WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 17, 2010

ที่มา ประชาไท


(17พ.ค.)
02.47น.
เนชั่นทันข่าวรายงาน ทหารถูกยิงเสียชีวิต 1 นาย
รายงานข่าวแจ้งว่า ช่วงกลางดึกเกิดเหตุปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุมอย่างต่อเนื่องบริเวณแยกศาลาแดงและถนนพระราม 4 ผู้เห็นเหตุการณ์เล่าว่า ขณะที่มีเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะ ๆ นั้นได้มีรถกระบะวีโก้ 4 ประตูวิ่งไปทางแยกศาลาแดงมุ่งหน้าสีลมแล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้นทำให้ทหารยิงใส่รถคันดังกล่าวจนรถเสียหลักพุ่งชนรถอีกคันหนึ่งบริเวณหน้าธนาคารกรุงเทพ ขณะที่มีรายงานว่ามีทหารได้รับบาดเจ็บ 2 นายถูกนำส่ง รพ.กรุงเทพคริสเตียน โดยมีญาติของนายทหารดังกล่าวเดินทางไปยังโรงพยาบาลและมีรายงานทหาร 1 นายได้เสียชีวิตแล้ว

(16 พ.ค.)
24.00น. ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ตั้งแต่วันที่ 14-16 พ.ค.53 โดยมีผู้เสียชีวิต 33 ราย บาดเจ็บ 239 ราย ทั้งนี้มีผู้พักรักษาตัวที่ห้อง ICU 12 ราย (ตรวจสอบรายชื่อผู้เสียชีวิตที่
http://www.ems.bangkok.go.th/report/total/day15may(3).pdf)

22.00น. ศูนย์เอราวัณ กรุงเทพมหานคร สรุปจำนวนผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ตั้งแต่วันที่ 14-16 พ.ค.53 โดยรายงานเมื่อเวลา 22.00 น.ของวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นเป็น 31 คน บาดเจ็บจำนวน 230 คน สามารถกลับบ้านได้แล้ว 135 คน ส่วนที่เหลือกระจายรักษาตัวอยู่โรงพยาบาลพื้นที่กรุงเทพมหานคร 33 แห่ง

จำนวนนี้ต้องรักษาตัวอยู่ในห้องไอซียู จำนวน 12 คน และมีชาวต่างชาติบาดเจ็บ 6 คน คือ ชาวแคนาดา โปแลนด์ อิตาลี นิวซีแลนด์ ไลบีเรีย และพม่าประเทศละ 1 คน

สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล: ข้อเสนอขั้นต่ำที่มีทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้ทันทีต่อรัฐบาลและ นปช.

ที่มา ประชาไท


สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มธ. เสนอข้อเสนอขั้นต่ำที่ทำได้จริงสำหรับรัฐบาลและ นปช. เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียไปมากกว่านี้

0000

ข้อเสนอขั้นต่ำที่มีทางปฏิบัติให้เป็นจริงได้ทันทีต่อรัฐบาลและ นปช.
มีแต่ทั้งสองฝ่ายปฏิบัติอย่างต่ำตามนี้เท่านั้นจึงจะนำมาสงบกลับมาได้

รัฐบาล
1. ยุติปฏิบัติการทางทหารทั้งหมดทันที
2. ยื่นข้อเสนอเลือกตั้ง 14 พ.ย. ให้กับ นปช.อีกครั้ง
3. ให้คำมั่นอีกครั้งตามที่เคยประกาศว่า จะให้มีกรรมการอิสระสอบสวนเหตุการณ์ความรุนแรง ทั้งวันที่ 10 เมษา และครั้งหลังสุดนี้ และให้มีการดำเนินการทางกฎหมายกับทุกฝ่ายที่กระทำผิด รวมทั้งฝ่ายรัฐบาล
4. จะสนับสนุนให้ทางการตำรวจไม่คัดค้านการประกันตัวผู้นำ นปช.

นปช.
1. ยุติปฏิบัติการตอบโต้กับทหาร ยกเว้นแต่จะเป็นการป้องกันตัวที่เลี่ยงไม่ได้
2. ยอมรับข้อเสนอเลือกตั้ง 14 พย. และอื่นๆ ข้างต้น ถ้ารัฐบาลยอมเสนออีกครั้ง
3. ยุติการชุมนุมทันที

ฝ่ายรัฐบาล ต้องตระหนักว่า มีแต่ทำอย่างน้อยทั้งหมดนี้เท่านั้น ไม่สามารถน้อยกว่านี้ จึงจะทำให้สถานการณ์ยุติได้ ไม่มีทางอื่นใดอีก

ฝ่าย นปช. ต้องตระหนักว่า หากรัฐบาลยอมทำตามข้อเสนอข้างต้นนี้แล้ว นปช.ต้องยอมรับ เพราะไม่สามารถเรียกร้องสูงกว่านี้ได้แล้วในสถานการณ์ปัจจุบัน หากต้องการจะรักษาชีวิตของมวลชนที่เข้าร่วมชุมนุมไม่ให้สูญเสียมากกว่านี้

ข้อเสนอข้างต้นนี้ หมายความว่า ทั้งสองฝ่าย ต้องยอม "ถอย" บางส่วน จากจุดยืนของตนในขณะนี้ ไม่มีใครได้ทั้งหมดตามที่ต้องการในขณะนี้

