WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 25, 2010

เปิดญัตติซักฟอก"นายกฯ-5รมต."

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




วันที่ 24 พ.ค. นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี

ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

โดยมีส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 184 คนเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พร้อมกันนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ นาย สุเทพ นายชวรัตน์ และนายโสภณ ออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 โดยแนบรายชื่อส.ส.จำนวน 159 คน ต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา

รายละเอียดดังนี้



ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ



นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดิน โดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำ ดังนี้

1.กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อมุ่งแสวง หาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่งผลให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ปล่อยปละละเลยและรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณผ่านโครงการต่างๆ

ส่งผลให้มีการทุจริตของรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง ทุจริตในโครง การชุมชนพอเพียง ทุจริตจัดซื้ออาวุธในกองทัพและทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงคมนาคม มีการทุจริตโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง

2.ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอย่างร้ายแรง เลือกปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่สถานการณ์ต่อผู้ชุมนุม สั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นับแต่เดือนเม.ย.2552 จนถึงเดือนพ.ค.2553

ทั้งที่ประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการยุบสภา เพื่อจัดให้เลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเห็นว่าที่มาของรัฐบาลไม่ชอบธรรม เห็นควรคืนอำนาจ ให้แก่ประชาชน แต่นายอภิสิทธิ์ กลับให้ "หีบศพ" กับประชาชน ร่วมร้อยศพ และบาดเจ็บทุพพลภาพจำนวนมากอย่างที่รัฐบาลพลเรือนของไทยและในต่างประเทศไม่เคยกระทำเช่นนี้กับประชาชนมาก่อน

3.ลุแก่อำนาจด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองโดยไม่สุจริตและเลือกปฏิบัติ เช่น การประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร และพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่มีเหตุและเงื่อนไขตามกฎหมาย ถือเป็นการออกคำสั่งและประกาศที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง

4.ปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง โดยหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อช่วยให้ตนเอง และพวกพ้องพ้นความผิด จากกรณีนำเหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้าเป็นคดีพิเศษ โยนความรับผิดชอบให้บุคคลอื่นและ ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

5.บังคับใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐาน เพื่อมุ่งช่วยเหลือพวกพ้องตนเองและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

6.ครอบงำ แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ใช้สื่อ ของรัฐเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ วิทยุชุมชน เว็บไซต์ที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ขณะที่ปล่อยให้สื่อมวลชนอีกฝ่ายออกมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความขัดแย้งของประชาชนขยายวงกว้าง

7.ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ ปล่อยให้นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งข้าราชการในหลายกระทรวง อีกทั้งแทรกแซงและกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีแต่งตั้งผบ.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำแหน่งแห่งชาติ พ.ศ.2547

8.ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2552-54 กระทำการก่อหนี้สาธารณะสูงเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ นโยบายเศรษฐกิจล้มเหลว เพราะนำเงินกู้ส่วนใหญ่ไปเป็นงบก่อสร้างซ่อมถนน ซ้ำร้ายนำเงินกู้มาทุจริตในหลายโครงการ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างประเทศ เช่น กรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้รัฐเกิดความเสียหายในด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ปล่อยให้เกษตรกรมีปัญหาเรื่องราคาพืชผล เช่น ราคาข้าวตกต่ำ

9.มีปัญหาทางสังคม ปล่อยให้มีการระบาดในเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมอย่างรุนแรง

10.ขาดภาวะความเป็นผู้นำ มุ่งบริหารราชการโดยการสร้างภาพให้ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองเข้าบงการ สั่งการ แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี และแสวงหาประโยชน์จากโครงการของรัฐ

11.นโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สร้างภาพลักษณ์เสียหายของประเทศต่อสายตาประชาคมโลก ด้วยการแต่งตั้งรมว.ต่างประเทศที่กระทำผิดกฎหมายอาญาฐานก่อการร้ายสากลโดยยึดสนามบินนานาชาติ และดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านต้องเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2553-54 ในเรื่องการต่างประเทศ

12.ขาดความจริงใจในการสร้างความปรองดองและความ สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน เพื่อลดความขัดแย้ง แต่ตรงกันข้าม มีพฤติกรรมที่สร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยปล่อยให้โฆษกส่วนตัวและคนใกล้ชิดออกมา สร้างความขัดแย้ง

พฤติกรรมการบริหารราชการของนายกฯ ส่งผลให้เกิดความ เสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติจนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้

พร้อมกันนี้ ผู้เสนอญัตติขอเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 171 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนต่อไป



ญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 159



เนื่องจากรัฐมนตรีทั้ง 5 กระทำผิดรัฐธรรมนูญและบริหารราชการโดยไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศเสียหาย โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

1.นายสุเทพ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีพฤติกรรม ส่อกระทำผิดต่อหน้าที่ตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค.2553 กรณีการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำผิดตามกฎหมาย คือผิดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้กำลังทหารเข้าไปข่มขู่คุกคามในสถานีไทยคมและทำลายสัญญาณการสื่อสารโทรทัศน์ เป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร

นอกจากนี้ยังแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. กระทำการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติโดยการบุกรุกภูเขา กระทำ การออกโฉนดอันเป็นเอกสารสิทธิและเตรียมการจัดสรรที่ดินขาย โดยไม่ชอบ

2.นายกรณ์ ดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังและงบประมาณผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินงานตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2552-54 และแผนนิติบัญญัติ 2552-54 มุ่งก่อหนี้สาธารณะโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของประเทศ นำเงินกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ทั้งที่แต่ละโครงการไม่ได้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม มีการสูญเปล่าในหลายโครงการ เรียกว่า "กู้มาโกง" นอกจากนี้ยังออกพ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทโดยไม่เป็นไปตามแผนนิติบัญญัติ

3.นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ ที่ดีต่อประเทศในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่าง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่แถลงไว้

4.นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมที่ส่อทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่ราชการ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง จากกรณีให้บริษัทเครือญาติเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในหลายโครงการ โดยตนเองมีส่วนร่วมลงมติเห็นชอบกับโครงการในฐานะรัฐมนตรี ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายหลายพันล้านบาท

รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ แทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปล่อยปละละเลยหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง อนุมัติให้มีการขออนุญาตจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์

5.นายโสภณ บริหารราชการมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิ ภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ มีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเอื้อประโยชน์ ให้บริษัทเอกชนที่เป็นพวกพ้องและญาติของรัฐมนตรีในพรรคของตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้จากการประมูลงาน และเป็นคู่สัญญากับรัฐ ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบเกินกว่าความเป็นจริงหลายพันล้านบาท

จากพฤติกรรมของทั้ง 5 รัฐมนตรีส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและทรัพยากรธรรมชาติ หากปล่อยให้รัฐมนตรีทั้ง 5 คนบริหารราชการต่อไป จะทำให้เสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติยากต่อการเยียวยาได้

ตีม็อบวันพระ-ฆ่าม็อบในวัด

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสู่การเมืองโดยเป็นอาสาสมัครช่วย พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียง

พิชัย คนที่เพิ่งออกมาพูดถึงอภิสิทธิ์เมื่อไม่นานมานี้

เตือนไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับม็อบ

แนะนำ และรับอาสาอีกหลายเรื่อง

แต่เจ้าตัวบอกเองว่าไม่ได้รับตอบรับจากนายกฯรุ่นหลานแต่อย่างใด?

