ที่มา บางกอกทูเดย์ สังคมไทยในวินาทีนี้ คงยังต้องบอกว่า ยังตกอยู่ในบรรยากาศของการหวาดระแวงกันอยู่ไม่จบสิ้น ทั้งๆที่ หลังสลายการชุมนุมแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่ต้องขอย้ำและขอเรียกร้อง ก็คือการเร่งสร้าง “ความปรองดอง” ในทุกวิถีทาง แต่สิ่งที่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในขณะนี้ แต่ละฝ่ายยังคงตั้งการ์ดระแวง จนกระทบต่อบรรยากาศความปรองดอง รัฐบาลยังคงไม่คิดที่จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แถมยังคงมีการประกาศต่อเวลาการบังคับใช้เคอร์ฟิว ออกไปเป็นช่วงๆ สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเองก็ยังมีความกังวลใจอยู่ลึกว่า จริงแล้ว เรื่องนี้ จบหรือไม่จบกันแน่ ขณะเดียวกัน ศอฉ. เอง ก็ได้มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาเป็นระยะๆ ไม่ขาดสาย จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหวี่ยงแหมากเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการประกาศควบคุมธุรกรรมทางการเงินของบุคคล และนิติบุคคล ร่วม 146 รายข่าวปก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สอดคล้องกับแผนปรองดอง ที่ต้องการคืนสันติให้กับประเทศชาติแต่อย่างใด เพราะในมุมของกลุ่มเสื้อแดง ก็เกิดความระแวงว่า แม้จะสลายการชุมนุมแล้ว แม้แกนนำ นปช. จะมีการมอบตัวไปแล้ว แต่ดูเหมือนยังมีลักษณะของการเล่นไม่เลิก หรือพยายามซ้ำเติมกันอยู่ ในแง่ของความรู้สึกจึงยังมีอาการเปราะบาง นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วง และเป็นสิ่งที่รัฐบาล สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งบรรดาแกนนำ ศอฉ. จำเป็นที่จะต้องตอบ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทย มากเสียยิ่งกว่าการเร่งชี้แจงบรรดาต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างชาติก็คือต่างชาติ ธรรมเนียมการทูต และมารยาทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีกรอบล็อกอยู่ แม้จะห่วงจะกังวล แต่การทูตก็ไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรได้มาก ...คงทำได้แค่แสดงความห่วงใยและวิตกกังวลเป็นหลัก อย่างเช่นที่ นายเตวกู ไฟซาซีอะห์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน กำลังวิตกว่าความไร้เสถียรภาพ ที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย อาจเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ และวิกฤติด้านความเชื่อมั่นลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่นเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเชียเมื่อปี 2540 ซึ่งก็มีจุดเริ่มต้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งในประเทศไทยเช่นเดียวกัน แต่ก็ยังโชคดีที่ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ยังคงเห็นว่า ยังค่อนข้างโชคดี ที่ในขณะนี้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองปัญหาทางการเมืองของไทย ว่ายังไม่ได้ เป็นปัญหาต่อการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภาพรวม โดยเข้าใจดีว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเฉพาะของไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ดังนั้นยังคงจำเป็นต้องย้ำเตือนรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ ว่าความปรองดองที่แท้จริง ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ขณะนี้ ความรู้สึกที่คลางแคลงใจต่อกัน ควรที่จะต้องลดลงให้ได้ กระบวนการเหวี่ยงแหโดยอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นหลัก ควรจะต้องมีการทบทวนว่ายังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประโยคคำพูดของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่พูดชัดเจนว่า หลังจากที่กลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุมดูเหมือนว่า จะเป็นการเพิ่มวิกฤติอยู่มาก โดยเฉพาะการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงอย่างไร้ทิศทาง จนเกิดการสูญเสีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน จึงเห็นว่าวิกฤติจะยิ่งซ้ำเติมยิ่งขึ้นมีการตอบโต้ล้างแค้นเข้าสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น เป็นผลจากการที่รัฐบาลล้มเหลวในการเจรจาสู่ความปรองดอง ซึ่งแผนการปรองดองของนายอภิสิทธิ์นั้น ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้เสียใหม่ อย่าเอาความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองของผู้ที่อยู่ตรงข้ามมาเป็นศัตรู รวมทั้งรัฐบาลเอง และควรใช้กฎหมายตามที่จำเป็น ไม่ควรเกินเลยเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามที่สำคัญกระบวนการยุติธรรมจากนี้ไปต้องน่าเชื่อถือ และทุกฝ่ายยอมรับ “ห่วงว่าการต่อสู้ของคนที่เห็นต่างที่ไม่ได้รับความยุติธรรมอาจจะใช้วิธีการต่างๆ ต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีโอกาสสูง แต่โดยส่วนตัวไม่สนับสนุนขบวนการใต้ดิน เพียงแต่เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่สามารถหาคนผู้ฆ่าประชาชนมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมหรือการหาผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่เสียชีวิตจำนวนกว่า 80 ศพ จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบในการตั้งข้อหาดำเนินคดี ไม่ใช่เหมารวมว่าใครก็เป็นผู้ก่อการร้ายหมด มิฉะนั้น หากไม่มีความเป็นธรรมประเทศก็อาจจะถลำลึกกว่านี้” นายจาตุรนต์กล่าว ซึ่งนายจาตุรนต์ ยังเห็นว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลถูกขับไล่จนอยู่ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับเหตุครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทั้งที่รัฐบาลนี้ทำผิด สังคมไทยต้องไม่ควรยอมรับเพราะประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลนี้ทำผิด ส่งกำลังทหารปราบปรามประชาชนนี่คือความรู้สึก และมุมมองหนึ่งที่สะท้อนแทนกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่คงจำเป็นต้องบอกว่า รัฐบาลไม่ควรที่จะมองข้าม หรือแม้แต่กระทั่งทำเพิกเฉยไม่นำพา... แต่ควรจะหาทางทำให้ทุกเรื่องกระจ่างอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ เพื่อให้เกิดการยอมรับขึ้นให้ได้ในสังคมไทยหากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือความรู้สึกว่ากฎหมาย 2 มาตรฐาน หมดไปจากสังคมไทยได้ ... สันติ และความปรองดองก็น่าที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากแน่ ดังนั้นในเวลานี้ แน่นอนว่าภาระหนักหน่วงจึงต้องตกเป็นของรัฐบาล เป็นของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาให้ได้ประการแรก ก็คือ ควรจะต้องเร่งทบทวนบทบาทของ ศอฉ. และการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ายังมีความจำเป็นอยู่จริงๆ หรือไม่ เพราะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ยอมรับว่า ได้ลงนามคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าตรวจค้นบ้านของเครือข่าย แกนนำ นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กว่า 10 จุด แต่สุดท้ายเบื้องต้นก็ไม่พบอาวุธ และไม่ได้พบหลักฐานสำคัญ พบแค่ข้อมูลที่น่าจะมีความเชื่อมโยงทางคดีเพียงเล็กน้อย และได้อายัดของใช้บางส่วนมาตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติ่ม ส่วนกรณีอายัดการทำธุรกรรมทางเงินบุคคลตามคำสั่ง ศอฉ.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลย้อนหลัง 9 เดือน จากธนาคารและสถาบันการเงิน ของบุคคลตามที่ศอฉ.ประกาศ ทำธุรกรรมก่อนหน้านี้ ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 26 พ.ค. และล่าสุดยังไม่ได้รับรายงานว่า มีบุคคลใดส่งเรื่องมายัง ศอฉ. ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดการทำธุรกรรมแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างการสอบสวน ดีเอสไอ จะพยายามไม่ขยายเครือข่ายผู้ที่ต้องถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเหวี่ยงแห แต่จะสั่งห้ามเฉพาะราย เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่สำคัญนายธาริตเองก็ยอมรับว่า คำสั่งระงับการทำธุรกรรมจะมีผลไปเรื่อย จนกว่าจะมีประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นั่นคือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ควรต้องพิจารณาว่าน่าจะลดแรงกดดันกับความรู้สึกที่ว่ามีรายการเหวี่ยงแหหรือไม่... ถ้าเร่งทำเรื่องนี้โดยเร็ว เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และทำให้เกิดความปรองดองได้เร็วขึ้น ประการต่อมาก็คือ ถึงขณะนี้สังคมจับตามองว่า แผนปรองดองยังคงมีอยู่หรือไม่ เพราะท่าทีของรัฐบาลและ ศอฉ. ที่ไม่เลือกการเดินหน้าเจรจา ตามแนวทางของ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาและ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ที่พยายามจะให้มีการเจรจาแม้ในวินาทีสุดท้าย แต่เนื่องจาก ศอฉ. เลือกการสลายการชุมนุมแทน ทำให้เกิดคำถามมากตามมาว่า แล้วแผนการปรองดองยังคงไม่อยู่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ควรที่จะต้องตอบตรงๆ ไม่ใช่ตอบในแนวทางของการเมืองเช่นที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ไม่มีความจำเป็นในการที่จะต้องช่วงชิงความได้เปรียบแล้ว และสุดท้ายประการที่ 3 ก็คือ เรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายนนั้น หากจะมีการเลื่อนออกไปจริงๆ นายอภิสิทธิ์จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องชี้แจงให้กระจ่างว่าที่ผ่านมาว่าจะเลื่อน หรือยกเลิก เพราะอะไร การที่บอกว่า เมื่อไม่มีการเจรจา ไม่มีการรับแผน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งก็เป็นอันยุติไปนั้น ดูจะไม่เป็นการดีกับภาพลักษณ์ของทั้งนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลเองเลยแม้แต่น้อยยิ่ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เคยปฏิเสธการยุบสภาก่อนครบวาระ เพราะคือกระบวนการปกติตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่เสนอแผนปรองดอง ซึ่งมีวันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้ง เป้าหมายคือว่าการเลือกตั้งหรือการยุบสภานี้ ควรจะเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม แข่งขันกันได้อย่างเสรี และที่สำคัญคือเลือกตั้งกันอย่างสันติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่นำไปสู่ความรุนแรง “ผมก็ได้บอกหลังแกนนำไม่ยุติการชุมนุมว่าตอนนี้ต้องกลับมาเป็นดุลพินิจของผม ว่าความเหมาะสมของการเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร วันนี้ไม่มีใครบอกได้หรอกครับ เรายังไม่ทราบเลยว่าเหตุการณ์จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร เพราะยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มยังพูดถึงการจะต่อสู้ จะมีการชุมนุมอีกในเดือนมิถุนายนนี้ยังมีคนพูดอย่างนั้นอยู่ เราก็ว่าไปตามสถานการณ์” วันนี้สังคมไทยกำลังจับตามองว่า สุดท้ายดุลพินิจของนายอภิสิทธิ์ จะออกมาอย่างไร
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, May 25, 2010
“ฉุกเฉิน” เลิกได้แล้ว!