ในแง่ นปช. แน่นอน ข้อเสนอของรัฐบาลข้างต้น (ถ้ารัฐบาลยอมเสนอในขณะนี้) เมื่อเทียบกับข้อเรียกร้อง นปช.ในขณะนี้ (รัฐบาลลาออก ยุบสภาทันที) ย่อมน้อยกว่าที่ต้องการมาก แต่ นปช. ต้องตระหนักว่า เลือกตั้ง 14 พ.ย. ดีกว่า ไม่ได้เลือกตั้งเลยจนครบวาระรัฐบาล และยุติปฏิบัติการทางทหาร เท่ากับรักษาชีวิตของมวลชน ไม่ให้เสียมากขึ้นกว่านี้ ที่สำคัญ ในสถานการณ์ขณะนี้่ นปช. ไม่สามารถยืนยันข้อเรียกร้องที่สูงกว่านี้ โดยไม่เสี่ยงต่อการยืดเยื้อสถานการณ์ออกไป และมีคนตายเพิ่มขึ้นแน่นอน การรักษาชีวิตของมวลชนเป็นเรื่องที่ แกนนำ นปช. ที่เหลือ ควรถือเป็นเรืองสำคัญที่สุดในขณะนี้ และยอมอ่อนข้อเรื่องอื่นลงมา

ถึงผู้อ่าน โดยเฉพาะที่บอร์ดคนเหมือนกันที่เห็นอกเห็นใจเสื้อแดง
สูตรข้อเสนอสำหรับทั้งสองฝ่ายข้างต้น อาจจะรู้สึกว่า "น้อยเกินไป" เช่น ทำไมไม่เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกและยุบสภาทันที ตามข้อเสนอของแถลงการณ์ "กลุ่มสันติใต้" เป็นต้น (ซึ่งใกล้เคียงกับของ นปช. เอง)

เหตุผลง่ายๆ คือ ผมเห็นว่า เป็นเรื่องไม่ realistic (คือ ไม่มีทางทำให้เกิดขึ้นได้จริง) ในสถานการณ์ขณะนี้ โดยที่ไม่ยืดเยื้อสถานการณ์การฆ่าออกไป (รัฐบาลปฏิเสธแน่นอน และการฆ่าจะดำเนินต่อไป) อันที่จริง แม้แต่ให้รัฐบาลรื้อฟื้นข้อเสนอเลือกตั้ง 14 พ.ย. ยังเป็นเรืองค่อนข้างยาก แต่อย่างน้อย ยังมีโอกาสมากกว่า ที่สำคัญ มีโอกาสที่จะสร้างกระแสสังคมกดดันให้รัฐบาลกลับมายื่นข้อเสนอนั้นใหม่ได้ และภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ก็อาจจะมีโอกาสให้หยุดการฆ่าได้

หมายเหตุ: เผยแพร่ครั้งแรกที่เว็บบอร์ดคนเหมือนกัน http://thailiberal.com/index.php?showtopic=48005

หากเขาสั่งให้ผมยิง!

ที่มา ประชาไท


เรื่องเล่าและความเห็นของ นักเรียนไทยที่ไปเรียนวิชาการทหารในเยอรมัน “ผมเป็นทหารเพื่อป้องกันประเทศชาติและประชาชนจากศัตรูภายนอก ผมไม่ได้เป็นทหารเพื่อรักษาอำนาจให้ผู้บังคับบัญชา ด้วยการฆ่าประชาชนที่ผมควรปกป้อง ความเป็นมนุษย์บอกผมว่า ผมไม่มีสิทธิคร่าชีวิตผู้อื่นที่ไม่มีทางต่อสู้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร”

เมื่อครั้งที่ผมมาฝึกทหารที่เยอรมันใหม่ๆ ได้ไม่ถึงปี ผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับเพื่อนชาวเยอรมันชื่อ Anke ผู้สนใจในประเทศไทยเป็นพิเศษ ถึงขนาดเข้าเรียนในคณะ "ไทยศึกษา" ที่มหาวิทยาลัยฮัมบรูก ซึ่งมีเพียงสองที่ในเยอรมัน Anke ได้เคยถามคำถามที่ยากที่สุดคำถามหนึ่งต่อผม แม้สิ่งที่เธอถามจะผ่านมาแล้วสิบปีเต็ม แต่ผมก็จำคำถามนั้นได้ดี

"หากเธอได้รับคำสั่งให้ไปปราบผู้ชุมนุมในสมัยพฤษภาทมิฬ และผู้บังคับบัญชาสั่งให้เธอยิงประชาชน เธอจะยิงไหม?"

ผมได้แต่นั่งอึ้งต่อคำถามของเธอ ตอบอะไรไม่ถูก อีกทั้งในตอนนั้น ผมเพิ่งผ่านระบบการฝึกทหารไทยมาใหม่ ๆ ทำให้ไม่มีอะไรที่เป็นหลักการไปตอบเธอได้เลย ผมได้แต่พูดติดตลกตอบเธอไปว่า

"ฉันเป็นทหารเรือ ไม่มีใครสั่งให้ฉันไปปราบม็อบหรอก !"

แต่คำถามนั้นก็อยู่ในใจผมเรื่อยมา ผมพยายามหาคำตอบให้กับตนเอง และได้แต่หวังว่าผมและเพื่อนร่วมอาชีพของผมคนอื่น ๆ ไม่ต้องเจอกับสถานณการณ์ ที่ตัดสินใจลำบากแสนลำบากอย่างนั้นอีก

เวลาผ่านไปสิบแปดปีเต็ม ไม่ขาดไม่เกิน แล้วสถาณการณ์เช่นนั้นก็หวนกลับมาอีกรอบ ตอนนี้ผมให้คำตอบกับตัวเองได้แล้ว ...

