันกษัตริย์ในประเทศเพื่อนบ้านอย่างลาวและกัมพูชาล่มสลาย จึงใช้ข้อหาล้มเจ้าเพื่อจัดการกับกลุ่มที่ต่อต้านรัฐ อย่างไรก็ตาม ครั้งนี้อาจนำไปสู่สิ่งที่แตกต่างจาก 6 ต.ค. 19 เพราะสิ่งต่างๆ เปลี่ยนไปมาก รัฐไม่ได้เป็นฝ่ายได้เปรียบอีกต่อไป และกระแสนี้ก็ดูเหมือนปลุกไม่ขึ้น

ปิยบุตร นิติศาสตร์ มธ. ให้ความเห็นถึงแผนผังเครือข่ายล้มเจ้าของศอฉ.ว่าเป็นเรื่องไร้สาระ และอ้างถึงคำอภิปรายของ ธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ (ปัจจุบัน) ที่เคยกล่าวในงานสัมมนาปีที่แล้ว (ในหนังสือหน้า 60) โดยปิยบุตรยืนยันว่า แผนผังของ ศอฉ.ก็เข้าข่ายในการฉกฉวยประโยชน์ของมาตรา112นี้ ไปบิดเบือนใช้ให้เกิดประโยชน์ทางการเมืองเฉพาะกลุ่มเพื่อเล่นงานคนอื่นดังที่ธาริตเคยตั้งข้อรังเกียจและต้องการเพิ่มบทลงโทษคนเหล่านี้เช่นกัน

จากนั้นปิยบุตรแบ่งการอภิปรายเป็น 3 ข้อ คือ 1.อันตรายของอุลตร้ารอยัลลิสต์ (กลุ่มคลั่งเจ้า)2. ความผิดฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพของไทยไม่เหมือนที่ใดในโลก 3. การพูดถึงสถาบันกษัตริ์เป็นไปได้ในประเทศเสรีประชาธิปไตย โดยในส่วนที่หนึ่งนั้นเขาเล่าถึงอุดมการณ์อุลตร้ารอยัลลิสต์ในฝรั่งเศสซึ่งมีรากเหง้ามาจากพวกต่อต้านการปฏิวัติ 1789 โดยเชื่อว่าพระเจ้าเท่านั้นจะเป็นผู้เลือกเผ่าพันธุ์กษัตริย์ พระเจ้าเป็นผู้ถือำนาจอธิปไตยแต่ผู้เดียว ขบวนการนี้มีบทบาทในการเมืองฝรั่งเศสตลอดหลังปี 1789 มีการบังคับใช้กฎหมายหลายอย่างที่เข้มงวด ไร้เหตุผล ทำให้การเมืองหลังฝรั่งเศสวุ่นวายมาก จนกระทั่งต้นสาธารณรัฐที่สามก็ขบวนการนี้ได้ปลาศนาการไปจากการเมือง แต่ก็ยังมีปัญญาชนบางกลุ่มที่อยากจะให้ขบวนการนี้กลับมา

ส่วนที่สองปิยบุตร ระบุว่าหากลองเสิร์ชคำว่า Les majeste จะพบแต่กรณีของเมืองไทยทั้งนั้นซึ่งสะท้อนว่าสื่อต่างประเทศโฟกัสเรื่องนี้ในประเทศไทยมาก สำหรับข้ออ้างของกลุ่มรอยัลลิสต์เมืองไทยที่ต้องการให้ดำรงกฎหมายนี้อาจแบ่งออกเป็น กลุ่มที่หนุนให้มีการเพิ่มโทษ, กลุ่มปฏิรูปซึ่งยืนยันให้คงกฎหมายไว้แต่แก้ไขเรื่องการฟ้องคดี โดยอ้างว่าคนธรรมดายังต้องมีกฎหมายหมิ่นประมาทคุ้มครอง หรือประเทศไทยมีลักษณะพิเศษไม่เหมือนที่ใด ข้อสังเกตคือ ในประเทศประชาธิปไตยที่ยินยอมให้กษัตริย์เป็นประมุขของรัฐ หลายประเทศกำหนดโทษกรณีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพจริงแต่แทบไม่นำมาใช้ หรือหากมีการนำมาใช้ก็เป็นโทษที่เบามาก ส่วนใหญ่เป็นโทษปรับ พร้อมยกตัวอย่างประเทศต่างๆ เช่น ประเทศเดนมาร์กกำหนดโทษสูงสุดคือจำคุก 4 เดือน เนเธอแลนด์เพียงโทษปรับ ส่วนประเทศคู่แข่งไทย คือ โมรอคโค ก็ยังมีโทษที่เบากว่าไทยมาก หากหมิ่นฯในที่ส่วนบุคคลโทษจำคุกสูงสุด 1 ปี หากหมิ่นฯ ในที่สาธารณะโทษ 3-5 ปี (กรณีของไทยโทษจำคุก 3-15 ปี) กระนั้นก็ตาม สื่อของโมรอคโคไม่เคยมีการเซ็นเซอร์ตัวเองในเรื่องนี้และมักพร้อมใจกันแจ้งข่าว หรือรณรงค์กดดันรัฐหากมีกรณีเกิดขึ้น

ปิยบุตรกล่าวว่า ข้ออ้างเรื่องความเฉพาะ ไม่สามารถทำให้มากำหนดโทษมั่วๆ เพื่อทำลายล้างกันทางการเมืองได้ และเสรีภาพที่เป็นแก่นของประชาธิปไตยนั้นมีความสำคัญมากกว่า นอกจากนี้โทษของไทยในคดีนี้ยังสูงกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิ์เสียอีก ทั้งยังไม่ได้สัดส่วนต่อการกระทำความผิด แม้ส่วนใหญ่ได้รับอภัยโทษ แต่ก็มักจะเกิดขึ้นรวดเร็วเฉพาะชาวต่างชาติ หรือกรณีคนดังอย่าง สุลักษณ์ ศิวลักษณ์

ส่วนที่สามปิยบุตรได้หยิบยกคำอภิปรายในสภาหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ซึ่ง ส.ส. หลายคนสามารถอภิปรายถึงรัชกาลที่ 7 อย่างเปิดเผย ตรงไปตรงมาได้โดยไม่ถือเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จะเข้าใจสภาพการณ์อันลักลั่นนี้ได้ อาจต้องไล่ตอบคำถามเชิงหลักการทีละอย่างว่า เช่น ประเทศไทยปกครองในระบอบอะไร ถ้าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ก็จบ แต่ถ้าตอบว่าประชาธิปไตย ระบบกลไก การตีความกฎหมายต้องเดินตามแนวประชาธิปไตย และต้องถามต่อว่าประชาธิปไตยคือคำนาม แล้วคำว่าอันมีพระมหาษัตริย์เป็นประมุขเป็นคำขยาย หรือมันกลับกัน ดังนั้น จึงต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ทั้งหมดโดยเริ่มจากความเข้าใจว่าประชาธิปไตยโดยธรรมชาติแล้วไปกันไม่ได้กับmonarchy แต่หลายประเทศพยายามรักษาไว้ด้วยเหตุผลทางวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อประชาธิปไตยยอมให้มี monarchy ได้ monarchy ก็ต้องปรับให้เข้ากับประชาธิปไตย มีนักปรัชญาบางคนที่พยายามทำให้เรื่องกษัตริย์เป็นเรื่องของสถาบันไม่ใช่ตัวบุคคล เพื่อทำให้มันไปด้วยกันได้กับระบอบประชาธิปไตย

เขายังมีข้อเสนอแนะต่อกลุ่มรอยัลลิสต์ในเมืองไทยด้วย โดยระบุว่า กลุ่มนี้แบ่งเป็น3กลุ่มหลักคือ 1.รอยัลลิสต์ที่ค่อนไปทางเสรีนิยม ผลิตคำอธิบายเกี่ยวกับกษัตริย์นักประชาธิปไตย 2.รอยัลลิสต์ซาบซึ้ง ซึ่งเป็นคนชั้นกลางในเมือง มีการศึกษาตามระบบ ไม่ได้สนใจการเมืองประวัติศาสตร์ลึกซึ้ง อยู่กับ propaganda โดยตลอด อ่อนไหวกับเรื่องกษัตริย์มากพร้อมจะเกรี้ยวกราดรุนแรงได้ทันทีหากใครโหมกระพือเรื่องล้มเจ้า แยกไม่ออกระหว่างรัฐกับกษัตริย์ 3. อุลตร้ารอยัลลิสต์คล้ายกับในฝรั่งเศส ไปไกลกว่าเจ้า สร้างภาพหลอน ภาพลวงขบวนการล้มเจ้า ตัวเองจะได้ออกมาตรการโหดร้ายไปทำร้ายศัตรูทางการเมือง ขณะเดียวกันก็มีผลไปปลุกปั่นให้กลุ่มสองกระทำความรุนแรงแทนตน ดังนั้น กลุ่มที่หนึ่งจะต้องช่วยออกมาห้ามปราม จากนั้นเขาปิดท้ายด้วยวลีของอันโตนีโอ กรัมชี่ ในหนังสือ prison notebooks แปลโดย เบน แอนเดอร์สัน “เมื่อสิ่งใหม่ดิ้นรนจะบังเกิด และสิ่งเก่าปฏิเสธที่จะตาย อสูรกายก็จะปรากฏขึ้น”