Monday, May 24, 2010
"วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร"เขต"อภัยทาน"จำยอม ที่กลับถูกยัดเยียดจองจำด้วย "ตราบาป"
ที่มา มติชน กรี๊งงงง!! กรี๊งงงงง!!! เสียงโทรศัพท์ภายในสำนักงานของ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ส่งเสียงตามสายเรียกให้มีผู้ตอบรับเกือบตลอดทั้งวัน นับตั้งแต่การชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "คนเสื้อแดง" กลุ่มคนที่ถูกกำหนดขึ้นจาก "สี" ในการแบ่งแยกความชัดเจนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง พระมหาสุริยันต์ ย้อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 2553 ให้ฟังเหมือนเทปที่ต้อง รีเพลย์ซ้ำๆ ว่าภายหลังจากที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม อาตมา รวมถึงพระรูปอื่นๆ ก็พอจะรับรู้ว่า ข้างนอกเกิดความวุ่นวายมาก นับแต่ช่วงบ่ายๆ เป็นต้นมา และด้วยการที่ วัดปทุมฯ กลายเป็นเขตอภัยทาน จึงล้นทะลักไปด้วยผู้ชุมนุมที่คิดว่า การเข้ามาหลบซ่อนตัวจากการถูกทำร้ายจะทำให้พวกเขาปลอดภัย คนจำนวนกว่าสามพันคนก็ต่างกรูวิ่งหนีความตายที่พวกเขาคิดว่ามันกำลังรุกไล่เข้ามามากขึ้นๆ จากเดิมที่เป็นแค่เด็ก ผู้หญิง และคนแก่ คราวนี้ก็มีทั้งชายฉกรรจ์ คนหนุ่มสาวที่ยังพอมีเรี่ยวแรงกำลังรวมกันอยู่มาก เรียกได้ว่า ภายใต้พื้นที่ 17 ไร่ของวัด ทุกตารางนิ้วกลับเต็มไปด้วยผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายหาที่กำบังกายและรักษาชีวิตของตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งกุฏิร้าง ห้องเก็บของ ห้องน้ำ และต่างอาศัยความเงียบและแสงมืดดำสนิทในค่ำคืนนั้น อำพรางตัวไม่ให้ "ผู้ปฏิบัติการ" อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้รับรู้ว่า ใคร ทำอะไร อยู่ตรงจุดไหนกันบ้าง กระทั่งรุ่งเช้าที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่เพื่อหาผู้กระทำความผิด ทางวัดถึงได้ร้องขอให้ผู้ชุมนุมบางส่วนกลับภูมิลำเนาของตนเองไปด้วย เพื่อคืนความเป็นพุทธาวาสที่แท้จริงให้กับทางวัด "เป็นภาวะวุฒิความคิด ขอให้สื่อช่วยเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมเข้าใจตรงกันด้วยว่า วัดปทุมวนาราม ให้ความอนุเคราะห์ทุกคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ อนุเคราะห์ทุกคน การที่จะผลักไสไล่ส่งใครก็ตามแต่ให้พ้นออกจากวัดเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะต้องดูหลักมนุษยธรรมเบื้องต้น ทางวัดมีเมตตากับทุกคน วัดเปรียบเสมือนอยู่ในวงล้อม อยู่ในสภาวะจำยอม และก็ให้ที่พักพิงกับทุกคน ไม่ว่าจะเสื้อแดง ตำรวจ ทหาร หรือแม้กระทั่งผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อประมาณ สองปีที่แล้ว ก็ยังเคยมาขอความช่วยเหลือในวัดเลย ทางวัดก็ช่วยอนุเคราะห์สถานที่มาแล้ว" พระมหาสุริยันต์ กล่าวย้ำ ด้วยอารมณ์ที่อยากให้สังคมเห็นใจในความรู้สึกของพระและคนในวัดปทุมวนาราม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทันความต่างๆจะหายจางกลุ่มควัน ขณะที่เจ้าหน้าที่วัดอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิงวัยประมาณ 50 ปี ในฐานะผู้หนึ่งที่พึ่งพาวัดปทุมวนาราม ในการปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาหลายสิบปี เล่าถึงบรรยากาศระหว่างที่ผู้ชุมนุมเข้ามาอาศัยหลบภัยในวัดว่า ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของการเดินมาเข้าห้องน้ำ ซึ่งวันๆ หนึ่งห้องน้ำของวัดต้องรับมวลชนที่เดินเข้าออกเป็นพันๆ คน ชำรุดไปก็หลายครั้ง ก็ต้องช่วยกันซ่อมแซมอยู่บ่อยๆ เจ้าหน้าที่วัดคนเดิม กล่าวต่อว่า บางครั้งเธอและผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ ก็รู้สึกกลัว ที่ถูกผู้ชุมนุมต่อว่า ด่าทอ แสดงอาการไม่พอใจ เมื่อมีการเอ่ยห้ามปรามในเรื่องต่างๆ ทมั้งการห้ามเข้าพื้นที่สงวนสิทธิ์ เนื่องจากเป็นเขตสงบ การขอความร่วมมือในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม เพราะบางที ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงบางคนก็นุ่งแค่กระโจมอก เดินไปเดินมาในเขตวัด หรือแต่งกายไม่สุภาพในชุดวาบหวิว ผู้ชายบางคนก็ถอดเสื้อเดิน หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่วัดก็ต้องคอยพยายามห้ามปรามหรือตักเตือนในการวางตัวเพื่อเคารพกฎของวัดให้ควรที่จะเป็นเช่นกัน ขนาดรถยนต์ของพระที่จะออกไปทำธุระ หรือปฏิบัติกิจนิมนต์ ก็นำออกไปด้วยความลำบากเนื่องจากถูกกีดขวางเส้นทางเสียหมด ออกไปไหนไม่ได้ แต่ในเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มกลับสภาวะปกติแล้ว เธอก็รู้สึกดีใจที่วัดปทุมวนารามจะได้กลับมาเป็นวัดที่เงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง นับแต่ตื่นจาก"ฝันร้าย" ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน สิ่งที่เหลือทิ้งไว้เป็นของแถมเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณวัดปทุมวนารามคงหนีไม่พ้น"ขยะ" นานาชนิดที่คลุกเคล้าไปด้วยสารพัดกลิ่นไม่ค่อยพึงประสงค์ พร้อมๆ กับความหวาดระแวงของคนในวัดที่ผวากับกับวัตถุระเบิด และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมทิ้ง หรือซุกซ่อนเอาไว้ทั้งที่หาเจอและหาไม่เจอ อีกจำนวนมาก แต่สถานการณ์เหล่านั้นก็ค่อยๆ คลี่คลายลงไปเกือบเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว จากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายทั้งเจ้าที่ทหารตำรวจ ประชาชนที่ช่วยกันเป็นหูตาสอดส่อง กำจัด "ปฏิกูล" จนหมดสิ้นและกลับมาร่มรื่น ดึงบรรยากาศแห่ง"พระธรรม"ให้ผู้คนกลับมา ลิ้มรสอิ่มเอมความสุขทางใจและกายที่แท้จริงอีกครั้ง โดยตัดขาดความวุ่นวายแห่งกิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็นและกำจัดอารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง แห่งความไม่เท่าเทียมในสังคมลง จากนี้ พระสงฆ์ภายในวัดปทุมวนาราม คงจะเริ่มออกไปบิณฑบาตร ทำกิจนิมนต์ โปรดชาวพุทธได้ตามปกติ หลังเว้นว่างมาระยะหนึ่ง และอาจเป็นเพราะด้วยอานุภาพของ "พระพุทธรูปพระเสริมศักดิ์สิทธิ์"คู่วัดนี่กระมัง ที่ดลบันดาลให้ วัดปทุมวนาราม แคล้วคลาดจากภยันอันตราย ทั้งการสุ่มเสี่ยงต่อการวางเพลิง การสาดกระสุน อาวุธ การยิงระเบิด ที่ตูมตาม ดังสนั่นโดยรอบพื้นที่ด้านนอกมาได้โดยที่ไม่ค่อยมีร่องรอยความเสียหายเท่าไหร่นัก ชมรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่
นับแต่วันที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย นายโคทม อารียาผอ.ศูนย์ฯ ประสานมายัง พระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เพื่อขอให้พื้นที่แห่งนี้เป็น "เขตอภัยทาน"สำหรับการเข้ามาพักพิงอาศัยแก่เด็ก สตรี และคนชรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชุมนุมทางการเมืองได้เข้ามาหลบภัย จากกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุปะทะ ชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติการ ล้อมกระชับพื้นที่ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 15 พ.ค. 53 นั่นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเป็น "วัดปทุมวนาราม" ต้องละเว้นจุดประสงค์เดิมที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมไปก่อน เมื่อมีกลุ่มมวลชนทางการเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยวัดเพื่อเข้าห้องน้ำขับถ่าย ชำระร่างกาย แปรสภาพมาหวังที่พึ่งให้อุ่นใจจากอันตรายที่อยู่ข้างนอกแทน
พระมหาสุริยันต์ ปภังกโร ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม ให้สัมภาษณ์กับคำถามเดิมๆ วันละหลายๆรอบ ของสื่อมวลชน และผู้คนทั่วไป ที่ล้วนแต่วนเวียนตั้งข้อสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้น?" กับที่แห่งนี้ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีภาพทั้งคนตาย คนเจ็บ และพบอาวุธสงครามมากมายซ่อนอยู่ตามบริเวณวัด ซึ่งพระคุณท่านเจ้าอาวาส ภิกษุรูปอื่น และเจ้าหน้าที่วัดก็ช่วยกันอธิบายก็แล้ว แถลงข่าวก็แล้ว ให้ทุกคนเข้าใจอย่างตรงกันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม การที่วัดถูกขอร้องให้เป็นเขตอภัยทาน นั่นเท่ากับว่า ไม่ใช่สิทธิที่จะไปห้าม หรือบังคับไม่ให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนเข้ามาพึ่งพาได้ ทำก็ได้แต่เพียงขอร้อง และขอความร่วมมือในข้อห้ามต่าง ๆที่เป็นข้อกำหนดของวัดในบางเรื่องเท่านั้น แต่ก็ไม่วายถูกต่อว่า ถึงความไม่เหมาะสม หรือไม่สมควรก็แล้วแต่ในการให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุม ของกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ตรงข้ามกับ"คนเสื้อแดง"
