ที่มา เดลินิวส์
พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์
ส่วน พรรคร่วมรัฐบาล มีอยู่ด้วยกัน 5 พรรค
ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม
พรรคที่เป็นฝ่ายค้าน โดดเด่นที่สุด มีพรรคเดียวคือ พรรคเพื่อไทย พรรคซึ่งผู้คนเชื่ออย่างสนิทใจว่ามี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บัญชาการอยู่เบื้องหลัง
ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังอยู่ภายใต้สภาวะวิกฤติ มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีการเผาตึก จนวอดวายไปเป็นจำนวนมาก ภาพที่ปรากฏออกมาคือผู้ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและถูกปล่อยเกาะให้ทำงานอยู่ แต่เพียงฝ่ายเดียว คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง
พรรคร่วมรัฐบาลทั้งห้าพรรค แม้ ปากจะบอกว่า พร้อมที่จะยืนเคียงข้างนาย อภิสิทธิ์ตลอดไป แต่การแสดงออกของพรรคเหล่านี้ มิได้กระทำ ดังที่ปากได้บอกเอาไว้แต่อย่างใด
ภาพที่ประชาชนเห็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้คือ พรรคร่วมรัฐบาล ลอยตัวเหนือปัญหา เสมอเหมือนว่ายน้ำในทะเล ที่ชื่อ เดดซี ไม่มีผิด
การลอยตัวของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นความเฉลียวฉลาด ที่หาใครมาเทียบเคียงได้ยากยิ่ง เข้าทำนองถ้าชนะ ขอร่วมด้วย ถ้าแพ้ ตัวใครตัวมัน
มาถึงเวลานี้ ถ้าถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะถอนสมอไม่ลงเรือลำเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ คำตอบคือ คงไม่ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมองเห็นอนาคตที่แจ่มใส (แม้ประเทศชาติจะมืดมนหรือไม่ก็ตาม) ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างยิ่ง
เห็นชัด ๆ คือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่หมายถึงเงินจำนวนมหาศาล ในการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเหล่าพรรคร่วมรัฐบาลล้วนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันแทบทั้งสิ้น
โครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อฟื้นเศรษฐ กิจของชาติก็ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งหมายถึงเงินอีกจำนวนมาก
ฤดูกาลการย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ใกล้เข้ามาถึงทุกที ข้าราชการนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็ตาม
ดังนั้น ไม่ต้องใช้หมอดู ก็พอจะคาดเดาได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องกอดพรรค ประชาธิปัตย์เอา ไว้แน่นมาก ๆ นับจากนี้ไป
เพราะถ้า นายอภิสิทธิ์ ไปไม่รอดพรรคร่วมรัฐบาลก็เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ คงหาตัวบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนได้ค่อนข้างแน่
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่สงสัยว่า พรรคร่วมรัฐบาลควรจะต้องทำตัวอย่างไรในสภาว การณ์ ที่ตึงเครียดเท่าที่ผ่านมา
พรรคเหล่านั้นยึดคติ อยู่เงียบ ๆ เป็นดีที่สุด ไม่เปลืองตัวไม่เสียหายอะไร ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ โล้ไปเพียงสองคน จะดีจะเสียอย่างไร นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็รับไปเต็ม ๆ แล้วกัน
พรรคร่วมรัฐบาลคอยมองดูอยู่ไกล ๆ ได้โอกาสทองเมื่อใด เป็นกระโดดเข้าไปตะครุบรับ แต่ถ้าดูแล้วว่าพลาดพลั้งอย่างไร ก็วิ่งแจ้นหนีถอยออกไป แล้วค่อยไปตั้งตัวใหม่ในเวลาอันควร
จึงไม่แปลกที่ในยามบ้านเมืองวิกฤติหนัก เราไม่เห็นการเคลื่อนไหว ของพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด ในสภาก็ไม่เคลื่อนไหว นอกสภาก็ไม่เคลื่อนไหว วัน ๆ เอาแต่นั่งตีขิมดูสถานการณ์ด้วยความสุขุม รอบ คอบ และชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง
ดังนั้น หลักของการเล่นการเมืองของประเทศไทย เราจึงพอจะสรุปได้ว่า หนึ่ง อย่าริอ่านเป็นพรรค แกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นอันขาด สอง มี ส.ส. ไม่ต้องมาก คอยจ้องเสียบและเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นดีที่สุด และ สาม อย่าทำตัวเด่นและดัง ปิดปากและคอยจ้องหาโอกาสรุก โอกาสถอยให้ดี รับรองว่าเอาตัวไปรอดได้
และนี่คือ คุณค่า ของการเป็น พรรคร่วมรัฐบาล และเป็นพรรคขนาดกลางขนาดเล็ก นั่นคือมีแต่ได้ ไม่มีเสีย
สำหรับพรรคใหญ่นั้น เกิดอะไรขึ้นต้องรับหน้าไปเต็ม ๆ พอเกิดปัญหามัก จะถูกปล่อยให้เป็นพระเอกเรื่อง โฮมอโลน ซึ่งน่าสงสารเป็นที่สุด
ดังนั้น วลี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ไม่มีทางจะใช้ได้สำหรับ การเมืองในบ้านเรา.