สาวตรี นิติศาสตร์ มธ. กล่าวว่า เวลาพูดถึงมาตรา 112 หรือคดีหมิ่นฯ จะพูดแยกกันกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ไม่ได้ เพราะคดีในระยะหลังล้วนใช้ข้อหาตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ทั้งสิ้น ขณะที่มาตรา 112 มีปัญหาทั้งในแง่การตีความและการบังคับใช้ที่ปัจจุบันก็ยังถกเถียงกันไม่เป็นที่ยุติว่าจะแก้ไขอย่างไร ก็มี พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ซึ่งมีปัญหามากเช่นกัน เช่น มาตรา 14 (3) อ้างอิงถึงการกระทำความผิดเกี่ยวกับความมั่นคงและการก่อการร้าย ตั้งแต่มาตรา 107-135 ของกฎหมายอาญาซึ่งมีลักษณะความผิดชัดเจน แต่กลับมีมาตรา 14 (2) ซึ่งระบุความผิดในการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตื่นตระหนกแก่ประชาชน ซึ่งเป็นเรื่องที่นิยามไม่ได้ว่าคืออะไร นอกจากนี้ยังมีมาตรา 20 ยังให้อำนาจเจ้าพนักงานในการปิดกั้นเว็บไซต์หรือลบข้อความ ซึ่งขัดกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ส่วนมาตรา 15 ระบุว่าหากผู้ให้บริการจงใจให้มีการนำเข้าเนื้อหาที่อาจเป็นความผิดต้องระวางโทษเช่นเดียวกันด้วย ถือเป็นการบัญญัติกฎหมายที่รับรองการเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อ เกิดการเซ็นเซอร์ไปก่อนที่จะมีกรณีเกิดขึ้น เนื่องจากไม่รู้ว่าอะไรบ้างที่ผิด

สำหรับแผนผังขบวนการล้มเจ้าของ ศอฉ.นั้นแม้ระบุว่าเป็นเพียงการวิเคราะห์ ไม่ได้กล่าวหา แต่ถามว่าการบอกว่ามีขบวนการล้มเจ้าซึ่งมีคนเสื้อแดงเข้าร่วมเหยียบแสน ทำให้ประชาชนตื่นตระหนกตามมาตรา 14 (2) หรือไม่ การที่ ศอฉ. พูดเรื่องขบวนการล้มเจ้าอาจไม่ได้หวังผลเป็นรูปธรรม ไม่ได้คิดจะดำเนินคดีกับคนเหล่านั้นจริงๆ แต่กำลังหวังปลุกกระแสทางสังคมให้เกิดการลงโทษโดยประชาชนด้วยกันเอง โดยขณะนี้มีสิ่งที่เกิดขึ้นมาสอดรับกันคือ กลุ่ม Social Sanction หรือยุทธการลงฑัณฑ์ทางสังคมในเฟซบุ๊ค เป็นการล่าแม่มดออนไลน์ซึ่งสมาชิกในกลุ่มจะคอยตามหาเอาหน้าเฟซบุ๊คของคนที่วิจารณ์อาจจะโดยสุจริตหรือไม่ก็แล้วแต่ แล้วข้อมูลส่วนตัวของบุคคลนั้นมาแปะ พากันรุมด่า หรือที่เรียกว่า “เสียบประจาน” ทำให้มีคนถูกโทรขู่ฆ่า การกระทำเช่นนี้ขัดต่อกฎหมายเพราะเป็นการนำข้อมูลส่วนบุคคลมาเปิดในที่ที่ผู้นั้นไม่คิดจะเปิด และถือเป็นการละเมิดทางอาญา

ที่สุดแล้วการมีกฎหมายเช่นนี้อาจจะไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับที่ประเทศที่ปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข เพราะในต่างประเทศก็มีบางเรื่องที่พูดไม่ได้ เนื่องจากปมทางประวัติศาสตร์ เช่น ประเทศในยุโรปห้ามดูถูกเชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนาอื่น ในเยอรมนีห้ามสนับสนุนชาตินิยมนาซี แต่ในประเทศไทยมีปัญหาคือ กฎหมายอย่างมาตรา 112 หรือมาตรา 14(2) ของพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์มีลักษณะการบัญญัติ และการใช้บังคับที่ขาดความชัดเจนและมีแนวโน้มที่จะไม่ชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมาตรา 14 ที่อาจถูกนำมาใช้เล่นงานกับข้อมูลอะไรก็ตามที่รัฐมองว่าขัดกับความมั่นคง มีการบังคับใช้การตีความอย่างกว้างขวาง มีปัญหาเรื่องอัตวิสัยของผู้ตัดสิน การที่ผู้มีอำนาจในการฟ้องร้องเป็นใครก็ได้ซึ่งอาจกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง โทษที่สูงเกินไป และมาตรการอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เช่น ลักษณะการพิจารณาคดีในลักษณะปิดลับ ทำให้สื่อไม่กล้านำเสนอ ซึ่งมีแนวโน้มที่อาจก่อให้เกิดการละเมิดหลักประกันสิทธิของผู้ต้องหา เพราะคนเข้าไปตรวจสอบไม่ได้

ทั้งหมดนี้ อาจจะไม่แปลกที่คนจำนวนมากไม่พอใจเจ็บแค้นกับผู้ที่วิพากษ์สถาบันกษัตริย์ แต่จะแปลกอย่างมากหากรัฐหรือประชาชนเห็นดีเห็นงามกับระบบศาลเตี้ย คนที่วิจารณ์สถาบันฯ โดยสุจริต อาจจะยอมรับการใช้ 112 แต่คงไม่ยอมรับการใช้อำนาจที่เกินกว่ากรอบทางกฎหมาย หากมีการยอมรับสิ่งเหล่านี้จะหนีไม่พ้นยุคมืดที่ไม่ต้องพูดด้วยกฎหมาย แต่ใช้อารมณ์ความรู้สึก อย่างไรก็ตาม ขอตั้งข้อสังเกตว่ารัฐมีการทำงานสอดประสานกันกับกลุ่มแบบนี้ เพราะเมื่อมีการเสียบประจานก็มีการจับกุมตามมา จึงเสนอว่ารัฐจะต้องหยุดสร้างผีขบวนการล้มเจ้า หยุดสร้างบรรยากาศแห่งความกลัวและความเกลียดชังที่อาจนำไปสู่ความรุนแรงที่คาดไม่ถึงได้ รวมถึงต้องทบทวนปัญหาของกฎหมายทั้งสองมาตราที่ได้กล่าวไปแล้วด้วย

“ถ้าประเทศไทยยังยอมรับว่าเราใช้ระบบนิติรัฐก็ไม่ควรยอมรับหรือเห็นดีเห็นงามกับการลงโทษที่เหนือกว่ากระบวนการทางกฎหมาย เพราะจะทำให้เข้าสู่ยุคมิคสัญญี” สาวตรีกล่าว

ประวิตร จากเดอะ เนชั่น กล่าวถึงความพยายามของ ศอฉ.ที่จะพูดถึงขบวนการล้มเจ้าแบบเหมารวม โดยในแผนผังนั้นคนและองค์กรมีความหลากหลายพอสมควร แม้ดูผิวเผินอาจเกี่ยวข้องกับเสื้อแดงก็ตาม แต่มีการนับรวมคนจำนวนหนึ่งที่ไม่เลื่อมใสหรือหมดศรัทธากับสถาบันว่าเป็นคนล้มเจ้าด้วย ซึ่งเรื่องนี้สื่อก็เป็นต้นเหตุของปัญหาประการหนึ่งเนื่องจากมักนำเสนอมิติเดียวเกี่ยวกับการเทิดทูนสถาบัน สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นในสภาพที่ผู้คนวิตกจริตและเป็นยุคปลายรัชกาล ซึ่งเรื่องนี้สื่อก็ไม่เคยพูดถึงอีกเช่นกัน จนมีคนหรือกลุ่มต่างๆ ฉกฉวยโอกาสในสภาพนี้ทำให้สถานการณ์อ่อนไหวและเสี่ยงต่อคนกลุ่มหนึ่ง โดยเฉพาะที่ถูกกล่าวหาในผังของศอฉ.อย่างปฏิเสธไม่ได้

สำหรับบทบาทของกฎหมายหมิ่นนั้น แยกไม่ออกกับการทำหน้าของสื่อ โดยวัฒนธรรมในองค์กรสื่อเองทำให้คนทำสื่อไม่สามารถพูดเชิงเท่าทันเกี่ยวกับสถาบัน ทั้งยังไม่เปิดโอกาสให้มีการวิพากษ์สถาบันในที่สาธารณะได้ ารเซ็นเซอร์ตัวเองของสื่อกระแสหลักเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้สถานการณ์บานปลายมาจนทุกวันนี้ นอกจากนี้สื่อกระแสหลักยังไม่ตั้งคำถามอย่างเพียงพอกับคนเล่นบทเจ้านิยมสุดขั้ว เช่น นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งไม่เคยมีประวัติในเรื่องนี้มาก่อนเลย เมื่อมีเหตุการณ์ก็เล่นไปตามกระแสโดยไม่ตั้งคำถาม การที่สื่อกระแสหลักประจบสอพลอสถาบันอย่างไม่รู้จักพอเพียงจึงเป็นปัญหา แม้มองจากมุมรอยัลลิสต์จริงๆ ก็ย่อมวิเคราะห์ได้ว่าผลจากการกระทำเช่นนี้น่าจะก่อผลเสียมากกว่าผลดี อย่างไรก็ตาม การที่สื่อเสนอภาพความสัมพันธ์ของคนไทยกับสถาบันแบบมิติเดียวโดยตัวมันเองก็ลักลั่นอย่างยิ่งกับข้อกล่าวหาของ ศอฉ. ที่อ้างว่ามีขบวนการล้มเจ้า หรือจำนวนคดีหมิ่นที่เพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน

ประวิตรยังวิจารณ์ บทบก.เนชั่นก็ระบุต่างชาติไม่เข้าในเรื่องสถาบันซึ่งเขาคิดว่าเป็นข้ออ้างที่ค่อนข้างตลก และบางทีอาจเป็นตรงกันข้าม เนื่องจากการพูดและเขียนเรื่องบทบาทสถาบันในสังคมไทยสามารถทำในสื่อต่างประเทศได้อย่างเปิดเผย ในขณะที่เมืองไทยมีปัญหาเซ็นเซอร์ตัวเองและถูกเซ็นเซอร์มาโดยตลอด

เอ็นจีโอแถลงประณามรัฐ สอดไส้กฎหมายห้ามชุมนุม

ที่มา ประชาไท


คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ภาคอีสาน เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ(ศสส.) อีสาน กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา โครงการทามมูน และกลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์ ระบุตีสองหน้า ทางหนึ่งบอกปฏิรูปสังคม อีกทางออกกฎหมายห้ามชุมนุม กระทบสิทธิเสรีภาพในการชุมนุม อันเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐธรรมนูญรองรับ โดยในแถลงการณ์มีรายละเอียด ดังนี้

