WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, May 24, 2010

"ไทม์ส"แฉ"ชุดดำ"สลายตัวซุกคลองเตย สื่อนอกกระพือข่าวคนไทยร่วมฟื้นฟูเมืองกรุง ท่องเที่ยวสาหัสสุด

ที่มา มติชน


สื่อนอกกระพือข่าวคนไทยจับมือร่วมกันทำความสะอาด ฟื้นฟูกรุงเทพฯ ผลกระทบทางเศรษฐกิจมหาศาล ท่องเที่ยวสาหัสที่สุด เดอะไทม์ส แฉ"คนเสื้อดำ"สลายตัวกลมกลืนเข้ากับชุมชนคลองเตย เตรียมแผนสร้างสถานการณ์ให้เหมือนภาคใต้


เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์หลังการชุมนุมในไทย รายงานถึงการรวมตัวกันเก็บกวาดทำความสะอาดและพยายามนำเอาชีวิตชีวาคืนมาให้กับพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในขณะที่นักวิเคราะห์ของเอชเอสบีซี เชื่อว่า การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวก็ต้องรอจนถึงต้นปีหน้า ระบุปัจจัยเสี่ยงยังคงอยู่ นอกเหนือจากการรวมตัวกันเป็นกองกำลังติดอาวุธ หวังลอกเลียนสร้างสถานการณ์คล้ายภาคใต้ของ "คนชุดดำ" ซึ่ง "เดอะ ไทม์ส" ระบุแหล่งใหญ่อยู่ในสลัมคลองเตย


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในจำนวนอาสาสมัครหลายร้อยคนที่เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปทำความสะอาดในพื้นที่ชุมนุมนั้นมีกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและเริ่มอพยพกลับเข้าสู่ที่พักของตนแล้วรวมอยู่ด้วยหลายคน

แอนนา เปเรซ ชาวฝรั่งเศสวัย 52 ปี ที่อยู่ในเมืองไทยมานานร่วม 10 ปี ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรมโดยแท้จริง เพราะประเทศนี้มีรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดการจลาจลลุกลามใหญ่โตเหมือนครั้งนี้

ในขณะที่นายอลัน นีลสัน ชาวอังกฤษวัย 30 ปีเดินทางมาพร้อมกับภรรยาชาวไทยและลูกสาววัย 5 ขวบ ระบุว่า พวกเขาเดทกันหนแรกที่เซ็นทรัล เวิลด์ ทำให้รู้สึกเศร้าและมารำลึกถึงความหลังเป็นกรณีพิเศษ


รอยเตอร์ระบุว่า หลายคนรวมทั้ง เอียน ออร์บันฟ์ ครูสอบภาษาชาวดัตช์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทยมานานกว่า 20 ปี ใช้รถจักรยานปั่นตระเวนถ่ายภาพเก็บไว้ ด้วยความรู้สึกตะลึงที่ได้เห็นความเสียหายจริงๆ ใหญ่หลวงกว่าที่คิดไว้มาก ออร์บันฟ์ เชื่อว่า หลายคนคงช็อคเหมือนกับตนเอง เพราะความเสียหายที่เห็นด้วยตานั้นมหาศาลกว่าในโทรทัศน์มากและจะติดอยู่ในใจอีกยาวนาน


ทางด้าน นิวยอร์ก ไทม์ส/อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทริบูน นำเสนอรายงานโฟกัสไปที่ความเสียหายเชิงเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างคำกล่าวของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุว่าความเสียหายเชิงเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ประท้วง 2 เดือนเศษครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ราว 1,500 ล้านดอลลาร์ แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยต่อสู้กับปัญหาและฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในอดีต โดยตกต่ำที่สุดระหว่างการยึดสนามบินเมื่อปี 2552 แต่ก็กลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งได้อีกภายในไตรมาสเดียว น่าจะได้รับผลกระทบหนักกว่าทุกๆ ครั้ง ทั้งนี้นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ภาคการท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกจนกว่าจะถึงต้นปี 2554


นิวยอร์กไทม์ส ระบุด้วยว่า ผลกระทบยังมีต่อภาคค้าปลีก ภาคการผลิต และพลังงาน ซึ่งมีตั้งแต่การสูญเสียธุรกิจและโครงสร้างทางธุรกิจเสียหาย การปรับลดปริมาณการผลิตรถยนต์ชั่วคราวของบริษัทรถญี่ปุ่นในไทย และการปรับลดการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่โรงกลั่น ปตท.ใน กทม. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า ผลกระทบดังกล่าวจะหนักและยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองลำดับต่อไปจะเป็นอย่างไร

นายเฟดเดอริค นูมานน์ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า ไทยมีประวัติเรื่องความรุนแรงทางการเมือง แต่หนนี้เป็นครั้งแรกที่การเผชิญหน้าขยายตัวลุกลามและรุนแรงมากจนถึงระดับนี้ อย่างไรก็ตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังดี ไม่มีการเสียสมดุลทางด้านเศรษฐกิจมหภาคให้ต้องเป็นกังวล


"ที่เห็นอยู่เป็นเรื่องของความรู้สึกของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน และยิ่งความไม่แน่นอนอยู่ยาวนานมากเท่าใด ผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น" นายนูมานน์กล่าว พร้อมกับชี้ว่า ทุกฝ่ายจะจับตาแผนปรองดองแห่งชาติอย่างใกล้ชิดว่าได้ผลหรือไม่ หรือจะทำให้ประเทศดิ่งลงสู่ความรุนแรงระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับทรรศนะของนายอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเปลี่ยนสภาพเป็นกองกำลังติดอาวุธ


รายงานของ ซันเดย์ ไทม์ส ฉบับพิเศษประจำวันอาทิตย์ของหนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ส ออฟ ลอนดอน นำเสนอรายงานพิเศษของ ไมเคิล เชอริแดน และเนท เทเยอร์ เปิดเผยถึงการสลายตัวของกองกำลังกลุ่มติดอาวุธของขบวนการเสื้อแดงซึ่งรู้จักกันในชื่อ "คนชุดดำ" ที่สลายตัวกลมกลืนเข้ากับชุมชนต่างๆอีกครั้ง โดยระบุว่า คนเหล่านี้ได้รับความชื่นชมจากชุมชนสลัมคลองเตยว่าเป็นวีรบุรุษและกลายเป็นจุดที่มีการต่อสู้กันหนักที่สุดในวันที่มีการสลายการชุมนุม

คนเหล่านี้ใช้ทั้งวิธีการคุกคาม ปล้นสะดม และยิงสุ่มไปทั่วใจกลางเมืองหลวงในวันที่มีการสลายการชุมนุม สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่ว่าในขบวนการของคนเสื้อแดงมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่จริง


