WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 14, 2010

'อำมาตย์ภาคประชาชน' เสนอปฏิรูปประเทศไทยบนกองศพวีรชนไพร่

ที่มา ประชาไท


ถ้าความทรงจำยังมิลืมเลือน ราวหนึ่งเดือนที่ผ่านมา TPBS สภาพัฒนาการเมือง สถาบันพระปกเกล้า สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มูลนิธิชุมชนไท และสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย มีบุคคลสำคัญ อย่างนายไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รองนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับการแต่งตั้งจากอำนาจเผด็จการทหารคมช. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโน เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และนายสน รูปสูง ประธานสภาองค์กรชุมชนแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเคลื่อนไหวให้ปฏิรูปประเทศไทย แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง

และพวกเขาอ้างว่า พวกเขาเป็น “ภาคประชาชน” ผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องทางการเมือง ?

เมื่อสามวันที่ผ่านมา นายประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส นายบรรเจิด สิงคเนติ มูลนิธิสถาบันเพื่อสังคมที่เป็นธรรม และนายไพโรจน์ พลเพชร คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ได้เสนอสมัชชาปฏิรูประเทศไทย เพื่อปฏิรูปประเทศไทย

พวกเขาอ้างว่า เนื่องจากที่ผ่านมาสังคมค่อนข้างสิ้นหวังกับนักการเมือง ดังนั้นจึงต้องเปลี่ยนแปลงกันขนานใหญ่ และในวันที่ 20 พฤษภาคม นี้เขาจะจัดเวทีใหญ่ มีนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ร่วมงานด้วย

และพวกเขาก็ชอบอ้างว่า พวกเขาเป็น “ภาคประชาชน” ผู้เป็นกลางทางการเมือง ?

แต่พวกเขาก็หาได้เป็นรากหญ้าตัวจริงไม่ พวกเขาไม่ได้ทำการผลิต ไม่ได้ใช้แรงงานทำมาหากิน พวกเขาไม่จบเพียงชั้น ป.4 เหมือนมวลชนผู้ยากไร้ที่พวกเขาชอบเอ่ยอ้าง แต่พวกเขาทำโครงการ หางบประมาณ และ “สถาปนาตนเอง” เป็น “ผู้นำรากหญ้า” เป็น “ผู้นำภาคประชาชน” เป็น “ผู้นำภาคประชาสังคม” นั่นเอง โดยที่มวลชนผู้ยากไร้ก็ไม่ได้เลือกตั้งเขา

และพวกเขาก็ไม่เคยเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน เหมือนนักการเมืองที่พวกเขาจงเกลียดจงชังว่าเชื่อถือไม่ได้ มีเล่ห์เหลี่ยมไม่ควรคบหาสมาคมด้วยยิ่งนัก

สำหรับผู้ที่สนใจการเคลื่อนไหวอย่างเกาะติดการเมืองในห้วงสามสี่ปี่ที่ผ่านมา ก็จะเห็นได้ว่า พวกเขาทั้งหลายล้วนเป็นผู้สนับสนุนรัฐประหาร 19 กันยายน 49 เป็นผู้สนับสนุนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้สนับสนุนรัฐบาลสุรยุทธ์ เป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลทักษิณ เป็นผู้ต่อต้านรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ทั้งเปิดเผยและแนบเนียน ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สรุปได้ว่า พวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นเครือข่ายอำมาตย์ทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเขาไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้เป็นองคมนตรี ไม่ได้เป็นผู้นำกองทัพ ไม่ได้เป็นท่านตุลาการ

แต่พวกเขาเป็น “ภาคประชาชน” ที่ไม่ชอบประชาธิปไตย ไม่นิยมให้ผู้ปกครองผู้บริหารมาจากการเลือกตั้ง พวกเขาไม่ชอบให้ประชาชนเลือกพวกเขา แต่ชอบการแต่งตั้งจากชนชั้นนำ ชนชั้นสูง บางคนได้รับการแต่งตั้งจากคณะมนตรีความมั่งคงแห่งชาติ(คมช.) เป็นคตส. บางคนลงสมัครคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

พวกเขายังคิดว่า “ประชาชนโง่ ถูกซื้อ” จึงเลือกผู้แทน ได้แต่นักการเมืองที่ไม่ดี ทำให้การเมืองไทยสกปรก

พวกเขาจึงมองว่า การเลือกตั้ง ไม่ใช่ประชาธิปไตย เนื่องเพราะ “คนดี มีคุณธรรม” อย่างพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับการเลือกตั้งเป็นแน่

“ภาคประชาชน” ของพวกเขา จึงเห็นว่า คนเราไม่เท่ากัน คนจนยังโง่อยู่จะให้เท่ากับคนชั้นกลาง คนชั้นสูง ผู้มีการศึกษา ได้อย่างไรกัน

พวกเขาชวนกันเชื่อว่า หนึ่งสิทธิ์หนึ่งเสียง คนเราเท่ากัน ของระบอบประชาธิปไตย ใช้กับสังคมไทยไม่ได้ เพราะเรามีประชาธิปไตยแบบไทยๆ ไงท่านทั้งหลาย

“ภาคประชาชน” ของพวกเขา มีความรักชาติยิ่งชีพ ครั้งหนึ่ง พวกเขาจึงต้องทวงคืนเขาพระวิหาร เพราะพวกเขมรปล้นไป เราคนไทยจึงยอมไม่ได้

“ภาคประชาชน” ของพวกเขา มีมาตรฐานยิ่งนัก ช่วงรัฐบาลสมชายต้องการให้ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกจากทำเนียบ ออกจากสนามบิน พวกเขาเคลื่อนไหวอย่างเอาการเอางานไม่ให้รัฐบาลสมชายใช้อาวุธปราบปรามผู้ชุมนุม พวกเขาต้องการ “สิทธิมนุษยชน”

แต่เมื่อรัฐบาล อภิสิทธิ์ คนดีของพวกเขา “ขอพื้นที่คืน” โดยการใช้กำลังทหารพร้อมอาวุธปราบปรามคนเสื้อแดงที่เรียกร้องประชาธิปไตยให้รัฐบาลยุบสภา และทำให้คนเสื้อแดงต้องถูกสังหารสูญเสียชีวิต 25 ชีวิต และบาดเจ็บนับพัน พวกเขาไม่ได้เรียกร้องต้องการ “สิทธิมนุษยชน” อีกแล้ว พวกเขาบอกว่า “ยุบสภาไม่ได้แก้ไขปัญหา สังคมไทยต้องปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งเป็นข้ออ้างหนึ่งของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ที่บอกต่อสังคมว่าได้คุยกับภาคประชาชนแล้วเช่นกัน

พวกเขาจึงเป็นส่วนหนึ่งทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อย่างปฏิเสธไม่ได้

พวกเขาบอกว่า “แปรวิกฤตเป็นโอกาส” หรือว่า พวกเขา ”ฉวยโอกาสบนกองศพวีรชนไพร่” ผู้สละแม้กระทั่งชีวิตเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งสังคมต้องร่วมกันทวงถามหาความรับผิดชอบจากรัฐบาลและฆาตรกรสั่งฆ่าประชาชนก็ต้องถูกลงโทษ มิใช่หรือ?

