การ์ตูน เซีย 11/05/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, May 11, 2010
ในมุมที่พี่เบิ้มเลือกข้าง
ที่มา ไทยรัฐ
จาตุรนต์
นับประสาอะไร พี่เบิ้มของโลกอย่างสหรัฐอเมริกายังโดนบีบให้เลือกข้าง
กับสัญญาณทางการทูตที่สะท้อนผ่านนายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เลขานุการ รมว.ต่างประเทศ เทกแอ็กชั่น แสดงความไม่พอใจกรณีที่สถานทูตสหรัฐฯประจำประเทศไทย ได้ประสานให้มีการพูดคุยระหว่าง "เดอะอ๋อย" นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กับนายเคิร์ท แคมป์เบลล์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ
ถือเป็นการให้เครดิตกับผู้ที่ใกล้ชิดกับกลุ่มที่ต้องการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรง และกองกำลังติดอาวุธ
แต่ในอารมณ์ที่สำนักข่าวต่างประเทศรายงานไปทั่วโลก ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯได้พบปะกับตัวแทนฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย โดยได้เชิญทั้งฝ่ายเสื้อแดง อาทิ นายจาตุรนต์ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา และนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร และยังได้เชิญนักการเมืองซีกประชาธิปัตย์ด้วย แต่ไม่มีใครปรากฏตัว
พร้อมกันนี้ สหรัฐฯได้แสดงความยินดีกับการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีของไทยได้เสนอโรดแม็ปปรองดอง
และให้คำมั่นจะจัดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พฤศจิกายน
โดยสรุปก็เป็นโปรแกรมตามปกติวิสัยทางการทูตสไตล์มหาอำนาจ ที่ถนัดเล่นบทพี่ใหญ่ที่แหย่มือเข้ามาช่วยยุติวิกฤติในเมืองไทย สหรัฐฯให้น้ำหนักเท่าๆกันทั้งฝ่ายถืออำนาจรัฐ และฝ่ายแนวร่วมมวลชนคนเสื้อแดง แสดงท่าทีสนับสนุนให้ปรองดอง
เรื่องของเรื่องไม่ขัดมารยาททางการทูต แต่ขัดอกขัดใจ
การที่ฝ่ายประชาธิปัตย์นั่งไม่ติด เพราะหงุดหงิดที่สหรัฐฯเลือกที่จะให้น้ำหนักไปที่คนชื่อ "จาตุรนต์" ยกเครดิตให้เป็นหัวหอกของฝ่ายเรียกร้องประชาธิปไตย
เหนืออื่นใด ย้อนเทปบันทึกภาพกลับไปเมื่อค่ำวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมา ในห้วงวินาทีก่อนเกิดเหตุนองเลือด นายจาตุรนต์คือคนที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีคนเสื้อแดงที่สะพานผ่านฟ้าฯ เตือนให้ผู้รับผิดชอบสั่งถอนทหารออกจากพื้นที่แล้วค่อยว่ากันวันรุ่งขึ้น การสลายม็อบในตอนมืดค่ำไม่สามารถควบคุมความเสียหายได้
"อภิสิทธิ์" จะกลายเป็นทรราชที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย
และทุกอย่างก็ไม่ได้ผิดไปจากที่นายจาตุรนต์เตือนเอาไว้ มันจึงเป็นอะไรที่แฝงนัยให้คิดกันได้ พี่เบิ้มอย่างสหรัฐฯให้เครดิตกับคนชื่อ "จาตุรนต์" ในฐานะมือมวลชนสายพิราบที่มีบทบาทเด่นชัด ในการสกัดกั้นการสูญเสีย
ตรงกันข้ามกับ "อภิสิทธิ์" ที่มีสถานะผู้นำพลเรือนที่มีอำนาจสั่งการกองทัพ
ยากจะปัดความรับผิดชอบจากการสั่งทหารพร้อมอาวุธปืนเอ็ม 16 พร้อมกระสุนจริงเข้าสลายกลุ่มผู้ชุมนุมจนเกิดบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก
ว่ากันตามอารมณ์นี้มันก็คิดได้ ท่าทีของสหรัฐฯสะท้อนสัญญาณในเวทีโลก
ฝรั่งมองจากภายนอกเห็นอะไรชัดกว่าคนที่อยู่ข้างใน
ไม่ได้ตกใจไปกับขบวนการก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในม็อบเสื้อแดง ยังไม่ปักใจเชื่อซะทีเดียวกับข้อหารุนแรงล้มสถาบันที่ฝ่ายรัฐบาลตั้งแท่นไล่บี้ลูกข่าย "ทักษิณ"
วิกฤติประเทศไทย ยังวนอยู่ในเกมของการชิงอำนาจทางการเมือง
ตามท้องเรื่องที่ยังจบไม่ลง
เหมือนอยากจบแต่ไม่ต้องการจบ ในมุมของกองทัพเสื้อแดงที่แตกคอกันเอง ฝ่ายแกนนำสามเกลอ ทั้งนายวีระ มุสิกพงศ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็เดินสายเจรจากับตัวแทนของฝ่ายรัฐบาลทั้งคิวของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ และ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม.
