ที่มา บางกอกทูเดย์ สังคมไทย เป็นสังคมที่ประทับใจในความจริงใจ ในความมั่นคงซื่อสัตย์นักการเมืองคนใดก็ตาม หากสามารถที่จะมีคุณสมบัติ 2 ประการนี้ได้โดยแท้จริง รับรองได้ว่า จะเป็นภาพลักษณ์ที่ช่วยให้อยู่ยั้งยืนยงได้นานก็ดูเหตุการณ์ที่ทำให้คนไทยน้ำตาซึมในเวลานี้ก็ได้ กับข่าวการแต่งงานกับเจ้าบ่าวนิทรา ที่ประสบอุบัติเหตุลื่นล้มก่อนวันแต่งงานเพียงแค่วันเดียวเท่านั้น ทำให้ นายอดิศักดิ์ ไค่นุ่นกา เจ้าบ่าว ลูกจ้างประจำกรมสวัสดิการทหารเรือ ต้องถูกส่งตัวเข้าไปนอน รักษาเป็นเจ้าชายนิทรา อยู่ในห้องศัลยกรรมประสาทชายชั้น 4 ตึกเฉลิมพระเกียรติ ที่โรงพยาบาลตำรวจปรากฏว่า น.ส.วิภาวรรณ ทองชูแสง พนักงานข้าราชการโรงเรียนนายเรือ ก็ยืนยันมั่นคงในความรัก และได้แสดงความจริงใจซื่อสัตย์ ด้วยการแต่งชุดเจ้าสาวเข้าพิธีแต่งงานกับเจ้าบ่าวเหมือนเดิม แม้ว่าเจ้าบ่าวจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราไปแล้วก็ตามเท่านั้นแหละสังคมไทยน้ำตาซึม น้ำตาไหลรืนไปตามๆ กัน บอกว่านี่คือ ตำนานรักแท้สุดประทับใจแม้สุดท้ายจะจบ ลงด้วยความเศร้า เพราะหลังพิธีแต่งงาน นายอดิศักดิ์ ได้เสียชีวิตลงอย่างสงบนี่คือ ลักษณะสำคัญของจิตใจคนไทยโดยพื้นฐานตรงนี้แหละที่ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วเกิดอะไรขึ้นกับสภาพการเมืองของไทยในเวลานี้ ที่ทำให้นักการเมือง หรือกลุ่มบุคคลที่แสวงหาอำนาจทางการเมือง และการทหารทั้งหลาย ถึงได้ลืมพื้นฐานของสังคมไทยมุ่งหน้าทำลายล้างกัน จนกลายเป็นวิกฤติของประเทศเช่นในขณะนี้แผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ซึ่งคิด ว่าน่าจะเป็นบันไดทอดลง และนำไปสู่การยุติปัญหา เอาเข้าจริงๆก็ไม่ได้จบง่ายอย่างที่นายอภิสิทธิ์ หวังกลุ่มคนเสื้อแดง กลุ่มแกนนำ นปช. ยังไม่เท่าไหร่ ยังสามารถที่จะเจรจาได้แต่กลับกลายเป็นว่า กลุ่มผู้ที่สูญเสียประโยชน์ กลุ่มที่แปลงร่างกลายสภาพ พยายามกลบเกลื่อนพันธุกรรมกันอุตลุดนั้น กลับเป็นฝ่ายที่ไม่ยินยอม ถึงขนาดสลัดภาพเดิมที่เคยฉาบทาเอาไว้ แล้วกลายเป็นมาร ฮึ่มเข้าใส่นายอภิสิทธิ์ เข้าใส่รัฐบาล เข้าใส่คนเสื้อแดงว่าจะจบลงด้วยการเจรจาโดย สันติวิธีเช่นนี้ไม่ได้… จะต้องจบด้วยความรุนแรงเท่านั้นวันนี้จึงทำให้สถานการณ์กลายเป็นเสือปะทะสิงห์ แล้วดันมาเจอจระเข้รองาบไม่เลือกหน้า ก็วุ่นกันอย่างที่เห็นในเวลานี้นั่นแหละ… เชื่อว่าวันนี้นายอภิสิทธิ์ คงรู้ซึ้งแก่ใจแล้วว่า คนที่เคยคิดว่าเป็นมิตร คิดว่าเคยหนุนส่งให้ได้รับเก้าอี้นายกรัฐมนตรีแต่เมื่อไม่ได้ดั่งใจขึ้นก็ลืมความเป็นมิตรได้ทันทีทันควัน และพร้อมที่จะทำลายล้างได้ทุกรูปแบบซึ่งนายอภิสิทธิ์ ไม่ใช่นักการเมืองคนแรกที่โดนเช่นนี้ ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ก็โดนมาแล้วเช่นกันไม่ได้สัมปทานสื่ออย่างที่หวัง ไม่ได้รับความช่วยเหลือทางด้านการเงิน ไม่ได้การปัดเป่าในเรื่องปัญหาหนี้อย่างที่ต้องการจากที่เคยเห็นว่าเป็นนายกรัฐมนตรีที่เหมาะสมที่สุด มีวิสัยทัศน์ระดับสากล ก็กลับกลายเป็นถูกประโคมว่า เป็นนักการเมืองที่เลวร้าย พิพากษาเองเสร็จสรรพว่าเต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่นทั้งๆ ที่วันนี้เอาผิดคอร์รัปชั่นชนิดคดีที่เจ๋งๆ ประจักษ์พยานชัดแจ้งให้คนไทยเห็นและยอมรับได้อย่างประจักษ์ตาและ หัวใจจริงๆ สักคดีหนึ่งก็ยังไม่มีผลงานของ คตส. ถูกมองว่าเป็นกลไกเพื่อการป้ายสีและทำลายล้าง ด้วยระบบยุติธรรม 2 มาตรฐาน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่เกิดความวุ่นวายขึ้นมาจนทุกวันนี้กลุ่มคนเสื้อแดงวันนี้พิสูจน์ชัดเจนแล้วว่า สู้เพื่อทวงคืนประชาธิปไตยที่แท้จริง และต้องการที่จะหยุดระบบ 2 มาตรฐานที่เกิดกับเสาหลักตุลาการในเวลานี้ไม่ได้เป็นการต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างที่ถูกป้ายสีจากเครือข่ายอำมาตย์และกลไกการเมืองของรัฐ รวมทั้งวิชามารของนักการ เมืองที่ไม่เคยซื่อสัตย์จริงใจกับใครเลยสิ่งที่ยืนยันว่า แกนนำ นปช. หรือกลุ่มคนเสื้อแดงไม่ได้มุ่งสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหลัก ก็คือ ความไม่ลงตัวในเรื่องแกนนำ นปช. รุ่น 2 นี่แหละ คือประจักษ์พยานที่ชัดเจนที่สุด เพราะล่าสุดนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. ประกาศชัดว่า ที่มีการออกมาระบุกันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้สั่งการให้แต่งตั้ง นปช.รุ่น 2 แทนแกนนำชุดแรก เป็นแค่เรื่องของข้อมูลคลาดเคลื่อน เพราะนปช. ไม่ใช่บริษัทเอกชน จะโละผู้บริหารได้ ไม่มีใครมี อำนาจเปลี่ยนตัวแกนนำ แม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ เองก็ตาม เพราะไม่อยู่ในฐานะที่ตัดสินใจเปลี่ยนตัวแกนนำ ซึ่งทางแกนนำ นปช. ก็ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงสารทุกข์สุขดิบ ต่างๆ บ้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้สอบถามสถานการณ์โดยเฉพาะการเป็นห่วงที่มีผู้เสียชีวิตจากการชุมนุม ไม่มีการติดต่อทาบทาบให้มีการแต่งตั้งแกนนำรุ่น 2 แต่อย่างใดนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ออกมาให้ข้อมูลในแนวทางเดียวกันว่า ที่มีข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะ ให้นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง และนายขวัญชัย ไพรพนา เป็นแกนนำคนเสื้อแดงชุด 2 แทน นายวีระ มุสิกพงษ์ นายจตุพร พรหมพันธุ์ และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นั้นถือเป็นข่าวที่คลาดเคลื่อน เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ทราบเรื่อง ก็ได้โทรศัพท์มาหา เพื่อให้ช่วยชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นเช่นนั้น ไม่ใช่เรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะไปตัดสินใจเปลี่ยนตัวแกนนำ เป็นเรื่องของมวลชนเสื้อแดงเองล้วนๆดังนั้น เงื่อนไขกลุ่มคนเสื้อแดง ที่ยังไม่ยอมสายการชุมนุม ก็เป็น เพราะเรื่องกรณีวีรชนที่เสียชีวิตยังไม่ได้รับความเป็นธรรม และคนสั่งการยังไม่ถูกดำเนินคดีตามกฎหมายไม่ใช่เพราะจะต่อสู้เพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือเพื่อล้มล้างสถาบันอย่างที่มีความพยายามในการป้ายสีมาโดยตลอดเชื่อว่าวันนี้ ลึกๆ นายอภิสิทธิ์ เองก็คงจะรู้ซึ้งอยู่แก่ใจแล้วว่า จริงๆ แล้วใครคือ ศัตรูที่แท้จริงกันแน่จะเห็นได้จากท่าทีของนายอภิสิทธิ์ ที่ยินดีเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม กรณีสั่งสลายม็อบหลังจากที่สมาชิกพรรคเพื่อไทย และญาติผู้เสียชีวิต ได้มีการร้องทุกข์ กล่าวโทษนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผอ.ศอฉ. กับทาง ดีเอสไอ ไปแล้วซึ่งนายสุเทพ ตัดสินใจไปพบนายธาริต เพื่อไปรับทราบการร้องทุกข์กล่าวโทษ เช่นเดียวกับนายอภิสิทธิ์ ด้วยเช่นกัน แต่กรณีของนายอภิสิทธิ์ จะต้องผ่านขั้นตอนของกระบวนการรัฐสภาก่อน เนื่องจากเป็น ส.ส.มีเอกสิทธิ์คุ้มครอง หากสภามีมติไม่ให้ความคุ้มครองจึงสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้นายอภิสิทธิ์ ระบุชัดเจนว่า ยินดีที่จะเข้าสู่กระบวนการ ซึ่งการทำ งานของ ศอฉ. และหน่วยงานด้านความมั่นคง สามารถที่จะอธิบายได้ และพร้อมที่จะนำหลักฐานต่างๆ มาต่อสู้กันในกระบวนการยุติธรรมซึ่งหากนายสุเทพ และนายอภิสิทธิ์ แสดงความจริงใจในการรับทราบข้อกล่าวหาจริงๆ ในขณะที่ทางดีเอสไอ ก็ต้องไม่มี 2 มาตรฐานดำเนินการไปตามเนื้อผ้า พิสูจน์ความจริงตามข้อกล่าวหาว่ามีการฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288,289 มาตรา 82,83 และ 84 และมีการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัต หน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 82 และ 83 ตามที่ญาติผู้เสียชีวิตมาร้องถูกกล่าวโทษกับดีเอสไอจริงหรือไม่???ซึ่งแน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องไปต่อสู้กันตามกระบวนการยุติธรรมแต่แน่นอนว่า นี่คือ การลดเงื่อนไขในการเจรจาลงมา และน่าที่จะทำให้การเจรจาในการหาข้อยุติทำได้ง่ายขึ้นเพียงแต่ว่าจะถูกใจกลุ่มพันธมิตรฯ และกลุ่มเสื้อหลากสีหรือไม่กับการที่จะยุติลงโดยสันติวิธี เป็นเรื่องที่น่าคิดเหมือนกัน ว่านายอภิสิทธิ์ จะรับมืออย่างไรเช่นเดียวกันกับ กรณี พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ที่ไม่รู้ว่ากลัวจะไม่เหลือบทบาท หรือหมดโอกาสออกทีวี ก็เลยยังออกมายืนกรานว่าศอฉ. ได้เสนอนายกรัฐมนตรีไปว่า ยังไม่ควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมทั้งเรื่องการถอนกำลังทหาร ก็ยังไม่ควรดำเนินการ แม้คนเสื้อแดงจะสลายชุมนุมไปแล้ว อ้างว่ายังมีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ในการชุมนุมไปโน่นเลยข้ออ้างเหล่านี้แหละที่ทำให้ ศอฉ. ยังใช้กำลังทหารสร้างผลกระทบกับชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบานทั่วไปอย่างไม่หยุดหย่อน มีการ เพิ่มด่านจาก 6 ด่าน เป็น 11 ด่าน บางคืนก็มีการปิดถนนจนรถราติดขัดไปหมด ไม่เว้นแม้แต่วันอาทิตย์กรณีเหล่านี้นายอภิสิทธิ์ จะรับมืออย่างไร???เพราะนี่คือ เงื่อนไขที่เกิดขึ้นมาเพื่อจะทำให้การชุมนุมยืดเยื้อทั้งสิ้นกลายเป็นว่าการเจรจากับคนเสื้อแดง นายอภิสิทธิ์ กับนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ สามารถทำได้ง่ายกว่า การเจรจากับคนรอบข้างที่เป็นพวกเดียวกันเอง แล้วแบบนี้ทำไมไม่ทำตามข้อเสนอของกลุ่มคนเสื้อแดง มอบตัวในคดีสั่งสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เมษายน เช่นเดียวกับแกนนำ นปช.ที่ต้องคดี เพราะ นปช. ก็บอกแล้วว่าถ้าเข้ามอบตัววันไหน วันนั้นแกนนำ นปช. จะประกาศยุติการชุมนุมทันที และคนเสื้อแดงพร้อมกลับบ้านทันทีรวมทั้งตัดสินใจยกเลิก พ.ร.ก.บริหารราชการในภาวะฉุกเฉิน ยกเลิก ศอฉ. ไปเลยพิสูจน์ความจริงใจ เพื่อให้ปัญหายุติ รับรองมีแม่ยกเชียร์มากกว่าม็อบหลากสี ชัว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, May 12, 2010
รุมบีบมาร์ค ห้ามเลิก‘ศอฉ.’!
Tuesday, May 11, 2010
พท.เสนอโรดแมป3ข้อ ตั้งกก.ร่วม2สภาเข้าที่ประชุมพรุ่งนี้ ไกล่เกลี่ยนปช.-รบ. กำหนดวันเลือกตั้งเร็วสุด
ที่มา มติชน
เมื่อเวลา 16.40 น. วันที่ 10 พฤษภาคม คณะส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดยนายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านหรือวิปฝ่ายค้าน นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน นายประเกียรติ นาสิมมา ส.ส.สัดส่วน เป็นต้น ร่วมแถลงผลการประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทย หลังใช้เวลาหารือเกี่ยวกับแผนสร้างความปรองดองหรือโรดแมปนานกว่า 2 ชม.
โดยนายสุนัย กล่าวว่า ที่ประชุมส.ส.พรรคเพื่อไทยมีมติเอกฉันท์ ให้เสนอโรดแมปฉบับพรรคเพื่อไทย พร้อมมอบหมายให้วิทยา ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้านนำเสนอต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภาในวันที่ 11 พฤษภาคมนี้ คือให้ดำเนินการแต่งตั้งคณะกรรมการของรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วยส.ส.ที่เป็นตัวแทนจากทุกพรรคการเมืองในรัฐสภา และจากสมาชิกวุฒิสภาจำนวนหนึ่งคณะ มีหน้าที่คือ
1.ให้คณะกรรมการรัฐสภาเป็นผู้เสนอโรดแม็ปแทนรัฐบาลและนายกรัฐมนตรี สาระสำคัญประกอบด้วย
1.1 จะต้องให้ความขัดแย้งของสังคมยุติโดยเร็วที่สุด เพื่อนำประเทศชาติเข้าสู่ระบบประชาธิปไตยโดยเร็วที่สุด
1.2 จะต้องเป็นตัวกลางที่คุยกับทั้งสองฝ่ายคือ นปช.และรัฐบาลเพื่อแก้ข้อวิตกกังวลที่ทั้งสองฝ่ายมีอยู่
2.ให้มีการประกาศวันยุบสภาและการกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนและเร็วที่สุด เพื่อให้บ้านเมืองหลุดพ้นเงื่อนไข โรคแทรกซ้อนที่จะเข้ามาขัดขวางไม่ให้เกิดความปรองดองและให้ประเทศชาติพ้นภาวะอึมครึมโดยเร็วที่สุด
3.พัฒนาโรดแม็ปให้เป็นสัญญาประชาคม โดยให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม โดยคณะกรรมการดังกล่าวจะเป็นผู้รับฟังความเห็นและสรุปให้เสร็จโดยเร็วในเวลาที่กำหนด
นายสุนัย กล่าวว่า หากนายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภาและที่ประชุมเห็นด้วย นายชัยสามารถใช้อำนาจดำเนินการแต่งตั้งกรรมการดังกล่าวได้ทันที โดยรูปแบบจะเหมือนกับการแต่งตั้งคณะกรรมการสมานฉันท์รัฐสภาเพื่อศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่าน สำหรับเรื่องรายละเอียด เช่น จำนวนคณะกรรมการ ระยะเวลาในการดำเนินงาน หรือแม้กระทั่งตัวประธานคณะกรรมการเป็นเรื่องที่ประชุมร่วมรัฐสภาจะมีความเห็น แต่หากนายชัย ไม่เห็นด้วยก็เป็นอันต้องจบลง
ด้านนายวิทยา กล่าวว่า เหตุผลที่พรรคเพื่อไทยเสนอโรดแมป ไม่ใช่ ไม่ยอมรับโรดแมปของนายกรัฐมนตรี แต่พรรคเพื่อไทยเห็นว่าถ้าให้รัฐสภาเป็นผู้ดำเนินการจะเหมาะสมกว่า เพราะนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลถือเป็นคู่กรณี สำหรับโรดแมปของพรรคเพื่อไทยมีเพียง 3 ข้อ จึงน่าจะปฏิบัติได้จริงในเวลาที่รวดเร็วกว่าของนายกรัฐมนตรี อีกทั้งยังหน้าตาดีกว่า ไม่ขี้เหร่เหมือนของนายกฯ และมีความเป็นกลางมากกว่า
ทำกร้าวไปงั้นแหละ
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
หลายคนได้ฟังรายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ตอนเช้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แล้วรู้สึกไม่สบายใจ เพราะนายกฯ มีท่าทีแข็งกร้าวใส่ม็อบ
จนน่าเป็นห่วงว่า สถานการณ์อาจจะไม่คลี่คลายได้ง่ายๆ!?