พวกเขาทั้งหลายจึงเป็นได้เพียง “อำมาตย์ภาคประชาชน” นั่นเอง

ข้อเสนอการยกร่างจัดตั้งองค์การเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยเป็นองค์การมหาชนอิสระของพวกเขานั้น มีกำหนดระยะดำเนินงาน 5 ปี มีกรรมการไม่เกิน 21 คน ประกอบด้วยผู้มีความรู้หรือมีประสบการณ์ด้านพัฒนาประชาธิปไตย การพัฒนาสังคม และการพัฒนาเศรษฐกิจในทุกภาคส่วนของสังคม

จะเป็นเช่นเดียวกับองค์กรมหาชนทั้งหมดที่มีอยู่ในปัจจุบันหรือไม่ ? ซึ่งล้วนแต่มีคำถามและถูกวิจารณ์จากสังคมกันว่า เป็นองค์กรมียุทธศาสตร์คับแคบ มีแนวทางที่นิยมเผด็จการรวมศูนย์อำนาจ เสนอทางออกต่อชาวบ้านให้รู้จักพอเพียงพึ่งตนเอง การบริหารจัดการองค์กรที่ไม่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ ไม่มีส่วนร่วม ขัดกับหลักธรรมาภิบาลที่พวกเขาชอบอ้างอิงทั้งสิ้น

แต่กลับเป็นองค์กรที่พิจารณางบประมาณให้เฉพาะพรรคพวกที่เป็นพวกนิยมอำมาตย์ เอางบประมาณอุปถัมป์ผู้นำชาวบ้านบางคนให้เชื่องเชื่อฟังตน เพื่อสร้างภาพลักษณ์ นำงบประมาณใช้เคลื่อนไหวขัดขวางระบอบประชาธิปไตย เล่นพรรคเล่นพวกไม่มีหลักการ มีแต่หลักกู และใช้เงินงบประมาณที่เป็นภาษีประชาชนเพื่อครอบงำชาวบ้านให้ขึ้นตรงต่อองค์กรมหาชนที่ชอบระบอบอำมาตยาธิปไตยมากกว่าสร้างสรรค์ประชาธิปไตย

สภาประชาชนปฎิรูปการเมืองที่พวกเขาเสนอมา ผู้เข้าร่วมก็คงเป็นเครือข่ายอุปถัมป์ค้ำชูของพวกเขา หน้าเดิมๆ คนเก่าๆ ที่ทำมาหากินกับพวกเขาเสมอมา และห่างเหินคนในหมู่บ้านตนเอง เป็นผู้นำลอยจากฐานมวลชน เพราะต้องยุ่งกับการประชุมสัมมนากินกาแฟ โรงแรมหรู ค่าเบี้ยเลี้ยงคุ้ม ที่พักอย่างดีมีทั้งแอร์และน้ำอุ่น มีคาเฟ่ฟังเพลงยามค่ำคืน ไม่ใช่ตากแดดทนฝน นอนตากยุงเหมือนคนเสื้อแดงที่ราชประสงค์

และก็คงล็อบบี้กันเองภายใน เลือกกันเองว่าจะเอาใครเป็นกรรมการ 21 คน ประชาชนนอกเครือข่ายอำมาตย์ไม่เกี่ยว ยิ่งประชาชนคนเสื้อแดง คงต้องถอยไปเลยไปไกลๆ แม้ว่าคนเสื้อแดงจะมีมวลมหาชนทั้งปริมาณและคุณภาพมากกว่ามวลชนพวกเขานับร้อยพันเท่าก็ตามเถิด

ส่วนผู้มีความรู้ด้านการพัฒนาประชาธิปไตยที่พวกเขาว่า ก็คงจะกลายเป็นผู้มีความรู้ในการพัฒนาระบอบอำมาตยาธิปไตยให้เข้มแข็ง โกหกพกลม หลอกลวงโลกได้ทุกสมัยของสังคมมากกว่าการพัฒนาประชาธิปไตยอย่างที่กล่าวอ้าง... แต่ที่แน่ๆ งบประมาณคงไหลมาเทมาจากรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นแน่

เพราะการปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้นำโดยรัฐบาลอำมาตย์ เครือข่ายอำมาตย์ และอำมาตย์ภาคประชาชน

คงต้องติดตามดูกันต่อไปว่า “ปฏิรูปประเทศไทยบนกองศพวีรชนไพร่” จะเป็นเช่นไร ?

และ “กาลเวลาจะพิสูจน์ผู้คนด้วยเช่นกัน”

มาร์คอุ้มเทือก เลือกสลาย‘แดง’

ที่มา บางกอกทูเดย์



ใครเป็นกุนซือ หรือใครอยู่เบื้องหลังวิธีคิดของทั้งรัฐบาล ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และกลุ่มคนเสื้อแดงทั้งหลายก็ตาม ต้องบอกตรงๆ ว่า เป็นวิธีคิดที่ห่วยแตกเอามากๆ เพราะกลายเป็นการลากแผนเจรจาโดยสันติ เข้าไปอยู่ในจุดอับ ติดล็อก และกลายเป็นสภาพที่ขึงพืดกันอีกครั้งทันทีที่ “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ออกมาเจื้อยแจ้วว่าศอฉ.จำเป็นต้องใช้มาตรการกดดันพื้นที่การชุมนุมอย่างเต็มรูปแบบ โดยเริ่มต้นตั้งแต่กำหนดที่จะตัดน้ำประปา ไฟฟ้า สาธารณูปโภค โทรศัพท์ การเดินทางสาธารณะ ตั้งแต่ รถเมล์ รถไฟฟ้า เส้นทางน้ำในคลองแสนแสบ บริเวณพื้นที่ชุมนุมทั้งหมด แปล

ง่ายๆ ว่า ต้องการปิดเส้นทางเข้าออก เส้นทางส่งกำลังบำรุงสู่ผู้ชุมนุมแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ ในยุทธศาสตร์ทหาร หากเป็นการประกาศภาวะสงคราม บรรดาเสธ. ที่ผ่านโรงเรียนเสนาธิการมาแล้ว ย่อมรู้ดีว่านี่คือแผนล้อมกรอบศัตรู… ปัญหาก็คือพื้นที่ราชประสงค์เป็นสนามรบหรือไม่???และกลุ่มคนเสื้อแดงที่มาชุมนุมเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยเป็นศัตรูที่ต้องใช้ยุทธศาสตร์ทางทหารทำลายล้างหรือไม่???เพราะต้องไม่ลืมว่า นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน

ได้ออกมาสวนกลับการประกาศมาตรการของ ศอฉ. ทันควันว่า นปช.ได้ตอบรับวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน และวันยุบสภาไปแล้ว ที่ยังติดค้างคาใจในเวลานี้ เหลือเพียงแค่เรื่องนายสุเทพต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามขั้นตอน ถ้ามีการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมที่ถูกต้อง เพราะมี 2 มาตรฐานมันหลอกหลอนสังคมไทยมานับตั้งแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 49 จนไม่สามารถจะเชื่อจะไว้วางใจอะไรได้อีกถ้ามีการดำเนินคดีกรณีสั่งสลายการชุมนุมจนกระทั่งมีผู้เสีย

ชีวิตมีผู้บาดเจ็บจำนวนมาก มีการออกหมายเรียก มีการออกหมายจับ แล้วนายสุเทพไปมอบตัวเมื่อไหร่ กลุ่มคนเสื้อแดงยืนยันว่าจะประกาศยุติการชุมนุมทันที!!!พูดง่ายๆว่าต้องการให้มีการดำเนินคดีในเรื่องนี้ เพราะไม่ต้องการให้กลายเป็นเรื่อง “ตายฟรี” แล้วทุกอย่างจางหายเป็นคลื่นกระทบฝั่งในขณะที่นายอภิสิทธิ์เอง ก็กลับมามีทีท่าไม่ลดราวาศอกอีกครั้ง หลังจากที่เห็นว่าสามารถโหนกระแสแผนปรองดองจนได้รับการยอมรับจากแทบทุกฝ่าย ก็เลยเกิดอาการเอาแต่ใจ

กำเริบขึ้นมาอีกรอบไม่เจรจาแล้ว... ต้องยอมรับเท่านั้น ถ้าไม่อย่างนั้นก็ล้มวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายนไปเลย อ้างว่าเลยเส้นตายที่ขีดเอาไว้แล้ว...ต้องถามว่าการปิดประตูใส่หน้ากันของทั้ง 2 ฝ่ายแบบนี้ มันช่วยให้ประเทศชาติพ้นวิกฤติหรือไม่ มันทำให้หลุดพ้นจากปลักหลุมที่ตกลงไปได้หรือไม่???สิ่งที่บางกอก ทูเดย์ อยากจะขอสะกิดเตือนทั้งนายอภิสิทธิ์ และแกนนำ นปช. หรือทั้งรัฐบาลและกลุ่มคนเสื้อแดงก็คือ ณ วินาทีนี้ การข่มขู่ว่าจะสลายการชุมนุม การกำหนด

มาตรการต่างๆ ไม่ได้ทำให้กลุ่มผู้ชุมนุมยอมสยบแน่นอนในขณะที่การเพิ่มเงื่อนไขในเรื่องโน้นเรื่องนี้เข้าไป โดยบุคลิกเฉพาะตัวของนายอภิสิทธิ์ก็เห็นฤทธิ์กันมาแล้ว ว่าดื้อรั้นขนาดไหน... ตำแหน่ง ผบ.ตร. ขนาดเชื่อกันว่ามี “สัญญาณพิเศษ” กระซิบมา แต่จนวันนี้นายอภิสิทธิ์สนใจที่ไหนไม่มี ผบ.ตร.ตัวจริงมา 7 เดือนครึ่งแล้ว... มีปัญหาอะไรมั้ยบรรดาแกนนำ นปช. และกลุ่มคนเสื้อแดง ยังมองบุคลิกของนายอภิสิทธิ์ไม่ออกอีกหรือฉะนั้นการขึงพืดการเจรจามีแต่จะทำให้

โดนด่าจากสังคมระงมไปหมด ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนเสื้อแดง หรือเป็นนายอภิสิทธิ์และรัฐบาลก็ตามประเด็นสำคัญที่ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายหวาดระแวง ไม่ไว้วางใจที่จะเจรจาได้อย่างสนิทใจ ก็คือ ทั้ง 2 ฝ่ายยังขาดซึ่งความจริงใจต่อกันกลุ่มคนเสื้อแดงนั้นระแวงว่าจะมีการสลายการชุมนุมตามคำข่มขู่ของ ศอฉ. อยู่ตลอดเวลา และนี่เองที่เป็นสาเหตุให้มีการกำหนดเงื่อนไขต่างๆ เพิ่มขึ้นมา ซึ่งรัฐบาลต้องยอมรับความจริงว่า ก็เพราะท่าทีของ ศอฉ.เป็นเช่นนั้นจริงๆเมื่อผสมผสานกับท่า

ทีและวิธีคิดของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง ที่ขานรับอำนาจกลุ่มอำมาตย์ เพื่อฉวยโอกาสทำลายล้างคู่แข่งทางการเมืองด้วยแล้ว... จะให้กลุ่มคนเสื้อแดงไม่หวาดระแวงก็ใช่ที่เพราะตลอดมาดูเหมือนในกลุ่มนักวิชาการที่เป็นกลางจะวิเคราะห์ว่า ยุทธศาสตร์ของ ศอฉ. มุ่งที่จะดำเนินแผนหลักๆ อยู่ 4 ประการเท่านั้น1.โจมตีในเรื่องการล้มเจ้า ล้มสถาบัน เพื่อทำลายภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของกลุ่มคนเสื้อแดง และพรรคเพื่อไทยให้สิ้น

ซาก จะได้หมดโอกาสมาเป็นคู่แข่งทางการเมืองในอนาคตได้อีก2. การกล่าวอ้างในเรื่องของการก่อการร้าย ว่าปะปนหรือแอบแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง เพราะฐานความผิดนี้เป็นข้อหาฉกาจฉกรรจ์ที่ทำให้ผู้ที่ถูกป้ายสีโดนโทษสูงสุดคือประหารชีวิตได้เลย3.เมื่อมีการกล่าวหาในเรื่องก่อการร้ายแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะต้องกล่าวหาต่อในเรื่องของการมี การใช้ซึ่งอาวุธสงคราม... ซึ่งแน่นอนว่านี่คือข้อหาที่ร้ายแรงอีกเช่นกันและสุดท้ายข้อ 4 คือข้อกล่าวหาในเรื่องของ

การข่มขู่รัฐบาลเพื่อให้เปิด พีทีวี ซึ่งรัฐบาลอ้างว่า เป็นช่องทางการสื่อสารเพื่อล้มสถาบันและเพื่อก่อการร้าย ในขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงมองว่า พีทีวี หรือพีเพิลแชนแนล เป็นช่องทางในการสื่อสารความจริงอีกด้านหนึ่งที่สังคมถูกรัฐบาลปิดหูปิดตาเป็นแค่ช่องทางกระบอกเสียงเพื่อโพนทะนาให้สังคมไทยได้รู้ความจริงเท่านั้นเองซึ่งจะว่าไปตลอดมารัฐบาล โดยเฉพาะ ศอฉ. ก็แสดงท่าทีให้เชื่อได้ว่าเป็นแบบนี้จริงๆ เสียด้วย... จึงทำให้แผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์