ในระบบการฝึกทหารของเยอรมัน สิ่งแรก ๆ ที่ทหารต้องเรียนรู้พร้อม ๆ กับท่าซ้ายหัน ขวาหัน ก่อนจะไปจับปืน คือการเรียน "กฏหมายทหาร" เรียนเพื่อให้รู้ว่า เป็นทหารไปทำไม, ทหารมีสิทธิและไม่มีสิทธิอะไรบ้าง และที่สำคัญที่สุด ทหารจะปฏิบัติตามคำสั่งได้เมื่อไร ผมคงไม่สามารถแจกแจงรายละเอียดได้ทั้งหมด แต่โดยหลัก ๆ แล้ว ทหารจะปฏิบัติตามคำสั่งได้ก็ต่อเมื่อ

• คำสั่งนั้นถูกต้องด้วยกฏหมาย (ของเยอรมัน)
• คำสั่งนั้นไม่ผิดต่อหลักสิทธิมนุษยชน
• คำสั่งนั้นไม่ผิดต่อ กฏบัตร UN

ทหารนายใด ปฏิบัติคำสั่งที่ขัดต่อหลักการดังกล่าว ทหารนายนั้นถือว่ามีความผิด

ผมยังพูดแซวกับเพื่อนทหารชาวเยอรมันตอนเรียนเลยว่า เป็นทหารเยอรมันนี่ยากนะ สั่งอะไรมาต้องคิดดูก่อนว่าทำได้หรือเปล่า ไม่เหมือนทหารไทย สั่งไรมา กูทำหมด

และเมื่อทหารเห็นว่า คำสั่งนั้นผิดต่อหลักดังกล่าว สิ่งที่ทหารต้องทำคือ ห้ามปฏิบัติตามคำสั่ง และแจ้งผู้บังคับบัญชาที่สูงกว่าผู้สั่งให้ทราบ เพื่อดำเนินการกับผู้สั่งตามกฏหมายต่อไป

สาเหตุที่ระบบคำสั่งของทหารเยอรมันค่อนข้างซับซ้อน เพราะเขาได้ผ่านสงครามโลกครั้งที่สองมา มีความบอบช้ำจากสงครามมากมาย มีความรู้สึกผิดต่อผู้เสียหายจากสงครามที่เกิดขึ้น จนตั้งสัตย์ปฏิญาณกับตัวเองว่า "Never Again" และผลที่ตามมาคือระบบกฏหมายที่รัดกุม รวมไปถึงกฏหมายทหารข้างต้น ซึ่งเป็นการป้องกันความเลวร้ายที่จะเกิดขึ้นได้ในระดับปฏิบัติการ

นั่นคือคำตอบทางกฏหมายที่ผมได้ หากผมเป็นทหารเยอรมัน ผมมีสิทธิทิ้งปืน เดินไปแจ้งความกับคนสั่ง และไม่ต้องมีความลำบากใจ ที่จะต้องมานั่งคิดว่า จะทำตามคำสั่งด้วยการยิงประชาชนดีหรือไม่

แต่คำตอบที่ผมได้รับ ไม่ได้ช่วยอะไรผมได้มากนัก เพราะผมเป็นทหารไทย ผมไม่มีอะไรอย่างนั้นรองรับ

แต่ความเป็นทหารบอกผมว่า ผมเป็นทหารเพื่อป้องกันประเทศชาติและประชาชนจากศัตรูภายนอก ผมไม่ได้เป็นทหารเพื่อรักษาอำนาจให้ผู้บังคับบัญชา ด้วยการฆ่าประชาชนที่ผมควรปกป้อง ความเป็นมนุษย์บอกผมว่า ผมไม่มีสิทธิคร่าชีวิตผู้อื่นที่ไม่มีทางต่อสู้ ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นใคร ความเป็นมนุษย์บอกผมว่า ผมไม่มีสิทธิคร่าชีวิตผู้อื่น เพียงเพราะคนคนนั้นมีความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างจากผม

'ภูมิคุ้มกัน'แค่ในไทย?

ที่มา ไทยรัฐ


ยังหล่อเข้มอยู่ได้

โดยสีหน้าแววตายังผุดผ่องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่โผล่จอแถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯประกาศลั่น

รัฐบาลจำเป็นต้องเดินหน้า รัฐบาลไม่อาจถอยได้

ท่ามกลางสถานการณ์ "กรุงเทพฯมิคสัญญี" ฉากปะทะรุนแรงระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม นปช. ตั้งแต่วันศุกร์ที่ 14 พฤษภาคม ต่อเนื่องไม่หยุด ตามยุทธการที่เปลี่ยนจาก "ขอคืนพื้นที่" ไปเป็น "กระชับพื้นที่" ไล่บี้ล้อมกรอบม็อบเสื้อแดง

โดยจำนวนผู้เสียชีวิตที่ใส่ตัวเลขเป๊ะๆไม่ได้ เพราะเพิ่มขึ้นชั่วโมงต่อชั่วโมง

ที่แน่ๆ คนตายเป็นประชาชนล้วนๆ

ผู้ชุมนุมขัดแย้งยิงกันเองตาย ตามข้อมูลอ้างอิงจากฝ่ายคุมอำนาจ นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุมสื่อรัฐ เปิดแถลงนำร่อง เจ้าหน้าที่พยายามกระชับวงล้อม สกัดการ
เติมกำลังสนับสนุนของกลุ่มผู้ชุมนุม