0 0 0

แถลงการณ์ประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์
หยุดปฏิรูปประเทศไทยด้วยการสอดไส้ผลักดันร่างกฎหมายห้ามการชุมนุม

ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ประกาศวาระทำการปฏิรูปสังคมและการเมืองของประเทศชาติเพื่อกอบกู้ประเทศจากวิกฤติความขัดแย้งทางด้านการเมืองและความไม่เท่าเทียมกันในสังคม แต่อีกด้านหนึ่งกลับให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ นำเสนอร่างกฎหมายห้ามการชุมนุมเพื่อขอความเห็นชอบต่อคณะรัฐมนตรี จึงเสมือนเป็นการตีสองหน้า และเล่นละครตบตาประชาชนทั้งประเทศ เรียกคะแนนนิยมด้วยการแสดงท่าทีที่จริงใจว่า จะร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในสังคมทำการปฏิรูปสังคมและการเมืองร่วมกัน

จากการที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้ความเห็นชอบผ่าน ‘ร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. ....’ เมื่อวันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา โดยสาระสำคัญกำหนดให้การชุมนุมสาธารณะต้องเป็นไปโดยสงบและปราศจากอาวุธ และต้องไม่กีดขวางทางเข้า-ออกสถานที่ที่ประทับของพระมหากษัตริย์ พระราชินีและพระรัชทายาท และสถานที่พำนักของผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ รัฐสภา ทำเนียบรัฐบาล ศาล และหน่วยงานของรัฐ ท่าอากาศยาน ท่าเรือ สถานีรถไฟหรือสถานีขนส่งสาธารณะ โรงพยาบาล สถานศึกษา และศาสนสถาน ตลอดจนสถานทูตหรือสถานกงสุลของรัฐต่างประเทศ ทางเครือข่ายองค์กรภาคประชาชนจึงมีข้อเสนอดังนี้

๑.รัฐบาลต้องยุติการออกพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ. .... เนื่องจากร่าง พรบ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.... ดังกล่าวขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา ๖๓ และเป็นการละเมิดสิทธิประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายการพัฒนาของรัฐ

๒.ร่างพระราชบัญญัติฯดังกล่าวเป็นการห้ามการชุมนุมเพื่อหวังปิดกั้นเสรีภาพการชุมนุมฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ที่ทำลายเสถียรภาพความมั่นคงทางการเมืองของรัฐบาลซึ่งรัฐบาลมีกฎหมายหลายฉบับที่สามารถใช้ควบคุมการชุมนุมอยู่แล้ว การออกกฎหมายคุมการชุมนุมเช่นนี้กลับเป็นการปิดกั้นสิทฺธิ เสรีภาพและจะไม่สามารถสร้างความเป็นธรรมทางสังคมได้ รัฐบาลต้องสร้างการมีส่วนร่วมและเปิดการรับฟังความคิดเห็น กับประชาชนในวงกว้างให้เข้าไปมีส่วนร่วมต่อการร่าง พรบ.การชุมนุมสาธารณะพ.ศ...... ดังกล่าว

๓.เครือข่ายฯ จึงขอเรียกร้องภาคประชาสังคม นักวิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรประชาชน องค์กรอิสระ สื่อมวลชน และกลุ่มเสื้อสีใดก็ตามประณามรัฐบาลอภิสิทธิ์ ที่พยายามผลักดันร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะ พ.ศ....

เครือข่ายองค์กรภาคประชาชน มีความเห็นว่ารัฐบาลต้องสร้างความจริงใจในการสร้างความปรองดองและลดช่องว่างทางอำนาจของภาครัฐลงเพื่อเป็นการสร้างโอกาสของกลุ่มผู้ที่เข้าไม่ถึงการใช้ทรัพยากรให้มีสิทธิ มีเสียงบนพื้นฐานของระบอบประชาธิปไตยและยึดมั่นการมีส่วนร่วมในทุกระดับ

ด้วยจิตคารวะ
๖ พฤษภาคม ๒๕๕๓

๑.คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)ภาคอีสาน
๒.เครือข่ายประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ ประเทศไทย
๓.ศูนย์ข้อมูลสิทธิมนุษยชนและสันติภาพ(ศสส.) อีสาน
๔.กลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา
๕.โครงการทามมูน
๖.กลุ่มอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอุดรธานี

วิพากษ์ผัง"ล้มเจ้า"ฉบับศอฉ.

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ / ปิยบุตร แสงกนกกุล

วันที่ 6 พ.ค. ในการสัมมนาทางวิชาการเนื่องในโอกาส เปิดตัวหนังสือหลากมิติกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ "จากกฎหมายหมิ่น ถึงขบวนการล้มเจ้า" ที่ห้องจี๊ด เศรษฐบุตร คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

โดยโครงการประกาศนียบัตรบัณฑิตทางกฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มธ. ร่วมกับคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล และภาควิชาปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

จัดอภิปรายหัวข้อ "บทวิพากษ์ขบวนการล้มเจ้าฉบับศอฉ." โดยนักวิชาการวิเคราะห์ถึงข้อกล่าวหาของศอฉ. เกี่ยวกับขบวนการล้มเจ้า โดยสรุปไว้ดังนี้



พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

อาจารย์รัฐศาสตร์ จุฬาฯ

ขบวนการล้มเจ้าสัมพันธ์กับการใช้กฎหมาย ตรรกะของคนที่ใช้กฎหมายจะบอกว่ากฎหมายมีเยอะดี อยู่ที่รัฐจะใช้ป้องกัน ถ้ารัฐดีก็ใช้ได้ แต่มีประเด็นแทรกว่าการตั้งข้อหาล้มเจ้าเพื่อยกระดับการใช้กฎหมาย จากนี้เราอาจจะเห็นการเลือกตั้งภายใต้การชุมนุมหรือใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

สังคมไทยเป็นสังคมที่เรารู้ความจริงแล้วอาจจะจัดการอะไรไม่ได้ ประเทศที่พัฒนาแล้ว เศรษฐกิจเดินหน้า มีประชาธิปไตย ทำไมกระแสเรื่องแบบนี้แรง ในเชิงโครงสร้างเรากำลังเกิดอะไรขึ้น เช่น หากมองสังคมขาดแคลนจุดร่วมที่คุยกันรู้เรื่อง ขาดจิตวิญญาณร่วม เป็นเพราะความเป็นรัฐจินตนาการรูปแบบไม่ได้ หรือคิดทางเลือกอื่นไม่ได้แล้ว



ปิยบุตร แสงกนกกุล

อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

แผนผังล้มเจ้าของศอฉ.เป็นเรื่องไร้สาระ เมื่อปี 2552 นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ซึ่งขณะเป็นเลขา ธิการป.ป.ท. เคยเสนอให้เพิ่มโทษหมิ่นสถาบัน

แต่วันนี้ผังล้มเจ้าของศอฉ.กำลังฉกฉวยมาตรา 112 ที่นายธาริต เคยเสนอนำมาเล่นงานฝ่ายตรงข้าม ใช้ประโยชน์ทิ่มแทงคนอื่นหรือไม่ ฝากบอกรัฐบาลและศอฉ.ให้พิจารณาด้วย ขณะที่นายธาริต ซึ่งตอนนี้มีชื่อเสียงโด่งดังก็ไม่ได้คัดค้าน

ในยุโรปประเทศที่เจริญแล้วได้เลิกกฎหมายไปแล้ว หรือบางประเทศใช้แค่กฎหมายหมิ่นประมาทธรรมดา หรือมีแค่โทษปรับเท่านั้น ขณะที่ของไทยไม่เหมือนใครในโลก เพราะบอกว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยเป็นเรื่องเฉพาะ แต่นำมาใช้ทำลายล้างกัน ปัจจุบันมีโทษสูง 3-15 ปี มากกว่าสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์เสียอีก

สาวตรี สุขศรี/อนุธีร์ เดชเทวพร





สาวตรี สุขศรี

อาจารย์นิติศาสตร์ ธรรมศาสตร์

ขบวนการล้มเจ้าฉบับขายหัวเราะตามที่พูดกัน พยายามให้เชื่อมโยงขบวนการล้มเจ้า ว่าไม่สามารถแยกจากมาตรา 112 ได้เลย

ข้อหาล้มเจ้าของ ศอฉ.ตั้งต้นโดยสืบค้นคนที่ถูกโยงใย เคยมีพฤติกรรมในสื่อตามเว็บบอร์ดแล้วสืบย้อนพฤติกรรม

ขณะที่มีการพูดว่ามาตรา 112 คดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ แยกจากพ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ปี 2550 ไม่ได้เพราะมีการใช้ข้อหาในกฎหมายนี้ทั้งสิ้น

เช่น กรณีเจ้าของเว็บประชาไทที่โดน 10 ข้อหา โทษจำคุก 50 ปี เนื่องจากไม่ยอมลบข้อความที่รัฐคิดว่ามีความผิด ตามมาตรา 15 กฎหมายคอมพิวเตอร์

หรือการระบุว่าบทความเกี่ยวกับสถาบัน ทำให้หุ้นตก เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ มีคนถูกจับไป 4 ราย ทั้งที่หุ้นตกก่อนหน้าอีก

กฎหมายคอมพิวเตอร์กำลังเป็นตัวขยาย มาตรา 112 และมีความคลุมเครือไม่ยิ่งหย่อนกว่ามาตรา 112 ซึ่งมีปัญหาการตีความสารบัญญัติ เช่น การดูหมิ่นหมายถึงอะไร การตีความเป็นเรื่องอัตวิสัยของผู้ตัดสิน ไม่มีข้อยกเว้นโทษแม้วิจารณ์โดยสุจริต โทษสูงเกินไปหรือไม่ในยุคสมัยนี้ หรือใครฟ้องคดีก็ได้

ปัญหายังไม่ได้แก้ไขเป็นข้อยุติ การจะลดหรือเพิ่มโทษหรือยกเลิกไปเลยคงไม่ได้รับการตอบสนอง

