WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 18, 2010

การ์ตูน เซีย 18/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 18/05/53

สื่อยุคประชาธิปไตยอ่อนแอ

ที่มา ไทยรัฐ


มีผู้สื่อข่าวภาคสนามหลายคนมาเล่าเหตุการณ์ที่ประสบมาด้วยตัวเองในบริเวณพื้นที่จุดปะทะให้ฟังในอาการที่งุนงงสงสัยและสิ้นหวังกับการแก้ไขปัญหาวิกฤติการเมืองของประเทศไทย

สถานการณ์ไม่ต่างอะไรจาก เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 เกือบ 20 ปีไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง เพียงแต่ว่าครั้งนี้รุนแรงกว่า น่ากลัวกว่า ไม่รู้อาวุธสงครามจะหล่นมาจากไหน

ชีวิตอยู่บนเส้นด้าย

การทำข่าวก็เป็นไปด้วยความลำบาก เล่าอย่างตรงไปตรงมา บางช่วงบางตอนเจ้าหน้าที่ทหารก็จับสื่อมวลชนกดก้มหน้าไว้ไม่ให้ถ่ายภาพทำข่าวเหตุการณ์จริงได้

ต้องนอนฟุบกับพื้นถนนฟังเสียงปืนเป็นชุดๆ

ก็แปลกดีการต่อสู้ในระบอบประชาธิปไตยของเมืองไทยไม่มีอะไรตื่นเต้น มีคนเสียชีวิตก็แค่นั้น ถือเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ การนำเสนอข่าวทั้งวิทยุและทีวีซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของรัฐบาลถูกปิดกั้นพอสมควร

คนตายเป็นเบือ แต่ภาพข่าวถูกปิดกั้น และพยายามมอมเมาประชาชนด้วยเกมโชว์ ละครน้ำเน่าและแถลงการณ์ของ ศอฉ.และนายกฯอภิสิทธิ์เพียงด้านเดียว ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันนี้อยากจะถามถึง จิตวิญญาณของสื่อมวลชน ว่ายังหลงเหลือแค่ไหน หรือถูกหลอมละลายไปหมดแล้ว รัฐบาล กองทัพจะใช้กำลังเข้าสลายการชุมนุมอย่างไรไม่สนใจ

กลายเป็นว่าจะดูข่าวที่จะได้ความจริงทุกด้าน ก็ต้องดูทีวีต่างประเทศเอา มีทั้งภาพทั้งข่าวน่าสนใจกว่าเยอะ สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น บีบีซี อัลจาซีร่า รายงานข่าวทุกเบรกอย่างตรงไปตรงมา เว็บไซต์ชาวต่างประเทศนำเสนอข่าวละเอียดยิบ นาทีต่อนาที

ก่อนหน้านี้ก็ยังได้พึ่งสื่อสิ่งพิมพ์ได้บ้าง แต่ปัจจุบันชักถูกกลืน สังเกตดูให้ดี หนังสือพิมพ์เว็บไซต์บางสำนักที่ได้ทำรายการข่าวทางทีวีของรัฐพ่วงเข้าไปด้วย ท่าทีเปลี่ยนไป

จากหน้ามือเป็นหลังมือ

มีสื่อหลายสำนักหลายฉบับที่ได้ผลประโยชน์ จากการสนับสนุนรัฐบาลชุดนี้ ทั้งทางตรงและทางอ้อม ถ้าจะถามว่า สื่อเมืองไทยเที่ยงตรงแค่ไหน ก็ต้องตอบตรงๆว่าน้อยมาก

จะรักจะชอบจะแสดงความคิดเห็นเข้าข้างฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นเรื่องปกติตามที่จะได้รับ ข้อมูลข่าวสาร ในการที่จะนำมาวิเคราะห์วิจารณ์ที่แตกต่างกัน

แต่ต้องไม่มีเจตนาอื่นแอบแฝง

อยู่ที่จิตสำนึก ก็ต้องถามใจสื่อดูว่า มีคนตายเกิดขึ้นเป็นรายวันอย่างนี้ สถานการณ์ความรุนแรงคุกคามความปลอดภัยของประชาชนอย่างนี้ ถึงเวลาที่จะเปิดเผยข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นให้ชาวโลกได้รับรู้หรือยัง นาทีชีวิตทหารต้องมายิงปืนใส่พ่อที่เป็นเสื้อแดง แม่ไม่เป็นอันกินอันนอนเพราะเป็นห่วงทั้งสามีและลูกในสมรภูมิสงครามกลางเมือง เป็นท่านจะรู้สึกอย่างไร ลองชั่งใจดูควรจะทำหน้าที่สื่อมวลชนอย่างไร

จึงจะเป็นสื่อของประชาชน.

หมัดเหล็ก

ต้องรีบปรองดองรอบใหม่

ที่มา ไทยรัฐ


การปะทะกันระหว่างผู้ชุมนุมกับทหารในหลายพื้นที่ของ กทม. ส่อแววจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สถานทูตสหรัฐฯ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนวิทยุ เริ่มให้ญาติ เจ้าหน้าที่อพยพผู้คนออกจากประเทศไทยแล้ว โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯจะให้เงินช่วยเหลือค่าเดินทาง พร้อมเตือนให้ชาวสหรัฐฯชะลอการเดินทางมาไทย

ล่าสุด โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ เพื่อนบ้านอาเซียนของไทย ก็ออกมาแถลงเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายกลับเข้าสู่การเจรจาอีกครั้ง หลังจากที่ เลขาธิการสหประชาชาติ และ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกมาเรียกร้องให้สองฝ่ายหันหน้าเจรจากันก่อนหน้านี้

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ บอกว่า "เรารู้สึกตกใจและกังวลอย่างมากกับเหตุรุนแรงที่หนักขึ้นเรื่อยๆในกรุงเทพฯ หากทุกฝ่ายไม่อดทนอดกลั้น และกลับไปสู่การเจรจาโดยทันที เราเกรงว่าสถานการณ์อาจลื่นไหลไปไกลเกินกว่าที่ทุกฝ่ายจะควบคุมได้ หากสถานการณ์นี้เกิดขึ้น ผลพวงที่ตามมาสำหรับไทยและอาเซียนจะร้ายแรงมากเลยทีเดียว"

ผมเห็นด้วยกับโฆษกกระทรวงการต่างประเทศสิงคโปร์ หากปล่อยให้สถานการณ์ปะทะกันในใจกลางกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีคนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากลื่นไหลไปเรื่อยๆ และทวีความรุนแรงขึ้นไปเรื่อยๆ สุดท้ายเหตุการณ์อาจบานปลาย จนสองฝ่ายไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้ กรุงเทพฯก็มีหวังลุกเป็นไฟ

หนทางที่จะดับไฟกองนี้ก็มีอยู่ทางเดียวอย่างที่ทุกฝ่ายเรียกร้องก็คือ เปิดการเจรจารอบใหม่โดยเร็วที่สุด และ สร้างแนวทางการปรองดองรอบใหม่โดยเร็วที่สุด เพื่อหยุดยั้งการใช้ความรุนแรงให้เร็วที่สุด