ไทม์ส อ้างการเปิดเผยของคนในชุมชนว่า คนเหล่านี้บอกว่าจะต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเหมือนกับที่คนมุสลิมทำในภาคใต้ ซึ่งหมายถึงการเป็นมือสังหารด้วยวิธีการหลายรูปแบบที่ไม่มีผู้นำ ไม่มีสามารถยับยั้งได้ พร้อมทั้งอ้างความเห็นของนายฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอาไว้ว่า กลุ่มเสื้อแดงกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการต่อต้านด้วยอาวุธแล้ว


ทางด้านแอนดรูว์ ฮิกกินส์ ผู้สื่อข่าววอชิงตัน โพสต์ รายงานไว้ตอนหนึ่งในวันเดียวกันนี้ระบุว่า บรรดาทูตานุทูตต่างประเทศที่เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงของรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วแสดงความคิดเห็น เห็นพ้องในจุดยืนของรัฐบาลต่อผู้ชุมนุม

ทั้งนี้ ระหว่างการแถลงข้อเท็จจริง นายไมเคิลแองเจโล ปีปิน เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ลุกขึ้นสอบถามถึงกรณีการเสียชีวิตของนาย ฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลี ซึ่งได้รับคำชี้แจงจากฝ่ายไทยว่า นายโปเลนกี เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด เอ็ม 79 ขณะถ่ายภาพอยู่เคียงข้างกับทหาร ในขณะที่ทางฝ่ายอิตาลีพยายามหาหลักฐานไปอีกทางว่า นายโปเลนกี เสียชีวิตจากกระสุนไม่ใช่ระเบิด


อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างว่า กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งได้รับการต้อนรับกลับบ้านเยี่ยงวีรบุรุษ ประกาศว่าจะกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้งในเดือนหน้านี้

พท.ป้อง"ม็อบแดง"ออกแถลงการณ์ซัด ศอฉ.ยัดข้อหาก่อการร้าย จวกจัดฉากขนอาวุธใหม่เอี่ยมโชว์ทูต 51 ประเทศ

ที่มา มติชน


น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) อ่านแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ว่า การแถลงการณ์ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ระบุว่า มีการจับอาวุธของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ได้เป็นจำนวนมากนั้น ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของพรรคเพื่อไทย และเป็นไปตามที่พรรคได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ว่า รัฐบาลพยายามหาเหตุสร้างความชอบธรรมให้กับการสั่งการใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงครามร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยพยายามบิดเบือนว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธ และเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งการแถลงการของรัฐบาลนั้นขัดกับข้อเท็จจริง และเหตุผลต่างๆ


1.แกนนำ นปช. ได้พูดบนเวทีคืนก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค. แล้วว่า มีคนรายงานว่าในการประชุมของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)มีการพูดถึงการยัดข้อหา เพื่อเป็นพยายนหลักฐานว่าผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธร้ายแรง และท้ายที่สุดก็เป็นจริงตามที่แกนนำได้พูดบนเวทีและคาดการณ์ไว้

2.ถ้าผู้ชุมนุมมีอาวุธดังกล่าวนั้นจริง ทำไมผู้ชุมนุมไม่ใช้อาวุธนั้นต่อต้านเจ้าหน้าที่ในวันก่อนๆ และในวันที่มีการเข้าสลายการชุมนุม จะปล่อยอาวุธดังกล่าวทิ้งไว้ทำไม แล้วปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามาฆ่าตัวเอง


3. ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการสลายการชุมนุมและจะต้องมีการหาเหตุ หาอาวุธมาปรับปรำผู้ชุมนุมในข้อหาการก่อการร้าย ผู้ชุมนุมจะปล่อยอาวุธเหลือไว้ให้เจ้าหน้าที่ยึดเป็นหลักฐานทำไม


4.ในระหว่างการชุมนุมนั้น แกนนำได้พาสื่อมวลชนไปตรวจสอบอาวุธตามที่ศอฉ.ได้กล่าวหา แต่ก็ปรากฎว่าไม่พบอาวุธแต่อย่างใด


5. ตั้งแต่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. มีผู้เสียชีวิต 85 คน เป็นทหาร และตำรวจ 11 นาย ส่วนอีก 74 รายเป็นประชาชน ซึ่งไม่ปรากฎเลยว่าผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตมีอาวุธ หรือใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่


6.การตรวจค้นอาวุธ กระทำภายหลังการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีสักขีพยายานจากฝ่ายอื่นที่เป็นกลางมาร่วมตรวจสอบ จึงทำให้ผลการตรวจสอบไม่น่าเชื่อถือ


7. มีการตรวจสอบลายนิ้วมือและหาพยานหลักฐานตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่งเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและศอฉ. กำลังพยายามใช้อาวุธที่อ้างว่ายึดมาได้มาสร้างความชอบธรรม และปรักปรำกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่ขัดกับข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ได้กล่าวมานั้น และขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติได้ ความขัดแย้งจะยิ่งบานปลายต่อไปอีกและพรรคเพื่อไทยจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้ความจริงปรากฎ และให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงวันเดียวกันว่า กรณี ศอฉ.ชิญผู้ช่วยทูตทหารและคณะสื่อมวลชนเข้ารับฟังการปฏิบัติการกระชับวงล้อมและนำอาวุธที่ยึดได้จากพื้นที่ชุมนุมมาแถลงข่าวนั้น ถือว่า เป็นการจัดฉากโชว์ปาหี่แสดงอาวุธระดับโลกเหมือนยกงานวันเด็กเพื่อจัดแสดงให้ทูตานุทูต 51 ประเทศพร้อมสื่อต่างประเทศได้เห็น หลังจากที่ใช้อาวุธจริงกับประชาชน แต่วันนี้กลับกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม ซึ่งตนได้คุยกับ พล.อ.ท่านหนึ่งบอกรู้สึกอัปยศกับรัฐบาลและกองทัพ ที่นำอาวุธเหล่านี้มาแถลงข่าว เพราะอาวุธเหล่านี้ใหม่สด มีการเก็บไว้อย่างดี เสมือนพึ่งเอาออกมาจากคลังอาวุธ มีการเช็คถูด้วยน้ำมันเรียบร้อย จึงเสมือนเป็นการแสดงฉากโชว์อาวุธ

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า จึงอยากถามรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่มีการตั้งรางวัลให้กับทหารแต่ละกอง กองร้อยละ 100,000 บาท และหานำศพมาได้ก็จะให้เป็นกองร้อยละ 200,000 บาท แบบนี้เสมือนเป็นการล่าหัว จึงทำให้มีการยืนยันว่า ทหารยิงประชาชนในเขตอภัยทาน ยิงแล้วมีการแย่งศพกลับไปเพราะมีการอัดฉีดเงินกับคนของรัฐบาล เพื่อเอาไปขึ้นรางวัลซึ่งถือว่า เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษย์ชนและตามหลักสากลด้วย

โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นอกจากนี้ที่บอกว่าการปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตน้อยนั้น แต่จริงแล้วยังมีคนสูญหายอีกมาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานและจะนำไปฟ้องศาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ

“หากนายอภิสิทธิ์บอกไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ขอท้าให้นายอภิสิทธิ์ และกองทัพไปสาบานว่า ไม่มีการอัดฉีดและไม่มีการสั่งฆ่าประชาชน 2.ถ้ารัฐบาลและกองทัพไม่ต้องการสร้างหลักฐานเท็จยัดหลักฐานให้ประชาชนเป็นคดีก่อการ้าย หลังการปะทะเมื่อ 10 เม.ย.รัฐบาล ศอฉ.และกองทัพต้องมีความจริงใจในการยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวส์ แต่ปรากฎว่าวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังบอกว่า จะคงประกาศเคอร์ฟิวไว้ ก็เพราะยังเก็บหลักฐานไม่หมดแล้วต้องการปิดปากสื่อมวลชน องค์กรสากลต่างๆ วันนี้นายกฯ กองทัพใช้กฎหมายพิเศษ ใช้กองทัพในการรักษาตำแหน่งของตัวเองต่อไป โดยไม่สนใจเศรษฐกิจและชาวโลก"

นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยพบว่า ประชาชนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่นั้นถูกยิงด้วยสไนเปอร์ แต่วันนี้นายกฯและกองทัพไม่เคยพูดถึงสไนเปอร์ว่า เป็นอย่างไร ตนจึงขอตั้งคำถามว่า ประชาชน 30 รายถูกยิงด้วนสไนเปอร์ ซึ่งถือว่า เป็นอาวุธที่กองทัพใช้ อยู่ในกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ.ตรงนี้ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ จึงขอเรียกร้องว่าหากมีการตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ขอให้มีการตั้งหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงมาตรวจสอบ โดยเฉพาะต้องตรวจอสอบด้วยว่ามีคำสั่งออกมาให้ใช้กองบัญชาการหน่วยรบพิเศษหรือไม่

ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ทุกคนรู้จักแกนนำ นปช.ดีว่าไม่เคยมีประวัติการใช้อาวุธหรือเป็นผู้ก่อการร้าย แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ศอฉ.แถลงอยู่ฝ่ายเดียว ปิดกั้นสื่อทั้งหมด ทำให้ทุกอย่างไม่น่าเชื่อถือและการแถลงการจับกุมอาวุธ หากเป็นอาวุธที่ถูกนำใช้ไปแล้วต้องมีการตรวจลายนิ้วมือ และเขม่าดินปืน ไม่ใช่ออกมาในลักษณะขัดถูกมาอย่างดี แบบนี้ถือเป็นการกล่าวหาข้างเดียว

นายวรวัจน์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิล์ดเกิดภายหลังที่แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และไม่มีภาพของผู้ที่เผา เหตุจูงใจการเผามีเหตุหลายอย่างไม่ใช่การจราจลอย่างเดียว อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลเองหากคาดว่า อาจมีการเผารัฐบาลก็ต้องแจ้งไปยังสถานีรถดับเพลิงในบริเวณใกล้เคียง แต่ปรากฎว่าจากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยกลับไม่มีการขอกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใดซึ่งถือว่าผิดวิสัยได้ จึงอยากรัฐบาลและประชาชนว่าหากวันนี้ไม่มีเรื่องเผาเกิดขึ้น ไม่มีการพบอาวุธจำนวนมาก รัฐบาลจะตอบคำถามเรื่องทหารฆ่าประชาชนอย่างไร เรื่องที่ต้องปกปิดคือต้องเอาเรื่องการอาวุธเรื่องเผามากลบเกลื่อน และขอให้รัฐบาลยุติการกระทำทั้งปวง

พท.ซัด"มาร์ค"สั่งทหารปราบปชช.-ปล่อยโกง ยื่นถอดถอนกับ3รมต. นายกฯให้ขยายเวลาประชุมสภา

ที่มา มติชน

"เพื่อไทย"ยื่นซักฟอก"มาร์ค-5รมต." สุเทพ-ชวรัตน์-โสภณ-กรณ์-กษิต ให้วุฒิสภาถอดถอน4 "คลัง-บัวแก้ว"รอด ชง"เฉลิม"นั่งนายกฯ ญัตติซัดละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ปล่อยให้มีการทุจริต มาตรฐานจริยธรรม-คุณธรรมต่ำ

พท.ยื่นซักฟอก"มาร์ค-5รมต."


พรรคเพื่อไทย(พท.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมกันนี้ได้ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ นายชวรัตน์ และนายโสภณ

ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน นายวิชาญ มีชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี รวม 4 คน ซึ่งนายประสพสุข รับปากว่า จะรีบไปดำเนินการตรวจสอบรายชื่อตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป

ต่อมาเวลา 13.20 น. นายวิทยา พร้อมคณะเข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 6 คน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกเป็น 2 ญัตติๆ แรกขอเปิดอภิปรายฯนายกรัฐมนตรี ส่วนญัตติที่ 2 ขอเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรี 5 คน และในท้ายญัตติได้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พท.เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป


"ชัย"เล็งใช้มาตรฐานสมัย"สมัคร"


นายชัย กล่าวว่า ภายใน 7 วันจะตรวจสอบความถูกต้องของญัตติก่อนจะส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณากำหนดวันอภิปรายที่เหมาะสม เนื่องจากการเปิดสมัยประชุมวิสามัญครั้งนี้ เป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554โดยเฉพาะ แต่หากรัฐบาลยอมขยายเวลา ก็อาจใช้มาตรฐานเดียวกันกับสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายค้านเคยเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี และเห็นว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องการที่จะใช้เวทีสภาในการแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์

ทั้งนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามที่รัฐบาลเสนอเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งนายชัย ได้นัดประชุมในวันที่ 26-27 พฤษภาคมนี้


ฝ่ายค้านขอก่อนพิจารณางบฯ


นายวิทยา กล่าวว่า เหตุที่ไม่ยื่นถอดถอนนายกรณ์ และนายกษิต เพราะจากการประสานงานรายละเอียดพบในเรื่องความผิดพลาดในการบริหาร อีกทั้งหลักฐานซึ่งนำไปสู่การถอดถอนไม่เพียงพอ ส่วนสาเหตุที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พท.ได้ติดตามการปฏิบัติหน้าที่และการทำงานรัฐบาลมาตลอด และมีความจำเป็นต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอน ดังนั้นในการประชุมสภาสมัยวิสามัญที่หลายฝ่ายคาดว่า จะเป็นการพิจารณางบประมาณปี 2554 นั้น พรรคฝ่ายค้านได้ประสานงานกันโดยตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการเรื่องงบประมาณดังกล่าวมีความน่าแปลกใจที่ดำเนินการเร็วกว่ากำหนดถึง 1 เดือน แสดงถึงเจตนาของรัฐบาลที่ตั้งใจเอื้อประโยชน์ ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจึงมีความตั้งใจอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนเรื่องงบประมาณ

นายวิทยา กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมไม่ได้เกิดแต่เฉพาะผู้ประกอบการ หรืออาคารทรัพย์สินอย่างเดียว แต่เกิดต่อจิตใจของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะกรณีผู้เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ได้พูดถึงเลย ฝ่ายค้านจึงต้องการทำหน้าที่อภิปรายเสียก่อนจะมีการดำเนินการเรื่องงบ เพราะวันนี้แม้จะมีงบมากเพียงใด แต่ถ้าไม่แก้เรื่องความขัดแย้งก่อนก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย


อ้างหวังตีแผ่ความจริงลุยม็อบ


"ที่ไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่สมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในตอนนั้นล่อแหลมมาก ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ถ้าฝ่ายค้านยื่นเสียแต่วันนั้นแล้วเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เท่ากับว่าฝ่ายค้านประทับตราความชอบธรรมให้รัฐบาลทันทีและเท่ากับผู้ชุมนุมทำผิด แต่ในครั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับไปแล้วจึงจำเป็นต้องสะท้อนการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมา สถานการณ์จึงต่างกัน"นายวิทยา กล่าว

เมื่อถามว่า แสดงว่าครั้งนี้มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองจะเทเสียงให้ในการลงมติ นายวิทยากล่าวว่า ความจริงฝ่ายค้านต้องการอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้หวังอะไรจากพรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่หวังจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ต้องการให้เห็นความจริง เห็นความผิดพลาดการบริหารโดยรัฐบาล


ซัดรมต.บริหารงานผิดพลาด


"ส.ส.ฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นถอดถอน 159 คน และเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 184 คน โดยผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดนั้น เนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย, นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย, นายโสภณ บริหาราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น

นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนนายกรณ์ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังและการงบประมาณประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติปี 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ส่วนนายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


นายกฯละเมิดสิทธิฯร้ายแรง


สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขาดความรู้ความสามารถ มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ มีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทำการปราบปรามประชาชนหลายครั้ง เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายของประชาชนจำนวนมาก


กระทำการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย กลั่นแกล้งประชาชนผู้สุจริตไม่ให้ทำธุรกรรมในสถาบันทางการเงินและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมต่ำ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไร้วินัยการเงินการคลัง

"หากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ "ญัตติระบุ

"มาร์ค"หนุนยืดสมัยวิสามัญ

ด้านนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าก่อน พท.ยื่นญัตติว่า เบื้องต้นคงต้องดูก่อนว่า มีการยื่นญัตติหรือไม่ ถ้ามีการยื่น ประธานสภา จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบญัตติ ถ้าส่งเรื่องมา รัฐบาลก็ดำเนินการตามกระบวนการ
"ต้องดูว่าเขายื่นมา แล้วท่านประธานสภาตรวจสอบแล้วว่าอย่างไร แต่ใจผมคิดว่า ถ้าจำเป็นต้องขยายสมัยประชุมวิสามัญก็สามารถทำได้"นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านเป็นการดำเนินการคู่ขนานระหว่างเกมในสภากับเกมใต้ดินหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้ามีการยื่นอภิปราย ก็อยากให้ทุกอย่างกลับมาในสภา อย่าเอาสภาเป็นเครื่องมือไปใช้ในการทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใต้ดินคู่ขนาน หรือเกิดความวุ่นวายอีก

นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงแผนสร้างความปรองดอง (โรดแมป) ว่า ได้คุยแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบ้างแล้ว และทราบว่าพรรคร่วมจะมีการพบปะกัน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้พูดบทบาทที่ต้องช่วยกันทำตามโรดแมปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนโรดแมปบางส่วน โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและการมีส่วนร่วมมากขึ้น


ปชป.ให้พท.อธิบายตัวเอง


นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้า ปชป. กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า ปกติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องเป็นการที่ฝ่ายค้านฟอกรัฐบาล แต่ในครั้งนี้เป็นการเอารัฐสภาเป็นที่ฟอกตัวเองให้พ้นผิดจากเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งการซักฟอกเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. แกนนำคนเสื้อแดง เป็นหัวหอกในการอภิปราย ถ้าเป็นเช่นนั้น พท.ควรเปลี่ยนชื่อคนที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี จากร.ต.อ.เฉลิมเป็นนายจตุพร แทน

ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก ปชก.ว่า พท.มีบทบาทที่ต้องตอบคำถาม คือ 1.การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุใดจึงปฏิเสธการยื่นในช่วงสมัยสามัญทั่วไป ทั้งที่รัฐบาลก็ตอบรับ และจะบรรจุเข้าระเบียบวาระ เพราะหากยื่นอภิปรายก่อนหน้านี้อาจเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ 2.พท.มีบทบาทอย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มกองกำลัง บทบาทการสนับสนุน รู้เห็นการสั่งการ ดังนั้น พท.ควรใช้โอกาสนี้อภิปรายบทบาทของตัวเองเพื่อตอบคำถามแก่สังคมด้วย

กก.ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ชี้วิกฤตฝั่งลึก ปชช.ได้รับข้อมูลด้านเดียว

ที่มา มติชน


เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภานัดแรก โดยที่ประชุมมีมติเลือกนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธานคณะกรรมการ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา เป็นรองประธานคนที่ 1 นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรองประธานคนที่ 2 พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นรองประธานคนที่ 3 นายไชยา ยิ้มวิไล ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นโฆษก นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี เป็นรองโฆษก นายมนตรี รูปสุวรรณ ที่ปรึกษาด้านการเมือง การปกครอง และการบริหารจัดการ วุฒิสภา เป็นเลขานุการ

จากนั้นได้เปิดให้กรรมการเสนอความเห็นเกี่ยวกับกรอบการทำงาน โดยกรรมการฯมีมติว่า กรอบการทำงานให้มุ่งการมองไปข้างหน้ามีเป้าหมายเพื่อความสามัคคีและสันติสุข ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม เปิดให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้และให้ข้อมูลสู่สาธารณะ เนื่องจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนต่างฝ่ายต่างได้รับข้อมูลด้านเดียวของฝ่ายตนเอง ทำให้เชื่อว่าฝ่ายตนเองถูก อีกฝ่ายเลว เป็นอมนุษย์ สร้างความเกลียดชังถึงขั้นสนับสนุนให้ฆ่ากันได้ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ทั้งนี้จะไม่ตัดสินว่าใครผิดหรือถูกแต่จะเสนออย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้คณะกรรมการฯมีมีติการประชุมทุกวันจันทร์ เวลา 09.30 น. ส่วนกรอบการทำงานเบื้องต้นให้ศึกษาให้เสร็จภายใน 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน เพราะสถานการณ์ยังร้อน คณะกรรมการจะได้มีข้อเสนอที่ช่วยระงับความสูญเสีย นอกจากนี้ยังมีมติให้ทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุม ข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆและความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากหน่วยงานทั้งฝ่ายรัฐ เอกชน สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการบางส่วนยังมีข้อเสนอเบื้องต้นที่ทำได้ทันที อาทิ นางรสสุคนธ์ ภูริเดช ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมการ เสนอว่า สื่อควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะวันนี้สื่อทุกแขนงเสนอแต่อาคารไหม้ แต่ไม่เสนอฝ่ายประชาชนที่เสียชีวิตซึ่งรัฐบาลต้องดูแล รวมถึงขอความร่วมมือรายการเล่าข่าวไม่ให้ทับถมผู้เสียชีวิต และกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ส่วนนายวิชาญ เสนอให้สื่อทุกแขนงช่วยระงับการเสนอภาพและข่าวที่จะนำไปสู่การตอกย้ำแบบแพ้หรือชนะของกลุ่มใด ขณะที่พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี กล่าวว่า ขอฝากไปยังตำรวจ ขอให้เข้มงวดดำเนินการกับโจรผู้ร้ายที่ซ้ำเติมวิกฤตของชาติ เพราะสังคมมองว่า ตำรวจเป็นมะเขือเทศ มะเขือเผา ส่วนนักการเมืองก็ต้องเอาประเทศเป็นที่ตั้ง อย่าทำให้เกิดมาตรการรุนแรงอีกต่อไป สำหรับสื่อ ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าว อย่าเสนอสิ่งที่ซ้ำเติมประเทศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการฯยังมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุดคือชุดละ 12 คน 1.คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางปรองดองและสมานฉันท์ มีนายโคทม เป็นประธานอนุกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองตามข้อเสนอของนายกฯและข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ 2.คณะอนุกรรมการติดตามเยียวยาฟื้นฟูและบังคับใช้กฎหมาย มีพล.อ.เอกชัย เป็นประธานอนุกรรมการ มีเป้าหมายเยียวยาทั้งกายภาพ และจิตใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และรัฐจะต้องยึดหลักนิติธรรม เมตตาต่อกัน เพราะประชาชนทุกสีล้วนเป็นคนไทย 3.คณะอนุกรรมการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง มีนายวิชาญ เป็นประธานอนุกรรมการ มีเป้าหมายเพื่อให้ไม่มีคนล้มเจ็บตายเพิ่มอีก โดยประธานคณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะจะทาบทามบุคคลมาเป็นอนุกรรมการและเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อแต่งตั้งในการประชุมครั้งถัดไป

'ทักษิณ' รับไปเมืองคานส์ อ้างทั่วโลกเห็นใจนปช.

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_84936

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

"พ.ต.ท.ทักษิณ" ทวิตยอมรับไปเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส อ้างทั่วโลกเห็นใจเสื้อแดง อย่าหมดกำลังใจ เปรียบการต่อสู้เหมือนหนังอวตาร อาวุธพื้นบ้านสู้กับอาวุธทันสมัย...

เมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านทวิตเตอร์ยอมรับว่า เดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังระบุว่า “พี่น้องที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่าเพิ่งหมดกำลังใจครับ ทั่วโลกเขาเห็นใจและเป็นกำลังใจกันมาก เขาบอกว่า they ask for ballots but they got bullets.”

ขณะเดียวกัน อดีตนายกฯยังแนะนำให้คนเสื้อแดงดูภาพยนตร์เรื่อง "อวตาร" โดยเปรียบเทียบว่า สะท้อนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกับทหาร ระหว่างการใช้อาวุธพื้นบ้านกับอาวุธทันสมัย

ทั้งนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 พ.ค.) มีการเผยแพร่ภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอ้างว่ามีผู้ถ่ายไว้ขณะเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ประจำปีนี้ แล้วนำมาเผยแพร่ตามเว็บไซต์เครือข่ายสังคม และเว็บบอร์ดต่างๆ จนได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง

เพื่อไทยยื่นถอดถอน 4 รมต.ก่อนซักฟอกมาร์ค

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_85056

นายวิทยา บุรณศิริ

180 ส.ส.พท.ยื่นถอดถอน "มาร์ค -เทือก-ชวรัตน์-โสภณ" นำร่องศึกซักฟอก วอนรัฐบาลขอเปิดอภิปรายก่อนพิจารณางบประมาณ อ้างทำตามระบอบประชาธิปไตย ไม่หวังเป็นรัฐบาล-"เหลิม" ไม่หวังเป็นนายกฯ..

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ที่รัฐสภา คณะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้นำรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 159 คน เข้ายื่นต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 และเข้าพบนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 180 คน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คน โดยอีก 2 รัฐมนตรีที่ยื่นเพียงการอภิปรายแต่ไม่ได้ยื่นถอดถอนคือนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เนื่องจากมีความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลักฐานไม่เพียงพอที่จะยื่นถอดถอนได้

นายวิทยากล่าวว่า สำหรับข้อหารัฐมนตรีที่ยื่นอภิปราย 1. นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผู้กำกับ ควบคุม ดูแลตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งกระทรวงคมนาคมที่มีนายโสภณ เป็นรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้กระทำการอันมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยร่วมกันกระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาของรัฐที่เป็น เอกชนให้ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ที่ต้องสูญเสียเงินของแผ่นดินไปจำนวนมาก จากการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และกรณีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 กระทำให้รัฐและหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย

2. นายสุเทพ คือ การปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนนายกฯ และในตำแหน่งหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ไม่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย 3. นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 4. นายโสภณ บริหารราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในทางทรัพย์สิน และประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รู้เห็นเป็นใจ หรือยินยอมให้พวกพ้อง หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายนายวิทยา กล่าวว่า

5. นายกรณ์ ดำเนินนโยบายด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณของประเทศผิดพลาด บกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดิน 2552-2554 แผนนิติบัญญัติ 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะจนขณะนี้มีหนี้สูงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความจำเป็นในการใช้จ่ายภายในประเทศและภาระหนี้สาธารณะที่มีอยู่ อีกทั้งยังนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบาย เพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ 6. นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตา ประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลาย มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่ได้แถลงไว้ บริหารราชการไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน

นายวิทยา ยังกล่าวถึงการพิจารณา พ.ร.บ.ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 เป็นที่น่าสังเกตว่าน่าแปลกใจที่มีการจัดสรรไวกว่ากำหนด ทำให้ไม่สบายและเห็นว่ารัฐบาลมีเจตนาจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ข้อเท็จจริงเราตั้งใจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนที่จะมีการพิจารณางบประมาณ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลพยายามให้สภาฯ ผ่านร่างงบประมาณไปก่อน ซึ่งแทนที่จะห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุม ซึ่งคงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ หรือบ้านอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่อยู่ในบริเวณการชุมนุม แต่จะเกิดกับจิตใจกับผู้ที่สูญเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย ซึ่งก็น่าจะให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนที่จะพิจารณางบประมาณ ซึ่งถือเป็นเรื่องรอง เพราะแม้ว่าจะมีงบประมาณมากเพียงใด แต่ความขัดแย้งยังเกิดขึ้นในประเทศ และรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ คิดว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร

เมื่อถามว่าเหตุใดไม่ยื่นอภิปรายในสมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา นายวิทยา กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลขณะนี้ถือว่าล่อแหลมมาก เพราะอยู่ระหว่างที่รัฐกำลังใช้อำนาจ และมีผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53 หากรัฐบาลยอมรับและฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงนั้น เสียงรัฐบาลมีมากกว่า เท่ากับว่าได้ประทับตราความถูกต้องชอบธรรมให้นายอภิสิทธิ์ เท่ากับว่าประชาชนที่มาชุมนุมกระทำไม่ถูกต้อง แต่รัฐบาลได้รับความชอบธรรม คือ สภาฯ ลงมติเห็นชอบหรือให้ผ่านในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะนี้เราเห็นการกระทำของรัฐบาลที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างไร ซึ่งมีความบอบช้ำ บาดแผลที่หลายฝ่ายไม่ได้ออกมาตีแผ่ ทุกวันนี้ก็ทราบข้อมูลด้านเดียว ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะบอกข้อเท็จจริงให้กับประชาชนว่าเกิด อะไรขึ้นกับผู้ชุมนุมว่ารัฐใช้อำนาจและเกิดความผิดพลาดอย่างไร ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากตอนนั้น

"การอภิปรายครั้งนี้ เราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับมือสนับสนุนจากเสียงของพรรค ร่วมรัฐบาล และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนก็ไม่ได้หวังเป็นนายกฯ แต่ทำตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายค้านเพียงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาลว่า เกิดอะไรขึ้นในอนาคตของประเทศต่อไปอย่างไร" นายวิทยา กล่าว.

ถ้าไม่ยุบ-ไม่ออก

ที่มา ข่าวสด


ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ในนาทีนี้ ไม่มีใครรู้สึกสบายอกสบายใจ เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดความสงบขึ้นในบ้านเมือง ภายหลังรัฐบาลตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารจัดการกับม็อบราชประสงค์จนราบคาบ

*ทุกคนรู้ดีว่า ชัยชนะของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ค. จะนำไปสู่ความรุนแรงที่น่ากลัวกว่า!*

คราวนี้แหละ สิ่งที่ศอฉ.โหมประโคมมาตลอด เรื่องผู้ก่อการร้าย โดยไม่มีใครเคยเห็นเลยนั้น

ทีนี้อาจจะได้เห็นกันจริงๆแล้ว

ก่อการร้ายรับมือยากเย็นขนาดไหน ก็ 3 จังหวัดใต้นั่นไง

แล้วจะได้รู้กันว่า ระหว่างการยอมยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นทางออกประชาธิปไตย กับการใช้อำนาจกองทัพจัดการกับผู้ชุมนุมนั้น

อะไรคุ้มกว่ากัน!!

สำคัญที่สุดเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนหนนี้มีชาวบ้านสังเวยชีวิตกว่า 80 ศพ

อันเป็นความตายในทางการเมืองที่มากมายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

*แล้วส่วนใหญ่ ไม่น่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย*

เห็นได้จากภาพข่าว คลิปว่อนตามเน็ต คนตายมักโดนส่องด้วยหน่วยสไนเปอร์

ตายขณะเคลื่อนไหวในแนวบังเกอร์ยางรถยนต์ โดยอาวุธในมือ คือ ระเบิดขวด ระเบิดเพลิง หนังสติ๊ก ปืนสั้น!

เมื่อรัฐบาลเลือกหนทางใช้รถหุ้มเกราะบุกเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ทำให้ต้องยอมสลายตัวด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความคับแค้น

รู้สึกถูกข่มเหงรังแก เพราะรัฐบาลไม่ใช้วิถีเจรจา แต่ใช้กำลังอำนาจรัฐอันใหญ่โต ใช้กองทหารที่มีความเหนือกว่าผู้ชุมนุมทุกประการ

**ส่วนอาวุธร้ายแรงของม็อบ เราได้เห็นจากการตรวจค้นภายหลัง จะเชื่อได้สนิทใจหรือ!?**

แล้วจนบัดนี้ญาติพี่น้องของเขาที่ล้มตายไปกว่า 80 ศพ ไม่มีท่าทีความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจ

เมื่อม็อบจบแบบนี้ ทุกคนย่อมรู้ดีว่า เตรียมรับมือกับก่อการร้ายของจริงในทั่วประเทศได้เลย

ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ ไม่แสดงท่าทีทางการเมือง เช่นยุบสภา หรือลาออก

*เพื่อรับผิดชอบต่อความตายของพลเมืองภายใต้การปกครองของนายกฯ*

ซึ่งก็เห็นห่วงกันแต่ตึก แต่ไม่นึกถึงชีวิตคนตาย

ถามหน่วยความมั่นคงดูเองก็ได้

นายกฯและคนในรัฐบาลนี้จะเดินเหินไปไหนคงยากลำบากน่าห่วงใยเต็มที!

วิถี ความเป็นธรรม สำหรับ 6 ชีวิตที่ถูก "ยิง" ณ วัดปทุมวนาราม

ที่มา ข่าวสด


มี"คำถาม" ปรากฏขึ้นมากมายต่อกรณี 6 ศพอันถูกสาดกระสุนเข้าใส่ ณ วัดปทุมวนาราม

แม้ทั้ง พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รองเสนาธิการทหารบก และ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ. จะออกมาปฏิเสธว่า

"ทหาร" ไม่เกี่ยว

แม้ น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ จะ "ยืนยันว่าช่วงเหตุการณ์และมีผู้เสียชีวิตพื้นที่อยู่ภายใต้การควบ คุมของผู้ชุมนุม เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าใกล้อาณาเขตใกล้เคียง เป็นไปไม่ได้ที่ทางการจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่วัด"

แม้การเข้าไปภายในวัดของเจ้าหน้าที่ทหารในวันที่ 21 พฤษภาคม จะพบอาวุธจำนวนมากมาย และสามารถจับกุมนปช.บางคนซึ่งหลบซ่อนอยู่ภายในวัด

แต่นั่นก็มิได้ให้ "คำตอบ" ว่า 6 ชีวิตที่อยู่ในวัดสูญเสียจากฝีมือของผู้ใด

มีความพยายามจากซีกของทหาร มีความพยายามจากซีกของรัฐบาล มีความพยายามจากซีกของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นฝีมือของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย

คำถามก็คือ เมื่อเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่ายแล้วเหตุใดถึงสาดกระสุนเข้าใส่ "ประชาชน"

บางทีผลการชันสูตรของสถาบันนิติเวช สำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจเป็นคำตอบ 1

"ทั้งหมดถูกกระสุนปืนความเร็วสูงเข้าบริเวณด้านหลังและด้านข้างทั้งสิ้น โดยส่วนใหญ่ถูกทำลาย ปอด ตับ หัวใจ

"และ 2 ใน 6 เจอกระสุนบริเวณศีรษะ

"เนื่องจากแพทย์ไม่พบหัวกระสุนที่อยู่ในศพจึงต้องเรียนกับพนักงานสอบสวนเพื่อตรวจสอบบริเวณที่เกิดเหตุอีกครั้งเพื่อหาพยานอื่นมาประกอบ โดยเฉพาะหัวกระสุนที่อาจทะลุศพตกยังที่เกิดเหตุ"

น่าสนใจก็ตรงที่ลักษณะศพเหมือนกับที่เกิดขึ้นกับ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ "เสธ.แดง"

นี่ย่อมเป็นฝีมืออันแม่นยำอย่างยิ่งของ "สไนเปอร์"

เพียงแต่เป้ามิใช่ "เสธ.แดง" หากแต่เป็นประชาชนและพยาบาลอาสาเท่านั้น

มีความสนใจน้อยเป็นอย่างยิ่งจาก "สื่อ" กระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นโทรทัศน์

อาจเป็นเพราะคนตายมีความใกล้ชิดกับ "เสื้อแดง"

นี่ย่อมเป็นผลจากการโหมประโคมของสื่อโทรทัศน์โดยนักพูดทั้งหลายในการโจมตีสาดสีว่าด้วย "ก่อการร้าย" และขบวนการ "ล้มสถาบัน" เข้าใส่อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบเป็นกระบวนการ

เมื่อคนตายเป็น "เสื้อแดง" เสียแล้ว จึงเห็นว่าไม่น่าจะต้องไปค้นหา "ความจริง"

ความสนใจด้านหลักจึงมีอาคารหรูซึ่งถูกเผา และความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่าชีวิตของ "เสื้อแดง" อันเข้าข่ายเป็น "ผู้ก่อการร้าย"

มูลค่าของ "ตึก" จึงอยู่เหนือกว่า "ศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์" ด้วยประการฉะนี้

ประเด็นอยู่ที่ว่า ความเข้าใจของ "เสื้อแดง" ในวัดปทุมวนารามจำนวนหลายพันคน กับความเข้าใจของกลุ่มคนที่เกลียด "เสื้อแดง" ต่อการตายของ 6 ชีวิต มีความแตกต่างกัน

ความเข้าใจที่แตกต่างกันเช่นนี้เองคือรากเหง้าของความขัดแย้งแตกแยกที่ยังดำรงอยู่

ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะเพรียกหาความเป็นธรรมจากซีกของรัฐบาล จากซีกของศอฉ.

การตายของ 6 ชีวิตที่วัดปทุมวนารามจึงยังเป็นความลับอันดำมืดที่ทั้งฝ่ายทหารและฝ่ายรัฐบาลต่างปฏิเสธความรับผิดชอบ

เป็นการปฏิเสธทั้งที่ฝ่ายทหารและรัฐบาลคือผู้รับผิดชอบในปฏิบัติการวันที่ 19 พฤษภาคม

ฤาจะเป็นบรรทัดฐาน

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

"เป็นความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการชม"

ท่ามกลางยุทธการ "ชิงกระแส" ที่แต่ละฝ่าย "ปล่อยของ" ใส่กัน

ฝั่งหนึ่งฝ่ายถืออำนาจรัฐ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำทีมแถลงโชว์คณะทูตนานาประเทศ ให้รับรู้ กันทั่วโลก

ในฉาก "คลังแสงย่อยๆ" ที่เต็มไปด้วยกองระเบิด ปืน กระสุน อาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิดจำนวนมากมายก่ายกองที่ยึดได้ หลังเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์เวทีชุมนุมแยกราชประสงค์ของกลุ่ม นปช. ว่ากันถึงขนาดยืนยัน "คาร์บอมบ์" ของจริงพร้อมใช้ประทับภาพ "ก่อการร้าย" กองทัพเสื้อแดง

ขณะที่อีกฝั่ง ฝ่าย "จำเลยสังคม" โดยการแก้ต่างของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงพร้อมโชว์ภาพถ่าย อ้างมีคลิปวีดิโอที่ได้จากผู้ชุมนุมเป็นช็อตทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ยิงใส่ประชาชนในวัดปทุมวนาราม จนเสียชีวิต 6 ศพ

ทั้งๆที่เป็นเขตอภัยทาน

ถึงขั้นออกแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทย ผ่านทางนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ตอบโต้การแถลงการณ์ของรัฐบาลที่ระบุว่ามีการจับอาวุธของกลุ่ม นปช. ได้เป็นจำนวนมาก ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เป็นไปตามที่พรรคได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

รัฐบาลพยายามหาเหตุสร้างความชอบธรรมให้กับการสั่งการใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงคราม ร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยพยายามบิดเบือนว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธ และเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งการแถลงการของรัฐบาลนั้นขัดกับข้อเท็จจริง

ซัดรัฐบาล "จัดฉาก" ใส่ร้ายคนเสื้อแดง

พรรคเพื่อไทยย้อนศรขู่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ ศอฉ.เตรียมสู้คดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ กรณีมีคนตายเป็นจำนวนมากจากการปราบกลุ่มผู้ชุมนุม นปช.

เบิ้ลกันไป ซัดกันมา แล้วแต่วิจารณญาณ ผู้ชมทางบ้านจะเลือกเชื่อใคร

ที่แน่ๆโดยการชิงจังหวะเล่นเร็ว อาศัยช่วงชุลมุน

จับทางจากคิวที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ รีบโยนหินตั้งแต่ควันไฟเผาเมืองยังโขมง เสนอกำหนดยุบสภาภายใน 4 เดือน แล้วก็โดนลูกหาบประชาธิปัตย์ด้วยกัน ออกมา "ตีปาก" นายกอร์ปศักดิ์พูดเองเออเองอยู่คนเดียว

ทั้งๆที่สถานการณ์กำลังเข้าทาง สมควรที่นายกฯอภิสิทธิ์จะลากยาวบนเก้าอี้ต่อไป

ประชาธิปัตย์ชงเองกินเอง แล้วก็เป็นคนนอกพรรคยี่ห้อ "บิ๊กเติ้ง" นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา รีบออกมารับมุก รัฐบาลต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยังไงก็ไม่ทันวันที่ 14 พฤศจิกายน

อาศัยเหลี่ยมเซียน พลิกจังหวะตื๊ออยู่ยาวกันเนียนๆ

เอาเป็นว่า ยังไม่พูดถึง "ช็อตล้มกระดาน" ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์

"อภิสิทธิ์" จะต่อเวลาไปได้อีกกี่อึดใจ

ก่อนอื่นเลยกับคำถาม รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรกับชีวิต ของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ในฐานะผู้นำรัฐบาลพลเรือนที่มีอำนาจสั่งการทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนฝ่ายต่อต้าน จนมีผู้เสียชีวิตที่นับจำนวนได้ไต่ขึ้นเกือบหลักร้อย ผู้บาดเจ็บที่เกินหลักพัน

"อภิสิทธิ์" มีแค่คำว่า "เสียใจ"

และโดยมาตรฐานนี้ มันจะเป็นบรรทัดฐานต่อไป ฝ่ายถืออำนาจในวันข้างหน้าจะถือเอาเป็นแบบฉบับในการปฏิบัติกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาล

ที่แน่ๆในสถานการณ์เกมอำนาจประเทศไทย แนวโน้มหลังเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ โดยกระแสและบาดแผลในหัวใจของฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกผลักไสให้รวมตัวเกาะกันแน่นในภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่โซนแดงในจังหวัดภาคกลาง และกรุงเทพฯเขตรอบนอก

โอกาสสูงที่พรรคเพื่อไทยจะพลิกกลับมาเป็นฝ่ายครองอำนาจ

แล้วตามวัฏจักร ก็จะเป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่แท็กทีมกับคนเสื้อเหลืองกลับไปเป็นฝ่ายจัดม็อบไล่ล้มล้างขุมข่ายอำนาจนายใหญ่

ถ้าปราบม็อบแล้วคนตายไต่ขึ้นหลักร้อย โดยที่ผู้นำยังนิ่งอยู่ได้ รัฐบาลยังตื๊ออยู่ต่อไปด้วยข้ออ้างถ้ายุบสภาหรือลาออก จะทำให้พวกป่วนเมืองลอยนวล

มุกนี้ พวกจ้องใช้กำลังเข้าปราบยิ้มมุมปากเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

เหตุเกิดที่วัดปทุมวนาราม

ที่มา ไทยรัฐ


บรรทัดนี้ขอแสดงความเสียใจและไว้อาลัยกับ ผู้เสียชีวิต อันเนื่องมาจากเหตุการสลายการชุมนุมที่แยกราชประสงค์ประวัติศาสตร์ การเมืองเลือด 19 พฤษภาคม จะถูกบันทึกไว้ในลักษณะไหนก็ตาม ผู้สูญเสีย

จะถูกเรียกขานว่าผู้ก่อการร้ายหรือวีรบุรุษก็ตาม และนับตั้งแต่นี้ไปความแตกแยกในประเทศจะลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง บ้านป่าเมืองเถื่อนหรือไม่ก็ตาม แต่ความเป็นชาติไทยและการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์คนไทยจบสิ้นลงแล้ว จากปากคำของเจ้าหน้าที่อาสาพยาบาล ร่วมด้วยช่วยกันโดยอ้างอิงจากการบอกเล่าเรื่องราววิปโยคของเจ้าหน้าที่ชื่อเก่ง ผ่านหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจหน้า 8 ประจำวันศุกร์ที่ 21 พ.ค.2553 ขณะปฏิบัติหน้าที่อยู่บริเวณวัดปทุมวนาราม

"พวกผมคิดว่าเขตอภัยทานคือพื้นที่ปลอดภัยมากที่สุด" "ความจริงแล้วเพื่อนผมน้องเล็กศพที่ 6 ไม่น่าจะเสียชีวิตถ้ามีคนมาช่วยได้ทัน ไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนกล้าเข้ามาช่วยเพราะขนาดพวกผมเห็นคนโดนยิง จะออกไปลากผู้บาดเจ็บเข้ามาในวัดก็ถูกกราดยิงลงมาหมด"

"ผู้บาดเจ็บ 6 รายในวัดทรมานมาก ลุงคนหนึ่งโดนยิงอกทะลุหลัง เป็นรูใหญ่มาก ต้องเอาไม้ช่วยกันดามหลังไม่ให้กระดูกขยับ เจ้าหน้าที่ไม่มีใครนำคนเจ็บไปส่งโรงพยาบาลได้ ช่วยกันทำทุกอย่างให้น้ำเกลือ ให้เลือด จาก 6 โมงเย็นจน 5 ทุ่มกว่ามีรถพยาบาลเข้ามา แต่ก็มีคนเจ็บโดนยิงที่สะโพกไม่ยอมออกไปเพราะกลัวทหารยิงมาก" "ผมไม่ได้ใส่ร้ายทหาร ผมว่าศพเยอะมากๆ ผมสงสัยทำไมทหารต้องเอาศพคนตายไป ผมเห็นกับตา เข้าไปโดนยิงแล้วทหารเอาเชือกผูกแล้วลากออกไป ทำไมรัฐบาลเป็นแบบนี้ ผม ชาวบ้านหลายคนเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง ในช่วงเช้าที่สลายการชุมนุมเฉพาะศพที่ลากขึ้นรถไปน่าจะ 4 ศพ วันที่ 10 เม.ย.ผมว่าหนักแล้วน่าจะยุติ วันที่ 19 พ.ค.หนักกว่าเยอะ"

"ผมคิดว่าป้ายตัวใหญ่เขตอภัยทานหน้าวัดจะปลอดภัยที่สุดแล้วแต่ไม่ใช่"

และวันที่ 21 พ.ค.เข้าเคลียร์พื้นที่เซ็นทรัลเวิลด์บางส่วน พบศพอีก 9 ศพ ตามคำบอกเล่าของผู้อยู่ในเหตุการณ์ หลังแกนนำเสื้อแดงเข้ามอบตัวเกิดความชุลมุนวุ่นวาย มีคนเสื้อแดง จำนวนนับร้อย หนีเข้าไปหลบในตึกเซ็นทรัลเวิลด์ ต่อมามีเสียงปืน มีการจุดไฟ มีเสียงกรีดร้อง

ใครคือชายชุดดำที่เผาทั้งช่อง 3 เผาเซ็นทรัลเวิลด์ กราดยิงใส่ประชาชน

ทั้งๆที่รู้ว่าคนที่อยู่ในเหตุการณ์ก็คือประชาชนเสื้อแดงที่มาร่วมชุมนุมมือเปล่าทั้งนั้นคงไม่ทำกันเอง สลดกับมาตรฐานความเป็นมนุษย์ในสังคมไทย สลดกับท่าทีรัฐบาล สลดกับการวิตกกังวลต่อการสูญเสียวัตถุผลประโยชน์มากกว่าชีวิตเพื่อนมนุษย์ สลดต่อสันดานของนักการเมืองที่แอบอ้างชาวบ้านเป็นตัวประกันได้ทุกสถานการณ์ และสลดต่อการปล้นอำนาจในระบอบประชาธิปไตยครั้งแล้วครั้งเล่า

มาตรฐานของประเทศไทยอยู่ที่ปลายกระบอกปืนว่าจะชี้ไปทางไหน.

หมัดเหล็ก