ทั้งที่ก่อนหน้านี้ มีสัญญาณจากทั้งสองฝ่าย เห็นพ้องต้องกันกับแผนปรองดอง คงจะยอมจบในเร็ววัน
จู่ๆ นายกฯ มาแสดงอาการรุกไล่แบบนี้ ฝ่ายม็อบฟังแล้วก็คงไม่พอใจเป็นแน่
เลยกลัวว่า จะหันมารบกันต่อหรือเปล่า
อย่าลืมว่าคนส่วนใหญ่ในบ้านเมือง ต้องการให้เหตุการณ์คลี่คลาย โดยไม่มีการนองเลือด
ไม่มีใครอยากให้ประชาชนทุกสีเสื้อต้องโดนเข่นฆ่ากลางถนน
คนส่วนใหญ่ ซึ่งไม่มีจิตใจอำมหิต ไม่เรียกร้องให้รัฐบาลปราบม็อบ ด้วยข้ออ้างบังคับใช้กฎหมาย
ปรารถนาอย่างยิ่งให้จบได้ด้วยการเจรจาและสันติวิธี
นั่นคือสิ่งที่ผู้มีจิตใจประชาธิปไตย เจริญด้วยปัญญาและเปี่ยมด้วยมนุษยธรรม ต้องการเห็น
แต่เอาเข้าจริงๆ ที่นายกฯ แสดงออกดุดันทางทีวีนั้น คงเพียงแค่ไม่อยากให้กองเชียร์ที่ใส่เสื้อเหลืองและเสื้อหลากสีรู้สึกผิดหวัง
แค่ต้องการแสดงออกว่า เหนือกว่าสีแดง!!
ปลอบใจกันเองเท่านั้น ไม่มีอะไร
ในความเป็นจริงนายกฯ ต้องรู้ดีว่า กลไกศอฉ.ในเวลานี้ เบาเครื่องยนต์หมดแล้ว ใกล้เก็บข้าวของกลับบ้านกันแล้ว
ถ้าสมมติม็อบแดงยังยืดเยื้อต่อไป รัฐบาลก็ไม่มีกลไกทหาร-ตำรวจ ไปจัดการปราบม็อบให้หรอก
นายกฯ อยู่ในสภาพหมดไพ่เล่นแล้ว
ฝ่ายนปช.เองก็รู้ดีว่า การกำหนดเลือกตั้งในเดือนพ.ย. ซึ่งเท่ากับต้องยุบสภาในอีก 4 เดือนข้างหน้า เป็นชัยชนะที่พอสมควรแล้ว
เพียงแต่ต้องการให้เกิดความชัดเจนอีกนิด ตกลงในรายละเอียดกันอีกหน่อย
แล้วก็พร้อมจะสลายตัว
ทำเป็นขึงขังแข็งกร้าวกันไปงั้นแหละ
ทั้งที่รู้ตัวกันดีว่า ไม่มีทางเลือกมากไปกว่านี้
เลิกกลัวเสียหน้าตา แล้วหาทางลงอย่างสงบและสง่ากันเถอะ!
ภาวะไร้ "ผู้ใหญ่" จากกรณี เสาะกรรมการ สอบ 10 เมษายน
ที่มา ข่าวสด
ไม่ต้องถามว่าจะเอา "ความผิด" กับใคร
1 เป็นความผิดของผู้ออกคำสั่งให้ทหารดำเนินการ "ขอคืนพื้นที่" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเลยเวลา 18.00 น.ไปแล้ว
1 เป็นความผิดของ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ซึ่งปรากฏขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน
เพราะแม้ว่าส่วนแรกจะแจ่มชัดว่าเป็นความรับผิดชอบร่วมระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่อยู่ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
กระนั้น ส่วนหลังซึ่งถูกเรียกว่า "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" จะอยู่ในความรับผิดชอบของใคร
ยิ่งกว่านั้น จะเอาใครมาประกอบส่วนขึ้นเป็น "คณะกรรมการ"
ถึงแม้ว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเคยแถลงมอบหมายให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) รับไปดำเนินการ
แต่ก็เริ่มมีเสียงท้วงติงทั้งจาก "ภายใน" และจาก "ภายนอก"
ภายในเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วยกันว่าไม่สมควรเพราะเท่ากับรัฐบาลผลักภาระทางการเมืองมาให้กับกสม.
ภายนอกเป็นการตั้งข้อสังเกตถึงความชอบธรรมของกรรมการกสม.บางท่าน
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และ น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการ
เพราะว่า 2 คนนี้เคย "เหลืองอ๋อย" มาตั้งแต่ก่อรัฐประหารเดือนกันยายน 2549
นางอมรา พงศาพิชญ์ เคยเคลื่อนไหวขับรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ ก็แทบไม่แตกต่างกัน
หากรับเป็นกรรมการตรวจสอบก็ยากจะก่อให้เกิดความเชื่อถือต่อสังคมได้
ต้องยอมรับว่า นอกเหนือไปจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) แล้วการเสาะหาบุคคลอื่นก็แทบไม่ต่างไปจากการเสาะหา
"หนวดเต่า เขากระต่าย"
เมื่อก่อนสังคมเคยสนิทใจกับชื่อของ น.พ.ประเวศ วะสี ชื่อของ นายเสน่ห์ จามริก ชื่อของ นายระพี สาคริก
เรียกโดยองค์รวมเชิงยกย่องว่าเป็น "ราษฎรอาวุโส"
แต่พลันที่ผ่านสถานการณ์การรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มา สังคมก็เริ่มไม่แน่ใจในตัวของ "ราษฎรอาวุโส" เสียแล้ว
หากแต่งตั้งท่านใดท่านหนึ่งก็คงได้ยินเสียงครางฮือจากสังคมอย่างไม่ต้องสงสัย
ขนาดบุคคลที่เคยได้รับยกย่องให้เป็น "ราษฎรอาวุโส" ยังถูกทอดมองด้วยความไม่แน่ใจแล้วจะเหลืออะไรให้ยกมือไหว้ได้เล่า
อันเท่ากับสะท้อนว่า สังคมไทยกำลังแล้งไร้ "ผู้ใหญ่" ที่ผู้คนให้การยอมรับเหลืออยู่
ก่อนหน้านี้เราเคยมีบุคคลอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช อันถือว่าเป็น "เสาหลัก" ของสังคม
แต่น่าเสียดายที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ "ล่วง" ไปอยู่ในอีกภพชาติหนึ่งเสียแล้ว จะมีก็แต่ชื่อเสียงและเกียรติภูมิในฐานะปราชญ์และอดีตนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเท่านั้น
ถามว่าแล้ว นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเอาใครมาเป็นกรรมการสอบสวนพฤติกรรมของตน
สื่อนอกมองรบ.ไทย ไล่ปิด"เว็บไซต์"ต้านอำนาจรัฐ
ที่มา ข่าวสด
ประเทศไทยก็มีร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) คอยทำหน้าที่นั้นอยู่เฉกเช่นเดียวกัน
โดยสายตาของรัฐมนตรีไอซีทีผู้นี้จะคอยจับจ้องลงมาจากป้ายโฆษณาประชาสัมพันธ์ตามถนนหนทางและทางด่วน พร้อมกับเขียนคำเตือนบอกว่า
"เว็บไซต์ที่มีเนื้อหาเลวร้ายทำความเสียหายให้แก่สังคม และสมควรแจ้งข้อมูลไปยังสายด่วนทันที"
ขณะนี้รัฐบาลไทย ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กำลังเปิดแนวรบต่อสู้กับกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลอยู่ 2 แนวรบด้วยกัน แนวรบแรกเกิดขึ้นตามท้องถนน ซึ่งเต็มไปด้วยกำลังทหาร-ตำรวจที่คอยคุมเชิงรักษาสถานการณ์ กับ แนวรบใน "โลกไซเบอร์สเปซ" (โลกอินเตอร์เน็ต) ซึ่งทางการพยายามใช้วิธีการ "บล็อก" เสียงวิพากษ์วิจารณ์ด้วยคำขู่ผ่าน "โทษจำคุก" ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายผู้เผยแพร่ข้อมูลและผู้รับข้อมูลข่าวสารในโลกอินเตอร์เน็ตของไทย ต่างพยายามดิ้นรนหาวิธีการต่างๆ เพื่อเข้าถึงข่าวสารที่ถูกเซ็นเซอร์ไปอย่างเต็มที่ เช่น หาวิธีการเจาะผ่าน "ไฟร์วอลล์" (โปรแกรมรักษาความปลอดภัย) ของรัฐบาล หรือบางครั้งก็ใช้เทคนิคเดียวกับที่กลุ่มต่อต้านรัฐบาลเผด็จการใจประเทศจีนกับอิหร่านเคยใช้
นโยบายบล็อกเว็บไซต์อย่างเหวี่ยงแหของรัฐบาลไทยยังส่งผลกระทบไปถึงกลุ่มคนที่ต้องการเปิดดูเว็บไซต์เพื่อความบันเทิง เช่น เปิดเข้าชมบริการไลฟ์สตรีมมิ่ง (ถ่ายทอดสัญญาณภาพสดๆ ผ่านอินเตอร์เน็ต) เช่น เว็บ justin.tv, ustream.tv, livestream.tv ซึ่งโดนบล็อกเพราะเผอิญกลุ่มต่อต้านรัฐบาลที่เรียกตัวเองว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง" เข้าไปใช้เป็นแหล่งเผยแพร่ข่าวสาร
"ในเรื่องการเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสารทางอินเตอร์เน็ต ประเทศไทยกำลังค่อยๆ เป็นเหมือนกับประเทศจีนเข้าไปทุกขณะ" ภูมิจิต ศิระวงศ์ประเสริฐ ประธานชมรมผู้ประกอบการธุรกิจโฮสติ้ง กล่าว
ตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมานี้ ชื่อเสียงด้านสิทธิเสรีภาพในการพูด-แสดงออกซึ่งความคิดเห็นของไทยถูกบ่อนเซาะทำลาย โดยผลการจัดอันดับดัชนีเสรีภาพสื่อของไทย จัดทำโดยกลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนชี้ว่า เมื่อปีก่อนไทยร่วงลงไปติดอันดับ 130 ขณะที่ผลการจัดอันดับครั้งแรกเมื่อปี 2545 ติดอันดับ 65
วิกฤตการการเมืองไทยในรอบ 5 ปีที่ผ่านมาผลักให้รัฐบาลใช้มาตรการเข้มข้นเข้าควบคุมอินเตอร์เน็ตมากยิ่งขึ้น กลุ่มคนเสื้อแดงต้องการให้นายกฯ อภิสิทธิ์ยุบสภาฯ เพื่อจัดเลือกตั้งใหม่โดยอ้างว่า การเข้าสู่อำนาจเมื่อเดือนธันวาคม 2550 ของนายอภิสิทธิ์ปราศจากความชอบธรรม เพราะมีข้อตกลงลับๆ และได้ทหารช่วยกดดัน
การชุมนุมประท้วงรัฐบาลบนท้องถนนกทม. ยืดเยื้อมาเกือบ 2 เดือน และมีเหตุรุนแรงเกิดขึ้น ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 29 ราย บาดเจ็บเกือบ 1,000 ราย เมื่อรัฐบาลตระหนักได้ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมจะปักหลักยาว ในวันที่ 7 เมษายนจึงตัดสินใจประกาศพรก.ฉุกเฉิน พร้อมมีคำสั่งปิดกั้นสื่อ สั่งแบน สั่งเซ็นเซอร์ ห้ามมิให้นำเสนอข่าวใดๆ ที่ก่อให้เกิดความตื่นตระหนก ปลุกปั่นความรุนแรง และทำลายเสถียรภาพด้านความมั่นคง
ทันทีที่กฎหมายดังกล่าวบังคับใช้ เว็บไซต์ที่รายงานข่าวเกี่ยวข้องกับการเมือง 36 เว็บถูกบล็อก และยังมีการปิดสถานีวิทยุชุมชน ซึ่งเป็นกระบอกเสียงของคนเสื้อแดง รวมถึงตัดสัญญาณสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของคนเสื้อแดง ส่วนสื่อสิ่งพิมพ์ยังรอดพ้นจากการควบคุมที่ว่านี้ อย่างไรก็ตาม แม้คำสั่งของรัฐจะสั่งปิดเว็บที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคง แต่เว็บไซต์ของฝ่ายต่อต้านเสื้อแดง เช่น เว็บกลุ่ม"คนเสื้อเหลือง"กลับไม่ตกเป็นเป้าหมาย แม้บางครั้งจะเผยแพร่เนื้อหารุนแรงสุดขั้ว
"ไม่มีใครออกมาอธิบายว่า เหตุใดเว็บไซต์เหล่านี้ถึงโดนบล็อก ช่วงแรกเริ่มต้นจากการบล็อก 36 เว็บไซต์ จากนั้นก็ 190 เว็บไซต์ ตามด้วย 420 เว็บไซต์" สุภิญญา กลางณรงค์ ผู้ประสานงานเครือข่ายพลเมืองเน็ต กล่าว และว่า ตัวเลขจำนวนที่แน่ชัดของเว็บไซต์ที่ถูกปิดน่าจะสูงกว่านั้น เพราะมีวิธี "ไม่เป็นทางการ" ในการสั่งปิดอีกเช่นกัน เช่น เพิ่มแรงกดดันไปยังผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) เพื่อให้บล็อกเว็บบางเว็บ เป็นต้น
กลุ่มผู้สื่อข่าวไร้พรมแดนระบุว่า "เว็บเซ็นเซอร์ชิป" หรือการเซ็นเซอร์เว็บไซต์ในสังคมไทยมีมานานหลายปีแล้ว
ทั้งนี้ ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมามีเว็บไซต์และเว็บเพจส่วนตัวถูกสั่งบล็อกไปกว่า 50,000 เว็บ จริงแล้วๆ รัฐบาลไทยประกาศอย่างเปิดเผยว่าจะจัดการปราบปรามเว็บทำลายศีลธรรม รวมถึงเว็บลามกและเว็บการพนัน และแทบไม่ค่อยมีเสียงต่อต้านออกมาเท่าไหร่นัก
กระทั่งระยะหลังการเซ็นเซอร์เริ่มรุกคืบเข้าไปสู่เว็บไซต์ข่าวและเว็บการเมือง
กล่าวสำหรับปฏิบัติการควบคุมเว็บไซต์ของไทย เริ่มต้นขึ้นอย่างชัดเจนภายหลังเหตุรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลชุดนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี 2549 ซึ่งอันที่จริงแล้วก็ไม่เป็นมิตรกับการปล่อยให้ผู้คนมี "สิทธิเสรีภาพในการพูด" เหมือนๆ กัน เพราะพ.ต.ท.ทักษิณมักใช้แรงกดดันทางการเงินและการเมืองจำกัดการรายงานข่าวทางลบต่อรัฐบาล
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากพ.ต.ท.ทักษิณพ้นจากอำนาจ แนวโน้มการควบคุมเว็บไซต์ในรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งได้รับการหนุนหลังจากกองทัพก็เข้มข้นขึ้น ดูได้จากการผ่านกฎหมายพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และหลังจากนั้นรัฐบาลชุดนี้ก็สั่งบล็อกเว็บไซต์นับพันเว็บ ซึ่งเป็นภัยต่อความมั่นคง
ในระยะหลังนี้ เว็บไซต์ที่เป็นกระบอกเสียงคนเสื้อแดงตกเป็นเป้าหมายการเซ็นเซอร์ของรัฐบาล แต่ว่า 1 ใน 36 เว็บไซต์กลุ่มแรกที่โดนปิดภายใต้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ "prachatai.com" (ประชาไท ดอต คอม) ซึ่งก่อตั้งโดยกลุ่มผู้สื่อข่าว วุฒิสมาชิก และนักกิจกรรมรณรงค์เสรีภาพสื่อมวลชน
เว็บแห่งนี้ให้คำจำกัดความตนเองว่าเป็นเว็บหนังสือพิมพ์ออนไลน์อิสระไม่แสวงหาผลกำไร จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารในยุคที่มีการปิดกั้นเสรีภาพ-อิสรภาพของสื่อมวลชนไทยอย่างร้ายแรง
"ความพยายามควบคุมอินเตอร์เน็ตเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ และนับวันยิ่งมากยิ่งขึ้น ภายหลังเหตุรัฐประหารเมื่อปี 2549 แต่ขณะเดียวกันการสื่อสารทางอินเตอร์เน็ตก็กลับกลายมามีบทบาทขึ้นเรื่อยๆ นับแต่นั้นเช่นกัน" จีรนุช เปรมชัยพร เว็บมาสเตอร์ประชาไท กล่าว
ล่าสุด จีรนุชเผชิญกับข้อหาละเมิดพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ เนื่องจากปล่อยให้มีคนเข้าไปเขียนคอมเมนต์ แสดงความเห็นเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ และอาจต้องรับโทษจำคุกถึง 50 ปี
อย่างไรก็ดี เว็บประชาไทก็เหมือนกับอีกหลายๆ เว็บที่กำลังเล่นเกม "แมวจับหนู"กับคำสั่งเซ็นเซอร์ของรัฐบาล ด้วยการย้าย "เซิร์ฟเวอร์" ออกไปนอกประเทศและหาช่องทางอื่นๆ เผยแพร่ข่าวสารให้จงได้
"ถ้ารัฐยังคงบล็อกไม่เลิก ในที่สุดเราอาจใช้วิธีการกระจายข่าวผ่านอีเมล์" จีรนุช ระบุ
แม้รัฐบาลจะพยายามปิดกั้นเว็บ แต่ยังมีหลายวิธีที่นักท่องเน็ตจะเล็ดลอดเข้าไปดูจนได้
โดยวิธียอดฮิตปกติทั่วไป ได้แก่ การใช้บริการเว็บไซต์จำพวก "พร็อกซี่ เซิร์ฟเวอร์ส" (Proxy Servers) ซึ่งช่วยให้นักท่องเน็ตย้ายไปเชื่อมต่อข้อมูลจาก "คอมพิวเตอร์ของบุคคลที่ 3" แทน
ส่วนบางคนก็ใช้โปรแกรม หรือ ซอฟต์แวร์ ที่พัฒนาขึ้นมาเพื่อเจาะทะลุไฟร์วอลล์ของภาครัฐโดยเฉพาะ
ในความเห็นของจีรนุชมองว่า การเซ็นเซอร์เว็บไซต์ ไม่ใช่คำตอบสำหรับการแก้ปัญหาความแตกแยกในสังคมไทย เพราะ..
"เท่าที่ติดตามสถานการณ์ที่ผ่านมานั้น วิกฤตการการเมืองจะตึงเครียดยิ่งขึ้นหลังจากสื่อถูกปิดกั้นปราบปราม..
"การปิดกั้นเท่ากับว่ารัฐบาลกำลังดูถูกประชาชน ถ้ารัฐบาลเชื่อว่าประชาชนในชาติมีสติปัญหาและเฉลียวฉลาดพอก็หันมาเคารพประชาชนและปล่อยให้พวกเขาบริโภคข้อมูลข่าวสารจากทุกฝ่ายจะดีกว่า"
เรียบเรียบจากรายงานข่าว
Thailand censors more websites as protest persist.
เขียนโดย แกรนต์ เพ็ก สำนักข่าวเอพี
"บล็อก"เว็บไซต์
ยิ่งห้าม-เหมือนยิ่งยุ!
หมายเหตุ : ข้อมูลที่นำเสนอต่อไปนี้ ไม่มีเจตนาท้าทายอำนาจรัฐหรือแนะนำให้ผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเอาไปปฏิบัติเพื่อต่อต้านอำนาจรัฐ แต่เสนอเพื่อแสดงให้เห็นว่าใน "โลกอินเตอร์เน็ต" ระดับสากล เทคนิคพื้นๆ เรื่องเทคนิคปลดล็อกหรือฝ่าคำสั่งบล็อกโดยภาครัฐสามารถทำได้อย่างง่ายดายชั่วพริบตา ฉะนั้นจะเหมาะสมกว่าหรือไม่ถ้าภาครัฐหันมาใช้วิธีนำเสนอ "ข้อมูล-ข้อเท็จจริง" สู้กับข้อมูลของฝ่ายตรงข้าม หรือกำหนดนโยบายให้ความรู้ด้านการใช้งานอินเตอร์เน็ตอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน แทนการสั่งปิด ซึ่งสุ่มเสี่ยงอาจทำให้ประชาคมโลกมองว่าจงใจใช้อำนาจเผด็จการ
1. ใช้บริการเว็บไซต์กลุ่ม Anonymous Proxy หรือ Proxy Server ซึ่งเปิดให้ใช้ฟรี
2. ใช้โปรแกรมกลุ่ม VPN หรือ Virtual Private Network
3. ใช้โปรแกรมซ่อน "ไอพี" หรือแหล่งที่มาคอมพิวเตอร์ที่ใช้เชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ต
4. ใช้เว็บเบราเซอร์ FireFox แล้วติดตั้งโปรแกรมเสริมเพื่อฝ่าเข้าไปชมเว็บที่ถูกบล็อก
5. ใช้บริการเข้าชมผ่านเว็บไซต์แปลภาษาออนไลน์
6. เปิดให้ชมเว็บผ่าน Cache บนหน้าเว็บไซต์กูเกิ้ล
7. เปิดเข้าชมผ่านเว็บไซต์ Internet Archive
8. เปลี่ยนที่อยู่เว็บไซต์ หรือ ยูอาร์แอล จากขึ้นต้นด้วย http:/ เป็น https://
9. การพิมพ์ที่อยู่เว็บไซต์ เปลี่ยนจากการพิมพ์ชื่อภาษาอังกฤษ เป็นพิมพ์ที่อยู่เว็บด้วยไอพีแบบ "ตัวเลข" แทน
ลบด้วยเท้า?
ที่มา ข่าวสด
เพราะหลังจากนายอภิสิทธิ์เปิดห้องต้อนรับ พูดคุยกับกลุ่มพันธมิตร ตัวแทนม็อบตุลย์ และม็อบกลุ่มเฟซบุ๊ก ก็เริ่มมีน้ำเสียงแปลกแปร่งไป
โดยเฉพาะม็อบขาใหญ่ ซึ่งโฆษกประจำตัวนายอภิสิทธิ์ เชิดชูว่าเป็นกัลยาณมิตรกับพรรคประชาธิปัตย์นั้น ดูเหมือนจะเสียงดังเป็นพิเศษ
มีการออกแถลงการณ์ประณามว่าเป็นการปรองดองกับขบวนการก่อการร้ายรัฐไทยใหม่ และเสนอให้นายกฯลาออก เพื่อหาคนใหม่มาปราบปรามให้สิ้นซาก
นอกจากนี้ ยังมีเสียงจากเอสเอ็มเอสส่งไปด่าไอ้เฮงซวย ซึ่งดูเหมือนจะตั้งใจค้อมหูรับฟังเช่นกัน
รายการ"เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์" เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นการอธิบาย ซ้ำ อธิบายเพิ่มโรดแม็ปแล้ว
ยังมีเสียงโอดครวญเรียกร้องความเห็นใจจากกองเชียร์ส่วนตัวอยู่ด้วย
ส่วนแผนการเลือกตั้งที่ประกาศว่าจะเป็นวันที่ 14 พ.ย. ซึ่งกลายเป็นสัญญาประชาคมมัดคอนายอภิสิทธิ์ไปแล้ว แต่ก็ยังไม่ระบุถึงวันยุบสภา
นายกรัฐมนตรีชี้แจงเพิ่มเติมว่าจะมีการเลือกตั้งก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมในการเข้ามาสู่กระบวนการปรองดอง
รูปธรรมที่เราต้องการเห็นคือ การชุมนุมทางการเมืองซึ่งผิดกฎหมายต้องยุติลงจากวันนี้จนถึงการยุบสภา
การเลือกตั้งนั้น ต้องมีรูปธรรมชัดเจนว่ารัฐบาล รัฐสภา พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ สามารถทำหน้าที่ตามกฎหมายได้โดยไม่มีการขัดขวาง
ความหมายคือว่า นักการเมืองทุกฝ่ายต้องมาประสานกันว่า ต้องไปลงพื้นที่ได้ ไม่มีการขัดขวาง ไม่มีความรุนแรง
"ถ้าทำได้ ผมก็บอกว่ารัฐบาลพร้อมจัดการเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. แต่ถ้าทำไม่ได้ ก็หมายความว่าการเลือกตั้งก็เกิดขึ้นไม่ได้"
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ก็ตำหนิม็อบราชประสงค์ว่าตอบรับแผนปรองดอง แต่ทำไมไม่ยอมยุติการชุมนุม ถ้าเข้าร่วมจริงก็ต้องรีบยุติ อย่าไปคิดว่าเสียหน้า
ที่ประกาศไว้ว่าจะสลายการชุมนุมวันที่ 15 พ.ค. นั้นช้าเกินไป
ทั้งๆที่ความจริงรัฐบาลน่าจะมีความชัดเจนก่อนที่จะเรียกร้องจากคนอื่น
แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าถ้าไม่ยอมเลิกม็อบ ก็จะไม่ยุบสภาอย่างนั้นหรือ
หวังว่าแผนปรองดองที่ตกผลึกทางความคิด จะไม่ถูกลบด้วยเท้า
พื้นที่ข่าว"เสื้อแดง"ในสื่อต่างประเทศ
ที่มา ข่าวสด
การปะทะ การก่อการร้ายโดยไอ้โม่ง ที่ทำให้มีผู้บาดเจ็บ และเสียชีวิต ซึ่งมีทั้งผู้สื่อข่าวต่างชาติ นักท่องเที่ยว รวมไปถึงคนไทยด้วยกันเอง
วันนี้ข่าวการชุมนุมจึงเป็น "ประเด็นร้อน" ให้คนทั่วโลกจับตามองอย่างใกล้ชิด
สื่อหลายสำนักส่งนักข่าว ช่างภาพ เข้ามาเกาะติดสถานการณ์รายงานเหตุการณ์ ที่ย่านราชประสงค์
นักข่าวหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ ซึ่งมาพร้อมกับนักข่าวไทย ทำหน้าที่แปลภาษาและหาข่าว กล่าวว่า การหาข่าวของหนังสือพิมพ์นั้น มีกระบวนการคล้ายกับหนังสือพิมพ์ไทย ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นปฏิบัติกัน
คือการเก็บข้อมูลตามการแถลงข่าวหรือสัมภาษณ์โดยตรงทั้งจากผู้ชุมนุมและรัฐบาล โดยมุ่งเน้นให้พื้นที่ทั้งสองฝ่ายเท่าเทียมกัน นำเสนอแต่ข้อเท็จจริงโดยปราศจากความเห็น
นิวยอร์กไทมส์ หนังสือพิมพ์ทรงอิทธิพลของอเมริกา เน้นการตรวจสอบข้อเท็จจริงจากหน่วยราชการที่เชื่อถือได้และมีความเป็น กลาง โทรศัพท์สายตรง การบันทึกบทสัมภาษณ์
รวมถึงพิจารณาการลงข่าวที่มีความสุ่มเสี่ยง ด้วยการอ่านบทวิเคราะห์จากนักวิชาการทั้งจากไทยและต่างประเทศเพื่อประกอบการตัดสินใจเผยแพร่ข่าว แต่ไม่เน้นประจักษ์พยานและข่าวลือที่ไม่มีหลักฐานยืนยันเพราะอาจคลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง
"นโยบายของนิวยอร์กไทมส์ คือผู้สื่อข่าวไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นทั้งในข่าวและเป็นการส่วนตัว ไม่ว่ากรณีใดๆ เราเพียงแต่นำเสนอข้อเท็จจริงล้วนๆ ที่ได้มาจากทั้งสองฝ่ายในพื้นที่ข่าวใกล้เคียงกัน ซึ่งถือเป็นการเคารพสิทธิการรับรู้ข่าวสารของผู้อ่าน" นักข่าวอเมริกันกล่าว
นักข่าวคนเดียวกัน กล่าวต่อว่า หากนักข่าวเห็นเหตุการณ์ด้วยตาตนเองและมั่นใจในข้อเท็จจริง จะระบุชื่อของตัวเองกำกับข้อความในข่าว เพื่อรับผิดชอบกรณีเกิดความเสียหายตามมา
นอกจากนี้ นิวยอร์กไทมส์ ยังมีส่วนของข่าวและบทความวิเคราะห์ซึ่งแยกกันอย่างชัดเจนเพื่อป้องกันความสับสนของผู้อ่าน
ด้าน ผู้สื่อข่าวอิสระจากหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของออสเตรเลีย ซึ่งใช้ชีวิตในประเทศไทยมากว่า 3 ปี กล่าวว่า หาข้อมูลข่าวมาจากเครือข่ายทางสังคมในอินเตอร์เน็ต อย่างเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ หรือบล็อกของนักข่าวไทย ซึ่งเผยแพร่เป็นภาษาอังกฤษ
รวมถึงข้อความสั้นหรือเอสเอ็มเอสจากสำนักข่าวไทย และประจักษ์พยาน บางครั้งก็เดินทางมางานแถลงข่าวที่เวทีผู้ชุมนุมเสื้อแดง สัมภาษณ์แกนนำเพื่อนำข่าวไปเผยแพร่
"ผมไม่ใช้หน่วยงานราชการเป็นแหล่งข่าว เพราะหน่วยงานราชการไม่ให้ความสนใจสื่อท้องถิ่นอย่างผม และยังอ้างอุปสรรคเรื่องภาษามาบ่ายเบี่ยง ราชการเอาใจแต่สำนักข่าวใหญ่ๆ และไม่ชอบสื่อต่างชาติเพราะยิงคำถามจี้ใจดำ" ผู้สื่อข่าวอิสระกล่าว
สอบถามว่า ตรวจสอบความถูกต้องของข่าวหรือไม่ ผู้สื่อข่าวจากประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่า จะสอบถามจากเพื่อนชาวไทย และนักข่าวต่างชาติที่มาทำข่าวด้วยกัน นอกจากนี้ยังอ่านความคิดเห็นจากเว็บบอร์ดเพื่อประกอบการตัดสินใจลงข่าวอีกด้วย
"กรณีโรงพยาบาลจุฬาฯ ที่ผู้ชุมนุมเสื้อแดงเข้ายึดครองพื้นที่นั้น ผมเห็นว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องเพราะถือเป็นการป้องกันตัวจากทหารที่แอบซ่อนตัวอยู่ในโรงพยาบาล รอเวลาสลายการชุมนุม" นักข่าวออสเตรเลียให้ความเห็น
และกล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลประกาศเลือกตั้งในวันที่ 14 พ.ย. เป็นเพียงการซื้อเวลา หลอกลวงผู้ชุมนุม เพราะเมื่อถึงเวลาหากรัฐบาลไม่ยุบสภาจริงก็ไม่มีใครสามารถทำอะไรได้ เนื่องจากแกนนำทั้งหมดคงถูก "เช็กบิล" ไปแล้ว
"ผมเห็นว่าการเลือกตั้งจะไม่เกิดขึ้นจริง และจะไม่มีใครสามารถหยุดรัฐบาลได้อีก เพราะการชุมนุมแต่ละครั้งต้องเสียค่าใช้จ่ายมหาศาล การชุมนุมครั้งนี้ผู้สนับสนุนคนเสื้อแดงหมดเม็ดเงินไปจำนวนมาก ดังนั้น คงยากที่จะเสี่ยงด้วยวิธีเดิมอีกครั้ง" นักข่าวชาวออสเตรเลียกล่าวทิ้งท้าย
เคน นักข่าวจากสำนักข่าวชั้นแนวหน้าของญี่ปุ่น ระบุว่า นโยบายการเก็บข้อมูลของสำนักข่าวคือ การร่วมงานแถลงข่าว สัมภาษณ์ประจักษ์พยาน รวมทั้งติดตามข่าวสารจากทั้งแกนนำผู้ชุมนุมเสื้อแดงและรัฐบาล
รวมทั้งสำรวจทิศทางข่าวที่สื่อมวลชนท้องถิ่นรายงาน ทั้งนี้ มีการตรวจสอบข้อมูลจากหน่วยงานราชการ การสอบถามแหล่งข่าวที่หลากหลายและจากสำนักข่าวไทย กรมประชาสัมพันธ์เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องเที่ยงตรงที่สุด
"พวกเราไม่ได้รับอนุญาตให้แสดงความเห็นทางการเมือง และนักข่าวที่ดีก็ไม่ควรแสดงความคิดเห็นอยู่แล้ว นอกจากนี้ส่วนหนึ่งพวกเรายังเป็นสื่อต่างชาติที่ขาดความรู้ความเข้าใจอันลึกซึ้งในการเมืองของประเทศอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเมืองในไทย ซึ่งมีประชาธิปไตยแบบไทยๆ เข้าใจยาก พวกเราจึงไม่ขอวิจารณ์" นายเคนกล่าว
เมื่อถามถึงกรณี นายฮิโร มูราโมโตะ นักข่าวรอยเตอร์ วัย 43 ปี ที่เสียชีวิตระหว่างรายงานข่าวทหารปะทะกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่ผ่านมา
เคนให้ความเห็นว่าไม่คิดว่าเป็นการจงใจสังหารเพื่ออำพรางคดีแต่อย่างใด คิดว่าเป็นอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ ส่วนตัวตนได้รับข่าวที่นักข่าวญี่ปุ่นเสียชีวิตขณะรายงานข่าวในหลายประเทศอยู่แล้ว ไม่ใช่เรื่องน่าแปลก
ด้านความเป็นอยู่ของชาวญี่ปุ่นในประเทศไทย เคน ระบุว่าปกติชาวญี่ปุ่นที่มาอาศัยในประเทศไทย มักอาศัยในย่านสีลมและราชประสงค์ซึ่งเป็นจุดที่เกิดการชุมนุมพอดี นักธุรกิจญี่ปุ่นหลายคนตื่นกลัว และถอนการลงทุนกลับประเทศทันที ที่ได้ยินข่าว และมีความเป็นไปได้ที่จะย้ายประเทศลงทุน
"คนญี่ปุ่นมักรู้จักย่านสีลม ย่านราชประสงค์ และเมื่อทราบข่าวว่ามีเหตุการณ์ชุมนุมและมีการปะทะอย่างรุนแรงในพื้นที่แถบนี้ก็จะตื่นตกใจกว่าปกติ ยิ่งเมื่อรัฐบาลไทยประกาศให้พื้นที่แถบนี้เป็นเขตเฝ้าระวังพิเศษ ก็ยิ่งเพิ่มความหวาดกลัวให้ชาวญี่ปุ่นขึ้นไปอีก" นายเคน ระบุ
เคน กล่าวด้วยว่า สื่อในประเทศไทยที่เผยแพร่เป็นภาษาญี่ปุ่นมีน้อย ทำให้ชาวญี่ปุ่นรู้สึกไม่ปลอดภัย
เมื่อถามถึงความเห็นในการเสนอข่าวของสื่อมวลชนต่างชาติโดยทั่วๆ ไป นำเสนอข่าวอย่างมีอคติหรือไม่ เคน ให้ความเห็นว่า ไม่ใช่สื่อต่างชาติทุกสื่อจะมีความเป็นกลาง ปราศจากอคติ
เนื่องจากสื่อมวลชนเองมีความรู้สึก มีความคิดเห็น และอาจสอดแทรกเข้าไปในข่าวสารของตนเองได้ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว
ดังนั้น ผู้บริโภคข่าวสารจึงไม่ควรสรุปว่าสื่อต่างชาติทุกสำนักเป็น กลางเพราะไม่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง
แนวทางนำเสนอข่าวที่ดีที่สุดคือการเสนอข่าวทั้งสองข้างด้วยพื้นที่เท่าๆ กัน ด้วยข้อเท็จจริงซึ่งสามารถตรวจสอบได้
ทางด้าน ราเชล ฮาร์วี่ย์ ชาวอังกฤษ ผู้สื่อข่าวจาก สำนักข่าวบีบีซีในประเทศไทย กล่าวว่า การหาข้อมูลของนักข่าวบีบีซีก็คล้าย การหาข้อมูลของนักข่าวสำนักอื่น คือออกภาคสนามไปสัมภาษณ์แหล่งข่าวเอง
รวมถึงการฟังข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย ทั้งทางฝ่ายรัฐบาล ผ่านทางแถลงข่าวโทรทัศน์ หรือรัฐ บาลเรียกสำนักข่าวเข้าไปชี้แจง
ฟังทางผู้ชุมนุมเสื้อแดง ผ่านการ สัมภาษณ์ในพื้นที่โดยตรงและเก็บข้อมูลจากเวทีปราศรัย นอกจากนี้ ยังสอบถามเหตุการณ์จากประจักษ์พยาน ต่อสายสัมภาษณ์เพิ่มเติมจากแกนนำหรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากมีอุปสรรคด้านภาษาจะจัดหาล่ามมาช่วยแปล
มีการตรวจสอบข้อมูลอีกครั้งด้วยการโทรศัพท์ตรวจสอบกับทางหน่วยราชการ หรือสอบถามแหล่งข่าวหลายแหล่ง และอ้างชื่อแหล่งข่าวในกรณีที่สุ่มเสี่ยง
เมื่อถามถึงกรณีสำนักข่าวต่างประเทศหลายฉบับรวมทั้งสำนักข่าวบีบีซี ลงข่าวเหตุการณ์วันที่ 28 เม.ย. ซึ่งเกิดเหตุปะทะระหว่างคนเสื้อแดง กองกำลังทหารและตำรวจ หน้าอนุสรณ์สถานจนเป็นเหตุให้ทหารนายหนึ่งเสียชีวิต
โดยบีบีซีรายงานสาเหตุการเสียชีวิตว่าเกิดจากการ "ยิงกันเอง"
ราเชล ซึ่งร่วมรายงานข่าวนี้ด้วย กล่าวว่า "ฉันเขียนในข่าวอย่างชัดเจนโดยใช้คำว่า "คาดการณ์ว่า" และตรวจสอบข้อมูลจากทางการทหารและตำรวจก่อนลงข่าวแล้ว ดังนั้น เนื้อข่าวจึงออกมาในลักษณะการคาดการณ์เพื่อแสดงความคืบหน้า ซึ่งหากมีข้อมูลใหม่เพิ่มเติมก็พร้อมจะเปลี่ยนแปลงต่อไป"
ราเชล ยังกล่าวว่า แหล่งข่าวของเธอนอกจากจะเป็นผู้ชุมนุม และรัฐบาลโดยตรงแล้ว ยังอาจเป็นนักวิชาการชาวต่างประเทศ ที่จัดแถลงข่าวหรือจัดสัมมนาเรื่องนี้ แต่หากเป็นงานสัมมนาที่ใช้ภาษาไทย เธอจะให้ล่ามภาษาไทยช่วยแปลเหมือนการทำข่าวทั่วไป
สำนักข่าวบีบีซีมีนโยบายไม่อนุญาตให้นักข่าวออกความคิดเห็นทางการเมืองไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งในข่าวและเป็นการส่วนตัว ดังนั้น เธอจึงปฏิเสธที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับความเห็นที่มีต่อสถานการณ์ทางการเมืองทั้งหมดในไทย
สุดท้าย ราเชล เชื่อว่าประชาชนในประเทศไทยทุกฝ่ายจะตกลงกันได้โดยสันติวิธี
และหวังว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์ความวุ่นวายต่อไป
คณะกรรมการสามฝ่าย
ที่มา ไทยรัฐ
เป็นตราบาปที่ติดตัวไปจนตาย
ผลประโยชน์ไปตกอยู่กับใคร คนกลุ่มไหน ก็คงจะถึงบางอ้อกันแล้ว นายกฯอภิสิทธิ์อยู่ในสภาพที่ทุลักทุเล จะไปไหนก็มีทั้งคนชื่นชมและโกรธแค้น เช่นเดียวกับอดีตผู้นำที่ผ่านมา รวมทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พูดกันอย่างตรงไปตรงมา พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงจะได้กลับมาอยู่เมืองไทย จะมีความสุขเท่ากับการอยู่ในต่างประเทศหรือเปล่าก็ไม่รู้
จะให้เดาใจ พ.ต.ท.ทักษิณ คงสมัครจะอยู่ต่างประเทศมากกว่า ไปไหนมาไหนก็มีเกียรติมีศรีกว่า กลับเมืองไทยนอกจากคดีความที่ยังค้างคาเป็นกระบุงแล้ว ก็มีทั้งคนเกลียดคนรัก ต้องระวังตัวอยู่ตลอดเวลา
แกนนำพันธมิตรฯก็เหมือนกัน ต้องหลบๆซ่อนๆ อยู่เมืองไทยก็แทบ จะไม่มีความสุข ไปตะลอนๆอยู่ต่างประเทศชีวิตมีความสุขกว่าเยอะ อยู่เมืองไทยจะเป็นไข้โป้งเมื่อไหร่ก็ไม่รู้
งานนี้ได้ดีกองเชียร์
ได้กำไรสองต่อ เชียร์คนอื่นให้ทะเลาะกัน นั่งอยู่บนภูดูเสือกัดกันสบายใจ ถึงเวลาก็ลงมาจากภูหยิบชิ้นปลามันไปกินตามระเบียบ
เพราะฉะนั้นการต่อสู้ทางการเมือง ถ้าออกนอกกรอบของประชาธิปไตยเอาเป็นเอาตายกันเมื่อไหร่ก็จะเป็นไฟย้อนกลับมาเผาตัวเองเข้าซักวัน ไม่เชื่อลองไปติดตามดูความเป็นอยู่ของทหารนักปฏิวัติทั้งหลาย
ชีวิตไม่เคยมีความสุข
ก็ต้องอยู่ในสังคมเดียวกัน ที่เข้าใจและเห็นใจกัน ไม่เคยเห็นนักปฏิวัติคนไหนมาเล่นการเมืองแล้วประสบความสำเร็จ เป็นอาถรรพณ์อะไรบางอย่าง ประชาธิปไตยกับเผด็จการ คนละทางกันอยู่แล้ว
วันดีคืนดี กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ออกมาปูดข่าว ตั้งกรรมการ 3 ฝ่ายติดตามขั้นตอนการสลายการชุมนุมของคนเสื้อแดง ที่เป็นแนวคิดของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้แก่ตำรวจทหาร ตัวแทนจากเสื้อแดง ตัวแทนจากคนกลาง
มีข่าวว่ากอร์ปศักดิ์ไปคุยกับ ญาติ พ.ต.ท.ทักษิณ เพื่อหาทางลงด้วยกัน มีข่าวว่าเพื่อไทยจะเปิดชื่อนายพลที่เป็นมือที่สามก่อความวุ่นวายขวางการปรองดองของทั้งสองฝ่าย หรือข่าวจับมือ กับประชาธิปัตย์
ยอมรับซะทีว่ามีขบวนการลับ ลวง พราง ที่แอบแฝงคอยที่จะช่วงชิงอำนาจทางการเมืองจริง ยอมรับว่า ระบอบประชาธิปไตยกำลังเป็นเหยื่อ ยอมรับว่าประชาชนกำลังถูกจับเป็นตัวประกัน ทุกฝ่ายก็เป็นแค่เหยื่อ.