การเจรจารอบใหม่ ควรจะเป็นการเจรจาแบบไม่เปิดเผยจะดีที่สุด ทำให้เจรจาง่ายขึ้น ไม่ถูกจ้องจับผิด หรือแสดงความเป็นฮีโร่ของทั้งสองฝ่าย

ผมเชื่อว่า คนไทยส่วนใหญ่ ก็เห็นด้วยกับ แนวทางการเจรจา ดังจะเห็นได้จาก สวนดุสิตโพล ที่ไปสำรวจความคิดของคนกรุงเทพฯในช่วงที่มีเหตุปะทะกันรุนแรงสองวันเมื่อวันที่ 14–15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

เมื่อถามว่า ถ้าท่านเป็น "รัฐบาล" จะมีวิธีดำเนินการอย่างไร คำตอบที่ออกมา ร้อยละ 53.25 เห็นว่า ควรจะใช้วิธีเจรจาต่อรองกับแกนนำ

เมื่อถามว่า ถ้าท่านเป็น "กลุ่มเสื้อแดง" จะมีวิธีดำเนินการอย่างไร คำตอบที่ออกมา ร้อยละ 51.46 เห็นว่า ควรจะใช้วิธีเจรจาต่อรองกับรัฐบาล

เพราะฉะนั้น "แนวทางการเจรจา" จึงเป็น "ทางออกที่ดีที่สุด" ในการ "ยุติความรุนแรง" ซึ่งผมได้พยายามเขียนเรียกร้องมาตลอดเวลา

แนวทางการเจรจาที่ถูกต้องนั้น จะต้องเจรจากันด้วยความจริงใจ มุ่งคุยกันในประเด็นที่เป็นปัญหา แล้วหาทางแก้ไขร่วมกัน ไม่สร้างเงื่อนไขให้ทะเลาะกันต่อไป ใครจะได้ประโยชน์มากน้อยกว่ากันไม่ใช่สาระสำคัญ สาระสำคัญคือ ปัญหาต้องจบ เพื่อไม่ให้ประเทศชาติและประชาชนบอบช้ำไปมากกว่านี้ ไม่ควรใช้วิธีการเจรจาแบบใช้สำนวนโวหารเชือดเฉือนกัน อย่างการเจรจาในรอบก่อน ทำให้สองฝ่ายเกิดอารมณ์ และไม่ยอมรับซึ่งกันและกัน การเจรจาก็ล้มเหลวอย่างที่เห็น

เขียนถึงเรื่องการไม่สร้างเงื่อนไขให้ทะเลาะกัน ผมต้องขอแสดงความชื่นชมต่อเว็บไซต์ "พันทิปดอทคอม" ที่ตัดสินใจ "ปิดเว็บบอร์ดราชดำเนิน" ซึ่งเป็นเว็บบอร์ดด้านการเมืองชั่วคราว เพื่อไม่ให้สังคมทะเลาะกันมากกว่านี้โดยให้เหตุผลว่า

"เนื่องจากขณะนี้มีความไม่สงบในบ้านเมือง ทางเว็บพันทิปเองก็มองดูด้วยความเป็นห่วงมาตลอด และ เรารู้สึกไม่สบายใจอย่างมากที่ต้องรับรู้อยู่ทุกวันว่า เราเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้คนไทยรู้สึกแตกแยก เท่าที่ผ่านมา เราเฝ้ามองและเฝ้าหวังว่า การที่มีเวทีสาธารณะน่าจะเป็นพื้นที่ซึ่งช่วยให้เกิดการแสวงหาหนทางในการสมานความแตกแยกได้ แต่จนถึงวันนี้กลับรู้สึกว่า สถานการณ์กลับย่ำแย่ลง

ดังนั้น จึงขออภัยต่อทุกท่านเป็นอย่างสูง ที่ต้องงดให้บริการเว็บบอร์ดราชดำเนินไปก่อน จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น"

ผมขอคารวะต่อ ความรับผิดชอบต่อสังคม ของ ผู้บริหารเว็บพันทิป ไว้ตรงนี้ ถ้ามีสื่อที่รับผิดชอบอย่างนี้มากๆ สังคมไทยคงหายแตกแยกและคืนสู่ความสงบสุขได้อย่างแน่นอน.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

บันทึกไว้ในหัวใจ

ที่มา เดลินิวส์


ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้ว่า ได้เกิด สงครามกลางเมือง ขึ้นกลางใจเมืองหลวงของประเทศที่เคยได้ชื่อว่า สยามเมืองยิ้ม หลังพระอาทิตย์ตกดินของวันที่ 13 พ.ค ต่อเนื่องถึงวันอาทิตย์ที่ 17 พ.ค. 2553 (ที่ต้องปิดต้นฉบับ)

ได้มีการยิงปะทะเป็น จุด ๆ ระหว่างประชาชนกับทหารตำรวจอย่างดุเดือด รอบถนนที่พุ่งเข้าสู่สี่แยกราชประสงค์ ที่มั่นของกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่ง ศอฉ. ของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เปิดปฏิบัติการ “กระชับวงล้อม” ตั้งแต่ ตัดน้ำ ตัดไฟ ปิดการเดินทางสาธารณะ ตัดสัญญาณมือถือ ขนแท่งซีเมนต์ รั้วลวดหนาม ขวางทางเข้า-ออกทุกทิศ

ฝ่ายผู้ชุมนุมเอายางรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถขยะ มาจุดไฟเผา ควันสีดำพวยพุ่ง ขณะที่ทหารในชุดอาวุธครบมือ มีเอ็ม 16 ปืนทาวอร์ ตั้งแถวประจันยิงต่อสู้ เสียงปืนดังหูดับตับไหม้ สลับด้วยเอ็ม 79 เป็นระยะ ๆ

หนังสือพิมพ์บางฉบับแปลคำ กระชับวงล้อม ว่า หมายถึง การปิดประตูตีม็อบ ขณะที่ก่อนหน้านั้น คำว่า ขอพื้นที่คืน หมายถึง การใช้กำลังเข้าสลายม็อบ จนตาย 26 ศพ เจ็บกว่า 800 คน จากเหตุการณ์ 10 เม.ย.

