WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 20, 2010

แพทย์ รพ.มงกุฎเผยมี 9 ศพในวัดปทุม

ที่มา ประชาไท


22.55 น. ทีวีไทยสัมภาษณ์ นพ.ปิยลาภ วสุวัต ศัลยแพทย์กองอุบัติเหตุ รพ.พระมงกุฎ กล่าวว่า ที่วัดปทุมวนาราม มีผู้บาดเจ็บเจ็ดราย สมัครใจออกมารับการรักษาห้าราย ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากกาชาดว่ามีศพเก้าราย ยังเข้าไปเคลื่อนย้ายศพไม่ได้

22.50น. แหล่งข่าวรายงานว่า มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ห่อด้วยเสื่อวางอยู่ในศาลาวัด ขณะมีพระสงฆ์สวด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเพศหญิง และมีผู้ระบุว่าเป็นหน่วยกาชาดที่อยู่ด้านวัดปทุมฯ ชื่อ 'เกด' อายุ 20 ปีเศษ ขณะนี้กำลังตามหาญาติ ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าโดนที่ส่วนใดเนื่องจากมีเสื่อห่อศพไว้

ศูนย์เอราวัณสรุปยอดเสียชีวิต 43 ราย เจ็บ 365 ราย
20.00น. ศูนย์เอราวัณสรุปข้อมูลตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 53 ถึงเวลา 20.00น. มีผู้บาดเจ็บ 365 ราย เสียชีวิต 43 ราย
(เป็นพลเรือน 39 ราย ทหาร 2 นาย ชาวต่างชาติ 2 ราย) รวมทั้งหมด 408 ราย รับรักษาในหอผู้ป่วยทั่วไปจำนวน 111 ราย ห้อง ICU 15 ราย รับยากลับบ้าน 220 ราย (อยู่ระหว่างรอผลตรวจที่ รพ.ตำรวจ 14 ราย)

โดยแบ่งเป็นตั้งแต่วันที่ 14 จนถึงเวลา 15.00น.ของ 17 พ.ค. 53 (ซึ่ง ศอฉ.ประกาศให้ออกจากพื้นที่) มีผู้บาดเจ็บ 256 ราย เสียชีวิต 35 ราย รวมทั้งหมด 291 ราย (มีชาวต่างชาติบาดเจ็บ 7 ราย)

สรุปข้อมูลหลังเวลา 15.00น. ของวันที่ 17 จนถึงเวลา 06.00น. 19 พ.ค. 53 มีผู้บาดเจ็บ 51 ราย เสียชีวิต 2 ราย รวมทั้งหมด 53 ราย

สรุปข้อมูลวันที่ 19 พ.ค. 53 ตั้งแต่เวลา 06.01-ปัจจุบัน มีผู้บาดเจ็บ 58 ราย เสียชีวิต 6 ราย รวมทั้งหมด 64 ราย (เป็นชาวต่างชาติบาดเจ็บ 2 ราย ชาวแคนาดา 1 ราย ไม่ทราบสัญชาติ 1 และเสียชีวิต 1 รายชาวอิตาลี)

ลำดับ ชื่อ นามสกุล อายุ โรงพยาบาล ข้าราชการ/พลเรือน
1 นายเสน่ห์ นิลเหลือง 48 รพ.กล้วยน้ำไท1 พลเรือน
2 นายอินแปลง เทศวงศ์ 32 รพ.กล้วยน้ำไท1 พลเรือน
3 นายประจวบ ศิลาพันธ์ รพ.ตำรวจ พลเรือน
4 นายปิยะพงษ์ กิติวงศ์ 32 รพ.ตำรวจ พลเรือน
5 นายสมศักดิ์ ศิลารักษ์ 28 รพ.ตำรวจ พลเรือน
6 น.ส.สันทนา สรรพศรี 32 รพ.พญาไท 1 พลเรือน
7 ชายไทยไม่ทราบชื่อ รพ.พญาไท 1 พลเรือน
8 นายพัน คำกอง รพ.พญาไท 1 พลเรือน
9 นายมนูญ ท่าลาด 40 รพ. พญาไท 1 พลเรือน
10 นายชัยยันต์ วรรณจักร 20 รพ.พระมงกุฏเกล้า พลเรือน
11 ชายไทยไม่ทราบชื่อ รพ.ราชวิถี พลเรือน
12 นายธันวา วงศ์ศิริ 26 รพ.ราชวิถี พลเรือน
13 นายกิตติพันธ์ ขันทอง 26 รพ.ราชวิถี พลเรือน
14 นายทิพเนตร เจียมพล 32 รพ.ราชวิถี พลเรือน
15 นายสรไกร ศรีเมืองปุน 34 รพ.ราชวิถี พลเรือน
16 นายบุญทิ้ง ปานศิลา 25 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
17 นายสุภชีพ จุลทรรศน์ 36 รพ.ราชวิถี พลเรือน
18 นายมานะ แสงประเสริฐศรี 25 รพ.เลิดสิน พลเรือน
19 นายอำพล ชื่นสี 25 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
20 นายสมพันธ์ ศรีเทพ 25 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
21 นายอุทัย อรอินทร์ 35 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
22 ชายไม่ทราบชื่อ รพ.พญาไท 1 พลเรือน
23 นายวารินทร์ วงศ์สนิท 28 รพ.ราชวิถี พลเรือน
24 นายพรสวรรค์ นาคะไชย 23 รพ.เลิดสิน พลเรือน
25 นายสมชาย พระสุพรรณ 43 รพ.เลิดสิน พลเรือน
26 ชายไทยไม่ทราบชื่อ รพเจริญกรุงฯ พลเรือน
27 นายประจวบ ประจวบสุข 42 รพ.เจริญกรุงฯ พลเรือน
28 นายเกรียงไกร เลื่อนไธสง 25 รพ.เลิดสิน พลเรือน
29 นายวงศกร แปลงศรี 40 รพ.เลิดสิน พลเรือน
30 นายสุพรรณ ทุมทอง 49 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
32 ชายไทยไม่ทราบชื่อ รพ.กล้วยน้ำไท1 พลเรือน
33 นายเฉลียว ดีรื่นรัมย์ 27 รพ.กล้วยน้ำไท1 พลเรือน
34 จ่าอากาศเอกพงศ์ชลิต พิทยานนทกาญจน์ 31 รพ.กรุงเทพคริสเตียน ทหาร
35 นายสุพจน์ ยะทิมา 37 รพ.ตำรวจ พลเรือน
36 นายสมพาน หลวงชม 35 รพ.ทหารผ่านศึก พลเรือน
37 นายออง ลวิน หรือมูฮัมหมัด อาลี 35 รพ.ทหารผ่านศึก ชาวพม่า
38 Mr.Polenchi Fadio รพ.ตำรวจ ชาวอิตาลี
39 นายถวิล คำมูล 36 รพ.รามาธิบดี พลเรือน
40 หญิงไม่ทราบชื่อ รพ.ราชวิถี พลเรือน
41 ชายไทยไม่ทราบชื่อ รพ.รามาธิบดี พลเรือน
42 นายธนโชติ ชุ่มเย็น รพ.ตำรวจ พลเรือน
43 ส.อ.อนุสิทธิ์ จันทร์แสนคอ 44 รพ.จุฬาฯ ทหาร

วัดปทุมฯ-สตช. ผู้ชุมนุมหลายพันติดค้าง 6-9 ศพในวัด เป็นหญิงหน่วยพยาบาล1

ที่มา ประชาไท


18 พ.ค.53 20.20 น. แหล่งข่าวจากภายในวัดปทุมวนารามรายงานว่า ยังมีผู้ชุมนุมติดอยู่ภายในวัดประมาณ 1,000 กว่าคน มีเด็กและผู้หญิงบางส่วน มีคนแก่จำนวนมาก ขณะนี้บรรยากาศในวัดค่อนข้างเงียบสงบ หลังจากเสียงปะทะกันสิ้นสุดไปเมื่อเวลาราว 19.00 น. ขณะนี้พระสงฆ์กำลังสวดมนต์ พระในวัดได้ทำข้าวต้มแจกผู้ชุมนุมแต่ปริมาณไม่พอ และยังคงขาดแคลนน้ำ ประกอบกับปัญหาควันจากเพลิงไหม้ตึกเซ็นทรัลเวิรลด์ค่อนข้างหนาแน่น และสัญญาณโทรศัพท์ยังถูกตัดเป็นช่วงๆ ในช่วงเย็นยังพบเห็นผู้สื่อข่าวเพียง 5-6 คนเป็นชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม ผู้ชุมนุมทั้งหมดได้เคลื่อนย้ายจากบริเวณหน้าวัดมาอยู่หลังวัดซึ่งเป็นเขตที่อยู่สงฆ์หมดแล้ว เนื่องจากเมื่อช่วยเย็นมีวัยรุ่นถูกยิงหน้าวัด 2 คน และถูกหามเข้ามาปฐมพยาบาลภายในวัด คนหนึ่งถูกยิงที่ขา อีกคนหนึ่งไม่มีรายงาน ขณะนี้ไม่ทราบว่าไปรักษาตัวที่ใด และยังมีผู้ได้รับบาดเจ็บอื่นๆ อีก 3-4 คน ผู้ชุมนุมเล่าว่าเป็นการยิงมาจากมุมสูง
เขากล่าวอีกว่า นอกจากนี้ภายในวัดยังเต็มไปด้วยข่าวลือ และความหวาดระแวงไม่ไว้ใจกัน เนื่องจากผู้ชุมนุมเชื่อว่าผู้ที่อยู่ในวัดมีทั้งกลุ่มพันธมิตรฯ และฝ่ายรัฐบาลคอยหาข่าวอยู่ด้วย อีกทั้งการ์ดนปช.ยังขาดผู้นำ และเกิดความเห็นขัดแย้งกัน กลุ่มหนึ่งต้องการนำผู้ชุมนุมออกทางด้านหลังขณะที่กลุ่มหนึ่งเห็นว่าอยู่ภายในวัดปลอดภัยกว่า ขณะนี้ผู้ติดค้างเริ่มจับกลุ่มคุยกัน บางส่วนหาที่พักผ่อน ทั้งนี้ พระสงฆ์ได้เตือนผู้ชายไม่ให้ใส่เสื้อสีดำ เกรงว่าจะได้รับอันตราย

21.00 น. รายงานข่าวแจ้งว่า เจ้าหน้าที่ ศอฉ. ได้ขอให้เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม อนุญาตให้นำเด็กที่ปลบภัยอยู่ในวัดออกเพื่อเปิดทางให้เข้าเคลียพื้นที่ เจ้าอาวาสปฏิเสธ และยืนยันว่า ขณะนี้ทุกคนปลอดภัยอยู่แล้วในวัด

ด้านมาร์ค แมคคินนอน ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ทวีตในเวลาประมาณ 20.28 ว่า - เจ้าหน้าที่พยาบาลบอกว่า มี 7 คนเสียชีวิต 10 คนบาดเจ็บ ภายในวัดปทุมฯ ซึ่งควรจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ คาดว่าตอนนี้คนประมาณ 1,500 - 2,000 คน ที่ตกอยู่ในความหวาดกลัว

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวภายในวัดปทุมฯ ระบุว่า มีผู้เสียชีวิต 6 ศพ ห่อด้วยเสื่อวางอยู่ในศาลาวัด ขณะมีพระสงฆ์สวด โดยหนึ่งในนั้นเป็นเพศหญิง และมีผู้ระบุว่าเป็นหน่วยพยาบาลที่อยู่ด้านวัดปทุมฯ ชื่อ 'เกด' อายุ 20 ปีเศษ ขณะนี้กำลังตามหาญาติ ทั้งนี้ ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่ถูกยิงแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าโดนที่ส่วนใดเนื่องจากมีเสื่อห่อศพไว้

ขณะที่เมื่อเวลา 22.55 น. ทีวีไทยสัมภาษณ์ นพ.ปิยลาภ วสุวัต ศัลยแพทย์กองอุบัติเหตุ รพ.พระมงกุฎ กล่าวว่า ที่วัดปทุมวนาราม มีผู้บาดเจ็บ 7 ราย สมัครใจออกมารับการรักษา 5 ราย ทั้งนี้ ได้รับรายงานจากกาชาดว่ามีศพ 9 ราย ยังเข้าไปเคลื่อนย้ายศพไม่ได้

19.45 จากทวิตเตอร์ของมาร์ค แมคคินนอน ระบุ อย่างน้อย 5 บาดเจ็บอยู่รอบตัว ซึ่งเป็นจุดปฏิบัติการของหน่วยพยาบาลในสวนหลังวัดปทุมฯ หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อน,เพื่อนร่วมงาน..ยังคงมีการยิงต่อเนื่อง

ขณะที่ผู้ชุมนุมคนหนึ่งแจ้งว่า มีผู้ติดอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีกราว 2,000 คน ซึ่งมีทั้งผู้หญิง เด็ก และคนแก่ ส่วนใหญ่จากภาคอีสานและภาคเหนือ ซึ่งเป็นกลุ่มที่หนีตายมาจากเหตุระเบิดและจลาจลตรงแยกราชประสงค์พากันปีนรั้วเข้าไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจประมาณ 50 นายคอยดูแลให้พักที่โรงยิม และต้มมาม่า รวมทั้งนำน้ำดื่มมาให้ผู้ชุมนุม สำหรับเสียงระเบิดและเสียงปืนนั้นสิ้นสุดลงประมาณ 18.00 น. นอกจากนี้ตำรวจยังแจ้งว่าพรุ่งนี้เช้าจะจัดรถของตำรวจนำผู้ชุมนุมไปส่งสถานีขนส่งหรือไม่ก็ภูมิลำเนา อย่างไรก็ตามผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ยังคงมีความกังวลว่ารัฐจะไม่นำไปส่งบ้านจริง เกรงจะได้รับอันตราย

อนึ่ง ในช่วงบ่ายถึงเย็นของวันนี้ที่เปิดโอกาสให้ผู้ชุมนุมเดินทางออกมาขึ้นรถที่ทางการจัดไว้จัดส่งที่บริเวณสนามศุภฯ นั้นมีผู้ที่สามารถออกมาขึ้นรถได้ราว 300-400 คนเท่านั้น เนื่องจากเดินออกมาก่อนที่จะเกิดเหตุวุ่นวายขึ้น แต่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่ยังต้องหลบอยู่ตามสถานที่ต่างๆ บริเวณแยกราชประสงค์ เพราะยังคงมีเสียงปืน เสียงระเบิดอย่างต่อเนื่อง ไม่สามารถฝ่าออกมาได้

Wednesday, May 19, 2010

นี่คือการสังหารหมู่

ที่มา Thai E-News



ที่มา เวบไซต์ โลกวันนี้
19 พฤษภาคม 2553



อำมาตย์ทมิฬ -กองกำลังทหารกระชากจีวรออกพระภิกษุรูปหนึ่ง( AP)ทิ้งกองไว้บนพื้น แล้วใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง โดยเข้าจับกุมพระที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมคนเสื้อแดง(ภาพ: AP )


สำนักข่าวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 53 ได้ลงบทความแสดงความคิดเห็นของนายโนแอม ชอมสกี (Mr.Noam Chomsky) ศาสตราจารย์เกียรติคุณประจำคณะภาษาศาสตร์และปรัชญาสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ต่อการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 10 เม.ย. เป็นต้นมา ภายใต้หัวข้อ “นี่คือการสังหารหมู่” มีรายละเอียดดังนี้

ครั้งหนึ่งโนแอม ชอมสกี แสดงทรรศนะว่า เมื่อตอนที่สหภาพโซเวียตส่งทหารเข้าไปยังอัฟกานิสถาน ผู้ประกาศของสถานีวิทยุของโซเวียตก็ได้แสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ว่า การกระทำเช่นนี้เป็นการบุกรุก แน่นอนว่า การที่ชอมสกีกล้าหาญแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้ออกไป แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับมา คือการที่ทางการโซเวียตส่งตัวเข้าไปกักกันในโรงพยาบาลจิตเวช ชอมสกีแย้งว่า แม้ว่าประชาชนสหภาพโซเวียตรู้ดีว่า เหตุการณ์แบบไหนที่เรียกกว่าการบุกรุก แต่ก็เสี่ยงกับการที่จะแสดงความคิดความเห็นเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวออกไปยังสาธารณชน

ในทางตรงข้าม ในยุคทศวรรษที่ 1960 ไม่มีสื่อกระแสหลักของสหรัฐสื่อใดตั้งข้อสังเกตว่า การที่สหรัฐกรีฑาทัพเข้าไปในเวียดนามเป็นสิ่งที่เรียกว่า “การบุกรุก” คำนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เลยตามหน้าสื่อสหรัฐแม้ว่าคำไม่พึงประสงค์เช่นนี้จะก่อให้เกิดการเสียชีวิตของชาวเวียดนามราว 2-3 ล้านคน เช่นเดียวกับทหารสหรัฐที่ตายในการต่อสู้อีกกว่า 50,000 คน แต่กระนั้นก็ไม่อาจใช้คำว่าบุกรุกหรือรุกรานได้ นอกเสียจากการเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเวียดนามเหนือในครั้งนั้นว่า “การต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์”

ความล้มเหลวที่จะแสดงความกล้าหาญที่กล่าวมาตอนต้นขณะนี้กำลังเกิดขึ้นกับสังคมไทย ที่ก่อนหน้านี้เคยมีเหตุการณ์สังหารนักศึกษาที่ออกมาประท้วงในเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 1976 อย่างน้อย 40 คน เช่นเดียวกับเหตุการณ์การเรียกร้องประชาธิปไตยในเดือนพฤษภาคม 1992 ที่กลุ่มผู้ชุมนุมได้เรียกร้องให้ผู้นำลงจากอำนาจ ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเช่นเดียวกัน และตั้งแต่วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมามีผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ หรือถ้ามีอาวุธก็เป็นเพียงหนังสติ๊ก ถูกสังหารไปแล้วกว่า 50 คน มีผู้สื่อข่าวต่างชาติมากมายที่เป็นสักขีพยานในการเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธถูกสังหารโดยกองทัพในวันที่ 10 เมษายน และ 2-3 วันที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่ถูกประกาศโดยรัฐบาลว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้กระสุนจริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่ามีชายชุดดำออกมาต่อสู้กับกองทัพเมื่อวันที่ 10 เมษายน จนส่งผลให้มีทหารเสียชีวิต 5 นาย เช่นเดียวกับการบาดเจ็บของทหารในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา แต่กระนั้นก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้ชุมนุมประท้วงส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้ติดอาวุธหรือไม่นิยมความรุนแรง แต่กลับต้องถูกโจมตีด้วยกระสุนจริงทั้งจากกองทัพและตำรวจ ทั้งนี้ หากเสื้อแดงติดอาวุธและเป็นพวกหัวรุนแรงจริงเหตุการณ์เช่นนี้คงไม่ออกมาอย่างที่เห็น

กล่าวคือจากการปะทะ 2 วัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตที่เป็นพลเรือนจำนวน 29 คน ขณะที่ไม่มีทหารหรือตำรวจที่เสียชีวิตเลย จากจุดนี้จึงแสดงให้เห็นว่ามีการใช้กำลังกับกลุ่มผู้ชุมนุมไปอย่างกว้างขวางโดยกองกำลังรักษาความปลอดภัยของรัฐบาล แน่นอนว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตคงไม่หยุดเท่านี้แน่เพราะการสร้างสถานการณ์ของรัฐบาลได้เปิดประตูกว้างให้เกิดความรุนแรงขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย

นิยามของคำว่า “สังหารหมู่” คือการกระทำหรือเข่นฆ่ามนุษย์จำนวนมากที่มีความคิดเห็นแตกต่างด้วยความโหดร้าย ดังนั้น จึงแน่ชัดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นบนท้องถนน กทม. จึงนิยามได้ว่าเป็นการสังหารหมู่ และไม่ได้เกิดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นกับกลุ่มคนเสื้อแดงโดยทหารและตำรวจขณะนี้บางทีตัวเลขผู้เสียชีวิตอาจมากกว่าเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นโดยทหารตลอดช่วงเวลา 50 ปีผ่านมา และยิ่งรัฐบาลไทยสัญญาว่าจะพยายามนำความสงบสุขมามอบคืนให้กับคนไทยโดยเร็ว ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการกระตุ้นให้เกิดการสังหารหมู่อย่างช้าๆมากยิ่งขึ้น

หากนี่ไม่ใช่การสังหารหมู่แล้วเมื่อไรถึงจะเป็น จะให้มีผู้เสียชีวิต 80 คนก่อน หรือมีผู้เสียชีวิตแตะหลัก 100 คนก่อนจึงจะเรียกว่าการสังหารหมู่ ซึ่งการสังหารหมู่ในครั้งนี้มีความแตกต่างจากเหตุการณ์เดียวกันที่เกิดขึ้นในไทยเมื่อหลายๆครั้งที่ผ่านมาหลายประการ

ข้อแรก หลายๆประเทศลังเลที่จะประณามการกระทำของรัฐบาลไทย ขณะที่องค์กรทางสิทธิมนุษยชนได้เรียกร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายยุติความรุนแรงและหันหน้ามาเจรจากันอีกครั้ง แตกต่างจากเหตุการณ์ในปี 1976 และ 1992 ที่การเสียชีวิตของผู้ประชุมนุม ซึ่งเป็นนักศึกษาและชาวบ้าน ได้รับการประท้วงและประณามทั้งจากคนในประเทศและต่างประเทศ

แต่นั่นไม่เกิดขึ้นกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ มีแต่เสียงแสดงความชื่นชมและดีใจที่ทางกองทัพพยายามผลักดันกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านจากต่างจังหวัด ออกไปจากท้องถนนใน กทม. ไม่ว่าจะต้องใช้วิธีการใดๆก็ตามโดยไม่คำนึงถึงว่ากลุ่มคนที่ถูกฆ่านั้นเป็นคนไทยด้วยกันที่มีความเห็นแตกต่าง หากคนๆหนึ่งเชื่อสิ่งที่รัฐบาลไทยทำอยู่ว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ มันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่าสังหารหมู่อยู่ดี ต่อให้คนๆหนึ่งพยายามทำให้ตัวเองสบายใจด้วยการบอกกับตัวเองว่า คนเหล่านั้นได้รับการเตือนจากทางรัฐบาลแล้วให้ออกมาจากพื้นที่ชุมนุมเพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรง หรือหลีกเลี่ยงการตกเป็นเหยื่อจากแดงฆ่าแดงด้วยกัน หรือเข้าใจว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ก่อการร้าย เข้าใจและยอมรับมัน นั่นก็จะนำไปสู่การสังหารหมู่อย่างต่อเนื่องต่อไป

สำหรับใครที่ไม่ยอมรับสิ่งเหล่านี้ โดยเฉพาะกับโอกาสที่ผู้บริสุทธิ์จะพลอยติดร่างแหไปด้วย ก็ได้เวลาแล้วที่จะแสดงจิตสำนึกและความรับผิดชอบทางจริยธรรมออกมา ได้เวลาแล้วที่จะพุ่งเป้าไปที่ความรับผิดชอบของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ว่าจะมาจากความตั้งใจหรือไม่มีการเตรียมการที่ดีพอจนทำให้รัฐบาลตัดสินใจสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2010

ทั้งนี้ ก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่นายอภิสิทธิ์จะต้องรับผิดชอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในแง่ของความสำนึกและกฎหมาย คนที่ตายเหล่านี้ควรมีโอกาสขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์กับคนที่สั่งฆ่าเขา หากรัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่สามารถหาใครมารับผิดชอบกับการตายที่เกิดขึ้นได้ก็ควรจะลาออกจากตำแหน่งเสีย เพื่อเปิดโอกาสให้คนที่สนใจเรื่องเหล่านี้ขึ้นมารับผิดชอบแทน

การเสียชีวิตของผู้ชุมนุมในเวลากลางคืนช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาไม่ว่าจะด้วยวิธีใดหรือสาเหตุใดก็ตาม ถูกหยิบยกให้เป็นหลักฐานที่จะแสดงให้เห็นว่าพวกเขาคือ “ผู้ก่อการร้าย” และรัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะสังหารกลุ่มคนเหล่านี้ และยิ่งมีคำกล่าวอ้างที่ว่ามีกลุ่มผู้ก่อการร้าย 500 คนแอบแฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม ก็ยิ่งสร้างความชอบธรรมเข้าไปใหญ่ อย่างที่ผู้นำการชุมนุมครั้งหนึ่งเคยกล่าวว่า การที่รัฐบาลพูดออกมาเช่นนี้เท่ากับเป็นการประกันว่าผู้ชุมนุมมีสิทธิถูกฆ่าถึง 500 คน ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นผู้บริสุทธิ์หรือผู้ก่อการร้ายก็ตาม

ดังนั้น สำหรับรัฐบาลที่กระหายที่จะยอมรับการสังหารหมู่เช่นนี้ จึงควรเป็นรัฐบาลที่ไม่ได้รับการยอมรับจากสังคมประชาธิปไตยและสังคมที่มีเกียรติแต่อย่างใด

แดงสยาม:สิ้นสุดแนวทางปฏิรูป เริ่มต้นปฏิวัติ

ที่มา Thai E-News




อำมาตย์ทมิฬ -กองกำลังทหารกระชากจีวรออกพระภิกษุรูปหนึ่ง( AP )ทิ้งกองไว้บนพื้น แล้วใช้เชือกมัดมือไพล่หลัง โดยเข้าจับกุมพระที่เข้าสนับสนุนการชุมนุมคนเสื้อแดง(ภาพ: AP )

โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553

เพลิงแค้น -หลังแกนนำนปช.แดงทั้งแผ่นดินประกาศยุติการชุมนุมและเข้ามอบตัว การก่อการจลาจลลุกลามไปทั่วกรุงเทพฯ มีการจุดไฟเผาหลายจุดจนท้องฟ้าเหนือกรุงเทพฯมืดครึ้มด้วยควันเพลิง ทำให้รัฐบาลอภิสิทธิ์ต้องประกาศเคอร์ฟิว ขณะที่การจลาจลทำลายสถานที่สัญลักษณ์อำนาจรัฐและสื่อลุกลามไปหลายจังหวัด

หมายเหตุไทยอีนิวส์ :แดงสยาม ซึ่งเป็นองค์กรที่เคลื่อนไหวประชาธิปไตยกลุ่มหนึ่ง มีแกนนำสำคัญเช่น นายจักรภพ เพ็ญแข และนายสุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง ภายหลังนปช.แดงทั้งแผ่นดินประกาศยุติการชุมนุมเข้ามอบตัว โดยระบุในตอนหนึ่งของแถลงการณ์ว่า"ขอประกาศการสิ้นสุดลงของแนวทางปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย และเริ่มการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงขึ้นในประเทศไทย ณ บัดนี้"


แถลงการณ์แดงสยาม ฉบับที่ ๔ :เรื่อง ย่างก้าวของขบวนประชาธิปไตย

แดงสยามได้ติดตามสถานการณ์การเมืองในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนพฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓ ซึ่งลงท้ายด้วยการปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยด้วยกำลังทหารและกระบวนการทางกฎหมาย ได้ติดตามการประกาศยุติการชุมนุมเพื่อสงวนชีวิตมวลชน เมื่อวันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคม และได้รับรู้ถึงความคับแค้นใจของมวลชนต่อการกระทำของระบอบอำมาตยาธิปไตยและเผด็จการโบราณที่ติดตามมาหลังจากนั้น เราจึงขอแสดงจุดยืนดังนี้

๑. แดงสยามของคารวะต่อจิตใจต่อสู้ของมวลชนทั่วประเทศและในต่างประเทศ ที่ได้แสดงออกโดยตลอดมา อย่างผู้มีจิตใจสูงและมีทัศนะการเมืองที่ก้าวหน้า พร้อมที่จะก้าวข้ามอุปสรรคเฉพาะหน้าไปสู่เป้าหมายหลัก คือประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต เราขอยืนยันว่า การเสียสละของมวลชนทุกผู้ทุกนามในครั้งนี้ ไม่สูญเปล่า แต่กลับต่อยอดการจัดตั้งประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจนพ้นระดับปฏิรูป

๒. แดงสยามขอแสดงความชื่นชมต่อแกนนำผู้ที่ได้ตัดสินใจสงวนชีวิตมวลชนไว้อย่างเต็มความสามารถ เพื่อการต่อสู้ในอนาคต และขอประกาศว่าแกนนำทุกท่านมีส่วนร่วมในการเตรียมมวลชนครั้งสำคัญในครั้งนี้ ไม่ว่าเราจะเห็นสอดคล้องหรือแตกต่างอย่างไรในวิธีการ

๓. แดงสยามขอประกาศการสิ้นสุดลงของแนวทางปฏิรูปเพื่อประชาธิปไตย และเริ่มการปฏิวัติเพื่อสถาปนาระบอบประชาธิปไตยอันแท้จริงขึ้นในประเทศไทย ณ บัดนี้

แถลงไว้ ณ วันพุธที่ ๑๙ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๕๓

-------------------------------------------------------------------------

The Announcement of Dang Sayam (Red Siam) No. 4
“Our Path Towards True Democracy”

Dang Sayam has been following the situation during the months of April and May of 2010, which ended in a brutal government suppression on all democracy advocates with the military forces and “the legal system”. We have followed the announcement to end a rally for democracy at Rajprasong on May 19 to save lives.And we have been witnessing the people' discontent over Thailand's aristocracy and its ancient regime.
Here are our stance:

1. We commend all individuals who gathered together for democracy, both in Thailand and overseas, in expressing the true courage and progressive political thoughts all along these years of uprising. They are clearly ready to overcome any immediate obstacles in order to achieve true democracy in the near future. We wish to insist that their devotion does not end in vain, but become a major continuation of the next stages.

2. We admire all UDD leaders in doing their very best to save precious lives of the people.Their contribution to our course is duly noted, despite a few differences in ways and means at times.

3. We declare that any attempt of “democratic reform” has now ended. From today, we begin the journey of democratic revolution of Thailand until we achieve one.
This is announced on Wednesday, May 19 of 2010.

ในคืนวันอันมืดมิด

ที่มา Thai E-News



หากรัฐต่อสู้ปราบปรามการก่อการร้าย ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรงต่อพลเรือนอันก่อให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในหมู่มวลชน เพื่อบรรลุเป้าหมายการเมืองไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมหรือ “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” มันจะมิกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ไปหรือ?


โดย เกษียร เตชะพีระ

แถวรถเกราะขับเคลื่อนเกลื่อนถนน
แถวทหารชุมพลเดินดาหน้า
กระบอกปืนยื่นยาวจ่อเข้ามา
เสียงปืนแตกน้ำตาและความตาย

ตาคู่นี้ไหวหวั่นสั่นสะท้าน
ตาคู่นั้นแดงฉานโฉดกระหาย
ตาคู่นี้ปวดร้าวและเสียดาย
ตาคู่นั้นโหดร้ายและเลือดเย็น

ปากถูกปิดเอ่ยอ้อนเสียงวอนขอ
ปากที่สั่งเมินต่อความทุกข์เข็ญ
ปากถูกปิดทวงถามตามประเด็น
ปากที่สั่งกลับเห็นเป็นวุ่นวาย

มือหยาบกร้านอานทุกข์จึงลุกสู้
มือกุมปืนยื่นขู่ข้อกฎหมาย
มือหยาบกร้านแค้นข้นจนลืมตาย
มือกุมปืนส่องส่ายจะเหนี่ยวไก.....


ไม่ว่าจะเรียกว่า “กบฏ”, “สงครามประชาชน” หรือ “การลุกขึ้นสู้” ความเป็นจริงพื้นฐานของสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือ พวกเขายอมตาย แต่ไม่ยอมให้คุณปกครอง

ในภาวะเช่นนี้ คุณมีทางเลือกไม่มาก หากไม่ฆ่าพวกเขาให้ตายราบคาบไปก็ต้องปรับการปกครองให้รองรับความเรียกร้องต้องการของพวกเขาบ้างตามแต่จะเจรจาต่อรองกันได้

รุ่นพี่ผู้ผ่านเหตุการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งเคยบอกว่าการเมืองไทยกล่าวให้ถึงที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องแค่นี้คือมีคนหมดความกลัว ลุกขึ้นและบอกว่ากูไม่ยอมให้มึงข่มเหงรังแกอีกต่อไป เอาไงก็เอากันหากผู้ที่ลุกขึ้นมีจำนวนมากพอและเข้มแข็งพอจนงัดกันไม่ลงแล้ว ผู้มีอำนาจก็ค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะปรับตัว

%%%%%%%%%%%%%%%%


อดีตการฆ่าฟันที่ผ่านพ้น
บรรจบผลเป็นการฆ่าฟันใหม่
แผ่นดินเคยฝังกลบศพปู่ใคร
ลูกหลานยังคลั่งไคล้ใคร่ฆ่ากัน

คนเคยเชือดเลือดเขียนประวัติศาสตร์
พลิกหน้าใหม่ยังวาดด้วยเลือดนั่น
บทเรียนที่ใครใครรู้ไม่ทัน
ก็คือชีวิตนั้นราคาแพง

จากต่อสู้สันติอหิงสา
เมื่อแรงมาก็แรงไปไล่ยุทธแย่ง
จากเลือกตั้งยุบสภามาเปลี่ยนแปลง
กลายเป็นความรุนแรงจลาจล

เลือดเข้าตาเร้ารุมจนคลุ้มคลั่ง
สิ้นสติยับยั้งยึดเหตุผล
ผู้ปกครองท่องคำขวัญนำชน
เกียรติแห่งการฆ่าคนก้องกำจาย.....


มีการเคลื่อนไหวก่อการร้ายต่อรัฐบาลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ก่อนเริ่มการชุมนุมของ นปช.รอบล่าสุดกรณีระเบิดป่วนเมืองและการยิงเอ็ม ๗๙ นับร้อยครั้งนับแต่เดือนกุมภาพันธ์ศกนี้เป็นต้นมา จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายทรัพย์สินเสียหายมากมายทำให้มิอาจเข้าใจเป็นอื่นไปได้ โดยเฉพาะเมื่อการก่อการร้ายดังกล่าวเกิดขึ้นควบขนานไปกับการชุมนุมของ นปช. ก็ยิ่งทำให้แยกแยะกลุ่มก่อการร้ายออกจากการชุมนุมทางการเมืองโดยสงบยากขึ้น

การก่อการร้าย (Terrorism) หมายถึง[การใช้หรือข่มขู่ที่จะใช้ความรุนแรง (violence or threats of violence) + ต่อเป้าหมายพลเรือน (civilian targets)+ ซึ่งก่อให้เกิดความหวาดกลัวสยองขวัญในหมู่สาธารณชนทั่วไป (fear)+ เพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง (political ends)]

อาจสรุปย่อเพื่อความเข้าใจว่า [T = V+C+F+P]

การก่อการร้ายย่อมบ่อนทำลายหลักนิติธรรม (the rule of law) โดยตรง ไม่มีระบอบเสรีประชาธิปไตยใดดำเนินงานการเมืองภายใต้เงาคุกคามของการก่อการร้ายได้ นอกจากนี้มันยังก่อปัญหามากว่าเพื่อต่อสู้เอาชนะการก่อการร้าย รัฐจะสามารถผูกมัดจำกัดตัวเองอยู่ภายในกรอบของกฎหมายได้หรือไม่?

แน่นอนว่าในทางปฏิบัติ มันเป็นเรื่องยากและมักก่อให้เกิดปฏิกิริยาจากฝ่ายรัฐผู้รับผิดชอบด้านความมั่นคงในทำนอง “บ้ามาก็บ้าไป” อย่างเช่นการอุ้มหาย, ทรมานและยิงทิ้งผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายจังหวัดชายแดนภาคใต้ในสมัยรัฐบาลทักษิณ หรือการที่รัฐบาลบุชผู้ลูกเปิดไฟเขียวให้ซีไอเอและกองทัพอเมริกันใช้วิธีลักพาตัว, ทรมานและลอบสังหารผู้ต้องสงสัยก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ เป็นต้น

ทว่าในทางกลับกัน หากรัฐปกป้องหลักนิติธรรมจากการก่อการร้ายด้วยวิธีการที่ละเมิดกฎหมายเสียเองเช่นนี้ มันจะมิเป็นการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมอันเป็นเป้าประสงค์แต่แรกของตนเองลงไปล่ะหรือ?

รัฐจะปกป้องหลักนิติธรรมด้วยการบ่อนทำลายหลักนิติธรรมได้อย่างไร?

หากรัฐต่อสู้ปราบปรามการก่อการร้ายโดยกลุ่ม (group terrorism) ด้วยการที่เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงของรัฐ [ใช้ความรุนแรงหรือข่มขู่ว่าจะใช้ความรุนแรง (violence or threats of violence) ต่อพลเรือน (civilian targets)อันก่อให้เกิดความหวาดกลัวทั่วไปในหมู่มวลชน (fear) เพื่อบรรลุเป้าหมายการเมืองไม่ว่าจะเป็นการสลายการชุมนุมหรือ “ขอพื้นที่คืน” หรือ “กระชับพื้นที่” (political ends)]

ซึ่งก็คือ [V+C+F+P]แล้ว

มันจะมิกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ (state terrorism) ไปหรือ?

และถ้ากระนั้น รัฐต่างอะไรในทางศีลธรรมจากกลุ่มก่อการร้ายเถื่อนเหล่านั้นเล่า?

การลอบสังหารเสธ.แดงและการที่ผู้บาดเจ็บล้มตายแทบทั้งหมดในปฏิบัติการกระชับพื้นที่ชุมนุมราชประสงค์ของ ศอฉ. หลายวันที่ผ่านมาล้วนเป็นพลเรือน ทำให้จำเป็นต้องตั้งคำถามเหล่านี้

อย่าลืมว่าข้อสรุปของการต่อสู้กับการก่อการร้ายในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทยเองในอดีตก็คือไม่สามารถเอาชนะการก่อการร้ายโดยมาตรการความมั่นคงอย่างเดียวได้ หากต้องใช้มาตรการทางการเมืองเป็นหลักและประกอบด้วยมาตรการความมั่นคงเป็นรอง โดยขจัดเงื่อนไขทางทางการเมืองของการก่อการร้ายให้หมดสิ้นไป จนมวลชนที่เป็นฐานรองรับสนับสนุนการก่อการร้ายไม่เห็นประโยชน์หรือความจำเป็นของการก่อการร้ายอีก แล้วหันมาเดินหนทางต่อสู้ทางการเมืองแบบสันติวิธีแทน จากนี้จึงจะสามารถแยกปลา (กลุ่มก่อการร้าย) ออกจากน้ำ (มวลชน) และจัดการกับปลา (ยุติกลุ่มก่อการร้าย) ได้

ผมเห็นว่าปฏิบัติการกระชับพื้นที่/ขอพื้นที่คืนที่ราชประสงค์นับแต่ ๑๓ พ.ค. ศกนี้เป็นต้นมาส่งผลตรงกันข้ามกับข้างต้น การส่งทหารติดอาวุธสงครามเบาประจำกายและรถเกราะไปตั้งด่านประจัญหน้ากับผู้ชุมนุมเรือนร้อยเรือนพันที่ส่วนใหญ่อย่างมากก็มีแค่ก้อนหิน หนังสติ๊ก น็อตเหล็ก ลูกแก้ว ไม้ ยางรถยนต์ ระเบิดเพลิง บั้งไฟ ประทัดยักษ์ รถมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่นั้น

ยิ่งแปลกแยกผู้ชุมนุมจากฝ่ายเจ้าหน้าที่และรัฐบาลมากขึ้น

ยิ่งเพิ่มความเกลียดกลัวหวาดระแวงไม่ไว้ใจกันระหว่างสองฝ่ายมากขึ้น

และในทางกลับกันก็ยิ่งผลักพวกเขาไปแสวงหาความคุ้มกันใต้ร่มกำลังไฟของปืนและระเบิดเอ็ม ๗๙ ในมือกลุ่มก่อการร้ายมากขึ้น

ยิ่งทำให้ผู้ชุมนุมหันไปพึ่งพายกย่องกลุ่มก่อการร้ายเป็นอัศวินฮีโร่ผู้ปกป้องคุ้มครองพวกเขาจากเจ้าหน้าที่รัฐผู้ดูจะมุ่งร้ายหมายเอาชีวิตเขาเหนียวแน่นขึ้นอีก

นี่หรือที่รัฐบาลและศอฉ.ต้องการ?

%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%%

กัมปนาทเสียงปืนจึงครื้นครั่น
คละคลุ้งควันฝุ่นตลบและศพหาม
ธารเลือดเฉกเชื้อไฟโชนไหม้ลาม
เปลวสงครามแรงลุกทุกแผ่นดิน

คนที่ขูดขูดไปใจครึกครื้น
คนที่แค้นจับปืนจำโหดหิน
คนต่อคนเข่นฆ่าเป็นอาจินต์
ความเป็นคนค่อยสิ้นจากหัวใจ

หยาดน้ำตา
ทุกหยดถ้วนประมวลมาคงบ่าไหล
บนแผ่นดินดาลเดือดด้วยเลือดไฟ
ย่อมใจใครใจใครไม่คงทน

เกลียดมึงเกลียดมันเกลียดกันเกลื่อน
กระหายเลือดเชือดเฉือนกันปี้ป่น
กลัวศัตรูกลัวตายและกลัวตน
สัตว์หรือคนคนหรือสัตว์อัศจรรย์…..

แล้วใครที่สวดอ้อนวอนพระเจ้า
ถึงญาติมิตรของเขาด้วยเสียขวัญ
ใครท้องกิ่วหิวอดหดหู่ครัน
ใครนอนกลัวตัวสั่นสุดข่มตา

ใครเฝ้าครุ่นคำนึงถึงลูกผัว
ใครร้องไห้เมื่อเสียหัวทหารกล้า
ประชาชนประชาชนธรรมดา
ผู้ไหล่บ่าแบกหาบบาปสงคราม.....


ในหลายปีที่ผ่านมา คนไทยฆ่ากันมากมายเกินไปแล้ว

หยุดฆ่าเถอะครับ ก่อนจะไม่มีประเทศไทยเหลือให้ลูกหลานเราได้อยู่กันต่อไป

ยอมจำนนแต่ไม่ยอมแพ้...

ที่มา Thai E-News



โดย ทีมข่าวไทยอีนิวส์
19 พฤษภาคม 2553

วิกฤตการณ์การเมืองทวีความตึงเครียดมาสู่จุดสูงสุดในวันนี้ เมื่อรัฐบาลปฏิเสธแผนการเจรจาปรองดองที่วุฒิสภาเป็นตัวกลาง และสั่งกองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์ ทำให้เกิดเหตุบาดเจ็บล้มตายขึ้นอีกในวันนี้ โดยมีรายงานผู้เสียชีวิตเบื้องต้นวันนี้ 17 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้สื่อข่าวต่างประเทศ 3 ราย

ในเวลา13.20 นายจตุพร พรมหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และแกนนำขึ้นปราศรัยบนเวทีว่าจะเข้ามอบตัวที่สตช.เพื่อรักษาชีวิตผู้ชุมนุมไม่ให้สูญเสียไปมากกว่านี้"ไม่ใช่การยอมจำนน การต่อสู้ยังไม่สิ้นสุด แต่เพื่อรักษาชีวิตพี่น้อง ผมต้องขออภัยพี่น้อง ผมรู้ว่าพี่น้องเราพร้อมพลีชีพ แต่แกนนำขอหยุดความตายให้พี่น้อง"

ขณะที่ผู้ชุมนุมโห่ร้องว่าพวกเขายอมพลีชีพ จำนวนมากที่ไม่เห็นด้วย ร้องไห้ และตะโกนขอให้สู้ต่อจนตัวตาย ซึ่งนายณัฐวุฒิได้กล่าวว่าเป็นความขมขื่นที่ต้องรอขอให้ยุติการชุมนุม และรักษาชีวิตไว้ต่อสู้กันใหม่ขอให้พี่น้องเดินทางกลับบ้าน ส่วนแกนนำจะเข้ามอบตัว

"นี่ไม่ใช่การสิ้นสุดการต่อสู้ หัวใจการต่อสู้ไม่เคยหมดไปจากหัวใจของพวกเรา ผมรู้ว่า พี่น้องต้องรู้ว่าพวกเราทนเห็นภาพนี้ไม่ได้ จึงต้องขออภัย รู้ว่าเราเดือดยากมาหลายเดือน แต่อยากบอกว่า มาหยุดความตายเพราะฝ่ายชุมนุมเป็นฝ่ายตาย ผมไม่อยากให้เจอสภาพนี้ เพียงแต่เขามีเป้าหมายกับพวกผม อยากให้ทุกคนสบายใจ เราไม่เปลี่ยนความคิด"

หลังนายณัฐวุฒิปราศรัยจบ มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัดต่อเนื่องในที่ชุมนุมโดยไม่รู้เป็นการยิงจากฝ่ายใด

การต่อต้านได้ขยายวงกว้างออกไปนอกจากที่กรุงเทพฯ มีการเข้ายึดศาลากลางจังหวัดไว้หลายแห่ง และยื่นข้อเรียกร้องให้หยุดเข่นฆ่าประชาชนที่ราชประสงค์และในกรุงเทพฯ ไม่เช่นนั้นอาจเผาทำลายสัญลักษณ์ของรัฐบาล โดยมีรายงานเบื้องต้นว่าได้มีการเผาศาลากลางจังหวัดขอนแก่นและศาลากลางจังหวัดอุดรธานี



จัดชุมนุมสันติภาพที่สำนักงานUNราชดำเนิน

เมื่อเวลา12.30น.วันนี้ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ อันประกอบด้วยนักสิทธิมนุษยชน ตัวแทนศาสนิกชน 3 ศาสนา และประชาชน ได้นัดชุมนุมสันติภาพขึ้นที่หน้าสำนักงาน อาคารสหประชาชาติถนนราชดำเนินนอก เพื่อเรียกร้องความสมานฉันท์ และสันติภาพสำหรับประเทศไทย และได้ออกจดหมายเปิดผนึกฉบับหนึ่ง มีรายละเอียดดังนี้

เรื่อง ขอให้หยุดการดำเนินการสลายการชุมนุมโดยทันที และเดินหน้าสู่การเจรจาเพื่อสันติภาพ

กราบเรียน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ตามที่รัฐบาลได้ประกาศใช้พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ถึงปัจจุบัน เป็นระยะเวลา 42 วันแล้ว ประชาชนทั่วโลกประจักษ์แล้วว่าความรุนแรงที่เกิดจากการใช้กำลังเพื่อยุติการชุมนุม ได้สร้างความสูญเสียอย่างใหญ่หลวงแก่ประเทศชาติและประชาชน มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 1,169 ราย และเสียชีวิต 66 ราย โดยเฉพาะการใช้มาตรการทางทหาร “กระชับพื้นที่” ในช่วงวันที่ 14-17 พฤษภาคม ทำให้มีประชาชนมือเปล่าเสียชีวิตไปแล้วไม่น้อยกว่า 36 คน นอกจากนี้การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนทั่วไปด้วย

เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ เป็นกลุ่มประชาชนที่รักสันติ ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ขององค์กรพัฒนาเอกชน นักกฎหมาย นักสิทธิมนุษยชน นักพัฒนา ศาสนิกศาสนาต่างๆ ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศที่ทำงานอยู่ในประเทศไทย ปรากฏรายนามท้ายจดหมายนี้ รู้สึกห่วงใยต่อสถานการณ์บ้านเมือง และต้องการเห็นความสงบสุขกลับมาในสังคมไทยโดยไม่เสียเลือดเนื้ออีกครั้งหนึ่ง ขอเรียกร้องต่อ ฯพณฯ ดังต่อไปนี้

1.รัฐบาลต้องหยุดการใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม ถอนกำลังทหาร ถอน”พลซุ่มยิง”ออกจากพื้นที่โดยรอบถนนราชประสงค์ ทันที

2.แกนนำและผู้ชุมนุมขอให้ยุติการยั่วยุ ท้าทาย และกลับเข้าสู่พื้นที่การชุมนุมที่ถนนราชประสงค์ทันทีเพื่อความปลอดภัยของทั้งผู้ชุมนุมเอง และความปลอดภัยของประชาชนในเขตพื้นที่เสี่ยงอันตราย ขอให้แกนนำ นปช.ระลึกถึงสิ่งเดียว ที่สำคัญกว่าอื่นใดคือการพยายามรักษาชีวิตของประชาชนทุกคนไว้ โดยไม่เห็นแก่ข้อเรียกร้องหรือผลประโยชน์ทางการเมือง ตนเองและพวกพ้อง

3.ขอเรียกร้องให้ทั้งรัฐบาลและกลุ่ม นปช.หันหน้าเข้าสู่การเจรจาอีกครั้งหนึ่ง เพื่อคลี่คลายความรุนแรง และ แกนนำทุกคนและผู้เกี่ยวข้องในรัฐบาลที่สั่งการให้ใช้ความรุนแรงตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมอย่างเสมอภาคกัน จากนั้นให้กลุ่มนปช.ยุติการชุมนุมทันที

4.ขอให้รัฐบาลเร่งจัดตั้งคณะกรรมการในการค้นหาและสอบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ทันที และเดินหน้าตามแผนปรองดอง 5 ประการตามที่ได้ประกาศต่อสาธารณชน เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชน

5.ขอให้รัฐบาลพิจารณายกเลิกการประกาศพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทุกพื้นที่และ คืนเสรีภาพให้แก่สื่อมวลชนให้สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ตามหลักการของประเทศในระบอบประชาธิปไตย และเพื่อเป็นการแสดงความจริงใจของรัฐในการที่จะนำความปรองดองและความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

เรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการและหากจะกรุณาแจ้งผลของข้อเรียกร้องนี้ให้สาธารณชนทราบด้วย จักขอบคุณยิ่ง

ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง

18 พฤษภาคม 2553

หมายเหตุ เครือข่ายสมานฉันท์เพื่อสันติภาพ ได้ยื่นจดหมายข้อความเหมือนกัน ให้แก่แกนนำกลุ่ม นปช.ด้วย ในวันเดียวกันนี้

ลงนาม

นายศราวุฒิ ประทุมราช กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายพิทักษ์ เกิดหอม กลุ่มสิทธิมนุษยชนศึกษา

นายบารมี ชัยรัตน์

นางชลิดา ทาเจริญศักดิ์ มูลนิธิศักยภาพชุมชน

นางสาวพัชรี แซ่เอี้ยว มูลนิธิศักยภาพชุมชน

จากนั้นในเวลา 13.00 กลุ่มดังกล่าวจะบทสวด ภาวนา 3 ศาสนาเพื่อสันติภาพ ประชาธิปไตยและอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตจากความรุนแรงทุกฝ่าย และเวลาราว 14.00 น.จะส่งตัวแทนเข้ายื่นสาส์นให้กับผู้แทนสหประชาชาติ รัฐบาลที่กองพลทหารราบที่ ๑๑ และ กลุ่ม นปช. ที่ราชประสงค์


อำมาตย์ทมิฬ -กองกำลังทหารที่ใช้สัญลักษณ์สีชมพูติดที่หมวกและรถถังใช้รถถังบุกเข้าพังบังเกอร์ของผู้ชุมนุมราชประสงค์เพื่อปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธืปไตย(ภาพ: AP )

ปิดประตูสันติภาพเปิดสงคราม -กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังรถถังประชิดบังเกอร์ผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์ ภายหลังจากรัฐบาลปิดประตูสันติภาพไม่ยอมเจรจา และแสดงท่าทีแข็งกร้าวให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุมเท่านั้น ไม่เช่นนั้นก็จะใช้กองกำลังจัดการเด็ดขาด(ภาพ: AP )


เหยื่ออำมาตย์ทมิฬ -ชายคนหนึ่งถูกกองกำลังทหารยิงเสียชีวิตในการเข้าปราบปรามผู้เรียกร้องประชาธิปไตยช่วงเช้านี้


อำมาตย์ทมิฬปิดประตูสันติภาพล้มการเจรจาแล้วเปิดสงคราม

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวให้สัมภาษณ์ช่วง08.10น.วันนี้ ระหว่างกองกำลังทหารเคลื่อนประชิดที่ชุมนุมราชประสงค์ว่า การที่ประธานสว.เป็นตัวกลางเจรจาในเวลานี้ถือว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการเจรจาจบสิ้นไปนานแล้ว ตอนนี้ที่วุฒิสภากำลังทำเป็นการเริ่มการเจรจาใหม่ จึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรทำคือประธานวุฒิสภาต้องไปเจรจากับเจ้านายของม็อบเสื้อแดงให้ยุติ และให้เสื้อแดงยุติการชุมนุมทันทีเดี๋ยวนี้ อย่ามาขอเจรจาไม่มีประโยชน์

ขณะที่นายประสพสุข บุญเดช ประธานสภา กล่าวว่าหลังจากนปช.เข้าสู่การเจรจา แต่ไม่คืบหน้าเพราะติดต่อฝ่ายรัฐบาลยังไม่ได้ ส่วนพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สว.ที่เป็นคีย์แมนในกระบวนการเจรจากล่าวว่ากระบวนเจรจาน่าจะล้มเหลวลงแล้ว เพราะรัฐบาลไม่เข้าร่วม โดยยืนกรานให้ผู้ชุมนุมยุติการชุมนุม และหากไม่ยอมก็จะปฏิบัติการทางทหารต่อผู้ชุมนุม

ทั้งนี้รัฐบาลอำมาตย์ทมิฬของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ใช้นโยบายแข็งกร้าวต่อผู้ชุมนุม ไม่สนคำเตือนของUNที่เรียกร้องให้ใช้ความอดกลั้นและเจรจาไม่สนใจคำประณามขององค์การนิรโทษกรรมสากลว่ากำลังทำผิดกฎหมายระหว่างประเทศ ไม่แยแสต่อการที่วุฒิสภาเป็นคนกลางเจรจาให้หยุดฆ่า

โดยช่วงเช้านี้รัฐบาลหุ่นเชิดระบอบอำมาตย์ได้สั่งการกองกำลังหทารเคลื่อนพลบีบวงล้อมผู้ชุมนุมราชประสงค์เข้ามา โดยรุกหนักเข้าทางแยกศาลาแดง ทั้งนี้นับว่ารัฐบาลกำลังมีพฤติการณ์ทำร้ายประเทศชาติตามนิยามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ออกแถลงการณ์ฉบับหนึ่งเรื่อง ขอประณามการใช้ความรุนแรงในเหตุการณ์การชุมนุม และเรียกร้องให้กลับสู่การเจรจา โดยหากฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาให้ถือว่า มีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ

คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจึงขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายได้ใช้สติโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติเป็นหลัก หยุดการเผชิญหน้าและหยุดการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ ทางออกที่ดีที่สุดคือกลับมาสู่การเจรจาโดยเร็ว เพื่อนำความสงบและสันติสุขคืนสู่ประเทศไทย ฝ่ายใดปฏิเสธการเจรจาถือว่าฝ่ายนั้นมีเจตนาทำร้ายประเทศชาติ


กลุ่มผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธืปไตยได้ขยายวงประท้วงไปหลายจุดเพื่อตือต้านการปราบปรามผู้ชุมนุมที่ราชประสงค์เช้านี้ ทั้งบริเวณแยกดินแดงถนนรัตนาธิเบศร์ อิมพีเรียลลาดพร้าว อิมพีเรียลสำโรง แยกคลองเตย อนุสาวรีย์ชัยฯ โดยมีคำประกาศว่าการต่อต้านรัฐบาลขยาบวงไปทั่วประเทศแล้ว แม้จะปราบปรามผู้ชุมนุมราชประสงค์ได้ก็ไร้ความหมาย เพราะการต่อต้านขยายไปทั่วประเทศ

ส่ง6แกนนำสอบ ค่ายนเรศวร ยกเว้น'จตุพร'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_84013

เจ้าหน้าที่นำ 6 แกนนำ นปช.ไปสอบสวน"ค่ายนเรศวร"แล้ว ยกเว้น "จตุพร" ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส. ขณะที่ความวุ่นวายไม่จบ เผาสถานที่สำคัญต่อเนื่อง แบงก์ประกาศหยุด 2 วัน

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้นำตัวแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เข้ามอบตัว เมื่อช่วงเวลา 13.30 น.ที่ผ่านมา เพื่อทำการสอบสวนที่ค่ายนเรศวร จ.ประจวบคีรีขันธ์ ด้วยเฮลิปคอปเตอร์ ยกเว้นนายจุตพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. ซึ่งมีรายงานข่าวว่า ใช้เอกสิทธิ์ ความเป็น ส.ส.

ขณะที่บรรยากาศทั่วไปขณะนี้นั้น เวลา 17.20 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ ธ.กรุงเทพ สาขาสะพานเหลือง เวลา 17.20 น. มีผู้ไม่หวังดีกำลังทำการวางเพลิงที่สถานี คลองเตย และสถานีศูนย์สิริกิติ์ เวลา 17.30 น. มีการจุดไฟเผาธนาคารกรุงเทพ สาขาถนนจันทน์ นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ประกาศให้สถาบันการเงินทุกแห่งทั่วประเทศหยุดทำการ 20-21 พ.ค. ส่วนตลาดหลักทรัพย์ประกาศหยุดทำการ 2 วัน คือพรุ่งนี้(20 พ.ค.) และ วันศุกร์ (21 พ.ค.)

เดินหน้าปราบคนป่วน ตัดเข้ารายการพิเศษ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_84007

ศอฉ.แถลง เดินหน้ากวาดล้างคนก่อกวน ตัดสัญญาณทีวีทุกช่องเข้ารายการพิเศษ บอกชาว กทม.อดทน เตือนคนออก ตปท.แสดงพาสปอร์ต

เมื่อวันที่ 19 พ.ค.เวลา 17.05 น. นายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมตรี แถลงว่า ขณะนี้ แกนนำกลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุม ยอมรับแผนปรองดองแล้ว ขอให้ประชาชนทุกคนร่วมมือ อย่างไรก็ตามรัฐบาลจะดำเนินการต่อไปโดยการให้สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง ให้ออกอากาศรายการพิเศษเหมือนกันหมด รัฐต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสถานการณ์ รัฐบาลทำทุกอย่างเพื่อความสงบของบ้านเมือง สายด่วนยังเปิดรับ รัฐบาลคาดหวังว่า จะให้ความร่วมมือ คนที่ไม่ทำตามคำสั่ง ยังก่อกวน ยังวางเพลิงยังมีอยู่บ้าง รัฐบาลจะดำเนินการจริงจังกับคนเหล่านี้ ให้มั่นใจว่า คืนนี้จะเป็นอีกคืนหนึ่งที่ประชาชนจะต้องอดทน สะสางปัญหาบ้าง ในพื้นที่กรุงเทพฯ รัฐบาลจะมีแนวทางตลอดทั้งคืนเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ ส่วนคนที่จะเดินทางไปยังต่างประเทศก็ให้แสดงบัตรหรือพาสปอร์ตกับเจ้าหน้าที่.

โปรดเกล้าฯตราพรฎ.เปิดสภาฯ วิสามัญ 24 พ.ค.

ที่มา ไทยรัฐ


ในหลวงทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.นี้..

เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ที่รัฐสภา พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ทรงพระราชดำริว่ามีความจำเป็นเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ สมควรที่จะเรียกประชุมรัฐสภาเป็นการประชุมสมัยวิสามัญ อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 128 และมาตรา 187 ของรัฐธรรมนูญ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ.2553 ตั้งแต่วันที่ 24 พ.ค.2553 ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดยให้ไว้ ณ วันที่ 14 พ.ค. 2553.

รัฐบาลทำลายหลักสิทธิมนุษยชนและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตย

ที่มา ประชาไท


วราภรณ์ แช่มสนิท เขียน รัฐบาลไทยกำลังทำลายหลักสิทธิมนุษยชนและสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่เป็นภัยต่อประชาธิปไตย

การตัดสินใจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และศูนย์อำนวยการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในการใช้ปฏิบัติการทางทหารเต็มรูปแบบ มีการลำเลียงกำลังทหารจำนวนมากพร้อมรถหุ้มเกราะ และการใช้อาวุธและกระสุนจริงที่มีอำนาจทำลายล้างชีวิต เพื่อเข้ายึดพื้นที่และสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บริเวณแยกราชประสงค์ ตั้งแต่ช่วงเช้าตรู่วันนี้ คือวันพุธที่ 19 พฤษภาคม 2553 นั้น เป็นการกระทำที่เข้าข่ายการละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่สำคัญที่สุด อันได้แก่สิทธิในชีวิตของผู้ชุมนุม

รัฐบาลและสังคมไทยปฏิเสธไม่ได้ว่า ผู้ชุมนุมเหล่านี้เป็นมนุษย์และเป็นพลเมืองไทยที่ต้องได้รับการประกันสิทธิในการมีชิวิตอยู่จากรัฐบาลเช่นเดียวกับพลเมืองและผู้อยู่อาศัยในประเทศไทยกลุ่มอื่น ๆ

จริงอยู่ที่ผู้ชุมนุมมีปฏิบัติการบางส่วนที่ละเมิดกฎหมายทั่วไปของรัฐไทย แต่รัฐบาลมีความชอบธรรมที่จะดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ชุมนุมเฉพาะในขอบเขตของกฎหมายที่ผู้ชุมนุมละเมิดเท่านั้น

สำหรับกลุ่มคนติดอาวุธที่รัฐบาลเรียกว่าเป็นผู้ก่อการร้ายนั้น จนถึงบัดนี้ยังไม่มีฝ่ายใดมีข้อพิสูจน์แน่ชัดว่ากลุ่มคนดังกล่าวคือใคร มีจำนวนเท่าใด มีใครเป็นผู้บงการ และมีเป้าหมายและขอบเขตการปฏิบัติการแค่ไหนเพียงไร

แต่สิ่งที่คนในสังคมทราบแน่นอนก็คือ ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่จำนวนนับพันที่อยู่ในพื้นที่ชุมนุมหลักที่ราชประสงค์ และที่กระจายตัวชุมนุมอย่างเปิดเผยรอบที่ชุมนุมหลักนั้น ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย และผู้คนจำนวนมากที่เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บในช่วงที่มีปฏิบัติการเข้มข้นเพื่อสลายการชุมนุมตั้งแต่ปลายสับดาห์ที่ผ่านมานั้น ล้วนแล้วแต่เป็นประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ทั้งที่เป็นผู้ร่วมและไม่ได้ร่วมการชุมนุม

เป็นหน้าที่ของรัฐบาลซึ่งมีทั้งเจ้าหน้าที่รัฐและกองกำลังตำรวจทหารในบังคับบัญชา ที่จะต้องเร่งสืบสวนหาข้อเท็จจริงและหาทางยุติการกระทำของกลุ่มคนติดอาวุธที่ไม่ใช่กองกำลังของรัฐ เพื่อประกันความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนทุกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ชุมนุมด้วย

แต่รัฐบาลต้องไม่สร้างภาพและปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมทั้งหมดแบบเหมารวม เสมือนหนึ่งว่าผู้ชุมนุมเหล่านี้เป็นกลุ่มติดอาวุธหรือผู้ก่อการร้ายทั้งหมด

เราต้องไม่ลืมว่าความขัดแย้งอันเป็นที่มาของการชุมนุมประท้วงครั้งนี้ เป็นความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างผู้ชุมนุมกับรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เป็นหลัก รัฐบาลไม่บังควรที่จะใช้กำลังทหารเข้าแก้ไขข้อขัดแย้งทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับพลเมืองของตน เพราะปฏิบัติการเช่นนี้เป็นการใช้กองกำลังทหารของรัฐเพื่อกำจัดคู่ขัดแย้งทางการเมือง เป็นการปฏิบัติการทางทหารของรัฐต่อพลเมืองของตนเพื่อชัยชนะทางการเมือง พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ รัฐบาลกำลังหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมือง โดยยอมแลกกับการบาดเจ็บและล้มตายของพลเมืองของตน

หากการใช้กองกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมครั้งนี้ประสบความสำเร็จ หากรัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ประสบชัยชนะเหนือคู่ขัดแย้งทางการเมืองของตนโดยการใช้กำลังทหาร ผลอย่างหนึ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคมไทยก็คือ การที่นักการเมืองและภาคส่วนต่าง ๆ ของสังคมได้ร่วมกันสร้างและยอมรับบรรทัดฐานทางการเมืองที่ยินยอมให้กองทัพเข้ามามีส่วนในการควบคุมและจัดการปัญหาทางการเมืองโดยตรง รวมทั้งการยอมรับให้มีผู้มีอำนาจใช้กองกำลังของรัฐเข้าประหัตประหารคนไทยด้วยกันที่มีความเห็นต่างทางการเมือง

ท้ายที่สุด ระบอบการเมืองไทยจะถอยห่างจากความเป็นประชาธิปไตย และตกอยู่ใต้อิทธิพลของผู้กุมอำนาจทางการทหารไปอีกยาวนาน