ถูกกลุ่มคนเสื้อแดงสแกน และตั้งการ์ดสูงเข้าใส่ยิ่งหากเป็นไปตามข้อกล่าวหาทั้ง 4 ข้อ ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลใช้เป็นเหมือนเกราะเหล็กป้องกันตัวด้วยแล้ว จะกลายเป็นว่าแม้แต่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ตายก็จะตายฟรี... เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจในการสั่งสลายการชุมนุมได้ยิ่งถ้าโมเมพ่วงเข้าไปให้สังคมเชื่อได้ว่า คนที่ตายนั้นเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายด้วยแล้ว ยิ่งโป๊ะเชะ ตายฟรีแหงๆ... แถมคนสั่งการก็ลอยตัวได้สบายๆมีทั้งข้อหาก่อการร้าย และมีทั้ง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ช่วยอุ้มเช่นนี้ ใครจะเอาผิดอะไรได้เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้แต่สถาบันตุลาการที่กลุ่มคนเสื้อแดงหวังพึ่งพิง แต่เมื่อรัฐบาลมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน สถาบันตุลาการยังต้องเข้าเกียร์ว่าง ยุ่งเกี่ยวด้วยไม่ได้ กี่คำร้องฉุกเฉินแล้วที่ได้รับการวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉุกเฉินให้อำนาจรัฐบาลทำได้ ตุลาการจึงทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ใช่สภาวะที่บ้านเมืองใช้กฎหมายตามปกติเจอเข้าสารพัดดอกติดต่อกันเช่นนี้ จะไม่ให้คนเสื้อแดงระแวงได้อย่างไรก็เหมือนกับนายอภิสิทธิ์เองนั่นแหละ ที่ทุก

วันนี้ก็หวาดระแวงว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะไม่ยอมสลายการชุมนุมจริงๆ ก็เลยใช้การยื่นคำขาด ใช้การขีดเส้นไปเรื่อยๆเพราะที่ผ่านมานายอภิสิทธิ์ รู้สึกว่าเสียหน้า อุตส่าห์ได้เป็นนายกรัฐมนตรีทั้งทีกลับทำงานไม่ได้เต็มที่ แถมยังถูกมองว่าไม่สามารถแก้ไขปัญหาของชาติได้สำเร็จแต่ที่รู้สึกว่าเสียหน้ามากที่สุดก็คือ การที่ไม่สามารถที่จะขอคืนพื้นที่ชุมนุมได้ จึงทำให้เป็นปมลึกในใจเวลาที่จะเจรจาหรือเสนอแผนปรองดอง ก็จะมีเงื่อนไขในเรื่องการยุติการชุมนุมเข้าไปด้วยเสมอ

ทั้งๆที่จะว่าไปแล้ว การมัวแต่ขีดเส้นตาย การมัวแต่คิดจะข่มขู่ว่าจะสลาย ว่าจะตัดน้ำตัดไฟ แล้วสุดท้ายไม่สามารถที่จะทำได้จริง... ตรงนั้นต่างหากที่เสียหน้ามากกว่าเยอะยิ่งคำขู่ตัดน้ำตัดไฟ จนทำให้บรรดาสถานทูต หรือผู้แทนนานาประเทศต้องหันมามองว่า รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ จะยอมปล่อยให้ ศอฉ.ทำอย่างนี้ได้อย่างไร... กลายเป็นยิ่งเสียหน้ามากกว่าดังนั้นในวันนี้ หากทั้งนายอภิสิทธิ์และรัฐบาล กับทั้งแกนนำ นปช.และกลุ่มเสื้อแดง จะถอยมาตั้งสติ และใช้ความจริง

ใจในฐานะที่ล้วนแล้วแต่เป็นคนไทยด้วยกัน มาเจรจากันโดยสันติเพื่อปลดล็อกวิกฤติให้กับบ้านเมืองจริงๆ น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่จะมาชิงความได้เปรียบกับแบบงี่ๆ เง่าๆ อย่างที่ผ่านมาวันนี้นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลต้องตัดสินใจแล้วว่า จะยอมให้นายสุเทพเข้ามอบตัวกับตำรวจตามกระบวนการยุติธรรมหรือไม่??? หรือจะยังคงเลือกปกป้องนายสุเทพคนเดียว แล้วหันไปใช้การสั่งให้ทหารเข้าสลายมวลชนที่แยกราชประสงค์ทั้งๆ ที่เสี่ยงสูงต่อความสูญเสียชีวิต

ทรัพย์สิน และความปลอดภัยของคนจำนวนมากในเมื่อแกนนำเสื้อแดง ก็บอกแล้วว่า “เราตัดสินใจแล้วว่าเราจะปักหลักสู้อยู่ที่นี่จนกว่าจะได้รับความยุติธรรม ถ้าหากเราจะลงจากเวทีการต่อสู้ โดยไม่อาจอธิบายกับคนเสื้อแดงที่เสียชีวิตไปกว่า 21 ชีวิตได้ ว่าจะทวงถามความยุติธรรมอย่างไร เราก็จะอยู่ที่นี่ เป็นไงเป็นกัน เรายินดีที่จะเอาอิสรภาพของเราเป็นเดิมพันเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมต่อไป เราจะรอพวกท่านอยู่ที่นี่ด้วยมือเปล่าๆ สันติวิธี นี่เป็นท่าทีสุดท้าย เราจะไม่

แสดงท่าทีนี้อีก”วันนี้แทนที่นายอภิสิทธิ์จะตัดรอนการเจรจาเพราะเชื่อคำยุยงของคนรอบข้าง น่าจะลองคิดดูใหม่ว่า ให้กระบวนการยุติธรรม ได้ทำหน้าที่ตามที่ทุกฝ่ายเรียกร้องไม่ดีกว่าหรือระหว่างการสลายม็อบที่จะทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศชาติเสียหาย กับการเดินเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่แท้จริง ทั้งในเรื่องของคดีความและการเลือกตั้งตรงนี้ต้องบอกว่า เป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญที่นายอภิสิทธิ์ต้องใช้สติเลือกแล้วหลายๆ คนบอกว่าถ้านายอภิสิทธิ์ใช้ความ

สามารถที่เรียนจบออกซ์ฟอร์ดในระดับเกียรตินิยม และใช้กลิ่นไอประเทศอังกฤษที่เป็นต้นแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ไปอยู่ไปร่ำเรียนมาตั้งแต่เด็ก นำมาใช้กับสถานการณ์ขณะนี้ ชิงยุบสภาให้เร็วที่สุดไปเสียเลย เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่รับรองได้ว่าคะแนนนิยมนายอภิสิทธิ์จะยิ่งมากขึ้น ดีไม่ดีจะกวาดที่นั่งในกรุงเทพฯ แบบแลนด์สไลด์เลยก็เป็นได้อยู่เพียงแค่ว่า “คิดเป็น” และ “ทำเป็น” หรือไม่เท่านั้นเอง?!?

