WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, May 26, 2010

"บัณฑิตแม่ฟ้าหลวง"ควักลูกตาทิ้งถูก"กระสุนยาง"ยิงจน"บอด"

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์


ภาพหลังควักลูกตาออกแล้ว

ภาพก่อนเสียดวงตา

ขณะถูกยิงตาบอด

10 เมษายน 2553 ครอบครัวอินจันทร์ กำลังขมักเขม้นกับการปรุงอาหารในครัวเพื่อนำไปแจกจ่ายให้กลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ ขณะนั้นหนุ่มวัย 24 ปี"สันติพงษ์ อินจันทร์" หรือ "เบิ้ด" ลูกชายคนเล็กและคนเดียวของครอบครัวที่เพิ่งรับปริญญาจากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงเมื่อ 3 เดือนก่อน เข้ามาเร่งพ่อครัวแม่ครัวที่กำลังปรุงอาหารหลังจากเปิดดูข่าวทางอินเตอร์เน็ตแล้วทราบว่าจะมีการขอพื้นที่คืน


พ่อแม่ลูกเคลื่อนออกจากบ้านไปสมทบกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงด้วยความหวังเพียงว่าจะไปช่วยเติมคนให้ดูแน่นๆเจ้าหน้าที่จะได้ไม่เข้ามาสลายการชุมนุมหลังทหารเลิกปฏิบัติการก็กลับบ้านกันตามปกติเหมือนกับทุกๆวัน


แต่แล้วทุกอย่างกลับไม่ได้เป็นอย่างที่คิดเมื่อหนึ่งในสมาชิกของบ้านถูกกระสุนยางยิง "ตาแตก" จนต้องสูญเสียการมองเห็นเพราะต้องควักลูกตาขวาทิ้ง

"ตอนนั้นจิตใจผมแย่มากพอรู้ว่าต้องเสียดวงตาที่อยู่กับเรามา 24 ปี แต่ได้กำลังใจจากพี่น้องคนเสื้อแดงที่มาเยี่ยม และมองเห็นคนอื่นที่สูญเสียมากกว่าผม บางคนต้องตายอย่างตัวผมโดนแค่นี้ ถ้าเป็นกระสุนจริงก็คงตายไปแล้ว แต่คนอื่นที่โดนยิงจนเสียชีวิตญาติพี่น้องเขาสูญเสียกว่าผมเยอะ พอกลับมาดูตัวเองแล้วรู้สึกว่ามันยังไม่เท่าไร แต่คนที่ตายไปมันร้ายแรงกว่าเยอะทำให้ผมต้องลุกขึ้นมาสู้ สู้เผื่อพวกเขาด้วย" เสียงของ"สันติพงษ์"บอกเล่าความรู้สึกว่าต้องนั่งมอนิเตอร์ข่าวทั้งวันทั้งคืนเพื่ออัพเดทสถานการณ์การชุมนุมทั้งที่ตายังเจ็บอยู่และต้องลุกขึ้นมาหยอดตาทุก 4 ชั่วโมง


"สันติพงษ์"กลายเป็นมนุษย์ตาเดียวกำลังเรียนรู้จับทิศทางการเคลื่อนไหวเพื่อประคองตัวเองด้วยตาซ้ายที่เหลืออยู่ข้างเดียวแถมยังเอียงอีกด้วย อาจต้องอาศัยเวลากว่าจะชินแต่หนุ่มคนนี้ไม่เคยท้อแท้เพราะเขาเชื่อว่าชีวิตเขายังต้องก้าวเดินต่อไปอีกเพื่อดูแลครอบครัวและสร้างครอบครัวใหม่ของเขาเองในฐานะลูกผู้ชายคนหนึ่ง และต้องแสดงความเข้มแข็งออกมาภายใต้แว่นตาดำปกปิดเบ้าตาลึกโบ๋ไร้ลูกตาเพื่อปลอบประโลมแม่ผู้ที่ยังทำใจกับอาการ"ทุพพลภาพ"ของลูกชายไม่ได้


นายสันติพงษ์ เล่าวถึงครอบครัวว่า มีพี่สาว 1 คน พ่อทำงานรัฐวิสาหกิจใกล้จะเกษียณแล้วแม่ไม่ได้ทำงานเป็นแม่บ้าน ต่อจากนี้ไปเป็นหน้าที่ของตนกับพี่สาวผมที่ต้องหาเลี้ยงครอบครัวและสร้างครอบครัว หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย คณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาอังกฤษ และกำลังหางานทำแต่ก็มาเกิดเหตุการณ์ขึ้นก่อน ในวัยที่จะต้องดูแลตัวเอง เลี้ยงตัวเอง ทำงาน สร้างครอบครัว จะมานั่งฟูมฟายว่าเสียตาไปแล้วชีวิตจะจบแค่นี้ก็ไม่ได้ ก่อนจะหันไปกอดเพื่อปลอบใจแม่ที่ยังทำใจไม่ได้


"ต้องทำใจมากทีเดียวครับต่อไปนี้จะมองไม่เห็นแล้วจะมองเห็นข้างเดียว แต่ยังไงก็ต้องยอมรับมันให้ได้เพราะมันเกิดขึ้นไปแล้วเราเอากลับคืนมาไม่ได้ ตอนที่รู้สึกว่าไม่มีดวงตาแล้ว ใจหายครับ... เพราะมองด้วยตาทั้งสองข้างมา 24 ปี แล้วอยู่มาวันหนึ่งต้องมองด้วยตาข้างดียวมันไม่ถนัด ทุกวันนี้ยังไม่ชินเดินไปชนโน่นชนนี้ ยังปรับตัวไม่ได้เท่าไรถามว่าเสียใจไหมเสียใจ"


ย้ำว่า "แต่การสูญเสียดวงตาของผมครั้งนี้ทำให้รู้ว่าผมไปมือเปล่าๆ มีแค่ขวดน้ำกับผ้าแล้วมายิงผมทำไม"


"พอย้อนนึกไปถึงเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายนก็เสียใจ ตอนนั้นผมกับที่บ้านนั่งเตรียมทำอาหารอยู่ที่บ้านเพื่อไปแจกผู้ชุมนุม ระหว่างนั้นก็ดูข่าวในอินเตอร์เน็ตไปด้วยว่ามีทหารเข้ามาประชิดเพื่อจะขอพื้นที่คืน มาสลายการชุมนุมที่ราชดำเนิน จึงได้ชวนพ่อกับแม่ไปช่วยกันตอนที่ไปถึงพื้นที่การชุมนุมประมาณบ่ายสองโมง พ่อกับแม่ไปอยู่ตรงอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ส่วนผมได้ยินเขาประกาศว่าให้ผู้ชายไปช่วยผลักดันทหารที่แยกคอกวัว จึงแยกตัวออกไป แล้วไปนั่งอยู่ตรงนั้นตั้งแต่บ่าย 2-3 โมงเย็น ตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ทหารนั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่งส่วนเรากับผู้ชุมนุมก็นั่งอยู่อีกฝั่งหนึ่ง มีระยะห่างกันพอสมควร" เบิ้ด เล่าอย่างละเอียด


"กระทั่งเวลาประมาณ 4-5 โมงเย็น มีแก๊สน้ำตาโปรยลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นลมพัดแก๊สน้ำตาเข้ามาทั้งผู้ชุมนุมและทหารโดนกันหมด วงแตก จึงแยกย้ายกันไปล้างหน้า จากนั้นก็มารวมตัวกันใหม่ตอนนั้นยังไม่มีเหตุการณ์อะไร ยังคงร้องรำทำเพลงกันตามปกติ โดยทั้ง 2 ฝั่งต่างก็มีรั้วกั้นเป็นรั้วเหล็กสีเหลืองของ กทม. เอาเชือกมามัดให้แน่นหนา เวลา 18.00 น.ทุกคนยืนตรงเคารพธงชาติ พอสักพักทหารเข้ามาเปลี่ยนผลัดกันแกนนำได้เข้าไปถามว่ามีอะไรหรือ ซึ่งทางทหารก็บอกว่าไม่มีอะไรแค่ผลัดเปลี่ยนกำลัง