แต่กลับถูกผู้ชุมนุมโจมตีด้วยอาวุธหนักที่สุดหลังสงครามคอมมิวนิสต์

ตามด้วยคิวของขุนทหารในชุดเต็มยศนำทีมโดย พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รอง เสธ.ทบ.นำทีมหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการ ตั้งโต๊ะแถลงที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ชี้แจงสถานการณ์ ภายหลังพบว่ามีกองกำลังติดอาวุธแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ทหารได้ปรับการใช้กำลังใหม่

โดยให้ใช้ปืนลูกซองและกระสุนจริงเพื่อมิให้ผู้ชุมนุมเข้าประชิดตัว

แต่เป็นการยิงต่ำในระดับพื้น ไม่มุ่งหมายเอาชีวิต ให้ละเว้นเด็กและผู้หญิง ให้เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงก็ต่อเมื่อเห็นเป้าหมายชัดเจน

ตามฉากสงครามรับมือพวกก่อการร้าย ฝ่ายถืออำนาจจำเป็นต้องลุยปราบรุนแรง

เปรียบเทียบกับข้อมูลที่ไม่ได้มีการแถลง

กับช็อตบังเอิญนักท่องเที่ยวชาวออสเตรเลียสามารถบันทึกภาพหน่วยซุ่มยิง "สไนเปอร์" อยู่บนดาดฟ้าอาคารชาญอิสสระ ถนนพระราม 4 มาให้นักข่าวไทยดู รับกับภาพที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ ที่ทหารในชุดพราง 2 คน ซุ่มอยู่บนอาคารสูง

คนหนึ่งชี้เป้า คนหนึ่งเล็งปืนผ่านกล้องตาเขม็งไปที่กลุ่มผู้ชุมนุม

และฟ้องด้วยภาพชัดๆกับแผ่นป้าย "พื้นที่การใช้กระสุนจริง" ที่ทหารนำมาติดกับรั้วลวดหนามในพื้นที่ปะทะบริเวณสะพานไทย-เบลเยียม มีภาษาอังกฤษกำกับไว้เสร็จสรรพ "Life Firing Zone"

ภาพปรากฏตามสื่อไปทั่วโลก โดยไม่ต้องแปล

ตามอารมณ์การรายงานข่าวของสำนักข่าวต่างประเทศทั้งอัลจาซีรา ซีเอ็นเอ็น เอพี ฯลฯ สรุปความว่า รัฐบาลที่เกิดจากการเล่นแร่แปรธาตุของกระบวนการยุติธรรมและกองทัพ ได้พยายามสลายการชุมนุมของฝ่ายต่อต้าน

โดยที่ทหารไทยใช้การยิงแบบไม่เลือกหน้า

เอาเป็นว่า นับรวมตัวเลขจากวันที่ 10 เมษายน ที่มีผู้เสียชีวิตจากเหตุสลายม็อบเสื้อแดงไปแล้วเกือบ 30 ราย เรื่อยมาจนถึงล่าสุดมีคนตายเพิ่มอีกกว่า 20 คน ตามข้อมูลที่รายงานกันอย่างเป็นทางการ รวมตัวเลขกันก็เกินหลักครึ่งร้อย

สังเวยการยื้ออำนาจบนเก้าอี้นายกฯของคนชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"

ผู้นำ "เด็กเส้นดี" ในเมืองไทย

แต่ไม่ชัวร์ในเวทีโลก หากมีการลากคดีขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ในฐานะผู้นำพลเรือนที่มีอำนาจสั่งการทหารปราบปรามผู้ชุมนุมที่อ้างว่ามีผู้ก่อการร้ายแฝงอยู่ จนมีคนตายพุ่งเกินหลักครึ่งร้อยเข้าไปแล้ว

"อภิสิทธิ์" จะมั่นใจในภูมิคุ้มกันได้สักแค่ไหน

ที่แน่ๆเลย น่าจะเป็นอะไรที่ไม่มั่นใจในภูมิคุ้มกันของตัวเอง กับปรากฏการณ์รีเทิร์นของ "เดอะลิ้ม" นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำใหญ่ม็อบพันธมิตรฯ กลับมาโผล่จอโชว์หน้าโชว์ตากับบรรดาแฟนคลับ พร้อมประกาศไขก๊อกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคการเมืองใหม่

ขอกลับมานั่งแป้นเป็นหัวหอกพันธมิตรฯอีกรอบ

ตามคิวเดิมพันชีวิตในสถานการณ์ "สงครามกลางเมือง" ที่บีบให้บรรดา "ตัวเอก" ตามท้องเรื่องของแต่ละขั้ว ต้องดิ้นหาเกราะกำบังกาย

ถึงจะหนังเหนียวรอดจากคมกระสุนมาได้รอบหนึ่งแล้ว

แต่มาถึงจุดมั่วๆไม่รู้ใครจ้องล่อ "เดอะลิ้ม" ต้องโชว์กำลัง ภายในขู่ไว้ก่อน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