ตำรวจ-ทหาร‘คุมม็อบ’ระวัง!ยาเสพติดเกลื่อนเมือง

ที่มา บางกอกทูเดย์



เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด...สำหรับการแก้ปัญหายาเสพติด ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังร้อนแรงอยู่ในเวลานี้ แถมยังไม่รู้ว่าจะจบลงได้เมื่อใด
ยิ่งนานวัน...กำลังพลทั้งตำรวจ ทหารที่เคยปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนหรือในท้องที่เพื่อสกัดการลักลอบคนยาเสพติดเข้ากรุงนั้นยิ่งเป็น “ช่องโหว่”

โดยพ่อค้ายานรกเหล่านี้อาศัยจังหวัดที่มีความขัดแย้งทางการเมือง และเกณฑ์กำลังพลลงมายังส่วนกลาง หรือบางส่วนต้องไปรักษาสถานที่ราชการสำคัญ
ฉะนั้น ข่าวการจับยาเสพติดจึงปรากฏให้เห็นบ่อยครั้งขึ้น ส่วนที่ไม่เป็นข่าวก็มีอีกมากโดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ก่อนหน้านี้มีกระแสข่าวมาว่า...จะมีการลักลอบขนยาเสพติดเข้าไทยล็อตใหญ่กว่า 20 ล้านเม็ด โดยอาศัยช่วงเทศกาลปีใหม่ แต่เวลานี้ช่วงที่บ้านเมืองยังไม่สงบ ขบวนการค้ายาเสพติดได้ลำเลียง

ยาเสพติดจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าไทยมากขึ้น เนื่องจากมาตรการคุมเข้มที่เคยปฏิบัติได้ลดหย่อนลงไปในเรื่อง “พล.ต.ท.สมคิด บุญถนอม” ผบช.ภ. 5 ยอมรับว่า...ช่วงนี้มียาบ้าหลายล้านเม็ดเตรียมลักลอบเข้าสู่ประเทศไทย ทั้งนี้ ยอมรับว่าช่วงที่มีการชุมนุมทางการเมือง เปิดโอกาสให้ขบวนการค้ายาเสพติดลักลอบนำของเข้ามา ในช่วงที่ตำรวจต้องไปสับเปลี่ยนกำลังในกรุงเทพฯนอกจากนี้...ปัจจัยทางการเมืองของประเทศเพื่อนบ้านยังเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยา

บ้าจำนวนมากทะลักไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้มีกระแสข่าว “ชนกลุ่มน้อยบางกลุ่ม” มีความต้องการ “ทุนก้อนใหญ่” เพื่อเสริมศักยภาพของกองทัพและกองกำลังของตัวเอง จึงจำเป็นต้องใช้ช่วงก่อนหรือหลังการเลือกตั้งใหญ่ในพม่าที่จะมีขึ้นในวันที่ 10 ตุลาคม 2553 จึงเพิ่มกำลังผลิตอีกหลายเท่าตัว ซึ่งก็สอดคล้องกับความต้องการในตลาดยาเสพติดในไทยขณะที่ “กระทรวงมหาดไทย” ที่ถือว่าดูแลทุกข์สุขของประชาชนระดับรากหญ้า วิเคราะห์สถานการณ์ยาเสพ

ติดในช่วงนี้แล้ว ได้แสดงความเป็นห่วงในเรื่องนี้เช่นกัน เมื่อเร็วๆนี้ “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” รมว.มหาดไทย กล่าวกับพ่อเมืองทุกจังหวัด ในการประชุมกระทรวงมหาดไทย ครั้งที่ 5 เพื่อมอบนโยบายให้กับผู้บริหารระดับสูง และหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอเรนซ์ โดยระบุว่า... ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองยังไม่ปกติ กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกแบ่งไปดูแลการชุมนุมทางการเมือง อาจมีผู้ฉกฉวยโอกาสขนส่งและค้ายาเสพติดใน

พื้นที่ “ขอให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง เพิ่มความเข้มงวดกวดขัน และใช้พลังประชาชนร่วมกันต่อต้านการค้า และเสพยาเสพติดในหมู่บ้าน และชุมชน เพื่อประกาศเป็น “หมู่บ้านสีขาว” ให้ได้มากที่สุด” ปัญหายาเสพติดที่ทะลักเข้าในเวลานี้ จึงเป็นเรื่องหลายฝ่ายต้องหันมาดูแล้วว่าจะปล่อยให้บ้านเมืองเผชิญศึกหลายด้านเช่นนี้ต่อไปหรือจะหันหน้ามา “ปรองดอง”กันเสียที!

มือสมัครเล่น

ที่มา บางกอกทูเดย์


ตัดน้ำตัดไฟในการต่อสู้กันเพื่อสำแดงความถูกต้องและชอบธรรม...โดยมีประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่เป็นคนดูหรือกรรมการตัดสินนั้น..ความแม่นยำในการแสดงออก...หมายกำหนดการณ์หรือแผนการจะต้องแจ่มแจ้งชัดเจน...มีความน่าเชื่อถือและมีความเป็นไปได้ต้องรู้เขารู้เราแต่ดูเหมือนว่า..แผนการบริหารเหตุการณ์ของ...รัฐบาลที่เข้าไปพึ่งพาพื้นที่ของกองทัพบก ตั้งเป็นศูนย์อำนวยการและใช้อำนาจสั่งราชการ..เทียบเท่ากับการทำสงครามนั้น...เจ้าหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี..ขาดความสุขุมรอบคอบ..มองไม่ครบมุม..และกัดกินกลืนตนเองอยู่ทุกบ่อยตัดน้ำตัดไฟและปิดล้อมไม่ให้ส่งเสบียงอาหาร กับผู้ชุมนุมที่ราช

ประสงค์..มองข้ามข้อเรียกร้องอันแสนจะปรกติธรรมดาของผู้ชุมนุมไปก่อน…ถามตัวเองไว้ก่อนหรือไม่ว่า..ตัดน้ำตัดไฟนั้น ทำได้หรือไม่..ท่านไม่รู้แม้กระทั่งว่า..ผู้ชุมนุมนั้น..เขาปั่นไฟของเขาใช้เอง..และใช้น้ำจากท่อใหญ่ที่ใช้สำหรับดับเพลิง…ดับไฟแล้ว..ผู้ชุมนุมยังมีไฟใช้..แต่คอมพิวเตอร์ทั้งหลาย..สินค้าในตู้แช่ตู้เย็นของห้างสรรพสินค้าและโรงแรมต่างๆ นั้น..จะทำอย่างไร...สถานฑูตต่างๆ อาจจะมีเครื่องปั่นไฟใช้แต่เขาพร้อมหรือไม่กับสิ่งเหล่านี้…ตัดน้ำแล้ว..อย่างที่

เขาจะอดก็แค่ไม่มีน้ำอาบ..แต่สถานที่ราชการทั้งหลายโรงพยาบาลโรงแรมสถานฑูตฯลฯ เขาจะอยู่กันอย่างไร..เขามีน้ำดิบน้ำบาดาลใช้หรือในเมื่อ..การมีหรือใช้น้ำบาดาลนั้นมันผิดกฎหมายมานานแล้วในพื้นที่กรุงเทพ…การใช้อำนาจอย่างไร้เดียงสา..ของผู้นำเด็กและคณะ..ทำให้นายทหารคุมกำลังและประชาชนตายไปแล้วเกือบ 30 ศพ..ที่ยังไม่ตายก็มีสภาพเหมือนตายอีกหลายราย..คำว่าไร้เดียงสาอาทิเช่น..การใช้อาวุธสงครามในเวลาใกล้ค่ำ..การโยนระเบิดแก๊สจาก

เฮลิค็อปเตอร์...ฯลฯหลังเที่ยงคืนวันประกาศ..ประกาศิตของท่านก็กลายเป็นเรื่องขบขัน..การบริหารราชการแผ่นดินนั้น..ลำพังมืออาชีพก็นับว่าลำบากยากยิ่ง...แต่สติปัญญาเช่นว่า มันอธิบายว่าพวกท่านเป็น “มือสมัครเล่น”ก่อนนอนถามตื่นนอนถามตัวเองกันบ้าง..ที่แม่ทัพนายกองใหญ่..เขาให้สติว่า..การเมืองต้องแก้ด้วยการเมืองนั้น..มันแปลว่า..อย่าเอาสงครามไปแก้การเมือง.

‘นรก’ใกล้มาเยือน

ที่มา บางกอกทูเดย์


มีผู้กล่าว “ติดตลก” ไว้ว่า...เมื่อวาน ศอฉ. ประกาศ “ตัดน้ำตัดไฟ” วันนี้เอารถสายพานลำเลียงมาล้อมที่ราชประสงค์...แล้วต่อไปวันพรุ่งนี้ ศอฉ. จะใช้ไม้แข็ง “กำราบ” กลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวิธีการใด?จะใช้ปืนเลเซอร์เข้าปราบ...หรือจะใช้ยานอวกาศปล่อยแสงแล้วดูดผู้ชุมนุมขึ้นไปมันกลายเป็น “เรื่องโจ๊ก” ที่แสดงให้เห็นถึงความ “ไร้ประสิทธิภาพ” ในการทำงานของรัฐบาลเพราะวันนี้คงหลงเหลือ “ตัวใหญ่” เพียงไม่กี่คนที่คิดทำชั่วด้วยการสั่งคนถือปืนเข้า “ประหัตประหาร” ทำร้ายประชาชนนี่คือ “แผนสังหาร” ซึ่งมิอาจเล็ดรอดสายตาจากผู้เฝ้าดูอย่าง “องค์การต่างชาติ” เพราะเข้าข่ายเป็น “อาชญากรสงคราม” มิใช่ที่

เรียกกันว่า “คดีสลายการชุมนุม”หากพวกเขา “หลุดลอย” จากเก้าอี้แห่งอำนาจเมื่อใด...โทษของผู้ที่ก้าวยืนต่อหน้า “บัลลังก์ศาลสากล” นั่นคือคำตัดสิน “ประหารชีวิต” สถานเดียว องค์กรสิทธิมนุษยชน...ศาลอาญาระหว่างประเทศ...องค์กรอาเซียน...องค์การสหประชาชาติ ได้รับรู้เรื่องราวนี้ผ่าน “เอกสาร” หลายพันหน้าและที่สำคัญหาก “ผู้มีอำนาจ” ตัดสินใจด้วยเดิมพันสุดท้าย...ทำให้เกิดเหตุการณ์ “มือเปื้อนเลือด” ซ้ำรอย 10 เมษาพวกเขาจะ

ดำเนินการเข้า “ช่วยเหลือคนไทย” และวันนี้ได้เตรียมความพร้อมจนถึงขีดสุด มิเช่นนั้นคงไม่ปฏิบัติงานใน “สิ่งตรงกันข้าม” กับรัฐบาล นั่นคือ หาโอกาสเข้าพบเพื่อรับทราบ “สถานการณ์จริง” จากคนเสื้อแดง“องค์กรต่างชาติ” ใช้สองตาดูและหูฟัง...กระทั่งคิดเห็นตรงกันว่า คนไทยไม่ได้โชคดีที่ได้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เป็นนายกรัฐมนตรีเพราะความเป็น “ผู้นำสูงสุด” ของประเทศ...มิได้หมายว่าจะสั่งการทำได้ทุกสิ่ง โดยเฉพาะการสั่งฆ่า “เพื่อนมนุษย์” ซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์

เดียวกันหากวัฏจักรการ “คลั่งอำนาจ” ไม่จบสิ้น...คนเหล่านั้นก็ต้องยอมรับ “ชะตากรรม” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตโดยเฉพาะผู้มีอำนาจหรือรัฐบาลซึ่งชอบเล่นบท “นักล่า” ที่ชอบใช้วิธีการ “อ่อยเหยื่อ” แต่วันนี้กลับกลายเป็น “เหยื่อ” เสียเองงานนี้นอกจาก “โกอินเตอร์” แล้วยังต้อง GO TO Hell ใช้ชีวิตที่เหลือเหมือน “ตกนรกทั้งเป็น”

เตี้ยอุ้มค่อม

ที่มา บางกอกทูเดย์


ก็แค่จะเล่นแง่..ถ้านับจำนวน “ครึ่งแสน” ในแต่ละวันของ “คนเสื้อแดง” ที่มาปักหลักชุมนุมกัน ณ ราชประสงค์ ในเวลานี้..กับ สุเทพ เทือกสุบรรณ ในฐานะ ผู้อำนวยการ ศอฉ. ที่สั่ง “ลุยม็อบฆ่าคน” จนมีทั้ง ประชาชนและ ทหารบาดเจ็บล้มตายลงอย่างมหาศาล!!เอา “หนึ่งคน” กับ “หนึ่งโขลง” มาแลกกัน!ไม่ว่าจะ

ออกมา สูตรไหน?? อย่างไร?? หรือ มุมใครมองใด?? ก็คงจะเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็น“เรื่องเล็ก” ยิ่งกว่า“เล็ก” ที่จะทำให้เหตุการณ์ทั้งมวลได้จบลงแค่ นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งให้ “เทพเทือก” ไป กองปราบฯ แค่คนเดียว!และ บรรดาแกนนำม็อบ ทั้งหลาย เข้าไปมอบตัว.. ปอกกล้วยครับ!!แต่..มันไม่ใช่แค่นั้นเพราะยังมีการที่จะเอา “ชนะคะคาน” อยู่เต็มบ้องหัวใจ พร้อมที่จะ “บิดตระกูด” ตามสไตล์นักการเมืองเหมือนกับจะบอกกับสังคมว่า “กูไปแล้ว แต่พวกมึงยัง

ไม่เลิกชุมนุม”เพื่อจะให้กระแสประชาชนไหลกลับไปโทษม็อบว่า “เรื่องมาก”ในขณะที่คนเสื้อแดง ก็บอกว่า “กูให้มึงไปวัด ไม่ใช่ไปซ่องโว้ย”!!เรื่องมันก็มีอยู่เท่านี้แหละครับ..เจ๊เล้ง!!เพราะฉะนั้นการที่ รัฐบาล “อภิสิทธิ์” ประโคมคำว่า “ปรองดอง” มาให้...ก็ต้องนำมาพิจารณากันให้ดีๆ ว่ามันคือ “ปูดอง” หรือ “ปรองดอง” กันแน่ถ้าอยากจะให้จบ มันก็จบง่ายนิดเดียว ..แต่ถ้าต้องการจะ “ยักกระสาย” มันก็มีเหตุการณ์แกล้งโง่หรือ ไขสืออย่างที่ทำ ออกมาให้เห็นอยู่เนืองๆภาษิตจอม

ยุทธกล่าวว่า เซียน อี๋ ฟ่า ต้ง เฉวียน เซินแปลเป็นไทยว่า “ดึงผมเส้นเดียวสะเทือนไปทั้งร่าง”หมายความว่า แค่จุดเล็กอันนิดเดียวแค่นี้ อาจจะก่อเป็น เรื่องเป็นราวใหญ่โตต่อไปอีกได้..รัฐบาลก็ยอมรับอยู่แล้วว่า ยิ่งยืดเยื้อ “การท่องเที่ยว” ก็ยิ่งจะกลายเป็น “การท่องโคลน”เพราะเหนอะหนะจนยกขาไม่ขึ้นจากบ่อแล้วในเมื่อยกขาก็ไม่ขึ้นใยจึงต้องมาพยุงคน “แขนคร่อก” เข้าอีก..นี่เค้าเรียกว่า “เตี้ยอุ้มค่อม” รู้ไว้ด้วย!!

การ์ตูน เซีย 14/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 14/05/53

ลุ้นชิงตั๋ว 'รัฐบาลปะผุ'

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

เป็นอันว่า "โมฆะ"

ตามสัญญาณที่ส่งออกมาจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ล้มโปรแกรมเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน ตามโรดแม็ปปรองดองที่หยิบยื่นไปให้ แต่คนเสื้อแดงไม่ยอมสลายการชุมนุมตามเงื่อนไข

ไม่ยอมไต่บันไดลง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น มาถึงตรงนี้มันก็น่ากังขา อำนาจการกำหนดคิวยุบสภา ยังจะอยู่ ในวิสัยของนายกฯอภิสิทธิ์ไปอีกสักกี่อึดใจ

ในเมื่อล่าสุด นายพสิษฐ์ ศักดาณรงค์ เลขานุการประธานศาลรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังประชุมคณะตุลาการว่า คณะตุลาการพิจารณาคำร้องของพรรคประชาธิปัตย์ที่ขอขยายเวลายื่นคำชี้แจงคดีที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบพรรค เนื่องจากใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ออกไป 30 วัน

โดยให้ขยายเวลาชี้แจงออกไปแค่ 15 วัน นับตั้งแต่วันที่ครบกำหนดยื่นคำชี้แจง

กั๊กจังหวะ ไม่ให้ยื้อเกมลากยาว

ถ้านับจากคิวที่นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณารับคำร้องคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน และ

ถือเอาวันที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือจากสำนักงานศาลฯให้ยื่นคำชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน

เปิดปฏิทินนับวันกันแล้ว 15 บวก 15 ครบกำหนดยื่นคำชี้แจง 26 พฤษภาคม

ดีเดย์น่าจะอยู่ราวๆเดือนมิถุนายน เส้นตายคดียุบพรรคประชาธิปัตย์

หวยออกไวกว่าที่เก็งกันไว้

และประเมินกันตามอาการที่สะท้อนออกมาจากทีมกฎหมายสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ แม้แต่จอมเก๋าอย่างนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ยังถอนหายใจ

กระตุ้นลูกทีมห้ามประมาท

เหนืออื่นใด โดยฐานคดีเทียบเคียงกับคิวยุบพรรคการเมืองที่โดนล้มโต๊ะไปก่อนหน้า จากฐานความผิดใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองผิดวัตถุประสงค์

บรรทัดฐานล็อกไว้ มันก็เป็นอะไรที่มี "ความเสี่ยงสูง"

รัฐบาล "อภิสิทธิ์ชน" จะโดนล้มกระดานก่อนถึงวันที่ 15-30 กันยายน ห้วงเวลาตามปฏิทินที่นายกฯอภิสิทธิ์วางฤกษ์ยุบสภา เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งตามโปรแกรมวันที่ 14 พฤศจิกายน

อำนาจยุบสภาหลุดจากมือ "อภิสิทธิ์"

และนั่นก็หมายถึงทุกอย่างก็ต้องเป็นอันโมฆะไปโดยปริยายเหมือนกัน

ตามเกม "ล้มกระดาน" ตั้งต้นกันใหม่

แต่ที่ต้องสังเกตกันให้ดี จับสัญญาณจากบรรดาเซียนเก๋าลายคราม

"สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ได้ทีบลัฟให้นายกฯอภิสิทธิ์ลาออก เปิดทางให้นายชวน ขึ้นเสียบเก้าอี้นายกฯแทน

ขณะที่ "ป๋าเหนาะ" นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช ก็เรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์เสียสละ เพราะปัญหาในบ้านเมืองขณะนี้ อยู่ในสถานการณ์ที่เดินต่อไปไม่ได้ หากนายอภิสิทธิ์ไม่ลาออก เวทีสภาก็ทำหน้าที่ไม่ได้

พูดเป็นนัย ฝากไปถึงกองทัพ จะทำอะไรที่เป็นประโยชน์เพื่อประเทศชาติได้หรือไม่

เอาเป็นว่า จับทางพวกเก๋าเกม ไม่มีใครพูดไกลถึงการยุบสภา ลงสนามเลือกตั้งใหม่

เพราะจับสัญญาณ อ่านหมากทะลุ ตามจังหวะยุบพรรคประชาธิปัตย์ตัดหน้า "อภิสิทธิ์" ที่เล่นเกมเสี่ยงยุบสภา

อย่างไรเสีย ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยก็ไม่มีทางปล่อยไฟเขียวเลือกตั้ง เขี่ยลูกเข้าทางพรรคเพื่อไทย ลูกข่ายอดีตนายกฯทักษิณ ที่ครองกระแสได้เปรียบเต็มประตูในภาคอีสาน ภาคเหนือ พื้นที่โซนแดง

จังหวะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายถืออำนาจแค่เอื้อม เกมทวงแค้นเห็นอยู่รำไร

โดยเกมจึงต้องลุ้นหลังคิวยุบพรรคประชาธิปัตย์ ล้มกระดานกันใหม่

ตามจังหวะจับจ้องไปที่ "ทีมจัดรัฐบาลมืออาชีพ" ที่มีคุณสมบัติ "มือประสาน" สามารถต่อสายพรรคเพื่อไทยติด คุยกับคนประชาธิปัตย์รู้เรื่อง รวบรวมเสียงของพรรคร่วมรัฐบาลได้ ที่สำคัญ อยู่ในสายตาของฝ่ายคุมเกมอำนาจ

อาศัยลูกเก๋าของนักเลือกตั้งอาชีพ งัดความสามารถเฉพาะตัว

ถือตั๋วจัด "รัฐบาลปะผุ" ฝ่ากระแสขึงพืดไปก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เส้นทางชีวิต'เสธ.แดง'ก่อนถูกลอบยิง

ที่มา ไทยรัฐ

ถูกยิงที่ศีรษะด้านขวาทะลุด้านซ้าย ที่บริเวณแยกศาลาแดง ขณะกำลังให้สัมภาษณ์สื่อต่างประเทศ ครั้งนี้ถือว่าเป็นเหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุดในชีวิตของนายทหารผู้นี้ ขึ้นชื่อว่า"เสธ.แดง" พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มีหรือจะกลัวใคร โดนผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ประกาศเจอที่ไหนจะจับที่นั่น แต่กลับเจอเจ้าตัวสวนกลับว่า ก็วนเวียนอยู่ในม็อบแดงราชประสงค์ จะมาจับก็มาจับ แต่แค่อยากรู้ว่าจะมาจับตนเองในข้อใด

ไม่เว้นแม้แต่นายกรัฐมนตรี ที่อุตสาห์ใช้รายการเชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์ ประกาศให้ได้ยินเสียงดังฟังชัดว่า เสธ.แดง คือหนึ่งในสองบุคคล ร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ต้องการให้เกิดความปรองดองตามแผนโรดแม็ปที่ได้นำเสนอต่อสาธารณชนไปก่อนหน้านี้ ซึ่งก็แน่นอนว่า เมื่อทราบไปถึงหู เสธ.คนดัง ก็ออกมาศอกกลับแบบเจ็บ ๆ คัน ๆ ทันทีว่าแม้นายกรัฐมนตรีจะฮั้วกับแกนนำสามเกลอสำเร็จ แต่ตนไม่ขอเอาด้วย เพราะม็อบเสื้อแดงทั่วประเทศไม่เอา แถมยื่นเงื่อนไขโยนกลับไปที่นายกรัฐมนตรี 4 ข้อ ประกอบด้วย 1. ยุบสภา 2 นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และพล.อ.อนุพงษ์ต้องโดนหมายจับ 3.เปิดพีเพิลแชนแนล และ4. นำทหารออกไปจากพื้นที่ และประกาศยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อแลกกับการเลิกชุมนุมที่ราชประสงค์ อีกด้วย

ชื่อ-สกุล : พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล

วันเดือนปีเกิด : 2 มิถุนายน พ.ศ.2494

ถิ่นกำเนิด : อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

ประวัติครอบครัว :
- เป็นบุตรคนสุดท้อง ในจำนวนพี่น้อง 4 คน ของ ร.อ.สนิท และนางสะอิ้ง สวัสดิผล
- ชื่อพี่-น้อง
1.นางจินตนา ทรงเสนา (จิน)
2.นางมิ่งขวัญ ทองเผือก (อึ่ง)
3.นางเจียรนัย มัจกิจบริวาร (หนิง)
4.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (แดง)
- ภรรยาชื่อ น.อ.จันทรา สวัสดิผล (เสียชีวิต สวดพระอภิธรรม ถึง 22 มิ.ย.2547 ณ วัดโสมนัสวิหาร และพระราชทานเพลิงศพ 23 มิ.ย.2547 เวลา 16.00 น.)
- ธิดาชื่อ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล (เดียร์)

การศึกษา และดูงาน :
- ประถม-มัธยมศึกษา 1 โรงเรียนโพธาราม
- มัธยมศึกษา 2-3 โรงเรียนศรีวิกรม์
- โรงเรียนเตรียมทหาร รุ่นที่ 11
- โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่นที่ 22
- โรงเรียนเสนาธิการทหารบก ชุดที่ 63
- ปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม
- ปริญญาโท คณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
- ปริญญาตรี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง (เพิ่มเติมทีหลัง)
- อบรมหลักสูตรสงครามนอกแบบ
หลักสูตรข่าวลับ
หลักสูตรคอมพิวเตอร์
หลักสูตรภาษาอังกฤษ

การทำงาน และตำแหน่งหน้าที่ :
- 1 ตุลาคม 2541
ผู้ชำนาญการกองบัญชาการทหารสูงสุด
- 1 เมษายน 2542
ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก

ยศหรือขั้น :
- 2536 พันเอกพิเศษ
- 2516 ร้อยตรี
- 1 ตุลาคม 2541 พลตรี

นปช.คุมเข้มทุกด่านหวั่นโดนสลาย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_82845

การชุมนุมในช่วงเช้าของกลุ่มนปช.ที่แยกราชประสงค์เป็นไปอย่างเรียบร้อย ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดของการ์ดนปช.เนื่องจากเกรงว่าอาจโดนสลายการชุมนุม...

วันที่ 14 พ.ค. 2553 บรรยากาศการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ที่แยกราชประสงค์ ในช่วงเช้ายังคงเป็นไปอย่างเรียบร้อยและปกติ โดยกลุ่มผู้ชุมนุมยังคงทยอยปักหลักชุมนุมที่หน้าเวทีอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ชุมนุมบางส่วนต่างทยอยกันไปปฏิบัติภารกิจส่วนตัว โดยกิจกรรมในช่วงเช้าเป็นการขึ้นเล่าข่าวและสถานการณ์ประจำวันให้กับกลุ่มผู้ชุมนุม ขณะเดียวกันกลุ่มผู้ชุมนุมต่างวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ เสธ.แดง พลตรีขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก หลังถูกลอบยิงเมื่อช่วงค่ำคืนวันที่ 13 พ.ค. 2553 ที่ผ่านมา

ด้าน นายจตุพร พรหมพันธ์ แกนนำกลุ่ม นปช. กล่าวว่า แม้จะเข้าสู่เช้าวันใหม่แล้ว แต่ก็ยังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ จึงได้สั่งจัดกำลังให้การ์ด นปช.ดูแลความปลอดภัยรอบพื้นที่การชุมนุม โดยเฉพาะด่านสำคัญ ๆ เนื่องจาก หวั่นว่าจะมีการเข้ามาสลายการชุมนุมในช่วงเช้าได้ และในวันนี้ทางแกนนำ นปช.จะมีการประชุมกำหนดท่าทีอีกครั้ง หลังเกิดเหตุการณ์ที่เสธ.แดงถูกลอบยิงและเหตุการณ์ความวุ่นวายที่บริเวณแยกศาลาแดงเมื่อคืนที่ผ่านมาด้วย