แกนนำจึงไปนำเอาพระบรมฉายาลักษณ์มาตั้งโดยใช้ผ้าขาวปูเพื่อแสดงว่าคนเสื้อแดงไม่ได้คิดจะล้มเจ้านะแต่อยากให้ท่านช่วยเรา พอพระอาทิตย์ตก ฟ้าเริ่มมืดทหารเริ่มรุกเข้ามาไม่สนใจพระบรมฉายาลักษณ์ที่ตั้งอยู่ พวกเราจึงวิ่งไปเก็บกลับมา แกนนำก็ประกาศให้ทุกคนช่วยกันดันไว้อย่าถอย ห้ามถอย ถ้าถอยจะล้มกันหมด ผมก็ดันหน้าสุดแนวเดียวกับการ์ดเป็นกันชน ดันๆ ยื้อๆกันอยู่ตั้งนาน ข้างหลังเริ่มไม่ไหวถอยหนีฝั่งทหารดันมาเรื่อยๆต้องถอยร่น ตอนนั้นมีเสียงปืนเสียงระเบิดดังต่อเนื่อง พอเราถอยทหารเราก็วิ่งกรูเข้ามา พอทหารถอยเราก็กรูเข้าไป ยื้อกันไปมาสักพักหนึ่ง"


"ระหว่างนั้นผมถูกแก๊สน้ำตาจึงถอยออกมาล้างหน้าขณะก้มหน้าล้างล้างตาพอเงยหน้าขึ้นมาถูกกระสุนยางพุ่งเข้าที่ใต้ตา ตอนนั้นหันไปให้คนช่วยแล้วพาซ้อนมอเตอร์ไซต์ไปที่เต็นท์พยาบาลรับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ไม่นานรถโรงพยาบาลวชิรพยาบาลก็นำไปส่งที่โรงพยาบาลประมาณ 2 ทุ่ม ได้ผ่าตัดตอน 5 ทุ่มกว่าเพราะว่าตอนนั้นคนเจ็บเยอะมากห้องผ่าตัดไม่ว่าง" เบิ้ดเล่านาทีสูญเสียตา

"ตามันแตกเยอะจึงต้องควักตาออก ตอนแรกที่ไปถึงหมอถามว่าไปโดนอะไรมาบอกว่าโดนกระสุนยาง ยังไม่ได้พูดอะไรกันมากเพราะโดนวางยาสลบ พอตื่นขึ้นมาตาก็ยังอยู่แต่มองไม่เห็นแล้ว หมอก็บอกว่าตามันแตกลองทิ้งไว้ 7 วันรอดูว่ามันจะดีขึ้นหรือไม่ แต่ผ่านไป 7 วันก็ไม่ดีขึ้นเพราะว่ามันแตกไปถึงตาดำจึงต้องควักลูกตาทิ้งไป" หนุ่มบัณฑิตจบใหม่กล่าว


ทางด้านแม่ของเบิ้ดเล่าวว่า "ถ้าเลือกได้คงไม่ไป ถ้าย้อนเวลาไปคงไม่ไป เพราะเทียบอะไรไม่ได้เลย ถึงจะสู้ต่อไปยังไงความยุติธรรมก็ไม่เกิดขึ้น ถึงจะสู้ต่อไป ยังไงความยุติธรรมก็ไม่มี เสียใจมากที่ว่าประเทศเราอายุ 40 กว่าปี แล้วจะได้เห็นประเทศไทยตกอยู่ในสภาพนี้"


และบอกว่าการที่ลูกต้องพิการแบบนี้ "ไม่ได้คิดว่าจะเป็นฮีโร่ใครที่มาเรียกลูกว่าเป็นฮีโร่แม่ไม่ได้ภูมิใจเลย แต่ที่เราไปกันเพราะเห็นมีแต่ชาวบ้านทั้งนั้น ตอนกลางคืนที่เราไปกันได้ฟังเขาปราศรัยบ้าง เอาเสื่อไปปูรองนั่งบนพื้นถนนมันร้อนยังกะนั่งอยู่บนเตาแต่ชาวบ้านคนแก่ทั้งนั้นเขาไปนั่งเพื่ออะไร ถ้ามันไม่ถึงจุดที่ว่าเขาต้องการอะไรที่สุดๆ เขาคงไม่มาที่นี่กันหรอก แม่เชื่อว่าอย่างนั้น การไปชุมนุมไม่ใช่ว่าจะอยู่สุขสบาย ครอบครัวเราถึงได้ทำอาหารไปให้เขา เห็นแล้วสงสารชาวบ้านที่มาต่อสู้กัน"


"พูดไปก็ไม่มีอะไรดีขึ้นความยุติธรรมไม่มี เราไปก็เเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตย แต่พอเราไปแล้วไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ขนาดคนตายเยอะแยะยังไม่มีใครออกมารับผิดชอบหรือนึกเสียใจกันเลยสักนิดเดียว ไม่พอยังมาซ้ำเติมคนที่ตายอีก ส่วนคนที่อยู่ก็ต้องมาโดนตามล่าอีก ความยุติธรรมนิดหนึ่งก็ไม่มี"

แม่เบิ้ดเล่าไปพร้อมกับน้ำตาคลอว่า ทุกวันนี้ต้องทำความสะอาดตาให้ลูกน้ำตาตกในทุกครั้ง กินอาหารก็ไม่ค่อยได้ ต้องหยอดตาทุก 4 ชั่วโมง เช้าเย็นต้องทำความสะอาดตอนนี้ต้องอยู่บ้านดูแลลูกไม่คิดว่าไม่อยากไปไหนแล้วทุกที่ในประเทศไปไหนก็ไม่มีความสุข ชีวิตเหมือนตายทั้งเป็น มันเหมือนกับประเทศเราแบ่งเป็นฝักเป็นฝ่าย


"อีกกลุ่มหนึ่งอยู่แบบว่ายังไงก็ได้ไม่มีความผิดจะฆ่าคนจะยิงหัวใครก็ได้ไม่มีความผิดทำได้ไม่มีใครเอาผิดแต่อีกกลุ่มหนึ่งเขาไม่ได้ทำอะไรแค่ใส่เสื้อแดงก็ผิด หรือบางคนที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่อะไรแค่ใส่อะไรแดงๆมาก็ผิดแล้ว แล้วมันหาความปลอดภัยความสงบสุขไม่ได้เลย ไม่มีอีกแล้ว ไม่แปลกใจที่คนเขาหนีไปอยู่ประเทศอื่น" แม่เบิ้ดกล่าวทิ้งท้ายอย่างเบื่อหน่าย


ส่วนเบิ้ด เล่าถึงชีวิตที่ต้องเปลี่ยนไปสวมแว่นตาทุกครั้งที่ออกจากบ้านเพื่อปกปิดไว้ไม่ให้คนเขารู้สึกไม่ดี เพราะถ้าคนเห็นเขาก็จะมองด้วยสายดาแปลกๆ ทำให้สภาพจิตใจแย่ ต้องใช้ระยะเวลารักษาอีกนานพอสมควร พอรักษาเสร็จก็ต้องออกไปหางานทำซึ่งไม่รู้จะมีใครรับทำงานหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจเพราะกลายเป็นพิการชีวิตแย่ลงไปเยอะ(ขณะที่แม่นำเมนูอาหารมาบังสายตาตอนที่ลูกชายลดแว่นตาให้ดูเบ้าตาที่ไร้ลูกตา)