ส่วนการพบศพคนตายที่ถูกยิงหน้าวัด รวม 6 ศพ และการพบสารพัดอาวุธสงครามซ่อนยังพื้นที่ต่างๆทั้ง พุ่มไม้ ท่อน้ำ ใต้ที่นั่งพระ ในคลอง ฯลฯ จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่นั้น ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางวัดก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้ เนื่องจากมีผู้ชุมนุมแห่แหนเข้ามาในวัดมาก การที่จะตรวจสอบว่าใครนำอะไรติดตัวเข้ามาในช่วงหลังก็เป็นไปได้ยาก เพราะระหว่างเกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ทั้งพระและเณรที่วัดนี้ต่างได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาสให้เก็บตัวอยู่แต่ในกุฏิ ห้ามออกมายุ่งเกี่ยว ดังนั้น สิ่งที่เผชิญมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ไม่ใช่ว่าวัดรู้เห็นเป็นใจต่อการซ่องสุมกำลัง หรือให้การสนับสนุนใคร เหมือนที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ และศพคนที่ตายก็ล้วนแล้วแต่ถูกยิงนอกวัด เพียงแต่เจ้าหน้าที่เขานำศพเข้ามาในวัดก่อน เพื่อความปลอดภัยก็เท่านั้น
เธอยอมรับอีกว่า รู้สึกหนักใจกับคนจำนวนมากที่เข้ามาอยู่ในวัดแห่งนี้ เพราะต่างคนต่างจิตใจ ต่างความคิด ต่างการกระทำ แต่ในเมื่อวัดเป็นที่พึ่งทั้งทายกายและใจของประชาชน การอยู่ร่วมกันจำนวนมากย่อมเกิดความเสียหาย และทำให้วัดต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งวัดต้องรับผิดชอบเองในช่วงสองเดือนมานี้ เป็นมูลค่าหลายแสนบาท โดยใช้เงินของมูลนิธิ เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกเห็นใจ แต่อาจจะมีผู้ชุมนุมบางคนที่หยอดตู้รับบริจาคเพื่อร่วมทำบุญบ้าง แต่ทางวัดก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนตรงนั้น
แม้วันนี้ ผู้ชุมนุมที่เคยปักหลักอยู่เต็มพื้นที่ อาณาบริเวณแยกราชประสงค์ทั้งหมดซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันมานานเกือบสองเดือน จะแยกย้ายกลับถิ่นฐานบ้านใครบ้านมันไปเรียบร้อยแล้ว นับแต่วันประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำ แต่ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ตึงเครียด ลุกลามไปถึงขั้น "เลวร้าย" ยังคงทิ้งร่องรอย "การเคยมีอยู่" ทั้งความรู้สึกฮึกเหิม เกลียดชัง หวาดกลัว น่าหดหู่ วุ่นวาย ไม่พอใจ ปลอดภัย อุ่นใจ ฯลฯ จนกระทั่งแปรสภาพเหลือไว้ซึ่ง "สิ่งที่ถูกทิ้งไว้อยู่" ให้เป็นมลทินคำถามที่ "วัดปทุมวนารามฯ" ต้องไล่ตามไปชี้แจง "คำตอบ" เพื่อให้ "สังคม" กระจ่างและเข้าใจถึงเหตุผลในการช่วยเหลือผู้"หนีร้อนมาพึ่งเย็น" ที่มิอาจสามารถเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมโลก ร่วมสังคม ร่วมชาติแห่งนี้ได้เลย...
1 นัด 1 ศพ ตำนานสไนเปอร์ ฆาตกร หมาลอบกัด คนขี้ขลาด







เปรี้ยง !!! ร่างพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง แกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ ร่วงลงไปกองกับพื้น
เลือดสีแดง ทะลักออกมา จากรูกระสุนปืนที่เจาะกระโหลก
รวดเร็วและรุนแรง จากพลซุ่มยิง ที่ใช้ สไนเปอร์ เป็นอาวุธ
เช่นเดียวกับ กระสุนที่เจาะหัวพลทหาร บนถนนวิภาวดี บริเวณอนุสรณ์สถาน
ไม่นับอีกหลายสิบศพ บนถนนราชดำเนิน และอีกมามายบนแยกราชประสงค์
มีคำกล่าวว่า พลซุ่มยิงว่าเป็นฆาตกร หมาลอบกัด คนขี้ขลาด หรือไม่ใช่สุภาพบุรุษ
แต่ถ้ามองลึกลงไปในประวัติศาสตร์แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภารกิจของพลซุ่มยิงได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมายจากสมรภูมิ และช่วยลดการสูญเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็น
..นั่นก็เพราะกระสุนของพลซุ่มยิงที่ปล่อยออกไปหนึ่งนัด หมายถึงเพื่อนทหารอีกหลายสิบคนจะได้กลับบ้านโดยมีลมหายใจ
ตำนานของพลซุ่มยิง มีการถ่ายทอดเป็นหนังสือนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีหนังสือเล่มใด บอกเล่า ประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน ได้น่าสนใจเท่ากับ หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ถ่ายทอดเนื้อหาภาษาไทยโดย นภดล เวชสวัสดิ์
ซึ่งล่าสุด สำนักพิมพ์ มติชน เพิ่งวางแผงไปไม่นานนี้
หนึ่งนัด หนึ่งศพ บอกเล่าประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน อาทิ วาสิลี่ ไซเซฟ พลซุ่มยิงรัสเซียที่ทำให้ทหารเยอรมันขวัญผวา
จอห์น ฟัลเชอร์ พลซุ่มยิงอินเดียนแดง ที่นำลูกน้องไล่ล่านาซีแล้วถลกหนังหัว
คาร์ลอส แฮธคอค พลซุ่มยิงอเมริกันผู้ปฏิบัติการห้าวหาญจนเวียดกงต้องตั้งค่าหัว
หนังสือ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ จดหมาย แฟ้มข้อมูลทางทหาร รวมถึงการสัมภาษณ์พลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิต แล้วนำเรื่องราวมาร้อยเรียงด้วยภาษาที่เรียบง่าย กระชับ สะท้อนให้ภาพชีวิตของทหารหาญเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต่างจากการดูเรียลลิตี้ ตามติดชีวิตพลซุ่มยิงในสมรภูมิ
มีคนเคยกล่าวว่า หากไม่มีการประจันหน้าระหว่างสองฝ่าย หรือเปิดฉากยิงสู้รบกัน แสดงว่า ณ ที่นั้นไม่มีสงคราม
ทว่าถ้อยคำนี้ใช้กับพลซุ่มยิงไม่ได้ เพราะนักรบเหล่านี้คือผู้นำสงครามไปหาศัตรู กระสุนที่พวกเขาปล่อยออกไป หมายถึงวิญญาณของอีกฝ่ายที่หลุดลอยออกจากร่าง
.. สงครามเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องเปิดฉากยิงสู้รบกัน
หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ที่ทำมาแล้วหลากหลายชีพ กระทั่งผันตัวเองมาเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์การทหารและมีผลงานขายดีมากมาย ทั้งคู่ค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร จดหมาย บันทึกของกองทัพ รวมทั้งสัมภาษณ์บรรดาพลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อบอกเล่าวีรกรรมอันหาญกล้า และสถานะพลซุ่มยิง ที่บางครั้งถูกตราหน้าว่าฆาตกรเลือดเย็น
ใน หนึ่งนัด หนึ่งศพ เราจะได้เห็นความน่าทึ่งในตัวทหารหาญเหล่านี้ พวกเขานับว่าเป็นมนุษย์ประหลาด ที่สามารถซุ่มคอยอย่างใจเย็น อดอาหารได้หลายวัน ถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่กับที่โดยไม่ยอมเคลื่อนไปไหน รอเพื่อจะได้ส่งกระสุนเพียงนัดเดียวปลิดชีพศัตรู นอกจากนี้ พลซุ่มยิงยังต้องเคร่งครัดในวินัย และตัดสินใจเด็ดขาด เพราะวินาทีที่ปล่อยกระสุนอาจหมายถึงความตายของศัตรูหรือไม่ก็หายนะของตนเอง
หนังสือ พาเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การซุ่มยิง ตั้งแต่สงครามในยุโรปจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าพลซุ่มยิงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่สร้างความได้เปรียบในสมรภูมิ ประวัติศาสตร์ของสงครามประกาศเอกราชอเมริกาคงเปลี่ยนไป ถ้าเพียงร้อยเอกแพตทริก เฟอร์กูสัน พลแม่นปืนอังกฤษส่งกระสุนทะลวงกลางหลัง จอร์จ วอชิงตัน ที่กำลังชักม้าเดินจากไป หรือ รัสเซียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคงต้องสูญเสียกำลังพลไปมากกว่านี้
หากไม่ได้ วาสิลี ไซเซฟ พลซุ่มยิงมือดีจากเทือกเขาอูราลที่ทำให้ทหารเยอรมันกลัวลูกกระสุนจนไม่กล้าออกมายืนในที่โล่ง กองทัพสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามคงต้องสูญเสียขวัญกำลังใจมากยิ่งขึ้น หาก คาร์ลอส แฮธคอค ไม่ขันอาสาบุกเดี่ยวเข้าไปในฐานของนายพลเวียดนามเหนือ แล้วปลิดชีพเขาด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว
นอกจากนี้ ในส่วนของบทสัมภาษณ์พลซุ่มยิงกว่า 10 นาย ผู้เขียนเรียบเรียงด้วยภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึก ที่เปี่ยมด้วยความกดดัน หวาดกลัว และความเชื่อมั่น ของบรรดาพลซุ่มยิง ขณะนั่งพรางตัวซุ่มรอข้าศึกด้วยความอดทนในสนามรบ ตัวหนังสือเหล่านี้ฉายภาพชัดเจนเสียจนเราพาลนึกว่าได้เข้าไปนั่งเคียงข้างพลซุ่มยิงในสมรภูมิแห่งนั้นจริงๆ
หากดูจากสถิติ นับเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกินที่จะปลิดชีวิตทหารศัตรูในสนามรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรโปรยปรายกระสุนราว 25,000 นัดสังหารทหารศัตรูหนึ่งนายให้เสียชีวิต สัดส่วนกระสุนต่อศพไต่สูงขึ้น กองกำลังสหประชาชาติในเกาหลีใช้กระสุน 50,000 นัดต่อหนึ่งศพศัตรู ในเวียดนาม ทหารจีไอใช้ปืนเอ็ม-14 เมื่อเริ่มสงคราม และเปลี่ยนมาเป็นเอ็ม-16 ในเวลาต่อมา ผลาญกระสุน 200,000 นัดต่อศัตรูหนึ่งซาก
สถิติน่าอัศจรรย์เพิ่มหลายเท่าตัวเมื่อพิจารณาทักษะของนักรบบางเรื่อง นักรบสายตาแหลมคม ความอดทนข่มกลั้นไร้ที่สิ้นสุด การพรางตัวแฝงซ่อนและเดินป่าเป็นเลิศ พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอาวุธทรงประสิทธิภาพที่สุดในสนามรบคือ กระสุนนัดเดียว เล็งเป้าประณีต การแกะรอยศัตรูเหมือนการล่าสัตว์ใหญ่ พลแม่นปืนตราปรัชญาแจ้งชัดแล้วว่า กระสุนนัดเดียวเข้ากลางเป้า กระสุนราคาไม่กี่เซ็นต์ ยิงด้วยความแม่นยำดุจศัลยแพทย์ฝีมือประณีต ปลิดชีวิตศัตรูได้ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าระเบิดหนึ่งพันปอนด์ที่ทิ้งเปะปะ
ในแง่สถิติ พลซุ่มยิงที่ผ่านการฝึกมาแล้ว ใช้กระสุน 1.3 นัดต่อศัตรูหนึ่งศพ
"หมาป่าโดดเดี่ยวคนหนึ่งรอดมาได้ในสมรภูมิ" นายพลจอร์จ โอ. ฟานโอเด็น นาวิกโยธินสหรัฐฯ เขียนในรายงานรุกเร้าให้มีการใช้พลซุ่มยิงในการรบ "เขาไม่ออกล่าเหยื่อร่วมกับฝูง ทำงานคนเดียวหรือมีเพื่อนร่วมทางอีกคน เขาจะซ่อนตัวใกล้จุดปะทะ บางคราวซ่อนตัวอยู่หลังผนังของซากกระท่อมที่ยับเยินจากการยิงถล่มของปืนใหญ่ ห่างไกลจากแนวของตน อีกครั้ง เมื่อถึงยามค่ำคืน เขาจะคืบเคลื่อนไปในท้องทุ่งปุพรุนจากกระสุนปืนใหญ่ แทรกร่างเข้าไปในดินโคลน...การล่าของเขามิใช่การสาดห่ากระสุนเข้าใส่หมวดทหารหรือกองร้อย หากแต่เป็นการเด็ดหัวข้าศึกจากการเล็งอย่างดีปล่อยกระสุนฉับไวเข้าใส่คนเพียงคนเดียว...