พร้อมไต่บันไดลง แต่ต้องเผื่อเชิงไว้ไม่ให้โดนไล่ตลบหลัง
แต่ที่ไม่ลงด้วยแน่ สายฮาร์ดคอร์ภายใต้การนำของ "เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ประกาศพร้อมลุยต่อโดยไม่ต้องมีแกนนำ
เพราะจำเป็นต้องยื้อเกมมวลชนเป็นเกราะกำบังกาย ไม่ให้โดนทหารเอาคืน
เอาเข้าจริง กองทัพแดงก็คุมจังหวะกันเองไม่ได้
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยลีลาที่จับทางยากของนายกฯอภิสิทธิ์ ที่ปากก็พร่ำเรียกร้องให้แกนนำคนเสื้อแดงยอมรับโรดแม็ปปรองดอง สลายการชุมนุมกลับบ้านใครบ้านมัน
แต่น้ำเสียง สีหน้าแววตา ก็ยังไม่เลิกเสียดสี
เอะอะก็โบ้ยไปที่อดีตนายกฯทักษิณ กล่าวหากันดื้อๆ อยู่ เบื้องหลังล้มแผนปรองดอง เพราะตัวเองไม่ได้ประโยชน์ กล่าวโทษกันลอยๆ
"อภิสิทธิ์" ก็คุมอารมณ์ตัวเองไม่นิ่งเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
ขอบคุณที่เดินหน้าต่อ
ที่มา เดลินิวส์
ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ขณะที่นายกฯพูดในรายการ “เชื่อมั่นประเทศไทยฯ” ล่าสุดว่า คนทำ คือผู้ก่อการร้าย มีการโยงคำพูด เสธ.แดง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ก่อนหน้าที่ว่า ไม่เอาแผนปรอง ดอง ไม่ให้เสื้อแดงยุติการชุมนุม กับ อีกคน ที่ไม่ได้ประโยชน์จากแผนปรองดองเลย คือ
คนที่อยู่ต่างประเทศ
ถึงจะไม่ฟันธงว่า คือใคร ก็เดาไม่ยาก ก็ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั่นล่ะ จะใครเสียอีก เจ้าตัว ก็คงทวิตเตอร์ปฏิเสธ และดีไม่ดีอาจฟ้องร้องเป็นคดีความกันอีก ก็ต้องว่ากันไป
แต่ก็ต้องชื่นชมนายกฯอีกครั้ง เพราะแม้หลายคนพยายามโยงการตายของ 2 ตำรวจว่า เป็นความล้มเหลวของแผนปรอง ดองแล้ว แต่นายกฯ ก็ยังแสดงจุดยืนชัดว่า จะไม่ล้มแผนนี้ และจะเดินหน้าต่อ แม้ยังไม่มีคำพูดหลุดจากปากว่า ตกลงจะยุบสภาเมื่อไหร่
ก็ยังเป็นข่าวดี เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องการฟัง
ชัดเจนแล้วว่า ถึงวันนี้กลุ่มไหนไม่ยอมรับ ก็เป็นเรื่องของกลุ่มนั้น แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศขานรับ แผนปรองดอง 5 ข้อ ที่จะนำไปสู่การ ยุบสภา 14 พ.ย. 2553 ทั้งนั้น นายกฯจะเล่นแง่ ไม่บอกวันยุบสภา คนส่วนใหญ่ก็ไม่สน ยังไง ไม่ 15 ก.ย.นี้ ก็ยื้อสุดได้แค่ 30 ก.ย. ก็ต้องประกาศยุบสภา อยู่ดี
ที่สำคัญคือ นายกฯประกาศเป็นสัญญาประชาคมแล้ว เบี้ยวไม่ได้ จึงไม่มีเหตุผลใด ที่ แกนนำนปช. จะยื้อต่อ ถ้าวันนี้ ยุติการชุมนุมไปแล้ว ก็เป็นข่าวดี เป็นการแสดงความจริงใจ เดินถูกทางแล้ว แต่ถ้ายังยื้ออีก บอกได้คำเดียว แกนนำจะพาประชาชนเดินสู่หายนะ จะอ้างเหตุผลใด คนก็จะไม่ฟังอีกแล้ว
เรื่องการตายของประชาชนนั้น เมื่อแกนนำยืนยัน จะนำเรื่องนี้ไปฟ้องต่อ ศาลสถิตยุติธรรม ก็ถือเป็นการสะสางทางหนึ่งแล้ว และต่อให้กฎหมายบ้านเมืองเอื้อมมือไม่ถึง ใครฆ่าประชาชน ชีวิตไม่มีความสุขหรอก
กรรมจะตามสนองเอง
อีกอย่าง ช่วงนี้ใกล้ทำนาเต็มทีแล้ว ประชาชนจะได้กลับไปปลูกข้าว ปลูกพริก ปลูกถั่ว ข้าวโพด เสียที แม้ระยะหลัง ๆ ม็อบจะเป็นคนกรุงเทพฯซะ 70% ชนบทแค่ 30% ยังไงคนกรุงเทพฯก็ดีกว่าแยะ มีบ้านกลับ
ขณะที่คนต่างจังหวัด ต้องมานอน กลางพื้นถนนที่แดดเปรี้ยง แม้จะมีผ้าใบปูทับ ก็แทบไม่มีผล ไอร้อนที่ระเหยออกมา แทบจะเผาไหม้ผิวหนังก็ไม่ปาน แม้เค้าจะอยู่ง่ายกินง่าย แต่กรุงเทพฯก็ไม่ใช่บ้าน ต้องยอมรับ เค้าคิดถึงบ้านแล้ว อยากกลับบ้าน!!!
แม้แกนนำเองก็เถอะ หลายคนก็มีลูกเล็ก ๆ อยากกลับไปอยู่กับลูกกับเมียให้สมใจอยาก ข้อเรียกร้องให้ยุบสภา ถึงเงื่อนเวลาจะไม่ได้ตามที่ต้องการ ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จแล้ว รัฐบาลยอมคืนอำนาจให้ประชาชน
แล้วจะอยู่ด้วยเหตุผลอะไร คงมีแต่คดีความที่แกนนำโดนอ่วมทั้ง ก่อการร้าย ล้มสถาบัน นับสิบ ๆ คดี หากนายกฯจริงใจ อยากสร้างความปรองดอง อย่างน้อยก็ควรให้ประกันตัว แล้วให้ไปสู้ตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป
ก็ทีคดียึดทำเนียบฯ อัยการยังสั่งเลื่อนคดีเป็น 10 ครั้ง คดียึดสนามบิน ตำรวจขนหลักฐานเป็นคันรถไปขอหมายจับ “ผู้ก่อการร้าย” ก็ถูกเบรกหัวทิ่ม หันกลับแทบไม่ทัน ทุกคนยังลอยนวลมิใช่หรือ
ตรงนี้แหละ ความเป็นธรรมที่แกนนำนปช.ต้องการ.
ดาวประกายพรึก
คนเสื้อแดงได้อะไรจากการต่อสู้?