"ตอนนี้ออกไปไหนไกลๆไม่ได้ต้องคอยหยอดตาตลอด ยกของหนักเกิน 2 กิโลกรัมก็ไม่ได้เพราะความดันจะขึ้นตาแผลจะปริก้มต่ำกว่าเอวก็ไม่ได้ ห้ามฝุ่นเข้า โดนน้ำไม่ได้ตอนนี้ผมไม่ได้ล้างหน้ามาเดือนกว่าแล้วเพราะกลัวเชื้อโรคเข้าตา"


เบิ้ด กล่าวอีกว่า "ที่ผมโดนไม่มีใครรับผิดชอบจะไปฟ้องกับใครก็ไม่ได้ คิดว่าวันที่ 10 เมษายน น่าจะเป็นอุทธาหรณ์แล้ว แต่วันที่ 19 พฤษภาคมยังกลับมาฆ่าคนอีก ฆ่าตายเยอะกว่าเดิม อยากจะขอให้เขาหยุดมันทำให้คนตายโดยไร้ค่าแลกกับเก้าตัวเดียว แค่ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ทุกคนกก็กลับบ้านหมด ทำไมคุณไม่เลือกทางนั้นทางที่จะไม่สูญเสีย กลับเลือกทางที่จะสูญเสียไล่ฆ่าคนให้คนเขากลับกัน ถ้าเขาไม่ประกาศสลายการชุมนุมคนที่นั้นคงโดนยิงตายกันหมด"


"พอฆ่าคนตายแล้วมาบอกว่าให้ทุกคนปรองดอง คนที่ตายไปเขาตายไปเพราะอะไรเขาตายไปเพราะไร้ค่าหรืออย่างไร พอเขาตายก็ไปยัดเยียดว่าเขาคือผู้ก่อการร้าย มันไม่ยุติธรรมมันไม่ใช่มนุษย์การกระทำแบบนี้มันเลวร้ายมาก มาฆ่าคนแล้วโยนความผิด มาฆ่าคนแล้วมาใส่ร้าย ตัวพวกเขาเองไม่มีความผิดมีแต่ความดีความชอบ เอาอาวุธมายัดเยียดให้ ขอถามหน่อยว่าหากคนเสื้อแดงมีอาวุธมากมายขนาดนั้นแบบที่ออกข่าวคนจะตายเยอะขนาดนี้เลยหรือ แล้วคนฝั่งไหนน่าจะตายเยอะกว่ากัน มันเห็นๆกันอยู่การกระทำ"


เบิ้ดยังคงเชื่อว่าจะมีคนเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นโดยการวิงวอนให้ ประชาชนทั่วไปเวลารับฟังบข่าวช่วยคิดตามไม่ใช่ว่าฟังแล้วจะเชื่อตามนั้นลองเทียบกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับข่าวที่ได้รับลองเชื่อมโยงดูว่ามันสอดคล้องกันหรือไม่ หรือมันหักล้างกันอย่างไร ไม่ใช่ใส่ร้ายคนเสื้อแดงเลวอยุ่ฝ่ายเดียว


"ทุกคนไม่มีใครอยากให้เกิดหรอกครับถ้าประเทศมีความยุติธรรมทุกคนก็ต้องอยู่บ้านทำมาหากินกันอย่างมีความสุข ประเทศที่อยู่กันมาแบบว่าเลือกตั้งแล้วมาทำรัฐประหาร ตอนนี้ประชาชนเป็นคนถูกกระทำแต่นายกฯไม่มีการแสดงความเสียใจหรือขอโทษเลยสักนิด ไม่เสียใจเลยหรือที่ฆ่าประชาชน แล้วคุณจะอยู่กันอย่างไร คุณไม่สามารถอยู่ในประเทศนี้ได้โดยที่มีแต่พวกคุณถ้าไม่มีประชาชนพวกคุณก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ แล้วที่บอกว่าปรองดองแต่ออกข่าวใส่ร้ายแบบนี้นะหรือ ปรองดอง มายิงแล้วมีคนตายปิดข่าว มันไม่ยุติธรรม เสื้อแดงที่มาไม่มีผู้ก่อการร้าย มีแต่คนใจดียิ้มแย้มแจ่มใส นิสัยดีเราไม่เคยรู้จักกันแต่เหมือนคนในครอบครัวเดียวกันมีความน่ามีความสุข"

ความช่วยเหลือที่นายสันติพงษ์ได้รับจากสำนักพระราชวังจำนวน 1.5 หมื่นบาท และรับการผ่าตัดควักลูกตาฟรี แต่หนุ่มคนนี้ยังคงต้องอาศัยตาเทียมเพื่อมาทดแทนดวงตาที่เสียไปให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ใหม่อีกครั้งอาจจะไม่เหมือนคนปกติแต่ต้องไม่แตกต่างกันมาก จึงมีค่าใช้จ่ายในการใส่ตาเทียมใช้เงินเกือบแสนบาท แม้เพื่อนๆจะช่วยสมทบทุนค่ารักษาแต่ก็ยังไม่เพียงพอ


หากใครที่มีความประสงค์จะสมทบทุนเพื่อช่วยให้เบิ้ดได้มีตาครบทั้งสองข้างแม้จะมองเห็นข้างเดียว สามารถบริจาคผ่านหมายเลขบัญชี 1761157558 ธ.กรุงไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาถนนประชาราษฎ์ ชื่อบัญชี สันติพงษ์ อินจันทร์


ก่อนที่หนุ่มตาเดียวจะขอตัวกลับไปทำหน้าที่หลังจากที่ไม่สามารถออกไปบู๊ข้างนอกได้จึงทำตัวให้เป็นประโยชน์กับผู้ชุมนุมโดยการช่วยกระจายข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือได้ผ่านทางเฟซบุ๊ค แต่พักหลังไอซีทีเริ่มมากวนต้องมีการเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนรูปซ่อนตัว เบิ้ดบอกก่อนลากลับบ้านไปหยอดตา


นี่เป็นเพียงตัวอย่างเหยื่อความรุนแรงที่เกิดขึ้นระหว่างเดือนเมษายนกับพฤษภาคม 2553 ยังมีคนบาดเจ็บล้มตายอีกเป็นจำนวนมากที่ถูกทอดทิ้งไร้การเหลียวแลจากเพื่อนมนุษย์และภาครัฐเข้าไปเยียวยาและดูแล



วิเคราะห์ รัฐบาลใช้หมายจับ ข้อหาก่อการร้าย เด็ดปีก"ทักษิณ" แต่คำถามคือ ถ้าจับได้จริง จะเอาคุกที่ไหนขัง ?

ที่มา มติชน


แล้วที่สุด ศาลอาญาก็มีคำสั่งอนุมัติหมายจับ ตามที่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นคำร้อง ขอหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย


"ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) หนึ่งในผู้ยื่นคำร้อง กระโดดรับลูกทันที อย่างรู้งานว่า พรุ่งนี้( 26 พฤษภาคม) จะมีการหารือกับกระทรวงการต่างประเทศและอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการให้ได้ตัวผู้ต้องหาตามขั้นตอนกฎหมายระหว่างประเทศ


"ผมเชื่อว่า หมายจับคดีก่อการร้ายจะทำให้สามารถนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาดำเนินคดีในประเทศได้ง่ายกว่าหมายจับคดีการเมือง เพราะเป็นความผิดสากล "


พลันที่รู้ว่า ตนเอง โดนหมายจับข้อหาก่อการร้ายเข้าให้แล้ว อดีตนายกฯได้ตอบโต้ข้อหาก่อการร้าย ผ่านทวิตเตอร์ อย่างเผ็ดร้อน ทันทีว่า


