WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, May 25, 2010

แม้วทวิตเหน็บ รัฐทรราช ยัดข้อหาปชช.

ที่มา ไทยรัฐ

Pic_85151

อดีตนายกฯ "ทักษิณ" โพสต์ข้อความบนทวิตเตอร์ จวกรัฐบาลสุดยอด พลิกตัวจากทรราชสั่งฆ่าประชาชน มาเป็นผู้กล่าวหาผู้เรียกร้อง ประชาธิปไตยให้เป็นผู้ก่อการร้าย...

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 25 พ.ค.ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ได้โพสต์ข้อความบนเว็บไซต์ส่วนตัวทวิตเตอร์ (http://twitter.com/Thaksinlive) ระบุว่า "รัฐบาลนี้สามารถพลิกตัวเอง จากการเป็นทรราชสั่งฆ่าประชาชน มาเป็นผู้กล่าวหาผู้เรียกร้องปชต.และความเป็นธรรม ให้เป็นผู้ก่อการร้ายได้ สุดยอดจริงๆ"

นอกจากนี้ ยังได้โพสต์ข้อความต่ออีกว่า "ประชาชนมาเรียกร้องขอ หีบบัตรเลือกตั้ง เพื่อได้รัฐบาลที่มาจากประชาชนไม่ใช่ทหารยัดเยียดให้แต่กลับได้ หีบศพ และความบาดเจ็บตลอดจนคดีติดตัวกลับไป" และ "ได้รับเมล์ท่ีforwardกันมา มีคำพูดที่คุณอภิสิทธิ์ว่าคุณสมัครและคุณสมชายในช่วงท่ีมีพันธมิตรมากดดันรัฐบาล คุณอภิสิทธิ์ได้ทำทุกเรื่องท่ีว่าเขาไว้"

คณาจารย์ จุฬาฯนัดแถลงค้าน ศอฉ.ควบคุมตัว"ดร.สุธาชัย"ไปขังที่ค่ายทหาร สระบุรี

ที่มา มติชน


ผู้สื่อข่าว"มติชนออนไลน์"รายงานว่า เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 25 พฤษภาคม คณาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์ จุฬลงกรณ์มหาวิทยาลัยจำนวนหนึ่งนัดเปิดแถลงข่าวกรณีที่ศุนย์อำนวยการแก้ไขสถานการ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.)มีคำสั่งให้ควบคุมตัว ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯโดยไม่มีข้อหาชัดเจนและนำไปควบคุมที่ศูนยืการทหารม้า ค่ายอดิศร จังหวัดสระบุรี โดยคณาจารย์กลุ่มดังกล่าวจะคัดค้านการดำเนินการกับนายสุธาชัยว่า มีความไม่ชอบธรรม

"เพื่อไทย"นำ 2 พยานแถลงยืนยันทหารยิงที่ "วัดปทุมฯ" อสม.โต้ "หมอพรทิพย์" ระบุศพไม่ได้ถูกทุบหัว

ที่มา มติชน


พท.งัด2พยานยืนยันทหารยิง

เวลา 15.20 น. วันที่ 24 พฤษภาคม ที่พรรคเพื่อไทย(พท.) นายพร้อมพงศ์ โฆษกพท. พร้อมกับนายวรวัจน์ เอื้อภิญญกุล ส.ส.แพร่ พท. นำ น.ส.ณัฏฐธิดา มีวังปลา อาสาสมัครรักษาพยาบาล ในวัดปทุมวนาราม และพระสำเริง พูลิโต พระลูกวัดบางไทร อ.บางน้ำเปรี้ยว จ.ฉะเชิงเทรา โดยอ้างว่าเป็นพยานบุคคลที่อยู่ในพื้นที่วัดปทุมวนารามวันที่ทหารสลายชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม มาเล่าเหตุการณ์ต่อสื่อมวลชน พร้อมนำคลิปวีดีโอและรูปถ่ายซึ่งอ้างว่าถูกบันทึกจากเหตุการณ์เดียวกัน และมีภาพถ่ายซึ่งอ้างอิงจากสื่อหนังสือพิมพ์ที่บันทึกภาพกลุ่มชายในชุดพรางทหารที่ประจำการอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสมาประกอบการแถลง สำหรับคลิปวีดีโอมีความยาวประมาณ 7 วินาที แสดงภาพกลุ่มคนนอนแน่นิ่งอยู่กับพื้น


โต้"พรทิพย์"ศพไม่ได้ถูกทุบหัว

นส.ณัฏฐธิดา กล่าวว่ากรณีของนายอัครเดช ขันแก้ว อาสาสมัคร ถูกยิงที่แก้ม ท้อง และต้นขาจนเสียชีวิต ยืนยันได้ว่าไม่ได้เสียชีวิตจากถูกทุบที่ศีรษะตามที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ระบุ

ด้านพระสำเริง กล่าวว่าที่ผ่านมาก็ไปๆมาๆเพื่อมารับบิณฑบาตรจากคนเสื้อแดง ซึ่งวันเกิดเหตุร่วมอยู่ในเหตุการณ์และเห็นกับตาว่ามีคนถูกยิงตายในเต็นท์ 3 ศพ ซึ่งผู้ยิงก็คือทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส

ด้านนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่าขอถามไปถึงศพอีกหลายศพที่เสียชีวิตบริเวณหน้าวัดแต่ถูกทหารแย่งไป นำศพเหล่านั้นไปไว้ที่ไหน ศอฉ.ต้องเปิดเผยรายชื่อผู้เสียชีวิต เพราะในส่วนของศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของพรรค ได้รับร้องเรียนจากญาติผู้สูญหายจำนวนมาก ถามว่าวันนี้จะรับผิดชอบอย่างไรกับผู้เสียชีวิต 84 ราย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่ากองโฆษก พท.ได้ส่งข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือเพื่อแจ้งให้สื่อข่าวทราบว่า ในวันที่ 25 พฤษภาคม เวลา 13.00 น.นายจตุพร พรมหพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พท.และแกนนำคนเสื้อแดงจะไปที่ดีเอสไอ

เปิดบัญชีหมายจับ 66 "นปช." ฝ่าฝืน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวบได้ 22 หนี 44 ราย "อริสมันต์"เจอคดีฐานความผิดหนัก

ที่มา มติชน


บช.ก.แจงยิบหมายจับทุกคดี

รายงานข่าวสำนักงานตำรวจแห่งชาติเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมว่า พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง(ผบช.ก.) ได้สรุปถึงการดำเนินคดีกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)ว่า ระหว่างวันที่ 14-20 พฤษภาคมกองบัญชาการต่างๆ ได้แก่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล( บช.น.) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 1( บช.ภ.1) กองบัญชาการตำรวจภูธรภาค 7( บช.ภ.7) และ กองบังคับการกองปราบปราบ(บก.ป.) ได้ร้องขอศาลอาญาออกหมายจับและควบคุมตัวบุคคลต้องสงสัย ตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยศาลอนุมัติหมายจับและควบคุมตัวทั้งสิ้น 66 หมาย จับกุมตามหมายจับแล้ว 22 หมาย คงเหลือ 44 หมายที่ยังไม่สามารถจับกุมตัวได้ ดังนี้

กรณีการตั้งเวทีปราศรัยปลุกระดมมวลชนบริเวณแยกราชประสงค์ (17 หมาย) 1.นายเหวง โตจิราการ(มอบตัว 20 พฤษภาคม) 2.นางดารุณี กฤตบุญญาลัย 3.นายจรัล ดิษฐาอภิชัย 4.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ(มอบตัว 19 พฤษภาคม) 5.นายนิสิต สินธุไพร(มอบตัว 19 พฤษภาคม)

6.นายวีระ มุกสิกพงศ์(มอบตัว 20 พฤษภาคม) 7.นายก่อแก้ว พิกุลทอง(มอบตัว 20 พฤษภาคม) 8.นายขวัญชัย ไพรพนา(มอบตัว 19 พฤษภาคม) 9.นายชินวัฒน์ หาบุญพาด 10.นายวิภูแถลง พัฒนภูไท(มอบตัว 19 พฤษภาคม)

11.นายอดิศร เพียงเกษ 12.นายวรพล พรหมิกบุตร 13.พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ 14.นายสำเริง ประจำเรือ 15.นายวิสา คัญทัพ

16.นางไพจิตร อักษาณรงค์ 17.พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสียชีวิต 17 พฤษภาคม)

กรณีวิทยุชุมชนนำคลิปเสียงตัดต่อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีเผยแพร่ทางสถานี(จำนวน 7 หมาย) ประกอบด้วย 1.นายราตรีหรือชาตรี ชื่นชม 2.นายพันธุ์ศักดิ์ ซาบุ 3.นางวิกานดา ปักกาสัง(จับกุมเมื่อ 7 พฤษภาคม) 4.น.ส.รัศมี มาลาม(จับกุมเมื่อ 20 พฤษภาคม) 5.นายธาดา บุญสุขศรี 6.นายซากิริน บุญมาเลิศ และ7.นายธนกฤต นาคบรรจง


"สุภรณ์-กีร์"ยังตามจับไม่ได้

กรณีวิทยุชุมชนนำคลิปของนายกรัฐมนตรีออกเผยแพร่(จำนวน 4 ฉบับ) 1.นายชุติพนธ์ ทองคำ 2.น.อ.อ.พิรัตน์ วัฒนพานิช 3.นายนิพนธ์ แสงสีนิล และ4.น.ส.ดวงมณี บุญรัตน์ (จับกุมเมื่อ 9 พฤษภาคม)