จากนั้นอภิสิทธิ์สร้างความตื่นตะลึง เป็นส.ส.ประชาธิปัตย์คนเดียวในเลือกตั้งสนามกทม. ปี 2535

โดยได้อานิสงส์จากออกทีวีก่อนวันหย่อนบัตร

นักการเมืองหนุ่มน้อยวัยเพียง 27 ใช้ความโดดเด่นด้านหน้าตา พูดจาคมคาย ฉาดฉาน เรียกคะแนนอย่างคาดไม่ถึง

ขณะที่ผู้ใหญ่ และแกนนำพรรคสอบตกเรียบ!

อภิสิทธิ์ไต่เต้าจากโฆษกรัฐบาล ต่อด้วยรมต.ประจำสำนักนายกฯ รัฐบาลชวน หลีกภัย

สมัยนายกฯชวน รัฐบาลต้องเผชิญกับม็อบน้อยใหญ่หลายครั้ง

โดยเฉพาะม็อบสมัชชาคนจน

รัฐบาลชวนที่มีอภิสิทธิ์ร่วมครม. มีเหตุการณ์หมาตำรวจกัดม็อบ

จับผู้หญิง คนแก่ ลูกเล็กเด็กแดงยัดรถลูกกรง!

และเป็นตราบาปติดตัวมาจนทุกวันนี้ ก็คือ

การสลายม็อบในวันมาฆะบูชา ขณะผู้ชุมนุมเวียนเทียนที่วัดเบญจมบพิตร

ตีม็อบวันพระใหญ่!!

อภิสิทธิ์มีชวน หลีกภัย เป็นแม่แบบทางการเมือง

ชวน คนเดียวกับที่ออกโรงเมื่อไม่นานมานี้

คัดค้านยุบสภา ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

อภิสิทธิ์ซึมซับความเป็นประชาธิปัตย์อย่างเข้มข้น

ภาพดี พูดเก่ง ถือหลักการ ยึดกฎหมาย

กระทั่งเติบใหญ่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักการเมือง

นายกรัฐมนตรี คนที่ 27

นายกฯอภิสิทธิ์ต้องเผชิญกับม็อบใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง

นั่นคือ กลุ่มนปช. แดงทั้งแผ่นดิน

อภิสิทธิ์และรัฐบาลสามารถปราบม็อบลงได้ในเบื้องต้น

แต่ตราบาปที่ตามติดตัวตลอดไป ก็คือ

คนตาย 80 ศพ บาดเจ็บอีก 2 พัน

โดย 6 ศพถูกยิงตายในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนา รามราชวิหาร

ประวัติศาสตร์จารึกชื่อ 2 นายกฯจากพรรคประชาธิปัตย์

ว่าครองอำนาจในช่วงเหตุการณ์ใหญ่ 2 เรื่อง

ตีม็อบวันพระใหญ่ ฆ่าม็อบในวัด!?

วิจารณ์แซด "ศอฉ." ปาร์ตี้ส่งท้ายราบ11

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ผู้สื่อข่าวลับพอสมควร รายงาน




12 มี.ค. ศอ.รส. หรือศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย กำเนิดขึ้นพร้อมการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง มีที่ทำการอยู่ที่ราบ 11

ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.

ใช้สมาคมนายทหาร ภายในราบ 11 เป็นศูนย์แถลงข่าว รองรับสื่อไทย-เทศ

ร่วมทั้ง หน่วยข่าวกอ.รมน. ฝ่ายประชา สัมพันธ์ทบ. และกองงานโฆษกทำเนียบที่ย้ายมาทำงานชั่วคราว

เพื่อความสะดวกปลอดภัย เจ้าของพื้นที่มีอาหาร 3 มื้อไว้บริการ

เรียกว่าให้กินอยู่กันในขอบเขต จะได้ไม่วุ่นวาย

เมนูหลักคือ ก๋วยเตี๋ยวหม้อ ส้มตำครก ข้าวราดแกง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปแต่ละวัน

เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด 2 เดือน 11 วัน

กระทั่งปฏิบัติการ"ขอคืนพื้นที่"สำเร็จลุล่วง

ศอฉ.จึงมีมติย้ายที่ทำการไปที่บก.ทบ.

หลังแถลงข่าวเย็นวันที่ 23 พ.ค. ประชาสัม พันธ์ทบ.แจ้งผ่านไมค์ทันที

"เย็นนี้มีปาร์ตี้ส่งท้ายราบ 11"

เท่านั้นแหละ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามมาทันทีถึงความไม่เหมาะสมทั้งโดยสถานการณ์ และภารกิจของศอฉ.

ที่สุดจากงานปาร์ตี้ เลยมีคำอธิบายว่า

เป็นแค่รับประทานอาหารมื้อส่งท้ายที่ราบ 11 ด้วยกันเท่านั้น

ดีไม่บอก ปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จ !!

เรื่องของคุก-คุกการเมือง…!!!

ที่มา ไทยรัฐ

ในชีวิตหลายคน อาจจะไม่เคยสัมผัสกับคุก แต่หลายคนก็เข้าออกราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ไทยรัฐ ออนไลน์ พาไปรู้จักคุกในความหมายต่างๆ กัน เผื่อคนที่ช่างใจว่าจะทำอะไรผิดลงไปนั้น จะได้กลับใจอะไรได้บ้าง...

จุดเริ่มต้นของคุก...

สำหรับจุดเริ่มต้นนั้น ไม่แน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่เชื่อกันว่าการสร้างคุกขึ้น ไม่น่าจะสร้างขึ้นมาเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ ทำนองว่า เธอๆ คืนนี้เราจะไปดริงค์ที่คุกไหนกันดี อันนี้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคุกนั้นสร้างขึ้นมากักขัง เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรง เพื่อตักเตือนให้เปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ดี นอกจากจุดประสงค์สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ คุกในสมัยนี้ ความโหด ความน่ากลัวต่างๆ แตกต่างกับคุกในสมัยเก่า ราวฟ้ากับเหวอย่างแน่นอน

ความหมายของคุก...

มาดูความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า “คุก” เอาไว้ว่า หมายถึงที่ ขังนักโทษ, เรือนจำ

ส่วนคำว่า “เรือนจำ” พจนานุกรมฉบับเดียวกัน ระบุความหมายว่า เป็นที่ขังนักโทษและผู้ต้องหา หรือที่ควบคุมกักขังผู้ต้องขังกับสิ่งที่ใช้ต่อเนื่องกัน และหมายความรวมตลอดถึงที่อื่นใด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา วางอาณาเขตไว้โดยชัดเจน

นอกจากนี้ คำว่า “คุก” นั้น ยังได้บัญญัติความหมายอีกว่า เป็นสถานที่ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ทำผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในประเทศ คุกหรือเรือนจำ เลยถูกแบ่งประเภทไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2547) โดยออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2479 ไว้ว่า เรือนจำมี 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1. เรือนจำกลาง เอาไว้คุมขังผู้ต้องขังที่มีคำพิพากษาแล้ว และนักโทษเด็ดขาด

2. เรือนจำส่วนภูมิภาค แบ่งเป็นเรือนจำจังหวัด และเรือนจำอำเภอ คุมขังผู้ต้องขังที่เป็นคนฝาก ผู้ต้องขังระหว่างคดี และนักโทษเด็ดขาด

3. เรือนจำพิเศษ หรือทัณฑสถาน คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะแต่ละประเภท เช่น หญิง คนวัยหนุ่ม เด็ก คนชรา หรือพิการทุพพลภาพ คนป่วย หรือผู้ต้องขังประเภทเดียวกับเรือนจำส่วนภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่นั้นไม่มีเรือนจำส่วนภูมิภาคตั้งอยู่

4. เรือนจำชั่วคราว คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะกรณีตามที่รัฐมนตรีกำหนด อำนาจในการคุมขังผู้ต้องขังของเรือนจำแต่ละเรือนจำ ให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรี

จำคุกทางการเมือง...!?!

อธิบายเรื่อง “คุก” แล้วไม่พูดถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย ที่มีทั้งการเผา การปล้น การฆ่าอย่างมากมายเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนี้มีทั้งที่ถูกกล่าวหาว่า สั่งการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ประเด็นก็คือ ถ้าหากสืบพบความผิดในที่สุดแล้วคนกลุ่มนี้จะต้องนอนอยู่ในคุกแน่นอน แต่จะเป็นคุกประเภทไหน...?

ไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินคดีทางการเมือง หรือผู้ที่ก่อความไม่สงบภายในบ้านเมือง ถ้าดำเนินคดีจะจัดอยู่ในประเภทคดีทั่วไป ซึ่งเมื่อทางศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง ก็ต้องเข้ามาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


“ในกรณีเหตุการณ์เผาสถานที่อันเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแบบนี้ เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งระยะเวลาในการจำคุกจะอยู่ที่ 18 ปีขึ้นไป ในบางกรณีที่โทษหนักมากๆ ก็อาจต้องย้ายไปอยู่เรือนจำที่มมีไว้สำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง, เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นต้น แต่จะมีการยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในบางรายด้วย” เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์กล่าว

ฟากนักกฎหมายอย่าง รองศาสตราจารย์ดร.เจษฎ์ โทณวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศชื่อดัง เติมเต็มกับไทยรัฐ ออนไลน์ ถึงประเด็นบทลงโทษของผู้ที่ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“โทษของการก่อการร้าย การปลุกระดม การก่อวินาศกรรมที่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ และประชาชนอย่างที่เป็นข่าวนั้น การตัดสินสูงสุดคือโทษประหารชีวิตครับ แต่ถ้าลดหลั่นโทษมา ก็ยังถือเป็นคดีหนัก ซึ่งต้องไปอยู่ที่เรือนจำสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เรือนจำบางขวาง ส่วนกลุ่มแกนนำที่ปลุกระดมผู้ชุมนุมนั้น ตอนนี้ถือว่าเป็นผู้ต้องหา ผู้คุมจึงอาจจะต้องนำไปฝากขังก่อนที่เรือนจำพิเศษก็ได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นการตัดสินของศาลจริงๆ ผมว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาคงได้รับโทษไม่ 1 ใน 3 ก็ 2 ใน 3 หรือจำคุกไม่ 50 ปี ก็คงอยู่ที่ 10 กว่าปี”

ส่วนคำว่าคุกทางการเมือง นักกฎหมายชื่อดังคนนี้ ยังอธิบายถึงเรื่องคุกทางการเมืองด้วยว่า จริงๆ แล้วคำว่าคุกการเมืองในเมืองไทยไม่มี

“ในประเทศไทย เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามกลางเมืองเมื่อสมัยก่อนมี เพราะช่วงนั้นปัญหามันค่อนข้างรุนแรง มีความขัดแย้งกันสูง แต่เดี๋ยวนี้บางประเทศเขาก็อาจจะหาคุกสักที่เพื่อไว้สำหรับนักการเมือง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดด้านการเมืองไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากว่าจะไปอยู่คุกคดีอุกฉกรรจ์ หรือคุกที่รับโทษทางเศรษฐกิจ มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว อย่างประเทศสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตนั้น จะมีคุกประเภทนี้” ดร.เจษฎ์ กล่าวในที่สุด

การ์ตูน เซีย 25/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

‘ผู้ก่อการร้าย’..ยัดให้ จมเขี้ยว

ที่มา บางกอกทูเดย์


‘ผู้ก่อการร้าย’..ยัดให้ จมเขี้ยว
ผลเสียหายจมแหลก เลอะรุงรัง ที่ตามมาเป็นพรวน ท่านไม่เคยแลเหลียว??การกล่าวอ้าง ซัดกันอย่างเต็มเหนี่ยว “ผู้รักประชาธิปไตย” เป็น “ผู้ก่อการร้าย” มีผลลัพธ์ “บริษัทประกันภัย” จะไม่จ่ายค่าเสียหายใดๆ?...กับห้างสรรพสินค้าระดับไฮโซ ที่ราบเป็นหน้ากอง ถ้า “จลาจล”...ต้องจ่ายจนหมดน่าตัก เชียวแหละพี่น้องเมื่อเป็นการ “ก่อการร้าย” แล้ว..ตามที่ “รัฐบาลอภิสิทธิชน” ยกระดับความเกรงขาม เพื่อให้ตนได้ความชอบธรรม จึงทำให้ “บริษัทประกันภัย” รอดตามกฎบัตร กฎหมาย ไม่ต้องชดใช้เงินจ่าย?..ความเสียหายทุกบาททุกสตางค์ ต้องควักภาษีประชาชน ออกมาจ่ายหนุบหนับ!!!ต้องบอก “บริษัทประกันภัย”...แฮปปี้ยิ่งกว่าใคร...เพราะไม่ต้องจ่ายเงินไง เล่าครับ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ก่อการร้าย’ ใครจะจ่ายเงินเล่า
เหมือนการวางระเบิด หมายลอบฆ่า หมายปองชีวิต “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ครั้งเก่า??ที่รอดตัวมาได้ครั้งกระนั้น...เพราะ “หนุ่มโอ๊ค” พานทองแท้ ชินวัตร มาช้า ..อันเนื่องมาจากตื่นสาย และแต่งตัวโอ้เอ้ถ้ามาตรงเวลา...ชะตาก็ขาด จบเห่จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ได้แปลงวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยอ้างสาเหตุว่า “แอร์เครื่องบินช็อต”จึงได้ค่าเสียหายจาก “บริษัทประกันภัย”....หากยังฟันธง ว่าเป็น “การก่อการร้าย” ค่าเสียหายที่เกิดกับเครื่องบินจำนวนมหาศาล เขาคงไม่จ่ายเช่นกัน!!!เพราะการใดที่เป็นความเสียหาย...อันเกิดจาก “ก่อการร้าย”.... “บริษัทประกันภัย” ไม่จ่าย หรอกทั่น???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘ชัวร์’ หรือ ‘มั่วนิ่ม’ ไม่ทราบ
แต่การ ไปขึ้นบัญชีดำ “วิเชียร ขาวขำ” ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เป็นเจ้าบุญทุ่ม จ่ายท่อน้ำเลี้ยง ให้กับ “ผู้รักประชาธิปไตยคนเสื้อแดง” เป็นเรื่องตลก มากเลยล่ะครับเพราะใครที่รู้ต้นกำเนิด เทือกเถาเหล่าก่อ... จะทราบดีว่า “ส.ส.วิเชียร ขาวขำ” จนเป็นข้าวเกรียบ เดินต๊อกต๋อย ไม่มีจะกินแค่หาเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง.....ยังต้องเดินหอบ ลิ้นแทบปลิ้นจะมีน้ำยาตรงไหน!... มีเงินเป็นกอบ มีเงินเป็นถัง “จ่ายท่อน้ำเลี้ยง” ดูแล “ผู้รักประชาธิปไตย” ได้เล่า..ที่ผ่านมาเลือกตั้ง ส.ส.ทุกที ก็สอบตกตลอด เพราะไม่มีเงินสู้!!!ขึ้นบัญชี “วิเชียร ขาวขำ”.....เหมือนกับเป็นการตอกย้ำ....สร้างวีรกรรม ซ้ำเติมศัตรู??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

เลิกจองล้าง จองผลาญ!!!
ความสามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ ไมตรี จะเกิดได้ด้วย น้ำมือ ของ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้เป็นหัวหน้ารัฐบาล???ตามกวาดล้างเช็ดถูก “ผู้รักประชาธิปไตยเสื้อแดง”..ยิ่งจะเพิ่มดีกรีความเกลียดชัง ให้แตกแยก เป็นมหาอมตะนิรันดร์กาล ยากที่จะมาบัดกรีกันได้จะมากระแทกกระทั้น...แดกดัน กันทำไมชัยชนะครั้งนี้ ถ้า “รัฐบาล” มีชัยเหนือ “ประชาชน” ย่อมมีแต่ความแตกแยก...ฉะนั้น “รัฐบาล” ควรจะรูดซิปปาก โดยเฉพาะ “หมอท็อป” น.พ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์, “เทพไท เสนพงศ์” โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ “สาธิต ปิตุเดชะ” รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ควรระวังวาจาทิ่มแทง!!!สถานการณ์วันนี้....ต้องเน้นสามัคคี?....อย่าให้มี คำพูดยั่วยวนแก่คนเสื้อแดง???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

‘เพชร’ ย่อมเป็น ‘เพชร’!!!
สถานการณ์ สร้างให้เป็น “วีรบุรุษ” ไปเรียบร้อยเบ็ดเสร็จ???ยกหัวแม่โป้ง ซูฮกให้ อย่างหมดตัว และหัวใจ ให้กับ “ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร” ผู้ว่าฯกทม. ผู้ไม่เลือกข้าง เลือกเส้นกับใครดูแล “เหลือง” ดูแล “แดง”......อย่างโจ่งแจ้ง ไม่เลือกฝ่ายจนทำให้ คนในพรรคประชาธิปัตย์ ผู้มีจิตใจคับแคบเป็น “รูเข็ม” อิจฉามารศรี “คุณชายสุขุมพันธุ์” กันอย่างออกหน้าออกตา....พากันออกมากล่าวหาท่าน ว่าสิ่งที่ทำไป เพื่อโปรประกันดาตัวเอง ให้ดีเด่นดังในการก้าวขึ้นมาเป็น “นายกรัฐมนตรี”!!!“คุณชาย” ท่านทำตามสำนึก....แต่พวกนี้มองเป็นข้าศึก..นึกไม่ถึง จะอิจฉา ถึงปานนี้???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

ตอนจบประเทศไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์


แผลเป็นทางการเมืองของประเทศไทย เป็นแผลลึกที่ยากจะลบออกจากความทรงจำของคนไทยได้เพราะจากความสูญเสียมหาศาลทั้งด้านวัตถุและจิตใจ เกิดจากการสร้างความเกลียดชังให้อีกฝ่ายหนึ่งอย่างต่อเนื่องยาวนานและรัฐบาลไม่สามารถทำให้ผู้คนทั้งหลายเห็นได้ว่า แยกตัวออกมาเป็นกลาง ระหว่างฝ่ายการต่อสู้ของฝ่ายไม่ได้บางทีกลับกลายเป็นผักฝ่ายอีกข้างหนึ่งของการต่อสู้เสียด้วยซ้ำการ

บริหารจัดการในการแก้ปัญหาการเมืองของประเทศไทยจึงยังไม่มีใครหรือฝ่ายไหนที่บริสุทธิ์ใจที่พอจะให้ผู้คนทั้งประเทศยอมรับการเข้ามาแก้ไขปัญหาได้ผมถามตรงๆ ว่า...ที่รัฐบาลโดยการนำของนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ออกมาบอกกับสังคมว่ารัฐบาลจะออกมาเยียวยาแก้ไขปัญหาของประเทศนั้นถาม

ว่า...รัฐบาลและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เยียวยาใจตัวเองได้สำเร็จหรือยัง?ถึงจะไปเยียวยาคนทั้งประเทศและสมานแผลความไม่สามัคคีของคนไทยทั้งประเทศไทยได้ปัญหาของเมืองไทยวันนี้คือ...ต้องหยุดความเกลียดชังฝ่ายตรงกันข้ามให้ได้ด้วยอำนาจบริหารที่มีเต็มไม้เต็มมือ พร้อมตัวช่วยอีกเพียบ

ที่รัฐบาลนี้โชคดีกว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลที่ผ่านมาเพราะเป็นรัฐบาลที่มีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรีแต่นั่นไม่ได้หมายความว่า...จะแก้ปัญหา และตัดสินปัญหาทุกอย่างให้คนไทยทั้งประเทศได้ถ้าหากยังไม่สามารถแก้เรื่อง การให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่ายได้ถ้าหากตัวรัฐบาลเองไม่ตกอยู่ใต้อิทธิพล

ของอำนาจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้ถามว่า...แล้วเราจะก้าวข้ามปัญหาและอุปสรรคทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้อย่างไร?มีหลายคนพูดและวิจารณ์ถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีว่า...ต้องก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้ได้ แล้วถามซ้อนขึ้นมาอีกว่า...ถ้าเราก้าวข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรแล้วเราสามารถ

จะก้าวข้ามปัญหาทั้งหมดของประเทศไทยได้หรือไม่?ผมว่า...ถ้าจะก้าวข้ามให้พ้นปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นได้ เราต้องก้าวข้ามไม่ลืมเป็นอันขาดว่าเราต้องก้าวข้ามนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้พ้นด้วยอีกคนประเทศไทยถึงจะจบและสงบศึกได้อย่างถาวรอนาคตจะพิสูจน์ปัจจุบันครับ

รัฐไทยใหม่!

ที่มา บางกอกทูเดย์


“โศกนาฏกรรม” ได้เกิดขึ้นแล้วหลายครั้งในเมืองไทย...ซึ่งเกิดจากการแย่งชิงอำนาจของนักการเมืองที่มีมานับได้กว่าเจ็ดสิบปี และในปี พ.ศ.2553 ก็ได้เกิดการแย่งชิงอำนาจกันขึ้นอีกครั้งหนึ่งแต่เป็นการแย่งชิงที่มีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก...ซึ่งมวลชนเหล่านี้ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์มาจากมวลชนอีกกลุ่มหนึ่งที่สร้างต้นแบบการเรียกร้องขึ้นมาก่อน เพื่อสนับสนุนให้พรรคการเมืองที่เขาสนับสนุน

ได้อำนาจการปกครองไปต้นแบบการชุมนุมนั้นน่าจะเริ่มตั้งแต่ปี 2548 ที่มีการสร้างมวลชนออกมาดดันรัฐบาลสมัยนั้น ด้วยข้อกล่าวหา “ปล้นชาติโกงแผ่นดิน” การชุมนุมสมัยนั้นมีการปิดล้อม...บุกเข้าไปและทำการยึดสถานที่ราชการเป็นเวลานานโชคดีของประเทศไทยที่การชุมนุมต้องหยุดไป...เพราะผู้

ชุมนุมได้สิ่งที่ต้องการคือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้อง “พ้นสภาพไป” เพราะศาลรัฐธรรมนูญ แต่การชุมนุมก็ยังไม่ยุติเมื่อรัฐบาลใหม่ยังไม่ใช่สิ่งที่กลุ่มผู้ชุมนุมเหล่านั้นต้องการนายกรัฐมนตรีคนต่อมาโชคไม่ดี...เพราะถูกผู้ชุมนุมเข้ายึดทำเนียบ ปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลชุดนี้เข้าไปแถลงนโยบายในรัฐสภา

จนเกิดเหตุการณ์ 7 ตุลา 51 ขึ้น มีคนตายไป 2 คน...เจ็บอีกหลายร้อยทั้งเจ้าหน้าที่และผู้ชุมนุมหลายคนที่อวดอ้างว่าเป็น “นักสิทธิมนุษยชน” ทนไม่ได้...ออกมาเรียกร้องกล่าวหาว่ารัฐบาลสมัยนั้น “เข่นฆ่าประชาชน” เหยียบกองเลือดเพื่อเข้าไปในอาคารรัฐสภา จึงร้องขอให้มีการตรวจสอบรัฐบาลและเจ้า

หน้าที่รัฐว่า “ฆ่าประชาชน”การปิดล้อมของผู้ชุมนุมเริ่มจากแกนนำได้ปลุกเร้าจากทำเนียบรัฐบาลที่ได้ยึดไปแล้ว โดยมีการนำฝูงชนมาปิดล้อมอาคารรัฐสภาด้วยเจตนาจะไม่ให้รัฐบาลใหม่เข้าไปแถลงนโยบายในรัฐสภาได้ พร้อมร้องด่าว่า...ฆ่ามัน ฆ่ามัน! เหตุผลการชุมนุมไล่รัฐบาลทั้งสองชุด เพราะเป็น

รัฐบาลที่ผู้ชุมนุมอ้างว่า...เป็นรัฐบาล “นอมินี”ของอดีตนายกรัฐมนตรีคนก่อน “จึงไม่ยอมรับ”ทั้งที่แกนนำคนสำคัญบางคนเป็นคนปั้นนายกฯคนดังกล่าวขึ้นมาเองว่าเป็น “คนดี เด่น ดัง”แกนนำอีกคนก็เคยยกย่องเชิดชูนายกฯคนดังกล่าวว่า...เป็นนายกรัฐนมตรีที่ดีที่สุดที่เคยมีมาแต่ดูเหมือนจะไม่ได้รับในสิ่งที่

ต้องการเกี่ยวกับเรื่อง “โทรคมนาคมทางด้านสื่อ” ที่เรียกว่าทับหนึ่งหรือทับสอง ก็เลยขัดใจออกมาโจมตีด้วยความที่แกนนำเป็นคนที่พูดจาปลุกเร้าและทำให้คนเชื่อได้อย่างไม่น่าเชื่อ...มวลชนจึงมีมากขึ้น..จนแกนนำบางคนคิดว่าเป็นผู้ชี้นำมวลชนได้ดุจดั่ง “เกจิอาจารย์” ที่สามารถเสกน้ำมนต์มาปะพรมผู้

ชุมนุมได้เลยทีเดียวการขับไล่นายกฯ ที่ไม่เคยได้เข้าไปนั่งเก้าอี้ในทำเนียบรัฐบาลเลยตลอดระยะเวลาที่เป็นรัฐบาล...กินเวลา “เกือบสองร้อยวัน” นับเป็นการยึดสถานที่ราชการคือทำเนียบรัฐบาลที่ยาวนานที่สุดการประท้วงขับไล่ยังเลยเถิดต่อไป...มีการปลุกเร้าให้ผู้ชุมนุมที่แกนนำมองว่าเป็นสาวกไปแล้วด้วย