" ผมถูกใส่ความเป็นผู้ก่อการร้ายโดยใช้หลักฐานเท็จ เหมือน 6 ตุลา 19 ทุกประการใช้สื่อโจมตีหาล้มสถาบันเป็น communist แต่เรียกใหม่เป็น terrorist ยัดอาวุธ เป็นนายกฯมาจากการเลือกตั้งชนะถล่มทะลาย 2 ครั้งซ้อนถูกปฏิวัติ ยัดข้อหาถูกปล้นทรัพย์ต่อสู้หาความยุติธรรมโดยสันติกลับถูกยัดเยียดเป็นผู้ก่อการร้าย"


"กษิต ภิรมย์" รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยถึงแผนการเอาตัวทักษิณกลับมาลงโทษว่า จะดำเนินการผ่านทางคณะทูต โดยจะทำเรื่องผ่านสถานทูตของประเทศต่างๆ ที่ประจำในประเทศไทย และผ่านสถานทูตไทยไปยังประเทศเจ้าภาพ


"เรื่องนี้เป็นเรื่องของการก่อการร้าย จึงต้องประสานไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และประสานต่อไปยังตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพล ที่มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่ประเทศฝรั่งเศส " คู่กัดพ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว


บัดนี้ ท้องฟ้าที่เคยกว้างไกลของพ.ต.ท.ทักษิณ แคบลงทุกขณะ จากนี้ไปการบินไปโผล่ที่โน่นที่นี่ อาจไม่ง่ายนัก พูดให้ชัดก็คือ เขาถูกเด็ดปีก เรียบร้อยแล้ว


อดีตนายกฯมีโอกาสถูกรวบตัวส่งศาลในประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาก่อการร้าย


วันนี้ อดีตนายกฯ อาจพำนักอยู่ได้แค่บางประเทศในแอฟริกา เช่น อูกันดา หรือไม่ก็ บางประเทศในอเมริกาใต้ เช่น เวเนซูเอลาของ"ฮูโก้ ซาเวซ"


แกนนำรัฐบาลในทำเนียบรัฐบาล มั่นใจอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนว่า ครั้งนี้ จะล่าตัวอดีตนายกฯมาลงโทษได้แน่ๆ


" ผมหาคุกขังทักษิณ ได้ก็แล้วกัน ไม่ต้องห่วง " แกนนำประชาธิปัตย์ กล่าว


จริงๆ แล้ว อดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ โดนโทษอาญาไปแล้วอย่างน้อย 1 คดี คือ คดีที่ดินรัชดาฯ อันเป็นกรณีผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างส่วนรวมกับประโยชน์ส่วนตัว มีโทษจำคุก 2 ปี


แต่เนื่องจากความผิดคดีรัชดาฯ ไม่ใช่ความผิดสากล เป็นแค่คดีการเมือง ซึ่งหลายประเทศไม่ยอมรับ ทำให้หมายจับคดีที่ดินรัชดาฯเป็นเพียง"กระดาษหนึ่งแผ่น"


อย่างไรก็ตาม มือกฎหมายผู้มีประสบการณ์ในการทำเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน วิเคราะห์ว่า การส่งผู้ร้ายข้ามแดนในข้อหาผู้ก่อการร้าย จะยากหรือง่าย ต้องพิจารณา 2 ขั้นตอน ขั้นตอนแรก อัยการสูงสุดจะต้องสรุปข้อเท็จจริง พยานหลักฐานและพยานบุคคล และฐานความผิด ประสานไปยังต่างประเทศ จากนั้นต่างประเทศ จะพิจารณาพยานหลักฐานที่ต้องมีความชัดเจนมากกว่าแค่พิจารณามูลคดีเบื้องต้น ขั้นตอนที่สอง ต่างประเทศจะดูว่าเป็นคดีการเมืองหรือไม่ ถ้าเป็นคดีการเมือง เขาไม่ส่งตัวให้แน่นอน


ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับ 2 คดีส่งผู้ร้ายข้ามแดน ก่อนหน้านี้คือ กรณีนำตัวนายราเกซ สักเสนา จากแคนาดากลับมาเมืองไทย และนายปิ่น จักกะพาก จากประเทศอังกฤษ กลับมาประเทศไทยตามหมายจับ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะมาตรฐานของแคนาดาและอังกฤษ สูงมาก ไมใช่แค่มีหมายจับ แล้วจะเอาตัวกลับมาได้ง่ายๆ อย่างที่พูดกัน


สิ่งที่ยากที่สุดคือ การพิสูจน์ให้ศาลต่างประเทศเชื่อว่า การกระทำของอดีตนายกฯ เป็นคดีก่อการร้าย จริงๆ ไม่ใช่คดีการเมือง


" หมายจับคดียักยอกของ นายราเกซ สักเสนา ว่าง่ายๆ แล้ว ยังใช้เวลาเป็น 10 ปี แต่คดีก่อการร้าย อาจยากในการพิสูจน์การกระทำ " แหล่งข่าวผู้นี้ กล่าว


หากวิเคราะห์การกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผ่านข้อกล่าวหาผู้ก่อการร้าย ล้วนมาจาก คลิปของอดีตนายกฯ ในช่วงปลุกระดมคนเสื้อแดง ในหลายวาระและหลายโอกาส เท่าที่รัฐบาลรวบรวมได้มี 7 คลิป


คลิปที่สำคัญคือ คำพูดของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่ว่า ถ้ามีการสลายการชุมนุมขอให้พี่น้องไปล้อมศาลากลางจังหวัด รวมถึงคลิปที่สั่งให้คนเสื้อแดง ใช้ความรุนแรง


รวมถึงพฤติกรรม"ท่อน้ำเลี้ยง"ของอดีตนายกฯ ที่ต่อท่อมายังการชุมนุมของคนเสื้อแดง


ทั้งหมดนี้ ดีเอสไอ. กระทรวงต่างประเทศ และอัยการสูงสุด จะต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อประสานไปยังประเทศต่างๆ เพื่อจับตัว ผู้ที่รัฐบาลเชื่อว่า เป็นผู้ก่อการร้าย แต่ต่างประเทศอาจเชื่อหรือไม่เชื่อก็ได้ ทั้งหมดขึ้นกับว่า หลักฐานชัดเจนเพียงพอหรือไม่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้บงการให้เผากรุงเทพฯ ?


อย่างไรก็ตาม มือกฎหมายบ้านเลขที่ 111 เย้ยว่า ก่อการร้ายที่ทั่วโลกยอมรับว่าเป็นความผิดสากลคือ การยึดสนามบินสุวรรณภูมิ รัฐบาลอภิสิทธิ์ ต้องดำเนินการในมาตรฐานเดียวกันกับพวกเสื้อเหลืองด้วย !!!


ทว่า สิ่งที่น่าคิดต่อไป คือ หากสมมติว่า รัฐบาลไทยโชคดีจริงๆ ต่างประเทศให้ความร่วมมือ จับตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ส่งกลับกรุงเทพฯ

ปัญหามีเพียงประการเดียวคือ จะเอาคุกที่ไหน ขังอดีตนายกฯ ?


เพราะคาดว่า เรือนจำที่ใช้ขัง"พ.ต.ท.ทักษิณ" จะถูก คนเสื้อแดง บุกไปล้อม แบบคุกบาสติล (Bastille)


ถามว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ พร้อมจะรับมือกับคนเสื้อแดงที่จะบุกเข้ามาช่วยทักษิณออกจากคุก ได้จริงๆ หรือ


หรือ แค่ขู่ให้กลัว หรือ แค่เล่นตามบทแล้วจบกัน ?