"เขาเป็นตัวก่อกวนเล็กจิ๋วในมหาสงคราม เขาจะรังควานศัตรู...เขาจะกระหน่ำประสาทของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามทั้งสูงทั้งต่ำอย่งไม่รู้จบสิ้น ก่อนไรเฟิลของเขาจะแผดเสียง ก่อนเขาจะย้อนกลับมาชุมนุมกับเพื่อนพ้อง เขาจะเป็นภัยรังควานที่ศัตรูหวาดกลัวยิ่งกว่าเสียงหวีดหวิวจากกระสุนปืนใหญ่หรือการระเบิดจากปืนครก กระสุนของเขาปลิวมาจากที่ที่ไม่มีผู้ใดทราบ"
"ไทม์ส"แฉ"ชุดดำ"สลายตัวซุกคลองเตย สื่อนอกกระพือข่าวคนไทยร่วมฟื้นฟูเมืองกรุง ท่องเที่ยวสาหัสสุด
ที่มา มติชน แอนนา เปเรซ ชาวฝรั่งเศสวัย 52 ปี ที่อยู่ในเมืองไทยมานานร่วม 10 ปี ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นโศกนาฏกรรมโดยแท้จริง เพราะประเทศนี้มีรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง ไม่เคยมีครั้งไหนที่เกิดการจลาจลลุกลามใหญ่โตเหมือนครั้งนี้ ในขณะที่นายอลัน นีลสัน ชาวอังกฤษวัย 30 ปีเดินทางมาพร้อมกับภรรยาชาวไทยและลูกสาววัย 5 ขวบ ระบุว่า พวกเขาเดทกันหนแรกที่เซ็นทรัล เวิลด์ ทำให้รู้สึกเศร้าและมารำลึกถึงความหลังเป็นกรณีพิเศษ นายเฟดเดอริค นูมานน์ หัวหน้าทีมวิจัยเศรษฐกิจของธนาคารเอชเอสบีซี ระบุว่า ไทยมีประวัติเรื่องความรุนแรงทางการเมือง แต่หนนี้เป็นครั้งแรกที่การเผชิญหน้าขยายตัวลุกลามและรุนแรงมากจนถึงระดับนี้ อย่างไรก็ตามพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยยังดี ไม่มีการเสียสมดุลทางด้านเศรษฐกิจมหภาคให้ต้องเป็นกังวล คนเหล่านี้ใช้ทั้งวิธีการคุกคาม ปล้นสะดม และยิงสุ่มไปทั่วใจกลางเมืองหลวงในวันที่มีการสลายการชุมนุม สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงที่ว่าในขบวนการของคนเสื้อแดงมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่จริง ทั้งนี้ ระหว่างการแถลงข้อเท็จจริง นายไมเคิลแองเจโล ปีปิน เอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย ลุกขึ้นสอบถามถึงกรณีการเสียชีวิตของนาย ฟาบิโอ โปเลนกี ช่างภาพชาวอิตาลี ซึ่งได้รับคำชี้แจงจากฝ่ายไทยว่า นายโปเลนกี เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิด เอ็ม 79 ขณะถ่ายภาพอยู่เคียงข้างกับทหาร ในขณะที่ทางฝ่ายอิตาลีพยายามหาหลักฐานไปอีกทางว่า นายโปเลนกี เสียชีวิตจากกระสุนไม่ใช่ระเบิด
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม สำนักข่าวต่างประเทศที่ติดตามสถานการณ์หลังการชุมนุมในไทย รายงานถึงการรวมตัวกันเก็บกวาดทำความสะอาดและพยายามนำเอาชีวิตชีวาคืนมาให้กับพื้นที่ชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ ที่ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ในขณะที่นักวิเคราะห์ของเอชเอสบีซี เชื่อว่า การท่องเที่ยวไทยจะฟื้นตัวก็ต้องรอจนถึงต้นปีหน้า ระบุปัจจัยเสี่ยงยังคงอยู่ นอกเหนือจากการรวมตัวกันเป็นกองกำลังติดอาวุธ หวังลอกเลียนสร้างสถานการณ์คล้ายภาคใต้ของ "คนชุดดำ" ซึ่ง "เดอะ ไทม์ส" ระบุแหล่งใหญ่อยู่ในสลัมคลองเตย
สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานว่า ในจำนวนอาสาสมัครหลายร้อยคนที่เข้าร่วมกับเจ้าหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เข้าไปทำความสะอาดในพื้นที่ชุมนุมนั้นมีกลุ่มชาวต่างชาติ ซึ่งพำนักอาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงและเริ่มอพยพกลับเข้าสู่ที่พักของตนแล้วรวมอยู่ด้วยหลายคน
รอยเตอร์ระบุว่า หลายคนรวมทั้ง เอียน ออร์บันฟ์ ครูสอบภาษาชาวดัตช์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ในไทยมานานกว่า 20 ปี ใช้รถจักรยานปั่นตระเวนถ่ายภาพเก็บไว้ ด้วยความรู้สึกตะลึงที่ได้เห็นความเสียหายจริงๆ ใหญ่หลวงกว่าที่คิดไว้มาก ออร์บันฟ์ เชื่อว่า หลายคนคงช็อคเหมือนกับตนเอง เพราะความเสียหายที่เห็นด้วยตานั้นมหาศาลกว่าในโทรทัศน์มากและจะติดอยู่ในใจอีกยาวนาน
ทางด้าน นิวยอร์ก ไทม์ส/อินเตอร์เนชั่นแนล เฮรัลด์ ทริบูน นำเสนอรายงานโฟกัสไปที่ความเสียหายเชิงเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยอ้างคำกล่าวของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังที่ระบุว่าความเสียหายเชิงเศรษฐกิจจากเหตุการณ์ประท้วง 2 เดือนเศษครั้งนี้น่าจะอยู่ที่ราว 1,500 ล้านดอลลาร์ แต่ตั้งข้อสังเกตไว้ด้วยว่า ภาคการท่องเที่ยวซึ่งเคยต่อสู้กับปัญหาและฟื้นตัวกลับมาได้อย่างรวดเร็วในอดีต โดยตกต่ำที่สุดระหว่างการยึดสนามบินเมื่อปี 2552 แต่ก็กลับมาฟื้นตัวแข็งแกร่งได้อีกภายในไตรมาสเดียว น่าจะได้รับผลกระทบหนักกว่าทุกๆ ครั้ง ทั้งนี้นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า ภาคการท่องเที่ยวอาจจะไม่สามารถฟื้นตัวได้อีกจนกว่าจะถึงต้นปี 2554
นิวยอร์กไทม์ส ระบุด้วยว่า ผลกระทบยังมีต่อภาคค้าปลีก ภาคการผลิต และพลังงาน ซึ่งมีตั้งแต่การสูญเสียธุรกิจและโครงสร้างทางธุรกิจเสียหาย การปรับลดปริมาณการผลิตรถยนต์ชั่วคราวของบริษัทรถญี่ปุ่นในไทย และการปรับลดการจัดส่งน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าสู่โรงกลั่น ปตท.ใน กทม. อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์หลายคนเห็นตรงกันว่า ผลกระทบดังกล่าวจะหนักและยาวนานแค่ไหนขึ้นอยู่ว่าสถานการณ์ทางการเมืองลำดับต่อไปจะเป็นอย่างไร
"ที่เห็นอยู่เป็นเรื่องของความรู้สึกของทั้งผู้บริโภคและนักลงทุน และยิ่งความไม่แน่นอนอยู่ยาวนานมากเท่าใด ผลกระทบก็จะยิ่งมากขึ้นเท่านั้น" นายนูมานน์กล่าว พร้อมกับชี้ว่า ทุกฝ่ายจะจับตาแผนปรองดองแห่งชาติอย่างใกล้ชิดว่าได้ผลหรือไม่ หรือจะทำให้ประเทศดิ่งลงสู่ความรุนแรงระลอกใหม่ที่รุนแรงยิ่งขึ้นกว่าเดิม ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับทรรศนะของนายอัมมาร สยามวาลา จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ที่เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะเปลี่ยนสภาพเป็นกองกำลังติดอาวุธ
รายงานของ ซันเดย์ ไทม์ส ฉบับพิเศษประจำวันอาทิตย์ของหนังสือพิมพ์ เดอะไทม์ส ออฟ ลอนดอน นำเสนอรายงานพิเศษของ ไมเคิล เชอริแดน และเนท เทเยอร์ เปิดเผยถึงการสลายตัวของกองกำลังกลุ่มติดอาวุธของขบวนการเสื้อแดงซึ่งรู้จักกันในชื่อ "คนชุดดำ" ที่สลายตัวกลมกลืนเข้ากับชุมชนต่างๆอีกครั้ง โดยระบุว่า คนเหล่านี้ได้รับความชื่นชมจากชุมชนสลัมคลองเตยว่าเป็นวีรบุรุษและกลายเป็นจุดที่มีการต่อสู้กันหนักที่สุดในวันที่มีการสลายการชุมนุม
ไทม์ส อ้างการเปิดเผยของคนในชุมชนว่า คนเหล่านี้บอกว่าจะต้องสร้างสถานการณ์ให้เกิดขึ้นเหมือนกับที่คนมุสลิมทำในภาคใต้ ซึ่งหมายถึงการเป็นมือสังหารด้วยวิธีการหลายรูปแบบที่ไม่มีผู้นำ ไม่มีสามารถยับยั้งได้ พร้อมทั้งอ้างความเห็นของนายฐิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ จากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเอาไว้ว่า กลุ่มเสื้อแดงกำลังเข้าสู่ขั้นตอนการต่อต้านด้วยอาวุธแล้ว
ทางด้านแอนดรูว์ ฮิกกินส์ ผู้สื่อข่าววอชิงตัน โพสต์ รายงานไว้ตอนหนึ่งในวันเดียวกันนี้ระบุว่า บรรดาทูตานุทูตต่างประเทศที่เข้าร่วมรับฟังการชี้แจงของรัฐบาลเมื่อคืนวันที่ 22 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนใหญ่แล้วแสดงความคิดเห็น เห็นพ้องในจุดยืนของรัฐบาลต่อผู้ชุมนุม
อนึ่ง ในวันเดียวกันนี้สำนักข่าวรอยเตอร์อ้างว่า กลุ่มคนเสื้อแดงซึ่งได้รับการต้อนรับกลับบ้านเยี่ยงวีรบุรุษ ประกาศว่าจะกลับมาชุมนุมใหม่อีกครั้งในเดือนหน้านี้
พท.ป้อง"ม็อบแดง"ออกแถลงการณ์ซัด ศอฉ.ยัดข้อหาก่อการร้าย จวกจัดฉากขนอาวุธใหม่เอี่ยมโชว์ทูต 51 ประเทศ