มาตรา 14 (3) ของกฎหมายคอมพิวเตอร์ ยังขยายมาตรา 112 อ้างอิงการกระทำผิดเกี่ยวกับความมั่นคงโดยตรง แต่ไม่ระบุว่าความมั่นคงอะไร สร้างความตื่นตระหนกอะไรให้ประชาชน ทั้งยังมอบดุลพินิจให้เจ้าหน้าที่รัฐ มีแนวโน้มใช้อำนาจขัดกฎหมาย ตีความตามอำเภอใจ เพราะกฎหมายไม่ชัด ใครขึ้นมามีอำนาจก็อาจตีความอีกอย่างได้

นอกจากนั้น มาตรา 20 มีมาตรการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพการทำงานของสื่อ โดยเฉพาะสื่ออินเตอร์เน็ต ซึ่งรมว.ไอซีที มีบทบาทมากในคดีหมิ่นสถาบัน ร่วมมือปิดเว็บไปแล้วกว่า 17,000 เว็บ ประมาณ 11,000 เว็บเกี่ยวกับความมั่นคง

ช่วง 2 เดือน มีการอาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดเว็บแล้ว กว่า 100 เว็บ มีการปิดลับๆ ถึงวันละ 400 เว็บ โดยส่งหนังสือไปให้ผู้บริการเซิร์ฟเวอร์ปิดช่องทาง

คำสั่งไม่มีการให้เหตุผลเลยว่าปิดทำไม ให้เหตุผลแค่ความมั่นคง วันนี้อาจปิดไปแล้วถึง 3-4 หมื่นเว็บ โดยมีงบ 50-100 ล้านลงไปให้ไอซีที ตำรวจ ดีเอสไอ ติดตามไล่ปิดทุกอย่าง เป็นไปโดยชอบหรือไม่

ผังล้มเจ้าของศอฉ.บอกแค่เป็นการวิเคราะห์ ทั้งที่ข้อหาขบวนการล้มเจ้ารุนแรง เมื่อเทียบโทษมาตรา 112 แต่กลับบอกว่าไม่มีหลักฐาน บอกแต่ว่าเสื้อแดงเหยียบแสนเป็นขบวนการล้มเจ้า ทำให้คนตื่นตระหนก มีผลทางกฎหมาย

มองว่า ศอฉ.จะผิดมาตรา 14 (2) เพราะคลุมเครือ พฤติกรรมทำให้ประชาชนตื่นตระหนก ผิดกฎหมายแน่นอน ศอฉ.อาจไม่ได้หวังผลดำเนินคดีกับคนจริงๆ แต่หวังผลปลุกกระแสให้เกิดการลงโทษโดยคนในสังคม หวังเป็นเครื่องมือ โดยมีสิ่งที่สอดรับ คือการลงโทษทางสังคมทางอินเตอร์เน็ต

มียุทธการลงโทษ ใช้ชื่อ "ล่าแม่มดออนไลน์" เป็น กลุ่มทางเฟซบุ๊กที่ตามหาเฟซบุ๊กคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนที่ไม่ชอบ ไปเอาชื่อที่อยู่ ชื่อบิดามารดา มาแปะในเฟซบุ๊กเสียบประจาน รุมด่าหรือโทรศัพท์ขู่ฆ่า และเกิดในฟอร์เวิร์ดเมล์ด้วย ซึ่งทำกันเป็นกระบวนการ

สิ่งเหล่านี้เกิดหลังจากการปลุกกระแสขบวนการล้มเจ้า รัฐใช้วิธีอ้อมๆ จัดการคนที่ไม่นิยมเจ้า โดยอาศัยมือคนนิยมเจ้ามาเล่นงานกันเอง ศอฉ.ได้สร้างความรุนแรง ศอฉ.ไม่ได้สร้างแค่ความหวาดกลัว แต่กำลังสร้างความเกลียดชังขึ้นในสังคม อาศัยมือประชาชนด้วยกันมา สร้างความรุนแรง

อยากขอรัฐว่าให้หยุดสร้างผีขบวนการล้มเจ้า สร้างบรรยากาศเกลียดชังเกินกรอบกฎหมาย เพราะจะเกิดความรุนแรงที่คาดไม่ถึง

ขอให้รัฐทบทวนกฎหมายอาญา มาตรา 112 และกฎหมายคอมพิวเตอร์ ให้สอดคล้องวิธีคิดประชาธิปไตย

หากไทยยอมรับระบบนิติรัฐก็ไม่ควรเห็นดีเห็นงามกับการลงโทษที่เกินกรอบกฎหมาย เพราะสุดท้ายจะเข้าสู่ยุคมิคสัญญี



อนุธีร์ เดชเทวพร

เลขาธิการ สนนท.

ผมถูกเรียกไปสอบถามข้อมูลที่กรมทหารราบ 11 โดยขั้นตอนจะสอบถามข้อมูลทั่วไป ตำรวจถามว่าเราเป็นใคร สังกัดองค์กรใด มีแนวคิดอะไรที่ไปร่วมชุมนุม

ในการสอบถาม มีการถามชี้นำเรื่องล้มเจ้า เรื่องก่อการร้ายในการชุมนุม เขามองว่าเราป่วย เป็นเด็กไม่รู้เรื่องอะไร มีหน่วยจิตวิทยามาพูดเกลี้ยกล่อม ทั้งที่มีธงในหัวแล้วว่ากลุ่มเสื้อแดงมีขบวนการล้มเจ้า ก่อการร้าย

เพื่อนผม ที่บ้านไม่อนุญาตให้ทำกิจกรรม จึงไม่มีโอกาสทำกิจกรรม แต่ถูกเรียกไปในข้อหาเป็นแกนนำแดงสยาม ซึ่งข่าวกรองศอฉ.ค่อนข้างมั่ว เป็นไปได้ว่า ข่าวกรองมั่วจริงหรือจงใจมั่ว ให้มีตราบนหัว ให้ฝ่ายตรงข้ามมีความชอบธรรมในการจัดการศัตรู มีการข่มขู่ โดยเจ้าหน้าที่ดีเอสไอบอกว่าดีแล้วที่มาตามหมายเรียก มิฉะนั้นจะโดนหมายจับ ซึ่งเจ้าของเต็นท์ให้เช่า วินมอเตอร์ไซค์ก็โดนเรียกไปด้วย

การเล่นงานเสื้อแดงของศอฉ. เป็นการเล่นงานขบวน การล้มเจ้า ใครสนับสนุนเสื้อแดงเท่ากับสนับสนุนขบวนการล้มเจ้า ไม่ใช่วิธีคิดที่บริสุทธิ์ใจ แต่มีพื้นฐานมาจากเสื้อแดงอยู่ตรงข้ามกับรัฐ

ทั้งนี้ ในการชุมนุม เราไม่เคยเห็นเรื่องล้มเจ้าในเสื้อแดงเลย แต่พอสถานการณ์สุกงอม สถานการณ์ตึง เครียด รัฐเพลี่ยงพล้ำอย่างหนัก เรื่องล้มเจ้าก็ถูกนำมาประโคมข่าวในสื่อมาก บ่งบอกว่าเป็นไม้ตาย ที่รัฐนำมาใช้ตลอด ตั้งแต่เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เกิดเรื่องนี้ขึ้นในยามรัฐกำลังเพลี่ยงพล้ำ

ปัจจุบันสถานการณ์เปลี่ยน กระบวนการต่อสู้ขยายตัว คนรู้ข่าวสารเยอะมาก ข้อหาล้มเจ้า เชื่อว่าปลุกไม่ขึ้น ปลุกได้แต่ในเฟซบุ๊ก ชนชั้นกลาง เทียบกับ 6 ตุลาฯ ระดับการปลุกของข้อหานี้น้อยกว่า 6 ตุลาฯมาก

โรดแม็ปสันติวิธีหรือแค่ทางลง

ที่มา ไทยรัฐ



ความระแวงสงสัยต่อข้อเสนอโรดแม็ปแนวทางการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมืองของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่แม้แต่ คนในพรรคประชาธิปัตย์เองก็ยังไม่ค่อยเข้าใจ เพราะก่อนหน้านี้นายกฯอภิสิทธิ์เสียงแข็งมาตลอดว่า จะไม่ยอมถูกข่มขู่จากผู้ชุมนุมเด็ดขาด จะไม่ยอมยุบสภาเพราะการกดดันทำนองนี้

ในขณะเดียวกันสถานการณ์การชุมนุมของคนเสื้อแดงก็บานปลาย ประเมินกันว่าอย่างเก่งก็แค่เดือนเดียวรัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์คงต้องถอดใจยุบสภา แต่รัฐบาลชุดนี้มีแรงอึดยืดลมหายใจรัฐบาลมาได้เรื่อยๆ ทั้งๆที่งานนี้ต้องบอกว่ากองทัพไม่เล่นด้วย รัฐบาลอาศัยประสบการณ์ทางการเมืองไหลลื่นหาทางออกได้ ตลอด แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อต่อไป แน่นอนว่าสภาพของผู้ชุมนุมเองก็คงร่อแร่

แต่รัฐบาลก็ไม่รอดเหมือนกัน

ดังนั้นจึงต้องเร่งหาทางออกเป็นการด่วน เพราะไพ่ทุกใบที่รัฐบาลเกจนหมดหน้าตักไม่ประสบความสำเร็จตามเป้า โดย เฉพาะสูตรผู้ก่อการร้ายล้มเจ้าล้มสถาบัน ขนาดมีม็อบออกมาชนม็อบก็จุดไม่ติด

เท่าที่มีรายงานข่าวออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ นายกฯอภิสิทธิ์จะมีการ ออกกฎหมายนิรโทษกรรม ให้กับนักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ 111 คน และ 109 คนด้วย ซึ่งจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษาถึงขั้นตอนและการทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังเสียงของประชาชน

แต่สำหรับ คดีความทางอาญาและกระทำความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังคงจะต้องดำเนินการตามกฎหมายต่อไปเนื่องจากเป็นคดีสำคัญ คือการก่อการร้ายและมุ่งร้ายต่อสถาบัน ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษรับดำเนินการเป็นคดีพิเศษแล้ว

ประเด็นนี้น่าจับตา สมมติมีการนิรโทษกรรมทางการเมืองจริง โฉมหน้าการเมือง คงจะมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงอย่างคาดไม่ถึง และจะสอดคล้องกับการยุบพรรคประชาธิปัตย์ในเร็วๆนี้

สิ่งที่ยังเป็นปัญหาสำคัญก็คือคดีความที่เกิดจากการใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมที่ผ่านมา มีคนตาย จำนวนหนึ่ง และได้รับบาดเจ็บจำนวนมากจากอาวุธสงคราม ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่

จะต้องมีคนรับผิดชอบ

การที่ฝ่ายคนเสื้อแดงไม่มีเงื่อนไขต่อกรณี การขอนิรโทษกรรม ความผิดก็เป็นการแสดงจุดยืนที่ชัดเจน ต้องการค้นหา ความจริงที่เกิดขึ้น

เพราะรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ไม่ใช่รัฐบาลตลอดกาล

วันหนึ่งก็จะต้องเผชิญหน้ากับความจริง แผนโรดแม็ปจะเดินหน้าได้แค่ไหนเป็นอีกเรื่อง แต่การแบ่งสี แบ่งข้าง แบ่งขั้วเกินจะเยียวยา เมื่อการเมืองกลายเป็นสงครามไปแล้ว ก็ต้องรบกันไปเรื่อยๆจนกว่าจะชนะ

เพียงแต่โรดแม็ปครั้งนี้อาจจะเป็นแค่ สัญญาหยุดยิงชั่วคราว จะเป็นทางออกของปัญหา หรือจะเป็นทางลงของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับความหายนะที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยวันนี้.