( อ่านประกอบ เปิดกฎหมาย"ก่อการร้าย"หลังศาลอนุมัติออกหมายจับ"ทักษิณ" โทษรุนแรงจำคุกตลอดชีวิตถึงประหาร )

"จตุพร"ขอเวลา30วันหาหลักฐานสู้คดีก่อการร้าย ยันลุยทุกขั้นตอน ไม่อยู่ในหัวหนีออกนอกประเทศ

ที่มา มติชน


เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 พฤษภาคม ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวภายหลังเข้าให้ปากคำคดีก่อการร้ายต่อพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเวลากว่า 2 ชั่วโมง ว่า ดีเอสไอได้แจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม มาตรา 116 ,215 และ 216 ตนเองได้รับทราบข้อกล่าวหาทั้งหมด ส่วนคดีก่อการร้ายขอเวลา 30 วัน ในการรวบรวมข้อเท็จจริง พยานวัตถุและพยานบุคคลเนื่องจากลักษณะของคดีแบ่งเป็นหลายส่วนเป็นความผิดรายวัน ยืนยันว่าจะต่อสู้คดีในทุกขั้นตอนและส่วนตัวไม่มีแนวคิดที่จะหลบหนีออกนอกประเทศ


ผู้สื่อข่าวถามว่าได้รับการติดต่อจากนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรองและนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ แกนนำนปช. หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ได้รับการแจ้งว่า ยังปลอดภัยแต่ไม่สามารถระบุได้ว่าขณะนี้หลบหนีอยู่ที่ใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แกนนำนปช. ที่ยังไม่ได้เข้ามอบตัวทั้งหมดจะเข้ามอบตัวในทันที


ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ภายหลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. ได้รับการติดต่อ จากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ยังไม่ได้รับการติดต่อ แต่อย่างใด


ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังหมดสมัยประชุมจะอยู่ในประเทศไทยหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ผมคงไม่ไปไหนเพราะตนมีรกรากที่ประเทศไทย


นายจตุพรยัง กล่าวว่า เสนอให้ปล่อยตัวแกนนำที่ถูกควบคุมตัวอยู่ในขณะนี้เพราะเชื่อว่าไม่มีประโยชน์ที่จะคุมขัง แต่จะเป็นประโยชน์มากกว่าหากให้แกนนำทั้งหมดอยู่ข้างนอกเพื่อเตือนสติให้เหตุการณ์ที่ยังร้อนรุ่มผ่อนคลายลง


นายจตุพร กล่าวถึงแนวทางปรองดองของนายกรัฐมนตรีว่าหากนายกรัฐมนตรียังต้องการเดินหน้าแผนปรองดองก็ควรแสดงท่าทีให้สอดคล้องและยุติการไล่ล่าข่มขู่กลุ่มนปช. ส่วนกรณีที่มีกลุ่มนปช.ต่างจังหวัดพยายามเดินหน้าเคลื่อนไหวแบบใต้ดินนั้น ตนเองไม่เห็นด้วยกับการต่อสู้ใต้ดินเพราะควรใช้สิทธิต่อสู้อย่างตรงไปตรงมา

ส่วนที่ศอฉ.นำเสนอคลิปการปลุกระดมมวลชนของแกนนำนั้น นายจตุพร กล่าวว่า เป็นความพยายามของรัฐบาลในการเสนอเนื้อหาเป็นบางตอน จนกลายเป็นคนละเรื่องเดียวกัน ตนจะขอถอดรายละเอียดทั้งหมด อีกทั้งในคลิปก็พูดชัดเจนว่า หากมีการยึดอำนาจ อย่างไรก็ตาม หากจะมีการกระทำเช่นที่เห็นในคลิปจริงก็ไม่จำเป็นต้องพูด และเป็นการนำเทปเก่ามาเปิด

ผู้สื่อข่าวถามว่า กลุ่มคนเสื้อแดงจะชุมนุม อีกหรือไม่ นายจตุพร กล่าวว่า ตอนนี้คนเสื้อแดงกำลังเสียใจและตกกับเหตุการณ์ ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้น


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกลุ่มชายชุดดำและกลุ่มติดอาวุธที่มีส่วนก่อเหตุความวุ่นวาย นายจตุพรหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามและอ้างว่าคนเสื้อแดงยึดแนวทางสันติ อหิงสา

วันเดียวกัน เวลา 10.00 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก อัยการคดีอาญา ได้เลื่อนสั่งคดี นายวีระ มุสิกพงศ์ , นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ,น.พ.เหวง โตจิราการ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กับพวกรวม 14 คน ผู้ต้องหาคดี ร่วมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ยุยงส่งเสริมให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ , กระทำการให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา อันไม่ใช่ความมุ่งหมายตามรัฐธรรมนูญเพื่อให้ล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน มาตรา 116 ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และฝ่าฝืน พ.ร.ก. ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มั่วสุมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไป ซึ่งร่วมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ตั้งแต่เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2552 ที่บริเวณทำเนียบรัฐบาล จนถึงช่วงสงกรานต์ เดือนเมษายน ที่ผ่านมา


โดยนายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่ม นปช. กล่าวว่า อัยการได้เลื่อนสั่งคดีไปก่อนเนื่องจากการสอบสวนเพิ่มเติมยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งอัยการนัดฟังคำสั่งอีกครั้ง 29 กรกฎาคม นี้ เวลา 10.00 น.

"ฮิตเลอร์"ชิดซ้าย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




ต้องบอกว่ารัฐบาลประสบผลสำเร็จเป็นอย่างสูงในการครองพื้นที่ข่าว และสร้างกระแสเกลียดชังม็อบแดง ที่วาดภาพจนกลายเป็น"ผู้ก่อการร้าย"เกือบ หมดแล้ว

การครองพื้นที่ข่าวสำหรับคนในสังคมโดยองค์รวมอาจจะไม่รู้สึกอะไรนัก แต่สำหรับคนทำงานสื่อสารมวลชนรู้ดีว่าสาเหตุสำคัญมาจากอะไร!?

เอาเป็นว่ายุครัฐบาลทหาร หรือยุคปฏิวัติ วงการสื่อสารมวลชนยังไม่สาหัสเท่าทุกวันนี้ก็แล้วกัน

ทำให้รัฐบาลสามารถสร้างภาพอะไรก็ได้ตามที่ใจต้องการ รวมไปถึงการละเลงเสียจนนปช.ร้ายกาจยิ่งกว่าโจรใต้เสียอีก

โดยเฉพาะการนำอาวุธร้ายแรงจำนวนมากมาออกทีวี โดยระบุว่ายึดได้จากสถานที่ชุมนุมแยกราชประสงค์

หากมองผาดๆ ก็น่าตกใจอย่างยิ่งว่าการชุมนุมคราวนี้เล่นของหนักล้วนๆ

แต่ก็น่าแปลกที่ผู้ชุมนุมซึ่งมีอาวุธระดับคลังแสงย่อมๆ กลับไม่สามารถตอบโต้หรือสร้างความเสียหายให้ทหารที่บุกเข้ามาได้เลย

หรือแต่ละศพของประชาชนที่ถูกยิงตายกลางถนน น้อยเท่าน้อยที่จะพบอาวุธสงครามคามืออยู่ อย่างมากก็หนังสติ๊ก ระเบิดควัน หรือระเบิดเพลิง ที่ทำกันตามมีตามเกิด

แถมส่วนใหญ่เห็นตายกันมือเปล่าทั้งนั้น

แกนนำนปช.ใจร้ายชะมัดที่ไม่แจกอาวุธให้ประชาชนที่เข้าร่วม แต่ดันเก็บซุกเอาไว้เพื่อให้ทางการมาค้นเจอในภายหลัง!?