หมัดเหล็ก
การเมืองไทยร้ายกว่ากรีซ
ที่มา ไทยรัฐ
คุณอำพน บอกว่า วิกฤติหนี้กรีซ ส่งผลกระทบต่อไทย 2 เรื่องหลัก การส่งออก และ การท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ทั้งคู่ เพราะสองเรื่องนี้คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยอยู่ในเวลานี้
แต่เรื่อง วิกฤติหนี้ประเทศกรีซ ที่ว่าร้ายแล้ว คุณอำพนบอกว่า ยังไม่ร้ายแรงเท่ากับ "วิกฤติการเมืองไทย" ที่แบ่งสีแบ่งฝ่ายทะเลาะเข่นฆ่ากันเองในเวลานี้ หากปล่อยไว้อย่างนี้ต่อไปประเทศไทยจะได้รับความเสียหายอย่างมาก เพราะมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของ "นักลงทุนต่างประเทศ" และ "นักท่องเที่ยว" ที่จะเข้ามาลงทุนและเที่ยวประเทศไทย
คุณอำพนบอกว่า ในระยะสั้นเศรษฐกิจโลกจะมีผลกระทบต่อไทยมากกว่าปัญหาการเมือง แต่ในระยะยาว ปัญหาการเมืองจะมีผลกระทบมาก กว่า เพราะปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้น มีคนเข้าไปดูแลช่วยแก้ไข ปัญหาจึงมีวันยุติ
แต่ปัญหาการเมืองในประเทศมันดูเหมือนว่าไม่มีท่าทีจะยุติ มองไปทางไหนก็หาทางไม่เจอ การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของเรากำลังดีขึ้น การจ้างงานกำลังกลับมา แต่ตอนนี้กลับมาเจอแบบนี้ แล้วแบบนี้นักลงทุนที่ไหนจะกล้าเข้ามาลงทุนกัน สุดท้ายเขาก็คงจะหนีเราไปหมด
"ถ้าเปรียบเป็นการเล่นมวยปล้ำ ผมคิดว่าถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไป อีกไม่นานมีหวังประเทศไทยหลังต้องติดพื้นนับครบสาม ม้วนเสื่อกลับบ้านได้ ไม่ต้องไปสู้กับใครอีกแล้ว ขณะนี้ได้แต่หวังว่าปัญหาทุกอย่างจะยุติลงโดยเร็ว ไม่เช่นนั้นมีหวังประเทศไทยจะเกิดปัญหาใหญ่แน่นอน"
ผมเห็นด้วยกับ คุณอำพน วันนี้คนไทยส่วนใหญ่อาจไม่รู้สึกถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจมากนัก แต่ถ้าการเมืองยังเป็นอย่างนี้ต่อไป วิกฤติเศรษฐกิจจะตามมาแน่นอน คนไทยทุกคนจะเดือดร้อนกันหมด ทั้งคนจนเมืองและคนจนต่างจังหวัด
ผมอยากขยายความเรื่อง "นักลงทุนต่างชาติ" สักนิด คนทั่วไปอาจจะไม่ค่อยเข้าใจมากนัก นักลงทุนต่างชาติไม่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย หนีไปลงทุนที่ประเทศเพื่อนบ้าน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉันด้วย
คำตอบก็คือ เกี่ยวข้องกับคนไทยทุกคนโดยตรง ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยขยายตัว คนไทยมีรายได้เพิ่มขึ้น ก็เพราะมีเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนสร้างโรงงาน เข้ามาผลิตสินค้าแล้วส่งออก เข้ามาค้าขาย ส่งผลให้เศรษฐกิจเกิดการหมุนเวียน ทำให้เศรษฐกิจมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น มีการจ้างงานมากขึ้น ลำพังการลงทุนและการบริโภคจากคนไทยด้วยกันเอง ไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ขนาดนี้
ทุกประเทศทั่วโลกรวมทั้งประเทศเพื่อนบ้านของเรา ต่างก็แข่งกันดึงนักลงทุนต่างประเทศ ประเทศไทยก็เช่นเดียวกัน ถ้าการเมืองไทยยังเป็นอย่างนี้นักลงทุนก็ไม่เข้ามาลงทุน ถ้าสถานการณ์ไม่มีทีท่าว่าจะยุติ เขาก็ไปลงทุนประเทศอื่น เมื่อไปประเทศอื่นแล้ว โอกาสที่จะย้อนกลับมาลงทุนที่ไทยอีก ก็คงจะยาก ถึงเวลานั้นก็สายไปเสียแล้ว
ผมจึงหวังว่า ทุกฝ่ายที่บอกว่ารักชาติรักประเทศไทย ควร "แสดงความจริงใจ" ออกมาด้วยการเข้าสู่กระบวนการ "ปรองดอง" อย่างไม่มีเงื่อนไข และยุติการชุมนุมทันที เพื่อสลายบรรยากาศความขัดแย้ง ไม่ควรคิดเรื่องแพ้ชนะ แต่ทุกฝ่ายต้องถอย ทุกฝ่ายต้องยอมแพ้ เพื่อให้ประเทศไทยชนะ
ถ้าประเทศไทยแพ้ คนไทยก็แพ้ทุกคน หายนะข้างหน้าเป็นสิ่งที่มองเห็นได้
ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า วันนี้จะได้ยินข่าวดี.
"ลม เปลี่ยนทิศ"
ยังไม่ชัดเจน
ที่มา ไทยรัฐ
เพราะแม้แต่"นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เจ้าของโรดแม็ปเองยังไม่กล้ายืนยันว่าจะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ (วันที่ 14 พฤศจิกายน) อย่างที่โฆษณา
แต่อย่างน้อย โรดแม็ป 5 ข้อ ก็ทำ ให้สังคมเกิดความหวังว่ายังมีแนวทางสันติวิธีที่จะยุติวิกฤติใหญ่ในบ้านเมือง
แต่ "แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าการเสนอโรดแม็ป 5 ข้อ ยังขาดความสมบูรณ์
เพราะ "นายกฯอภิสิทธิ์" ยังไม่ได้ ชี้แจงรายละเอียดขั้นตอนต่างๆอย่างชัดเจน
ยังไม่มีคำตอบว่าภายใต้โรดแม็ป 5 ข้อ มีกรอบจะดำเนินการอย่างไร??
โดยเฉพาะโรดแม็ปข้อที่ 5 ที่ระบุว่าจะมีการแก้ไขกฎกติกาเพื่อให้เกิดความเป็นธรรม และเพื่อคืนความเป็นธรรมให้นักการเมือง
แปลไทยเป็นไทยคือ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ
แต่ "นายกฯอภิสิทธิ์" ยังไม่ตอบคำถามว่าจะแก้รัฐธรรมนูญอย่างไร? และจะแก้ไขกี่ประเด็น??
"แม่ลูกจันทร์" ฟันธงว่า การที่ "อภิสิทธิ์" เอาเรื่องแก้รัฐธรรมนูญใส่ เข้าไปในโรดแม็ปข้อที่ 5 จะกลายเป็นปัญหาขัดแย้งในสังคม
เพราะมีหลายกลุ่มจองกฐินล่วงหน้า ว่าถ้าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ ของนักการเมือง จะต่อต้านสุดลิ่มทิ่มประตู
โดยเฉพาะประเด็นนิรโทษกรรม อดีต กก.บริหารพรรคที่ถูกยุบพรรค และถูกตัดสิทธิ์การเมือง 5 ปี จะเป็นประเด็นร้อนที่จะต้องเกิดการคัดค้านกันวุ่นวาย
"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่า "นายกฯอภิสิทธิ์" จะไม่นิรโทษกรรมผู้ถูกตัดสิทธิ์ การเมือง 5 ปี ตามแรงกดดันของพรรคร่วมรัฐบาล
เพราะถ้านิรโทษกรรม ต้องนิรโทษกรรมยกกระบิทั้ง 220 คน ซึ่งทำให้ขุนพลใหญ่ๆ อดีต กก. บริหารพรรคเพื่อไทย และพรรคพลังประชาชนได้รับคืนสิทธิ เลือกตั้งยกพวง
กลายเป็นกระดูกชิ้นโตของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ข้อสำคัญ "นายกฯอภิสิทธิ์" ได้ ประกาศจุดยืนไว้แล้วว่าจะไม่แก้รัฐธรรมนูญประเด็นเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมือง
เพราะศาลรัฐธรรมนูญกำลังพิจารณา คดียุบพรรคประชาธิปัตย์อยู่พอดี
ถ้าแก้รัฐธรรมนูญประเด็นนี้ "อภิสิทธิ์" จะถูกโจมตีว่าฉวยโอกาสแก้กติกาเพื่อประโยชน์ของตัวเอง
ถ้าเป็นความจริงตามนี้ "แม่ลูกจันทร์" ก็อนุโมทนา
อนึ่ง...ในโรดแม็ปข้อที่ 4 ที่ "นายกฯ อภิสิทธิ์" จะตั้งคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว เหตุสลายการชุมนุมที่ดอนเมือง เหตุยิงระเบิดเอ็ม 79 ที่สี่แยกศาลาแดง และสวนลุมพินี เพื่อชำระสะสาง ข้อเท็จจริง
และหาผู้รับผิดชอบในแต่ละเหตุการณ์
ล่าสุด นายกฯอภิสิทธิ์ แบะท่าว่าจะมอบให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนเป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง
"แม่ลูกจันทร์" ไม่มั่นใจว่าคณะ กก.สิทธิมนุษยชนชุดนี้จะมีความเป็น กลาง และมีความอิสระ 100 เปอร์เซ็นต์??
เพราะท่าทีของคณะกรรมการสิทธิฯที่ผ่านมาถูกกล่าวหาว่าเอียงข้างรัฐบาล
ฉะนั้น เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม ขอเสนอให้ตั้งคณะกรรมการ อิสระชุดใหญ่สอบสวนเรื่องนี้โดยตรง
เพราะงานนี้รัฐบาลไม่ได้เป็นโจทก์ แต่เป็นจำเลย
จึงควรเชิญคนกลางที่สังคมมั่นใจว่าเป็นกลางจริงๆ เป็นกรรมการ
ทุกฝ่ายก็จะสบายใจว่าไม่มีการซูเอี๋ยกัน.
"แม่ลูกจันทร์"