หมัดเหล็ก

เหวง-ไพร่-เด็กดื้อ แสลงใหม่ 'วัฒนะ' ไม่ใช่ 'หายนะ' ทางภาษา

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_81326

เหวง – ตู่ –กี้ร์ – วีระ – จตุพร - เด็กดื้อ - ขอคืนพื้นที่ - สลายการชุมนุม - โรดแมป - นิรโทษกรรม - ไอ้โม่ง- ผู้ก่อการร้าย - เกียร์ว่าง - เบื้องสูง - ปรองดอง - ไพร่ - อำมาตย์ ชนชั้นสูง รัฐไทยใหม่ สงครามประชาชน - ล้มปืน - ล้มทุน - ล้มเจ้า - ไพร่ BB - ไพร่แท้ - ไพร่เทียม - แดงแท้ - แดงเทียม - ทหารแก่ – ทหารแตงโม –ตำรวจมะเขือเทศ – นักข่าวสตอเบอรี่ - ทหารเสือราชินี ทหารเสือวงศ์เทวัญ - องค์กรอิสระ – เคเบิลทีวี- เนติบริกร- กาวใจ - แอบจิต – สว่างจิต - เป้หลังรัฐบาล - ส.ส.นอกไส้ - ปากกล้าขาสั่น – เปิดหน้าชก - น้ำหมักชีวภาพ – แดงทั้งแผ่นดิน- ป่วนเมือง – เลือดสาด – ม้วนเสื่อ - M79 – ทหารตุ๊ด - ขอนแก่นโมเดล - ไพร่ตัวแม่ ฯลฯ

นี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งที่ยกเป็นตัวอย่างขึ้นมา ซึ่งจะเห็นได้ว่าปัจจุบันการประดิษฐ์คำ และแสลงที่มีความหมายใหม่ขึ้นมากันอย่างมากมาย อีกทั้งคนในสังคมแทบจะทั้งประเทศยังเข้าใจในความหมายกันจนเป็นวงกว้างมากที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย คงไม่ผิดถ้าจะบอกว่าหลายปีที่ผ่านมาคำฮิตทางการเมืองได้รับความนิยมและดูท่าทางจะเป็นอมตะมากกว่าคำฮิตของวงการบันเทิงอย่างถล่มทลาย

คำถามก็คือคำการเมืองที่กำลังฮิตมากมายเป็นวงกว้างมันสะท้อนอะไร แล้วมีองค์ประกอบอย่างไรบ้างที่ทำให้คำเหล่านี้โด่งดังเป็นวงกว้างบ้าง...?

นายกิจมาโนชญ์ โรจนทรัพย์ หรือ ครูลิลลี่ ซึ่งเคยได้รับรางวัลเมขลา “รายการสำหรับเด็กและเยาวชนดีเด่น” ประจำปี 2545 จากรายการ “ภาษาไทยน่ารู้กับครูลิลลี่” วิเคราะห์เรื่องปรากฏการณ์คำการเมืองที่ฮอตสุดๆ ในรอบหลายปีว่า ถือว่าเป็นปีทองที่คำใหม่ หรือแสลงใหม่ๆ ทางการเมืองต่างๆ ได้รับความนิยมเป็นวงกว้างมากกว่าคำใหม่หรือแสลงใหม่ของวงการบันเทิง

“ถามว่าปรากฏการณ์คำใหม่ แสลงการเมืองใหม่ ที่คนประดิษฐ์ขึ้นมาอย่างมากมายครั้งหนึ่งมันสะท้อนว่าอะไร มันสะท้อนว่าความเก่งกาจของคนประดิษฐ์ภาษา ประดิษฐ์คำชมหรือด่าในความหมายใหม่ที่ไม่ได้ใช้พูดตรงๆ เช่นคำว่า “อำมาตย์” ที่เสื้อแดงประดิษฐ์ความหมายใหม่ หรือแฝงนัยยะของคำนี้ หรืออย่างคำว่า “ไพร่” ที่คนเสื้อแดงเรียกตัวเอง และก็ได้รับความนิยมจนสื่อมวลชนนำไปขยายต่อ ซึ่งถือว่าเป็นคำที่สั้น - ง่าย และได้ใจความที่ครบหมดเลย ไม่ว่าจะแดกดัน ประชด ซึ่งจะเป็นไพร่แบบคำกริยา หรือจะเป็น “ไพร่” แบบคำนามก็มีทั้งนั้น หรือคำที่เขาประดิษฐ์กันอย่างคำว่า “สงครามชนชั้นต่ำ” เขาก็ใช้ไปเปรียบกับคำว่า “ไพร่” ซึ่งจริงๆ ในสมัยประชาชนโบราณแล้วคำว่า “ไพร่” มันก็คือ “ประชาชนทั่วไป” ไม่ว่าจะเป็นไพร่สม ไพร่ส่วย ไพร่หลวง ที่สมัยก่อนเขาก็เรียก “ไพร่” แต่กลับประดิษฐ์คำและความหมายใหม่ๆ ขึ้นมาจนได้รับความนิยมเป็นวงกว้าง แม้กระทั่งเด็กๆ ชั้นประถมที่เมื่อก่อนไม่เคยสนใจการเมืองกลับสนใจพร้อมกับนำคำการเมืองใหม่ๆ เหล่านี้ไปพูด-คุยและโพสต์กันในเฟซบุ๊ก”

ครูลิลลี่ กล่าวว่า ในฐานะผู้ที่อยู่กับภาษาไทย และเฝ้ามองภาษาไทยก็ต้องขอชื่นชมคนที่คิดคำใหม่ และแสลงใหม่ๆ ทางการเมืองขึ้นมาแล้วทำให้ได้รับความนิยมและสร้างการรับรู้อย่างถล่มทลาย ซึ่งส่วนใหญ่คนที่สร้างสรรค์คำเหล่านี้ได้ก็เป็นสื่อสารมวลชนที่จะต้องพาดหัวข่าวหนังสือพิมพ์ทุกๆ วัน ให้พอดีกับเนื้อที่จำกัดให้สั้นกระชับ ซึ่งแม้แต่ครูภาษาไทยยังคิดไม่เก่งเท่าเลย

เมื่อถามว่าในฐานะผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยชอบคำ-แสลงใหม่ ความหมายใหม่ทางการเมืองคำไหนบ้าง

“ส่วนตัวคำว่า “เหวง” โด่งดังที่สุด แต่อย่างไรก็ดีส่วนตัวค่อนข้างสงสารเจ้าของชื่อแม้หลายคนจะสะใจ แต่ถ้าเราลองเป็นลูกหลาน หรือเป็นคนที่ชื่อเหวงจะทำอย่างไรเนื่องจากคำๆ นี้มันจะต้องติดตัวเขาไปตลอด หรืออย่างคำว่า “ปรองดอง” ที่นายกฯ เพิ่งพูด จริงๆ มันมีความหมายว่าสมานฉันท์นั่นแหละ แต่เราเชื่อว่าที่ท่านใช้คำนี้เพราะว่าคำว่า “ปรองดอง” มันฟังแล้วรู้สึกว่าง่ายกว่า เข้าใจง่ายกว่า มันเหมือนจับต้องได้ แต่คำว่าสมานฉันท์มันเหมือนเป็นอุดมคติมากกว่า บางทีคำมันก็สูงไป หรืออย่างคำว่า “เด็กดื้อ” ที่เขาใช้เรียกนายกฯ ก็ดีเพราะมันเป็นคำที่มีความหมายมันก็ลึกกว่านั้น ทั้งความคิดเป็นเด็กหรือทำตัวเป็นเด็ก ซึ่งคนคิดคำนี้ขึ้นมาก็ถือว่าเก่งมากๆ เนื่องจากสามารถใช้คำว่าทั้งเด็ก ทั้งดื้อ ไร้เดียงสา ไม่โต ทั้งสองตัวนี้ถ้าเอามารวมกัน”

แต่ถามว่าในฐานะครูคำไหนชื่นชอบมากที่สุดในปรากฏการณ์คำการเมืองมากมายในปัจจุบัน ครูลิลลี่ บอกว่า ส่วนตัวชอบคำว่า “ไพร่” เนื่องจากคำนี้มันเป็นคำนาม กริยา วิเศษณ์ กินความหมายได้หมดจริงๆ ต้องชื่นชมว่าคนคิดคำนี้เก่งมาก แต่ว่าระวังคิดแล้วมันจะเข้าตัวเองซึ่งก่อนตั้งเขาลืมไปว่าไพร่จริงๆ แล้วมันมีหลายความหมาย มันสามารถเอามาโจมตีฝ่ายตรงข้ามได้