ที่มา Thai E-News
โดย ใจ อึ๊งภากรณ์
11 พฤษภาคม 2553
จุดจบของการต่อสู้รอบนี้ ซึ่งเริ่มในเดือนมีนาคม เป็นการประนีประนอมระหว่างแกนนำคนเสื้อแดงกับรัฐบาลของอำมาตย์
หลายคนคงจะผิดหวัง แต่เราควรใช้เวลาพิจารณาสถานการณ์และกำหนดแนวทางในการต่อสู้ต่อไป เรื่องมันยังไม่จบจนกว่าอำมาตย์จะถูกโค่นล้ม ดังนั้นอย่าไปเสียเวลากับอาการ “อกหัก” อย่าไปท้อ อย่าไปเดินออกจากเวทีการต่อสู้ด้วยความน้อยใจ
ขอย้ำในสิ่งที่เขียนก่อนหน้านี้.... จุดเด่นเราคืออะไร? จุดเด่นของการต่อสู้ของคนเสื้อแดงตั้งแต่เดือนมีนาคมเป็นต้นไปมีหลายข้อคือ
· คนเสื้อแดงได้พิสูจน์ว่าเป็นขบวนการของประชาชนชั้นล่างในการต่อสู้ทางชนชั้น เพื่อเรื่องปากท้องและเพื่อประชาธิปไตยพร้อมกัน ซึ่งรวมคนชนบทและคนในกรุงเทพฯ จำนวนมาก มากจนเป็นประวัติศาสตร์ ยิ่งใหญ่กว่าการต่อสู้ ๑๔ ตุลา การต่อสู้ของ พ.ค.ท. และการต่อสู้ในเดือนพฤษภาปี ๓๕
· การต่อสู้ที่ยาวนาน ท่ามกลางกระสุนปืน หมอกควัน และข่าวที่ถูกบิดเบือนปิดกั้นโดยรัฐบาล เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับประชาชนจำนวนมาก เขาได้เรียนรู้วิธีจัดตั้งตนเอง วิธีเข้าถึงข้อมูล และวิธีกระจายข่าว ยิ่งกว่านั้นการต่อสู้ทำให้เขากลายเป็นผู้นำเอง มีความมั่นใจในการท้าทายอำนาจอำมาตย์ที่กดทับชีวิตประชาชนมานาน เราอาจพูดได้ว่าเกือบจะไม่มีใครในขบวนการเสื้อแดงที่ยังคิดแบบเดิม ไม่มีใครเป็นทาสทางความคิดของลัทธิอำมาตย์
· การต่อสู้ที่เข้มแข็งของคนเสื้อแดงนี้ บังคับให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับล่าง เช่นตำรวจและทหารเกณฑ์ เริ่มคิดหนัก หลายคนไม่ยอมทำตามคำสั่งผู้บังคับบัญชา และอาจมีหลายคนที่คิดกบฏ แต่ยังไม่ทำอะไรให้เห็นชัด นี่คืออาการของวิกฤตในการปกครองของรัฐอำมาตย์ เราอาจพูดได้ว่ารัฐอำมาตย์อยู่ได้ก็ด้วยการปราบปราม ขู่เข็ญ และการปิดกั้นข้อมูลเท่านั้น ไม่มีความชอบธรรมเลยในสายตาประชาชนนับล้าน และในสายตาสื่อต่างประเทศและชาวโลกที่สนใจประเทศไทย
· เราบังคับให้รัฐบาลอำมาตย์เลื่อนการเลือกตั้งมาข้างหน้า 3 เดือน
ขอเพิ่มเติมตรงนี้ให้ชัดเจนมากขึ้นคือ ท่ามกลางการต่อสู้ คนเสื้อแดงส่วนใหญ่หมดศรัทธาใน(เซ็นเซอร์)แล้ว และสาเหตุมาจากพฤติกรรมของฝ่ายอำมาตย์เองตั้งแต่การผูกโบสีเหลืองในรัฐประหาร ๑๙ กันยา เราต้องเลี้ยงกระแสนี้ให้เติบโตมั่นคงขึ้น เพราะจะมีผลมหาศาลในการทำให้กองทัพหมดความชอบธรรมในการแทรกแซงการเมือง และเปิดทางให้มีการสร้างประชาธิปไตยแท้ได้
ข้อที่น่ากังวล
การประนีประนอมครั้งนี้ทิ้งปัญหาสำคัญๆ ไว้มากมาย เพราะไม่มีการแก้ไขการเซ็นเซอร์สื่อและอินเตอร์เน็ต ไม่มีคำมั่นสัญญาว่าจะเปิดสื่ออย่างเช่น ประชาไท หรือวิทยุชุมชน ไม่มีการพูดถึงนักโทษทางการเมืองในคดีหมิ่นเดชานุภาพฯ และคดีที่มาจากการปิดถนนท่ามกลางการประท้วง คนเหล่านี้ยังติดคุกอยู่ ในประเด็นเหล่านี้พวกเราชาวเสื้อแดงคงต้องสู้ต่อไปในรูปแบบกรณีเฉพาะ ตามจุดและชุมชนต่างๆ ไม่ใช่ยอมจำนนหรือรอการเลือกตั้ง
จุดอ่อนที่ทำให้คนเสื้อแดงชุมนุมต่อไม่ได้
เราต้องดูจุดอ่อนของขบวนการ เพราะจุดอ่อนเหล่านี้ทำให้มันยากที่จะสู้ต่อไปโดยไม่มียุทธวิธีใหม่ๆ ซึ่งเป็นผลทำให้มีการประนีประนอมในที่สุด ดังนั้นเพื่อให้ฝ่ายเราไปปรับแก้และพัฒนาการต่อสู้ในอนาคต เราต้องคิดหนักตรงนี้ เพราะการสู้กับอำมาตย์จะไม่จบง่ายๆ
· ขบวนการเสื้อแดงยังไม่จัดตั้งในหมู่คนงาน ไม่ว่าจะเป็นลูกจ้างในโรงงาน หรือพนักงานในออฟฟิส ฯลฯ เพราะถ้าลูกจ้างที่เป็นเสื้อแดงจัดตั้งกันในสหภาพแรงงาน เราสามารถใช้พลังการนัดหยุดงานมากดดันอำมาตย์ และพลังนี้มีประสิทธิภาพสูง ปราบด้วยกองกำลังได้ยากอีกด้วย มันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ
· การนำในขบวนการเสื้อแดงควรขยายให้สะท้อนความยิ่งใหญ่ของขบวนการ กลุ่มเสื้อแดงจากชุมชนต่างๆ ที่เราเห็นชัดในรูปแบบซุ้มหรือกลุ่มคนที่เดินทางมาด้วยกัน ควรเลือกผู้แทนของตนเองหนึ่งคน และให้ผู้แทนเหล่านี้ประชุมหารือกับแกนนำตลอดเวลา เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนความเห็นระหว่างคนเสื้อแดงรากหญ้ากับแกนนำอย่างเป็นระบบ การตัดสินใจอะไรก็ควรตัดสินใจร่วมกันแบบนี้ ซึ่งจะทำให้ขบวนการเสื้อแดงเข้มแข็งยิ่งขึ้น แกนนำจะมีโอกาสผิดพลาดน้อยลง และรากหญ้าจะร่วมรับผิดชอบในการนำด้วย โดยที่จะสร้างความสามัคคีมากขึ้น นอกจากนี้แกนนำเสื้อแดงในทุกระดับควรมีผู้หญิง เพื่อสะท้อนความจริงเกี่ยวกับขบวนการของเรา
· คนเสื้อแดงต้องทำการบ้านหนักขึ้นในการต่อสายกับทหารเกณฑ์ เพื่อขยายการจัดตั้งของเสื้อแดงเข้าไปในกองทัพ ทหารแตงโมที่จะน่าไว้ใจและมีประสิทธิภาพสูงสุดคือทหารเกณฑ์ที่เป็นเสื้อแดง และในยามวิกฤตเราจะได้สนับสนุนให้เขาฝืนคำสั่งของพวกนายพลที่ต้องการฆ่าประชาชน
· เมื่อมีการยุบสภาและเลือกตั้ง พรรคของคนเสื้อแดงต้อง “คิดใหม่ทำใหม่” รอบสอง เพื่อครองใจประชาชนต่อไป ควรมีการเสนอนโยบายรัฐสวัสดิการ นโยบายที่จะช่วยคนงานและเสริมค่าจ้าง นโยบายสร้างสันติภาพในภาคใต้ และนโยบายเพื่อปฏิรูประบบยุติธรรมและระบบสื่อมวลชน ฯลฯ เราต้องเป็นพรรคของไพร่และพรรคของเสรีภาพและต้องเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในการเคลื่อนไหวของขบวนการเสื้อแดง ทั้งในระดับชาติ และระดับชุมชน มีบทบาทหลักในพรรค ไม่ใช่ปล่อยให้นักการเมืองเก่าๆ ที่ไม่ทำอะไร มาหากินกับการต่อสู้ของประชาชน