การไปขับไล่รัฐบาลที่รัฐสภากันอีก กะว่า “วันเดียวจบ” รัฐบาลต้องอยู่ไม่ได้!แต่ก็ไม่จบ...รัฐบาลอยู่ต่อได้ จึงกลับคำลืมคำพูด ตั้งประเด็นใหม่เป็น “ม้วนเดียวจบ” แล้วก็นำผู้ชุมนุมไปปิดล้อมสนามบิน โดยเฉพาะสุวรรณภูมิ ตรงนี้เองที่หลายฝ่ายเห็นว่า “ไม่ถูกต้อง” ทำเกินไปแล้วแกนนำผู้ชุมนุมก็ไม่ยุติ บาง

คนยังบอกว่า...การชุมนุมปิดล้อมสนามบินนั้นสนุก ดนตรีเพราะ อาหารอร่อย แต่ผู้โดยสารจะเดือดร้อนอย่างไรก็ขอให้อดทนไปก่อนจนกว่าจะ “ได้ชัยชนะ” สุดท้ายก็เลิกไป เพราะรัฐบาลถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคจึงมีการจับขั้วกันใหม่ระหว่างพรรคการเมือง...มีการรีบเร่งดำเนินการโดยการช่วยเหลือ

ของหลายฝ่ายที่ไม่ใช่นักการเมือง แต่มีบารมีเหนือกว่า และมีอำนาจมากกว่า รัฐบาลใหม่ที่ได้ดูจะถูกใจผู้ชุมุนมกลุ่มเดิมการชุมนุมของกลุ่มเดิมก็ยุติกลายเป็น “ผู้ก่อการดี” แต่รัฐบาลใหม่ที่ตั้งกันอย่างเร่งรีบ และพรรคแกนนำอยากเป็นรัฐบาลมากจึงยอมรับทุกเงื่อนไขจาก “คนเนรคุณ” จาก “ผู้มีอำนาจนอก

พรรคการเมือง” แม้จะได้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีเก้าอี้เดียวก็ยอมพรรคการเมืองที่เคยเป็นรัฐบาลก็สร้างมวลชนขึ้นมาเรียกร้องเช่นกัน มีการใช้รูปแบบการชุมนุมไม่ต่างกัน มีการปิดล้อมรัฐสภาไม่ให้รัฐบาลเข้าไปแถลงนโยบายจนรัฐบาลใหม่ต้องไปแถลงนโยบายที่กระทรวงการต่างประเทศแทนการชุมนุมเรียกร้อง

ของฝ่ายหลังใช้ “สีแดง” เป็นสัญลักษณ์...จนได้รับฉายาว่า “คนเสื้อแดง” กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มีแหล่งที่อยู่ตามต่างจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แต่ภาคอื่นและกรุงเทพก็มีไม่น้อย คนเสื้อแดงเห็นว่า...รัฐบาลปัจจุบันได้อำนาจมาไม่ชอบ จึงเรียกร้องให้คืนอำนาจให้ประชาชนโดย

การยุบสภา มีการชุมนุมขับไล่ตั้งแต่วันแถลงนโยบาย และมารุนแรงขึ้นในเดือนเมษายน 2552 จนเกิดคำว่า “เมษาเลือด”การชุมนุมยังไม่ยุติ มีการขับไล่รัฐบาลตลอดมา นายกฯหรือรัฐมนตรีไปที่ไหนก็จะไปชุมนุมขับไล่ที่นั่น จนต้องมีการจัดกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารคอยคุ้มกันนายกรัฐมนตรีเวลาไป

ต่างจังหวัดที่มีคนเสื้อแดงจำนวนมากรัฐบาลบริหารงานมาถึงต้นปี 2553 คนเสื้อแดงก็ยังคงชุมนุมขับไล่เช่นเคย แต่นัดรวมพลมาชุมนุมในกรุงเทพตั้งแต่ 14 มีนาคม 2553 เป็นต้นมา โดยรัฐบาลเองก็เกรงว่าจะไม่ปลอดภัย จึงย้ายที่ทำงานจากทำเนียบไปอยู่ค่ายทหารแทนการชุมนุมคราวนี้มีคนเสื้อแดง

จำนวนมาก รัฐบาลต้องใช้กฎหมายความมั่นคง แต่เมื่อเอาไม่อยู่ก็ได้นำกฎหมายในสถานการณ์ฉุกเฉินมาใช้ เหตุการณ์ความรุนแรงก็ตามมาโดยเฉพาะวันที่ 10 เมษา 53 รัฐบาลส่งกำลังทหารมาขอพื้นที่ชุมนุมที่ราชดำเนินคืน แต่ผู้ชุมนุมไม่ยอมจึงมีการสลายด้วยแก๊สน้ำตาและรถยานเกราะพร้อมอาวุธ ผู้

ชุมนุมไม่ยอมถอยและต่อสู้ ผลออกมามีทหารและผู้ชุมนุมบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก รัฐบาลเชื่อว่า...มีคนชุดดำถืออาวุธคอยทำร้ายทหารจนเจ็บตายหลายนาย จึงเชื่อว่า...ในกลุ่มผู้ชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธ จึงตั้งโจทก์ว่ากองกำลังเหล่านี้ คือ “ผู้ก่อการร้าย” ที่คิดล้มสถาบัน เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครอง

เป็น “รัฐไทยใหม่”หลัง 10 เมษา...ผู้ชุมนุมได้ยกเลิกเวทีที่ราชดำเนินและมารวมตัวกันที่เวทีราชประสงค์แห่งเดียว ปัญหาจึงตามมาเหมือนกับผู้ชุมนุมกลุ่มเดิมที่ปิดล้อมสุวรรณภูมิ...รูปแบบการใช้ระบบเศรษฐกิจเป็นตัวประกันจึงไม่แตกต่างกัน แยกราชประสงค์เป็นหัวใจทางเศรษฐกิจและเมื่อผู้ชุมนุม

มีความคิดจะขยายพื้นที่ไปถึงถนนสีลม ก็เกิดการรวมตัวของกลุ่มผู้ชุมนุมเดิมออกมาต่อต้านภายใต้ “กลุ่มเสื้อหลากสี” โดยมีเป้าหมายช่วยรัฐบาลไม่ให้ยุบสภา และต่อต้านคนเสื้อแดงเหตุการณ์ปะทะกันมีมากขึ้น มีการเจ็บและตายตามมา...ในที่สุดรัฐบาลก็เสนอเงื่อนไขปรองดองออกมา5 ข้อ ซึ่งน่าจะ

ทำให้การชุมนุมมีข้อยุติได้ แต่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและแกนนำผู้ชุมนุมกลับมีเงื่อนไขซ่อนอยู่ในข้อเสนอการปรองดองจึงถูกยกเลิก รัฐบาลจึงตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมโดยการปิดล้อมบริเวณรอบๆ ราชประสงค์ ขยายพื้นที่ปิดล้อมออกไปเป็นวงกว้าง ผู้ชุมนุมก็ปิดล้อมเป็นจุดๆ อีกชั้นหนึ่ง แกนนำบางคน

เริ่มถอยอยากเจรจา แต่บางคนอยากให้สู้ต่อ...จนแกนนำระดับนายพลคนหนึ่งถูกยิงจากระยะไกล กระสุนทะลุหัวล้มลงต่อหน้าผู้สื่อข่าวต่างประเทศ สัญญาณความรุนแรงก็ปะทุขึ้น!และมารุนแรงที่สุดช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2553 เมื่อรัฐบาลส่งกำลังทหาร จำนวนมากพร้อมอาวุธและรถถังเข้าสลาย

การชุมนุมที่แยกราชประสงค์ คนถูกยิงตายมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่เป็นประชาชน เป็นนักข่าว เป็นเจ้าหน้าที่กู้ภัยสภาพการตาย...ถูกยิงด้วยกระสุนความเร็วสูงจากระยะไกล...ศพท้ายๆ ไปตายในบริเวณวัดปทุมฯ หลังจากที่ทหารได้เข้าคุมพื้นที่แล้ว และแกนนำก็ยอมมอบตัว แต่ก็ยังมีประชาชนถูกยิงตายอีก

หลายศพคนเสื้อแดงหลายพันหลายหมื่นค ไม่ยอมรับวิธีการเช่นนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมบางคนก็แสดงอาการโกรธ เคียดแค้นออกมา มีการลุแก่โทสะด้วยการทุบทำลายตู้เอทีเอ็ม เผาอาคารสถานที่ทั้งของเอกชนและของรัฐ ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่ถูกต้อง แม้ผู้ชุมนุมจะรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคนภายนอกจาก

สื่อบางชนิด แต่ก็ไม่มีสิทธิที่จะไปบุกรุกทำลายทรัพย์สินของคนอื่น การกระทำของบางคนซึ่งจะเป็นใครก็ตาม ที่เผาทรัพย์คนอื่นต้องเอาตัวมาลงโทษตามกฎหมาย แต่การกระทำดังกล่าวถูกปลุกฝังอารมณ์มาจากการถูกกล่าวหาหรือไม่ ควรพิจารณากันดู เพราะรัฐบาลหรือเปล่าที่กล่าวหาเรื่องผู้ชุมุนมเป็นผู้ก่อ

การร้าย คิดล้มเจ้า จะสร้างรัฐไทยใหม่ ทั้งที่ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่กล่าวว่า...มาชุมนุมเรียกร้องเพื่อให้รัฐบาลคืนอำนาจให้ประชาชน ด้วยการยุบสภา เพราะเห็นว่ารัฐบาลมาโดยไม่ถูกต้อง แต่เขากลับถูกกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้ายและถูกยิงตายบนท้องถนนจากคนซุ่มยิงระยะไกล รัฐบาลออกมารับว่า มีการซุ่มยิงจริง

แต่มาจากกลุ่มผู้ก่อการร้ายเป็นกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ปฏิเสธความรับผิดชอบทางการเมืองแบบนี้ รัฐบาลเองหรือเปล่าที่กำลังคิดว่ามีอำนาจบริหารแบบใหม่อยู่ในมือ เสมือนเป็น “รัฐไทยใหม่” เสียเองนอกจากนี้ยังพาลพาโลไปยังกลุ่มคนหรือบริษัทที่สงสัยว่าจะเป็นปฏิปักษ์กับรัฐบาล จึงอาศัยอำนาจ

แบบขาดหลักการและเหตุผลมากล่าวหาเพื่อข่มขู่ คุกคาม และกดดันกลุ่มคนเหล่านี้เอาไว้ด้วยการระงับ “ธุรกรรมทางการเงิน”พิจารณาดูแล้ว...ตั้งแต่การเข้าสู่อำนาจที่ไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยของรัฐบาล เมื่อประชาชนไม่ยอมรับ ก็ตะแบงหลบหลีกตามค่ายทหาร เมื่อจวนตัวก็สร้าง

เรื่องกล่าวหาให้คนอื่นผิด รัฐบาลถูก...ถูกทุกเรื่องแม้กระทั่งเงินบริจาค 29 ล้าน ดูแล้วใครกันแน่ที่ “ล้มล้าง”ระบบการปกครองตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด? ใครละครับที่ได้อำนาจไปโดยไม่ชอบ รัฐบาลปล่อยให้มีกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่เรียกว่า “ผู้ก่อการร้าย” มาอยู่ในกรุงเทพได้อย่างไร และจับใครได้บ้าง

แล้วหรือไม่ รัฐบาลที่มักอวดอ้างว่า “รักสถาบัน” แต่สมาชิกพรรคของรัฐบาลก็ไม่ลุกขึ้นยืนถวายความเคารพต่อเพลงสรรเสริญพระบารมี เช่นนี้แล้ว...รัฐบาลเองหรือเปล่าที่กำลังจะสร้าง “รัฐไทยใหม่” เป็นรัฐบาลที่ไม่ต้องฟังเสียงเรียกร้องของประชาชน?!

โอกาส

ที่มา บางกอกทูเดย์


ไม่มีอะไรน่าเสียดายยิ่งไปกว่าโอกาส...ว่ากันว่า...โอกาสนั้นไม่เคยเคาะประตูบ้านได้เกิน 2 ครั้ง...แต่สำหรับผู้ชุมนุมเรียกร้องการยุบสภานั้น มีโอกาสถึง 2 ครั้งที่...เท่าๆกับที่รัฐบาล...ยอมลดเวลาการเป็นรัฐบาล...รัฐบาลลงในครั้งแรก 1 ปี...และครั้งที่สองกำหนดให้มีการเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน 2553 ตรงจุดนี้คือจุดหันเหของเหตุการณ์เมื่อแกนนำ...เริ่มมองต่างกันในสิ่งที่ได้มาจากการเรียกร้องต่อสู้...แกนนำที่มีอายุและประสบการณ์...เห็นว่าสิ่งที่ปรารถนาและนำมาซึ่งการเรียกร้องนั้นได้ยุติลงแล้ว...ส่วนที่ยัง

เหลืออยู่คือการเจรจาในรายละเอียด ซึ่งก็ไม่มีความสลักสำคัญอะไร...เพราะในคำแถลงของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ บัญญัติ 5 ประการนั้น...ล้วนมีแต่เรื่องต้องทำทั้งสิ้นแต่...แกนนำที่มีอาวุโสต่ำและ...มองการเมืองไม่ครบด้านไม่ครบมุม...หวังจะขยายผลต่อไป...เพราะเห็นว่าการขอคืนพื้นที่เมื่อวันที่ 10

เมษายน...จนมีคนตายจำนวนหนึ่งนั้น...น่าจะทำให้รัฐบาล...ต้องเสียสถานะและต้องยุบสภาในทันทีตรงจุดนี้...หากพรรคประชาธิปัตย์ยอม...ก็เท่ากับรับข้อหาเข่นฆ่าประชาชน...ทั้งนายกฯอภิสิทธิ์ และรองนายก สุเทพ...ซึ่งเป็นทั้งหัวหน้าและเลขาธิการพรรค...หมดทางเลือกสิ้นทางถอย...ประชาธิปัตย์นำ

พรรคเข้าสู่การเลือกตั้งโดยมีข้อหานี้ปักหลักไม่ได้โบราณสอนไว้...อย่าไล่ สุนัขให้จนตรอก...แต่นี่ไม่ใช่...มันเป็นการไล่เสื้อเป็นฝูงให้จนตรอก...แกนนำที่ผ่านการต่อสู้มายาวนาน...จึงปฏิเสธการเดินต่อ...พร้อมกับเหล่าผู้คนที่เห็นด้วย...แกนนำส่วนที่เหลือจึง...ก้าวเท้าเดินหน้า...เป็นก้าวที่นำประเทศไทย...

ไปสู่ความร้าวฉานอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์เป็นก้าวที่เมื่อมันก้าวล่วงออกไปแล้ว...มันจะไม่มีวันก้าวกลับมาได้ ไม่ว่าจะด้วยปาฏิหาริย์ชนิดใดหนทางที่เลวน้อยที่สุดในขณะนี้...ต้องพยายามทำให้การต่อสู้กลับมาสู่รัฐสภา...มาแพ้มาชนะกันได้พานรัฐธรรมนูญแห่งประชาธิปไตย

อย่าเพิ่งเบื่อการเมืองไทย

ที่มา บางกอกทูเดย์



หลังจากสงครามกลางเมืองผ่านไป..สิ่งที่คนไทยต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตา คือ สอดส่องพฤติกรรมนักการเมือง..ในเมื่อสงครามกลางเมืองที่เกิดขึ้น มันมีสาเหตุจาก “การเมือง” กระทั่งบานปลายเป็นอารมณ์ “คับแค้น” และลงมือก่อความวุ่นวายเพื่อ “ความสะใจ” จนก่อให้เกิด “ความสูญเสีย” ต้องยอมรับว่า เมื่อพูดถึงนักการเมือง หลายคนจะหลับตามองเห็นแต่นักการเมืองติดลบ หรือรู้สึก “เบื่อหน่าย” กับนักการเมืองบางกลุ่มบางพวกบางสายพันธุ์ ขอย้ำว่านักการเมืองบางกลุ่มบางพวกบางคนเท่านั้น

เพราะนักการเมืองที่ดีก็มีมากแต่นักการเมืองเลวก็มีไม่น้อย นักการเมืองเลวทำให้ภาพของนักการเมืองส่วนรวมเสียไปหมด จนคนมองว่านักการเมืองเป็นคนที่พวกเราควรอยู่ห่างไกลให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เคยมีนักการเมืองระดับแกนนำพรรคและเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย ตั้งคำถามกับพรรคพวกเพื่อน

นักการเมืองด้วยกันว่า ทำไมคนจึงมองนักการเมืองในทางลบ ทำไมภาพลักษณ์ของนักการเมืองจึงแย่มากในสายตาของประชาชน คนที่มองนักการเมืองในทางลบไม่ใช่ว่าพวกเขามีอคติ แต่เขามีเหตุผลจากการที่ได้รวบรวมข้อมูล ได้พบเห็นหรือได้รู้มาด้วยตัวเองหรือผ่านบุคคลอื่นถึงพฤติกรรมของนักการ

เมืองหลายคน นักการเมืองที่ดีพยายามที่จะแก้ไขภาพลักษณ์ของเพื่อนร่วมอาชีพด้วยกัน แต่น้ำดีจำนวนน้อยไม่อาจไล่น้ำเสียได้ ตรงกันข้าม น้ำเสียกลับค่อยๆ กลืนน้ำดีทีละนิด จนน้ำดีแปรสภาพเป็นน้ำเน่าไปเลย หลายคนบอกว่า ทุกการเลือกตั้ง ประชาชนคงหนีไม่พ้นที่จะพบกับนักการเมืองหน้าเก่าๆ

หน้าเก่าแต่ถ้าเป็นคนดีไม่เป็นไร แต่หน้าเก่าที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย นักการเมืองหน้าเก่า พฤติกรรมไม่เอาถ่าน หลายคนเอือมระอา บางคนบอกว่าไม่อยากจะเลือกแต่จำเป็นต้องไป เพราะเกรงจะเสียสิทธิในการถอดถอนนักการเมืองในภายหลัง นักข่าวการเมืองบางคนและผู้ที่สนใจติดตามการเมืองไทยมาโดย

ตลอด กล่าวว่า เขาสามารถบอกได้เลยว่าใครจะเสนอตัวมาสมัครรับเลือกตั้งบ้าง พฤติกรรมของนักการเมืองดังๆ ที่สมัครรับเลือกตั้งมีอะไรบ้าง แม้จะมีนักการเมือง “น้ำดี” จำนวนไม่น้อยก็ตาม แต่นักการเมืองประเภท “รักชาติจนน้ำลายไหล” หรือ “รักชาติจนปากมันเยิ้ม” เพราะกินมูมมาม ซ้ำยังไม่เช็ดปากอีกยัง

มีอยู่มากมาย บางคนอ้างว่าที่ต้องผละจากพรรคเก่ามาอยู่ร่วมกับรัฐบาลเพราะความรักชาติ แต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ต้องการรับเงินงวดสุดท้ายจากโครงการที่ทำไว้ เพราะไม่ต้องการให้คนอื่นมาฉกฉวยโอกาสที่ตนลงทุนลงแรงไปก่อนแล้วเท่านั้นเอง วันนี้ไทยยังไม่มีการเลือกตั้งใหม่ เรายังมีรัฐบาลชุดเดิม

บริหารฟื้นฟูประเทศ แต่ประชาชนก็ต้องเป็นหูเป็นตาช่วยกันสแกนหานักการเมืองพันธ์ดีตั้งแต่บัดนี้ การเลือกตั้งครั้งหน้าเราจะได้ไม่พลาดเลือก “นักการเมืองรักชาติจนปากมัน” เข้ามาบริหารประเทศให้ “เจ็บใจ