สงครามกลางเมืองครั้งล่าสุด เกิดหลังจากที่ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง นายทหารนอกคอก ที่ทำตัวเป็นหัวหน้าการ์ดคนเสื้อแดง ถูกมาร์กตัวใช้ปืน “สไนเปอร์” ยิงเจาะศีรษะนัดเดียว ล้มตึงต่อหน้านักข่าวต่างชาติที่ยืนสัมภาษณ์อยู่แถวสีลม การลอบสังหารในครั้งนี้ บอกว่า

เป็นมืออาชีพ ที่ได้รับการฝึกฝนมาดีเยี่ยม

สื่อบางฉบับชี้ว่า นี่เป็นการ “เอาคืน” หลังเหตุการณ์ 10 เม.ย. ที่ทหารกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” ต้องสูญเสียอย่างหนัก โดยกองกำลังไม่ทราบฝ่ายครั้งนั้น ฝ่ายคุมกำลังเชื่อว่า เสธ.แดง อยู่เบื้องหลัง จึงเป็นแค้นที่ต้องชำระ

เหตุการณ์ 13-14 พ.ค.ที่ปะทะเดือด ปรากฏว่ามีประชาชนต้องเสียชีวิตอีก 17 คน บาดเจ็บกว่า 150 คน มีผู้สื่อข่าวทั้งไทยและเทศ ถูกปืนยิงบาดเจ็บด้วย มาถึงวันนี้ตัวเลขคนตาย และคนเจ็บ คงเพิ่มขึ้นอีกมากแล้ว

ที่ยังคาใจคือ เสื้อแดงมีอาวุธร้ายแรงหรือไม่ บอกตรง ๆ ไม่รู้เช่นกันแต่ที่เห็นด้วยตาเปล่า ตอนไปสังเกตการณ์ที่สี่แยกราชประสงค์ ก็เห็นชาวบ้านมี ไม้ ไผ่ปลายแหลม โล่ไม้กระดาน อิฐตัวหนอนที่ทุบให้เล็กลง เป็นอาวุธป้องกันตัว
มีเท่านั้นจริง ๆ

แต่ต่อให้มีอาวุธตามที่ถูกกล่าวหาจริง ผู้ชุมนุมก็ไม่มีทางสู้รบปรบมือกับกองกำลังมหึมา ของทหาร และตำรวจ ที่ทั้งได้ฝึกฝน และมีอาวุธครบมืออยู่ดี สู้กันเมื่อไหร่ ฝ่ายที่จะถูกปราบปรามอย่างหนัก ไม่พ้นผู้ชุมนุมมือเปล่า

เค้าไม่ได้ต้องการอะไร นอกจากสิทธิทางการเมืองที่เท่าเทียมกับอภิสิทธิ์ชน แต่ที่ได้คือ ข้อหาผู้ก่อการร้าย และ ล้มล้างสถาบัน กับชีวิตที่ถูกปลิดทิ้ง

ต้องบันทึกไว้ภายใต้นายกฯ ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แค่ปีกว่า ๆ ต้องมีผู้สังเวยชีวิตจากคำสั่ง “ขอคืนพื้นที่” ไปแล้วเกือบ 60 ศพ วิญญาณของคนเหล่านี้ คงไม่ไปไหน แต่คงวนเวียนอยู่ข้าง ๆตัว อภิสิทธิ์ นี่แหละ.

ดาวประกายพรึก

เปิดโฉมผู้ถือหุ้น13บริษัทท่อน้ำเลี้ยง

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




จากการที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีคำสั่งศอฉ.ที่ 49/2553 เมื่อวันที่ 16 พ.ค. สั่งอายัดทรัพย์บุคคลและนิติบุคคล 106 รายชื่อ แยกเป็นนิติบุคคล 13 แห่ง และบุคคล 93 ราย

ห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคล เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศและความปลอดภัยของประชาชนนั้น

การตรวจสอบทะเบียนธุรกิจของนิติบุคคล 13 แห่ง จากกรมทะเบียนการค้า กระทรวงพาณิชย์ พบรายละเอียดดังนี้

1.บริษัท ทุนนวัตกรรม จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 13 ก.ย. 42 ทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท เพื่อประกอบธุรกิจจัดหา รับเช่าทรัพย์สิน เป็นนายหน้าตัวแทน ในธุรกิจทุกประเภท ยกเว้นธุรกิจประกันภัยและค้าหลักทรัพย์

ประกอบกิจการนำเที่ยว ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประ เทศ และประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน และประกอบกิจการการค้ายารักษาโรคและเภสัชภัณฑ์ ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนน พหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพ

มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท 2 คน คือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

ผู้ถือหุ้น คือ บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด 2,500,000 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 1,874,933 หุ้น น.ส.พินทองทา ชินวัตร 2,812,500 หุ้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 2,812,500 หุ้น นายชานนท์ สุวสิน ถือจำนวน 5 หุ้น นางกาญจนาภา หงษ์เหิน ถือจำนวน 1 หุ้น เป็นต้น



2.บริษัท นิวโอ๊ค จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 16 มิ.ย. 46 ทุนจดทะเบียน 5,000,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 426/414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนามคือ กรรมการ 2 ใน 3 ของกรรมการที่มีชื่อ ดังนี้ นายพานทองแท้ ชินวัตร นางกาญจนาภา หงษ์เหิน นางกมลวัน โชติกะพุกกะณะ

ผู้ถือหุ้น คือ นายพานทองแท้ ชินวัตร จำนวน 499,994 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) น.ส.พินทองทา น.ส.แพทองธาร นางกาญจนาภา คนละ 1 หุ้น เป็นต้น



3.บริษัท บี.พี. พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 16 มิ.ย. 31 ทุนจดทะเบียน 340,000,000 บาท วัตถุประสงค์ รับเหมาก่อสร้าง โรงแรม โรงพิมพ์ อาบอบนวด โรงสี เพื่อซื้อจัดหารับเช่า ทรัพย์สินประกอบกิจการค้าข้าว มันสำปะหลัง ค้าอาหารสด ค้าผ้า เครื่องนุ่งหุ่ม ยารักษาโรค ทอง เพชร พลอย เครื่องจักร เครื่องยนต์ รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภท ยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์

ตั้งอยู่เลขที่ 141/9 เอสซี สาธรแมนชั่น ซอยเทียนเซี้ยง ถนนสาทรใต้ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ เดิมชื่อบริษัท บัสซาวด์ โปรโมชั่น จำกัด โดยได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่เมื่อวันที่ 19 ธ.ค. 43

มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนามบริษัท 2 คนคือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

ผู้ถือหุ้น คือ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 16,817,500 หุ้น พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร 25,999 หุ้น น.ส.พินทองทา ชินวัตร 8,275,000 หุ้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 4,874,999 หุ้น นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 6,500 หุ้น บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด 4,000,001 หุ้น เป็นต้น

1.พานทองแท้ ชินวัตร

2.พจมาน ดามาพงศ์

3.แพทองธาร ชินวัตร

4.พินทองทา ชินวัตร





4.บริษัท ประไหม สุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 27 ก.พ. 33 ทุนจดเบียน 3,340,000,000 บาท วัตถุระสงค์เพื่อขายโอน จำนอง จำนำ ทรัพย์สิน ค้าข้าว เครื่อง จักร อาหารสด เครื่องนุ่งห่ม ค้าทอง อัญมณี กิจการโรงพิมพ์ กิจการประมง สะพานปลา รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภทยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์ ตั้งอยู่เลขที่ 1291/1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน คือ นายชานนท์ สุวสิน และนางดวงฤทัย กสิโสภา เดิมชื่อ บริษัท แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไทยแลนด์ จำกัด