“ถามว่าอะไรที่เป็นองค์ประกอบให้คำฮิตในช่วงเวลานั้นๆ ยืนยาว น่าจะเป็นคำที่พูดออกมาแล้วสั้น ออกเสียงสะใจ อย่างคำว่า “ตัวพ่อ” “ตัวแม่” ก็เป็นคำเกิดขึ้นมาใหม่แต่ก็ยังคงอยู่จนถึงวันนี้ เพราะคำคำนี้มันออกเสียงได้สะใจ ได้อารมณ์ ที่สำคัญความหมายมันโดน ซึ่งถ้าหากมองให้ดีคำเหล่านี้ถือว่าเป็น “วัฒนะ” มากกว่าจะเป็น “หายนะ” เพราะดูแล้วมันเกิดความเจริญงอกงามทางภาษา”

ครูลิลลี่ยังฝากทิ้งท้ายไปถึงคนที่ประดิษฐ์ภาษาใหม่ๆ ขึ้นมาว่า แม้ทั้งหมดจะแสดงถึงความเป็นอิสระและเสรีภาพทางความคิด แต่ก็อยากให้ระวังนิดนึงเพราะเวลาสร้างคำหรือใช้คำ โดยเฉพาะคำว่า “ล้มเจ้า” ก็ควรจะต้องระวังให้จงหนักเพราะคำว่า “เจ้า” จะไปดึงท่านลงมาเล่นทำไม ไม่น่าจะใช้คำนั้นเพราะมันง่ายเกินไปและไม่บังควร คนประดิษฐ์คำนี้เหมือนไม่ให้ความเคารพ ไม่ว่าฝ่ายไหนพูดก็ต้องระวังให้มากๆ เพราะการประดิษฐ์คำอะไรขึ้นมาใหม่ๆ ต้องให้เกียรติกันด้วย

เช่นเดียวกับ รศ.สุนีย์ สินธุเดชะ หรือ อาจารย์แม่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรัตนบัณฑิต ที่ระบุว่า ไม่ว่าจะบัญญัติคำ หรือแสลงอะไรขึ้นมาใหม่ สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำก็คือ ต้องให้เกียรติของความเป็นคน

“ภาษามันมีชีวิต มันดิ้นได้ แล้วก็เปลี่ยนไปตามยุคตามสมัย ก็แล้วแต่ว่าจะใช้กับบุคคลใด แต่ว่าในปัจจุบันนี้มักจะใช้คำไม่เหมาะสมมากๆ เนื่องจากคนไม่เคารพวัฒนธรรม ก็อยากให้คิดว่าภาษาที่เราตั้งๆ ขึ้นมามันเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอยู่เสมอ พอมีคำไหนฮิตๆ มา ก็ตามกระแส มาแล้วก็ไป แต่สิ่งที่สำคัญก็คือควรคิดไว้เสมอว่าเราเป็นคนไทย ควรจะใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง” อ.แม่ กล่าวในที่สุด.

ข่าวไม่กรองจากสภากลาโหม

ที่มา Thai E-News




ต่อมาที่ประชุมสภากลาโหมก็เปิดโอกาสซักถามกัน ซึ่งตัวเอกในที่ประชุมครั้งนี้กลับเป็น พลเอก ที่เป็นผู้แทนจากเจ้าของโรงงานปลากระป๋องน่ะ ได้ยื่นกระทู้ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ บิ๊กป๊อก (พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.) ว่า 1. ทำไมไม่จับแกนนำ 2. ถ้าไม่สลายแล้วมันจะจบกันยังไง


โดย caomei


เรื่องเล่าจากการประชุมสภากลาโหม (ข่าวไม่ได้กรอง อย่าเชื่อหล่ะ)

เมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา มีการประชุมสภากลาโหม บิ๊กป้อม(พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีกลาโหม)เป็นประธานนั่งหัวโต๊ะ เปิดประชุมตามปกติมีวาระเดิมๆ ไม่ค่อยมีใครสนใจเท่าไร เพราะในใจขุนทหารแต่ละคนต่างคิดกันแต่เรื่องที่เกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการกระทำของศูนย์อำนวยความฉิบหาย (ศอฉ.) ตั้งแต่วันที่ 10 มาจน 22 และสดๆเมื่อวาน 28 เม.ย. ว่ามรึงทำอะไรกันวะ

นายพลที่นั่งข้างกันก็แอบคุยกัน แอบได้ยินมาว่า พลเอกคนหนึ่งเล่าว่าไปเดินซื้อของได้ยินคนคุยกันเรื่องชุมนุม เขาคุยกันจริงจังมากว่าถ้ามีการเข้าสลายไม่ว่าพวกเขาจะทำอะไรอยู่จะทิ้งงานทันทีและเดินทางไปที่ราชประสงค์ทันที จนอดชมในหัวใจคนเหล่านั้นไม่ได้และพลเอกท่านนี้บอกแปลกใจมากที่คนเสื้อแดงยิ่งเห็นทหารแทนที่จะกลัวกลับวิ่งเข้าใส่ทุกคน จนทหารกลัว

หลายๆคนในที่ประชุมก็คิดในใจ บ้างคิดดังๆออกมาบ้างว่า ตอนนี้ภาพพจน์ทหารป่นปี้หมดแล้วถ้า ศอฉ.ยังกวนตีนประชาชนแบบนี้ต่อไปอีกไม่นานทหารจะไม่กล้าแต่งเครื่องแบบแล้วเพราะประชาชนทั่วไปจะไม่ยอมรับแบบสมัย รสช.

ชะรอยบิ๊กป้อมจะอ่านอาการขุนทหารทั้งหลายออก จึงเปิดใจในที่ประชุมว่า ตัวกรูไม่ได้ทำคนเดียวนะโว้ย พวกเราประชุมคิดกันหลายคน แต่ไม่สามารถสลายเสื้อแดงที่ชุมนุมได้ ยอมรับเลยว่าบุกเข้าไปแบบไอ้ลอง(จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตร)มันว่าน่ะได้ แต่ต้องตายกันมากเลยทีเดียว เพราะดูท่าทีเสื้อแดงทุกคนแม่งไม่มีกลัวตายเลย พวกมรึงก็เห็นด้วยตาแล้ว ตั้งแต่เข้าสลายครั้งแรกน่ะ ความเสียหายตรงนี้รับผิดชอบไม่ไหวแน่ๆ เพราะจะตายกันเป็นร้อยๆศพ และขอบอกเลยว่าแม้ชนะที่ราชประสงค์ สลายแดงได้ ก็แค่ชนะในยุทธภูมิเท่านั้น แต่จะแพ้ในสงครามใหญ่ ขอรับรองเลยว่าค่ายทหารทุกจังหวัดแม่งโดนเผาเกลี้ยงแน่ บิ๊กป้อมระบายออกมาด้วยความอึดอัดใจเป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาก็เปิดโอกาสซักถามกัน ซึ่งตัวเอกในที่ประชุมครั้งนี้กลับเป็น พลเอก ที่เป็นผู้แทนจากเจ้าของโรงงานปลากระป๋องน่ะ ได้ยื่นกระทู้ทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อ บิ๊กป๊อก (พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.) ว่า 1. ทำไมไม่จับแกนนำ 2. ถ้าไม่สลายแล้วมันจะจบกันยังไง


ฟังคำตอบกันให้ดีๆนะท่านผู้ชม....ว่าป๊อกกับป้อมประสานเสียงตอบว่ายังไง

1. การบุกจับแกนนำที่ราชประสงค์แทบเป็นไปไม่ได้ แกนนำทุกคนมีการ์ดที่เป็นทหารเก่าที่เชี่ยวชาญและเข้มแข็งมาก การเข้าจับแกนนำหรือลอบสังหารที่ราชประสงค์นั้นแม้ทำได้แต่คนลงมือแทบไม่มีโอกาสรอดเลย

2. จะจบอย่างไรน่ะ อันนี้ไม่ใช่ปัญหาของทหารนะ เพราะเจ้าของโรงงานเขาจะสั่งตรงมาที่รัฐบาลเลย เราเป็นแค่เครื่องมือของรัฐบาลเมื่อรัฐบาลมันบอกว่าจะให้ทำอะไรเราก็เอามาวิเคราะห์คำนวณดูจากเครื่องมือที่มี, ความสูญเสียที่ยอมรับได้, เงินที่โด๊ปมา, ยางอายของเรา, ฝีมือที่มีอยู่ ฯลฯ แล้วตอบไป อันไหนทำได้ก็ทำให้อยู่แล้ว อันไหนทำไม่ได้ก็บอกว่าไม่ไหว มันจะจบยังไงก็ให้รัฐบาลมันไปคิดกันเองไม่ใช่การบ้านของเรา

ทหารแตงโมบางคนพยายามตั้งกระทู้ถามในที่ประชุมว่า ณัฐวุฒิมันฝากถามว่าการใส่ไฟเรื่องผู้ก่อการร้ายน่ะ มันต่างกับไอ้ผู้ก่อความไม่สงบภาคใต้ยังไง ปรากฏว่าไม่มีใครตอบแต่มีหลายคนทำปากขมุบขมิบด่าแม่ไอ้คนตั้งกระทู้ในใจเพราะเลยเวลากินข้าวไปแล้วแม่งยังจะถามหาหอกอะไรอีก จากนั้นบิ๊กป๊อกก็รายงานสรุปเรื่องจำนวนทหารปลดประจำการให้ที่ประชุมฟัง ขุนทหาร (โดยเฉพาะนะจ๊ะ) ต่างก็ทำหน้าจ๋อยๆกันยกเว้นทหารแตงโมบางคนพยายามกลั้นยิ้มอย่างเต็มที่ ต่อมาบิ๊กป้อมก็เลยปิดประชุมและเชิญขุนทหารทุกคนร่วมรับประทานอาหาร

บทวิเคราะห์ฝากไว้เผื่อเป็นประโยชน์จากการนั่งเทียนครั้งนี้นะ:

1.การที่ทหารยอมรับว่าการเข้าสลายราชประสงค์ ได้ไม่คุ้มเสีย ทำให้สบายใจได้ในระดับหนึ่งแต่อะไรที่รัฐบาลมันขอแล้วเห็นว่าทำให้ได้ แม้ว่าตอบคำถามสังคมไม่ได้ก็จะทำให้ ตัวอย่างที่เห็นแล้วคือ การกระทืบประชาขนที่ตลาดไท และ การรบที่อนุสรณ์สถาน ข้อสังเกตคือ ถ้ามืดค่ำจะถอนตัวออก มีคำสารภาพว่าทหารกลัวการปฏิบัติการกลางคืนมากเพราะกลัวโดนพี่เอ็มมาเยี่ยมที่สุด ดังนั้นแกนนำเวลาจะยกขบวนไปไหนให้คำนึง ทางที่ดีอยู่ในที่ตั้งนั่นแหละ เจ้าของโรงงานเขาปวดใจสุดๆ เร่งยิกๆ ให้ไล่ออกไปให้ได้ ไม่ต้องเคลื่อนไปไหนหรอกจัด OTOP แม่งที่ราชประสงค์เลยดึงดูดคนได้อีกด้วย มีเงินหมุนเวียนอีกต่างหาก

2.พอจะมองออกชัดเจนแล้วว่า การยุบสภาไม่มีทางในตอนนี้เจ้าของโรงงานสั่งให้ดิ้นทุกทางแม้จะต้องงัดกลยุทธ์สกปรกอย่างไรก็ให้ทำ ฉะนั้น ต่อไปนี้เสื้อแดงจะได้เห็นกลยุทธ์สกปรกๆ แบบหน้าด้านๆ มากขึ้นให้เตรียมรับมือโดยเฉพาะบทบาทต่อไปจะเป็นพวกพันธมิตรกับเนรวินมามีบทบาทมากขึ้นโดยใช้เครื่องมือของทหาร

3.การใช้ world opinion หรือกระแสโลกล้อมประเทศได้เห็นผลเป็นรูปธรรมมากขึ้นแล้วเพราะพวกเราพยายามหว่านไว้นานแล้วใกล้ได้เก็บผลเรื่อยๆ ให้หมอเหวงเป็นหลักพยายามเน้นย้ำและต่อเนื่องตลอดเวลาเพราะจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่บีบให้ได้ชัยชนะเร็วขึ้น

4.ข้อหา ล้มเจ้า นั้น จริงๆแล้ว สองฝ่ายคือรัฐบาล, เสื้อเหลือง, นักวิชาการพันธมิตร กับ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน น่ะให้ความหมายคำว่า ล้มเจ้า ผิดกัน ฝ่ายแดงน่ะ เราไม่ต้องการล้มเจ้า เราต้องการประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (พูดง่ายๆก็คือเอาท่านไว้เทิดทูนเป็นศูนย์รวมดวงใจแต่ไม่อยากให้ใครมาใช้ชื่อท่านหาประโยชน์) ส่วนเหลือง พยายามบอกเป็นนัยๆว่าที่พวกกรูทำกันน่ะถ้าไม่ได้ไฟเขียวมาจากเจ้าน่ะกรูจะกล้าเหรอ เพราะฉะนั้นถ้าพวกมรึงคัดค้านกรูก็เท่ากับคัดค้านเจ้าคือ ล้มเจ้า โว้ย ดังนั้น ป่วยการที่จะไปเถียงกันเรื่องนี้ แต่ให้ดำรงสถานะเสมอกันไว้เรื่อยๆ คือ เมื่อเขากล่าวหามาว่าเราล้มเจ้าในนิยามของเขา เราก็ต้องตอบโต้อย่างรุนแรงดุจกันว่าเขาล้มเจ้าหรือเป็นตัวทำให้เจ้าเสื่อม จากนิยามของเรา ข้อหานี้ก็จะทำอะไรเราไม่ได้

5.ข้อสุดท้าย อย่าเชื่อข่าวจากทหารแตงโมร้อยเปอร์เซนต์เพราะบางที ศอฉ.อาจจะสร้างแผนหลอกทหารแตงโมให้รายงานแล้วตลบหลังก็ได้ ให้แน่ใจว่าตรวจสอบกับหลายแหล่งข่าวแล้วตรงกันจึงดำเนินการ ถ้าไม่แน่ใจร้อยเปอร์เซนต์อย่าทำ ตอนนี้ตั้งรับหาทางเติมคนอย่างเดียวก็ชนะแล้ว อย่าประมาทเด็ดขาด

ต้องจบข่าวไม่กรองแต่เพียงเท่านี้

ใครอ่านมาจนจบก็ขอให้รวยๆนะ รักและเป็นห่วงเสื้อแดงทุกคนจ้า

Thursday, May 6, 2010

สังคมข่าวชาวเสื้อแดง(6พ.ค.):กำแพงแน่นหนาศรัทธาจักโถมทำลาย

ที่มา Thai E-News



โดย นักข่าวชาวรากหญ้า
6 พฤษภาคม 2553

***สังคมข่าวชาวเสื้อแดงวันนี้ "นักข่าวชาวรากหญ้า" ขอพูดถึงตัวเอง คือไทยอีนิวส์ สักเล็กน้อยนะครับ ตอนนี้นับไปนับมาก็ได้รับการตอบรับจากท่านผู้อ่านร่วมๆ ใกล้จะ 20 ล้านคลิ้ก เข้าไปแล้ว ก็ต้องขอซูฮกให้คนอ่านของเราว่า สุดๆจริงๆ คือขนาดโดนปิด โดนบล๊อก ไม่ได้รับความสะดวกสารพัดจากภาวะบ้านเมืองเผด็จการอย่างนี้ ก็ยังอุตส่าห์ตามมาอ่านกัน จนทำให้พวกเราคนทำไทยอีนิวส์ก็เลยต้องตะบี้ตะบันทำกันต่อไป(..ตอนแรกก็กะว่าจะ"อู้"ซักหน่อย ไหนๆก็โดนศอฉ.ปิดทั้งที...ที่ไหนได้!!)***

***ไทยอีนิวส์ของท่านผู้อ่านรอบนี้ โดนบล๊อกปิดกั้นจากศอฉ.เมื่อวันที่ 8 เมษายนเป็นต้นมา จนถึงตอนนี้ยังปิดอยู่ครับ แต่ท่านผู้อ่านของเราก็ฝ่าแนวปิดกั้นเข้ามาจนได้ ลองไปดูสถิติการเข้าเยี่ยมชมจะพบว่า ไม่ได้มีผลกระทบให้คนเข้าอ่านน้อยลงไปแต่อย่างใด ดูจะมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

วันที่ 8 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันแรกที่โดนศอฉ.ปิดมีท่านผู้อ่านเข้าเยี่ยมชมราวๆ 124,000 ครั้ง ส่วนวันที่ 10 เมษายนซึ่งเกิดเหตุล้อมปราบผู้เรียกร้องประชาธิปไตยนั้น ท่านผู้อ่านฝ่าด่านปิดกั้นเข้ามาอ่านมากถึง170,472 ครั้ง หลังจากนั้นก็ยังมีผู้เข้าเยี่ยมชมอุ่นหนาฝาคั่งมาตลอดชั่วดีถี่ห่าง ไม่เคยน้อยกว่าวันละ 60,000 คลิ้ก***

***ไทยอีนิวส์เปิดให้บริการข้อมูลข่าวสารกระแสทวน หรือทวนสื่อกระแสหลักหนแรกเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2549 หลังรัฐประหาร19 กันยายน ราวๆเดือนครึ่ง โดยอาสาสมัครพลเมือง ซึ่งไม่ขึ้นตรงกับใคร ว่าไปแล้วก็ไม่รู้จักใครเป็นการส่วนตัวหรอก ดังนั้นการที่ท่านผู้อ่านหลายๆท่านฝากข่าวผ่านเราไปถึงคุณทักษิณบ้าง ถึงพรรคเพื่อไทยบ้าง ถึงแกนนำ 3 เกลอบ้าง หรือแดงสยามบ้าง ก็ขอประกาศซะตรงนี้ว่า ไม่ต้องฝากมา เพราะเราก็ไม่รู้จักคนเหล่านั้นเป็นการส่วนตัวเลย จะเบอร์โทรศัพท์ หรือเบอร์อีเมล์ก็เลยไม่เคยมี และก็ไม่จำเป็นต้องไปรู้จักมักจี่กับใครแต่ประการใด***

***สรุปว่าพวกเราคนทำไทยอีนิวส์ไม่รู้จักใครต่อใครในส่วนระดับนำของเสื้อแดงเป็นการส่วนตัวใดๆทั้งสิ้น..เป็นแค่พลเมืองอาสาธรรมดาๆแถมหน้าตาก็ไม่ดี(ฮา!) เงินทองโฆษณาเราก็ไม่เคยหา .. แต่หากอยากช่วยเชิญที่กล่องบริจาคด้านขวามือล่างสุดนะครับ มีเรื่องใช้จ่ายอยู่บ้างเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงเวบให้บริการท่านผู้อ่านได้ด้วยดีราบรื่น และให้คนทำงานไม่ต้องย้ายที่อยู่ไปอยู่ในที่อันไม่พึงประสงค์ ( เป็นต้นว่า เรือนจำ ) หากเหลือเงินบริจาคพอสมควร ก็จะบริจาคต่อให้พี่น้องที่บาดเจ็บจากการชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยต่อไป..อันนี้สำหรับท่านที่มีเหลือใช้นะครับหากอยากช่วยก็เชิญ ส่วนท่าใดไม่สะดวกก็ไม่เป็นไร ขอเพียงแต่ให้เข้ามาอ่าน แล้วก็แนะนำคนอื่นๆที่ไม่เคยรู้จักไทยอีนิวส์เข้ามาอ่านกันมากๆก็สุดจะซาบซึ้งไปถึงไหนต่อไหนแล้ว***

***บางท่านอาจจะนึกในใจว่า ไม่ได้ผลประโยชน์อะไรซักอย่าง แล้วพวกเอ็งไทยอีนิวส์หลังขดหลังแข็งทำไปทำซากทำไมวะ? อันนี้ก็ตอบยาก หากจะสาธยายให้เป็นเรื่องเป็นราว แต่หากตอบแบบไม่เอาเรื่องเอาราว ตอบง่ายๆคงเป็นว่า ทางเราก็อยากได้ประชาธิปไตย อยากได้ความยุติธรรมเหมือนท่านผู้อ่านนั่นแหละ และ อยากตีแผ่ความตอหลดตอแหลของฝ่ายต่างๆในบ้านเมืองเราให้โลกรับรู้ เพราะรู้แล้วเก็บไว้คนเดียว อาจจะอกแตกตายได้ซักวัน...อันนี้เรื่องจริง!!***