ที่มา มติชน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย (พท.) อ่านแถลงการณ์ของพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 23 พ.ค.ว่า การแถลงการณ์ของรัฐบาลเมื่อวันที่ 22 พ.ค. ที่ระบุว่า มีการจับอาวุธของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ได้เป็นจำนวนมากนั้น ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายของพรรคเพื่อไทย และเป็นไปตามที่พรรคได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ว่า รัฐบาลพยายามหาเหตุสร้างความชอบธรรมให้กับการสั่งการใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงครามร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยพยายามบิดเบือนว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธ และเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งการแถลงการของรัฐบาลนั้นขัดกับข้อเท็จจริง และเหตุผลต่างๆ 2.ถ้าผู้ชุมนุมมีอาวุธดังกล่าวนั้นจริง ทำไมผู้ชุมนุมไม่ใช้อาวุธนั้นต่อต้านเจ้าหน้าที่ในวันก่อนๆ และในวันที่มีการเข้าสลายการชุมนุม จะปล่อยอาวุธดังกล่าวทิ้งไว้ทำไม แล้วปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามาฆ่าตัวเอง น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย รู้สึกกังวลใจเป็นอย่างยิ่งที่รัฐบาลและศอฉ. กำลังพยายามใช้อาวุธที่อ้างว่ายึดมาได้มาสร้างความชอบธรรม และปรักปรำกล่าวหาผู้ชุมนุมว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ทั้งๆที่ขัดกับข้อเท็จจริงและเหตุผลดังที่ได้กล่าวมานั้น และขอเรียกร้องให้รัฐบาลตรวจสอบข้อเท็จจริงในเรื่องนี้อย่างตรงไปตรงมาและยุติธรรม มิฉะนั้นแล้วรัฐบาลจะไม่สามารถสร้างความปรองดองให้เกิดขึ้นในชาติได้ ความขัดแย้งจะยิ่งบานปลายต่อไปอีกและพรรคเพื่อไทยจะติดตามเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อทำให้ความจริงปรากฎ และให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงวันเดียวกันว่า กรณี ศอฉ.ชิญผู้ช่วยทูตทหารและคณะสื่อมวลชนเข้ารับฟังการปฏิบัติการกระชับวงล้อมและนำอาวุธที่ยึดได้จากพื้นที่ชุมนุมมาแถลงข่าวนั้น ถือว่า เป็นการจัดฉากโชว์ปาหี่แสดงอาวุธระดับโลกเหมือนยกงานวันเด็กเพื่อจัดแสดงให้ทูตานุทูต 51 ประเทศพร้อมสื่อต่างประเทศได้เห็น หลังจากที่ใช้อาวุธจริงกับประชาชน แต่วันนี้กลับกล่าวหาว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธสงคราม ซึ่งตนได้คุยกับ พล.อ.ท่านหนึ่งบอกรู้สึกอัปยศกับรัฐบาลและกองทัพ ที่นำอาวุธเหล่านี้มาแถลงข่าว เพราะอาวุธเหล่านี้ใหม่สด มีการเก็บไว้อย่างดี เสมือนพึ่งเอาออกมาจากคลังอาวุธ มีการเช็คถูด้วยน้ำมันเรียบร้อย จึงเสมือนเป็นการแสดงฉากโชว์อาวุธ นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า จึงอยากถามรัฐบาลของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นเรื่องจริงหรือไม่ที่มีการตั้งรางวัลให้กับทหารแต่ละกอง กองร้อยละ 100,000 บาท และหานำศพมาได้ก็จะให้เป็นกองร้อยละ 200,000 บาท แบบนี้เสมือนเป็นการล่าหัว จึงทำให้มีการยืนยันว่า ทหารยิงประชาชนในเขตอภัยทาน ยิงแล้วมีการแย่งศพกลับไปเพราะมีการอัดฉีดเงินกับคนของรัฐบาล เพื่อเอาไปขึ้นรางวัลซึ่งถือว่า เป็นการละเมิดต่อหลักสิทธิมนุษย์ชนและตามหลักสากลด้วย โฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวว่า นอกจากนี้ที่บอกว่าการปฏิบัติการครั้งนี้มีผู้เสียชีวิตน้อยนั้น แต่จริงแล้วยังมีคนสูญหายอีกมาก ซึ่งพรรคเพื่อไทยจะรวบรวมหลักฐานและจะนำไปฟ้องศาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ “หากนายอภิสิทธิ์บอกไม่มีการดำเนินการดังกล่าว ขอท้าให้นายอภิสิทธิ์ และกองทัพไปสาบานว่า ไม่มีการอัดฉีดและไม่มีการสั่งฆ่าประชาชน 2.ถ้ารัฐบาลและกองทัพไม่ต้องการสร้างหลักฐานเท็จยัดหลักฐานให้ประชาชนเป็นคดีก่อการ้าย หลังการปะทะเมื่อ 10 เม.ย.รัฐบาล ศอฉ.และกองทัพต้องมีความจริงใจในการยกเลิกการประกาศเคอร์ฟิวส์ แต่ปรากฎว่าวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังบอกว่า จะคงประกาศเคอร์ฟิวไว้ ก็เพราะยังเก็บหลักฐานไม่หมดแล้วต้องการปิดปากสื่อมวลชน องค์กรสากลต่างๆ วันนี้นายกฯ กองทัพใช้กฎหมายพิเศษ ใช้กองทัพในการรักษาตำแหน่งของตัวเองต่อไป โดยไม่สนใจเศรษฐกิจและชาวโลก" นายพร้อมพงศ์กล่าวว่า นอกจากนี้จากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยพบว่า ประชาชนที่เสียชีวิตส่วนใหญ่นั้นถูกยิงด้วยสไนเปอร์ แต่วันนี้นายกฯและกองทัพไม่เคยพูดถึงสไนเปอร์ว่า เป็นอย่างไร ตนจึงขอตั้งคำถามว่า ประชาชน 30 รายถูกยิงด้วนสไนเปอร์ ซึ่งถือว่า เป็นอาวุธที่กองทัพใช้ อยู่ในกองบัญชาการหน่วยรบพิเศษที่ขึ้นตรงกับ ผบ.ทบ.ตรงนี้ได้มีการตรวจสอบหรือไม่ จึงขอเรียกร้องว่าหากมีการตั้งองค์กรกลางขึ้นมาเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ขอให้มีการตั้งหน่วยงานที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงมาตรวจสอบ โดยเฉพาะต้องตรวจอสอบด้วยว่ามีคำสั่งออกมาให้ใช้กองบัญชาการหน่วยรบพิเศษหรือไม่ ด้าน นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย แถลงว่า ทุกคนรู้จักแกนนำ นปช.ดีว่าไม่เคยมีประวัติการใช้อาวุธหรือเป็นผู้ก่อการร้าย แต่วันนี้กลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย และในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ศอฉ.แถลงอยู่ฝ่ายเดียว ปิดกั้นสื่อทั้งหมด ทำให้ทุกอย่างไม่น่าเชื่อถือและการแถลงการจับกุมอาวุธ หากเป็นอาวุธที่ถูกนำใช้ไปแล้วต้องมีการตรวจลายนิ้วมือ และเขม่าดินปืน ไม่ใช่ออกมาในลักษณะขัดถูกมาอย่างดี แบบนี้ถือเป็นการกล่าวหาข้างเดียว นายวรวัจน์กล่าวว่า ส่วนเรื่องการเผาเซ็นทรัลเวิล์ดเกิดภายหลังที่แกนนำ นปช.ประกาศยุติการชุมนุมแล้ว และไม่มีภาพของผู้ที่เผา เหตุจูงใจการเผามีเหตุหลายอย่างไม่ใช่การจราจลอย่างเดียว อาจเป็นการสร้างสถานการณ์ก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องตรวจสอบให้ชัดเจน ขณะที่รัฐบาลเองหากคาดว่า อาจมีการเผารัฐบาลก็ต้องแจ้งไปยังสถานีรถดับเพลิงในบริเวณใกล้เคียง แต่ปรากฎว่าจากการตรวจสอบของพรรคเพื่อไทยกลับไม่มีการขอกำลังเพิ่มเติมแต่อย่างใดซึ่งถือว่าผิดวิสัยได้ จึงอยากรัฐบาลและประชาชนว่าหากวันนี้ไม่มีเรื่องเผาเกิดขึ้น ไม่มีการพบอาวุธจำนวนมาก รัฐบาลจะตอบคำถามเรื่องทหารฆ่าประชาชนอย่างไร เรื่องที่ต้องปกปิดคือต้องเอาเรื่องการอาวุธเรื่องเผามากลบเกลื่อน และขอให้รัฐบาลยุติการกระทำทั้งปวง
1.แกนนำ นปช. ได้พูดบนเวทีคืนก่อนที่จะมีการสลายการชุมนุมในวันที่ 19 พ.ค. แล้วว่า มีคนรายงานว่าในการประชุมของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)มีการพูดถึงการยัดข้อหา เพื่อเป็นพยายนหลักฐานว่าผู้ชุมนุมมีการใช้อาวุธร้ายแรง และท้ายที่สุดก็เป็นจริงตามที่แกนนำได้พูดบนเวทีและคาดการณ์ไว้
3. ผู้ชุมนุมรู้ล่วงหน้าว่าจะมีการสลายการชุมนุมและจะต้องมีการหาเหตุ หาอาวุธมาปรับปรำผู้ชุมนุมในข้อหาการก่อการร้าย ผู้ชุมนุมจะปล่อยอาวุธเหลือไว้ให้เจ้าหน้าที่ยึดเป็นหลักฐานทำไม
4.ในระหว่างการชุมนุมนั้น แกนนำได้พาสื่อมวลชนไปตรวจสอบอาวุธตามที่ศอฉ.ได้กล่าวหา แต่ก็ปรากฎว่าไม่พบอาวุธแต่อย่างใด
5. ตั้งแต่มีการชุมนุมเมื่อวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. มีผู้เสียชีวิต 85 คน เป็นทหาร และตำรวจ 11 นาย ส่วนอีก 74 รายเป็นประชาชน ซึ่งไม่ปรากฎเลยว่าผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตมีอาวุธ หรือใช้อาวุธกับเจ้าหน้าที่
6.การตรวจค้นอาวุธ กระทำภายหลังการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่รัฐเพียงฝ่ายเดียว ไม่มีสักขีพยายานจากฝ่ายอื่นที่เป็นกลางมาร่วมตรวจสอบ จึงทำให้ผลการตรวจสอบไม่น่าเชื่อถือ
7. มีการตรวจสอบลายนิ้วมือและหาพยานหลักฐานตามหลักนิติวิทยาศาสตร์อย่งเที่ยงตรงและเป็นธรรมหรือไม่
พท.ซัด"มาร์ค"สั่งทหารปราบปชช.-ปล่อยโกง ยื่นถอดถอนกับ3รมต. นายกฯให้ขยายเวลาประชุมสภา
"เพื่อไทย"ยื่นซักฟอก"มาร์ค-5รมต." สุเทพ-ชวรัตน์-โสภณ-กรณ์-กษิต ให้วุฒิสภาถอดถอน4 "คลัง-บัวแก้ว"รอด ชง"เฉลิม"นั่งนายกฯ ญัตติซัดละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง ปล่อยให้มีการทุจริต มาตรฐานจริยธรรม-คุณธรรมต่ำ พท.ยื่นซักฟอก"มาร์ค-5รมต."