หรือที่รัฐบาลพร่ำบอกว่ามีแก๊ง"สไนเปอร์"คอยยิงผู้บริสุทธิ์ อาทิ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม เพราะทหารประกาศอย่างแมนๆ ว่าไม่ได้ทำ

เช่นเดียวกับเสธ.แดง ที่ถูกยิงขณะอยู่ห่างจากนักข่าวต่างประเทศเพียง 2 ฟุต ทหารก็ยืนยันว่าเปล่าเช่นกัน

ถ้าทหารไม่ได้ทำก็สื่อได้อย่างเดียวว่านปช.ทำกันเอง

จึงปร่าแปร่งอย่างยิ่งหากนปช.มีมือปืนระดับพระกาฬขนาดนี้ มีอาวุธมากมายขนาดนั้น แต่ทหารแทบไม่สูญเสียเลยในการเข้าสลายการชุมนุม

ทั้งยังสามารถ "กระชับพื้นที่" ได้เร็ว ได้ง่าย โดยไม่มีแก๊งสไนเปอร์ หรืออาวุธหนักตอบโต้กลับมาเลย

เห็นพฤติกรรมโฆษณาชวนเชื่อที่ออกมาไม่เว้นแต่ละวันแล้ว อดนึกถึงช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งฝ่ายอักษะ นำโดยเยอรมัน ที่มี "ฮิตเลอร์" เป็นผู้นำไม่ได้

"ฮิตเลอร์" นั้นเติบใหญ่จนมีอำนาจมากมาย เพราะเป็นคนพูดเก่ง พูดจามีหลักการ สามารถโน้มน้าวประชาชนส่วนใหญ่ได้ดี

และที่เก่งกว่านั้นเป็นเกจิเรื่องโฆษณาชวนเชื่อ

แต่ฮิตเลอร์ก็ฮิตเลอร์เถอะ ถ้ามาเมืองไทยตอนนี้ล่ะก็

ชิดซ้ายตกขอบไปได้เลย!?

มาเกิดเร็ว

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ทิ้งหมัดเข้ามุม

กระสา มันเสมอ




นักเขียนใหม่สอนเดินคนหนึ่ง ปริวิตกกับเหตุ การณ์ปัจจุบัน เห็นแต่ทางออกเป็นทางตัน เพียร ผูกโครงเรื่องเป็นร่างคร่าวๆ ได้เรื่องไม่ได้เรื่อง งูๆ ปลาๆ ประสาสัตว์ผู้ยาก

แต่ที่ยากเย็นยิ่งกว่าน่าจะเป็นพระเอก

ทิดมากคือพระเอกของเรา หมอนี่ ถ้าไม่ประสบความสำ เร็จสูงสุด ก็เป็นคนล้มเหลวสูงสุด ดุจเซลล์ป่วยซ่อนตัวเนานาน หรือแต่ในครรโภทร อันบิดาท่านพึงรู้ดี

พระเอกมีกลุ่มเพื่อนช่างเจรจาหนึ่งจำนวน ฉายาพี่น้องเดียวหรือนกคุ่มหนึ่ง สาธารณ์คนเคราะห์หนึ่ง ไก่อูหลงทางหนึ่ง โคระทมหนึ่ง ตัวละครปลีกๆ เท่านี้ กุมพระเอกให้นั่งถ่ายไม่ออกแต่ละเช้าแทบแย่แล้ว

อาวุโสสิอีกหลายตัว อาทิศาสดันทิฐิ พม่ากลับชาติ ซึ่งครอบพระเอกให้เห็นผิดเป็นชอบ ต่างวางความจงรักเป็นอุบาย แต่เพื่ออาศัยพักพิงเป็นความอยู่รอดไม่ได้บอก

คนแลสิ่งแวดล้อมเฉพาะหน้าระยะหนึ่ง เหมือนกรงล้อมกรอบพระเอกมิให้เห็นโลกภายนอกได้

สามัญสำนึกของการเดินเรื่อง แม้พระเอกเป็นคนธรรมดาสามัญก็น่าเห็นใจ ตรงออกจากกรงมาหาความชอบธรรมไม่ได้ เล่าถอมขจิกขจรหรือสุดจินดาหุ้มโคลนแต่อดีต ขนาดเป็นทหารหาญ ยังหลุดจากกรงด้วยความเด็ดขาดเพื่อประเทศชาติและประชาชนมีหนทางใหม่

กรงของพระเอกขณะนี้ ไฉนจึ่งมั่นคงนัก หรือจำ หลักแน่นเป็นเนื้อเดียวกันทั้งกรง กาย ใจ

ร่างโครงเรื่องพยายามหาเหตุประกอบผลว่า สัน ดานดิบเป็นเช่นนั้นจริง นับแต่ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา พระเอกผู้เคราะห์ร้ายของเราก็เป็นคนเลวชั่วช้าต่ำทรามที่สุด ยิ่งกว่าประมุขขี้ฉ้อตอ แหลทั้งหมดที่ผ่านมา

คนประกอบข้างเคียง เป็นเพียงหมอนรองก้นในยามจำเป็น

การอ้างความชอบธรรมซ้ำๆ ซากๆ เพื่อหลบซ่อนความไม่ชอบธรรมในเงา มืดๆ

ใจเด็ด ไม่เคยเช็ดน้ำตา รูดซิป สะเด็ดน้ำไปแล้วงอตัว หลังค่อม อ้อนวอนความเป็นธรรมไปไย

ท้ายสุด พระเอกก็คงขอพื้นที่คืนไปเรื่อยๆ ด้วยความยินยอมของพวกหาผลประโยชน์เฉพาะหน้า ขณะที่ตัวละครบางตัวบอกว่า

แม้มีการกระชับปากมดลูกในครรโภทรเพียงนิดเดียว เซลล์ป่วยเซลล์พิการยืดเวลาออก โศกนาฏกรรมก็คงไกลสัตว์เมือง

วัดปทุมวนาราม

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ คอลัมน์ที่13



ชื่อวัดปทุมวนารามตกเป็นข่าวบ่อยครั้งหลังเหตุการณ์สลายม็อบ

และมีผู้เสียชีวิตในวัดรวม 6 ศพ

"วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร" ตั้งอยู่ที่ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างศูนย์การค้าสยามพารากอน และห้างเซ็นทรัลเวิลด์

เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปพระเสริมศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 3 องค์ คือ พระเสริม พระแสน และพระสุก พระพุทธรูปเดิมอยู่ในถ้ำแขวงเมืองมหาชัย ประเทศลาว

ในสมัยรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำริถึงบริเวณนาหลวง บริเวณริมคลองบาง กะปิ ในพื้นที่ทุ่งพญาไท เป็นที่ลุ่มต่ำมีน้ำขังตลอดเวลาและมีบัวขึ้นอยู่ทั่วไป

จึงมีพระราชประสงค์สร้างสระบัวเพื่อเป็นที่เสด็จประพาสในยามว่างจากพระราชกรณียกิจ

พ.ศ.2396 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ จ้างจีนขุดลอกสระกว้าง 2 สระ สระทางด้านเหนือเรียกว่าสระใน ทางด้านใต้เรียกว่าสระนอก ปลูกบัวพันธุ์ต่างๆ ไว้ในสระทั้งบัวสาย บัวผัน บัวเผื่อน บัวหลวง

ทางฝั่งเหนือของสระใน กำหนดเป็นเขตหวงห้ามส่วนพระองค์ ข้างในปลูกโรงเรือนขึ้นเป็นพระที่นั่งสำหรับประทับแรม 1 องค์

เรือนฝ่ายในเป็นที่ประทับแรมของเจ้าจอม โรงครัวข้างในและโรงครัวเลี้ยงขุนนาง ส่วนสระนอกอนุญาตให้เป็นที่เล่นเรือของข้าราชการและราษฎรทั่วไป

รมณียสถานแห่งนี้พระราชทานนามว่าปทุมวัน คำนี้แปลว่าป่าบัวหลวง แต่เนื่องจากขุดไว้เป็นสระอย่างงดงามจึงเรียกกันอย่างลำลองว่าสระปทุม

ส่วนบริเวณที่ประทับพระราชทานนามว่า วังสระปทุม สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2400

