WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 25, 2010

เรื่องของคุก-คุกการเมือง…!!!

ที่มา ไทยรัฐ

ในชีวิตหลายคน อาจจะไม่เคยสัมผัสกับคุก แต่หลายคนก็เข้าออกราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ไทยรัฐ ออนไลน์ พาไปรู้จักคุกในความหมายต่างๆ กัน เผื่อคนที่ช่างใจว่าจะทำอะไรผิดลงไปนั้น จะได้กลับใจอะไรได้บ้าง...

จุดเริ่มต้นของคุก...

สำหรับจุดเริ่มต้นนั้น ไม่แน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่เชื่อกันว่าการสร้างคุกขึ้น ไม่น่าจะสร้างขึ้นมาเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ ทำนองว่า เธอๆ คืนนี้เราจะไปดริงค์ที่คุกไหนกันดี อันนี้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคุกนั้นสร้างขึ้นมากักขัง เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรง เพื่อตักเตือนให้เปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ดี นอกจากจุดประสงค์สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ คุกในสมัยนี้ ความโหด ความน่ากลัวต่างๆ แตกต่างกับคุกในสมัยเก่า ราวฟ้ากับเหวอย่างแน่นอน

ความหมายของคุก...

มาดูความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า “คุก” เอาไว้ว่า หมายถึงที่ ขังนักโทษ, เรือนจำ

ส่วนคำว่า “เรือนจำ” พจนานุกรมฉบับเดียวกัน ระบุความหมายว่า เป็นที่ขังนักโทษและผู้ต้องหา หรือที่ควบคุมกักขังผู้ต้องขังกับสิ่งที่ใช้ต่อเนื่องกัน และหมายความรวมตลอดถึงที่อื่นใด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา วางอาณาเขตไว้โดยชัดเจน

นอกจากนี้ คำว่า “คุก” นั้น ยังได้บัญญัติความหมายอีกว่า เป็นสถานที่ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ทำผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในประเทศ คุกหรือเรือนจำ เลยถูกแบ่งประเภทไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2547) โดยออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2479 ไว้ว่า เรือนจำมี 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1. เรือนจำกลาง เอาไว้คุมขังผู้ต้องขังที่มีคำพิพากษาแล้ว และนักโทษเด็ดขาด

2. เรือนจำส่วนภูมิภาค แบ่งเป็นเรือนจำจังหวัด และเรือนจำอำเภอ คุมขังผู้ต้องขังที่เป็นคนฝาก ผู้ต้องขังระหว่างคดี และนักโทษเด็ดขาด

3. เรือนจำพิเศษ หรือทัณฑสถาน คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะแต่ละประเภท เช่น หญิง คนวัยหนุ่ม เด็ก คนชรา หรือพิการทุพพลภาพ คนป่วย หรือผู้ต้องขังประเภทเดียวกับเรือนจำส่วนภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่นั้นไม่มีเรือนจำส่วนภูมิภาคตั้งอยู่

4. เรือนจำชั่วคราว คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะกรณีตามที่รัฐมนตรีกำหนด อำนาจในการคุมขังผู้ต้องขังของเรือนจำแต่ละเรือนจำ ให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรี

จำคุกทางการเมือง...!?!

อธิบายเรื่อง “คุก” แล้วไม่พูดถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย ที่มีทั้งการเผา การปล้น การฆ่าอย่างมากมายเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนี้มีทั้งที่ถูกกล่าวหาว่า สั่งการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ประเด็นก็คือ ถ้าหากสืบพบความผิดในที่สุดแล้วคนกลุ่มนี้จะต้องนอนอยู่ในคุกแน่นอน แต่จะเป็นคุกประเภทไหน...?

ไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินคดีทางการเมือง หรือผู้ที่ก่อความไม่สงบภายในบ้านเมือง ถ้าดำเนินคดีจะจัดอยู่ในประเภทคดีทั่วไป ซึ่งเมื่อทางศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง ก็ต้องเข้ามาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


“ในกรณีเหตุการณ์เผาสถานที่อันเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแบบนี้ เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งระยะเวลาในการจำคุกจะอยู่ที่ 18 ปีขึ้นไป ในบางกรณีที่โทษหนักมากๆ ก็อาจต้องย้ายไปอยู่เรือนจำที่มมีไว้สำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง, เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นต้น แต่จะมีการยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในบางรายด้วย” เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์กล่าว

ฟากนักกฎหมายอย่าง รองศาสตราจารย์ดร.เจษฎ์ โทณวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศชื่อดัง เติมเต็มกับไทยรัฐ ออนไลน์ ถึงประเด็นบทลงโทษของผู้ที่ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“โทษของการก่อการร้าย การปลุกระดม การก่อวินาศกรรมที่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ และประชาชนอย่างที่เป็นข่าวนั้น การตัดสินสูงสุดคือโทษประหารชีวิตครับ แต่ถ้าลดหลั่นโทษมา ก็ยังถือเป็นคดีหนัก ซึ่งต้องไปอยู่ที่เรือนจำสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เรือนจำบางขวาง ส่วนกลุ่มแกนนำที่ปลุกระดมผู้ชุมนุมนั้น ตอนนี้ถือว่าเป็นผู้ต้องหา ผู้คุมจึงอาจจะต้องนำไปฝากขังก่อนที่เรือนจำพิเศษก็ได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นการตัดสินของศาลจริงๆ ผมว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาคงได้รับโทษไม่ 1 ใน 3 ก็ 2 ใน 3 หรือจำคุกไม่ 50 ปี ก็คงอยู่ที่ 10 กว่าปี”

ส่วนคำว่าคุกทางการเมือง นักกฎหมายชื่อดังคนนี้ ยังอธิบายถึงเรื่องคุกทางการเมืองด้วยว่า จริงๆ แล้วคำว่าคุกการเมืองในเมืองไทยไม่มี

“ในประเทศไทย เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามกลางเมืองเมื่อสมัยก่อนมี เพราะช่วงนั้นปัญหามันค่อนข้างรุนแรง มีความขัดแย้งกันสูง แต่เดี๋ยวนี้บางประเทศเขาก็อาจจะหาคุกสักที่เพื่อไว้สำหรับนักการเมือง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดด้านการเมืองไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากว่าจะไปอยู่คุกคดีอุกฉกรรจ์ หรือคุกที่รับโทษทางเศรษฐกิจ มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว อย่างประเทศสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตนั้น จะมีคุกประเภทนี้” ดร.เจษฎ์ กล่าวในที่สุด

การ์ตูน เซีย 25/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

‘ผู้ก่อการร้าย’..ยัดให้ จมเขี้ยว

ที่มา บางกอกทูเดย์


‘ผู้ก่อการร้าย’..ยัดให้ จมเขี้ยว
ผลเสียหายจมแหลก เลอะรุงรัง ที่ตามมาเป็นพรวน ท่านไม่เคยแลเหลียว??การกล่าวอ้าง ซัดกันอย่างเต็มเหนี่ยว “ผู้รักประชาธิปไตย” เป็น “ผู้ก่อการร้าย” มีผลลัพธ์ “บริษัทประกันภัย” จะไม่จ่ายค่าเสียหายใดๆ?...กับห้างสรรพสินค้าระดับไฮโซ ที่ราบเป็นหน้ากอง ถ้า “จลาจล”...ต้องจ่ายจนหมดน่าตัก เชียวแหละพี่น้องเมื่อเป็นการ “ก่อการร้าย” แล้ว..ตามที่ “รัฐบาลอภิสิทธิชน” ยกระดับความเกรงขาม เพื่อให้ตนได้ความชอบธรรม จึงทำให้ “บริษัทประกันภัย” รอดตามกฎบัตร กฎหมาย ไม่ต้องชดใช้เงินจ่าย?..ความเสียหายทุกบาททุกสตางค์ ต้องควักภาษีประชาชน ออกมาจ่ายหนุบหนับ!!!ต้องบอก “บริษัทประกันภัย”...แฮปปี้ยิ่งกว่าใคร...เพราะไม่ต้องจ่ายเงินไง เล่าครับ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ก่อการร้าย’ ใครจะจ่ายเงินเล่า
เหมือนการวางระเบิด หมายลอบฆ่า หมายปองชีวิต “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งเก่า??ที่รอดตัวมาได้ครั้งกระนั้น...เพราะ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร มาช้า ..อันเนื่องมาจากตื่นสาย และแต่งตัวโอ้เอ้ถ้ามาตรงเวลา...ชะตาก็ขาด จบเห่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยอ้างสาเหตุว่า “แอร์เครื่องบินช็อต”จึงได้ค่าเสียหายจาก “บริษัทประกันภัย”....หากยังฟันธง ว่าเป็น “การก่อการร้าย” ค่าเสียหายที่เกิดกับเครื่องบินจำนวนมหาศาล เขาคงไม่จ่ายเช่นกัน!!!เพราะการใดที่เป็นความเสียหาย...อันเกิดจาก “ก่อการร้าย”.... “บริษัทประกันภัย” ไม่จ่าย หรอกทั่น???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ชัวร์’ หรือ ‘มั่วนิ่ม’ ไม่ทราบ
แต่การ ไปขึ้นบัญชีดำ “วิเชียร ขาวขำ” ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าบุญทุ่ม จ่ายท่อน้ำเลี้ยง ให้กับ “ผู้รักประชาธิปไตยคนเสื้อแดง” เป็นเรื่องตลก มากเลยล่ะครับเพราะใครที่รู้ต้นกำเนิด เทือกเถาเหล่าก่อ... จะทราบดีว่า “ส.ส.วิเชียร ขาวขำ” จนเป็นข้าวเกรียบ เดินต๊อกต๋อย ไม่มีจะกินแค่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง.....ยังต้องเดินหอบ ลิ้นแทบปลิ้นจะมีน้ำยาตรงไหน!... มีเงินเป็นกอบ มีเงินเป็นถัง “จ่ายท่อน้ำเลี้ยง” ดูแล “ผู้รักประชาธิปไตย” ได้เล่า..ที่ผ่านมาเลือกตั้ง ส.ส.ทุกที ก็สอบตกตลอด เพราะไม่มีเงินสู้!!!ขึ้นบัญชี “วิเชียร ขาวขำ”.....เหมือนกับเป็นการตอกย้ำ....สร้างวีรกรรม ซ้ำเติมศัตรู??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เลิกจองล้าง จองผลาญ!!!
ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ไมตรี จะเกิดได้ด้วย น้ำมือ ของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาล???ตามกวาดล้างเช็ดถูก “ผู้รักประชาธิปไตยเสื้อแดง”..ยิ่งจะเพิ่มดีกรีความเกลียดชัง ให้แตกแยก เป็นมหาอมตะนิรันดร์กาล ยากที่จะมาบัดกรีกันได้จะมากระแทกกระทั้น...แดกดัน กันทำไมชัยชนะครั้งนี้ ถ้า “รัฐบาล” มีชัยเหนือ “ประชาชน” ย่อมมีแต่ความแตกแยก...ฉะนั้น “รัฐบาล” ควรจะรูดซิปปาก โดยเฉพาะ “หมอท็อป” น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์, “เทพไท เสนพงศ์” โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “สาธิต ปิตุเดชะ” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ควรระวังวาจาทิ่มแทง!!!สถานการณ์วันนี้....ต้องเน้นสามัคคี?....อย่าให้มี คำพูดยั่วยวนแก่คนเสื้อแดง???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘เพชร’ ย่อมเป็น ‘เพชร’!!!
สถานการณ์ สร้างให้เป็น “วีรบุรุษ” ไปเรียบร้อยเบ็ดเสร็จ???ยกหัวแม่โป้ง ซูฮกให้ อย่างหมดตัว และหัวใจ ให้กับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯกทม. ผู้ไม่เลือกข้าง เลือกเส้นกับใครดูแล “เหลือง” ดูแล “แดง”......อย่างโจ่งแจ้ง ไม่เลือกฝ่ายจนทำให้ คนในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีจิตใจคับแคบเป็น “รูเข็ม” อิจฉามารศรี “คุณชายสุขุมพันธุ์” กันอย่างออกหน้าออกตา....พากันออกมากล่าวหาท่าน ว่าสิ่งที่ทำไป เพื่อโปรประกันดาตัวเอง ให้ดีเด่นดังในการก้าวขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี”!!!“คุณชาย” ท่านทำตามสำนึก....แต่พวกนี้มองเป็นข้าศึก..นึกไม่ถึง จะอิจฉา ถึงปานนี้???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตอนจบประเทศไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์


แผลเป็นทางการเมืองของประเทศไทย เป็นแผลลึกที่ยากจะลบออกจากความทรงจำของคนไทยได้เพราะจากความสูญเสียมหาศาลทั้งด้านวัตถุและจิตใจ เกิดจากการสร้างความเกลียดชังให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างต่อเนื่องยาวนานและรัฐบาลไม่สามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายเห็นได้ว่า แยกตัวออกมาเป็นกลาง ระหว่างฝ่ายการต่อสู้ของฝ่ายไม่ได้บางทีกลับกลายเป็นผักฝ่ายอีกข้างหนึ่งของการต่อสู้เสียด้วยซ้ำการ

บริหารจัดการในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศไทยจึงยังไม่มีใครหรือฝ่ายไหนที่บริสุทธิ์ใจที่พอจะให้ผู้คนทั้งประเทศยอมรับการเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ผมถามตรงๆ ว่า...ที่รัฐบาลโดยการนำของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาบอกกับสังคมว่ารัฐบาลจะออกมาเยียวยาแก้ไขปัญหาของประเทศนั้นถาม

ว่า...รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เยียวยาใจตัวเองได้สำเร็จหรือยัง?ถึงจะไปเยียวยาคนทั้งประเทศและสมานแผลความไม่สามัคคีของคนไทยทั้งประเทศไทยได้ปัญหาของเมืองไทยวันนี้คือ...ต้องหยุดความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้ามให้ได้ด้วยอำนาจบริหารที่มีเต็มไม้เต็มมือ พร้อมตัวช่วยอีกเพียบ

ที่รัฐบาลนี้โชคดีกว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเพราะเป็นรัฐบาลที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่า...จะแก้ปัญหา และตัดสินปัญหาทุกอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้ถ้าหากยังไม่สามารถแก้เรื่อง การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ถ้าหากตัวรัฐบาลเองไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพล

ของอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ถามว่า...แล้วเราจะก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?มีหลายคนพูดและวิจารณ์ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า...ต้องก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้ได้ แล้วถามซ้อนขึ้นมาอีกว่า...ถ้าเราก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้วเราสามารถ

จะก้าวข้ามปัญหาทั้งหมดของประเทศไทยได้หรือไม่?ผมว่า...ถ้าจะก้าวข้ามให้พ้นปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ เราต้องก้าวข้ามไม่ลืมเป็นอันขาดว่าเราต้องก้าวข้ามนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พ้นด้วยอีกคนประเทศไทยถึงจะจบและสงบศึกได้อย่างถาวรอนาคตจะพิสูจน์ปัจจุบันครับ

รัฐไทยใหม่!

ที่มา บางกอกทูเดย์


“โศกนาฏกรรม” ได้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในเมืองไทย...ซึ่งเกิดจากการแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองที่มีมานับได้กว่าเจ็ดสิบปี และในปี พ.ศ.2553 ก็ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันขึ้นอีกครั้งหนึ่งแต่เป็นการแย่งชิงที่มีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก...ซึ่งมวลชนเหล่านี้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มาจากมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างต้นแบบการเรียกร้องขึ้นมาก่อน เพื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองที่เขาสนับสนุน

ได้อำนาจการปกครองไปต้นแบบการชุมนุมนั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการสร้างมวลชนออกมาดดันรัฐบาลสมัยนั้น ด้วยข้อกล่าวหา “ปล้นชาติโกงแผ่นดิน” การชุมนุมสมัยนั้นมีการปิดล้อม...บุกเข้าไปและทำการยึดสถานที่ราชการเป็นเวลานานโชคดีของประเทศไทยที่การชุมนุมต้องหยุดไป...เพราะผู้

ชุมนุมได้สิ่งที่ต้องการคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้อง “พ้นสภาพไป” เพราะศาลรัฐธรรมนูญ แต่การชุมนุมก็ยังไม่ยุติเมื่อรัฐบาลใหม่ยังไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้นต้องการนายกรัฐมนตรีคนต่อมาโชคไม่ดี...เพราะถูกผู้ชุมนุมเข้ายึดทำเนียบ ปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลชุดนี้เข้าไปแถลงนโยบายในรัฐสภา

จนเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 ขึ้น มีคนตายไป 2 คน...เจ็บอีกหลายร้อยทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมหลายคนที่อวดอ้างว่าเป็น “นักสิทธิมนุษยชน” ทนไม่ได้...ออกมาเรียกร้องกล่าวหาว่ารัฐบาลสมัยนั้น “เข่นฆ่าประชาชน” เหยียบกองเลือดเพื่อเข้าไปในอาคารรัฐสภา จึงร้องขอให้มีการตรวจสอบรัฐบาลและเจ้า

หน้าที่รัฐว่า “ฆ่าประชาชน”การปิดล้อมของผู้ชุมนุมเริ่มจากแกนนำได้ปลุกเร้าจากทำเนียบรัฐบาลที่ได้ยึดไปแล้ว โดยมีการนำฝูงชนมาปิดล้อมอาคารรัฐสภาด้วยเจตนาจะไม่ให้รัฐบาลใหม่เข้าไปแถลงนโยบายในรัฐสภาได้ พร้อมร้องด่าว่า...ฆ่ามัน ฆ่ามัน! เหตุผลการชุมนุมไล่รัฐบาลทั้งสองชุด เพราะเป็น

รัฐบาลที่ผู้ชุมนุมอ้างว่า...เป็นรัฐบาล “นอมินี”ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อน “จึงไม่ยอมรับ”ทั้งที่แกนนำคนสำคัญบางคนเป็นคนปั้นนายกฯคนดังกล่าวขึ้นมาเองว่าเป็น “คนดี เด่น ดัง”แกนนำอีกคนก็เคยยกย่องเชิดชูนายกฯคนดังกล่าวว่า...เป็นนายกรัฐนมตรีที่ดีที่สุดที่เคยมีมาแต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับในสิ่งที่

ต้องการเกี่ยวกับเรื่อง “โทรคมนาคมทางด้านสื่อ” ที่เรียกว่าทับหนึ่งหรือทับสอง ก็เลยขัดใจออกมาโจมตีด้วยความที่แกนนำเป็นคนที่พูดจาปลุกเร้าและทำให้คนเชื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ...มวลชนจึงมีมากขึ้น..จนแกนนำบางคนคิดว่าเป็นผู้ชี้นำมวลชนได้ดุจดั่ง “เกจิอาจารย์” ที่สามารถเสกน้ำมนต์มาปะพรมผู้

ชุมนุมได้เลยทีเดียวการขับไล่นายกฯ ที่ไม่เคยได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ในทำเนียบรัฐบาลเลยตลอดระยะเวลาที่เป็นรัฐบาล...กินเวลา “เกือบสองร้อยวัน” นับเป็นการยึดสถานที่ราชการคือทำเนียบรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดการประท้วงขับไล่ยังเลยเถิดต่อไป...มีการปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมที่แกนนำมองว่าเป็นสาวกไปแล้วด้วย

การไปขับไล่รัฐบาลที่รัฐสภากันอีก กะว่า “วันเดียวจบ” รัฐบาลต้องอยู่ไม่ได้!แต่ก็ไม่จบ...รัฐบาลอยู่ต่อได้ จึงกลับคำลืมคำพูด ตั้งประเด็นใหม่เป็น “ม้วนเดียวจบ” แล้วก็นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสนามบิน โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ ตรงนี้เองที่หลายฝ่ายเห็นว่า “ไม่ถูกต้อง” ทำเกินไปแล้วแกนนำผู้ชุมนุมก็ไม่ยุติ บาง

คนยังบอกว่า...การชุมนุมปิดล้อมสนามบินนั้นสนุก ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย แต่ผู้โดยสารจะเดือดร้อนอย่างไรก็ขอให้อดทนไปก่อนจนกว่าจะ “ได้ชัยชนะ” สุดท้ายก็เลิกไป เพราะรัฐบาลถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคจึงมีการจับขั้วกันใหม่ระหว่างพรรคการเมือง...มีการรีบเร่งดำเนินการโดยการช่วยเหลือ

ของหลายฝ่ายที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีบารมีเหนือกว่า และมีอำนาจมากกว่า รัฐบาลใหม่ที่ได้ดูจะถูกใจผู้ชุมุนมกลุ่มเดิมการชุมนุมของกลุ่มเดิมก็ยุติกลายเป็น “ผู้ก่อการดี” แต่รัฐบาลใหม่ที่ตั้งกันอย่างเร่งรีบ และพรรคแกนนำอยากเป็นรัฐบาลมากจึงยอมรับทุกเงื่อนไขจาก “คนเนรคุณ” จาก “ผู้มีอำนาจนอก

พรรคการเมือง” แม้จะได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเก้าอี้เดียวก็ยอมพรรคการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาลก็สร้างมวลชนขึ้นมาเรียกร้องเช่นกัน มีการใช้รูปแบบการชุมนุมไม่ต่างกัน มีการปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแถลงนโยบายจนรัฐบาลใหม่ต้องไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทนการชุมนุมเรียกร้อง

ของฝ่ายหลังใช้ “สีแดง” เป็นสัญลักษณ์...จนได้รับฉายาว่า “คนเสื้อแดง” กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีแหล่งที่อยู่ตามต่างจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ภาคอื่นและกรุงเทพก็มีไม่น้อย คนเสื้อแดงเห็นว่า...รัฐบาลปัจจุบันได้อำนาจมาไม่ชอบ จึงเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดย

การยุบสภา มีการชุมนุมขับไล่ตั้งแต่วันแถลงนโยบาย และมารุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน 2552 จนเกิดคำว่า “เมษาเลือด”การชุมนุมยังไม่ยุติ มีการขับไล่รัฐบาลตลอดมา นายกฯหรือรัฐมนตรีไปที่ไหนก็จะไปชุมนุมขับไล่ที่นั่น จนต้องมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารคอยคุ้มกันนายกรัฐมนตรีเวลาไป

ต่างจังหวัดที่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากรัฐบาลบริหารงานมาถึงต้นปี 2553 คนเสื้อแดงก็ยังคงชุมนุมขับไล่เช่นเคย แต่นัดรวมพลมาชุมนุมในกรุงเทพตั้งแต่ 14 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลเองก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงย้ายที่ทำงานจากทำเนียบไปอยู่ค่ายทหารแทนการชุมนุมคราวนี้มีคนเสื้อแดง

จำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้กฎหมายความมั่นคง แต่เมื่อเอาไม่อยู่ก็ได้นำกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้ เหตุการณ์ความรุนแรงก็ตามมาโดยเฉพาะวันที่ 10 เมษา 53 รัฐบาลส่งกำลังทหารมาขอพื้นที่ชุมนุมที่ราชดำเนินคืน แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมจึงมีการสลายด้วยแก๊สน้ำตาและรถยานเกราะพร้อมอาวุธ ผู้

ชุมนุมไม่ยอมถอยและต่อสู้ ผลออกมามีทหารและผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รัฐบาลเชื่อว่า...มีคนชุดดำถืออาวุธคอยทำร้ายทหารจนเจ็บตายหลายนาย จึงเชื่อว่า...ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธ จึงตั้งโจทก์ว่ากองกำลังเหล่านี้ คือ “ผู้ก่อการร้าย” ที่คิดล้มสถาบัน เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เป็น “รัฐไทยใหม่”หลัง 10 เมษา...ผู้ชุมนุมได้ยกเลิกเวทีที่ราชดำเนินและมารวมตัวกันที่เวทีราชประสงค์แห่งเดียว ปัญหาจึงตามมาเหมือนกับผู้ชุมนุมกลุ่มเดิมที่ปิดล้อมสุวรรณภูมิ...รูปแบบการใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นตัวประกันจึงไม่แตกต่างกัน แยกราชประสงค์เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจและเมื่อผู้ชุมนุม

มีความคิดจะขยายพื้นที่ไปถึงถนนสีลม ก็เกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมออกมาต่อต้านภายใต้ “กลุ่มเสื้อหลากสี” โดยมีเป้าหมายช่วยรัฐบาลไม่ให้ยุบสภา และต่อต้านคนเสื้อแดงเหตุการณ์ปะทะกันมีมากขึ้น มีการเจ็บและตายตามมา...ในที่สุดรัฐบาลก็เสนอเงื่อนไขปรองดองออกมา5 ข้อ ซึ่งน่าจะ

ทำให้การชุมนุมมีข้อยุติได้ แต่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมกลับมีเงื่อนไขซ่อนอยู่ในข้อเสนอการปรองดองจึงถูกยกเลิก รัฐบาลจึงตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมโดยการปิดล้อมบริเวณรอบๆ ราชประสงค์ ขยายพื้นที่ปิดล้อมออกไปเป็นวงกว้าง ผู้ชุมนุมก็ปิดล้อมเป็นจุดๆ อีกชั้นหนึ่ง แกนนำบางคน

เริ่มถอยอยากเจรจา แต่บางคนอยากให้สู้ต่อ...จนแกนนำระดับนายพลคนหนึ่งถูกยิงจากระยะไกล กระสุนทะลุหัวล้มลงต่อหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ สัญญาณความรุนแรงก็ปะทุขึ้น!และมารุนแรงที่สุดช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2553 เมื่อรัฐบาลส่งกำลังทหาร จำนวนมากพร้อมอาวุธและรถถังเข้าสลาย

การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ คนถูกยิงตายมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นประชาชน เป็นนักข่าว เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยสภาพการตาย...ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจากระยะไกล...ศพท้ายๆ ไปตายในบริเวณวัดปทุมฯ หลังจากที่ทหารได้เข้าคุมพื้นที่แล้ว และแกนนำก็ยอมมอบตัว แต่ก็ยังมีประชาชนถูกยิงตายอีก

หลายศพคนเสื้อแดงหลายพันหลายหมื่นค ไม่ยอมรับวิธีการเช่นนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนก็แสดงอาการโกรธ เคียดแค้นออกมา มีการลุแก่โทสะด้วยการทุบทำลายตู้เอทีเอ็ม เผาอาคารสถานที่ทั้งของเอกชนและของรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แม้ผู้ชุมนุมจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคนภายนอกจาก

สื่อบางชนิด แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบุกรุกทำลายทรัพย์สินของคนอื่น การกระทำของบางคนซึ่งจะเป็นใครก็ตาม ที่เผาทรัพย์คนอื่นต้องเอาตัวมาลงโทษตามกฎหมาย แต่การกระทำดังกล่าวถูกปลุกฝังอารมณ์มาจากการถูกกล่าวหาหรือไม่ ควรพิจารณากันดู เพราะรัฐบาลหรือเปล่าที่กล่าวหาเรื่องผู้ชุมุนมเป็นผู้ก่อ

การร้าย คิดล้มเจ้า จะสร้างรัฐไทยใหม่ ทั้งที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่กล่าวว่า...มาชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภา เพราะเห็นว่ารัฐบาลมาโดยไม่ถูกต้อง แต่เขากลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและถูกยิงตายบนท้องถนนจากคนซุ่มยิงระยะไกล รัฐบาลออกมารับว่า มีการซุ่มยิงจริง

แต่มาจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองแบบนี้ รัฐบาลเองหรือเปล่าที่กำลังคิดว่ามีอำนาจบริหารแบบใหม่อยู่ในมือ เสมือนเป็น “รัฐไทยใหม่” เสียเองนอกจากนี้ยังพาลพาโลไปยังกลุ่มคนหรือบริษัทที่สงสัยว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล จึงอาศัยอำนาจ

แบบขาดหลักการและเหตุผลมากล่าวหาเพื่อข่มขู่ คุกคาม และกดดันกลุ่มคนเหล่านี้เอาไว้ด้วยการระงับ “ธุรกรรมทางการเงิน”พิจารณาดูแล้ว...ตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาล เมื่อประชาชนไม่ยอมรับ ก็ตะแบงหลบหลีกตามค่ายทหาร เมื่อจวนตัวก็สร้าง

เรื่องกล่าวหาให้คนอื่นผิด รัฐบาลถูก...ถูกทุกเรื่องแม้กระทั่งเงินบริจาค 29 ล้าน ดูแล้วใครกันแน่ที่ “ล้มล้าง”ระบบการปกครองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด? ใครละครับที่ได้อำนาจไปโดยไม่ชอบ รัฐบาลปล่อยให้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่เรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” มาอยู่ในกรุงเทพได้อย่างไร และจับใครได้บ้าง

แล้วหรือไม่ รัฐบาลที่มักอวดอ้างว่า “รักสถาบัน” แต่สมาชิกพรรคของรัฐบาลก็ไม่ลุกขึ้นยืนถวายความเคารพต่อเพลงสรรเสริญพระบารมี เช่นนี้แล้ว...รัฐบาลเองหรือเปล่าที่กำลังจะสร้าง “รัฐไทยใหม่” เป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน?!

โอกาส

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไม่มีอะไรน่าเสียดายยิ่งไปกว่าโอกาส...ว่ากันว่า...โอกาสนั้นไม่เคยเคาะประตูบ้านได้เกิน 2 ครั้ง...แต่สำหรับผู้ชุมนุมเรียกร้องการยุบสภานั้น มีโอกาสถึง 2 ครั้งที่...เท่าๆกับที่รัฐบาล...ยอมลดเวลาการเป็นรัฐบาล...รัฐบาลลงในครั้งแรก 1 ปี...และครั้งที่สองกำหนดให้มีการเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน 2553 ตรงจุดนี้คือจุดหันเหของเหตุการณ์เมื่อแกนนำ...เริ่มมองต่างกันในสิ่งที่ได้มาจากการเรียกร้องต่อสู้...แกนนำที่มีอายุและประสบการณ์...เห็นว่าสิ่งที่ปรารถนาและนำมาซึ่งการเรียกร้องนั้นได้ยุติลงแล้ว...ส่วนที่ยัง

เหลืออยู่คือการเจรจาในรายละเอียด ซึ่งก็ไม่มีความสลักสำคัญอะไร...เพราะในคำแถลงของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ บัญญัติ 5 ประการนั้น...ล้วนมีแต่เรื่องต้องทำทั้งสิ้นแต่...แกนนำที่มีอาวุโสต่ำและ...มองการเมืองไม่ครบด้านไม่ครบมุม...หวังจะขยายผลต่อไป...เพราะเห็นว่าการขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10

เมษายน...จนมีคนตายจำนวนหนึ่งนั้น...น่าจะทำให้รัฐบาล...ต้องเสียสถานะและต้องยุบสภาในทันทีตรงจุดนี้...หากพรรคประชาธิปัตย์ยอม...ก็เท่ากับรับข้อหาเข่นฆ่าประชาชน...ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และรองนายก สุเทพ...ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าและเลขาธิการพรรค...หมดทางเลือกสิ้นทางถอย...ประชาธิปัตย์นำ

พรรคเข้าสู่การเลือกตั้งโดยมีข้อหานี้ปักหลักไม่ได้โบราณสอนไว้...อย่าไล่ สุนัขให้จนตรอก...แต่นี่ไม่ใช่...มันเป็นการไล่เสื้อเป็นฝูงให้จนตรอก...แกนนำที่ผ่านการต่อสู้มายาวนาน...จึงปฏิเสธการเดินต่อ...พร้อมกับเหล่าผู้คนที่เห็นด้วย...แกนนำส่วนที่เหลือจึง...ก้าวเท้าเดินหน้า...เป็นก้าวที่นำประเทศไทย...

ไปสู่ความร้าวฉานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เป็นก้าวที่เมื่อมันก้าวล่วงออกไปแล้ว...มันจะไม่มีวันก้าวกลับมาได้ ไม่ว่าจะด้วยปาฏิหาริย์ชนิดใดหนทางที่เลวน้อยที่สุดในขณะนี้...ต้องพยายามทำให้การต่อสู้กลับมาสู่รัฐสภา...มาแพ้มาชนะกันได้พานรัฐธรรมนูญแห่งประชาธิปไตย

อย่าเพิ่งเบื่อการเมืองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์



หลังจากสงครามกลางเมืองผ่านไป..สิ่งที่คนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา คือ สอดส่องพฤติกรรมนักการเมือง..ในเมื่อสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น มันมีสาเหตุจาก “การเมือง” กระทั่งบานปลายเป็นอารมณ์ “คับแค้น” และลงมือก่อความวุ่นวายเพื่อ “ความสะใจ” จนก่อให้เกิด “ความสูญเสีย” ต้องยอมรับว่า เมื่อพูดถึงนักการเมือง หลายคนจะหลับตามองเห็นแต่นักการเมืองติดลบ หรือรู้สึก “เบื่อหน่าย” กับนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกบางสายพันธุ์ ขอย้ำว่านักการเมืองบางกลุ่มบางพวกบางคนเท่านั้น

เพราะนักการเมืองที่ดีก็มีมากแต่นักการเมืองเลวก็มีไม่น้อย นักการเมืองเลวทำให้ภาพของนักการเมืองส่วนรวมเสียไปหมด จนคนมองว่านักการเมืองเป็นคนที่พวกเราควรอยู่ห่างไกลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เคยมีนักการเมืองระดับแกนนำพรรคและเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ตั้งคำถามกับพรรคพวกเพื่อน

นักการเมืองด้วยกันว่า ทำไมคนจึงมองนักการเมืองในทางลบ ทำไมภาพลักษณ์ของนักการเมืองจึงแย่มากในสายตาของประชาชน คนที่มองนักการเมืองในทางลบไม่ใช่ว่าพวกเขามีอคติ แต่เขามีเหตุผลจากการที่ได้รวบรวมข้อมูล ได้พบเห็นหรือได้รู้มาด้วยตัวเองหรือผ่านบุคคลอื่นถึงพฤติกรรมของนักการ

เมืองหลายคน นักการเมืองที่ดีพยายามที่จะแก้ไขภาพลักษณ์ของเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกัน แต่น้ำดีจำนวนน้อยไม่อาจไล่น้ำเสียได้ ตรงกันข้าม น้ำเสียกลับค่อยๆ กลืนน้ำดีทีละนิด จนน้ำดีแปรสภาพเป็นน้ำเน่าไปเลย หลายคนบอกว่า ทุกการเลือกตั้ง ประชาชนคงหนีไม่พ้นที่จะพบกับนักการเมืองหน้าเก่าๆ

หน้าเก่าแต่ถ้าเป็นคนดีไม่เป็นไร แต่หน้าเก่าที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย นักการเมืองหน้าเก่า พฤติกรรมไม่เอาถ่าน หลายคนเอือมระอา บางคนบอกว่าไม่อยากจะเลือกแต่จำเป็นต้องไป เพราะเกรงจะเสียสิทธิในการถอดถอนนักการเมืองในภายหลัง นักข่าวการเมืองบางคนและผู้ที่สนใจติดตามการเมืองไทยมาโดย

ตลอด กล่าวว่า เขาสามารถบอกได้เลยว่าใครจะเสนอตัวมาสมัครรับเลือกตั้งบ้าง พฤติกรรมของนักการเมืองดังๆ ที่สมัครรับเลือกตั้งมีอะไรบ้าง แม้จะมีนักการเมือง “น้ำดี” จำนวนไม่น้อยก็ตาม แต่นักการเมืองประเภท “รักชาติจนน้ำลายไหล” หรือ “รักชาติจนปากมันเยิ้ม” เพราะกินมูมมาม ซ้ำยังไม่เช็ดปากอีกยัง

มีอยู่มากมาย บางคนอ้างว่าที่ต้องผละจากพรรคเก่ามาอยู่ร่วมกับรัฐบาลเพราะความรักชาติ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้องการรับเงินงวดสุดท้ายจากโครงการที่ทำไว้ เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาฉกฉวยโอกาสที่ตนลงทุนลงแรงไปก่อนแล้วเท่านั้นเอง วันนี้ไทยยังไม่มีการเลือกตั้งใหม่ เรายังมีรัฐบาลชุดเดิม

บริหารฟื้นฟูประเทศ แต่ประชาชนก็ต้องเป็นหูเป็นตาช่วยกันสแกนหานักการเมืองพันธ์ดีตั้งแต่บัดนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะได้ไม่พลาดเลือก “นักการเมืองรักชาติจนปากมัน” เข้ามาบริหารประเทศให้ “เจ็บใจ

“ฉุกเฉิน” เลิกได้แล้ว!

ที่มา บางกอกทูเดย์



สังคมไทยในวินาทีนี้ คงยังต้องบอกว่า ยังตกอยู่ในบรรยากาศของการหวาดระแวงกันอยู่ไม่จบสิ้น ทั้งๆที่ หลังสลายการชุมนุมแล้ว สิ่งที่จำเป็นที่สุดที่ต้องขอย้ำและขอเรียกร้อง ก็คือการเร่งสร้าง “ความปรองดอง” ในทุกวิถีทาง

แต่สิ่งที่ยังปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจนในขณะนี้ แต่ละฝ่ายยังคงตั้งการ์ดระแวง จนกระทบต่อบรรยากาศความปรองดอง รัฐบาลยังคงไม่คิดที่จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหาราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน แถมยังคงมีการประกาศต่อเวลาการบังคับใช้เคอร์ฟิว ออกไปเป็นช่วงๆ

สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลเองก็ยังมีความกังวลใจอยู่ลึกว่า จริงแล้ว เรื่องนี้ จบหรือไม่จบกันแน่ ขณะเดียวกัน ศอฉ. เอง ก็ได้มีการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกมาเป็นระยะๆ ไม่ขาดสาย จนทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหวี่ยงแหมากเกินไปหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องของการประกาศควบคุมธุรกรรมทางการเงินของบุคคล และนิติบุคคล ร่วม 146 รายข่าวปก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ได้สอดคล้องกับแผนปรองดอง ที่ต้องการคืนสันติให้กับประเทศชาติแต่อย่างใด

เพราะในมุมของกลุ่มเสื้อแดง ก็เกิดความระแวงว่า แม้จะสลายการชุมนุมแล้ว แม้แกนนำ นปช. จะมีการมอบตัวไปแล้ว แต่ดูเหมือนยังมีลักษณะของการเล่นไม่เลิก หรือพยายามซ้ำเติมกันอยู่ ในแง่ของความรู้สึกจึงยังมีอาการเปราะบาง นั่นคือสิ่งที่น่าเป็นห่วง และเป็นสิ่งที่รัฐบาล สิ่งที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวมทั้งบรรดาแกนนำ ศอฉ. จำเป็นที่จะต้องตอบ จะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมไทย มากเสียยิ่งกว่าการเร่งชี้แจงบรรดาต่างประเทศเสียด้วยซ้ำ เพราะต่างชาติก็คือต่างชาติ ธรรมเนียมการทูต และมารยาทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีกรอบล็อกอยู่ แม้จะห่วงจะกังวล แต่การทูตก็ไม่สามารถที่จะเข้ามายุ่งเกี่ยวอะไรได้มาก ...คงทำได้แค่แสดงความห่วงใยและวิตกกังวลเป็นหลัก

อย่างเช่นที่ นายเตวกู ไฟซาซีอะห์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอินโดนีเซีย ออกมาระบุว่า รัฐบาลอินโดนีเซียภายใต้การนำของประธานาธิบดีซูซิโล บัมบัง ยุดโดโยโน กำลังวิตกว่าความไร้เสถียรภาพ ที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองในประเทศไทย อาจเป็นเชื้อไฟอย่างดีที่จะส่งผลให้เกิดวิกฤติทางเศรษฐกิจ และวิกฤติด้านความเชื่อมั่นลุกลามไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกระทบกับประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่นเดียวกับวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในเอเชียเมื่อปี 2540 ซึ่งก็มีจุดเริ่มต้นจากวิกฤติต้มยำกุ้งในประเทศไทยเช่นเดียวกัน

แต่ก็ยังโชคดีที่ดูเหมือนผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาในสิงคโปร์ ยังคงเห็นว่า ยังค่อนข้างโชคดี ที่ในขณะนี้นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่มองปัญหาทางการเมืองของไทย ว่ายังไม่ได้ เป็นปัญหาต่อการลงทุนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในภาพรวม โดยเข้าใจดีว่าปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาเฉพาะของไทยเพียงประเทศเดียวเท่านั้น

ดังนั้นยังคงจำเป็นต้องย้ำเตือนรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ ว่าความปรองดองที่แท้จริง ยังเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในสถานการณ์ขณะนี้ ความรู้สึกที่คลางแคลงใจต่อกัน ควรที่จะต้องลดลงให้ได้ กระบวนการเหวี่ยงแหโดยอาศัยอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นหลัก ควรจะต้องมีการทบทวนว่ายังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประโยคคำพูดของนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่พูดชัดเจนว่า หลังจากที่กลุ่ม นปช.ยุติการชุมนุมดูเหมือนว่า จะเป็นการเพิ่มวิกฤติอยู่มาก โดยเฉพาะการที่รัฐบาลใช้ความรุนแรงอย่างไร้ทิศทาง จนเกิดการสูญเสีย มีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บร่วม 2,000 คน จึงเห็นว่าวิกฤติจะยิ่งซ้ำเติมยิ่งขึ้นมีการตอบโต้ล้างแค้นเข้าสู่ความขัดแย้งที่มากขึ้น เป็นผลจากการที่รัฐบาลล้มเหลวในการเจรจาสู่ความปรองดอง

ซึ่งแผนการปรองดองของนายอภิสิทธิ์นั้น ต้องทำความเข้าใจกับเรื่องนี้เสียใหม่ อย่าเอาความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองของผู้ที่อยู่ตรงข้ามมาเป็นศัตรู รวมทั้งรัฐบาลเอง และควรใช้กฎหมายตามที่จำเป็น ไม่ควรเกินเลยเพื่อเป็นเครื่องมือทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามที่สำคัญกระบวนการยุติธรรมจากนี้ไปต้องน่าเชื่อถือ และทุกฝ่ายยอมรับ

“ห่วงว่าการต่อสู้ของคนที่เห็นต่างที่ไม่ได้รับความยุติธรรมอาจจะใช้วิธีการต่างๆ ต่อต้านรัฐบาลซึ่งมีโอกาสสูง แต่โดยส่วนตัวไม่สนับสนุนขบวนการใต้ดิน เพียงแต่เป็นห่วงว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ ถ้าบ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย และไม่สามารถหาคนผู้ฆ่าประชาชนมาดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมหรือการหาผู้รับผิดชอบต่อผู้ที่เสียชีวิตจำนวนกว่า 80 ศพ จึงอยากให้รัฐบาลพิจารณาให้รอบคอบในการตั้งข้อหาดำเนินคดี ไม่ใช่เหมารวมว่าใครก็เป็นผู้ก่อการร้ายหมด มิฉะนั้น หากไม่มีความเป็นธรรมประเทศก็อาจจะถลำลึกกว่านี้” นายจาตุรนต์กล่าว

ซึ่งนายจาตุรนต์ ยังเห็นว่า เหตุการณ์พฤษภาทมิฬมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ทำให้รัฐบาลถูกขับไล่จนอยู่ไม่ได้ ตรงกันข้ามกับเหตุครั้งนี้ เป็นเพราะรัฐบาลได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจหลายฝ่าย ทั้งที่รัฐบาลนี้ทำผิด สังคมไทยต้องไม่ควรยอมรับเพราะประจักษ์ชัดว่า รัฐบาลนี้ทำผิด ส่งกำลังทหารปราบปรามประชาชนนี่คือความรู้สึก และมุมมองหนึ่งที่สะท้อนแทนกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง ที่คงจำเป็นต้องบอกว่า รัฐบาลไม่ควรที่จะมองข้าม หรือแม้แต่กระทั่งทำเพิกเฉยไม่นำพา... แต่ควรจะหาทางทำให้ทุกเรื่องกระจ่างอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงๆ เพื่อให้เกิดการยอมรับขึ้นให้ได้ในสังคมไทยหากความรู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือความรู้สึกว่ากฎหมาย 2 มาตรฐาน หมดไปจากสังคมไทยได้ ...

สันติ และความปรองดองก็น่าที่จะเกิดขึ้นได้ไม่ยากแน่ ดังนั้นในเวลานี้ แน่นอนว่าภาระหนักหน่วงจึงต้องตกเป็นของรัฐบาล เป็นของนายอภิสิทธิ์ ในฐานะนายกรัฐมนตรี ที่ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กลับคืนมาให้ได้ประการแรก ก็คือ ควรจะต้องเร่งทบทวนบทบาทของ ศอฉ. และการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่ายังมีความจำเป็นอยู่จริงๆ หรือไม่ เพราะนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ยอมรับว่า ได้ลงนามคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเข้าตรวจค้นบ้านของเครือข่าย แกนนำ นปช. ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด กว่า 10 จุด แต่สุดท้ายเบื้องต้นก็ไม่พบอาวุธ และไม่ได้พบหลักฐานสำคัญ พบแค่ข้อมูลที่น่าจะมีความเชื่อมโยงทางคดีเพียงเล็กน้อย และได้อายัดของใช้บางส่วนมาตรวจสอบขยายผลเพิ่มเติ่ม

ส่วนกรณีอายัดการทำธุรกรรมทางเงินบุคคลตามคำสั่ง ศอฉ.นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งข้อมูลย้อนหลัง 9 เดือน จากธนาคารและสถาบันการเงิน ของบุคคลตามที่ศอฉ.ประกาศ ทำธุรกรรมก่อนหน้านี้ ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 26 พ.ค. และล่าสุดยังไม่ได้รับรายงานว่า มีบุคคลใดส่งเรื่องมายัง ศอฉ. ให้เพิกถอนคำสั่งอายัดการทำธุรกรรมแต่อย่างใด ซึ่งระหว่างการสอบสวน ดีเอสไอ จะพยายามไม่ขยายเครือข่ายผู้ที่ต้องถูกระงับการทำธุรกรรมทางการเงินแบบเหวี่ยงแห แต่จะสั่งห้ามเฉพาะราย เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิของผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่สำคัญนายธาริตเองก็ยอมรับว่า คำสั่งระงับการทำธุรกรรมจะมีผลไปเรื่อย จนกว่าจะมีประกาศยกเลิก พ.ร.ก. ฉุกเฉิน นั่นคือสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ ควรต้องพิจารณาว่าน่าจะลดแรงกดดันกับความรู้สึกที่ว่ามีรายการเหวี่ยงแหหรือไม่... ถ้าเร่งทำเรื่องนี้โดยเร็ว เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล และทำให้เกิดความปรองดองได้เร็วขึ้น

ประการต่อมาก็คือ ถึงขณะนี้สังคมจับตามองว่า แผนปรองดองยังคงมีอยู่หรือไม่ เพราะท่าทีของรัฐบาลและ ศอฉ. ที่ไม่เลือกการเดินหน้าเจรจา ตามแนวทางของ นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาและ พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกวุฒิสภา ที่พยายามจะให้มีการเจรจาแม้ในวินาทีสุดท้าย แต่เนื่องจาก ศอฉ. เลือกการสลายการชุมนุมแทน

ทำให้เกิดคำถามมากตามมาว่า แล้วแผนการปรองดองยังคงไม่อยู่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ควรที่จะต้องตอบตรงๆ ไม่ใช่ตอบในแนวทางของการเมืองเช่นที่ผ่านมา เพราะขณะนี้ไม่มีความจำเป็นในการที่จะต้องช่วงชิงความได้เปรียบแล้ว และสุดท้ายประการที่ 3 ก็คือ เรื่องของการกำหนดวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายนนั้น หากจะมีการเลื่อนออกไปจริงๆ นายอภิสิทธิ์จำเป็นอย่างยิ่งที่ควรจะต้องชี้แจงให้กระจ่างว่าที่ผ่านมาว่าจะเลื่อน หรือยกเลิก เพราะอะไร

การที่บอกว่า เมื่อไม่มีการเจรจา ไม่มีการรับแผน เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งก็เป็นอันยุติไปนั้น ดูจะไม่เป็นการดีกับภาพลักษณ์ของทั้งนายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลเองเลยแม้แต่น้อยยิ่ง นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ไม่เคยปฏิเสธการยุบสภาก่อนครบวาระ เพราะคือกระบวนการปกติตามระบอบประชาธิปไตย เพียงแต่ว่าก่อนหน้านี้ตอนที่เสนอแผนปรองดอง ซึ่งมีวันที่ 14 พฤศจิกายน เป็นวันเลือกตั้ง เป้าหมายคือว่าการเลือกตั้งหรือการยุบสภานี้ ควรจะเป็นการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม แข่งขันกันได้อย่างเสรี และที่สำคัญคือเลือกตั้งกันอย่างสันติ ไม่ใช่การเลือกตั้งที่นำไปสู่ความรุนแรง

“ผมก็ได้บอกหลังแกนนำไม่ยุติการชุมนุมว่าตอนนี้ต้องกลับมาเป็นดุลพินิจของผม ว่าความเหมาะสมของการเลือกตั้งควรจะเป็นอย่างไร วันนี้ไม่มีใครบอกได้หรอกครับ เรายังไม่ทราบเลยว่าเหตุการณ์จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร เพราะยังมีกลุ่มคนบางกลุ่มยังพูดถึงการจะต่อสู้ จะมีการชุมนุมอีกในเดือนมิถุนายนนี้ยังมีคนพูดอย่างนั้นอยู่ เราก็ว่าไปตามสถานการณ์”

วันนี้สังคมไทยกำลังจับตามองว่า สุดท้ายดุลพินิจของนายอภิสิทธิ์ จะออกมาอย่างไร

Monday, May 24, 2010

"วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร"เขต"อภัยทาน"จำยอม ที่กลับถูกยัดเยียดจองจำด้วย "ตราบาป"

ที่มา มติชน


โดย...ตามลม

กรี๊งงงง!! กรี๊งงงงง!!! เสียงโทรศัพท์ภายในสำนักงานของ วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร ส่งเสียงตามสายเรียกให้มีผู้ตอบรับเกือบตลอดทั้งวัน นับตั้งแต่การชุมนุมของ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือ "คนเสื้อแดง" กลุ่มคนที่ถูกกำหนดขึ้นจาก "สี" ในการแบ่งแยกความชัดเจนเรื่องอุดมการณ์ทางการเมือง


นับแต่วันที่ ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล โดย นายโคทม อารียาผอ.ศูนย์ฯ ประสานมายัง พระธรรมธัชมุนี เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม เพื่อขอให้พื้นที่แห่งนี้เป็น "เขตอภัยทาน"สำหรับการเข้ามาพักพิงอาศัยแก่เด็ก สตรี และคนชรา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นผู้ชุมนุมทางการเมืองได้เข้ามาหลบภัย จากกรณีมีเหตุฉุกเฉินหรือเหตุปะทะ ชั่วคราวระหว่างการปฏิบัติการ ล้อมกระชับพื้นที่ ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ที่เข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อ 15 พ.ค. 53 นั่นถือเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ความเป็น "วัดปทุมวนาราม" ต้องละเว้นจุดประสงค์เดิมที่เปิดให้ประชาชนทั่วไปเข้ามาศึกษาและปฏิบัติธรรมไปก่อน เมื่อมีกลุ่มมวลชนทางการเมืองที่จำเป็นต้องอาศัยวัดเพื่อเข้าห้องน้ำขับถ่าย ชำระร่างกาย แปรสภาพมาหวังที่พึ่งให้อุ่นใจจากอันตรายที่อยู่ข้างนอกแทน


พระมหาสุริยันต์ ปภังกโร ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม ให้สัมภาษณ์กับคำถามเดิมๆ วันละหลายๆรอบ ของสื่อมวลชน และผู้คนทั่วไป ที่ล้วนแต่วนเวียนตั้งข้อสงสัยว่า "เกิดอะไรขึ้น?" กับที่แห่งนี้ ระหว่างการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ที่มีภาพทั้งคนตาย คนเจ็บ และพบอาวุธสงครามมากมายซ่อนอยู่ตามบริเวณวัด ซึ่งพระคุณท่านเจ้าอาวาส ภิกษุรูปอื่น และเจ้าหน้าที่วัดก็ช่วยกันอธิบายก็แล้ว แถลงข่าวก็แล้ว ให้ทุกคนเข้าใจอย่างตรงกันว่า ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ชุมนุม การที่วัดถูกขอร้องให้เป็นเขตอภัยทาน นั่นเท่ากับว่า ไม่ใช่สิทธิที่จะไปห้าม หรือบังคับไม่ให้ผู้ที่กำลังเดือดร้อนเข้ามาพึ่งพาได้ ทำก็ได้แต่เพียงขอร้อง และขอความร่วมมือในข้อห้ามต่าง ๆที่เป็นข้อกำหนดของวัดในบางเรื่องเท่านั้น แต่ก็ไม่วายถูกต่อว่า ถึงความไม่เหมาะสม หรือไม่สมควรก็แล้วแต่ในการให้ความช่วยเหลือผู้ชุมนุม ของกลุ่มคนอีกกลุ่มที่มีความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ตรงข้ามกับ"คนเสื้อแดง"

พระมหาสุริยันต์ ย้อนเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. 2553 ให้ฟังเหมือนเทปที่ต้อง รีเพลย์ซ้ำๆ ว่าภายหลังจากที่แกนนำประกาศยุติการชุมนุม อาตมา รวมถึงพระรูปอื่นๆ ก็พอจะรับรู้ว่า ข้างนอกเกิดความวุ่นวายมาก นับแต่ช่วงบ่ายๆ เป็นต้นมา และด้วยการที่ วัดปทุมฯ กลายเป็นเขตอภัยทาน จึงล้นทะลักไปด้วยผู้ชุมนุมที่คิดว่า การเข้ามาหลบซ่อนตัวจากการถูกทำร้ายจะทำให้พวกเขาปลอดภัย คนจำนวนกว่าสามพันคนก็ต่างกรูวิ่งหนีความตายที่พวกเขาคิดว่ามันกำลังรุกไล่เข้ามามากขึ้นๆ จากเดิมที่เป็นแค่เด็ก ผู้หญิง และคนแก่ คราวนี้ก็มีทั้งชายฉกรรจ์ คนหนุ่มสาวที่ยังพอมีเรี่ยวแรงกำลังรวมกันอยู่มาก เรียกได้ว่า ภายใต้พื้นที่ 17 ไร่ของวัด ทุกตารางนิ้วกลับเต็มไปด้วยผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายหาที่กำบังกายและรักษาชีวิตของตนเอง ไม่เว้นแม้กระทั่งกุฏิร้าง ห้องเก็บของ ห้องน้ำ และต่างอาศัยความเงียบและแสงมืดดำสนิทในค่ำคืนนั้น อำพรางตัวไม่ให้ "ผู้ปฏิบัติการ" อย่างใดอย่างหนึ่ง ได้รับรู้ว่า ใคร ทำอะไร อยู่ตรงจุดไหนกันบ้าง กระทั่งรุ่งเช้าที่เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเข้ามาเคลียร์พื้นที่เพื่อหาผู้กระทำความผิด ทางวัดถึงได้ร้องขอให้ผู้ชุมนุมบางส่วนกลับภูมิลำเนาของตนเองไปด้วย เพื่อคืนความเป็นพุทธาวาสที่แท้จริงให้กับทางวัด


ส่วนการพบศพคนตายที่ถูกยิงหน้าวัด รวม 6 ศพ และการพบสารพัดอาวุธสงครามซ่อนยังพื้นที่ต่างๆทั้ง พุ่มไม้ ท่อน้ำ ใต้ที่นั่งพระ ในคลอง ฯลฯ จากการตรวจค้นของเจ้าหน้าที่นั้น ผู้ช่วยเลขานุการวัดปทุมวนาราม กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ทางวัดก็ไม่สามารถที่จะให้คำตอบได้ เนื่องจากมีผู้ชุมนุมแห่แหนเข้ามาในวัดมาก การที่จะตรวจสอบว่าใครนำอะไรติดตัวเข้ามาในช่วงหลังก็เป็นไปได้ยาก เพราะระหว่างเกิดเหตุเต็มไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย ทั้งพระและเณรที่วัดนี้ต่างได้รับคำสั่งจากเจ้าอาวาสให้เก็บตัวอยู่แต่ในกุฏิ ห้ามออกมายุ่งเกี่ยว ดังนั้น สิ่งที่เผชิญมันเป็นสิ่งที่เหนือการควบคุม ไม่ใช่ว่าวัดรู้เห็นเป็นใจต่อการซ่องสุมกำลัง หรือให้การสนับสนุนใคร เหมือนที่หลายคนวิพากษ์วิจารณ์ และศพคนที่ตายก็ล้วนแล้วแต่ถูกยิงนอกวัด เพียงแต่เจ้าหน้าที่เขานำศพเข้ามาในวัดก่อน เพื่อความปลอดภัยก็เท่านั้น

"เป็นภาวะวุฒิความคิด ขอให้สื่อช่วยเผยแพร่และสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมเข้าใจตรงกันด้วยว่า วัดปทุมวนาราม ให้ความอนุเคราะห์ทุกคนที่เข้ามาขอความช่วยเหลือ อนุเคราะห์ทุกคน การที่จะผลักไสไล่ส่งใครก็ตามแต่ให้พ้นออกจากวัดเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้ เพราะต้องดูหลักมนุษยธรรมเบื้องต้น ทางวัดมีเมตตากับทุกคน วัดเปรียบเสมือนอยู่ในวงล้อม อยู่ในสภาวะจำยอม และก็ให้ที่พักพิงกับทุกคน ไม่ว่าจะเสื้อแดง ตำรวจ ทหาร หรือแม้กระทั่งผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ เมื่อประมาณ สองปีที่แล้ว ก็ยังเคยมาขอความช่วยเหลือในวัดเลย ทางวัดก็ช่วยอนุเคราะห์สถานที่มาแล้ว" พระมหาสุริยันต์ กล่าวย้ำ ด้วยอารมณ์ที่อยากให้สังคมเห็นใจในความรู้สึกของพระและคนในวัดปทุมวนาราม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยังไม่ทันความต่างๆจะหายจางกลุ่มควัน




ขณะที่เจ้าหน้าที่วัดอีกคนหนึ่งซึ่งเป็นหญิงวัยประมาณ 50 ปี ในฐานะผู้หนึ่งที่พึ่งพาวัดปทุมวนาราม ในการปฏิบัติธรรมมาเป็นเวลาหลายสิบปี เล่าถึงบรรยากาศระหว่างที่ผู้ชุมนุมเข้ามาอาศัยหลบภัยในวัดว่า ส่วนใหญ่ ก็เป็นเรื่องของการเดินมาเข้าห้องน้ำ ซึ่งวันๆ หนึ่งห้องน้ำของวัดต้องรับมวลชนที่เดินเข้าออกเป็นพันๆ คน ชำรุดไปก็หลายครั้ง ก็ต้องช่วยกันซ่อมแซมอยู่บ่อยๆ


เธอยอมรับอีกว่า รู้สึกหนักใจกับคนจำนวนมากที่เข้ามาอยู่ในวัดแห่งนี้ เพราะต่างคนต่างจิตใจ ต่างความคิด ต่างการกระทำ แต่ในเมื่อวัดเป็นที่พึ่งทั้งทายกายและใจของประชาชน การอยู่ร่วมกันจำนวนมากย่อมเกิดความเสียหาย และทำให้วัดต้องมีค่าใช้จ่ายในเรื่องของสาธารณูปโภคที่เพิ่มขึ้นทั้งค่าน้ำ ค่าไฟ ซึ่งวัดต้องรับผิดชอบเองในช่วงสองเดือนมานี้ เป็นมูลค่าหลายแสนบาท โดยใช้เงินของมูลนิธิ เป็นเรื่องที่เธอรู้สึกเห็นใจ แต่อาจจะมีผู้ชุมนุมบางคนที่หยอดตู้รับบริจาคเพื่อร่วมทำบุญบ้าง แต่ทางวัดก็ไม่ได้ไปยุ่งเกี่ยวกับส่วนตรงนั้น

เจ้าหน้าที่วัดคนเดิม กล่าวต่อว่า บางครั้งเธอและผู้ปฏิบัติธรรมคนอื่นๆ ก็รู้สึกกลัว ที่ถูกผู้ชุมนุมต่อว่า ด่าทอ แสดงอาการไม่พอใจ เมื่อมีการเอ่ยห้ามปรามในเรื่องต่างๆ ทมั้งการห้ามเข้าพื้นที่สงวนสิทธิ์ เนื่องจากเป็นเขตสงบ การขอความร่วมมือในการปฏิบัติตัวให้เหมาะสม เพราะบางที ผู้ชุมนุมที่เป็นผู้หญิงบางคนก็นุ่งแค่กระโจมอก เดินไปเดินมาในเขตวัด หรือแต่งกายไม่สุภาพในชุดวาบหวิว ผู้ชายบางคนก็ถอดเสื้อเดิน หรือการสูบบุหรี่ ซึ่งเจ้าหน้าที่วัดก็ต้องคอยพยายามห้ามปรามหรือตักเตือนในการวางตัวเพื่อเคารพกฎของวัดให้ควรที่จะเป็นเช่นกัน ขนาดรถยนต์ของพระที่จะออกไปทำธุระ หรือปฏิบัติกิจนิมนต์ ก็นำออกไปด้วยความลำบากเนื่องจากถูกกีดขวางเส้นทางเสียหมด ออกไปไหนไม่ได้ แต่ในเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองเริ่มกลับสภาวะปกติแล้ว เธอก็รู้สึกดีใจที่วัดปทุมวนารามจะได้กลับมาเป็นวัดที่เงียบสงบอีกครั้งหนึ่ง นับแต่ตื่นจาก"ฝันร้าย" ที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อน

สิ่งที่เหลือทิ้งไว้เป็นของแถมเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณวัดปทุมวนารามคงหนีไม่พ้น"ขยะ" นานาชนิดที่คลุกเคล้าไปด้วยสารพัดกลิ่นไม่ค่อยพึงประสงค์ พร้อมๆ กับความหวาดระแวงของคนในวัดที่ผวากับกับวัตถุระเบิด และอาวุธยุทโธปกรณ์ที่กลุ่มผู้ชุมนุมทิ้ง หรือซุกซ่อนเอาไว้ทั้งที่หาเจอและหาไม่เจอ อีกจำนวนมาก แต่สถานการณ์เหล่านั้นก็ค่อยๆ คลี่คลายลงไปเกือบเป็นปกติสมบูรณ์แล้ว จากความร่วมมือร่วมใจกันของทุกฝ่ายทั้งเจ้าที่ทหารตำรวจ ประชาชนที่ช่วยกันเป็นหูตาสอดส่อง กำจัด "ปฏิกูล" จนหมดสิ้นและกลับมาร่มรื่น ดึงบรรยากาศแห่ง"พระธรรม"ให้ผู้คนกลับมา ลิ้มรสอิ่มเอมความสุขทางใจและกายที่แท้จริงอีกครั้ง โดยตัดขาดความวุ่นวายแห่งกิเลสความอยากมี อยากได้ อยากเป็นและกำจัดอารมณ์โกรธแค้น ชิงชัง แห่งความไม่เท่าเทียมในสังคมลง

จากนี้ พระสงฆ์ภายในวัดปทุมวนาราม คงจะเริ่มออกไปบิณฑบาตร ทำกิจนิมนต์ โปรดชาวพุทธได้ตามปกติ หลังเว้นว่างมาระยะหนึ่ง และอาจเป็นเพราะด้วยอานุภาพของ "พระพุทธรูปพระเสริมศักดิ์สิทธิ์"คู่วัดนี่กระมัง ที่ดลบันดาลให้ วัดปทุมวนาราม แคล้วคลาดจากภยันอันตราย ทั้งการสุ่มเสี่ยงต่อการวางเพลิง การสาดกระสุน อาวุธ การยิงระเบิด ที่ตูมตาม ดังสนั่นโดยรอบพื้นที่ด้านนอกมาได้โดยที่ไม่ค่อยมีร่องรอยความเสียหายเท่าไหร่นัก


แม้วันนี้ ผู้ชุมนุมที่เคยปักหลักอยู่เต็มพื้นที่ อาณาบริเวณแยกราชประสงค์ทั้งหมดซึ่งใช้ชีวิตร่วมกันมานานเกือบสองเดือน จะแยกย้ายกลับถิ่นฐานบ้านใครบ้านมันไปเรียบร้อยแล้ว นับแต่วันประกาศยุติการชุมนุมของแกนนำ แต่ภาพเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นระหว่างเหตุการณ์ตึงเครียด ลุกลามไปถึงขั้น "เลวร้าย" ยังคงทิ้งร่องรอย "การเคยมีอยู่" ทั้งความรู้สึกฮึกเหิม เกลียดชัง หวาดกลัว น่าหดหู่ วุ่นวาย ไม่พอใจ ปลอดภัย อุ่นใจ ฯลฯ จนกระทั่งแปรสภาพเหลือไว้ซึ่ง "สิ่งที่ถูกทิ้งไว้อยู่" ให้เป็นมลทินคำถามที่ "วัดปทุมวนารามฯ" ต้องไล่ตามไปชี้แจง "คำตอบ" เพื่อให้ "สังคม" กระจ่างและเข้าใจถึงเหตุผลในการช่วยเหลือผู้"หนีร้อนมาพึ่งเย็น" ที่มิอาจสามารถเลือกปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ผู้ร่วมโลก ร่วมสังคม ร่วมชาติแห่งนี้ได้เลย...


ชมรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

1 นัด 1 ศพ ตำนานสไนเปอร์ ฆาตกร หมาลอบกัด คนขี้ขลาด

ที่มา มติชน







เปรี้ยง !!! ร่างพลตรีขัตติยะ สวัสดิผล หรือ เสธ.แดง แกนนำเสื้อแดงสายฮาร์ดคอร์ ร่วงลงไปกองกับพื้น


เลือดสีแดง ทะลักออกมา จากรูกระสุนปืนที่เจาะกระโหลก


รวดเร็วและรุนแรง จากพลซุ่มยิง ที่ใช้ สไนเปอร์ เป็นอาวุธ


เช่นเดียวกับ กระสุนที่เจาะหัวพลทหาร บนถนนวิภาวดี บริเวณอนุสรณ์สถาน


ไม่นับอีกหลายสิบศพ บนถนนราชดำเนิน และอีกมามายบนแยกราชประสงค์


มีคำกล่าวว่า พลซุ่มยิงว่าเป็นฆาตกร หมาลอบกัด คนขี้ขลาด หรือไม่ใช่สุภาพบุรุษ


แต่ถ้ามองลึกลงไปในประวัติศาสตร์แล้ว คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ภารกิจของพลซุ่มยิงได้ช่วยชีวิตผู้คนมากมายจากสมรภูมิ และช่วยลดการสูญเสียเลือดเนื้อโดยไม่จำเป็น


..นั่นก็เพราะกระสุนของพลซุ่มยิงที่ปล่อยออกไปหนึ่งนัด หมายถึงเพื่อนทหารอีกหลายสิบคนจะได้กลับบ้านโดยมีลมหายใจ


ตำนานของพลซุ่มยิง มีการถ่ายทอดเป็นหนังสือนับครั้งไม่ถ้วน แต่ไม่มีหนังสือเล่มใด บอกเล่า ประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน ได้น่าสนใจเท่ากับ หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ถ่ายทอดเนื้อหาภาษาไทยโดย นภดล เวชสวัสดิ์
ซึ่งล่าสุด สำนักพิมพ์ มติชน เพิ่งวางแผงไปไม่นานนี้


หนึ่งนัด หนึ่งศพ บอกเล่าประวัติศาสตร์ของการซุ่มยิงและเรื่องราวพลซุ่มยิงที่กลายเป็นตำนาน อาทิ วาสิลี่ ไซเซฟ พลซุ่มยิงรัสเซียที่ทำให้ทหารเยอรมันขวัญผวา


จอห์น ฟัลเชอร์ พลซุ่มยิงอินเดียนแดง ที่นำลูกน้องไล่ล่านาซีแล้วถลกหนังหัว


คาร์ลอส แฮธคอค พลซุ่มยิงอเมริกันผู้ปฏิบัติการห้าวหาญจนเวียดกงต้องตั้งค่าหัว


หนังสือ รวบรวมข้อมูลจากเอกสารทางประวัติศาสตร์ จดหมาย แฟ้มข้อมูลทางทหาร รวมถึงการสัมภาษณ์พลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิต แล้วนำเรื่องราวมาร้อยเรียงด้วยภาษาที่เรียบง่าย กระชับ สะท้อนให้ภาพชีวิตของทหารหาญเหล่านี้อย่างแจ่มแจ้ง ไม่ต่างจากการดูเรียลลิตี้ ตามติดชีวิตพลซุ่มยิงในสมรภูมิ


มีคนเคยกล่าวว่า หากไม่มีการประจันหน้าระหว่างสองฝ่าย หรือเปิดฉากยิงสู้รบกัน แสดงว่า ณ ที่นั้นไม่มีสงคราม


ทว่าถ้อยคำนี้ใช้กับพลซุ่มยิงไม่ได้ เพราะนักรบเหล่านี้คือผู้นำสงครามไปหาศัตรู กระสุนที่พวกเขาปล่อยออกไป หมายถึงวิญญาณของอีกฝ่ายที่หลุดลอยออกจากร่าง


.. สงครามเกิดขึ้นได้ โดยไม่ต้องเปิดฉากยิงสู้รบกัน


หนึ่งนัด หนึ่งศพ (One Shot-One Kill) ของ ชาร์ลส์ ดับเบิลยู แซสเซอร์ และ เครก รอเบิร์ตส์ อดีตทหารผ่านศึก ที่ทำมาแล้วหลากหลายชีพ กระทั่งผันตัวเองมาเป็นนักเขียนประวัติศาสตร์การทหารและมีผลงานขายดีมากมาย ทั้งคู่ค้นคว้าข้อมูลจากเอกสาร จดหมาย บันทึกของกองทัพ รวมทั้งสัมภาษณ์บรรดาพลซุ่มยิงที่ยังมีชีวิตอยู่ เพื่อบอกเล่าวีรกรรมอันหาญกล้า และสถานะพลซุ่มยิง ที่บางครั้งถูกตราหน้าว่าฆาตกรเลือดเย็น


ใน หนึ่งนัด หนึ่งศพ เราจะได้เห็นความน่าทึ่งในตัวทหารหาญเหล่านี้ พวกเขานับว่าเป็นมนุษย์ประหลาด ที่สามารถซุ่มคอยอย่างใจเย็น อดอาหารได้หลายวัน ถ่ายหนักถ่ายเบาอยู่กับที่โดยไม่ยอมเคลื่อนไปไหน รอเพื่อจะได้ส่งกระสุนเพียงนัดเดียวปลิดชีพศัตรู นอกจากนี้ พลซุ่มยิงยังต้องเคร่งครัดในวินัย และตัดสินใจเด็ดขาด เพราะวินาทีที่ปล่อยกระสุนอาจหมายถึงความตายของศัตรูหรือไม่ก็หายนะของตนเอง


หนังสือ พาเราย้อนกลับไปมองประวัติศาสตร์การซุ่มยิง ตั้งแต่สงครามในยุโรปจนถึงปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่าพลซุ่มยิงเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญ ที่สร้างความได้เปรียบในสมรภูมิ ประวัติศาสตร์ของสงครามประกาศเอกราชอเมริกาคงเปลี่ยนไป ถ้าเพียงร้อยเอกแพตทริก เฟอร์กูสัน พลแม่นปืนอังกฤษส่งกระสุนทะลวงกลางหลัง จอร์จ วอชิงตัน ที่กำลังชักม้าเดินจากไป หรือ รัสเซียในสงครามโลกครั้งที่หนึ่งคงต้องสูญเสียกำลังพลไปมากกว่านี้


หากไม่ได้ วาสิลี ไซเซฟ พลซุ่มยิงมือดีจากเทือกเขาอูราลที่ทำให้ทหารเยอรมันกลัวลูกกระสุนจนไม่กล้าออกมายืนในที่โล่ง กองทัพสหรัฐฯ ในสงครามเวียดนามคงต้องสูญเสียขวัญกำลังใจมากยิ่งขึ้น หาก คาร์ลอส แฮธคอค ไม่ขันอาสาบุกเดี่ยวเข้าไปในฐานของนายพลเวียดนามเหนือ แล้วปลิดชีพเขาด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว


นอกจากนี้ ในส่วนของบทสัมภาษณ์พลซุ่มยิงกว่า 10 นาย ผู้เขียนเรียบเรียงด้วยภาษาที่กระชับ เข้าใจง่าย ทำให้เราสามารถรับรู้ได้ถึงความรู้สึก ที่เปี่ยมด้วยความกดดัน หวาดกลัว และความเชื่อมั่น ของบรรดาพลซุ่มยิง ขณะนั่งพรางตัวซุ่มรอข้าศึกด้วยความอดทนในสนามรบ ตัวหนังสือเหล่านี้ฉายภาพชัดเจนเสียจนเราพาลนึกว่าได้เข้าไปนั่งเคียงข้างพลซุ่มยิงในสมรภูมิแห่งนั้นจริงๆ


หากดูจากสถิติ นับเป็นเรื่องยากเย็นเหลือเกินที่จะปลิดชีวิตทหารศัตรูในสนามรบ ในสงครามโลกครั้งที่ 2 สัมพันธมิตรโปรยปรายกระสุนราว 25,000 นัดสังหารทหารศัตรูหนึ่งนายให้เสียชีวิต สัดส่วนกระสุนต่อศพไต่สูงขึ้น กองกำลังสหประชาชาติในเกาหลีใช้กระสุน 50,000 นัดต่อหนึ่งศพศัตรู ในเวียดนาม ทหารจีไอใช้ปืนเอ็ม-14 เมื่อเริ่มสงคราม และเปลี่ยนมาเป็นเอ็ม-16 ในเวลาต่อมา ผลาญกระสุน 200,000 นัดต่อศัตรูหนึ่งซาก


สถิติน่าอัศจรรย์เพิ่มหลายเท่าตัวเมื่อพิจารณาทักษะของนักรบบางเรื่อง นักรบสายตาแหลมคม ความอดทนข่มกลั้นไร้ที่สิ้นสุด การพรางตัวแฝงซ่อนและเดินป่าเป็นเลิศ พิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่าอาวุธทรงประสิทธิภาพที่สุดในสนามรบคือ กระสุนนัดเดียว เล็งเป้าประณีต การแกะรอยศัตรูเหมือนการล่าสัตว์ใหญ่ พลแม่นปืนตราปรัชญาแจ้งชัดแล้วว่า กระสุนนัดเดียวเข้ากลางเป้า กระสุนราคาไม่กี่เซ็นต์ ยิงด้วยความแม่นยำดุจศัลยแพทย์ฝีมือประณีต ปลิดชีวิตศัตรูได้ทรงประสิทธิภาพยิ่งกว่าระเบิดหนึ่งพันปอนด์ที่ทิ้งเปะปะ


ในแง่สถิติ พลซุ่มยิงที่ผ่านการฝึกมาแล้ว ใช้กระสุน 1.3 นัดต่อศัตรูหนึ่งศพ


"หมาป่าโดดเดี่ยวคนหนึ่งรอดมาได้ในสมรภูมิ" นายพลจอร์จ โอ. ฟานโอเด็น นาวิกโยธินสหรัฐฯ เขียนในรายงานรุกเร้าให้มีการใช้พลซุ่มยิงในการรบ "เขาไม่ออกล่าเหยื่อร่วมกับฝูง ทำงานคนเดียวหรือมีเพื่อนร่วมทางอีกคน เขาจะซ่อนตัวใกล้จุดปะทะ บางคราวซ่อนตัวอยู่หลังผนังของซากกระท่อมที่ยับเยินจากการยิงถล่มของปืนใหญ่ ห่างไกลจากแนวของตน อีกครั้ง เมื่อถึงยามค่ำคืน เขาจะคืบเคลื่อนไปในท้องทุ่งปุพรุนจากกระสุนปืนใหญ่ แทรกร่างเข้าไปในดินโคลน...การล่าของเขามิใช่การสาดห่ากระสุนเข้าใส่หมวดทหารหรือกองร้อย หากแต่เป็นการเด็ดหัวข้าศึกจากการเล็งอย่างดีปล่อยกระสุนฉับไวเข้าใส่คนเพียงคนเดียว...


"เขาเป็นตัวก่อกวนเล็กจิ๋วในมหาสงคราม เขาจะรังควานศัตรู...เขาจะกระหน่ำประสาทของกองกำลังฝ่ายตรงข้ามทั้งสูงทั้งต่ำอย่งไม่รู้จบสิ้น ก่อนไรเฟิลของเขาจะแผดเสียง ก่อนเขาจะย้อนกลับมาชุมนุมกับเพื่อนพ้อง เขาจะเป็นภัยรังควานที่ศัตรูหวาดกลัวยิ่งกว่าเสียงหวีดหวิวจากกระสุนปืนใหญ่หรือการระเบิดจากปืนครก กระสุนของเขาปลิวมาจากที่ที่ไม่มีผู้ใดทราบ"