ผู้ถือหุ้น คือ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 16,949,990 หุ้น น.ส.พิน ทองทา ชินวัตร 16,950,000 หุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 49,000 หุ้น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 49,000 หุ้น เป็นต้น



5.บริษัท พี.ที. คอร์ปอเรชั่น จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 21 ส.ค. 24 ทุนจดเบียน 3,700,000,000 บาท วัตถุประสงค์ เพื่อประกอบกิจการสร้างและจำหน่ายภาพยนตร์ทุกชนิด ทำการสั่งเข้ามาในราชอาณาจักร และส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศซึ่งสินค้า ประกอบกิจการรับค้ำประกันคนต่างด้าวซึ่งเดินทางมายังราชอาณาจักร หรือออกไปนอกราชอาณาจักร ทำการขนส่งสินค้าและคนโดยสารทั้งทางบก น้ำ อากาศ ทั้งในและต่างประเทศ

ประกอบกิจการสั่งเข้ามาจำหน่าย หรือส่งออกไปยังต่างประเทศ ซึ่งสินค้าคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ทุกชนิด รวมทั้งบริการติดตั้งซ่อมแซม บำรุงรักษา รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภทยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์ ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

มีกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน คือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

ผู้ถือหุ้นคือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ถือ 300,000,000 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 20,999,999 หุ้น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 6,993,000 หุ้น นายชานนท์ สุวสิน 7,000 หุ้น นางกาญจนาภา หงษ์เหิน 7,000 หุ้น เป็นต้น



6.บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 21 มี.ค. 33 ทุนจดทะเบียน 160,000,000 บาท วัตถุประสงค์ เพื่อซื้อจัดหา เช่า ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สินต่างๆ กู้ยืมเงินเบิกเงินเกินบัญชีจากธนาคาร นิติบุคคล หรือสถาบันการเงินอื่น หรือให้กู้ยืมเงิน หรือเครดิต หรือให้เครดิตด้วยวิธีการอื่นโดยจะมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม

ประกอบกิจการค้าข้าว ค้าเครื่องจักร เครื่องยนต์ อาหารสด ค้าผ้าเครื่องนุ่งห่มยารักษาโรค อัญมณี ประกอบกิจการตัดผม รับจ้างถ่ายรูป ล้างอัดขยาย กิจการขนส่ง รับส่งสินค้าและคนโดยสารทั้งทางบกและอากาศ

ประกอบกิจการนำเที่ยว บริการทางด้านกฎหมายบัญชี รวมทั้งกิจการโฆษณา ประกอบกิจการโรงพยาบาล สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประกอบกิจการเพื่อประมูลสินค้า และรับจ้างทำของ

นำเข้าและส่งออกเครื่องคอมพิวเตอร์และประกอบกิจการให้บริการ โดยรับดำเนินการขออนุญาตมีไว้เพื่อบรรดาอุปกรณ์การสื่อสารโทรคมนาคมทุกชนิดทุกประเภททั่วประเทศไทยให้เช่าอสังหาริม ทรัพย์ รวมถึงจัดสรรที่ดิน

5.บรรณพจน์ ดามาพงศ์

6.กาญจนาภา หงษ์เหิน



ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน คือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

ผู้ถือหุ้น คือน.ส.พินทองทา ชินวัตร 11,199,997 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 4,799,998 หุ้น นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน คนละ 1 หุ้น เป็นต้น



7.บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 29 ส.ค. 33 วัตถุประสงค์ ซื้อจัดหา เช่าทรัพย์สินค้าข้าว เครื่องจักร ยารักษาโรค ประกอบการกิจการโรงน้ำแข็ง นายหน้า รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภทยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์ ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คนคือ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน และนายชานนท์ สุวสิน เดิมชื่อบริษัท บิลเลี่ยน พรอพเพอตี้ จำกัด

ผู้ถือหุ้น คือน.ส.พินทองทา ชินวัตร 209,985,000 หุ้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 9,984,998 หุ้น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 19,999 หุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 10,000 หุ้น นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน คนละ 1 หุ้น เป็นต้น



8.บริษัท โอ เอ ไอ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 21 เม.ย. 51 ทุนจดทะเบียน 10,000,000 บาท วัตถุประสงค์ เพื่อซื้อ จัดหา เช่าทรัพย์สิน ทำการจัดตั้งสำนักงานสาขาหรือแต่งตั้งตัวแทน ทั้งภายในและภายนอก รับเหมาก่อสร้าง

ประกอบกิจการขนส่งสินค้าและผู้โดยสารทั้งทางบก น้ำ และอากาศ ประกอบกิจการซักรีด เสื้อผ้า ตัดผม สถานบริการอาบอบนวด ตั้งอยู่ที่ 1010 อาคารชินวัตรทาวเวอร์ 3 ชั้น 2 ถนนวิภาวดี รังสิต จตุจักร กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนามคือ 2 ใน 3 ของบุคคลต่อไปนี้ คือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร นายชานนท์ สุวสิน นายกิตติ แห้วสันตติ เดิมชื่อบริษัท แมนซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด

ผู้ถือหุ้น คือ บริษัท ประไหม สุหรี พร็อบเพอร์ตี้ จำกัด 999,993 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) นายเฉลิม แผลงศร 2 หุ้น น.ส.เมธาวี หงษ์เหิน น.ส.สุขุมาล บุญปลูก น.ส.อาทิตยา อัยยะวรากูล คนละ 1 หุ้น เป็นต้น



9.บริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์แมนเนจเม้นท์ จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 27 เม.ย. 33 ทุนจดทะเบียน 700,000,000 บาท เพื่อซื้อ จัดหาเช่าทรัพย์สิน ค้าข้าว ค้ากระดาษ เครื่องเขียนแบบเรียน ประกอบระเบิดหิน และย่อยหิน กิจการเหมืองแร่ ถลุงแร่ ประกอบธุรกิจรับค้ำประกันหนี้สิน รับเป็นผู้จัดการและดูแลผลประโยชน์และจัดการทรัพย์สินให้บุคคลอื่น

ตั้งอยู่เลขที่ 474 ซอยรามคำแหง 39 (เทพลีลา 1) แขวงพลับพลา เขตวังทองหลาง กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คนคือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

ผู้ถือหุ้น คือ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 60,999,950 หุ้น (หุ้นละ 10 บาท) บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค จำกัด 9,000,000 หุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นางกาญจนาภา หงษ์เหิน น.ส.สุพิศ ผ่องศิริ คนละ 10 หุ้น



10.บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 27 ก.พ. 29 ทุนจดทะเบียน 5,150,000,000 บาท วัตถุประสงค์ จัดหา เช่าทรัพย์สิน กู้ยืมเงิน เบิกเงินเกินธนาคาร นิติบุคคลหรือสถาบันการเงินอื่น และให้กู้ยืมเงินหรือเครดิตด้วยวิธีการอื่น โดยมีหลักประกันหรือไม่ก็ตาม ประกอบกิจการทำนา ทำสวนทำไร่

ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนนพหล โยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญา ไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คน คือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน เดิมชื่อบริษัท เอสซี แอสเสท จำกัด

ผู้ถือหุ้น คือ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 514,999,983 หุ้น (หุ้นละ 10) นางกาญจนาภา หงษ์เหิน 7 หุ้น นายชานนท์ สุวสิน 4 หุ้น นางเพ็ญโสม ดามาพงศ์ และนายพรชัย ศรีประเสริฐ คนละ 3 หุ้น



11.บริษัท โอเอไอ ลีสซิ่ง จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 17 ต.ค. 34 ทุนจดทะเบียน 100,000,000 บาท วัตถุประสงค์ ซื้อ จัดหา เช่า เป็นนายหน้าตัวแทนค้าในธุรกิจ รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภทยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์

ตั้งอยู่เลขที่ 414 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ เดิมชื่อบริษัท ชินวัตรเทเลโฟน จำกัด

ผู้ถือหุ้นคือ บริษัท โอเอไอ แมนเนจเม้นท์ จำกัด 5,499,994 หุ้น (หุ้นละ 10) น.ส.พินทองทา ชินวัตร 2,249,900 หุ้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 2,209,799 หุ้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 106 หุ้น คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ และนายชานนท์ สุวสิน คนละ 100 หุ้น เป็นต้น



12.บริษัท โอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 5 มี.ค. 41 ทุนจดทะเบียน 2,500,000,000 บาท วัตถุประสงค์เพื่อซื้อ จัดหา เช่าทรัพย์สิน ประกอบกิจการประมูลเพื่อรับทำของ ประกอบกิจการโรงเรียน มหาวิทยาลัยรับทำการฝึกสอน ให้ความรู้และอบรมให้ความรู้ด้านวิชาการแขนงต่างๆ ทำการจัดตั้งสำนักงานสาขาหรือแต่งตั้งตัวแทนทั้งภายในและนอกประเทศ

ประกอบกิจการโรงพยาบาลเอกชน เป็นนายหน้าตัวแทนค้าในธุรกิจ รวมทั้งเป็นนายหน้าทุกประเภท ยกเว้นธุรกิจประกันภัย ค้าหลักทรัพย์

ตั้งอยู่เลขที่ 1291/1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 ใน 3 คน ดังนี้ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายชานนท์ สุวสิน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

ผู้ถือหุ้น คือ น.ส.พินทองทา ชินวัตร 67,500,000 หุ้น (หุ้นละ 10) คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ 56,249,997 หุ้น น.ส.แพทองธาร ชินวัตร 56,249,998 หุ้น นางกาญจนาภา หงษ์เหิน 2 หุ้น นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ นายชานนท์ สุวสิน และนายดำรง เกษมเศรษฐ์ คนละ 1 หุ้น เป็นต้น



13.บริษัท เอส ซี เค เอสเทต จำกัด

จดทะเบียนจัดตั้ง 16 ม.ค. 35 วัตถุประสงค์เพื่อดำเนินธุรกิจให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ทุนจดทะเบียน 2,200,000,000 บาท ตั้งอยู่เลขที่ 426/1,4,5 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพฯ

กรรมการผู้มีอำนาจลงนาม 2 คนคือ นายชานนท์ สุวสิน และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน

แล้วจะเสียใจ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




เพียงเพราะไม่ยอมรับแผน "โรดแม็ป" ปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

แล้วยัง "บังอาจ" เสนอหน้าต่อรองเรียกร้องให้ผู้อยู่เบื้องหลังสั่งการเข่นฆ่าประชาชนเมื่อวันที่ 10 เมษา ยน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมที่เป็น "มาตรฐานเดียว" อย่างแท้จริงไม่ใช่แบบ "สองมาตรฐาน" อย่างที่ ผ่านมา

กลุ่มผู้ชุมนุมเลยมีความผิดสมควรตายใช่หรือไม่

เพียงเพราะแข็งขืนไม่ยอมคืนพื้นที่แยกราชประสงค์ให้กับคนกรุงเทพฯ เพื่อให้คนเหล่านั้นได้ใช้ชีวิตอย่างสะดวกสบายต่อไป

กลุ่มผู้ชุมนุมก็สมควรถูกยิงทิ้งเหมือนหมาข้างถนนใช่หรือไม่

เพียงเพราะเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่เห็นไม่ตรงกับรัฐบาลแล้วออกมาชุมนุมต่อต้าน

ก็ไม่สมควรได้มีชีวิตอยู่ต่อไปใช่หรือไม่

ไม่น่าเชื่อว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่ทำท่าว่าจะคลี่คลายลงเมื่อวันที่ 3 พ.ค. หลังจากนายอภิสิทธิ์ออกมาประกาศแผนปรองดอง 5 ข้อ และกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ 14 พ.ย.

ผ่านไปเพียง 10 วันทุกอย่างพลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังเท้า

นั่นเพราะแผนโรดแม็ปที่นายอภิสิทธิ์ภูมิใจเสนอ เนื้อแท้แค่เป็นแผนล่อให้คนเสื้อแดงสลายการชุมนุมเท่านั้น ไม่ได้ตั้งใจที่จะดำเนินการจริงจัง

ไม่เช่นนั้นรัฐบาลก็คงอดทนและเปิดกว้างกว่านี้

นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้เคยผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลา 19 และเดือนพฤษภา 35 มาแล้ว

กล่าวเตือนนายอภิสิทธิ์ เมื่อวันที่ 13 พ.ค. ก่อนเกิดเหตุการณ์ "พฤษภาทมิฬ ภาค 2" เพียงไม่กี่ชั่วโมง

ว่านายอภิสิทธิ์ต้องทบทวนท่าทีล่าสุดของตนเองเสียใหม่

เพราะสิ่งที่กำลังทำอยู่จะเป็นความผิดพลาดอย่างร้ายแรงชนิดที่ต้องเสียใจตลอดไป

ความเลวร้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยเป็นนายกฯ เป็นอย่างไรมีคนนำมาเขียนจาระไนไว้ยืดยาวเป็นเล่มๆ จนถึงเดี๋ยวนี้ก็ยังมีเรื่องใหม่ๆ ให้ตีแผ่กันไม่หมดไม่สิ้น

คำถามคือแล้วสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ได้กระทำไปแล้วหรือกำลังกระทำอยู่

เลวร้ายน้อยกว่าหรืออย่างไร?

วันที่ศาลตัดสินคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณออกมาแถลงข่าวขอโทษลูกเมียที่ตนเองเป็นต้นเหตุทำให้ครอบครัวต้องได้รับความเดือดร้อน

ครั้งนี้เมื่อสงครามกลางเมืองยุติลง รัฐบาลไม่สามารถปิดฟ้าด้วยฝ่ามือ (ชุ่มเลือด) ได้อีกต่อไป

ก็หวังว่าคนในครอบครัวจะให้อภัยนายอภิสิทธิ์

เพราะนั่นเป็นสิ่งเดียวที่นายอภิสิทธิ์จะไม่ได้รับจากประชาชนทั่วทั้งประเทศ

หยุดฆ่าทันที

ที่มา ข่าวสด


จากเหตุรุนแรงซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก หนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนออนไลน์ ทั้งเครือข่าย ได้ร่วมกันกำหนดท่าทีว่า เราไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดต่อความรุนแรงทั้งปวงที่เกิดขึ้น 1.เราเห็นว่าขณะนี้ทุกฝ่ายทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ไม่สามารถเป็นหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า แม้จะรู้ว่าการรุกคืบต่อไปของรัฐบาลจะต้องเผชิญกับหนทาง ซึ่งไร้ทางออก ก็ยังแข็งขืนดำเนินการต่อไป




จากเหตุรุนแรงซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากหนังสือพิมพ์มติชน ข่าวสด ประชาชาติธุรกิจ มติชนออนไลน์ ทั้งเครือข่าย ได้ร่วมกันกำหนดท่าทีว่า เราไม่เห็นด้วยอย่างเด็ดขาดต่อความรุนแรงทั้งปวงที่เกิดขึ้น

1.เราเห็นว่าขณะนี้ทุกฝ่ายทุกองค์กรที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์ไม่สามารถเป็นหลักที่จะช่วยแก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า แม้จะรู้ว่าการรุกคืบต่อไปของรัฐบาลจะต้องเผชิญกับหนทาง ซึ่งไร้ทางออก ก็ยังแข็งขืนดำเนินการต่อไป

ประกอบกับการตัดสินใจทั้งของรัฐบาล และแกนนำกลุ่มผู้ชุมนุม คับแคบ อยู่ในแวดวงไม่กี่คน และเชื่อแต่ในประโยชน์เฉพาะกลุ่มตนเอง ได้นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงเช่นที่ปรากฏ

2.ขณะเดียวกัน น่าเสียใจที่กลไกทุกกลไกในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเอง พรรคร่วมรัฐบาล พรรคฝ่ายค้าน วุฒิสภา องค์กรอิสระ ฯลฯ ไม่เคยแสดงปัญญาความคิดเป็นบทบาทหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาเป็นเวลานาน กลายเป็นการสะสมความเกลียดชังไปในทุกส่วน แทนที่จะเป็นกลไกในการแก้ปัญหา กลับกลายเป็นตัวปัญหาเสียเอง และยังสร้างเงื่อนไขขยายปัญหาออกไปเรื่อยๆ จนไม่อาจหันหน้าเข้าหากันเพื่อเจรจาปรองดองได้ในที่สุด

3.สภาพดังกล่าวนำไปสู่การสูญเสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งชีวิต มีผู้ได้รับบาดเจ็บ พิการ ซึ่งล้วนแต่เป็นลูกหลานไทยทั้งสิ้น นอกเหนือไปจากการสูญเสียทรัพย์สิน สภาวะเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุด ยังทำให้จิตใจของสังคมต่ำทรามไร้ศีลธรรมลง

4.เราจึงขอเรียกร้องอย่างหนักแน่นและจริงจัง ให้ทุกฝ่ายซึ่งกำลังขัดแย้งกันอยู่ขณะนี้ ยุติการเข่นฆ่ากันในทันที เลิกมิจฉาทิฐิ ไม่สร้างเงื่อนไขใหม่ และเร่งเจรจากันอย่างเสมอภาคจริงจังและจริงใจ โดยรัฐบาลจะต้องหยุดปฏิบัติการรุนแรงซึ่งนำไปสู่การบาดเจ็บล้มตาย พร้อมๆ กับฝ่ายประท้วงต้องยุติการชุมนุม เพื่อปกป้องชีวิตประชาชน

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ประเทศสูญเสียวุฒิภาวะแห่งความเป็นอารยะ ที่สามารถรังสรรค์สังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยสติปัญญาความคิดซึ่งเคยรักษาบ้านเมืองมายาวนานไปสิ้น

หยุดฆ่ากันทันที

รบ.ตั้ง3เงื่อนไขเปิดเจรจา"ยุติโจมตี-ใช้กำลัง-ก่อจลาจล" เผย"วีระ-กอร์ปศักดิ์"ประสานงานกันอย่างต่อเนื่อง

ที่มา มติชน


นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 17 พ.ค. ว่า รัฐบาลรับทราบข้อเสนอของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการณ์แห่งชาติ (นปช.) ที่ให้เปิดเจรจาเพื่อแก้ไขสถานการณ์ด้านความมั่นคงและความปลอดภัยเแล้ว รัฐบาลขอยืนยันว่า ข้อเสนอใดๆ ของแกนนำ นปช. ต้องอยู่บนเงื่อนไขของความตั้งใจจริง ของเจตนารมณ์ และความพยายามในทุกรูปแบบที่จะทำให้บ้านเมืองกลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็ว ซึ่งความตั้งใจจริง ต้องสะท้อนผ่านรูปแบบการยุติการชุมนุม เพราะเป็นสิ่งที่รัฐบาลยืนยันมาโดยตลอดว่าเป็นทางออกที่ดีที่สุดของสังคมไทย

นายปณิธาน กล่าวต่อว่า ในการพูดคุยต้องอยู่บนเงื่อนไข 3 อย่างคือ ต้องยุติการโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร และพลเรือนที่คอยรักษาความปลอดภัยให้แก่ประชาชน ยุติการใช้กำลังทุกรูปแบบกับประชาชน และ ยุติการก่อจลาจล เมื่อสถานการณ์เหล่านี้คลี่คลายลง และไม่เป็นผลเสียต่อบ้านเมือง ต่อความมั่นคง ต่อปลอดภัยของประชาชนและประเทศชาติ รัฐบาลก็พร้อมเดินหน้าทำตาแผนความปรองดองและสมานฉันท์ (โรดแมป) ที่นายกฯ ประกาศไว้ นี่คือจุดยืนของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า นพ. เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. ระบุว่าขณะนี้มีการเจรจาในทางลับกับแกนนำรัฐบาล ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายปณิธานกล่าวว่า ต้องไปสอบถามจากนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ได้รับมอบหมายให้เป็นผู้ประสานงานกับแกนนำนปช. ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการประสานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสนายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานนปช. ทั้งนี้เข้าใจว่ามีสัญญาณจากแกนนำนปช. ว่าอาจมีการยุติการชุมนุม โดยนายกอร์ปศักดิ์จะประสานงานเรื่องการนำประชาชนออกจากพื้นที่การชุมนุม การเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมของทางแกนนำ และการไปดูแลพื้นที่การชุมนุมหลังจากนี้