เมื่อสร้างสระบัวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างวัดขึ้นที่ทิศตะวันตกของสระนอก เพื่อพระราชทานพระราชกุศลแก่สมเด็จพระเทพศิรินทรา บรมราชินี พระราชทานนามว่า วัดปทุมวนาราม

พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช ดำเนินโดยขบวนเรือพยุหยาตราทางชลมารคไปเชิญพระใส และพระแสนมาจากวัดเขมาภิรตาราม นนทบุรี แล้วแห่แหนมาประดิษฐานในพระอุโบสถ วัดปทุมวนาราม

ส่วนพระเสริมเป็นพระพุทธปฏิมาประธานในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปที่นับถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์อีกองค์หนึ่ง มีพุทธศิลป์ที่งดงาม อัญเชิญมาจากวัดโพธิ์ชัย แขวงเมืองหนองคาย

วัดปทุมวนารามนอกจากจะมีความสำคัญจากประวัติแรกสร้างแล้ว ในกาลต่อมายังเป็นสถานที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิ พระราชสรีรางคารและพระอัฐิของพระเจ้าอยู่หัวและพระราชวงศ์หลายพระองค์

เช่น สมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก สมเด็จพระราชปิตุจฉา เจ้าฟ้าวไลยอลงกรณ์ กรมหลวงเพชรบุรีราชสิรินธร พระบาทสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล และสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี

การขยายตัวของบ้านเมือง ทำให้สภาพของวัดเปลี่ยน แปลงไปจากเดิมเป็นอันมาก

ปัจจุบันจึงมีเพียงสระบัวเล็กๆ และอ่างบัว ให้คนรุ่นหลังได้เห็นบ้าง

ในระยะ 40-50 ปีมานี้ วัดปทุมฯ เป็นแหล่งพักพิงของชาวอีสานที่เข้ามาอาศัยข้าววัดในกรุงเทพฯ

เหมือนกับที่วัดเบญจมบพิตรเป็นแหล่งเกื้อกูลชาวเหนือ และวัดโสมนัสฯ-วัดราชาธิวาสเป็นที่พักพิงของชาวใต้

ก่อนจะเป็น "เขตอภัยทาน" ในช่วงวิกฤต

แต่ยังมีคนมาคร่าชีวิตผู้หลบภัย โดยไม่คำนึงถึงบาปบุญคุณโทษ

คนที่ผิดกว่ามือเผา

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ลองนึกถึงภาพเหตุการณ์ในบ้านเมือง ถ้าหากรัฐบาลกับนปช.เจรจากันได้ ลงเอยด้วยการสลายตัวกลับอย่างสงบ ถนนราชประสงค์กลับคืนสู่ปกติ หนักหน่อยก็แค่การกวาดเก็บขยะ ล้างถนน

ไม่ต้องล้างเลือดประชาชน

ทั้งไม่มีตึกรามวอดวาย

จากนั้นรัฐบาลก็รีบดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เตรียมยุบสภาและเลือกตั้งในปลายปี พร้อมๆกับมีเวลาบริหารประเทศชาติ โชว์ฝีมืออีกพักใหญ่

พรรคการเมืองต่างๆ ก็เตรียมตัวลงสนามเลือกตั้ง

การเลือกตั้งไม่ใช่ทั้งหมดของประชาธิปไตย แต่เป็นหนทางที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้อย่างเป็นรูปธรรม ยิ่งทำให้สกปรกน้อยที่สุด ก็คือการคืนอำนาจให้ชาวบ้านอย่างดีที่สุด

ทุกพรรค ทุกขั้วทุกสี มีสิทธิเสมอภาคกัน ในการใช้สิทธิเลือกตั้ง!

เพียงแค่การยอมเจรจา ไม่มีเรื่องเสียหน้า ไม่มีคำว่าแพ้ไม่ได้

เหตุการณ์เลวร้าย 19 พ.ค. คงไม่เกิด ความรุนแรง 10 เม.ย. อาจไม่มี

สำคัญสุดประชาชนไม่ต้องเซ่นสังเวยชีวิตถึงกว่า 80 ศพ

เป็นความตายของพลเมืองไทยต่อปัญหาการเมืองที่มากมายที่สุดในประวัติศาสตร์

รัฐบาลจอมพลถนอม รัฐบาลพล.อ.สุจินดา ชิดซ้ายไปเลย

ทั้งยังกลายเป็นหนี้เลือดหนี้แค้น ที่หากรัฐบาลไม่ยอมรับผิดชอบ ก็น่าเป็นห่วงยิ่ง

หน่วยข่าวกรองทุกหน่วยเตือนไว้แล้วด้วยความห่วงใยว่า ม็อบจบแบบโดนปราบ ย่อมเกิดความรุนแรงติดตามมาอย่างแน่นอน

หากย้อนกลับไปคืนวันที่ 10 เม.ย. ถ้ารัฐบาลไม่สั่งการผิดพลาด ให้ทหารเข้ายึดพื้นที่คืน ท่ามกลางผู้ชุมนุมนับหมื่น แล้วต่อเนื่องจนกลางคืน ย่อมไม่บานปลาย ล้มตายกันเกือบ 30 ศพ

แล้วถ้ารีบเจรจากันให้จบ ก็จะไม่เพิ่มเกิน 80 ชีวิต

ในวันที่ 19 พ.ค.เอง เมื่อตัดสินใจใช้การทหาร คือปฏิเสธแนวทางสันติ ทำให้มีคนล้มตายตามมาอีก

แล้วไม่มีการประเมินความเสี่ยง หากทหารเข้าถึงพื้นที่ราชประสงค์ พื้นที่เปราะบาง จะควบคุมม็อบได้หรือไม่

ไปจนถึงไม่มีแผนป้องกัน เมื่อฝูงชนเกิดบ้าคลั่งด้วยความแค้นจะมีการเผาย่านการค้าตามมา

เรื่องแบบนี้ถ้าไม่รู้ ไม่เตรียมไว้ก่อน ถือเป็นความผิดพลาดของรัฐบาลด้วย!!

มือเผานั้นผิดแน่ ผู้นำม็อบก็ต้องชดใช้ความผิด

แต่ความเป็นผู้บริหารบ้านเมืองของนายกฯ ต้องรับผิดชอบสูงกว่า!

'ทักษิณ' ทวิตเตอร์ตอบโต้รัฐบาล

ที่มา ไทยรัฐ

พ.ต.ท.ทักษิณ ทวิตเตอร์ส่วนตัว ระบุ รักสันติ ไม่เคยคิดใช้ความรุนแรงใดๆ การเผาที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การยุยงของผม รัฐบาลหวังปราบปรามคนเสื้อแดงให้สิ้นซากมากกว่า...

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ส่วนตัวว่า ผมขอยืนยันว่ารักสันติ ไม่เคยคิดใช้ความรุนแรงใดๆ การเผาทั้งหลายที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การยุยงของผม ผมไม่ได้โฟนอินมานานมาก เพราะเห็นว่ามันเกินผมไปนานแล้ว คุณประชา มาลีนนท์ ก็เพื่อนกัน น่าจะเป็นคนที่จ้องจะเอาช่อง 3 มากกว่าที่จะเผาช่อง 3 เซ็นทรัลเวิล์ดก็รู้จักกันดี ไม่เคยบาดหมางกัน และให้เสื้อแดงใช้ห้องน้ำด้วย

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า คนสั่งทหารปราบประชาชนด้วยอาวุธหนัก และสไนเปอร์ เป็นพระเอก คนที่ถูกปราบเป็นผู้ก่อการร้าย แน่จริงอย่าปิดสื่อสิ ตอนนี้ไทยแย่ อันดับที่ 155 ตามหลังประเทศซิมบับเว คนที่ยึดสนามบิน ยึดทำเนียบ เป็นผู้ก่อการดี คนที่ไปเดินช้อปปิ้งอยู่ที่หลุยส์ วิตตอง ปารีส ไปดูหนังอยู่ที่เมืองคานส์ เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่อายคนก็อาย...บ้าง ความปรองดองในความหมายของรัฐบาลขณะนี้ค่อนข้างชัดคือ ปราบปรามคนเสื้อแดงให้สิ้นซาก มันไม่ใช่ปรองดองหรอกครับ และมันก็ไม่มีสิ้นซากด้วย มันเป็นอุดมการณ์

พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุด้วยว่า อุดมการณ์ของเขาคือสังคมที่เป็นธรรม และมีเสรีภาพ แต่รัฐบาลกลับแสดงความเป็นเผด็จการ ไม่มีเสรีภาพ และไม่เป็นธรรมให้เห็น เหมือนเน้นว่าจะเป็นแบบนี้จะทำไม การออกหมายจับผม ไปอ้างถึงการตายและบาดเจ็บของพี่น้องชาวเสื้อแดงจำนวนมาก ไม่อายหรือ เขามาขอเลือกตั้งใหม่ (Ballots) กลับเอากระสุน (Bullets) ให้เขา แล้วโทษผม พี่น้องโทรมา ส่งข้อความมาเป็นห่วงผม ต้องขอบคุณมาก ไม่ต้องห่วงครับ ที่เมืองนอกเขามองเป็นเรื่องตลก ไม่มีอดีตผู้นำประเทศไหนที่เขาจะทำร้ายประเทศตนหรอก

ฝรั่งเศสให้คำมั่น ทักษิณล้มแผน กล่าวสุนทรพจน์

ที่มา ไทยรัฐ

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

โฆษกกระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศส ยัน อดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้มแผนกล่าวสุนทรพจน์เหตุวิกฤติการเมืองไทยในปารีสแล้ว ด้านผู้จัดลุยต่อ ขณะที่ผบช.ตำรวจมอนเตเนโกร พร้อมจับกุม หากได้รับหมายจับจากไทย...

สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานเมื่อ 25 พ.ค.ว่า ประเทศฝรั่งเศสได้โน้มน้าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้ล้มเลิกแผนเดินทางมากล่าวสุนทรพจน์เกี่ยวกับวิกฤติการเมืองไทยในกรุงปารีส ตามหมายกำหนดวันที่ 31พ.ค. สำเร็จแล้ว

ทั้งนี้ นายแบร์นาร์ด วาเลโร โฆษกกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ รับประกันกับฝ่ายเราแล้วว่าจะไม่กระทำตามสิ่งที่พวกเราร้องขอ โดยวาเลโรระบุต่อไปว่า การมากล่าวบนเวทีของศูนย์วิจัยอิสระ “ศูนย์การเมืองและกิจการต่างประเทศ” จะไม่มีตามแผนเดิมอีกต่อไปแล้ว เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ แจ้งพวกเราว่า จะไม่กลับมาที่ฝรั่งเศสอีก

อย่างไรก็ดี นายฟาเบียง เบาส์ซาร์ท หัวหน้าฝ่ายผู้จัดงาน ยืนยันยังจัดงานตามหมายกำหนดการเดิม ไม่ว่ากระทรวงต่างประเทศจะต้องการหรือไม่ก็ตาม อีกทั้งเป็นการเชิญมาในนามของเอกชน ที่กระทรวงต่างประเทศไม่มีอำนาจบังคับสั่งการ

ส่วนกรณีศาลเพิ่งอนุมัติออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณในข้อหาก่อการร้ายนั้น นายวาเลโร ระบุว่า ปัจจุบัน ฝรั่งเศสไม่ได้มีพันธะทางกฎหมายกับหมายจับดังกล่าว

โดยระหว่างเดินทางมาฝรั่งเศสเป็นการส่วนตัวเมื่อสัปดาห์ก่อน เจ้าหน้าที่ฝรั่งเศสได้ร้องขออดีตนายกฯทักษิณ ไม่ควรมากล่าวสุนทรพจน์ที่ปารีสแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งครั้งนี้ฝ่ายจัดงานระบุว่า อดีตนายกฯทักษิณเดินทางจากปารีสไปกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เป็นการชั่วคราว

นอกจากนี้ ยังมีรายงานด้วยว่า อดีตนายกฯทักษิณ และครอบครัวเดินทางไปมอนเตเนโกรเป็นครั้งที่ 3 ในรอบหลายเดือน เมื่อวันจันทร์ 24 พ.ค. และเดินทางออกไปในวันอังคารที่ 25 พ.ค.นั้น นายวูจาดิน เวลโจวิช ผู้บัญชาการตำรวจของมอนเตเนโกร แถลงว่า สำนักงานตำรวจยังไม่ได้รับเอกสารหมายจับใดๆ จากฝ่ายไทย แต่ถ้าหากมีมา ไม่ว่าจากไหน และเป็นหมายจับเพื่อใคร ตำรวจจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบต่อไป

ทั้งนี้ ศาลเพิ่งอนุมัติออกหมายจับอดีตนายกฯทักษิณ ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระบุว่า จะเป็นประโยชน์ต่อการตามจับอดีตนายกฯทักษิณมากขึ้น

หวั่นนักการเมือง ฮั้วปรองดอง สร้างภาพลวงปชช.

ที่มา ไทยรัฐ

จตุพร - อภิสิทธิ์

สวนดุสิตโพล ระบุ ประชาชนร้อยละ 64.28 หวั่นใจว่า "นักการเมืองไทย" จะสร้างภาพหลอกลวงประชาชนในการ "ฮั้วปรองดอง" เพราะเป็นเกมการเมืองที่ร่วมกัน หวังให้คนเชื่อใจ ส่วนอีกร้อยละ 73.04 เชื่อว่าถ้านักการเมืองปรองดองกันจริง บ้านเมืองดีขึ้นแน่...

25 พ.ค. สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,282 คน ระหว่างวันที่ 23-25 พ.ค.53 ถึงกรณีนักการเมืองในยุคความปรองดองที่ต้องการว่าเป็นอย่างไร

โดยประชาชนร้อยละ 64.28 ระบุ กลัวว่าการปรองดองของนักการเมืองจะเป็นการฮั้วกัน เพราะอาจเป็นเกมการเมืองที่นักการเมืองร่วมกันสร้างภาพเพื่อให้ประชาชนเชื่อใจหรือไว้ใจ แต่อีกร้อยละ 35.72 ไม่เชื่อว่าจะมีการฮั้วกัน เพราะคิดว่านักการเมืองแต่ละกลุ่มมีความเห็นต่อบ้านเมืองที่แตกต่างกัน และมีจุดยืนชัดเจนเป็นของตนเอง

ขณะที่ร้อยละ 30.54 คิดว่า การปรองดองที่เป็นรูปธรรมของนักการเมือง ที่จะต้องทำให้เป็นตัวอย่างแก่ประชาชนวันนี้คือ นักการเมืองทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจกันปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้เต็มความสามารถเพื่อให้เห็นผลงานออกมาเป็นรูปธรรม

ส่วนความเห็นร้อยละ 73.04 เชื่อว่าถ้านักการเมืองสามารถปรองดองกันได้จริง จะทำให้บ้านเมืองดีขึ้น เพราะจะได้ร่วมมือร่วมใจกันทำงาน บรรยากาศบ้านเมืองจะได้สงบสุข การบริหารประเทศทุกด้านต้องอาศัยนักการเมือง

สำหรับเสียงประชาชนอีกร้อยละ 48.21 คิดว่านักการเมืองไทยทุกวันนี้คงหันหน้าปรองดองกันได้ยาก เพราะแต่ละฝ่ายไม่ยอมลดราวาศอกกัน ยังเล่นเกมการเมืองกันอยู่

และร้อยละ 37.98 อยากฝากให้นักการเมืองไทยยุคสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้มีความจริงใจ ตั้งใจทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญ