WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, May 22, 2010

ย้อนกลับมาสู่นายกฯ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



นอกจากตัวเลขผู้เสียชีวิตจากปฏิบัติการของรัฐบาลนับตั้งแต่ 10 เม.ย.จนถึง 19 พ.ค. จะสูงเกิน 80 ศพแล้ว อันเป็นความสูญเสียของประชาชนในเหตุการณ์ทางการเมืองที่หนักหนาสาหัสที่สุดในประวัติศาสตร์

ยังมีปัญหาความเสียหายของย่านการค้าในเมืองหลวง ธนาคาร ศาลากลางในต่างจังหวัด

ทั้งสองประเด็นนี้ สุดท้ายจะย้อนกลับมาหานายกรัฐมนตรีผู้สั่งการทั้งหมด!

แม้รัฐจะพยายามขยายภาพผู้ก่อการร้าย เพื่อโยนความรับผิดชอบที่มีประชาชนล้มตายมากมาย ไปจนถึงการเผาทำลายเสียหายมหาศาล

แต่ถ้าสังคมไม่หลงเคลิ้มไปกับถ้อยแถลงของศอฉ.

จะต้องถามถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลด้วย!!

แน่นอนแกนนำม็อบต้องมีความผิด และบัดนี้ก็เข้ามอบตัวโดนคุมขังไปแล้ว

แต่รัฐบาลนั้นผิดยิ่งกว่า เพราะเป็นผู้ดูแลความสงบสุขของบ้านเมือง กลับตัดสินใจแก้ไขปัญหา ในหนทางที่จะทำให้เกิดความรุนแรงติดตามมา

อย่างการเผาบ้านเผาเมือง ตอนนี้ก็ประโคมว่า มีการวางแผนล่วงหน้า

ทั้งที่ไม่ต้องมีใครวางแผนหรอก แค่เอารถเกราะบุกตะลุยยิงกันแหลก ไม่ว่าใครก็มองออกว่า จะนำมาซึ่งอารมณ์โกรธแค้นบ้าคลั่งขาดการควบคุม

หันซ้ายหันขวา ล้วนย่านการค้าทั้งนั้น

เป็นเรื่องที่ศอฉ.ต้องรู้ ถ้ากองกำลังทหารเข้าถึงที่ชุมนุมเมื่อไร ก็วอดวายทั้งราชประสงค์เมื่อนั้น!?!

นายดิเรก ถึงฝั่ง อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ พูดชัดเจนว่า ถึงแม้แกนนำนปช.จะเข้ามอบตัว แต่เหตุการณ์ต่างๆ จะไม่จบ

เคยเตือนรัฐบาลมาตลอดว่า การใช้กำลังจะสามารถระงับเหตุการณ์ได้แค่ช่วงเวลาหนึ่ง แต่ในระยะยาวจะเกิดความไม่สงบขึ้นทั่วทุกภูมิภาค

หากสลายการชุมนุมโดยใช้อาวุธจนมีคนเสียชีวิตจะนำไปสู่ความโกรธแค้น การเผาอาคารต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯและต่างจังหวัดก็เห็นชัดแล้วว่า มันจะนำไปสู่ความไม่สงบในระยะยาวอย่างแน่นอน

นั่นคือคำพูดของนายดิเรก ซึ่งรัฐบาลยิ่งต้องรู้ดีกว่า

แต่ก็ยังสั่งทหารและรถเกราะ

แล้วปัดความรับผิดชอบเมื่อมีการเผาทำลายและมีคนตาย

ตอนนี้แกนนำทยอยเข้าคุกแล้ว

นายกฯยังเฉยชาอยู่อีกหรือ!?

ถ้าไม่แสดงความรับผิดชอบ

ความโกรธแค้นจะไม่จบ!

โยนชั่ว-ถีบทิ้ง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




หลัง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สั่งการเลือดกรณีวันที่ 19 พ.ค.

พรรคประชาธิปัตย์เริ่มเปิดยุทธการใบบัวปิดช้างตาย ปัดผิดให้พ้นตัวอีกครั้ง

ด้วยวิธีการ "ตะโกนในโรงหนัง" อย่างหนักหน่วง

น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค อ้างว่าเหตุการณ์จลาจลหลังทหารเข้าล้อมปราบ ไม่ใช่ความคลุ้มคลั่งของมวลชน ที่ไม่เห็นด้วยการยุติการชุมนุม

เป็นการวางแผนล่วงหน้าทั้งสิ้น

ทำกรุงเทพฯ ให้เป็นทะเลเพลิง ทำต่างจังหวัดให้ลุกเป็นไฟ เพื่อที่จะให้ต่างชาติเข้ามาแทรกแซงกิจการภายในประเทศ

น.พ.บุรณัชย์ยังบอกว่าพรรคยังล่วงรู้ด้วยว่าการกระชับวงล้อมในวันนั้น ถ้าหากมีเด็ก และสตรีเสียชีวิตก็จะพากันแห่ศพไปทั่วกรุงเทพฯ โดยมีจุดหมายที่โรงพยาบาลศิริราช

เพื่อต้องการดึงสถาบันเข้ามาเกี่ยวข้อง

ขณะที่ นายสาธิต ปิตุเตชะ ก็ออกมาตอบโต้ซัดใส่กลุ่ม 55 ส.ว.ว่าเป็นกลุ่มทักษิณคอนเน็กชั่น ต้องการหักหน้านายกฯ หลังจากส.ว.กลุ่มนี้ออกมาระบุว่าถูกนายกฯ หักหลัง

นายสาธิตยังล่วงรู้ต่อไปอีกว่า ข้อเสนอให้หยุดยิง หยุดความรุนแรงทั้งสองฝ่าย ไม่ได้เป็นที่ยอมรับของแกนนำนปช. แต่ต้องการยื้อเวลาชุมนุมให้ยืดเยื้อออกไปเท่านั้น

ส่วนการจลาจลเผาสถานที่ต่างๆ นั้น นายสาธิตระบุว่ามีเป้าหมายอยู่ที่ธนาคารกรุงเทพ

ซึ่งเป็นทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์

นอกจากนี้ ยังมีวาทกรรมกล่าวหา โยงมั่ว จับแพะชนแกะ จากโฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรค ซึ่งสังคมไม่ค่อยถืออีกหลายประเด็น

หลังปล่อยให้บรรดาโนราเด็กๆ ออกมาโต้วาที

ก็ถึงคราวตัวใหญ่ระดับนายพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล บ้าง

นายพิเชษฐดีดลูกคิดรางแก้วอ้างว่าการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดงในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ทำให้เศรษฐกิจไทยเสียหาย 2 แสนล้านบาท

เมื่อรวมเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค.ไปด้วยก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท

ถ้าคำนวณผลกระทบต่อเนื่องอีก ความเสียหายก็อาจพุ่งถึง 8 แสนล้านบาท

พร้อมกับแนะให้ช่วยเหลือเยียวยาผู้ประกอบการราชประสงค์ที่ไม่ทำประกันวินาศภัยไว้

ขณะเดียวกันก็แนะนำนายกฯ อย่ายุบสภา อย่าลาออก ให้เดินหน้าแก้ปัญหาผู้ก่อการร้ายต่อไปให้จบ

ก่อนจะทิ้งท้ายว่าทางที่ดีต้องกลับมาคุยกับส.ส.ของพรรคทั้ง 172 คนบ้าง อย่าเอาแต่คุยกับไม่กี่คนภายใน

ร.11 รอ.

เพราะที่ผ่านมา นายกฯ มักจะมาบอกหลังจากทำไปแล้ว ผู้ใหญ่อย่างนายชวน หลีกภัย หรือนายบัญญัติ บรรทัดฐาน ไม่รู้ว่าทำอะไรไปบ้าง เพราะไม่เคยมาปรึกษา

แท็กทีมผลัดกันเล่น ทั้งโยนชั่วและถีบทิ้งคราวเดียวกัน

คำจริงวันนี้

ที่มา บางกอกทูเดย์


เหมือนโลกถูกปิด..รัฐบาลที่มาจาก รัฐประหาร..ยังไม่เคยกระทำการ “ปิดสื่อ” ดังเช่นรัฐบาลที่บริหารราการแผ่นดินอยู่ในขณะนี้ทั้งๆที่เป็น รัฐบาล ที่มาจากประชาชนการไล่ “ปิดดะ” ทั้ง “ทีวี.”ที่รัฐเข้าไปควบคุม สื่อต่างๆ..แม้กระทั่ง “เว็ปไซต์”ที่เป็นกลางอย่างเห็นๆ ก็ถูกปิดเรียบ!!“ความจริง”เป็นสิ่งที่หนีไม่พ้นเหมือน “คน”กับ “เงา” มันจะต้องติดตามตัวกันไปตลอด..ถึงจะหาแสงจ้าเพื่อมาไล่เงาให้พ้นออกไป..ก็เพียงชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นจะกลัวความจริงอะไรกันนักหนา!!การที่ ออกมาพูดข้างเดียว ฝ่ายเดียว มันยิ่งสร้างความอึดอัดให้กับ ประชาชน ทั่วไปผู้คนจึงเมินหนี “ฟรีทีวี.” หันไปดูข่าวต่างประเทศ หรือ ทาง เคเบิลทีวี.เพราะต้องการรู้ “ความจริง” และ “คำจริง”ว่าแท้จริงมันเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทยในยามนี้..ประชาชนไม่สิทธิ์ที่จะ วิจารณ์ อะไรได้เลยแม้กระทั่งใน

อินเตอร์เน็ต ที่มีครบกันหมดทุกบ้าน!!ชาวบ้านเขาอยากฟัง “คำจริง” คำพูดที่น่าเชื่อถือได้ของคนในบ้านนี้เมืองนี้คำพระท่านว่า สัจเจนา ลิกะวาทินัง แปลว่า “พึงชนะคนพูดปดด้วยคำจริง”เพราะ “คำจริง” หรือ “ความจริง” คือสิ่งไม่ตาย..แต่ ทุกวันนี้ ประชาชน เขาเริ่มไม่เชื่อแล้วว่า ที่รัฐบาลพร่ำพูดออกมาทางสื่อนั่นมันไม่ใช่ “คำจริง”เพราะมันพลิกพลิ้วเปลี่ยนไปเรื่อยทุกๆวันไม่มีหรอกที่ใครจะวิ่งหนีเงาตัวเองไปได้ตลอดชีวิต!! “ประเทศชาติ”คือ “ประชาชน”..และ

ประชาชน จะต้องมาก่อน นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็พูดไว้อย่างชัดเจนเราก็การปกครองรูปแบบ “ประชาธิปไตย” มาจาก อังกฤษ ฝรั่งเศส อเมริกาเขาถึงมีคำพูดที่ว่า The will of people is the best low.ความหมายคือ “ความต้องการของประชาชน คือกฎหมายที่ดีที่สุด”ก็รู้อยู่แล้วว่า ประชาชนเขาต้องการอะไร??.. “คำจริง” ที่ออกมาจากสื่อจริงๆที่ถูกปกปิดเอาไว้นั่นเอง!

สื่อสิ่งพิมพ์

ที่มา บางกอกทูเดย์


สื่อสิ่งพิมพ์นั้น..แตกต่างจากสื่อออนแอร์ทั้งหลายแต่ละมือที่ยื่นออกมาคว้า สื่อสิ่งพิมพ์ออกไปจากแผงหนังสือ..คือประชาชนคนหนึ่ง..เขาเหล่านั้นซื้อสื่อสิ่งพิมพ์เพราะเขาเชื่อถือในสื่อส่วนนั้น..สื่อสิ่งพิมพ์..จึงเดินห่างไม่ได้จาก..ความคิดการอ่านของประชาชน..ประชาชนปราถนาอะไร..สื่อสิ่งพิมพ์จะต้องโอนอ่อนผ่านตาม..แต่ว่ากันไปแล้ว..ประชาชนส่วนใหญ่จะโคจรความปราถนาของเขาไปบนความถูกต้อง..ความถูกต้องของคนส่วนใหญ่..ดำรงสถานะของประเทศไว้..และให้กำเนิดผู้นำที่สร้างชาติในทันทีที่..คนส่วนใหญ่...มองเห็นว่า..นี่มันไม่ใช่ความถูกต้อง นี่คือผู้นำที่ใช้ไม่ได้..เขาก็จะลุกขึ้นมาต่อต้านขัดขวาง..เขาจะไม่

ยอมศิโรราบให้กับสิ่งนั้นอีกต่อไป..ถึงวันนี้..หลังจาก..ศพของประชาชนกองพ้นจากหลักสิบวิ่งเข้าหาหลักร้อย..ไม่ว่าสื่อสิ่งพิมพ์นั้นจะเห็นด้วยคล้อยตามรัฐบาลหรือผู้นำประเทศ..แบบไหนเช่นไร..เขาจะต้องปล่อยวางความรู้สึกนึกคิดของเขา และรับเอาความรู้สึกนึกคิดของประชาชนส่วนใหญ่..มาเป็นหลักเพราะประเทศคือประชาขชนส่วนใหญ่เขียนขึ้นมาเพื่อที่จะบอกกับ.. เบบี้ทุช ว่า..จงสังเกตุการณ์เปลี่ยนแปลงของสื่อสิ่งพิมพ์..เพราะการเปลี่ยนแปลงนั้นจะสท้อ

นให้เห็นถึงความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่..หรืออาจจะเรียกได้ว่า...มหาประชาขชนเหมือนพรานป่าที่ชำนาญป่า จะรู้ว่า..สรรพสัตว์ทั้งหลายในราวป่า สัมผัสถึงอันตรายและความอุดมสมบูรณ์ได้อย่างไร และนำความรู้นั้นมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง..นักการเมืองที่สามารถ..จะรับรู้ถึง..ความรู้สึกของประชาชนส่วนใหญ่..และเขาจะไม่ดึงดันฟันฝ่า..หรือสร้างกำแพงหนาขึ้นมาต่อต้าน..เพราะ นักการเมืองที่สามารถ.. เขาจะโอนอ่อนผ่อนตาม..เหมือนผู้ชำนาญในการเล่นเรือ

ใบ..แล่นใบต้านลมนักการเมืองที่สามารถ..ต้องรู้ว่า..มหาประชาชน กับ มหาสมุทร์นั้น..เป็นเรื่องสุดหยั่งคาด..ทันทีที่มันป่วนคลั่งขึ้นมา..จะไม่มีอะไรหรือแสนยานุภาพใดๆ หยุดยั้งมันได้..จนกว่ามันจะสงบตัวของมันเองไม่สงสารตนเองก็สงสารประเทศชาติเถิดครับ..ประชาชนเคลื่อนที่ไปแล้ว สื่อสิ่งพิมพ์กำลังเคลื่อนตัวตามไป..ยอมไปยอมผ่อนปรนเถิด..เพื่อให้ประเทศอยู่

No Smile ไทยแลนด์!

ที่มา บางกอกทูเดย์



มีคนเคยกล่าวว่า “สยามเมืองยิ้ม” หรือ Land of smile แต่วันนี้ดินแดนแห่งนี้กำลังพบว่า “รอยยิ้ม”ของผู้คนกำลังจะเลือนหายไปทุกขณะ ทั้งนี้ เนื่องจากมาจากความขัดแย้งทางความคิดของคนที่รุนแรงที่สุดในรอบ 18 ปี หลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 ความขัดแย้งที่สะสมมานานกว่า 5 ปี หลังการยึดอำนาจ “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” เมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 นับเป็น “ปฐมบท” ของการเผชิญหน้าระหว่าง “อำนาจรัฐ” และ “อำนาจของประชาชน”แต่คงไม่มีใคร

คิดว่า...ประเทศไทยจะเดินมาถึงจุดเปลี่ยนที่สำคัญเช่นนี้ และคงไม่มีใครคิดมาก่อนว่า...คนไทยจะออกมาเผาบ้านเผาเมืองของตัวเอง และเป็นการออกมาสร้างความเสียหายครั้งเลวร้ายที่สุดของประวัติศาสตร์ชาติไทย นับตั้งแต่ก่อนตั้งกรุงรัตนโกสินธุ์ วันนี้เมืองหลวงของไทยกลายเป็นดินแดน “มิคสัญญี” ผู้คนออกมาเข่นฆ่ากันเอง เผาบ้านเรือน อาคารสถานที่สำคัญ ปล้นสะดม ทหารต้องออกมาปราบปราบประชาชน วันนี้กรุงเทพฯจึงไม่ต่างจากสมรภูมิ! ความเสีย

หายที่เกิดขึ้นล้วนแต่เป็นผลพวงจากวิกฤตการเมืองที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมให้กันและกัน กล่าวคือ ฝ่ายรัฐเอง เชื่อมั่นว่าจะสามารถบังคับใช้กฎหมายได้เหมือนทุกครั้งที่เคยทำมา แต่ลืมไปว่า การชุมนุมของนปช.ในช่วงที่ผ่านมา “ไม่ได้หมู” เหมือนการชุมนุมเช่นทุกครั้งเพราะตลอดเวลา 5 ปี ที่ นปช.ก่อเกิดขึ้นมาในสนามการเมืองนั้น แต่ละครั้งที่ออกมาเคลื่อนไหวล้วนแต่เก็บเกี่ยวชั่วโมงบินไม่ว่าจะเป็นการออกมาเคลื่อนไหวครั้งแรกที่ต่อต้านคมช. โดยเรียกร้องให้คมช.

ออกไปหรือแม้แต่การออกมาชุมนุมระหว่างการประชุมอาเซียนเมื่อปีเม.ย. 2552 จนทำให้รัฐบาลไม่สามารถจัดการประชุมผู้นำอาเซียนได้การควบคุมสถานการณ์ของรัฐบาลในแต่ละครั้ง พบว่า มีการประเมินสถานการณ์ที่ต่ำไป จนไม่สามารถยับยั้งความสูญเสียที่เกิดขึ้น การชุมนุมครั้งนี้ก็เช่นกัน แม้รัฐบาลจะประกาศใช้กฎหมายพิเศษที่อยู่ในมือ ทั้ง พ.ร.บ.ความมั่นคง และ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ยังไม่สามารถเข้าระงับยังยั้งเหตุการณ์ที่กำลังบานปลายในขณะนี้ได้แม้แกน

นำนปช.บางส่วนจะประกาศยุติการชุมนุมที่เวทีราชประสงค์แล้วก็ตาม แต่แนวร่วมที่กระจายกำลังรอบนอกยังคงต้องการต่อสู้กับอำนาจรัฐต่อไปวันนี้ แนวร่วมเหล่านี้ได้ร่วมตัวเป็น แนวร่วมอิสระ ที่ไร้แกนนำนปช. การต่อสู้ของแนวร่วมเหล่านี้จึงเหลือใช้ความรุนแรงเข้ามาต่อสู้ เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่ในทุกรูปแบบทำให้สถานการณ์ในกรุงเทพฯในเวลานี้กลายเป็นจราจล และกำลังขยายไปยังต่างจังหวัด นั้นหมายถึงแนวร่วมนปช.ในทุกภูมิภาคกำลังจะออกมาตอบโต้รัฐบาลที่

เลือกใช้ความรุนแรงเข้าล้อมปราบประชาชน สถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด เป็นปรากฎการณ์ที่ไม่เคยนเกิดขึ้นมาก่อน และกำลังเพิ่มดีกรีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ หากวันนี้รัฐยังเลือกใช้ความรุนแรงเพื่อยุติปัญหา หากสถานการณ์บ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้ “ไทยแลนด์”กำลังเข้าสู่ดินแดนไม่ “สไมล์”

Friday, May 21, 2010

ก่อการร้าย?

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน



นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กระทำผิดอย่างมหันต์อีกครั้ง

หลังตัดสินใจสั่งใช้กำลังทหารเข้าสลายการชุมนุมที่ราชประสงค์

เริ่มต้นด้วยมาตรการกดดัน ปิดล้อม ห้ามคนเข้าออกสถานที่ชุมนุม

ตามด้วยการตัดข้าวตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดสัญญาณโทรศัพท์

อันเป็นจุดเริ่มต้นของความรุนแรงรอบนอก ที่บ่อนไก่ ราชปรารภ และดินแดง

มีการปะทะ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต

ความรุนแรงเพิ่มดีกรีขึ้นเรื่อยๆ จนทำให้แกนนำผู้ชุมนุมยินยอมพร้อมเจรจา โดยมีกลุ่มส.ว.ส่วนหนึ่ง เป็นผู้ดำเนินการประสานงาน

ข้อเสนอก็คือให้ทหารหยุดยิง ขณะเดียวกันก็ให้มวลชนที่กำลังโกรธแค้นอยู่รอบนอก หยุดการกระทำที่รุนแรงทุกอย่าง

แต่นายอภิสิทธิ์แข็งกร้าว เอาใจสังคมแวดล้อมของตัวเองเกินไป

พร้อมกับส่งสัญญาณว่าการเจรจาถูกปิดประตูไปแล้ว ถ้าจะเจรจาก็ต้องหยุดชุมนุมก่อน

ขณะเดียวกัน ก็มีการโหมกระพือวาทกรรมผู้ก่อการร้ายอย่างต่อเนื่อง

หลังจากใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงคราม รถสายพานหุ้มเกราะ บุกกระชับวงล้อมŽความสูญเสียและความรุนแรงแบบสงครามกลางเมืองก็เริ่มเกิดขึ้นทันที

มีการปะทะ มีผู้ได้รับบาดเจ็บ เสียเลือดเสียเนื้อกันทั้งสองฝ่าย


น่าเสียใจอย่างยิ่ง ที่ความย่อยยับในชีวิตของมนุษย์ครั้งนี้ ยังมีคนอีกกลุ่มมองอย่างสะใจ และบอกว่าสมควรแล้ว

โดยเฉพาะวอร์รูมของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งบอกว่าศพแล้วศพแล้วที่ตายไปนั้น ยังอยู่ในวิสัยที่พอรับได้ทั้งๆที่ความจริงน่าจะเป็น 200-300 ศพด้วยซ้ำไป

ปฏิบัติการทางทหารกับผู้ชุมนุมในครั้งนี้ สะท้อนถึงความมีมนุษยธรรรมในหัวใจของนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และบุคคลในกองทัพได้อย่างดี

ความสูญเสียในวันที่ 19 พ.ค.ในเบื้องต้น ตายไปแล้ว 13 ศพ บาดเจ็บจากคมกระสุน และการปะทะอีกเกือบ 100 ราย

ตามมาด้วยการจลาจลเผาทำลายตอบโต้อย่างบ้าคลั่ง ซึ่งไม่อาจเหมารวมว่ามาจากผู้ชุมนุมฝ่ายเดียว

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นายอภิสิทธิ์และคณะรัฐบาล อาจจะอยู่ในตำแหน่งต่อไปอีกได้

ตราบใดที่คนในสังคมยังเห็นว่าเป็นการลงมือเพื่อปราบการก่อการร้าย ตามที่รัฐบาลโหมประโคมขออนุญาตเอาไว้


แต่ก็ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง อ้างมาตามวิถีประชาธิปไตย จะใช้วิธีดังกล่าวเพื่อปฏิบัติกับประชาชนที่เห็นต่างได้ถึงเพียงนี้


ทั้งๆที่ระบอบประชาธิปไตย เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้คนลุกขึ้นจับปืนมาต่อสู้กัน

จากหนักไปหาหนักมาก และไม่จบ..!

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

คาดเชือก คาถาพัน



นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ชูมาตรการปราบปรามการชุมนุมของเสื้อแดง จาก "เบาไปหาหนัก"

มีรายละเอียดที่อ้างว่า เป็นไปตามหลักสากล

แต่ที่สากลยิ่งกว่าคือการเจรจา รัฐบาลและเสื้อแดงยอมเจรจา แต่หลังจากการเจรจาล้มเหลว 2 รอบ ก็เดินหน้ามาตรการเด็ดขาดใหม่

ปฏิบัติการกระชับพื้นที่จึงเกิดขึ้นในวันพุธ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา

ท่ามกลางเสียงทักท้วงว่า กรณีเสื้อแดงเป็นปัญหาการ เมือง ยังไงๆ ต้องแก้ไขด้วยวิธีการเมืองมากกว่า

และท่ามกลางเสียงพยากรณ์ว่า หลังมาตรการนี้ มิคสัญญีจะตามมา

ภายหลังมาตรการกระชับพื้นที่ของรัฐบาลทะลวงผ่านศาลาแดง สารสิน ไปจ่อราชประสงค์ แกนนำม็อบเสื้อแดง ยอมเข้ามอบตัวหลังเที่ยงวันพุธ

ดูเหมือนรัฐบาลบรรลุชัยชนะแล้ว แต่ก็ไม่ใช่

เพราะเกิดจลาจล และภาวะมิคสัญญีขึ้นจริงๆ

และหนักกว่าที่คาดหมายไว้ด้วย

ควันไฟ เสียงปืน ระเบิด ระงมอยู่ทั่วถนนสายใหญ่ และชุมชนของกรุงเทพ

หัวเมืองใหญ่ทางเหนือ-อีสาน โดยเกิดการลุกฮือเผาสถานที่ราชการ

ที่เศร้ากว่านั้นคือ ชีวิตของประชาชนคนไทยจำนวนมากที่ต้องมาสูญสิ้นในเหตุการณ์นี้

จะโทษใครได้ เพราะข่าวสารปรากฏโดยตลอดว่า เจ้าหน้าที่ไม่ว่าทหารหรือตำรวจ ล้วนแต่ไม่อยากใช้มาตรการเด็ดขาด

แต่อยากให้การเมืองแก้ด้วยการเมืองมากกว่า

ความหวังที่เลือนรางเต็มทีของประชาชนคนไทยเวลานี้คือ รัฐบาลต้องเป็นหลักในการยุติวิกฤตครั้งนี้ให้ได้

ตำแหน่งนายกฯและอำนาจในฐานะรัฐบาล เทียบกับความสูญเสียที่เกิดขึ้น

ตำแหน่งนายกฯไม่มีความหมายอะไรเลย

การ์ตูน เซีย 21/05/53

ที่มา ไทยรัฐ


การ์ตูน เซีย 21/05/53

'เสียสละ' สะกดยาก?

ที่มา ไทยรัฐ


ฉากที่เห็นภาพล่วงหน้า โดยไม่ต้อง "นั่งทางใน"

โดยการเตือนล่วงหน้าของเซียนการเมืองรุ่นลายคราม ความเห็นของนักวิชาการมหาวิทยาลัย การคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ต่างประเทศ บทวิเคราะห์บนหน้าหนังสือพิมพ์ไทย หรือแม้แต่ การจับสัญญาณจากอารมณ์ของแกนนำบนเวทีที่พูดเอามันแบบกลอนพาไป

ถ้าทหารลุยสลายม็อบเสื้อแดงเมื่อไหร่ ย่านราชประสงค์เป็นทะเลเพลิงแน่

แล้วก็ไม่ผิดคาด ตามคำแปลศัพท์ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษ "ฝูงชนขนาดใหญ่ ที่ก่อจลาจล" ม็อบเสื้อแดงอาละวาดเผาเมืองวอดวาย

เซ็นทรัลเวิลด์ โรงภาพยนตร์สยาม เซ็นเตอร์วัน ห้างหรูกลางใจเมืองกรุงเทพฯกลายเป็น

ทะเลเพลิง ควันไฟพวยพุ่งเต็มท้องฟ้า ลามไปหัวเมืองต่างจังหวัดภาคอีสาน ภาคเหนือ พื้นที่โซนแดง ศาลากลางจังหวัดขอนแก่น อุบลราชธานี มุกดาหาร อุดรธานี โดนเผาเป็นจุณ

สังเวยอารมณ์คั่งแค้นของพวกแดงฮาร์ดคอร์

"ขามั่ว" ร่วมแจมกันมันมือ

ตัวเลขความเสียหายที่ประเมินมูลค่าไม่ได้ แต่นั่นก็ไม่ย่อยยับเท่ากับภาพพจน์ของประเทศ ไทยที่เป็นข่าวประจานไปทั่วโลกผ่านจอสำนักข่าวยักษ์ใหญ่

อย่างไรเสียก็ต้องมีคนชดใช้

และเบื้องต้นก็เป็นฝ่ายนายจตุพร พรหมพันธุ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ที่เดินนำแกนนำระดับหัวโจกเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

"เซ่นด้วยอิสรภาพ"

ไถ่บาปที่พามวลชนมาเซ่นคมกระสุนปืนตายเป็นใบไม้ร่วง

อย่างน้อยไม่ทำให้คนตายเพิ่ม ก็ถือเป็นความรับผิดชอบที่อยู่ในวิสัยของ

แกนนำม็อบ

หัวโจกเสื้อแดงถูกล็อกเข้ากระบวนการยุติธรรม ตามโปรแกรมต้องพิสูจน์ข้อหาก่อการร้าย คดีล้มล้างสถาบัน ตามบทของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)

แต่คำตอบสุดท้ายยังอยู่ที่ศาลจะฟังใคร

เช่นเดียวกัน ตัวสำคัญตามท้องเรื่องอย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โดนฝ่ายตรงข้ามโน้มน้าว กระแสสังคมพิพากษาแล้วว่า "เป็นผู้สั่งการอยู่เบื้องหลัง"

แต่ของจริงก็อยู่ที่ "ผู้พิพากษาตัวจริง" ว่ากันในศาล

ตามปรากฏการณ์อย่างที่นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยเอง ภายหลังศาลอนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ พร้อมพวกรวม 10 รายในข้อหาก่อการร้าย

แต่แค่เพียง 2 ชั่วโมง ทางศาลได้เรียกสำนวนกลับคืน เพื่อชะลอการออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพียงรายเดียว และนัดไต่สวนเพิ่มเติมในวันจันทร์ที่ 24 พฤษภาคม

มาตรฐานของศาลต้องเน้น "ชัวร์" ไม่เล่นตามกระแส

โดยเฉพาะเรื่องคอขาดบาดตาย ข้อหาก่อการร้ายโทษสูงสุดถึงขั้นประหารชีวิตที่ตั้งแท่นเล่นงานฝ่ายเสื้อแดง ในสถานการณ์ที่ฝ่ายถืออำนาจมีดาบพระราชกำหนดสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงเป็นเครื่องมือ

"ฟันมั่ว" แล้วโยนกลองให้ศาลไม่ได้

ทั้งหมดทั้งปวง โดยสถานการณ์ของฝ่ายแพ้ในเกมสลายฐานที่มั่นเวทีราชประสงค์ คนเสื้อแดงถูกลากคอเข้ากรงขัง ใช้อิสรภาพไถ่บาป พาคนมาตาย

แต่ที่ยังสะกดคำว่า "เสียสละ" ไม่เป็น

นายกรัฐมนตรีของประเทศไทยที่ชื่อ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ในฐานะผู้นำฝ่ายถืออำนาจรัฐ สามารถสั่งทหารเดินหน้าถอยหลัง

ยังนิ่งอยู่บนกองศพที่ไต่ขึ้นหลักร้อย

เน้นจังหวะ เลือกซีนโผล่แถลงออกจอโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ "เบิ้ลซ้ำ" หลังฝ่ายเสื้อแดงเพลี่ยงพล้ำกระแส ประทับภาพผู้ก่อการร้ายเผาเมือง

แต่ไม่พูดถึงคิวบอกปัดข้อเสนอของนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ที่อาสาเป็นคนกลาง ต่อสายเจรจากับแกนนำม็อบแดงก่อนนาทีทหารเข้าสลาย โดยที่ฝ่ายเสื้อแดงก็ยอมรับเงื่อนไข แต่ไม่ทันกาล

"อภิสิทธิ์" กดปุ่มทุบม็อบ ราดน้ำมัน ล่อชนวนเผาเมือง

แล้วก็กบดานอยู่ในอารักขาของทหารในรังกรมทหารราบที่ 11 อึดไปรอลุ้นศาลรัฐธรรมนูญนัดคิวตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ในคดีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ในอีกไม่กี่อึดใจ

ตื๊อจนหยาดสุดท้ายก็แล้วกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

สงครามใต้ดิน

ที่มา ไทยรัฐ


ในที่สุดจุดเริ่มต้นของ สงครามกลางเมืองอย่างถาวร ก็เกิดขึ้นจนได้ ถ้าผู้นำมีความยั้งคิดว่าการออกคำสั่งให้เข้าสลายการชุมนุมโดยกองกำลังทหารที่ถืออาวุธสงครามครบมือกับกองกำลังของผู้ชุมนุมและมือที่สามที่ต้องการให้เกิดความรุนแรงอยู่แล้ว

ประวัติศาสตร์ชาติไทยต้องบันทึกไว้กับ เหตุการณ์จลาจลของบ้านเมือง ในลักษณะของการใช้ความรุนแรงขั้นสูงสุด มีการยิงปะทะ มีการเผาทำลาย มีการทุบทำลายทรัพย์สิน

ปิดเมืองฆ่ากันไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน

ไม่น่าเชื่อว่าย่านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ ย่านชุมนุมชน ใจกลางเมืองหลวงของประเทศไทยจะเกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้นและชี้ว่ามาตรฐานในการแก้ไขปัญหาวิกฤติบ้านเมืองมีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

จะระบุว่า ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในช่วงมิคสัญญีกลียุค ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เกิดจลาจลเผาบ้านเผาเมือง ความสูญเสียที่เกิดขึ้นประเมินค่าไม่ได้ และนำไปสู่ความล่มจมของประเทศ

อนาคตของประเทศไทยดำมืดทันที

ไฟสงครามกลางเมืองที่ถูกจุดขึ้นทั่วประเทศ และมีความรุนแรงอย่างน้อยๆก็เกือบ 20 จังหวัดจะดับกันอย่างไร เพราะไฟสงครามกลางเมืองแตกต่างจากสงครามทั่วไปที่มีกฎเกณฑ์กติกาสากล

ที่จุดติดแล้วดับยาก

แม้รัฐบาลจะสามารถสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกราชประสงค์ ได้ในที่สุด แม้แกนนำสามเกลอจะยอมมอบตัว แต่ก็ไม่สามารถที่จะรักษาความสงบเรียบร้อยทั้งประเทศเอาไว้ได้อยู่ดี

สงครามไฟใต้ลุกลามอย่างไร แก้ไขยากอย่างไร แต่สงครามไฟกลางเมืองครั้งนี้ จะดับยากกว่านับสิบเท่า การชุมนุมต่อต้านของคนเสื้อแดงจะกระจายออกไปทั่วบริเวณ จะเป็นสงครามกองโจร

จะมุดลงใต้ดิน

สำนักข่าวต่างประเทศวิเคราะห์ไว้หลายสำนักว่า รัฐบาลไม่มีทางชนะสงครามกลางเมืองครั้งนี้ หากรัฐบาลไทยตัดสินใจใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม ไม่เฉพาะอนาคตทางการเมืองของคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เท่านั้นที่จะต้องดับวูบ

แต่ความเลวร้ายจะตามมาอีกมากมาย

คำถามก็คือว่าถ้าคุณอภิสิทธิ์มั่นใจว่ายังเป็นที่นิยมของประชาชนส่วนใหญ่ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ เหตุใดไม่ตัดสินใจลาออกหรือยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งให้ประชาชนเจ้าของประเทศเป็นผู้ตัดสิน ทำไมจึงตัดสินใจรักษาอำนาจเอาไว้ด้วยชีวิตและเลือดเนื้อของประชาชน ทำไมจึงไม่ปฏิบัติตามวิถีของประชาธิปไตย แต่ยังใช้กำลังทหารเข้าปกป้องอำนาจเอาไว้ เช่นเดียวกับประเทศที่ปกครองโดยรัฐทหาร ซากปรักหักพังที่รัฐบาลเหยียบย่ำอยู่ยังพอรื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่ชีวิตประชาชนฟื้นไม่ได้

ชีวิตคนไม่ใช่ผักปลา.


หมัดเหล็ก