กรณีผู้จัดวิทยุชุมชนทางภาคเหนือปลุกระดมมวลชนและสนับสนุนสิ่งของพร้อมทั้ง ที่เวทีราชประสงค์โจมตีรัฐบาล(จำนวน 5 ฉบับ)1.นางกัญญาภัค มณีจักร 2.นายเพชรวรรต วัฒนะพงศ์ศิริกุล 3.นายภูมิใจ ไชยยา 4.นายนิยม เหลืองเจริญ และ5.นายอภิชาต อินสอน

กรณีกรรมการของสถานีวิทยุชุมชนสนับสนุนให้มีการปลุกระดมมวลชน ขนคน และสนับสนุนสิ่งของ พร้อมทั้งการขึ้นกล่าวปราศรัยที่เวทีแยกราชประสงค์โจมตีรัฐบาล (จำนวน 3 ฉบับ)1..น.ส.มาระดี วงศ์ไทย 2..นายวินัย แสงสีนิล และ3.น.ส.กัลยารัตน์ กาวีระ

กรณีวิทยุชุมชนมีการปลุกระดมโจมตีรัฐบาล(จำนวน 7 ฉบับ)1.นายไพโรจน์ แสงศรี 2.นายประทีป ใจหาญ 3.นายสมเกียรติ สาระเนียม 4.นายธนานันท์ ศรีสุดดี 5.นายกิตติ์ดนัย พริ้งกุลเศรษฐ์ 6.นายพีระ พริ้งกลาง และ7.นายภูมิกิติ หรือพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง(จับกุมเมื่อ 18 พฤษภาคม)

บช.น.ร้องขอศาลอาญา ออกหมายจับและควบคุมตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 รวม 22 ฉบับ ประกอบด้วย

กรณีการบุกรุกรัฐสภา 1.นายยศวริศ ชูกล่อมหรือ เจ๋ง ดอกจิก(มอบตัว 19 พฤษภาคม) 2.นายพายัพ ปั้นเกตุ 3.นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 4.นางศิริวรรณ นิมิตศิลป์(จับกุมเมื่อ 20 พฤษภาคม) 5.นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง 6.นายธนกฤต ชะเอมน้อย หรือวันชนะ เกิดดี และ7.พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์


"อริสมันต์"เจอคดีฐานความผิดหนัก

กรณีการขอคืนพื้นที่บริเวณสี่แยกคอกวัว ถนนราชดำเนิน 1.นายเมธี อมรวุฒิกุล(จับกุมเมื่อ 22 เมษายน) 2.นายอารี ไกรนรา (หัวหน้าการ์ด นปช.) 3.นายอร่าม แสงอรุณ 4.นายมงคล สารพัน 5.นายเชน แขนสันเทียะ(มอบตัว 16 พฤษภาคม)

6.นายชยุต ไหลเจริญ(จับกุมเมื่อ 26 เมษายน) 7.นายธนเดช เอกอภิวัชร์ 8.นายวายุภักดิ์ โนรี(จับกุมเมื่อ 1 พฤษภาคม) 9.นายภาสกร หรือสมนึก ศิริรักษ์(จับกุมเมื่อ 1 พฤษภาคม) 10.พ.ต.ท.ศุภชัย ผุยแก้วคำ(จับกุมเมื่อ 1 พฤษภาคม)

11.นายเรืองอำนาจ พุทธิวงศ์(จับกุมเมื่อ 17 พฤษภาคม) และ12.นายมีชัย สินนาค(จับกุมเมื่อ 4 พฤษภาคม) และกรณีออกหมายจับเพิ่มเติม เมื่อ 18 พฤษภาคม 1.นายสมชาย ไพบูลย์ 2.นายนาวิน บุญเสรษฐ (อดีต ส.ส.พิจิตร) และ3.นางประทีป อึ้งทรงธรรม ฮาตะ

บช.ภ.1 ร้องขอศาลแขวงจังหวัดสมุทรปราการ ออกหมายจับและควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.การบริหารในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 จำนวน 1 ฉบับ กรณีวิทยุชุมชนออกอากาศเผยแพร่ปลุกระดมมวลชนและโจมตีการทำงานของรัฐบาล คือ นายพงษ์อัมพร บรรดาศักดิ์

ข่าวแจ้งว่า บก.ป.ได้ออกหมายจับนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ในความผิดฐาน กระทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีอื่นใดอันมิใช่เป็นการกระทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักรหรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน (กรณีนี้เป็นความผิดตามกฎหมายอาญา ซึ่งหมายฉบับนี้เป็นหมายจับในคดีอาญา)


เผยชื่อ22รายที่บช.ก.จับกุมได้แล้ว

ข่าวแจ้งว่า การดำเนินการและผลการปฏิบัติหมายจับและควบคุมตัวตาม พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในความรับผิดชอบของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) ที่ 145/2553 ซึ่ง พล.ต.ท.ไถง ปราศจากศัตรู ผบช.ก. เป็นหัวหน้าคณะพนักงานสืบสวนสอบสวน สรุปผลการดำเนินการ 1.ผู้ต้องหาตามหมายจับถูกจับกุมแล้ว 22 ราย ประกอบด้วย 1.นายเหวง โตจิราการ 2.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 3.นายนิสิต สินธุไพร 4.นายวีระ มุสิกพงศ์ 5.นายก่อแก้ว พิกุลทอง

6.นายขวัญชัย ไพรพนา 7.นายวิภูแถลง พัฒนภูไท 8.พล.ต.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล(เสียชีวิต) 9.นางวิกานดา ปักกาสัง 10.น.ส.รัศมี มาลาม

11.น.ส.ดวงมณี บุญรัตน์ 12.นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง 13.นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก 14.นางศิริวรรณ นิมิตศิลป์ 15.นายเมธี อมรวุฒิกุล

16.นายเชน แขนสันเทียะ 17.นายชยุต ไหลเจริญ 18.นายวายุภักดิ์ โนรี 19.นายภาสกร หรือสมนึก ศิริรักษ์ 20.พ.ต.ท.ศุภชัย ผุยแก้วคำ 21.นายเรืองอำนาจ พุทธิวงศ์ และ22.นายมีชัย สินนาค

สรุปยอด หมายจับ 66 หมาย (บช.ก. จำนวน 43 หมาย บช.น.จำนวน 22 หมาย และ บช.ภ.1 จำนวน 1 หมาย)จับกุมได้ 22 หมาย (บช.ก. 12 หมาย บช.น. 10 หมาย ) คงเหลือ 44 หมายที่ยังจับกุมไม่ได้ (บช.ก. 31 หมาย บช.น. 12 หมาย บช.ภ.1 จำนวน 1 หมาย)

ความไม่แน่นอน ภายหลัง 19 พ.ค. 2553 ของ "สังคมไทย"

ที่มา ข่าวสด


มีร่องรอย "ความเกลียด" ดำรงอยู่อย่างเป็นรูปธรรมจำนวนมากภายหลังสถานการณ์สลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

เป็นร่องรอยที่เห็นได้จากคราบเลือดของ "คนตาย"

เป็นร่องรอยที่เห็นได้จากคราบเลือดของ "คนบาดเจ็บ" เป็นร่องรอยอันสัมผัสได้จากเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดของ "คนถูกยิง"

ไม่ว่าจะเป็น ณ แยกราชประสงค์ ไม่ว่าจะเป็น ณ วัดปทุมวนารามวรวิหาร

เป็นร่องรอยจากซากปรักหักพังของอาคารสูง ไม่ว่าจะเป็นเวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นโรงหนังสยาม

เป็นร่องรอยจากรูกระสุนที่เจาะเข้าไปแม้กระทั่งพื้นคอนกรีตของลานจอดรถ

ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นร่องรอยอันสะท้อนให้เห็นถึงความเกลียดซึ่งฝังอยู่อย่างลึกซึ้ง เพราะหากไม่มีความเกลียดคงไม่สามารถลั่นกระสุน เพราะหากไม่มีความเกลียดคงไม่สามารถเผาได้

น่าเศร้าก็ตรงที่เป็นความเกลียดระหว่างคนไทยต่อคนไทยด้วยกัน



ถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ยกเลิกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ถามว่าเหตุใดจึงยังไม่ยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว

แม้ว่าเสียงปืนจะสงบลงไปแล้ว ณ แยกราชประสงค์

แม้ว่ากทม.จะสามารถระดมประชาชนเข้าร่วมในการกวาดและชำระล้างความสกปรกอันตกค้างมาจากการชุมนุมนับแต่วันที่ 3 เมษายน เป็นต้นมา

เพราะว่าสถานการณ์ยังอยู่ในความฉุกเฉินอยู่

ด่านตรวจอย่างเข้มข้นอันเป็นการสนธิกำลังระหว่างทหาร ตำรวจและอาสาสมัครพลเรือนจึงยังมีความจำเป็น

เสียงปืนอาจสงบลงแล้วในมหานครกรุงเทพฯ แต่การลอบยิงเข้าใส่ธนาคารอันเป็นเป้าหมายทางการเมืองยังดำรงอยู่ การลอบเผาศาลาที่พักประชาชนริมถนนสายสำคัญอย่างถนนสายเอเชียทั้งที่พระนครศรีอยุธยาและอ่างทองยังดำรงอยู่

เพียงแต่กระจายจากแยกราชประสงค์ไปยังพื้นที่ต่างจังหวัดเท่านั้นเอง



ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าแผนเยียวยาบนพื้นฐานของแผนโรดแม็ปเพื่อความปรองดองสมานฉันท์ 5 ประการที่เคยเสนอโดย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะเดินหน้าไปอย่างไร

เพราะว่าการไล่ล่าแกนนำนปช.ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคก็ยังเดินหน้าต่อไป

เพราะว่าการขจัดเงื่อนไขมิให้นปช.แดงทั้งแผ่นดินสามารถหวนกลับมาสำแดงบทบาทต่อไปอีกก็ยังเดินหน้าต่อไป

รัฐบาลหวังว่าจะสามารถจัดการกับนปช.แดงทั้งแผ่นดินอย่างราบคาบ

ด้านหนึ่ง มีการไล่ล่าจับกุมจำกัดบริเวณ ด้านหนึ่ง มีการดำเนินมาตรการเพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงระหว่างต่างประเทศกับในประเทศให้หมดสิ้น

ความหวังก็คือ การตั้งข้อหาก่อการร้ายให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ความหวังก็คือ หากสยบอิทธิพล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทั้งทางด้านเศรษฐกิจและการเมือง หากสยบทุกองคาพยพของนปช.แดงทั้งแผ่นดิน นั่นหมายถึงความสงบสุขอย่างแท้จริงในสังคมไทย

เป็นเช่นนั้นได้จริงละหรือ



ยังไม่มีใครให้คำตอบได้ว่าจะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ในระยะเวลาใดปีนี้หรือว่าปีหน้า

กระนั้น ความหวั่นเป็นอย่างมากก็คือ กระบวนการเลือกตั้งมิได้เป็นคำตอบว่าจะสามารถสานความขัดแย้งและแตกแยกทางความคิดที่เกิดตั้งแต่ก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 หรือไม่

แล้วอะไรคือทางออกเพื่อความสงบสุขอย่างแท้จริงในสังคมเฉพาะหน้าของไทย

เปิดใจพ่อแม่ เหยื่อในวัดปทุม

ที่มา ข่าวสด


ปลดหรีด"มาร์ค" ลงจากหน้าศพ!




เหยื่อปืน - งานศพน.ส.กมนเกด อัคฮาด อาสาสมัครพยาบาล มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ที่ถูกยิงตายหน้าวัดปทุมวนาราม เมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดปากบึง ลาดกระบัง โดยนายกฯ ส่งพวงหรีดไปด้วย แต่ญาติไม่ได้เอามาตั้ง

เปิดใจพ่อแม่ผู้เสียชีวิต 2 ใน 6 ศพสังเวยคืนโหดในวัดปทุมฯ เป็นหนุ่มสาวอาสาฯ ของ "ป่อเต็กตึ๊ง" ทั้งคู่ ครวญไม่รู้จะถามหาความรับผิดชอบจากใคร เพราะตายแบบจับมือใครดมไม่ได้ เล่าประวัติล้วนเป็นคนมีน้ำใจ ชอบช่วยเหลือคนอื่น ระหว่างมีการชุมนุมที่ราชประสงค์ ก็ไปคอยช่วยเหลือคนเจ็บป่วยตลอด จนกระทั่งถึงวันสลายม็อบ 19 พ.ค. ติดพันการช่วยเหลือคนเจ็บอยู่ในวัดปทุมฯ จนถูกกระสุนปริศนาสังหารอนาถ เผยญาติของอาสาฯ สาว เก็บพวงหรีด "อภิสิทธิ์" จากงานศพ เผยนักข่าวอิตาลีที่เอาชีวิตมาทิ้งในไทย ญาติจัดการเผาศพในกรุงเทพฯ เพื่อเก็บกระดูกกลับประเทศ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 24 พ.ค. ผู้สื่อข่าวเดินทางไปที่บ้านเลขที่ 3/10 ตรอกวัดปทุมวนาราม แขวงและเขตปทุมวัน พบนายหยด เข็มทอง อายุ 76 ปี พ่อนายมงคล เข็มทอง อายุ 37 ปี 1 ใน 6 ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ลูกชายเป็นอาสาสมัครสำรองของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้าวันเกิดเหตุ มารู้อีกทีตอนเช้าของอีกวันหนึ่งว่าลูกชายถูกยิงเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ตนเสียใจ เสียดายลูกชาย ลูกคนสุดท้องไม่น่าจะมาเสียชีวิตไปก่อนใครๆ ในครอบครัวตนเองอายุมากแล้ว น่าจะเสียชีวิตไปก่อนลูกอีก

นายหยด เปิดเผยว่า ชุมชนที่ตนพักอาศัยอยู่ เป็นของทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ กำลังถูกขับไล่ออกจากพื้นที่ อยู่ระหว่างรื้อถอน จะพาลูกๆ โยกย้ายไปสร้างบ้านใหม่อยู่ด้วยกันที่คลองหนึ่ง ปทุมธานี แต่ลูกชายก็ไม่ได้ไป

นางสมจิตร สุขประเสริฐ อายุ 51 ปี พี่สาวของนายมงคล กล่าวว่า ก่อนหน้านี้น้องชายเคยเป็นลูกจ้างตามร้านอาหาร และก็เป็นอาสาสมัครสำรองของมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง แต่ตอนนี้ไม่ได้ทำงานเป็นอาสาอย่างเดียว แต่มีกระเป๋ายาสีส้มใบใหญ่ 1 ใบ เรี่ยไร่เงินจากชาวบ้านในชุมชน

เพื่อซื้อยาใส่กระเป๋า ออกไปทำงานช่วยเหลือประชาชน โดยจะออกไปแทบทุกวัน ไปอยู่ตามจุดต่างๆ กับเพื่อนๆ หรือถ้าอยู่ที่บ้าน มีเพื่อนๆ เรียกมาว่ามีงานก็จะออกไป วันเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. มีหมากัดชาวบ้านที่ปากซอย น้องชายก็ได้หยิบกระเป๋ายาออกไปเพื่อให้ความช่วยเหลือ จากนั้นน้องชายก็หายออกไป ทราบว่ากลุ่มเพื่อนๆเรียกให้ไปช่วยเหลือที่จุดหน้าวัดปทุมวนาราม จากนั้นก็ติดต่อน้องชายไม่ได้เพราะแบตเตอรี่โทรศัพท์ของน้องหมด ขณะนั้นมีการแจ้งให้ผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องออกจากพื้นที่เกิดเหตุ แต่น้องชายทำงานช่วยเหลือผู้บาดเจ็บติดพันอยู่ จึงไม่ได้ออกมาจากวัด สุดท้ายต้องมาเสียชีวิต เพราะการเข้าไปทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ ปกติน้องชายเป็นคนที่เฮฮากับเพื่อนฝูง แต่ไม่เกเร ชอบช่วยเหลือผู้อื่น

นางสมจิตร กล่าวต่อว่า ศพน้องชาย ตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่วัดดิสหงษารามหรือมักกะสัน ศาลา 2 ถ.เพชรบุรีตัดใหม่ เขตราชเทวี กทม. ตั้งแต่วันที่ 22-24 พ.ค. และจะเผาศพวันที่ 25 พ.ค. เวลา 17.00 น. ขณะนี้กำลังทำเรื่องขอรับความช่วยเหลือจากสำนักพระราชวัง และมีเจ้าหน้าที่จากกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เข้ามาดูแลและให้ความช่วยเหลือเงินจำนวนหนึ่ง เมื่อเช้าวันเดียวกันนี้ และยังมีเพื่อนๆ จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งมาช่วยเหลืออยู่ที่วัด นอกจากนั้น ยังไม่มีหน่วยงานใดๆ ของรัฐเข้ามาดูแลให้ความช่วยเหลือแต่อย่างใด

เวลาเดียวกัน ที่ศาลาดำ วัดปากบึง แขวงคลองสองต้นนุ่น เขตลาดกระบัง กทม. สถานที่ตั้งสวดอภิธรรมศพ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี อาสาสมัครพยาบาล อีก 1 ใน 6 ผู้เสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ผู้สื่อข่าวเดินทางไปพบนายทับทิม อายุ 53 ปี อาชีพลูกจ้างกรมศุลกากร และนางพะเยาว์ อายุ 45 ปี อาชีพค้าขาย บิดาและมารดาของน.ส.กมนเกด พร้อมทั้งญาติๆ ที่กำลังช่วยกันดูแลงาน

นายทับทิม เปิดเผยว่า น.ส.กมนเกด มีชื่อเล่นว่าน้องเกด แต่คนในครอบครัวและเพื่อนสนิทจะเรียกหมู น้องเกดจบการศึกษาจากโรงเรียนการบริบาล ด้านผู้ช่วยพยาบาล หลังจากนั้นก็มาฝึกงานที่โรงพยาบาลกรุณาพิทักษ์ได้ประมาณ 3 ปีแล้ว ปัจจุบันยังไม่มีอาชีพประจำ แต่ไปช่วยเพื่อนซึ่งประมูลงานที่การไฟฟ้าสามเสน ด้านงานเอกสาร ปกติบุตรสาวจะเป็นอาสาสมัครช่วยเหลือคนเจ็บอยู่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ประจำจุดลาดกระบัง อยู่เป็นประจำ หลังเหตุการณ์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย. ที่มีการปะทะระหว่างทหารกับกลุ่มผู้ชุมนุม บุตรสาวพร้อมกับเพื่อนๆ จึงเข้าไปเป็นพยาบาลอาสา ช่วยดูแลผู้ชุมนุมที่เจ็บป่วยบริเวณแยกราชประสงค์

เซ่นเลือด - นายหยด เข็มทอง อุ้มรูปนายมงคล เข็มทอง ลูกชายเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เผยเสียใจที่สูญเสียลูก หลังถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม ระหว่างช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ เมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค.



พ่อผู้ตายกล่าวว่า ในวันเกิดเหตุ ทราบจากแม่เขาว่าบุตรสาวเข้าไปช่วยดูแลคนเจ็บที่แยกราชประสงค์เหมือนกับทุกวัน จนกระทั่งมีข่าวการปะทะกัน แม่ของน้องเกดก็พยายามติดต่อบุตรสาว แต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. ภรรยาของตนจึงได้พูดคุยโทรศัพท์กับบุตรสาว ถามว่าจะกลับบ้านได้หรือไม่ บุตรสาวบอกว่าช่วยคนเจ็บอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ถ้าเสร็จงานแล้วก็จะกลับบ้าน ภรรยาของตนยังบอกไปว่า รัฐบาลเขาประกาศเคอร์ฟิวแล้ว ให้หลบอยู่ภายในวัด รอจนเช้าแล้วให้รีบกลับบ้าน ระหว่างที่บุตรสาวพูดคุยกับแม่เขาอยู่นั้น ก็บอกว่าแม่แค่นี้ก่อน มีคนเจ็บ จากนั้นวางโทรศัพท์ไป และก็ติดต่อกันไม่ได้อีกเลย จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. จึงมีเพื่อนของเขาโทรศัพท์มาบอกว่า บุตรสาวถูกยิงเสียชีวิตแล้ว

นายทับทิม กล่าวต่อว่า คนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็ต้องรู้สึกเสียใจที่ต้องมาสูญเสียลูก ซึ่งก็ไม่ใช่ครอบครัวตนครอบครัวเดียวที่ได้รับความเดือดร้อน ยังมีอีกหลายครอบครัวที่ต้องสูญเสียเช่นเดียวกัน แค่นี้ก็ดีใจแล้วที่ได้ศพบุตรสาวมาบำเพ็ญกุศล เนื่องจากเมื่อทราบข่าวลูกเสียชีวิต ก็ติดต่อกับคนที่อยู่ในวัด ไม่มีใครรู้ศพลูกไปอยู่ตรงไหน แม่เขาก็ร้องไห้เป็นห่วงศพลูก แต่ก็รู้สึกภาคภูมิใจที่บุตรสาวได้เข้าไปช่วยเหลือคนบาดเจ็บ ถึงแม้จะต้องมาเสียชีวิต ซึ่งครอบครัวก็ทำใจยากที่หมูต้องมาจากไป โดยเฉพาะบุตรชายคนเล็ก เวลาเขาไปดูภาพที่ถ่ายเล่นกันไว้ในคอมพิวเตอร์ แล้วได้ยินเสียงพี่สาวของเขา ก็ยังร้องไห้อยู่ตลอดเวลา สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ค่อนข้างสาหัสอยู่เหมือนกันสำหรับการสูญเสียบุตรสาว ซึ่งหมูหรือน้องเกดจะเป็นคนที่ช่วยเหลือครอบครัวมาตลอด เมื่อเรียนจบ ม.3 เขาก็รู้ว่าพ่อแม่ไม่ค่อยมีเงิน จึงไปเรียนกศน.จนจบม.6 แล้วเข้าเรียนโรงเรียนการบริบาล เมื่อก่อนนั้นครอบครัวเราก็จะช่วยกันทำอาหารสำเร็จรูปขายบริเวณปากซอยบ้าน แต่มาหลังๆ ยายของเขา รวมทั้งภรรยาของตนร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง เขาจึงไปหาแผงที่ตลาดคุ้มเกล้า ไว้สำหรับร้อยพวงมาลัยขาย คนในครอบครัวก็จะไปช่วยกันร้อยพวงมาลัย สำหรับตนก็จะสนิทกับน้องเกดค่อนข้างมาก เมื่อตนเลิกงานก็จะไปช่วยเขาร้อยพวงมาลัย

พ่อผู้ตาย กล่าวว่า น้องเกดมีนิสัยร่าเริง ขี้เล่น ชอบช่วยเหลือคน และเป็นเด็กที่ดีมาก เวลาเขาเจอตนก็จะเข้ามาเล่นหัว เหมือนกับตนเป็นเพื่อนเขาคนหนึ่งไม่เหมือนพ่อ สำหรับงานศพก็มีกลุ่มนปช.มาเป็นเจ้าภาพ 2 คืน ตนก็ไม่ได้อะไร ในเมื่อตอนมีชีวิตน้องเกดเขาไปช่วยดูแลคนเจ็บคนป่วย เขาก็คงอยากมาช่วยงานศพ ทั้งที่คนที่มาก็ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน บางคนมาไหว้ศพ เมื่อเห็นรูปน้องเกด ยังพูดว่าน้องคนนี้เองหรือ เคยเห็นมาเดินแจกยาดมอยู่เป็นประจำ หลังเกิดเหตุก็ยังไม่เห็นมีใครติดต่อมาเรื่องงานศพ มีเพียงกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสัมภาษณ์ แล้วก็กลับไปโดยบอกว่าจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาช่วยเหลือภายหลัง สำหรับค่าใช้จ่ายก็ได้จากซองที่คนมาช่วยงาน

ด้านนางพะเยาว์ เปิดเผยว่า หมูหรือน้องเกด เป็นคนชอบช่วยเหลือคนมาตั้งแต่เป็นเด็กแล้ว เมื่อตอนขณะเรียนอยู่ ม.3 ยังหนีโรงเรียนไปอยู่กับเพื่อนๆ เพื่อช่วยเหลือคนเจ็บ หลังจากเรียนจบผู้ช่วยพยาบาล ไปฝึกงานที่โรงพยาบาลกรุณา พิทักษ์ แล้วได้เข้าไปช่วยเหลือคุณหมอและพยาบาลในห้องผ่าตัด ซึ่งเขาชอบมาก เขาไม่อยากไปอยู่ห้องยา เขาอยากช่วยเหลือคนเจ็บป่วย เมื่อเรียนจบมายังเข้าไปอบรมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้กับอาสาสมัครกู้ภัยป่อเต็กตึ๊งอยู่เป็นประจำ โดยในวันที่ 19 พ.ค. ติดต่อกับเขาไม่ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งผิดปกติ จนกระทั่งเวลา 18.00 น. จึงโทรศัพท์ติดต่อเขาได้ ถามว่าอยู่ตรงไหน เขาก็บอกว่าช่วยเหลือคนเจ็บอยู่ภายในวัดปทุมวนาราม ระหว่างที่พูดคุยกันก็จะมีเสียงดังมาก ทั้งเสียงคนเจ็บและเสียงปืน ตนยังถามไปว่าทำไมเสียงดังจัง เขาบอกว่าตอนนี้มีการยิงกันอยู่ ตนก็บอกไปว่าวันนี้ไม่ต้องกลับบ้าน รัฐบาลเขาประกาศเคอร์ฟิวแล้ว ให้นอนอยู่ที่วัดจนเช้าแล้วค่อยกลับบ้าน ตนก็พูดคุยกับเขาได้แค่นั้น เพราะเขาบอกว่า แม่มีคนเจ็บ แล้วเขาก็วางสายไป

รับศพ - พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้ช่วยผบ.ตร. นำญาตินายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพชาวอิตาเลียน มารับศพนายฟาบิโอออกจากโรงพยาบาลตำรวจไปฌาปนกิจที่วัดคลองเตยใน เมื่อ 24 พ.ค. ภายหลังถูกยิงเสียชีวิตขณะยืนทำข่าวอยู่ตรงบังเกอร์ม็อบเสื้อแดงแยกศาลาแดง ใกล้ร.พ.จุฬาฯ



มารดาน้องเกด กล่าวว่า จนกระทั่งเวลาประมาณ 20.00 น. เพื่อนเขาที่อยู่ด้วยกัน ก็โทร.มาบอกกับน้องชายตนว่า หมูเสียชีวิตเพราะถูกยิง ตอนแรกน้องชายก็ยังไม่ยอมบอก แต่สามีของตนบอกว่าอย่างไรก็ต้องบอกแม่เขา น้องชายจึงเดินมาบอก ซึ่งตอนแรกไม่เชื่อ เพราะเห็นว่ามีอาสาพยาบาลอยู่หลายคน ยังถามน้องชายไปว่าผิดคนหรือเปล่า แต่ก็ฉุกคิดได้ว่าลูกเราเขารูปร่างอ้วน น้องชายก็บอกว่าไม่ผิดหรอก หมูถูกยิงเสียชีวิตแล้ว ตอนนี้ศพอยู่หน้าวัดปทุมฯ จากนั้นก็ติดต่อกับเพื่อนลูกไม่ได้อีกเลย จนกระทั่งเช้าจึงไปหาเบอร์โทรศัพท์วัด แล้วโทร.เข้าไปหาพระ แล้วถามว่าศพลูกสาวอยู่ที่ไหน เราจะเข้าไปรับศพ หลวงพ่อท่านก็บอกว่าศพอยู่ภายในวัด ยังไม่ต้องเข้ามา เนื่องจากยังมีการยิงกันอยู่ ยังอันตรายมาก แล้วอีกอย่างศพยังจะต้องถูกส่งไปผ่าพิสูจน์ที่นิติเวช โดยทางวัดจะดูแลศพให้อย่างดี จากนั้นเพื่อนลูกจึงโทร.มาบอกว่า หลังหมูถูกยิงเพื่อนได้ช่วยกันลากศพเข้ามาภายในวัด โดยไม่ยอมให้ใครเอาศพไปได้ จนวันที่ 21 พ.ค. ตนและสามีจึงไปรับศพมาบำเพ็ญกุศลได้

นางพะเยาว์ กล่าวต่อว่า ปกติหมู หรือน้องเกด เขาไม่ค่อยกลัวอะไร ระหว่างที่เข้าช่วยเหลือคนเจ็บป่วยที่ราชประสงค์ ยังบอกว่าไม่เป็นอันตราย เนื่องจากเขาไปช่วยคนเจ็บ ไม่ได้ไปรบรากับใคร ซึ่งตนยังรู้สึกว่า คนที่มีเครื่องหมายกาชาดอยู่ที่ตัว มีแค่สำลีกับกล่องยา แล้วเขาจะไปทำอะไรใครได้ เขาจะใช้สำลีกับกล่องยาเป็นอาวุธหรือ ทำไมต้องมายิงเขาด้วย ตนอยากฝากว่าขอให้น้องเกดเป็นคนสุดท้าย ที่มีเครื่องหมายกาชาดอยู่ที่ตัวแล้วมาถูกยิงเสียชีวิต และว่า ตนนึกไม่ออกเหมือนกันว่าจะไปถามหาความรับผิดชอบต่อชีวิตลูกของตนจากใคร

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำหนดการบำเพ็ญกุศลสวดอภิธรรมศพ น.ส.กมนเกด อัคฮาด อายุ 25 ปี วันศุกร์ที่ 21 พ.ค. บิดามารดา พี่ๆ น้องๆ ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ วันเสาร์ที่ 22 พ.ค. เพื่อนพ้องน้องพี่มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง เป็นเจ้าภาพ วันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค. และวันจันทร์ ที่ 24 พ.ค. นปช.แดงทั้งแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ วันอังคารที่ 25 พ.ค. แฟมิลี่ คอมพิวเตอร์ เป็นเจ้าภาพ และวันพุธ ที่ 26 พ.ค. เวลา 17.00 น. จะเป็นการประชุมเพลิง ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้จัดส่งพวงหรีดมาร่วมแสดงความเสียใจกับผู้ตายด้วย แต่เนื่องจากทางนปช.รับเป็นเจ้าภาพ 2 คืน และจะมีตัวแทนนปช.มาร่วมงานศพด้วย ทางญาติพิจารณาแล้วเห็นว่าถ้ากลุ่มนปช.เห็นพวงหรีดของนายกรัฐมนตรี อาจมีปัญหาเกิดขึ้นได้ จึงให้เก็บพวงหรีดดังกล่าวไปจากงานศพ

ผู้สื่อข่าวรายงานช่วงค่ำวันเดียวกัน ถึงบรรยา กาศงานสวดอภิธรรมศพ นายมงคล เข็มทอง ที่ศาลา 2 วัดดิสหงษาราม (วัดมักกะสัน) แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี ซึ่งเป็นงานสวดอภิธรรมศพเป็นวันที่สาม ว่า วันนี้ทางมูลนิธิป่อเต็กตึ๊งเป็นเจ้าภาพ มีนายวิเชียร เตชะไพบูลย์ รองประธานมูลนิธิเป็นประธาน พร้อมด้วยเพื่อนๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิมาร่วมงานประมาณ 100 คน บรรยากาศในงานเป็นไปด้วยความเศร้าสร้อย

ทางด้านนายสมใจ เข็มทอง อายุ 49 ปี พี่ชายของนายมงคล เปิดเผยว่า ครอบครัวตนมีพี่น้องทั้งหมด 6 คน เป็นชาย 4 คน หญิง 2 คน นายมงคลเป็นน้องชายคนสุดท้อง ชอบทำงานเป็นอาสาสมัครมูลนิธิ เพราะอยากจะช่วยเหลือผู้คน ตอนเกิดเหตุตนไม่ได้อยู่ด้วย แต่ได้สอบถามเพื่อนๆ ของน้องชายที่อยู่ด้วยกัน ทราบว่าก่อนเกิดเหตุทางมูลนิธิได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่ออกจากบริเวณวัดแล้ว แต่น้องชายตนกับเพื่อนๆ ไม่ยอมออกเพราะเห็นว่าในวัดยังมีคนเจ็บจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ จึงได้อยู่ต่อ เมื่อมีผู้ถูกยิง จึงรีบวิ่งออกไปช่วยจนถูกยิงเสียชีวิตตามไปด้วย เรื่องนี้ตนและครอบครัวคงได้แต่ทำใจ ปล่อยให้เป็นไปตามเวรกรรม จะเรียกร้องความรับผิดชอบจากใครได้ จะให้รัฐบาลติดตามหาตัวคนทำผิดก็ไม่รู้จะหาได้หรือไม่ ใครทำกรรมเอาไว้ก็ขอให้ได้รับผลกรรมนั้นเองก็แล้วกัน

เวลา 20.00 น. ที่ศาลา 2 วัดปากบึง ย่านถนนร่มเกล้า เป็นที่ตั้งสวดพระอภิธรรมศพของน้องเกด วันนี้ก็ได้มีกลุ่มแนวร่วมนปช.ร่วมกันเป็นเจ้าภาพ โดยมีตัวแทนซึ่งไม่ขอเปิดเผยชื่อ กล่าวว่า ซาบซึ้งกับน้องเกดที่เสียชีวิต ระหว่างเข้าไปให้ความช่วยเหลือกลุ่มผู้ชุมนุม โดยไม่เกรงกลัวถึงอันตรายใดๆ ในการสูญเสียครั้งนี้ ก็ได้ปรึกษาทางส.ส.ของพรรคเพื่อไทย เพื่อเรียกร้องค่าชดเชยความเสียให้กับผู้เสียชีวิต

ส่วนมารดาของผู้เสียชีวิต กล่าวด้วยน้ำตาว่า ยังไม่คิดถึงเรื่องการเรียกร้องค่าเสียหาย เพราะว่าไม่รู้ว่าจะไปเรียกร้องเอากับใคร ซึ่งตอนนี้มัวแต่ยุ่งแต่เรื่องการจัดการศพของลูกสาว และก็เสียใจกับเหตุการณ์ที่ลูกสาวต้องมาเสียชีวิต ลูกสาวเป็นคนที่ชอบช่วยเหลือผู้อื่น โดยไม่คำนึงถึงความปลอดภัยของตัวเอง ทำไมเหตุการณ์อย่างนี้ต้องมาเกิดกับลูกสาวของตนเอง ศพลูกสาวจะทำการฌาปนกิจในวันพุธที่ 26 พ.ค.นี้

ในส่วนของศพนักข่าวอิตาลีนั้น เมื่อเวลา 11.40 น. ที่สถาบันนิติเวชวิทยา น้องสาวของนายฟาบิโอ โปเลงกี ช่างภาพอิสระชาวอิตาเลียนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์การเข้าสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ทหาร เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครราชทูตอิตาลีประจำประเทศไทย เข้ารับศพนายฟาบิโอ เพื่อนำไปบำเพ็ญกุศลตามพิธีทางศาสนา โดยน้องสาวของผู้เสียชีวิตจะนำศพไปฌาปนกิจที่วัดคลองเตยในในวันนี้ และจะนำเถ้ากระดูกกลับประเทศ

พล.ต.ท.พงศพัศ พงษ์เจริญ โฆษกตร. กล่าวว่า วันนี้ครอบครัวของนายฟาบิโอได้มารับศพ ซึ่งเป็นศพสุดท้ายภายในจำนวน 17 ศพ ที่ทางสถาบันนิติเวชวิทยาได้รับมาชันสูตร โดยทางครอบครัวได้ฝากขอบคุณรัฐบาลไทย ที่พี่น้องประชาชนชาวไทยและนายกรัฐมนตรีให้ความเห็นอกเห็นใจต่อการเสียชีวิตของนายฟาบิโอ วันนี้จะนำศพไปเผาที่วัดคลองเตยใน และนำกระดูกขึ้นเครื่องบินกลับบ้าน อย่างไรก็ตาม ยอมรับกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และให้สตช.ติดตามคดีนี้อย่างใกล้ชิด และรายงานผ่านยังสถานทูตอิตาลีเป็นระยะ

โฆษกตร. กล่าวต่อว่า อย่างที่ตนเคยบอกไปก่อนหน้านี้ หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว มีใครสูญหายไป ก็ให้รอเวลาถึงเมื่อวานนี้คือวันอาทิตย์ที่ 23 พ.ค. ช่วงค่ำ และให้ไปแจ้งความในเช้าวันนี้ โดยนำภาพถ่ายล่าสุดและจด จำตำหนิรูปพรรณต่างๆ เพื่อให้กองทะเบียนประวัติอาชญากรทำรายงานตำหนิรูปพรรณ เพื่อส่งต่อไปยังสถาบันนิติเวชตามร.พ.ต่างๆ คาดว่าจะใช้เวลา 10 วัน จึงจะทราบข้อเท็จจริง

ด้านสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศแห่งประเทศไทยหรือเอฟซีซีที แจ้งว่า ญาติของนายฟาบิโอ ช่างภาพและผู้ผลิตสารคดีอิสระชาวอิตาลีที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างการสลายการชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ทำพิธีฌาปนกิจให้นายฟาบิโอแล้วที่วัดคลองเตยใน เขตคลองเตย กรุงเทพฯ เมื่อเวลา 13.00 น.

เอฟซีซีทีระบุในแถลงการณ์ว่า นางอลิซาเบลลา พี่สาวของนายฟาบิโอ และญาติ บินตรงมาไทยเพื่อรับอัฐิของน้องชาย พร้อมกันนี้ เอฟซีซีทียังแสดงความเสียใจไปยังครอบครัวของช่างภาพชาวอิตาลี ซึ่งเคยเดินทางมาไทยหลายครั้งในช่วง 20 ปีที่ทำอาชีพนี้ รวมทั้งเดินทางไปภาคเหนือติดชายแดนไทย-พม่าด้วย

ด้านนักการเมืองอิตาลียกย่องนายฟาบิโอ วัย 45 ปี ซึ่งมีบ้านในเมืองมิลาน นายเรนาโต ชิฟานี โฆษกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวเชิญชวนให้ชาวอิตาลีระลึกถึงความสำคัญในการทำงานของบรรดาช่างภาพและนักข่าวที่บางครั้งต้องเสี่ยงชีวิต ส่วนนายปิเอโร ฟาสซิโน พรรคประชาธิปไตยฝ่ายค้าน กล่าวว่า การเสียชีวิตของนายฟาบิโอเป็นผลจากการทำงานซึ่งสมควรได้รับการยกย่อง

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับศพของนายมงคล จะมีพิธีฌาปณกิจในวันที่ 25 พ.ค. เวลา 17.00 น.

เปิดญัตติซักฟอก"นายกฯ-5รมต."

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




วันที่ 24 พ.ค. นายวิทยา บุรณศิริ ส.ส.พระนครศรีอยุธยา พรรคเพื่อไทย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี

ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี นาย ชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ

โดยมีส.ส.พรรคเพื่อไทยจำนวน 184 คนเข้าชื่อตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 158 ต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

พร้อมกันนี้ได้ยื่นคำร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ นาย สุเทพ นายชวรัตน์ และนายโสภณ ออกจากตำแหน่ง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 270 โดยแนบรายชื่อส.ส.จำนวน 159 คน ต่อนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา

รายละเอียดดังนี้



ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ



นายอภิสิทธิ์ ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล ได้บริหารราชการแผ่นดิน โดยมีพฤติการณ์แห่งการกระทำ ดังนี้

1.กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อมุ่งแสวง หาประโยชน์ให้กับตนเองและพวกพ้อง ส่งผลให้เกิดการทุจริตเชิงนโยบายอย่างเป็นรูปธรรม ปล่อยปละละเลยและรู้เห็นเป็นใจให้รัฐมนตรีทุจริตคอร์รัปชั่น แสวงหาประโยชน์จากงบประมาณผ่านโครงการต่างๆ

ส่งผลให้มีการทุจริตของรัฐมนตรีและเจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างกว้างขวาง เช่น ทุจริตในโครงการไทยเข้มแข็ง ทุจริตในโครง การชุมชนพอเพียง ทุจริตจัดซื้ออาวุธในกองทัพและทุจริตในการจัดซื้อจัดจ้างในหลายกระทรวง เช่น กระทรวงคมนาคม มีการทุจริตโครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง

2.ละเมิดสิทธิมนุษยชนและกฎหมายอย่างร้ายแรง เลือกปฏิบัติเกินความจำเป็นแก่สถานการณ์ต่อผู้ชุมนุม สั่งให้ทหารใช้อาวุธสงครามเข้าปราบปรามประชาชนที่ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตย โดยไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก นับแต่เดือนเม.ย.2552 จนถึงเดือนพ.ค.2553

ทั้งที่ประชาชนมาชุมนุมเรียกร้องตามระบอบประชาธิปไตย โดยมีเป้าหมายชัดเจนคือการยุบสภา เพื่อจัดให้เลือกตั้งใหม่ เนื่องจากเห็นว่าที่มาของรัฐบาลไม่ชอบธรรม เห็นควรคืนอำนาจ ให้แก่ประชาชน แต่นายอภิสิทธิ์ กลับให้ "หีบศพ" กับประชาชน ร่วมร้อยศพ และบาดเจ็บทุพพลภาพจำนวนมากอย่างที่รัฐบาลพลเรือนของไทยและในต่างประเทศไม่เคยกระทำเช่นนี้กับประชาชนมาก่อน

3.ลุแก่อำนาจด้วยการบังคับใช้กฎหมายเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมืองของตนเองโดยไม่สุจริตและเลือกปฏิบัติ เช่น การประกาศใช้พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร และพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินโดยไม่มีเหตุและเงื่อนไขตามกฎหมาย ถือเป็นการออกคำสั่งและประกาศที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพของบุคคลอย่างร้ายแรง

4.ปกปิดความผิดของตนเองและพวกพ้อง โดยหลีกเลี่ยงที่จะปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อช่วยให้ตนเอง และพวกพ้องพ้นความผิด จากกรณีนำเหตุการณ์สลายการชุมนุมเข้าเป็นคดีพิเศษ โยนความรับผิดชอบให้บุคคลอื่นและ ไม่ปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150

5.บังคับใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติเป็น 2 มาตรฐาน เพื่อมุ่งช่วยเหลือพวกพ้องตนเองและละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ

6.ครอบงำ แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อมวลชน ใช้สื่อ ของรัฐเป็นเครื่องมือทำลายฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล ปิดกั้นการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน สั่งปิดสถานีโทรทัศน์ วิทยุชุมชน เว็บไซต์ที่เห็นแตกต่างจากรัฐบาล ขณะที่ปล่อยให้สื่อมวลชนอีกฝ่ายออกมาโจมตีฝ่ายตรงข้ามอย่างรุนแรง ส่งผลให้ความขัดแย้งของประชาชนขยายวงกว้าง

7.ใช้อำนาจหน้าที่แทรกแซงการแต่งตั้งข้าราชการ ปล่อยให้นักการเมืองและข้าราชการระดับสูงแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งข้าราชการในหลายกระทรวง อีกทั้งแทรกแซงและกระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ กรณีแต่งตั้งผบ.ตร. ตาม พ.ร.บ.ตำแหน่งแห่งชาติ พ.ศ.2547

8.ไร้ประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2552-54 กระทำการก่อหนี้สาธารณะสูงเกินกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ นโยบายเศรษฐกิจล้มเหลว เพราะนำเงินกู้ส่วนใหญ่ไปเป็นงบก่อสร้างซ่อมถนน ซ้ำร้ายนำเงินกู้มาทุจริตในหลายโครงการ ทำให้ขาดความเชื่อมั่นในการลงทุนของต่างประเทศ เช่น กรณีปัญหานิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ทำให้รัฐเกิดความเสียหายในด้านเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง ปล่อยให้เกษตรกรมีปัญหาเรื่องราคาพืชผล เช่น ราคาข้าวตกต่ำ

9.มีปัญหาทางสังคม ปล่อยให้มีการระบาดในเรื่องยาเสพติดและอาชญากรรมอย่างรุนแรง

10.ขาดภาวะความเป็นผู้นำ มุ่งบริหารราชการโดยการสร้างภาพให้ตนเองและพวกพ้อง ปล่อยให้บุคคลภายนอกที่อยู่เบื้องหลังพรรคการเมืองเข้าบงการ สั่งการ แทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรี และแสวงหาประโยชน์จากโครงการของรัฐ

11.นโยบายด้านการต่างประเทศล้มเหลวโดยสิ้นเชิง สร้างภาพลักษณ์เสียหายของประเทศต่อสายตาประชาคมโลก ด้วยการแต่งตั้งรมว.ต่างประเทศที่กระทำผิดกฎหมายอาญาฐานก่อการร้ายสากลโดยยึดสนามบินนานาชาติ และดำเนินนโยบายด้านการต่างประเทศในลักษณะก้าวร้าวรุนแรง ส่งผลให้ความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านต้องเสื่อมทรุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน โดยไม่ปฏิบัติตามแผนการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2553-54 ในเรื่องการต่างประเทศ

12.ขาดความจริงใจในการสร้างความปรองดองและความ สมานฉันท์ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน เพื่อลดความขัดแย้ง แต่ตรงกันข้าม มีพฤติกรรมที่สร้างความขัดแย้งให้เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยปล่อยให้โฆษกส่วนตัวและคนใกล้ชิดออกมา สร้างความขัดแย้ง

พฤติกรรมการบริหารราชการของนายกฯ ส่งผลให้เกิดความ เสียหายต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไป ย่อมส่งผลให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติจนยากที่จะแก้ไขเยียวยาได้

พร้อมกันนี้ ผู้เสนอญัตติขอเสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ซึ่งเป็นบุคคลตามมาตรา 171 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คนต่อไป



ญัตติอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามมาตรา 159



เนื่องจากรัฐมนตรีทั้ง 5 กระทำผิดรัฐธรรมนูญและบริหารราชการโดยไร้ประสิทธิภาพ ทำให้ประเทศเสียหาย โดยมีพฤติการณ์ดังนี้

1.นายสุเทพ ในฐานะปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ มีพฤติกรรม ส่อกระทำผิดต่อหน้าที่ตั้งแต่เดือนมี.ค.-พ.ค.2553 กรณีการสลายการชุมนุม ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากล และทำผิดตามกฎหมาย คือผิดต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ใช้กำลังทหารเข้าไปข่มขู่คุกคามในสถานีไทยคมและทำลายสัญญาณการสื่อสารโทรทัศน์ เป็นการละเมิด สิทธิเสรีภาพในการสื่อสาร

นอกจากนี้ยังแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินอันเป็นเท็จต่อป.ป.ช. กระทำการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติโดยการบุกรุกภูเขา กระทำ การออกโฉนดอันเป็นเอกสารสิทธิและเตรียมการจัดสรรที่ดินขาย โดยไม่ชอบ

2.นายกรณ์ ดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังและงบประมาณผิดพลาดบกพร่อง ไม่ดำเนินงานตามแผนงานการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2552-54 และแผนนิติบัญญัติ 2552-54 มุ่งก่อหนี้สาธารณะโดยไม่คำนึงถึงสถานะทางเศรษฐกิจและความจำเป็นของประเทศ นำเงินกู้ไปดำเนินนโยบายเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับรัฐมนตรีในกระทรวงต่างๆ ทั้งที่แต่ละโครงการไม่ได้สร้างประโยชน์กับเศรษฐกิจโดยรวม มีการสูญเปล่าในหลายโครงการ เรียกว่า "กู้มาโกง" นอกจากนี้ยังออกพ.ร.บ.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทโดยไม่เป็นไปตามแผนนิติบัญญัติ

3.นายกษิต บริหารราชการแผ่นดินโดยไม่ก่อให้เกิดภาพลักษณ์ ที่ดีต่อประเทศในสายตาประชาคมโลก มีพฤติกรรมข่มขู่ ก้าวร้าวต่อมิตรประเทศ สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้าน มีทัศนคติที่เป็นอันตรายต่อฝ่ายที่เห็นต่าง มุ่งทำลายล้างนักการเมืองฝ่ายตรงกันข้ามในทุกวิถีทางโดยไม่คำนึงถึงคุณธรรม จริยธรรม ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ถือว่าไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและนโยบายที่แถลงไว้

4.นายชวรัตน์ มีพฤติกรรมที่ส่อทุจริตต่อหน้าที่และส่อว่ากระทำความผิดต่อตำแหน่ง หน้าที่ราชการ จงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม อย่างร้ายแรง จากกรณีให้บริษัทเครือญาติเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในหลายโครงการ โดยตนเองมีส่วนร่วมลงมติเห็นชอบกับโครงการในฐานะรัฐมนตรี ส่งผลให้รัฐต้องจ่ายเงินมากกว่าที่ควรจ่ายหลายพันล้านบาท

รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตสอบเข้าโรงเรียนนายอำเภอ แทรกแซงและแสวงหาประโยชน์จากการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ปล่อยปละละเลยหรือเกี่ยวข้องกับการทุจริตจัดซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมการปกครอง อนุมัติให้มีการขออนุญาตจำหน่ายอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนเพื่อมุ่งแสวงหาประโยชน์

5.นายโสภณ บริหารราชการมุ่งแสวงหาประโยชน์ในทางทรัพย์สินและประโยชน์ทางการเมือง โดยไม่คำนึงถึงประสิทธิ ภาพในการใช้จ่ายงบประมาณ มีพฤติการณ์ส่อทุจริตต่อหน้าที่ ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงจากการเอื้อประโยชน์ ให้บริษัทเอกชนที่เป็นพวกพ้องและญาติของรัฐมนตรีในพรรคของตนเองได้ประโยชน์ที่มิควรได้จากการประมูลงาน และเป็นคู่สัญญากับรัฐ ส่งผลให้รัฐต้องสูญเสียเงินงบเกินกว่าความเป็นจริงหลายพันล้านบาท

จากพฤติกรรมของทั้ง 5 รัฐมนตรีส่งผลกระทบต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและทรัพยากรธรรมชาติ หากปล่อยให้รัฐมนตรีทั้ง 5 คนบริหารราชการต่อไป จะทำให้เสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติยากต่อการเยียวยาได้

ตีม็อบวันพระ-ฆ่าม็อบในวัด

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้าสู่การเมืองโดยเป็นอาสาสมัครช่วย พิชัย รัตตกุล อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หาเสียง

พิชัย คนที่เพิ่งออกมาพูดถึงอภิสิทธิ์เมื่อไม่นานมานี้

เตือนไม่ให้ใช้ความรุนแรงกับม็อบ

แนะนำ และรับอาสาอีกหลายเรื่อง

แต่เจ้าตัวบอกเองว่าไม่ได้รับตอบรับจากนายกฯรุ่นหลานแต่อย่างใด?

จากนั้นอภิสิทธิ์สร้างความตื่นตะลึง เป็นส.ส.ประชาธิปัตย์คนเดียวในเลือกตั้งสนามกทม. ปี 2535

โดยได้อานิสงส์จากออกทีวีก่อนวันหย่อนบัตร

นักการเมืองหนุ่มน้อยวัยเพียง 27 ใช้ความโดดเด่นด้านหน้าตา พูดจาคมคาย ฉาดฉาน เรียกคะแนนอย่างคาดไม่ถึง

ขณะที่ผู้ใหญ่ และแกนนำพรรคสอบตกเรียบ!

อภิสิทธิ์ไต่เต้าจากโฆษกรัฐบาล ต่อด้วยรมต.ประจำสำนักนายกฯ รัฐบาลชวน หลีกภัย

สมัยนายกฯชวน รัฐบาลต้องเผชิญกับม็อบน้อยใหญ่หลายครั้ง

โดยเฉพาะม็อบสมัชชาคนจน

รัฐบาลชวนที่มีอภิสิทธิ์ร่วมครม. มีเหตุการณ์หมาตำรวจกัดม็อบ

จับผู้หญิง คนแก่ ลูกเล็กเด็กแดงยัดรถลูกกรง!

และเป็นตราบาปติดตัวมาจนทุกวันนี้ ก็คือ

การสลายม็อบในวันมาฆะบูชา ขณะผู้ชุมนุมเวียนเทียนที่วัดเบญจมบพิตร

ตีม็อบวันพระใหญ่!!

อภิสิทธิ์มีชวน หลีกภัย เป็นแม่แบบทางการเมือง

ชวน คนเดียวกับที่ออกโรงเมื่อไม่นานมานี้

คัดค้านยุบสภา ใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

อภิสิทธิ์ซึมซับความเป็นประชาธิปัตย์อย่างเข้มข้น

ภาพดี พูดเก่ง ถือหลักการ ยึดกฎหมาย

กระทั่งเติบใหญ่ได้เป็นหัวหน้าพรรค ก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดของนักการเมือง

นายกรัฐมนตรี คนที่ 27

นายกฯอภิสิทธิ์ต้องเผชิญกับม็อบใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของประวัติศาสตร์การเมือง

นั่นคือ กลุ่มนปช. แดงทั้งแผ่นดิน

อภิสิทธิ์และรัฐบาลสามารถปราบม็อบลงได้ในเบื้องต้น

แต่ตราบาปที่ตามติดตัวตลอดไป ก็คือ

คนตาย 80 ศพ บาดเจ็บอีก 2 พัน

โดย 6 ศพถูกยิงตายในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนา รามราชวิหาร

ประวัติศาสตร์จารึกชื่อ 2 นายกฯจากพรรคประชาธิปัตย์

ว่าครองอำนาจในช่วงเหตุการณ์ใหญ่ 2 เรื่อง

ตีม็อบวันพระใหญ่ ฆ่าม็อบในวัด!?

วิจารณ์แซด "ศอฉ." ปาร์ตี้ส่งท้ายราบ11

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ผู้สื่อข่าวลับพอสมควร รายงาน




12 มี.ค. ศอ.รส. หรือศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย กำเนิดขึ้นพร้อมการชุมนุมใหญ่ของเสื้อแดง มีที่ทำการอยู่ที่ราบ 11

ก่อนเปลี่ยนชื่อมาเป็นศูนย์อำนวยการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.

ใช้สมาคมนายทหาร ภายในราบ 11 เป็นศูนย์แถลงข่าว รองรับสื่อไทย-เทศ

ร่วมทั้ง หน่วยข่าวกอ.รมน. ฝ่ายประชา สัมพันธ์ทบ. และกองงานโฆษกทำเนียบที่ย้ายมาทำงานชั่วคราว

เพื่อความสะดวกปลอดภัย เจ้าของพื้นที่มีอาหาร 3 มื้อไว้บริการ

เรียกว่าให้กินอยู่กันในขอบเขต จะได้ไม่วุ่นวาย

เมนูหลักคือ ก๋วยเตี๋ยวหม้อ ส้มตำครก ข้าวราดแกง ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปแต่ละวัน

เป็นอยู่อย่างนี้ตลอด 2 เดือน 11 วัน

กระทั่งปฏิบัติการ"ขอคืนพื้นที่"สำเร็จลุล่วง

ศอฉ.จึงมีมติย้ายที่ทำการไปที่บก.ทบ.

หลังแถลงข่าวเย็นวันที่ 23 พ.ค. ประชาสัม พันธ์ทบ.แจ้งผ่านไมค์ทันที

"เย็นนี้มีปาร์ตี้ส่งท้ายราบ 11"

เท่านั้นแหละ เสียงวิพากษ์วิจารณ์ก็ตามมาทันทีถึงความไม่เหมาะสมทั้งโดยสถานการณ์ และภารกิจของศอฉ.

ที่สุดจากงานปาร์ตี้ เลยมีคำอธิบายว่า

เป็นแค่รับประทานอาหารมื้อส่งท้ายที่ราบ 11 ด้วยกันเท่านั้น

ดีไม่บอก ปาร์ตี้ฉลองความสำเร็จ !!

เรื่องของคุก-คุกการเมือง…!!!

ที่มา ไทยรัฐ

ในชีวิตหลายคน อาจจะไม่เคยสัมผัสกับคุก แต่หลายคนก็เข้าออกราวกับเป็นบ้านหลังที่ 2 ในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ไทยรัฐ ออนไลน์ พาไปรู้จักคุกในความหมายต่างๆ กัน เผื่อคนที่ช่างใจว่าจะทำอะไรผิดลงไปนั้น จะได้กลับใจอะไรได้บ้าง...

จุดเริ่มต้นของคุก...

สำหรับจุดเริ่มต้นนั้น ไม่แน่ชัดว่ามีความเป็นมาอย่างไร แต่เชื่อกันว่าการสร้างคุกขึ้น ไม่น่าจะสร้างขึ้นมาเพื่อความรื่นเริงบันเทิงใจ ทำนองว่า เธอๆ คืนนี้เราจะไปดริงค์ที่คุกไหนกันดี อันนี้ก็คงจะไม่ใช่ เพราะคุกนั้นสร้างขึ้นมากักขัง เป็นการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดร้ายแรง เพื่อตักเตือนให้เปลี่ยนพฤติกรรม

อย่างไรก็ดี นอกจากจุดประสงค์สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดก็คือ คุกในสมัยนี้ ความโหด ความน่ากลัวต่างๆ แตกต่างกับคุกในสมัยเก่า ราวฟ้ากับเหวอย่างแน่นอน

ความหมายของคุก...

มาดูความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ปีพ.ศ.2542 ให้ความหมายคำว่า “คุก” เอาไว้ว่า หมายถึงที่ ขังนักโทษ, เรือนจำ

ส่วนคำว่า “เรือนจำ” พจนานุกรมฉบับเดียวกัน ระบุความหมายว่า เป็นที่ขังนักโทษและผู้ต้องหา หรือที่ควบคุมกักขังผู้ต้องขังกับสิ่งที่ใช้ต่อเนื่องกัน และหมายความรวมตลอดถึงที่อื่นใด ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดและประกาศในราชกิจจานุเบกษา วางอาณาเขตไว้โดยชัดเจน

นอกจากนี้ คำว่า “คุก” นั้น ยังได้บัญญัติความหมายอีกว่า เป็นสถานที่ที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ทำผิดตามกฎหมาย ซึ่งมีอยู่หลายแห่งในประเทศ คุกหรือเรือนจำ เลยถูกแบ่งประเภทไว้ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2547) โดยออกตามความในพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ 2479 ไว้ว่า เรือนจำมี 4 ประเภทด้วยกัน ดังนี้

1. เรือนจำกลาง เอาไว้คุมขังผู้ต้องขังที่มีคำพิพากษาแล้ว และนักโทษเด็ดขาด

2. เรือนจำส่วนภูมิภาค แบ่งเป็นเรือนจำจังหวัด และเรือนจำอำเภอ คุมขังผู้ต้องขังที่เป็นคนฝาก ผู้ต้องขังระหว่างคดี และนักโทษเด็ดขาด

3. เรือนจำพิเศษ หรือทัณฑสถาน คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะแต่ละประเภท เช่น หญิง คนวัยหนุ่ม เด็ก คนชรา หรือพิการทุพพลภาพ คนป่วย หรือผู้ต้องขังประเภทเดียวกับเรือนจำส่วนภูมิภาค ซึ่งในพื้นที่นั้นไม่มีเรือนจำส่วนภูมิภาคตั้งอยู่

4. เรือนจำชั่วคราว คุมขังผู้ต้องขังเฉพาะกรณีตามที่รัฐมนตรีกำหนด อำนาจในการคุมขังผู้ต้องขังของเรือนจำแต่ละเรือนจำ ให้เป็นไปตามประกาศของรัฐมนตรี

จำคุกทางการเมือง...!?!

อธิบายเรื่อง “คุก” แล้วไม่พูดถึงเหตุการณ์ความขัดแย้งในเมืองไทย ที่มีทั้งการเผา การปล้น การฆ่าอย่างมากมายเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ โดยในครั้งนี้มีทั้งที่ถูกกล่าวหาว่า สั่งการทั้งเบื้องหน้าและเบื้องหลัง ประเด็นก็คือ ถ้าหากสืบพบความผิดในที่สุดแล้วคนกลุ่มนี้จะต้องนอนอยู่ในคุกแน่นอน แต่จะเป็นคุกประเภทไหน...?

ไทยรัฐ ออนไลน์ สอบถามไปยังเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า ผู้ต้องหาที่ถูกตัดสินคดีทางการเมือง หรือผู้ที่ก่อความไม่สงบภายในบ้านเมือง ถ้าดำเนินคดีจะจัดอยู่ในประเภทคดีทั่วไป ซึ่งเมื่อทางศาลตัดสินแล้วว่ามีความผิดจริง ก็ต้องเข้ามาอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ


“ในกรณีเหตุการณ์เผาสถานที่อันเป็นทรัพย์สินของผู้อื่นแบบนี้ เกิดขึ้นที่กรุงเทพฯ ซึ่งระยะเวลาในการจำคุกจะอยู่ที่ 18 ปีขึ้นไป ในบางกรณีที่โทษหนักมากๆ ก็อาจต้องย้ายไปอยู่เรือนจำที่มมีไว้สำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์ เช่น เรือนจำกลางบางขวาง, เรือนจำกลางคลองเปรม เป็นต้น แต่จะมีการยื่นเรื่องขอพระราชทานอภัยโทษ จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ในบางรายด้วย” เจ้าหน้าที่กรมราชทัณฑ์กล่าว

ฟากนักกฎหมายอย่าง รองศาสตราจารย์ดร.เจษฎ์ โทณวณิก นักวิชาการด้านกฎหมายระหว่างประเทศชื่อดัง เติมเต็มกับไทยรัฐ ออนไลน์ ถึงประเด็นบทลงโทษของผู้ที่ก่อความไม่สงบในบ้านเมืองเมื่อเร็วๆ นี้ว่า

“โทษของการก่อการร้าย การปลุกระดม การก่อวินาศกรรมที่มีการทำร้ายเจ้าหน้าที่ และประชาชนอย่างที่เป็นข่าวนั้น การตัดสินสูงสุดคือโทษประหารชีวิตครับ แต่ถ้าลดหลั่นโทษมา ก็ยังถือเป็นคดีหนัก ซึ่งต้องไปอยู่ที่เรือนจำสำหรับนักโทษคดีอุกฉกรรจ์เรือนจำบางขวาง ส่วนกลุ่มแกนนำที่ปลุกระดมผู้ชุมนุมนั้น ตอนนี้ถือว่าเป็นผู้ต้องหา ผู้คุมจึงอาจจะต้องนำไปฝากขังก่อนที่เรือนจำพิเศษก็ได้ ซึ่งถ้าถึงขั้นการตัดสินของศาลจริงๆ ผมว่าอย่างน้อยๆ พวกเขาคงได้รับโทษไม่ 1 ใน 3 ก็ 2 ใน 3 หรือจำคุกไม่ 50 ปี ก็คงอยู่ที่ 10 กว่าปี”

ส่วนคำว่าคุกทางการเมือง นักกฎหมายชื่อดังคนนี้ ยังอธิบายถึงเรื่องคุกทางการเมืองด้วยว่า จริงๆ แล้วคำว่าคุกการเมืองในเมืองไทยไม่มี

“ในประเทศไทย เมื่อสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือสงครามกลางเมืองเมื่อสมัยก่อนมี เพราะช่วงนั้นปัญหามันค่อนข้างรุนแรง มีความขัดแย้งกันสูง แต่เดี๋ยวนี้บางประเทศเขาก็อาจจะหาคุกสักที่เพื่อไว้สำหรับนักการเมือง หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำผิดด้านการเมืองไว้โดยเฉพาะ เนื่องจากว่าจะไปอยู่คุกคดีอุกฉกรรจ์ หรือคุกที่รับโทษทางเศรษฐกิจ มันก็ไม่ใช่เสียทีเดียว อย่างประเทศสาธารณรัฐเช็ก สโลวาเกีย และประเทศในกลุ่มสหภาพโซเวียตนั้น จะมีคุกประเภทนี้” ดร.เจษฎ์ กล่าวในที่สุด