การ์ตูน เซีย 17/05/53

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_83248

การ์ตูน เซีย 17/05/53

กระสุนจริง

ที่มา ไทยรัฐ


กรุงเทพฯ เมืองหลวงประเทศไทย กลายเป็นดินแดนมิคสัญญี

การปะทะกันระหว่างทหารกับกลุ่มเสื้อแดงขยายวงกว้างจนกลยเป็นสงครามกลางเมือง

นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้ ตัดสินใจใช้กำลังทหารปฏิบัติการ "ขอพื้นที่คืน" จนทำให้เกิดความสูญเสีย บาดเจ็บล้มตายมากมายถึง 3 ครั้ง 3 คราว

ถึง "อภิสิทธิ์" จะรอดพ้นความผิด ทางกฎหมาย เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ยกเว้นโทษให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องรับผิดทางวินัย ความผิดทางแพ่ง และความผิดอาญา

แต่ผลจากการตัดสินใจที่ทำให้ มีผู้เสียชีวิต มีผู้บาดเจ็บ จะเป็นรอยด่าง เป็นเงาดำติดตัวไปอีกนาน

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าในมโนสำนึก ของ "นายกฯอภิสิทธิ์" ไม่ใช่เป็นคนโหด เหี้ยมอำมหิตคิดว่าคนเสื้อแดงเป็นศัตรู

แต่ก็น่าแปลกใจที่ "นายกฯอภิสิทธิ์" เห็นชอบให้ทหารใช้อาวุธเอ็ม 16 กระสุนจริงปฏิบัติการกับกลุ่มเสื้อแดง

ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้าว่าจะต้องเกิดการสูญเสียตามมา

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่าบรรดาผู้นำกองทัพก็ไม่ต้องการให้ผู้ชุมนุมต้องบาดเจ็บ ล้มตาย เพราะทุกคนคือคนไทยเพื่อนร่วมชาติเดียวกัน

ผู้นำกองทัพได้กำหนดขั้นตอนการใช้อาวุธเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง

แต่เหตุใด ในการปฏิบัติการจริงๆ กลับเกิดความสูญเสียอย่างมากมาย??

คำตอบก็ยังเหมือนเดิมคือ การให้ ทหารใช้ปืนเอ็ม 16 ยิงกระสุนจริง

ปืนเอ็ม 16 กระสุนจริง ยิงแล้วโอกาสตายสูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์!!

"แม่ลูกจันทร์" เชื่อเช่นกันว่าในกลุ่มผู้ชุมนุมมีกลุ่มติดอาวุธแอบแฝงปะปนอยู่ในกลุ่มเสื้อแดง

คนกลุ่มนี้ที่รัฐบาลเรียกว่า "กลุ่มก่อการร้าย" ได้ใช้อาวุธหลายชนิด โดยเฉพาะจรวดเอ็ม 79 ยิงใส่ทหารตำรวจที่ปฏิบัติการรุกคืบเพื่อสลายการชุมนุม

จึงเป็นความชอบธรรมของเจ้าหน้าที่จะตัดสินใจใช้กระสุนจริงยิงคนที่มีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ

โฆษก ศอฉ.ออกมาประกาศชัดเจนว่าระเบียบในการใช้ปืนเอ็ม 16 กระสุนจริง จะอนุญาตให้ใช้ได้เพียง 3 กรณี

1, ใช้ยิงขึ้นฟ้าเพื่อข่มขวัญ

2, ใช้ยิงป้องกันตัวที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยง

3, ใช้ยิงไปยังบุคคลที่มีอาวุธอยู่ในมือ เช่น มีปืน ลูกระเบิด

แต่ก็น่าแปลกใจ ที่ผู้ที่ถูกยิงเสียชีวิตส่วนใหญ่ (หรือเกือบทั้งหมด) ไม่มี อาวุธสงคราม หรืออาวุธร้ายแรงใดๆ

แถมนักข่าว ช่างภาพ ก็พลอยถูกลูกหลงบาดเจ็บมากมาย

หรือแม้แต่อาสาสมัครหน่วยกู้ชีพ ที่มีเครื่องหมายกาชาดชัดเจน ก็ถูกกระสุนเช่นเดียวกัน

นี่คือเหตุผลยืนยันความเห็น "แม่ลูกจันทร์" ว่าการให้ทหารใช้ปืนเอ็ม 16 กระสุนจริงเป็นอันตรายมากในช่วงเหตุการณ์ชุลมุน

เพราะทหารก็เป็นคนธรรมดา มีอารมณ์โกรธ มีความกลัวอันตราย เมื่อทหารต้องเผชิญความกดดันในสถานการณ์ วิกฤติคับขัน ประสิทธิภาพการตัดสินใจของทหารแต่ละคนย่อมไม่เท่ากัน

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าการให้ทหาร ใช้ปืนลูกซองกระสุนจริง สำหรับป้องกันตัวเพื่อตอบโต้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้กลุ่มผู้ชุมนุมรุกคืบเข้ามาก็น่าจะเพียงพอ

เพราะปืนลูกซอง ถ้าไม่ยิงเผาขน จะบาดเจ็บ แต่ไม่ถึงตาย

ส่วนปืนเอ็ม 16 ไม่ควรนำออกมาใช้กับกลุ่มชุมนุม ซึ่งชั่วดีถี่ห่างก็เป็นคนไทยด้วยกัน

หรือถ้าจะเอามาใช้ ก็ต้องใช้ยิงกระสุน ยางอย่างเดียว!!

"แม่ลูกจันทร์" ยอมรับว่ารัฐบาลมีความจำเป็นต้องใช้ทหารจำนวนมากเพื่อปิดล้อมกลุ่มเสื้อแดง

แต่เหตุการณ์จะไม่เลวร้ายอย่างนี้ ไม่เกิดความสูญเสียมากมายอย่างนี้...

ถ้า "นายกฯอภิสิทธิ์" ไม่สั่งให้ ทหารใช้ปืนเอ็ม 16 กระสุนจริง.

แม่ลูกจันทร์

บ้านป่าเมืองเถื่อนมิคสัญญีกลียุค

ที่มา ไทยรัฐ


นับตั้งแต่มีประเทศไทยมา วิกฤติการเมืองที่แปรสภาพเป็นวิกฤติบ้านเมือง ไม่รุนแรงและถลำลึกขนาดนี้ นับตั้งแต่ การยึดอำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา เกิดเหตุการณ์สำคัญทางการเมืองหลายครั้ง ท่ามกลางความสงสัยในเรื่องของอำนาจนอกระบบและมาตรฐานความเป็นธรรม

การไล่ล่าระหว่างสองขั้วอำนาจทางการเมืองที่เรียกว่า ประชาธิปไตยอ่อนแอและเผด็จการซ่อนรูป ปรากฏชัดเจนและพยายามดึงเอาประชาชนเป็นตัวประกัน

เอาประเทศเป็นเดิมพัน

มีการปลุกระดมประชาชนให้เกิดความเกลียดชังซึ่งกันและกัน แตกแยก หวาดระแวงกลายเป็นลัทธิอุดมการณ์ที่ถูกเขียนขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทย

ระหว่างสีเหลืองกับสีแดง

ไม่ว่าจะมีสีอะไรเข้ามาร่วมแจมด้วยก็แล้วแต่เมื่อกลั่นกรองจนตกผลึกแล้วก็ จะเหลือสีเหลืองกับสีแดง เท่านั้นที่ต่อสู้ทางการเมืองกันมายาวนานและไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด จนในที่สุดก็ถึงเวลาที่คนไทยจับอาวุธเข่นฆ่ากันเอง
ประเทศไทยไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน

ได้แต่หวังว่าฟางเส้นสุดท้ายที่ยังเหลืออยู่ จะเป็นหนทางที่จะปรองดองกันอย่างไรได้บ้าง ได้แต่ส่งความปรารถนาดีไปยัง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หวังว่า นายกฯจะสวมวิญญาณประชาธิปไตยออกมาแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองทั้งหมด

ระหว่างชีวิตคนไทย ระหว่างชีวิตของผู้บริสุทธิ์ ระหว่างอนาคต ของประเทศไทยและระหว่างอำนาจประชาธิปไตยกับเผด็จการ

กับการเสียสละครั้งยิ่งใหญ่

จะเลือกอย่างไหน ระหว่างเก้าอี้นายกรัฐมนตรีกับชีวิตคนกลุ่มใหญ่ จะตัดสินใจอย่างไร ยุบสภาหรือลาออก นายกฯลงแล้วก็ขึ้นไปใหม่ได้ แต่ชีวิตคนฟื้นไม่ได้ อนาคตประเทศไทยฟื้นลำบาก

ปัญหาวันนี้จะจบลงทันทีโดยไม่ต้อง เสียเลือดเนื้อประชาชน ส่วนหนึ่งของประเทศ โดยการประกาศลาออกหรือยุบสภา ซึ่งง่ายกว่าการเหนี่ยวไกปืนซะอีก ถึงวันนี้รัฐบาลสามารถปราบปรามสลายการชุมนุมได้ รัฐบาลก็แพ้ ถึงรัฐบาลจะสามารถยืนหยัดได้เป็นรัฐบาลต่อไปอีกระยะ รัฐบาลก็แพ้อยู่ดี

เพราะต่อไปนี้ประเทศไทยจะไม่มีวันสงบสุข การบริหารประเทศก็ไม่มีวันสงบสุข อนาคตของประเทศไม่มีทางที่จะพัฒนารุ่งเรืองได้

ถ้ายังเกิดสงครามกลางเมืองอยู่อย่างนี้

คนเสื้อแดงไม่ใช่มีแค่สองสามคน แต่คนที่ยินดีจะประกาศตัวเป็นเสื้อแดงและคนที่เห็นด้วยกับการกระทำของคนเสื้อแดงมีจำนวนไม่น้อย รัฐบาลยิ่งปราบก็ยิ่งแพ้ โดยเฉพาะตัวนายกฯอภิสิทธิ์เองจะประกาศตัวว่าเป็นนายกฯของประเทศไทยได้อย่างไร จะบากหน้าไปพบประชาชนทั้งที่มือเปื้อนเลือดอยู่ได้อย่างไร.

หมัดเหล็ก

ยุติด้วยการเจรจาสันติวิธี

ที่มา ไทยรัฐ


เมืองไทยกลายเป็นแดนมิคสัญญี ตกเป็นข่าว เวิลด์ท็อปสตอรี่ ข่าวใหญ่ของสำนักข่าวต่างประเทศทั่วโลก ตลอดปลายสัปดาห์ที่แล้ว เมื่อเกิดสงครามย่อยๆขึ้นในใจกลางเมืองหลวงระหว่าง ผู้ชุมนุม กับ ทหาร ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตไป 16 คน บาดเจ็บอีกกว่าร้อย เพราะความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้น

ผมชื่อว่าสิ่งที่คนไทยทุกคนและสังคมโลกไม่อยากเห็นก็คือ ความรุนแรงที่ขยายหรือบานปลายออกไปมากกว่านี้

ผมเห็นด้วยกับ ท่านบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ และ ฟิลิป โครว์ลีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ออกแถลงการณ์ เรียกร้องให้ทุกฝ่ายในเมืองไทย "กลับเข้าสู่การเจรจา" เพื่อแก้ปัญหาการเมืองด้วยวิธีการ "สันติวิธี" แทนความรุนแรง

ผมยังมองไม่เห็นเหตุผลที่คนไทยจะต้องฆ่าฟันกันเอง เพียงเพราะความคิดเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน จนไม่สามารถนั่งโต๊ะเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันได้ ถ้าหากทุกฝ่ายมุ่งยึดเอา "ผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง" โดย "ไม่มีวาระซ่อนเร้น" อย่างที่ประกาศกันออกมาตลอดเวลา

ผมอยากให้ "ดูรัฐบาลใหม่อังกฤษ" เป็น "ตัวอย่าง" ซึ่งผมนำมาเขียนถึงหลายครั้ง เพื่อให้คนไทยได้ "เรียนรู้ประชาธิปไตยต้นแบบ" ว่า เขาเล่นการเมืองกันอย่างไร

แม้การเลือกตั้งอังกฤษครั้งนี้จะได้ "รัฐบาลผสม" เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีเพราะไม่มีพรรคไหนได้เสียงเกินครึ่งในสภา แต่ "ข้อต่อรอง" ในการ "จัดตั้งรัฐบาลผสม" กลับแตกต่างจากการเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง เหมือนหน้ามือกับหลังเท้า

สิ่งที่ นิก เคล็ก หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย ต่อรอง กับ เดวิด คาเมรอน หัวหน้าพรรคอนุรักษนิยม ในการเข้าร่วมรัฐบาลผสม ไม่ใช่เรื่องแบ่งกระทรวง หรือ แบ่งเก้าอี้รัฐมนตรี แต่สิ่งที่ นิก เคล็ก ต่อรองกับ คาเมรอน ก็คือ ขอให้นำนโยบายของพรรคเสรีประชาธิปไตยที่หาเสียงกับประชาชน ผนวกเข้าเป็น นโยบายของรัฐบาลด้วย การเจรจาก็ง่าย

แต่การต่อรองเป็น รัฐบาลผสม ของ พรรคการเมืองไทย กลับตรงกันข้าม

สิ่งที่จะต่อรองกันเป็นเรื่องแรกก็คือ "การแบ่งกระทรวง" ทุกพรรคหวังจะได้ กระทรวงเกรดเอ ที่มีงบประมาณมากๆ มีโครงการมากๆมาเป็นโควตาของพรรค ซึ่งก็เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า ไม่ได้หวังทำงานเพื่อบ้านเมือง แต่หวังเปอร์เซ็นต์หัวคิวที่สูงลิ่ว เพื่อเป็นทุนซื้อเสียงเล่นการเมืองต่อไป

และเรื่องที่จะต่อรองกันเป็นเรื่องที่สองก็คือ "เก้าอี้รัฐมนตรี"

ถ้า นักการเมืองไทย จะเอา "วิธีคิด" แบบ นักการเมืองอังกฤษ มาใช้โดยยึดเอา "ผลประโยชน์ของชาติและประชาชน" เป็นหลักคิดในการเจรจาต่อรองทางการเมือง ผมเชื่อว่าความขัดแย้งทุกอย่างจะจบลงไม่กี่นาที เพราะทุกคนมีเป้าหมายเดียวกันคือ ประโยชน์ของประเทศชาติ และ ประโยชน์ของประชาชน ไม่มี "ประโยชน์ส่วนตัว" เป็นเป้าหมายซ่อนเร้น

แม้สำนักข่าวเอพีจะรายงานข่าวความรุนแรงของเมืองไทยไปทั่วโลก แต่เขาก็ยังอดเขียนถึงเมืองไทยด้วยความเสียดายไม่ได้ว่า เมืองไทยเป็นเมืองท่องเที่ยวสำคัญ เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ในอาเซียน นึกไม่ถึงว่าจะมีวันเศร้าสลดใจเช่นวันนี้ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักลงทุนตกใจ และทำลายการท่องเที่ยวของไทย

ผมก็ได้แต่หวังว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง จะหันหน้ามาเจรจากันอีกครั้ง เพื่อยุติปัญหาด้วย "สันติวิธี" โดยเร็วที่สุด เหมือนอย่างที่นานาชาติเรียกร้อง ความจริงผู้ชุมนุมถือว่าชนะแล้ว เมื่อรัฐบาลยอมประกาศยุบสภาวันที่ 15-30 กันยายน และให้มีการเลือกตั้งใหม่วันที่ 14 พฤศจิกายน ซึ่งหมายถึง นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องพ้นจากตำแหน่งด้วย

แต่น่าเสียดายที่มีการนำเรื่องปลีกย่อยมาเป็นเงื่อนไข

การเจรจาด้วยการ "เอาประเทศเป็นตัวตั้ง" จะเป็นการเจรจาที่ง่ายที่สุด ผมหวังว่าสองฝ่ายจะทบทวนกันอีกครั้ง อย่าให้มันรุนแรงมากไปกว่านี้เลยครับ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

เพื่อไทย ร้อง ยูเอ็น ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้าไทย

ที่มา ไทยรัฐ

เพื่อไทยยื่นหนังสือร้องยูเอ็น ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาดูแลความสงบในประเทศไทย พ่วงให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงในเมืองไทย...

ที่องค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย พร้อมด้วยนายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมาธิการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร เดินทางมายื่นหนังสือถึงองค์การสหประชาชาติ ผ่านตัวแทนเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เพื่อเรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาตรวจสอบพฤติกรรมรัฐบาล

โดย นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า มายื่นข้อเรียกร้องต่อยูเอ็น 2 ข้อคือ

1.ให้ยูเอ็นเรียกประชุมคณะมนตรีความมั่นคง สหประชาชาติ เพื่อส่งกองกำลังรักษาสันติภาพเข้ามาภายในประเทศไทย เพราะเหตุการณ์ความไม่สงบกำลังลามไปสู่จังหวัดอื่นๆร่วม 20 จังหวัด ถ้ายูเอ็นไม่ส่งกองกำลังเข้ามาประเทศไทยจะมีสภาพเหมือน ประเทศรวันด้า

2.ให้ยูเอ็นสอบสวนการกระทำผิดละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐบาลไทย

นายต่อพงษ์ ไชยสาสน์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า นอกจากการยื่นหนังสือถึงยูเอ็นแล้ว จะยื่นหนังสือถึง รมว.ต่างประเทศในกลุ่มอาเซียน และกลุ่มอาเซียนบวก 3 และ บวก 6 ให้เข้ามาตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมืองไทย และจะยื่นหนังสือถึงเลขาธิการอาเซียน เพื่อให้นำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมอาเซียน ให้อาเซียนเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงในประเทศไทย เหมือนที่เคยเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงในกัมพูชา

ก่อนหน้านี้เมื่อเวลา 10.00 น. มีกลุ่มพระสงฆ์ 40 รูป เดินทางมายื่นหนังสือถึงยูเอ็นเช่นกัน เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลยุติการใช้ความรุนแรงและเรียกร้องให้ยูเอ็นเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความรุนแรงในประเทศไทยระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มเสื้อแดง โดยกลุ่มพระสงฆ์ได้ทำพิธีสวดชยันโตหน้ายูเอ็น เพื่อให้เกิดความสงบขึ้นในเมืองไทย

นี่หรือสื่อเมืองพุทธ

ที่มา ไทยรัฐ

ความบันเทิงทางจอแก้ว...ไม่สนุกเลย เพราะใจกลางกรุงเทพมหานครได้กลายเป็นสมรภูมิรบ ไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน!!

สงครามกลางเมืองระหว่างคนไทยด้วยกันเอง ตายและบาดเจ็บเป็นรายชั่วโมง

แล้วอย่างนี้จะดูทีวีอย่างมีความสุขได้ อย่างไร??

ผมเชื่อว่าคนไทยที่รักสันติจริงๆ ไม่มีการแอบแฝง อยากเห็นประเทศชาติสงบเรียบร้อย

ไม่อยากเห็นทุกฝ่ายใช้ความรุนแรง!! ไม่ใช่ ชนะบนประเทศชาติพัง!!

ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะคิดอย่างไร? ไม่ว่าฝ่ายผู้ชุมนุมจะคิดอย่างไร? ผลลัพธ์สุดท้ายก็คงเห็นกันอยู่ตรงหน้า

คือกองศพประชาชนและซากปรักหักพังของบ้านเมือง!!

นั่นคือความจริงที่กำลังปรากฏและปฏิเสธไม่ได้...และพร้อมจะบันทึกเป็นประวัติศาสตร์การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของคนไทยอีกครั้งหนึ่ง

การฆ่า...ซึ่งทั่วโลกที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยปฏิเสธมันอย่างสิ้นเชิง...นอกจากความอำมหิตของระบอบเผด็จการ!!

ขณะที่นานาอารยประเทศต่อต้านการใช้ความรุนแรง...แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าเมืองไทย-เมืองพุทธ ยังมีกลุ่มคนที่หน้ามืด

อยากให้รัฐบาลใช้ความรุนแรง...อยากให้มีการฆ่าเกิดขึ้น!!

รายการถกปัญหาสถานการณ์ของประเทศเมื่อวันก่อน...ทางช่อง 11 มีผู้ชาย 4 คน ปรารถนาเรียกร้องให้ปลายกระบอกปืนจัดการกับผู้ชุมนุมอย่างเด็ดขาด!!

เป็นการพูดด้วยอารมณ์สุนทรีย์ สนุกปาก ไม่กระดากใจหรือละอายใจต่อความเป็นชาวพุทธใดๆเลย

นี่หรือสื่อรัฐที่อ้างกันนักว่าทำเพื่อความ สงบสุขของบ้านเมือง แต่พฤติกรรมของ

ผู้จัดรายการและผู้ร่วมรายการมีจิตใจอำมหิตอย่างยิ่ง

ทำไมคนชาติเดียวกัน ความคิดแตกแยกกัน ถึงขั้นต้องประหัตประหารอีกฝ่ายให้ดับดิ้นไปกระนั้นหรือ??!!

ถึงอีกฝ่ายจะผิด...อีกฝ่ายจะมีความชอบธรรมเพียงใด แต่ก็ไม่มีสิทธิ์อ้างเหตุไปหยิบยื่นความตายให้ใคร

ถ้าสื่อทำแบบนี้ ควรจะเรียกตัวเองว่าสื่อเพื่อประชาชนอยู่ต่อไปอีกหรือ??

"แจ๋วริมจอ"