เรามีภารกิจในการปลดแอกพลเมืองประเทศนี้จากอำนาจเผด็จการของอำมาตย์ ถ้าเราไม่นำ “กำไร” ที่เราได้มาจากการต่อสู้ในสองเดือนที่ผ่านมา มาเสริมและพัฒนาแนวทางของเราให้ยกระดับสูงขึ้น การเสียสละของคนเสื้อแดงจะละลายไปกับน้ำ เราต้องไม่พลาดตรงนี้
แต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เมืองไทยจะกลับไปเป็นแบบเก่าไม่ได้อีกแล้ว
Thailand red-shirts agree to peace process. Rally to end if...
ที่มา Thai E-News
UDD secretary-general, Natthawut Saikua said the groups two-month long rally has constantly used peaceful methods to bring about social change to Thailand and this approach will not change.
Describing the rally as “an historic struggle”… “the first led by ordinary people” he said the red-shirt rally was now recorded in [Thai] history. While the red-shirts had used peaceful methods in its attempt to bring about change, Mr. Natthawut said the government had embarked on a campaign of violence, lies, defamation and censorship in an attempt to discredit the movement and fool the people.
“We do not want violence. We do not want any additional injuries and deaths no matter who causes them. We are sincere in embracing the Prime Ministers road map and unanimously accept it. This is a complex situation that has been years in the making”, he said.
Mr. Natthawut said the unanimous decision of the core UDD leaders is that they accept the November 14 election date proposed by the Prime Minister.
However, Mr. Natthawut said the violence of April 10 had resulted in the deaths of 25 red-shirt protesters and injuries to more than 800 others.
“We are accused of being terrorists. We have not asked for amnesty and are prepared to fight the charges laid against us through the courts. If we are declared guilty and receive the death penalty, we accept it. But Abhisit and Suthep must face the same court process and accept the same fate if found guilty.
“This is not to raise bargaining conditions. This will be a historic case because in the past wrongdoers have received amnesties.
“Abhisit has parliamentary immunity, but Suthep does not. We therefore call on the police to request an arrest warrant on charges of ordering murder
“The leaders have unanimously agreed that we will end our rally on the same day that Suthep gives himself up to the police.
“Next, the UDD is ready to end our rally to enter the roadmap process, but PTV must go back on the air at the same time. Stop interfering with our TV signal and get us back on the air immediately”, he added.
According to Mr. Natthawut the use of the state of emergency (SOE) is a pressure tactic from the government. “If the government thinks it can continue it must explain it to the people and face their wrath.”
Mr. Natthawut said the red-shirts “are determined to work with all segments of Thai society to work towards reconciliation and a democratic election, but, at the same time, there must be an independent agency established to investigate violent incidents that is acceptable to everyone”.
Describing the decision to end the protest rally as “a difficult one”, Mr. Natthawut said “the leaders felt it was the only way to avoid further deaths and injuries”.
“No one group should claim victory. This should be a victory for the entire country. We are sorry for problems we have caused, but we ask for understanding for why our actions were necessary”, he added.
ปณิธาน "ไพร่"
ที่มา Thai E-Newsเกิดอย่างไพร่ - เราจึงตายอย่างไพร่?
ตายบนแดนศิวิไลซ์อันขื่นขม
เกิดบนดิน - ตายบนดินทุกข์ระทม
ทับถมอยู่กับดินทั้งวิญญาณ
เกิดอย่างไพร่จึงเข้าใจใดคือทุกข์
ใดคือสุขใครสร้างไว้ - ใครล้างผลาญ
ใครสู้พลีตัวเป็นงัวงาน
สร้างทิพย์วิมานเปรอปรนใคร
เกิดอย่างไพร่ - เป็นไพร่ทั้งโคตรเหง้า
หาค่ำกินเช้ามายาไส้
หาเดือนชนเดือนตะบันไป
ยังต้องหาเลี้ยงนายอีกหลายคน
เกิดเป็นไพร่ - ไม่ได้เกิดเป็นข้า
ลงแรงหาเลี้ยงมาจนปี้ป่น
ก้มหัวกลัวเกรงมากี่ชั่วคน
เหลือจะทุกข์เหลือจะทนให้หยามใจ
เกิดเป็นไพร่ - ไม่ได้เกิดเป็นทาส
เพียงสองมือจึงประกาศความฝันใฝ่
เพียงสองตีนจึงทวงหาอธิปไตย
กลับคืนเป็นของไพร่ทั้งยากดี
เกิดเป็นไพร่ - ไม่ได้เกิดเป็นทาส
จะทายท้าทุกอำนาจเคยกดขี่
กี่กระบอกปืนมาจะต่อตี
จะพลิกดินผืนนี้ให้ไพร่เดิน
เกิดเป็นไพร่ - จะขอตายอย่างไพร่
ไม่ร้องขอเกียรติ-ยศใดมาสรรเสริญ
เกิดอย่างไพร่ - ตายให้ไพร่ได้ก้าวเดิน
เป็นเชิงเทินทัพหน้าประชาชน
เกิดอย่างไพร่ - พี่น้องจึงตายเพื่อไพร่
อีกแสนล้านอสงไขยทุกแห่งหน
ตายปลุกไพร่ขึ้นเป็นไททุกผู้คน
ลุกราวีอภิชนทุกชั้นไป
ขอเดินตามปณิธานวีรชน
จะราวีอภิชนทุกชาติไป!