***คุณผู้อ่านท่านผู้ชมทุกท่านใด อยากส่งข่าว ส่งบทความ ข้อมูลดิบ ข้อมูลสุก ข่าวแปล บทกวี เรื่องยาว เรื่องสั้น ไปยันขำขัน การ์ตูน เรื่องแต่ง หรือกำหนดการงานกิจกรรมใดๆก็เชิญแจ้งข่าวมาได้ทางอีเมล์เหมือนเดิมคือ thaienews99@googlegroups.com ***

***ปากว่าปรองดอง แต่สื่อฝ่ายประชาธิปไตยโดนตามปิดอุตลุต...สำหรับแฟนๆของ ประชาไท ทางประชาไทแจ้งว่า ขอเชิญสมัครรับข่าวความเคลื่อนไหวของประชาไท ผ่านทางอีเมล์ เนื่องจากปัจจุบันเว็บไซต์ประชาไท (prachatai.com) ถูกปิดกั้นไม่ให้ใช้งาน ตามคำสั่ง ศอ.รส. ตั้งแต่วันที่ 8 เม.ย. 2553 ที่ผ่านมา ดังนั้นผู้อ่านสามารถติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเว็บไซต์ประชาไท ผ่านทางอีเมล ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่http://groups.google.com/group/prachatai-newspaper

วิธีสมัครสมาชิกรับข่าวสารทางอีเมล์ จากประชาไท โดย

-อีเมล @gmail คลิกที่เมนู สมัคร Join this group เข้าร่วมได้ทันที
-อีเมลอื่นๆ ใช้วิธีสมัครผ่านอีเมล โดยส่งอีเมลสมัครมาที่ prachatai-newspaper+subscribe@googlegroups.com ระบบจะเพิ่มรายชื่ออีเมลของคุณ เข้าในระบบอัตโนมัติ***

*** "อาจารย์ยิ้ม"ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ พร้อมทนายความ จะไปยื่นฟ้อง ศอฉ.กล่าวโยงใยหาล้มเจ้า ที่ศาลอาญา รัชดาฯ วันศุกร์ที่ 7 พ.ค.นี้ 9.00 น. ขอเพื่อนๆฝ่ายประชาธิปไตยไปเป็นกำลังใจด้วยความคึกครื้น***

***ไปข่าวกิจกรรมกันหน่อย สมาคมนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ร่วมกับกลุ่มวงล้อ ขอเชิญท่านผู้สนใจเข้าร่วมการเสวนา “หัวบวกใจไปด้วยกัน” ครั้งที่สอง เรื่อง' ล้อมวงผ่าวิกฤติระบบนิเวศประชาธิปไตยไทย'ในวันอาทิตย์ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๕๓ เวลา ๑๓.๐๐-๑๘.๐๐ น. ณ ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทิย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์***

***เชิญร่วมงาน 110 ปีชาตกาลปรีดี พนมยงค์ วันอังคารที่ 11 พฤษภาคมนี้ มูลนิธิปรีดี พนมยงค์ และ ราชภัฏอยุธยา ร่วมจัดงาน "110 ปี ชาตกาล รัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์" ในฐานะที่ท่านเป็นชาวอยุธยาโดยกำเนิด และมีความผูกพันกับอยุธยา

งานเริ่มตั้งแต่เช้า มี ส.ศิวลักษณ์ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในช่วงสาย ณ อนุสรณ์สถานปรีดี พนมยงค์ จ.พระนครศรีอยุธยา

วันพุธที่ 12 พฤษภาคม จัดกิจกรรมต่อ ด้วยการเปิดวงเสวนาเรื่อง "110 ปี ชาตกาล ปรีดี พนมยงค์" มีผู้ร่วมเสวนา ได้แก่ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ, ศุขปรีดา พนมยงค์ และวิเชียร กลิ่นสุคนธ์ งานจัดในช่วงบ่ายที่ราชภัฏพระนครศรีอยุธยา***

31องค์กรปชต.จี้มาร์คจริงใจแผนปรองดอง กำหนดชัดวันยุบสั่งศอฉ.เลิกกร่างยุติปิดสื่อ

ที่มา Thai E-News



ผ่านสะดวก-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ช่วงสายวันนี้ ซึ่งพรรคมีมติหนุนข้อเสนอโรดแม็พเพื่อการปรองดองภายในชาติ นายชวน หลีกภัย ผู้ทรงอิทธิพลในพรรคก็สนับสนุนด้วย ทั้งนี้นายอภิสิทธิ์ตอบกระทู้ถามในที่ประชุมสภาฯวันนี้ว่า การยุบสภาจะมีขึ้นช่วงครึ่งหลังของเดือนกันยายนนี้(ภาพ:รอยเตอร์)


31 องค์กรที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตยได้ร่วมกันลงนามในแถลงการณ์เพื่อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แสดงความจริงใจในข้อเสนอเพื่อการปรองดองภายในชาติ ดังมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แถลงการณ์ประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจน
แนวทางปรองดองรัฐบาลอภิสิทธิ์เริ่มได้ในทันที


สืบเนื่องมาจาก นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เสนอแนวทางปรองดองแห่งชาติ ขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์การเมืองขณะนี้

เราในนาม กลุ่ม องค์กรเครือข่ายประชาชน ที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้องดังนี้

1. ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แสดงความจริงใจในการปรองดอง โดยการมีคำสั่งบัญชาการให้ศูนย์อำนายการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ยุติการแสดงอำนาจบาตรใหญ่ข่มขู่คุกคามว่าจะปราบปรามการชุมนุมของคนเสื้อแดงโดยทันที มิเช่นนั้นถือว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์กระทำการตีสองหน้ามากกว่าต้องการปรองดองอย่างแท้จริง

2. เรามีความคิดเห็นว่า ข้อเสนอโรดแม็พของนายกรัฐมนตรีที่ต้องการให้สื่อมีเสรีภาพในสังคมข้อมูลข่าวสาร สามารถทำให้ประจักษ์เป็นรูปธรรมได้ทันทีโดยการที่รัฐยุติการปิดกั้นสื่อทั้งเวปไซค์ วิทยุชุมชนและทีวีพีเพิลชาแนล เพื่อแสดงให้เห็นถึงความจริงใจต่อการปรองดองตามโรดแม็ฟ ที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้เสนอ

ขณะเดียวกันรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องยุติการใช้สื่อ NBT และวิทยุของรัฐในการสร้างภาพให้คนเสื้อแดง เป็น “ผู้ก่อการร้าย” “ขบวนการล้มเจ้า” เพื่อสร้างความเกลียดชังต่อคนเสื้อแดง เหมือนคนเสื้อแดงมิใช่ “คนไทย” มิใช่ “คนรักชาติรักประเทศรักสถาบัน” เพื่อทำลายความชอบธรรมในการเรียกร้องประชาธิปไตยของคนเสื้อแดงด้วยแนวทางสันติวิธี อสิงหา ปราศจากอาวุธ

3. เรามีความคิดเห็นว่า ต่อกรณีการสอบสวน ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์วิปโยค เมื่อวันที่ 10 เมษายน กรณีเหตุการณ์ที่สีลม 22 เมษายน และกรณีที่อนุสรณ์สถาน 28 เมษายน ที่ผ่านมานั้น ควรให้ให้ศาลอาญาระหว่างประเทศดำเนินกระบวนการสอบสวน เพื่อความเป็นกลาง อิสระ โปร่งใส และเที่ยงธรรม

4. เราเห็นด้วยกับรัฐบาลอภิสิทธิ์ ว่า การปฏิรูปประเทศไทยนั้นต้องมีภาคส่วนอื่นๆ เข้าร่วมด้วย เพียงแต่ต้องมิใช่เพียงภาคส่วนอื่นๆที่สนับสนุนรัฐบาลอภิสิทธิ์อย่างที่เห็นและเป็นอยู่เข้าร่วมเท่านั้น จำเป็นต้องให้พรรคการเมืองต่างๆ ในฐานะสถาบันทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยรัฐสภา เข้าร่วม ตลอดทั้งต้องเปิดให้องค์กรปกครองท้องถิ่น เช่น เทศบาล องค์กรบริหารส่วนตำบล ผู้ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนระดับท้องถิ่นเข้าร่วมด้วย นอกจากนี้แล้วภาคประชาชน ภาคประชาสังคม ที่ไม่ได้สังกัดรัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องเข้าร่วม ด้วยเช่นกัน

5. อย่างไรก็ตาม เรามีความคิดเห็นว่า การปรองดองเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติวิธี เพื่อไม่ให้เกิดการสูญเสียท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ขณะเดียวกันเราเชื่อว่าความเห็นต่าง ความคิดไม่เหมือนกันของคนในสังคมเป็นเรื่องธรรมดาในสังคมประชาธิปไตยไม่ว่าเรื่องปฏิรูปประเทศ เรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และเรื่องการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำในสังคมไทย เพียงแต่เราต้องยอมรับกติกา ประชาธิปไตย ที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ประชาชนต้องมีอำนาจในการเลือกผู้บริหารผู้ปกครองประเทศที่มีวาระแน่นอน เสียงส่วนใหญ่เคารพเสียงส่วนน้อย ประชาชนมีเสรีภาพในการรวมกลุ่ม สื่อสารมวลชนต้องไม่ถูกกดขี่ปิดกั้นเสรีภาพจากรัฐ และประชาธิปไตยต้องไม่ถูกแทรกแซงจากอำนาจนอกระบบเป็นสำคัญ

6. ท้ายสุด เราขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ประกาศวันยุบสภาต่อสาธารณชนด้วยตัวนายกรัฐมนตรีเองให้ชัดเจน เพื่อความกระจ่างไม่ให้เป็นที่เคลือบแคลงสงสัยของผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์จะมีเล่ห์สนกลในอย่างไร ? อีกหรือไม่ ?

ลงนามโดย

1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30.กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
31.ชมรมผู้สื่อข่าวเพื่อเสรีภาพไทย