เมื่อถามว่า ที่บอกว่ามีสัญญาณว่านปช. อาจยุติการชุมนุมคือก่อนเวลา 15.00 น. ของวันที่ 17 พฤษภาคมหรือไม่ นายปณิธานเลี่ยงที่จะตอบ โดยบอกให้ไปถามนายกอร์ปศักดิ์เอาเอง

เตือนนักข่าว ถอยจากพื้นที่เสี่ยง ศอฉ.ระบุเป็นกลุ่มเป้าหมายจะถูกทำร้าย เพื่อสร้างสถานการณ์

ที่มา มติชน



2 สมาคมวิชาชีพสื่อแถลงให้นักข่าวออกจากพื้นที่ชุมนุม ตามศอฉ.ระบุ วอนผู้สื่อข่าวมิใช่คู่ขัดแย้ง อย่าใช้เป็นเป้าหมายในการโจมตี

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย ออกแถลงการณ์ร่วมองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชนในภาวะวิกฤตเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 ระบุว่า

ตามที่เหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ได้ชุมนุมประท้วงและสถานการณ์ได้ลุกลามบานปลายนำไปสู่ความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยล่าสุดทางศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่ชุมนุมภายในเวลา 15.00 น ของวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 นั้น


ด้วยความตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและภาระหน้าที่ในการรายงานข้อเท็จจริงออกสู่สาธารณะชนอย่างถูกต้องรอบด้าน องค์กรวิชาชีพสื่อมวลชน ได้แก่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย จึงมีข้อเสนอแนะมายังผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนและองค์กรต้นสังกัด ดังต่อไปนี้


1. ขอแจ้งเตือนให้ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนถอนตัวออกจากพื้นที่ชุมนุมตามเวลาที่ทาง ศอฉ.กำหนด โดยทันที รวมถึงการถอนตัวออกจากพื้นที่ที่มีการปะทะด้วยอาวุธสงครามเพื่อไปสังเกตการณ์ในพื้นที่ที่ปลอดภัยเพียงพอ


2. ขอเรียกร้องให้ต้นสังกัดของ ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนทุกแขนงคำนึงถึงความปลอดภัยของนักข่าวและช่างภาพที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ โดยใช้วิจารณญาณในการดูแลสั่งการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งจัดหาอุปกรณ์ป้องกันตัวแก่นักข่าวช่างภาพอย่างเหมาะสม


3. ขอให้สื่อมวลชนทุกแขนงระมัดระวังการนำเสนอข่าวและภาพข่าว ด้วยการตรวจสอบข้อมูลและข้อเท็จจริงอย่างครบถ้วนรอบด้าน พร้อมทั้งหลีกเลี่ยงการนำเสนอข่าวและภาพข่าวในลักษณะที่เป็นการยั่วยุให้เกิดความรุนแรงหรือซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายยิ่งขึ้น


4. ขอเรียกร้องไปยังฝ่ายต่างๆ ที่มีการใช้อาวุธสงครามในการปฏิบัติงานให้ตระหนักว่า ผู้ประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนไม่ใช่คู่ขัดแย้งในสถานการณ์ปัจจุบัน จึงไม่ควรตกเป็นเป้าหมายในการปฏิบัติการ หรือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองของฝ่ายใด

อนึ่ง ทางสมาคมนักข่าวฯ ขอแจ้งว่า “ปลอกแขนผ้าสีเขียว” ที่มีตราสัญลักษณ์ของสมาคมฯ เป็นสมบัติของสมาคมนักข่าวฯ และยืนยันการใช้ปลอกแขนดังกล่าวว่าจะต้องใช้ควบคู่กับบัตรประจำตัวพนักงานของต้นสังกัด เพื่อใช้ในการแสดงตนเมื่อมีการตรวจสอบ โดยขอให้ทุกฝ่ายเคารพในการปฏิบัติหน้าที่ของนักข่าวและช่างภาพ


ในขณะเดียวกัน สมาคมนักข่าวฯ ขอความร่วมมือจากเพื่อนสื่อมวลชนช่วยกันตรวจสอบหากพบว่ามีบุคคลภายนอกแอบอ้างใช้ปลอกแขนดังกล่าว ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ดำเนินการตรวจสอบ และเมื่อพบว่าเป็นการแอบอ้างจริง สมาคมฯ สามารถขอเรียกคืนปลอกแขนดังกล่าวได้

Monday, May 17, 2010

รอยเตอร์ส: กรุงเทพฯ ลดระดับจากแหล่งธุรกิจ เป็นแดนสงคราม

ที่มา ประชาไท


กรุงเทพฯ
วันเสาร์ที่ 15 พฤษภา 2010 เวลา 12:15 น EDT

(สำนักข่าวรอยเตอร์ส)- กลุ่มควันคละคลุ้งจากการเผายางครอบคลุมถนนสายใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ถนนที่เคยคับคั่งด้วยการจราจรที่ติดขัด ขณะนี้ได้ถูกประดับด้วยลวดหนามเพื่อใช้เป็นที่ตรึงกำลังของทหาร และเป็นที่กำบังในการยิงปืนใส่ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล ซึ่งดูไปก็เหมือนการเล่นเอาเถิดเอาล่อกันอยู่

เสียงประสานอันไม่เป็นส่ำ เป็นส่วนผสมจากไซเรนรถพยาบาลที่ดังบาดหู เสียงปืน และระเบิดอันกึกก้อง ลั่นไปทั่วท้อง ถนน จากที่เคยถูกขนาบด้วยอาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า และโรงแรมชั้นนำ มาบัดนี้ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า เหลือเพียงควันไฟพวยพุ่ง จากการเผายางของผู้ประท้วง ควันไฟนั้นแขวนตัวอยู่เสมือนเป็นเมฆดำ เหนืออาคารสูงเหล่านั้น

ขอต้อนรับสู่กรุงเทพมหานคร—เมืองที่เคยเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักท่องเที่ยวว่าเป็นแหล่งวัฒนธรรม ไนท์คลับฉาว และในวันนี้—ฉากหนึ่งของ อนาธิปไตย ซึ่งดูไปก็ไม่ต่างจากตอนหนึ่งจากซีนมิคสัญญีในหนังฮอลลีวูด

ในวันเสาร์ ทหารนับพันนายได้ใช้ความพยามในการปิดล้อมพื้นที่เพื่อเพิ่มความปลอดภัยในกลางย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ ทหารเหล่านั้นต้องต่อสู้กับกลุ่มผู้ประท้วงซึ่งมีระเบิดเพลิงทำเอง ก้อนหิน และตามที่รัฐบาลอ้าง ว่าอาจมี ปืน และระเบิดมือ

ความหวังอันริบหรี่ที่จะหยุดความรุนแรงได้เลือนหายไป เมื่อกลุ่มผู้ชุมนุมจำนวนนับพันรวมตัวกันได้อีกครั้ง และได้เรียกพรรคพวกมาเพิ่มเติม เพื่อตั้งเวทีใหม่ในบริเวณที่พักของคนใช้แรงงานซึ่งอยู่ไม่ไกลจากศูนย์กลางทางธุรกิจนัก ในที่นี้กลุ่มผู้ชุมนุมได้เริ่มปราศัยบนรถกระบะ และเตรียมวางแผนการตั้งที่ชุมนุมระยะยาวต่อไป

ผู้มีอำนาจของรัฐได้ดำเนินการให้มีการขึ้นป้าย ‘เขตใช้กระสุนจริง’ ในบริเวณย่านธุรกิจเพื่อเตือนให้ผู้เดินทางผ่านไปมาสำนึกถึงอันตรายที่จะเกิดขึ้นเมื่อจะเข้ามาในบริเวณนี้ กองทหารและนักแม่นปืนระดมยิงใส่ผู้ประท้วง ซึ่งพยานผู้เห็นเหตุการณ์กล่าวว่า บางคนก็ไม่ได้มีอาวุธติดตัว

ช่างภาพชาวต่างชาติคนหนึ่งกล่าวหลังจากหลบกระสุนอยู่ในบ้านในบริเวณที่เกิดเหตุกว่าหกชั่วโมงว่า “เขา (ทหาร) ยิงทุกอย่างที่เคลื่อนไหว”

เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยต้องสาละวนอยู่บนถนน เพื่อช่วยเหลือเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย และนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากที่เกิดเหตุ เจ้าหน้าของศูนย์แพทย์ผู้หนึ่งถูกยิง และอาจเป็นได้ว่าเสียชีวิตในที่สุด นับแต่คืนมิคสัญญี (วันพฤหัสบดี) ซึ่งคร่า 24 ชีวิต มีผู้บาดเจ็บทั้งสิ้น 179 คน และ 4 คนในจำนวนนี้คือสื่อมวลชน

ยังไม่ท่าทีว่าความรุนแรงจะยุติลงแต่อย่างใด

เฟร็ดเดอริค เดิร์คเซ่น นักธุรกิจชาวเบลเยี่ยมที่พำนักอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ กล่าวว่า “สิ่งที่เป็นอยู่ช่างน่าสะพรึงกลัวจริงๆ ผมประหลาดใจเหลือเกินว่าแต่ละฝ่ายยอมลงทุน และยอมสูญเสียได้มากถึงเพียงนั้น” เขากล่าวต่อไปว่า “เหตุการณ์ดำเนินมานานเกินไปแล้ว และยิ่งแย่ลงทุกขณะ”

กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเสื้อแดง ซึ่งจำนวนไม่น้อยคือผู้หญิงและเด็ก ร่วมชุมนุมอย่างท้าท้ายและไม่เกรงกลัว พวกเขาปักหลักอยู่ในบริเวณที่เป็นทั้งพื้นที่ชุมนุมหลักและที่พำนักชั่วคราวมากว่าหกอาทิตย์ โดยรอบๆ พื้นที่นี้ผู้ชุมนุมได้สร้างกำแพงที่ทำจากยางรถยนต์ ไม้รวกเหลาแหลมและลวดหนามสุมรวมกัน ดูเหมือนว่าเหล่าผู้ชุมจะไม่สะทกสะท้านกับความเป็นไปได้ที่ว่ากองทหารอาจบุกฝ่าแนวกั้นรับนี้เข้ามาเมื่อไรก็ได้

“ให้มันมา” นายไพสิทธิ์ ผู้ชุมนุมกล่าวไปพร้อมการกวัดไกวหอกที่ทำจากไม้ไผ่ที่อยู่ในมือของเขา

“ดีใจที่คุณไป” (Happy you’re leaving)

“ผมดีใจเหลือเกินที่คุณออกไป” ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมเมโทรโปลิแทน กล่าวกับแขกคนหนึ่งขณะกำลังเช็คเอาท์ หลังจากที่กองทหารได้เข้าตรึงกำลังบนถนนด้านหน้าโรงแรมเมื่อคืนก่อน

“เราส่งอีเมลบอกแขกที่จองห้องกับเราทุกคนไม่ให้มา” ผู้จัดการกล่าวเสริม

สหรัฐอเมริกายื่นข้อเสนอช่วยอพยพครอบครัวของเจ้าหน้าที่รัฐและคนทำงานในสถานกงศุลออกไปยังที่ที่ปลอดภัย และในขณะเดียวกันก็ได้ออกคำเตือนมิให้ประชาชนสหรัฐเดินทางเข้าประเทศไทยหากไม่มีความจำเป็น

ในแถลงการณ์ทางโทรทัศน์เมื่อคืนนี้ (15 พ.ค.) โฆษกรัฐบาลชี้แจงว่า สถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเร็ววันนี้ แต่ประชาชนทั่วไปกลับไม่เชื่อมั่นกับแถลงการณ์นั้น

“หูฉันยังอื้อจากเสียงปืนเมื่อคืนนี้” รัตนา วีรสวัสดิ์ เจ้าของร้านของชำซึ่งตั้งอยู่ตอนเหนือของสถานที่ชุมนุมกล่าว “สถานการณ์ตอนนี้แย่มาก และแย่ลงเรื่อยๆ หากออกไปได้ตอนนี้คงจะเป็นการดีที่สุด”

ผู้คนต้องจำทนเดินกลับบ้านในตอนกลางคืน ผ่านแดนสงครามที่อื้ออึงไปด้วยเสียงตะโกนร้องของทหาร เดินฝ่าแนวที่ทหารยิงเตือนผู้ประท้วง สลับกับเสียงระเบิดมือที่ประโคมอยู่เป็นระยะๆ หน่วยทหารอ้างว่าผู้ประท้วงเสื้อแดงบางคนเป็นผู้ยิงระเบิดเหล่านี้ออกมา

ภาพข่าวจากสื่อปรากฏ รูปอันน่าหดหู่ของผู้เสียชีวิต ร่างจมกองเลือด แน่นิ่งไม่ไหวติง อยู่หน้าบริเวณแนวกั้นรอบๆ พื้นที่ชุมนุมหลักในเขตธุรกิจใจกลางกรุงเทพฯ

สถานีโทรทัศน์ท้องถิ่นฉายให้เห็นเหตุการณ์กลุ่มผู้ประท้วงที่กำลังเดือดดาลรุมทุบตีทหาร ที่พลัดหลงจากหน่วยของตน ในช่วงอลหม่านจากการต่อสู้ที่ไม่มีแนวรบที่ชัดเจน ทหารผู้นั้นถูกชกและเตะโดยผู้ชุมนุม จนกระทั่งมีผู้เห็นเหตุการณ์เข้ามาช่วยเหลือและนำตัวส่งหน่วยกู้ภัย

“คงเป็นการยากที่จะบอกได้ว่าสถานการณ์นี้จะลงเอยเช่นไร”

แปลจาก :Bangkok descends from bustling metropolis to war zonehttp://www.reuters.com/article/idUSTRE64E1JQ20100515