พรรคเพื่อไทย(พท.) ยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 6 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง และนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ พร้อมกันนี้ได้ยื่นถอดถอนรัฐมนตรี 4 คน ประกอบด้วย นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ นายชวรัตน์ และนายโสภณ
ทั้งนี้ เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พฤษภาคม นายวิทยา บูรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พท. ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน นายวิชาญ มีชัยนันท์ ส.ส.กทม. และนายพร้อมพงษ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท. เข้ายื่นหนังสือต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เพื่อถอดถอนนายอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรี รวม 4 คน ซึ่งนายประสพสุข รับปากว่า จะรีบไปดำเนินการตรวจสอบรายชื่อตามกระบวนการรัฐธรรมนูญต่อไป
ต่อมาเวลา 13.20 น. นายวิทยา พร้อมคณะเข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี รวม 6 คน ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยแยกเป็น 2 ญัตติๆ แรกขอเปิดอภิปรายฯนายกรัฐมนตรี ส่วนญัตติที่ 2 ขอเปิดอภิปรายฯรัฐมนตรี 5 คน และในท้ายญัตติได้เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน ในฐานะประธานส.ส.พท.เป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป
"ชัย"เล็งใช้มาตรฐานสมัย"สมัคร"
นายชัย กล่าวว่า ภายใน 7 วันจะตรวจสอบความถูกต้องของญัตติก่อนจะส่งต่อไปยังรัฐบาล เพื่อพิจารณากำหนดวันอภิปรายที่เหมาะสม เนื่องจากการเปิดสมัยประชุมวิสามัญครั้งนี้ เป็นความต้องการของรัฐบาลที่จะพิจารณาเรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554โดยเฉพาะ แต่หากรัฐบาลยอมขยายเวลา ก็อาจใช้มาตรฐานเดียวกันกับสมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฝ่ายค้านเคยเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี และเห็นว่า ขณะนี้ทุกฝ่ายต้องการที่จะใช้เวทีสภาในการแสดงความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่การสร้างความปรองดองสมานฉันท์
ทั้งนี้ มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสภาสมัยวิสามัญ ตั้งแต่วันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ตามที่รัฐบาลเสนอเพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ซึ่งนายชัย ได้นัดประชุมในวันที่ 26-27 พฤษภาคมนี้
ฝ่ายค้านขอก่อนพิจารณางบฯ
นายวิทยา กล่าวว่า เหตุที่ไม่ยื่นถอดถอนนายกรณ์ และนายกษิต เพราะจากการประสานงานรายละเอียดพบในเรื่องความผิดพลาดในการบริหาร อีกทั้งหลักฐานซึ่งนำไปสู่การถอดถอนไม่เพียงพอ ส่วนสาเหตุที่ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ เนื่องจาก 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา พท.ได้ติดตามการปฏิบัติหน้าที่และการทำงานรัฐบาลมาตลอด และมีความจำเป็นต้องยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและยื่นถอดถอน ดังนั้นในการประชุมสภาสมัยวิสามัญที่หลายฝ่ายคาดว่า จะเป็นการพิจารณางบประมาณปี 2554 นั้น พรรคฝ่ายค้านได้ประสานงานกันโดยตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการเรื่องงบประมาณดังกล่าวมีความน่าแปลกใจที่ดำเนินการเร็วกว่ากำหนดถึง 1 เดือน แสดงถึงเจตนาของรัฐบาลที่ตั้งใจเอื้อประโยชน์ ดังนั้นพรรคฝ่ายค้านจึงมีความตั้งใจอยากให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนเรื่องงบประมาณ
นายวิทยา กล่าวว่า ผลกระทบจากการชุมนุมไม่ได้เกิดแต่เฉพาะผู้ประกอบการ หรืออาคารทรัพย์สินอย่างเดียว แต่เกิดต่อจิตใจของผู้สูญเสีย โดยเฉพาะกรณีผู้เสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ได้พูดถึงเลย ฝ่ายค้านจึงต้องการทำหน้าที่อภิปรายเสียก่อนจะมีการดำเนินการเรื่องงบ เพราะวันนี้แม้จะมีงบมากเพียงใด แต่ถ้าไม่แก้เรื่องความขัดแย้งก่อนก็จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย
อ้างหวังตีแผ่ความจริงลุยม็อบ
"ที่ไม่ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตั้งแต่สมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา เพราะเหตุการณ์และการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายค้านในตอนนั้นล่อแหลมมาก ในช่วงเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา รัฐบาลกำลังอยู่ระหว่างปฏิบัติการที่ทำให้เกิดความสูญเสีย ถ้าฝ่ายค้านยื่นเสียแต่วันนั้นแล้วเสียงฝ่ายรัฐบาลมากกว่า เท่ากับว่าฝ่ายค้านประทับตราความชอบธรรมให้รัฐบาลทันทีและเท่ากับผู้ชุมนุมทำผิด แต่ในครั้งนี้ประชาชนที่มาชุมนุมกลับไปแล้วจึงจำเป็นต้องสะท้อนการใช้อำนาจรัฐที่ผ่านมา สถานการณ์จึงต่างกัน"นายวิทยา กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าครั้งนี้มั่นใจว่า พรรคร่วมรัฐบาลเองจะเทเสียงให้ในการลงมติ นายวิทยากล่าวว่า ความจริงฝ่ายค้านต้องการอธิบายให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ได้หวังอะไรจากพรรคร่วมรัฐบาล ร.ต.อ.เฉลิม ก็ไม่หวังจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี เพียงแต่ต้องการให้เห็นความจริง เห็นความผิดพลาดการบริหารโดยรัฐบาล
ซัดรมต.บริหารงานผิดพลาด
"ส.ส.ฝ่ายค้านได้เข้าชื่อยื่นถอดถอน 159 คน และเข้าชื่อยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ 184 คน โดยผู้ที่ถูกยื่นถอดถอนและอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดนั้น เนื่องจากการบริหารงานที่ผิดพลาด ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย, นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริตและส่อว่า กระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย, นายโสภณ บริหาราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง ส่อว่ารู้เห็นเป็นใจหรือยินยอมให้พวกพ้องหรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น
นายวิทยา กล่าวว่า ส่วนนายกรณ์ ดำเนินนโยบายการเงินการคลังและการงบประมาณประเทศผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดินปี 2552-2554 และแผนนิติบัญญัติปี 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ อีกทั้งนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ส่วนนายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
นายกฯละเมิดสิทธิฯร้ายแรง
สำหรับญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายอภิสิทธิ์ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ขาดความรู้ความสามารถ มีพฤติกรรมส่อว่า จงใจไม่ดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และนโยบายที่ได้แถลงไว้ กำกับดูแลบริหารราชการแผ่นดินโดยไร้ประสิทธิภาพ มีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลยให้รัฐมนตรีร่วมรัฐบาลมีการทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินอย่างกว้างขวาง เป็นไปในลักษณะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยการสั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามทุกชนิดเข้าทำการปราบปรามประชาชนหลายครั้ง เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตร่างกายของประชาชนจำนวนมาก
กระทำการกลั่นแกล้งใส่ร้ายป้ายสีให้ประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบต้องตกเป็นผู้ต้องหาในคดีอาญาฐานก่อการร้าย กลั่นแกล้งประชาชนผู้สุจริตไม่ให้ทำธุรกรรมในสถาบันทางการเงินและกล่าวหาว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย ขาดหลักธรรม จริยธรรม และหลักธรรมาภิบาล มีปัญหามาตรฐานทางจริยธรรมและคุณธรรมต่ำ แนวนโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลว ไร้วินัยการเงินการคลัง
"หากจะให้บริหารราชการแผ่นดินอีกต่อไป จะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง จนยากที่จะเยียวยาแก้ไขได้ "ญัตติระบุ
"มาร์ค"หนุนยืดสมัยวิสามัญ
ด้านนายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ในช่วงเช้าก่อน พท.ยื่นญัตติว่า เบื้องต้นคงต้องดูก่อนว่า มีการยื่นญัตติหรือไม่ ถ้ามีการยื่น ประธานสภา จะต้องเป็นผู้ตรวจสอบญัตติ ถ้าส่งเรื่องมา รัฐบาลก็ดำเนินการตามกระบวนการ