กานต์ ณ กานท์
10 พฤษภาคม 2553
ในโอกาสงาน 'รำลึกวีรชนผู้เสียชีวิตในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553'
**********
กิจกรรมรำลึกวีรชน10เมษาฯ
-วันนี้ 10 พ.ค.53 เวลา 19.00 น. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เชิญร่วมงานรำลึกครบ 1 เดือน ผู้เสียชีวิตจากเหตการณ์ 10 เมษายน 53 จัดโดยกลุ่ม อ.ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
-วันนี้เวลา 16.00น.เป็นต้นไป เชิญร่วมงาน “รำลึก วีรชนนิรนาม” วัน ในโอกาสครบรอบหนึ่งเดือนการสังหารประชาชน สถานที่ คณะรัฐศาสตร์จุฬาฯ จัดโดยกลุ่มประกายไฟ สอบถามเพิ่มเติม โทร. 0866604010 (ร่วมแต่งชุดดำเพื่อไว้อาลัยแก่เหตุการณ์ วันที่10เมย.53)***
***เพียงหนึ่งเดือนให้หลัง สังคมดูจะลืมเลือนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในวันที่10เมษายนที่ผ่านมา เมื่อกองกำลังทหารภายใต้คำสั่งของรัฐบาลได้ทำการสลายการชุมนุม ที่บริเวณสะพานผ่านฟ้า ก่อนหน้านั้นรัฐบาลได้ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่มีการใช้อาวุธจริงในการปฏิบัติหน้าที่ แต่สิ่งที่ปรากฏกลับตรงกันข้าม มีผู้บาดเจ็บหลายร้อยคน และเสียชีวิตหลายสิบคน รัฐบาลพยายามเบี่ยงเบนประเด็นการสลายการชุมนุมดังกล่าวโดยการโยนความผิดให้กับผู้ก่อการร้าย แต่ภาพที่สื่อมวลชนถ่ายทอดรวมถึง การบันทึกเหตุการณ์ในชุมนุมันไม่ใช่เช่นนั้น รัฐบาลไม่อาจปฏิเสธได้อีกแล้วว่า “ทหารของรัฐบาลไม่ได้ยิงประชาชน”
เรื่องที่น่าเศร้าคือเช้าวันที่ 11 ทุกอย่างดำเนินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ประชาชนบริสุทธิ์ที่เสียชีวิตดูไม่มีค่าไม่มีความหมาย สื่อรัฐบาลพยายามประโคมข่าวทหารกล้าที่เสียชีวิต แต่สำหรับประชาชนธรรมดาหาเช้ากินค่ำ และต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยด้วยใจบริสุทธิ์....เหตุใดเล่าชีวิตของพวกเขาจึงไม่เป็นที่พูดถึง...สังคมเพิกเฉยกับสิ่งที่เกิดขึ้น ราวกับว่า “พวกเขาสมควรตาย?” เพราะมาอยู่ผิดที่ผิดทางเอง หรือความตายสำหรับคนจน อาจไม่ใช่เรื่องยิ่งใหญ่นัก เพราะพวกเราอยู่ใกล้ความตายเหลือเกิน เราเสี่ยงต่อการตกงานและอดตาย บ่อยครั้งเราทำงานที่เสี่ยงอันตราย และไม่มีหลักประกันใดๆ สำหรับประเทศนี้ ชัดเจนว่าถ้าคนจนป่วยก็มีแนวโน้มที่จะตายเหมือนหมาข้างถนนอยู่ดี.....ความตายเป็นเรื่องปกติสำหรับคนจนอย่างพวกเรา
คนึง ฉัตรเท วีรชนผู้พลีชีพเพื่อประชาธิปไตย เสียชีวิต ด้วยกระสุนปืน ที่ซื้อด้วยเงินภาษีของเขาเอง ไม่กี่วันถัดมาคณาจารย์ในมหาวิทยาลัยแห่งนี้ยังออกมายืนยันว่า “การสลายการชุมนุมของรัฐบาลเป็นสิ่งที่ถูกต้องและสมควร ตามพรก.ฉุกเฉิน” ชีวิตของคุณคนึง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ ดูไร้ค่าในสายตาย อภิสิทธิ์ชนที่อาศัยชีวิตอยู่บนการกดขี่ขูดรีดและทำนาบนหลังชนชั้นล่างอย่างพวกเรา
เราจะไม่ปล่อยให้การตายของเพื่อนเราไร้ค่า วันนี้เราจะยืนยันว่าไม่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะเป็นเช่นไร เหตุการณ์วันที่10เมษายน ต้องมีผู้รับผิดชอบ และการจากไปของเพื่อนเราต้องเป็นอุทาหรณ์ว่า เหตุการณ์ดังกล่าวต้องเป็นเหตุการณ์ครั้งสุดท้าย เราขอประณามทุกคนที่สนับสนุนการสลายการชุมนุมในวันที่10เมษายน ที่ผ่านมา และขอระลึกถึงวีรชนเพื่อต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยผู้จากไปทุกท่าน.....***
*** กำหนดการ
16.00 เริ่มปราศรัย เข้าชมนิทรรศการเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553
16.30 เสวนาเหตุการณ์วันที่ 10เมษายน อาชญากรรรมรัฐ จากผู้ชำนาญการ และผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์
วิทยากร
– อ.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
- อ.สุดา รังกุพันธ์
– คุณชัยธวัช ตุลาฑน
17.15 ญาติวีรชน กล่าวถึงเหตุการณ์วันที่10เมษายน และการเสียชีวิตของวีรชน
17.45 กล่าวไว้อาลัย วีรชนผู้เสียชีวิต
18.00 อ่านแถลงการณ์ ร่วมร้องเพลงระลึกถึงเพื่อนที่จากไป***
นักวิชาการของประเทศสังคมนิยมมองความขัดแย้งแตกแยกของสังคมไทย
ที่มา Thai E-Newsศาสตราจารย์ดอกเตอร์ จังซีเจิ้น แห่งมหาวิทยาลัยปักกิ่งได้เขียนบทความวิเคราะห์วิจารณ์ความแตกแยกของสังคมไทย โดยใช้นามปากกา เสี่ยนเหวยจิ้ง หรือ แว่นขยาย ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ “ซินจิงเป้า” ฉบับวันที่ 2 พฤษภาคม 2010 ซึ่งหนังสือพิมพ์เหรินหมินรึเป้าออนไลน์ได้นำลงในคอลัมน์ “ข่าวด่วนสถานการณ์สากล” ผมเห็นว่าเป็นบทวิเคราะห์ที่ตรงกับสภาพความเป็นจริง จึงแปลตามต้นฉบับเดิมทุกตัวอักษร ไม่ได้ตัดต่อเพิ่มเติมหรือแทรกความเห็นส่วนตัวใด ๆ เพื่อเป็นกำลังใจสำหรับผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย คัดค้านอำมาตยาธิปไตยอยู่ในปัจจุบัน และโดยเฉพาะเพื่อชาวพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยที่บอกว่าต่อสู้เพื่อคนยากคนจนได้ใช้เป็นแว่นขยายสำหรับตรวจสอบจุดยืน ทัศนะ ของตัวเอง ว่ายืนถูกจุดหรือไม่ มองปัญหาตรงตามสภาพความเป็นจริงหรือไม่อย่างไร