"ต้องดูว่าเขายื่นมา แล้วท่านประธานสภาตรวจสอบแล้วว่าอย่างไร แต่ใจผมคิดว่า ถ้าจำเป็นต้องขยายสมัยประชุมวิสามัญก็สามารถทำได้"นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า คิดว่าความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านเป็นการดำเนินการคู่ขนานระหว่างเกมในสภากับเกมใต้ดินหรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ถ้ามีการยื่นอภิปราย ก็อยากให้ทุกอย่างกลับมาในสภา อย่าเอาสภาเป็นเครื่องมือไปใช้ในการทำให้เกิดความเคลื่อนไหวใต้ดินคู่ขนาน หรือเกิดความวุ่นวายอีก
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงแผนสร้างความปรองดอง (โรดแมป) ว่า ได้คุยแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลบ้างแล้ว และทราบว่าพรรคร่วมจะมีการพบปะกัน ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก็ได้พูดบทบาทที่ต้องช่วยกันทำตามโรดแมปอยู่แล้ว อย่างไรก็ตามคาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนโรดแมปบางส่วน โดยให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูและการมีส่วนร่วมมากขึ้น
ปชป.ให้พท.อธิบายตัวเอง
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้า ปชป. กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่า ปกติการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจะต้องเป็นการที่ฝ่ายค้านฟอกรัฐบาล แต่ในครั้งนี้เป็นการเอารัฐสภาเป็นที่ฟอกตัวเองให้พ้นผิดจากเหตุการณ์วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งการซักฟอกเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า จะให้นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท. แกนนำคนเสื้อแดง เป็นหัวหอกในการอภิปราย ถ้าเป็นเช่นนั้น พท.ควรเปลี่ยนชื่อคนที่จะเสนอเป็นนายกรัฐมนตรี จากร.ต.อ.เฉลิมเป็นนายจตุพร แทน
ด้านนพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษก ปชก.ว่า พท.มีบทบาทที่ต้องตอบคำถาม คือ 1.การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ เหตุใดจึงปฏิเสธการยื่นในช่วงสมัยสามัญทั่วไป ทั้งที่รัฐบาลก็ตอบรับ และจะบรรจุเข้าระเบียบวาระ เพราะหากยื่นอภิปรายก่อนหน้านี้อาจเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงการสูญเสียได้ 2.พท.มีบทบาทอย่างไรกับเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งกลุ่มกองกำลัง บทบาทการสนับสนุน รู้เห็นการสั่งการ ดังนั้น พท.ควรใช้โอกาสนี้อภิปรายบทบาทของตัวเองเพื่อตอบคำถามแก่สังคมด้วย
กก.ติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา ชี้วิกฤตฝั่งลึก ปชช.ได้รับข้อมูลด้านเดียว
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภานัดแรก โดยที่ประชุมมีมติเลือกนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ เป็นประธานคณะกรรมการ นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ส.ว.สรรหา เป็นรองประธานคนที่ 1 นายโคทม อารียา ผอ.ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นรองประธานคนที่ 2 พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผอ.สำนักสันติวิธีและธรรมาภิบาล สถาบันพระปกเกล้า เป็นรองประธานคนที่ 3 นายไชยา ยิ้มวิไล ผอ.หลักสูตรปรัชญาดุษฎีสาขารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม เป็นโฆษก นายสิงห์ชัย ทุ่งทอง ส.ว.อุทัยธานี เป็นรองโฆษก นายมนตรี รูปสุวรรณ ที่ปรึกษาด้านการเมือง การปกครอง และการบริหารจัดการ วุฒิสภา เป็นเลขานุการ จากนั้นได้เปิดให้กรรมการเสนอความเห็นเกี่ยวกับกรอบการทำงาน โดยกรรมการฯมีมติว่า กรอบการทำงานให้มุ่งการมองไปข้างหน้ามีเป้าหมายเพื่อความสามัคคีและสันติสุข ไม่สร้างความขัดแย้งเพิ่มเติม เปิดให้ทุกภาคส่วนได้รับรู้และให้ข้อมูลสู่สาธารณะ เนื่องจากช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา ประชาชนต่างฝ่ายต่างได้รับข้อมูลด้านเดียวของฝ่ายตนเอง ทำให้เชื่อว่าฝ่ายตนเองถูก อีกฝ่ายเลว เป็นอมนุษย์ สร้างความเกลียดชังถึงขั้นสนับสนุนให้ฆ่ากันได้ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก ทั้งนี้จะไม่ตัดสินว่าใครผิดหรือถูกแต่จะเสนออย่างสร้างสรรค์ ทั้งนี้คณะกรรมการฯมีมีติการประชุมทุกวันจันทร์ เวลา 09.30 น. ส่วนกรอบการทำงานเบื้องต้นให้ศึกษาให้เสร็จภายใน 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน เพราะสถานการณ์ยังร้อน คณะกรรมการจะได้มีข้อเสนอที่ช่วยระงับความสูญเสีย นอกจากนี้ยังมีมติให้ทำหนังสือขอข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์การชุมนุม ข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆและความสูญเสียที่เกิดขึ้น จากหน่วยงานทั้งฝ่ายรัฐ เอกชน สื่อมวลชนไทยและต่างประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรรมการบางส่วนยังมีข้อเสนอเบื้องต้นที่ทำได้ทันที อาทิ นางรสสุคนธ์ ภูริเดช ส.ว.สรรหา ในฐานะกรรมการ เสนอว่า สื่อควรมีบทบาทในการสร้างความเข้าใจมากกว่านี้ เพราะวันนี้สื่อทุกแขนงเสนอแต่อาคารไหม้ แต่ไม่เสนอฝ่ายประชาชนที่เสียชีวิตซึ่งรัฐบาลต้องดูแล รวมถึงขอความร่วมมือรายการเล่าข่าวไม่ให้ทับถมผู้เสียชีวิต และกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ส่วนนายวิชาญ เสนอให้สื่อทุกแขนงช่วยระงับการเสนอภาพและข่าวที่จะนำไปสู่การตอกย้ำแบบแพ้หรือชนะของกลุ่มใด ขณะที่พล.ต.ท.พิชัย สุนทรสัจบูลย์ ส.ว.อุดรธานี กล่าวว่า ขอฝากไปยังตำรวจ ขอให้เข้มงวดดำเนินการกับโจรผู้ร้ายที่ซ้ำเติมวิกฤตของชาติ เพราะสังคมมองว่า ตำรวจเป็นมะเขือเทศ มะเขือเผา ส่วนนักการเมืองก็ต้องเอาประเทศเป็นที่ตั้ง อย่าทำให้เกิดมาตรการรุนแรงอีกต่อไป สำหรับสื่อ ก็ต้องใช้วิจารณญาณในการนำเสนอข่าว อย่าเสนอสิ่งที่ซ้ำเติมประเทศ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการฯยังมีมติให้ตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุดคือชุดละ 12 คน 1.คณะอนุกรรมการศึกษาแนวทางปรองดองและสมานฉันท์ มีนายโคทม เป็นประธานอนุกรรมการ มีอำนาจหน้าที่ศึกษาแนวทางสร้างความปรองดองตามข้อเสนอของนายกฯและข้อเสนอจากฝ่ายต่างๆ 2.คณะอนุกรรมการติดตามเยียวยาฟื้นฟูและบังคับใช้กฎหมาย มีพล.อ.เอกชัย เป็นประธานอนุกรรมการ มีเป้าหมายเยียวยาทั้งกายภาพ และจิตใจ ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน และรัฐจะต้องยึดหลักนิติธรรม เมตตาต่อกัน เพราะประชาชนทุกสีล้วนเป็นคนไทย 3.คณะอนุกรรมการศึกษาและวิเคราะห์สถานการณ์ทางการเมือง มีนายวิชาญ เป็นประธานอนุกรรมการ มีเป้าหมายเพื่อให้ไม่มีคนล้มเจ็บตายเพิ่มอีก โดยประธานคณะอนุกรรมการทั้ง 3 คณะจะทาบทามบุคคลมาเป็นอนุกรรมการและเสนอคณะกรรมการชุดใหญ่เพื่อแต่งตั้งในการประชุมครั้งถัดไป
'ทักษิณ' รับไปเมืองคานส์ อ้างทั่วโลกเห็นใจนปช.
ที่มา ไทยรัฐ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อคืนวันที่ 23 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านทวิตเตอร์ยอมรับว่า เดินทางไปเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส นอกจากนี้ ยังระบุว่า “พี่น้องที่เรียกร้องประชาธิปไตยอย่าเพิ่งหมดกำลังใจครับ ทั่วโลกเขาเห็นใจและเป็นกำลังใจกันมาก เขาบอกว่า they ask for ballots but they got bullets.” ขณะเดียวกัน อดีตนายกฯยังแนะนำให้คนเสื้อแดงดูภาพยนตร์เรื่อง "อวตาร" โดยเปรียบเทียบว่า สะท้อนการต่อสู้ของคนเสื้อแดงกับทหาร ระหว่างการใช้อาวุธพื้นบ้านกับอาวุธทันสมัย ทั้งนี้ มีรายงานว่า วานนี้ (23 พ.ค.) มีการเผยแพร่ภาพพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งอ้างว่ามีผู้ถ่ายไว้ขณะเข้าร่วมงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติที่เมืองคานส์ประจำปีนี้ แล้วนำมาเผยแพร่ตามเว็บไซต์เครือข่ายสังคม และเว็บบอร์ดต่างๆ จนได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง
"พ.ต.ท.ทักษิณ" ทวิตยอมรับไปเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส อ้างทั่วโลกเห็นใจเสื้อแดง อย่าหมดกำลังใจ เปรียบการต่อสู้เหมือนหนังอวตาร อาวุธพื้นบ้านสู้กับอาวุธทันสมัย...
เพื่อไทยยื่นถอดถอน 4 รมต.ก่อนซักฟอกมาร์ค
ที่มา ไทยรัฐ
180 ส.ส.พท.ยื่นถอดถอน "มาร์ค -เทือก-ชวรัตน์-โสภณ" นำร่องศึกซักฟอก วอนรัฐบาลขอเปิดอภิปรายก่อนพิจารณางบประมาณ อ้างทำตามระบอบประชาธิปไตย ไม่หวังเป็นรัฐบาล-"เหลิม" ไม่หวังเป็นนายกฯ..
เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ที่รัฐสภา คณะ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำโดย นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ได้นำรายชื่อ ส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 159 คน เข้ายื่นต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา (ส.ว.) เพื่อให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายชวรัตน์ ชาญวีรกุล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง ซึ่งถือเป็นการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 270 และเข้าพบนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำรายชื่อ ส.ส.จำนวน 180 คน ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีรวม 6 คน โดยอีก 2 รัฐมนตรีที่ยื่นเพียงการอภิปรายแต่ไม่ได้ยื่นถอดถอนคือนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ เนื่องจากมีความผิดพลาดในการบริหารราชการแผ่นดิน แต่หลักฐานไม่เพียงพอที่จะยื่นถอดถอนได้
นายวิทยากล่าวว่า สำหรับข้อหารัฐมนตรีที่ยื่นอภิปราย 1. นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ผู้กำกับ ควบคุม ดูแลตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดินทุกกระทรวง ทบวง กรม รวมทั้งกระทรวงคมนาคมที่มีนายโสภณ เป็นรัฐมนตรี และในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายตำรวจแห่งชาติ (ก.ต.ช.) ได้กระทำการอันมีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย และฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยร่วมกันกระทำการอันเป็นการเอื้อประโยชน์ให้แก่คู่สัญญาของรัฐที่เป็น เอกชนให้ได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ โดยชอบด้วยกฎหมาย ทำให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ที่ต้องสูญเสียเงินของแผ่นดินไปจำนวนมาก จากการดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงบางใหญ่-บางซื่อ และกรณีกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในฐานะประธาน ก.ต.ช. ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ 2547 กระทำให้รัฐและหน่วยงานของรัฐได้รับความเสียหาย
2. นายสุเทพ คือ การปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนนายกฯ และในตำแหน่งหน้าที่ของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง กระทำผิดรัฐธรรมนูญ กฎหมาย ไม่บังคับให้เป็นไปตามกฎหมาย 3. นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต และส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง 4. นายโสภณ บริหารราชการแผ่นดินโดยกำหนดนโยบายเพื่อมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ในทางทรัพย์สิน และประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิภาพในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รู้เห็นเป็นใจ หรือยินยอมให้พวกพ้อง หรือผู้สนับสนุนทางการเมืองของตนเองเข้ามาแสวงหาผลประโยชน์จากโครงการที่กำหนดขึ้น มีพฤติการณ์ส่อไปในทางทุจริตและกระทำผิดต่อหน้าที่ราชการ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายนายวิทยา กล่าวว่า
5. นายกรณ์ ดำเนินนโยบายด้านการเงิน การคลัง และการงบประมาณของประเทศผิดพลาด บกพร่อง ไม่ดำเนินการตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดิน 2552-2554 แผนนิติบัญญัติ 2552-2554 มุ่งแสวงหาการก่อหนี้สาธารณะจนขณะนี้มีหนี้สูงกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจ ความจำเป็นในการใช้จ่ายภายในประเทศและภาระหนี้สาธารณะที่มีอยู่ อีกทั้งยังนำเงินที่ได้จากการกู้ไปดำเนินนโยบาย เพื่อเอื้อประโยชน์กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ 6. นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีกับประเทศชาติในสายตา ประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่างกับตนเอง มุ่งทำลาย มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงข้าม โดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่ได้แถลงไว้ บริหารราชการไม่เป็นไปตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน
นายวิทยา ยังกล่าวถึงการพิจารณา พ.ร.บ.ร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 เป็นที่น่าสังเกตว่าน่าแปลกใจที่มีการจัดสรรไวกว่ากำหนด ทำให้ไม่สบายและเห็นว่ารัฐบาลมีเจตนาจะเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ข้อเท็จจริงเราตั้งใจที่จะอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนที่จะมีการพิจารณางบประมาณ แต่เป็นที่ทราบกันดีว่ารัฐบาลพยายามให้สภาฯ ผ่านร่างงบประมาณไปก่อน ซึ่งแทนที่จะห่วงใยประชาชนที่ได้รับผลกระทบในการสลายการชุมนุม ซึ่งคงไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ หรือบ้านอสังหาริมทรัพย์ใด ๆ ที่อยู่ในบริเวณการชุมนุม แต่จะเกิดกับจิตใจกับผู้ที่สูญเสียชีวิต ซึ่งรัฐบาลไม่ยอมพูดเรื่องนี้เลย ซึ่งก็น่าจะให้ฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ตรวจสอบ โดยเฉพาะการอภิปรายไม่ไว้วางใจก่อนที่จะพิจารณางบประมาณ ซึ่งถือเป็นเรื่องรอง เพราะแม้ว่าจะมีงบประมาณมากเพียงใด แต่ความขัดแย้งยังเกิดขึ้นในประเทศ และรัฐบาลไม่สามารถดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายที่ได้แถลงไว้ คิดว่าไม่เกิดประโยชน์อะไร
เมื่อถามว่าเหตุใดไม่ยื่นอภิปรายในสมัยประชุมสามัญที่ผ่านมา นายวิทยา กล่าวว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐบาลขณะนี้ถือว่าล่อแหลมมาก เพราะอยู่ระหว่างที่รัฐกำลังใช้อำนาจ และมีผู้สูญเสียในเหตุการณ์ 10 เม.ย.53 หากรัฐบาลยอมรับและฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงนั้น เสียงรัฐบาลมีมากกว่า เท่ากับว่าได้ประทับตราความถูกต้องชอบธรรมให้นายอภิสิทธิ์ เท่ากับว่าประชาชนที่มาชุมนุมกระทำไม่ถูกต้อง แต่รัฐบาลได้รับความชอบธรรม คือ สภาฯ ลงมติเห็นชอบหรือให้ผ่านในการปฏิบัติหน้าที่ แต่ขณะนี้เราเห็นการกระทำของรัฐบาลที่ปฏิบัติต่อผู้ชุมนุมอย่างไร ซึ่งมีความบอบช้ำ บาดแผลที่หลายฝ่ายไม่ได้ออกมาตีแผ่ ทุกวันนี้ก็ทราบข้อมูลด้านเดียว ซึ่งน่าจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายค้านที่จะบอกข้อเท็จจริงให้กับประชาชนว่าเกิด อะไรขึ้นกับผู้ชุมนุมว่ารัฐใช้อำนาจและเกิดความผิดพลาดอย่างไร ซึ่งถือว่าแตกต่างไปจากตอนนั้น
"การอภิปรายครั้งนี้ เราไม่ได้คาดหวังว่าจะได้รับมือสนับสนุนจากเสียงของพรรค ร่วมรัฐบาล และร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนก็ไม่ได้หวังเป็นนายกฯ แต่ทำตามครรลองประชาธิปไตย ซึ่งฝ่ายค้านเพียงต้องการสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารงานผิดพลาดของรัฐบาลว่า เกิดอะไรขึ้นในอนาคตของประเทศต่อไปอย่างไร" นายวิทยา กล่าว.
ถ้าไม่ยุบ-ไม่ออก
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
ในนาทีนี้ ไม่มีใครรู้สึกสบายอกสบายใจ เพราะไม่เชื่อว่าจะเกิดความสงบขึ้นในบ้านเมือง ภายหลังรัฐบาลตัดสินใจใช้ปฏิบัติการทางทหารจัดการกับม็อบราชประสงค์จนราบคาบ
*ทุกคนรู้ดีว่า ชัยชนะของรัฐบาลเมื่อวันที่ 19 พ.ค. จะนำไปสู่ความรุนแรงที่น่ากลัวกว่า!*
คราวนี้แหละ สิ่งที่ศอฉ.โหมประโคมมาตลอด เรื่องผู้ก่อการร้าย โดยไม่มีใครเคยเห็นเลยนั้น
ทีนี้อาจจะได้เห็นกันจริงๆแล้ว
ก่อการร้ายรับมือยากเย็นขนาดไหน ก็ 3 จังหวัดใต้นั่นไง
แล้วจะได้รู้กันว่า ระหว่างการยอมยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ซึ่งเป็นทางออกประชาธิปไตย กับการใช้อำนาจกองทัพจัดการกับผู้ชุมนุมนั้น
อะไรคุ้มกว่ากัน!!
สำคัญที่สุดเหตุการณ์ขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับประชาชนหนนี้มีชาวบ้านสังเวยชีวิตกว่า 80 ศพ
อันเป็นความตายในทางการเมืองที่มากมายที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
*แล้วส่วนใหญ่ ไม่น่าจะเป็นผู้ก่อการร้าย*
เห็นได้จากภาพข่าว คลิปว่อนตามเน็ต คนตายมักโดนส่องด้วยหน่วยสไนเปอร์
ตายขณะเคลื่อนไหวในแนวบังเกอร์ยางรถยนต์ โดยอาวุธในมือ คือ ระเบิดขวด ระเบิดเพลิง หนังสติ๊ก ปืนสั้น!
เมื่อรัฐบาลเลือกหนทางใช้รถหุ้มเกราะบุกเข้าสู่พื้นที่ชุมนุม ทำให้ต้องยอมสลายตัวด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความคับแค้น
รู้สึกถูกข่มเหงรังแก เพราะรัฐบาลไม่ใช้วิถีเจรจา แต่ใช้กำลังอำนาจรัฐอันใหญ่โต ใช้กองทหารที่มีความเหนือกว่าผู้ชุมนุมทุกประการ
**ส่วนอาวุธร้ายแรงของม็อบ เราได้เห็นจากการตรวจค้นภายหลัง จะเชื่อได้สนิทใจหรือ!?**
แล้วจนบัดนี้ญาติพี่น้องของเขาที่ล้มตายไปกว่า 80 ศพ ไม่มีท่าทีความรับผิดชอบจากผู้มีอำนาจ
เมื่อม็อบจบแบบนี้ ทุกคนย่อมรู้ดีว่า เตรียมรับมือกับก่อการร้ายของจริงในทั่วประเทศได้เลย
ถ้ารัฐบาลโดยเฉพาะนายกฯ ไม่แสดงท่าทีทางการเมือง เช่นยุบสภา หรือลาออก
*เพื่อรับผิดชอบต่อความตายของพลเมืองภายใต้การปกครองของนายกฯ*
ซึ่งก็เห็นห่วงกันแต่ตึก แต่ไม่นึกถึงชีวิตคนตาย
ถามหน่วยความมั่นคงดูเองก็ได้
นายกฯและคนในรัฐบาลนี้จะเดินเหินไปไหนคงยากลำบากน่าห่วงใยเต็มที!