อรุโณทัย
4 พฤษภาคม 2010
他信的失当政策使泰国经济鸿沟变成了社会分裂。他的一个严重错误是:拥有了一个人数众多的朋友,却树立了一个能量巨大的敌人。
近年来泰国政治波澜迭起。每每波涛涌起,都以衣衫的颜色为号,先是黄衫军独占鳌头,后又红衫军独领风骚,最近又涌出粉衫军、彩衫军等。不过,真正形成对峙的是黄红两大阵营,这反映了泰国社会的分裂和阶级的对立。
在大多数发展中国家,城市中产阶级同农村贫民之间的贫富悬殊问题是一个普遍现象,绝非泰国独有,这是后发国家城乡二元制经济长期存在的必然结果。作为政府,本应推动农村经济发展,提升农民经济地位,从而缩小城乡差别。他信政府上台后,的确在这方面做了努力,出台了一系列振兴农村经济的惠民措施,如“30泰铢治百病”的农村医改等。农民对此无不欢欣鼓舞,对他信也感恩戴德。然而,他信政府却没有给城市中产阶级带来多大好处,相反还增加税收,这就引起了他们的不满。
他信的惠民政策不是没有政治图谋。他深谙民主政治中选票的意义,而泰国又是农民占多数的国家,抓住了农民就抓住了权力。这就是他信能在泰国历史上成为首位连任总理、首次建立一党政府的秘密所在。
一旦大权在握,他信便开始对那些敢于批评他的媒体人和教授们大肆整肃,这为他树立了第一个巨大的敌人。而对传统官僚体制进行大刀阔斧改革,又在亲王室的军队头上动土,则把传统官僚势力变成了他信的第二个敌人。这两大势力联合结成了一个反他信的阵营,即黄衫军。
黄衫军阵营的人数不多,但能量巨大。他们有强大的媒体系统,可以进行有效的舆论动员,发动大规模的有组织的街头运动。军队更是泰国传统政治中最关键力量,它常常决定着政治领袖的政治命运,就像2006年的军人政变。黄衫军又多居住在曼谷,有天时、地利、人和方面的优势,这决定了亲他信政府的失败。
红衫军的主体是农民,虽然他们教育程度低下,但有朴素的报恩情结,决心为其“恩人”他信打抱不平。他们组织涣散,但农村传统的庇护制社会关系发挥了作用。亲他信的地方大佬、乡绅、领头人利用他们的传统社会纽带可以进行大规模社会动员,当然,这其中也有强大驱动力:金钱。他信也倾囊相助。红衫军最大的优势在于人多势众。如果再次民主选举,红衫军仍有胜算可能。这就是为什么黄衫军会主张废除“一人一票制”。
因此,在很大程度上,他信的失当政策使泰国的经济鸿沟变成社会分裂。他的一个严重错误是:拥有了一个人数众多的朋友,却树立了一个能量巨大的敌人。这就导致泰国政治的奇特现象:乡下人选出了他,城里人却推翻了他。两个阵营之间斗争的焦点就是他信,一个亲,一个反。只要他信被排斥在泰国政治之外,泰国社会分裂就很难弥合。
张锡镇(北大 教授)
โดย เสี่ยนเหวยจิ้ง (แว่นขยาย)
นโยบายที่ขาดความพอดีของทักษิณทำให้ช่องว่างทางเศรษฐกิจกลายเป็นความแตกแยกทางสังคม ความผิดพลาดที่ร้ายแรงของเขาก็คือ เขามีเพื่อนมิตรที่มีจำนวนคนอันมากมาย แต่ก็ได้สร้างศัตรูตัวหนึ่งที่มีพลังอันมหาศาลด้วย
หลายปีมานี้การเมืองของไทยเกิดละลอกคลื่นละลอกแล้วละลอกเล่า และการเกิดละลอกคลื่นแต่ละครั้ง ล้วนถือเอาสีเสื้อเป็นสัญลักษณ์ ก่อนหน้านี้คือกองทัพเสื้อเหลืองครองความเป็นเจ้าแต่เพียงผู้เดียว ต่อมาก็กองทัพเสื้อแดงผาดโผนโดดเด่นเป็นหนึ่งไม่มีสอง ล่าสุดก็มีกองทัพเสื้อสีชมพู และเสื้อหลากสีผุดขึ้น แต่ว่าที่ก่อรูปเป็นคู่ปรับอย่างแท้จริงนั้นคือเหลืองกับแดง 2 ค่ายใหญ่ ซึ่งได้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกแยกและความเป็นปฏิปักษ์ทางชนชั้นของสังคมไทย
ในประเทศที่กำลังพัฒนาส่วนใหญ่ ปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างความร่ำรวยกับความยากจนระหว่างชนชั้นกลางในเมืองกับคนยากจนในชนบทเป็นปรากฏการณ์ทั่วไป ไม่ใช่มีเพียงประเทศไทยเท่านั้น นี่เป็นผลิตผลอันแน่นอนของระบอบเศรษฐกิจทวิลักษณ์ระหว่างเมืองกับชนบทของประเทศพัฒนาทีหลังซึ่งดำรงอยู่เป็นเวลายาวนาน ในฐานะรัฐบาล ควรต้องผลักดันการพัฒนาของเศรษฐกิจชนบท ยกระดับฐานะทางเศรษฐกิจของชาวนา หดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท ภายหลังที่รัฐบาลทักษิณขึ้นนั่งแท่น ได้ลงเรี่ยวลงแรงในด้านนี้พอสมควร ออกมาตรการเอื้อประโยชน์ต่อประชาชน ฟื้นฟูเศรษฐกิจชนบทเป็นจำนวนมาก เช่น “30 บาทรักษาทุกโรค” เป็นการปฏิรูปงานรักษาพยาบาลในชนบท เป็นต้น ทำให้ชาวนาต่างก็ชื่นชมยินดีและสำนึกในบุญคุณของทักษิณ แต่ว่า รัฐบาลทักษิณกลับไม่ได้อำนวยประโยชน์ให้แก่ชนชั้นกลางในเมืองมากนัก ตรงกันข้ามกลับเพิ่มภาษีของพวกเขาอีกต่างหาก นี่ก็ทำให้พวกเขาไม่พอใจ
นโยบายเอื้อประโยชน์ต่อประชาชนของทักษิณใช่ว่าไม่มีจุดมุ่งหมายทางการเมืองก็หาไม่ เขาตระหนักซึ้งถึงความหมายของบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในการเมืองประชาธิปไตย และประเทศไทยก็เป็นประเทศที่ชาวนาเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ กุมชาวนาได้ก็เท่ากับกุมอำนาจได้ นี่ก็เป็นเคล็ดลับที่เหตุใดทักษิณจึงสามารถเป็นนายกคนแรกที่อยู่ในตำแหน่งติดต่อกันถึง 2 สมัย สร้างรัฐบาลพรรคเดียวเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของไทย
แกนหลักของกองทัพเสื้อแดงคือชาวนา ถึงแม้ว่าพวกเขามีระดับการศึกษาต่ำ แต่มีอารมณ์ความรู้สึกใสซื่อที่จะตอบแทนบุญคุณ ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวสู้เพื่อทักษิณ “ผู้มีพระคุณ” ซึ่งไม่ได้รับความเป็นธรรม พวกเขามีการจัดตั้งที่กระจัดกระจาย แต่ความสัมพันธ์ทางสังคมในระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมของชนบทเกิดบทบาท พวกเจ้าพ่อท้องถิ่น คหบดีบ้านนอก และผู้นำชุมชนที่นิยมทักษิณสามารถอาศัยเส้นสายโยงใยทางสังคมแบบประเพณีดั้งเดิมดำเนินการปลุกระดมทางสังคมอย่างขนานใหญ่ แน่นอนในนี้ก็มีแรงจูงใจที่แข็งแกร่ง เงินทอง ทักษิณก็พร้อมเทกระเป๋าช่วยอยู่แล้ว ความได้เปรียบสูงสุดของกองทัพเสื้อแดงอยู่ที่มีจำนวนคนมาก ถ้าหากจัดให้มีการเลือกตั้งแบบประชาธิปไตย กองทัพเสื้อแดงยังมีความเป็นไปได้ที่จะชนะ และนี่ก็คือเหตุใดกองทัพเสื้อเหลืองจึงมีความเห็นให้ยกเลิก “ระบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง”
จังซีเจิ้น (ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยปักกิ่ง)
วีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ
ที่มา Thai E-Newsวีรชนร่ำไห้ในหลุมศพ
วีระรบกลบเกลื่อนแล้วเลือนหาย
วีรภาพ10เมษาฯพร่าพราย
วีรเวรคะเนงร้ายกลายรุ่งเรือง
ระบอบเถื่อนเบือนบิดผิดเป็นถูก
ระบอบล้มบนฟูกกลับฟูเฟื่อง
ระบอบพันธมารผลาญชาติผงาดเมือง
ระบอบเหลืองมลังเมลืองเลื่องลือ
บ้านนี้เมืองนี้ไม่มีธรรม
บ้านนี้เมืองนี้ตกต่ำ..จดจำชื่อ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องลุกฮือ
บ้านนี้เมืองนี้ต้องรื้อต้องเปลี่ยนแปลง
ประชาชนต้องปฏิวัติต้องขัดขืน
ประชาชนต้องหยัดยืนต้องกำแหง
ประชาชนต้องโค่นล้มต้องสำแดง
ประชาชนต้องเฉิดแสงแห่งพลัง
เร่งปราบดาสถาปนาระบอบใหม่
เร่งประชาชาติไทยให้จัดตั้ง
เร่งขับไสไล่ส่งระบอบชัง
เร่งความหวังสู่ศรัทธามหาชน
ร่วมพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินถิ่นกาขาว
ร่วมเรื่องราวรณรงค์ให้ส่งผล
ร่วมกันสู้เพื่อชาติ-ประชาชน
ร่วมรวมพลประชาไพร่ขับไล่มาร
โดย-ปีกซ้าย
รำลึก1เดือนสืบทอดเจตนา10เมษาวันวีรชนไพร่
ที่มา Thai E-News
โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
10 เมษายน 255331 องค์กรประชาธิปไตยออกแถลงการณ์ในโอกาสครบรอบ 1 เดือนเหตุการณ์ 10 เมษายนเลือด เรียกร้องให้กำหนดเป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์"วันวีรชนไพร่ลุกขึ้นสู้กอบกู้ประชาธิปไตย" พร้อมทั้งเร่งให้เอาผิดต่ออาชญากรผู้สั่งการสังหาร พรรคประชาธิปัตย์ต้องสัตยาบันยุบสภาให้ชัดเจน ปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนทุกส่วนต้องมีส่วนร่วม แสดงความจริงใจปรองดองเริ่มต้นยกเลิกปิดสื่อที่เคลื่อนไหวเรียกร้องประชาธิปไตย
แถลงการณ์:สืบทอดเจตนารมณ์วีรชน 10 เมษายน อย่าปล่อยให้ฆาตรกรลอยนวล คนผิดต้องถูกลงโทษ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ พรรคประชาธิปัตย์ต้องสัตยาบันยุบสภาให้ชัดเจน ปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนทุกส่วนต้องมีส่วนร่วม
โอกาสครบรอบหนึ่งเดือนการล้อมปราบปรามประชาชนคนเสื้อแดงที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย โค่นล้มระบอบอำมาตยาธิปไตยด้วยสองมือเปล่า(ที่มีเพียงตีนตบและหัวใจตบ)โดยยึดมั่นแนวทางสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ เพื่อสร้างประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ เริ่มต้นโดยการเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์หุ่นเชิดของระบอบอำมาตย์ คืนอำนาจอธิปไตยให้ประชาชนโดยการยุบสภา แต่กลับถูกสังหารด้วยจิตใจอำมหิตของผู้ครองอำนาจ ภายใต้คำสั่งพระราชบัญญัติฉุกเฉินขั้นร้ายแรงของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เราในนาม กลุ่ม องค์กร เครือข่าย ที่มีจุดยืนเพื่อประชาธิปไตย มีความคิดเห็นและข้อเรียกร้อง ดังนี้ คือ
1.เราขอให้ผู้รักประชาธิปไตย รักความเป็นธรรม รักชาติรักประเทศทั้งหลาย ร่วมกันรำลึกสืบทอดถึงเจตนารมณ์อันยิ่งใหญ่ของวีรชนผู้เสียสละชีวิต และประกาศให้วันที่ 10 เมษายน เป็นวันสำคัญทางประวัติศาสตร์การเมืองไทยของประชาชน เป็น วันรำลึกการต่อสู้ของวีรชนคนเสื้อแดง เป็น “วันวีรชนไพร่ลุกขึ้นสู้กอบกู้ประชาธิปไตย”
2. เรามีความคิดเห็นว่า ฆาตกรมือเปื้อนเลือดในการสังหารประชาชนวันที่ 10 เมษายน ที่ผ่านมาจะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และหลักสิทธิมนุษยชนสากล เราขอเรียกร้องให้ศาลอาญาระหว่างประเทศ องค์กรสิทธิมนุษยชนสากลร่วมดำเนินการฟ้องร้องเพื่อมิให้เหตุการณ์สังหารประชาชนเกิดขึ้นอีก และเพื่อไม่ให้ “ฆาตกรมือปื้นเลือดลอยนวล คนผิดต้องถูกลงโทษ”
3.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลอภิสิทธิ์แสดงความจริงใจในแนวทางปรองดอง โดยการยกเลิกพระราชบัญญัติฉุกเฉิน และยุติการปิดกั้นสิทธิเสรีภาพของสื่อเวปไซต์ วิทยุชุมชน และพีเพิลแชลแนล โดยทันที มิใช่กระทำตัว “ปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ” และ”ตีสองหน้า” โดยการอ้างว่าต้องการปรองดอง แต่ก็ยังคงมีการกระทำการข่มขู่คุกคามอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
4.เราขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ คณะรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ ทำสัตยาบันประกาศวันยุบสภาให้ชัดเจน และหากแม้ว่าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบตามอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ว่าใครขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไปก็จะดำเนินการยุบสภาตามที่นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ให้สัตยาบันไว้ด้วยเช่นกัน
5.ท่ามกลางกระแสการปฏิรูปประเทศไทย เราขอเรียกร้องให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกองค์กร ทุกเครือข่าย จัดตั้งตนเองขึ้นมา ระดมความคิดเห็น เสนอข้อเรียกร้องในการมีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทย เพื่อมิให้เพียงเครือข่ายรัฐบาล เครือข่ายอำมาตย์เท่านั้นในการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทย
6.และข้อเสนอการปฏิรูปประเทศซึ่งต้องมีกระบวนการแก้ไขกฎหมาย เปลี่ยนแปลงนโยบาย และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น จะเป็นวาระสำคัญในการผลักดันให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่มีส่วนสำคัญในการแก้ไขกฎหมาย พรรคการเมืองที่จะขึ้นมาบริหารประเทศเพื่อดำเนินนโยบายของประเทศ ภายหลังยุบสภา และการปฏิรูปประเทศไทยก็คงมิใช่เพียงการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของนายกรัฐอภิสิทธิ์ ตลอดทั้งเครือข่ายอำมาตย์ เพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
ลงนามโดย1. เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน (คอป.อ.)
2. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านอนุรักษ์น้ำเซิน (คอซ.)
3. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)
4. เครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมภูค้อ-ภูกระแต จังหวัดเลย
5. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
6. แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
7. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จังหวัดอุบลราชธานี
8. กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
9. กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา จังหวัดกาฬสินธุ์
10. เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จังหวัดอุดรธานี
11. กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จังหวัดสกลนคร
12. เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จังหวัดชัยภูมิ
13. กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จังหวัดขอนแก่น
14. กลุ่มเยาวชนมิตรภาพ จังหวัดขอนแก่น
15. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จังหวัดชัยภูมิ
16. กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จังหวัดนครพนม
17. เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จังหวัดยโสธร
18. สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
19. แนวร่วมเกษตรกรภาคเหนือ (นกน.)
20. ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง
21. เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จังหวัดพิษณุโลก
22. เครือข่ายส่งเสริมสิทธิการจัดการทรัพยากรภาคเหนือตอนล่าง (คสปล.)
23. สหพันธ์เยาวชนคลองเตย (สยค.)
24. เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย
25. เครือข่ายชุมชนเมืองบ่อนไก่ กทม.
26. กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
27. เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จังหวัดร้อยเอ็ด
28. เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์
29.กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
30กลุ่มนักศึกษาภาคเหนือเพื่อประชาธิปไตย
31.ชมรมนักข่าวเพื่อเสรีภาพไทย
Monday, May 10, 2010
แดงยื่นเงื่อนไข เทือกมอบตัว ถึงสลายชุมนุม
ที่มา ไทยรัฐ
เมื่อเวลาประมาณ 18.40 น. วันที่ 10 พ.ค. แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง อาทิ นายจตุพร พรหมพันธ์ุ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นพ.เหวง โตจิราการ ขึ้นเวทีแยกราชประสงค์ร่วมกันแถลงเสนอแผนเรดแม็ป 5 ข้อของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยนายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในเรื่องการยุติการชุมนุมนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะทางกลุ่ม นปช.ยอมรับในกรอบข้อเสนอที่จะให้มีการเลือกตั้งวันที่ 14 พ.ย.และกำหนดวันยุบสภาวันที่ 15-30 ก.ย. แต่ในเรื่องสองมาตรฐานในกระบวนการยุติธรรมต้องได้รับการเยียวยา โดยเฉพาะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในกรณีวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมามีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ดังนั้นคนสั่งการต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ทั้งนี้ อยากเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกนายสุเทพ เข้ารายงานตัว เพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกับแกนนำ นปช.ที่โดนหมายเรียกทุกคน
อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า สำหรับกรณีของแกนนำคนเสื้อแดงนั้น จะไปรายงานตัวในเร็วๆนี้ ส่วนวันที่จะกำหนดการสลายการชุมนุมนั้นต้องเป็นวันที่นายสุเทพ ไปมอบตัวเท่านั้น นปช.จะยุติการชุมนุมทันที พร้อมกันนี้ นายณัฐวุฒิ ยังเรียกร้องให้เปิดสถานีโทรทัศน์พีเพิลชาแนลด้วย
"นปช.ยอมไม่ได้ที่จะถูกดำเนินคดีฝ่ายเดียว เพราะมันจะเป็นการกระทำที่สองมาตรฐาน ดังนั้นคนที่สั่งการในเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. ก็ต้องได้รับการดำเนินคดีเช่นเดียวกัน" แกนนำคนเสื้อแดงระบุ.