อนุภพ
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, May 27, 2010
ท่าทีพรรคร่วม
เอาทักษิณกลับมา ได้หรือเสีย?
ที่มา เดลินิวส์
แต่ดูจริงจังมากที่อธิบดีดีเอสไอขอคำสั่งศาลออกหมายจับคดีก่อการร้ายสืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมและเผาใหญ่สดๆร้อนๆ และศาลอาญาก็อนุมัติออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย
ที่เป็นอยู่หลายประเทศไม่มีข้อตกลงหรือสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่อุปสรรคสำคัญผมว่ารัฐบาลหลายชาติอ้ำๆอึ้งๆในการจับตัวอดีตนายกฯส่งกลับประเทศไทยเนื่องจากมีข้อกังขาจะมีการเมืองเกี่ยวข้องด้วย
เมื่อข้อกล่าวหาพัฒนามาถึงขั้น “ก่อการร้าย” ก็น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้ประเทศผู้ให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามหมายจับของกระบวนการยุติธรรมไทยต้องคิดหนัก
หลายปีก่อนเราเคยจับผู้ก่อการร้ายตัวดังชาวอินโดฯ “ฮัมบาลี” สังกัดเจไอและผูกพันอัลไคด้าแน่นแฟ้นที่อยุธยา จากนั้นก็มอบตัวต่อทางอเมริกาไปสอบสวน เป็นตัวอย่างหนึ่งว่าข้อหาอันนี้คอขาดบาดตายนานาชาติต้องร่วมมือกัน
กรณีผู้ต้องหาก่อการร้ายจากเหตุการณ์ “มหาพฤษภาทมิฬ” ย่อมอยู่ในความสนใจของรัฐบาลทั่วโลกที่อดีตนายกฯใช้พาสปอร์ตมอนเตเนโกรเข้าๆออกๆ
โดยงานตามตัวกลับมาขึ้นศาลเป็นของฝ่ายอัยการสูงสุดประสานกับกระทรวงต่างประเทศ
ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่แค่จะตามตัวได้ที่ไหน?
ต้องคิดไตร่ตรองและเตรียมการอย่างรอบคอบถึงผลได้ผลเสียเมื่อคุมตัวขาใหญ่กลับมาซึ่งว่าด้วยกติกาก็ต้องส่งเข้าคุกคดีที่ดินรัชดาฯที่ศาลตัดสินไปแล้ว จากนั้นก็สอบสวนดำเนินการอีกหลายคดีเก่าบวกคดีใหม่ซึ่งใหญ่โตที่สุด - ก่อการร้าย
ข้อดีที่ผมนึกออก เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยจะอยู่ที่ไหนก็ตามตัวมาได้ ผิดถูกว่าไปตามหลักฐาน
ข้อเสียกังวลอยู่คือการนำอดีตนายกฯทักษิณกลับอาจไม่ใช่จุดจบของตำนานหนึ่งแห่งการเมืองไทย กลับเป็นการจุดเริ่มของความวุ่นวายขัดแย้งรุนแรงขึ้นเนื่องจากมีผู้ชื่นชอบเสมือนวีรบุรุษในดวงใจอยู่มากในภาคเหนือ,อีสานหรือในกรุงเทพฯ
เสนอว่าอัยการสูงสุดและกระทรวงต่างประเทศไม่ต้องด่วนเอากลับมาหรอก
ตัวอดีตนายกฯน่ะขาลอยต้องพึ่งกระแสรากหญ้า จึงควรทำความเข้าใจกับประชาชนเหล่านั้นถึงกติกาของบ้านเมือง ชอบหรือศรัทธาได้แต่ต้องไม่ขัดขวางหรือหงุดหงิดกับกระบวนการยุติธรรม
ภาวะอึมครึมเช่นปัจจุบันผมว่ายังไม่ถึงเวลาเอาผู้ต้อง หาใหญ่กลับประเทศ รัฐบาลควรทำการบ้านยากๆให้เสร็จก่อน - ขอเตือน!.
แมงเม่า
เปิดใจ(ช้ำๆ)ของ4ผู้ว่าราชการจังหวัด 'แพะการเมือง'

เชือดกันทันตาเห็นสำหรับตำแหน่งพ่อเมือง 4 จังหวัดในภาคอีสาน หลังจากที่ปล่อยมือดีเผาศาลาที่ทำงาน วอดเรียบเป็นหน้ากลอง แต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเกินความคาดหมาย...
เชือด! กันทันตาเห็นสำหรับตำแหน่ง "พ่อเมือง" ใน 4 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, อุดรธานี, มุกดาหาร และอุบลราชธานี หลังจากที่ปล่อยมือดีเผาศาลาที่ทำงาน วอดเรียบเป็นหน้ากลอง แต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเกินความคาดหมาย เพราะก่อนหน้าก็มีการประชุมวิเคราะห์สถานการณ์อย่างนาทีต่อนาที มีการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นคาดโทษ "หากเกิดอะไรขึ้น ต้องรับผิดชอบ" และ 4 จังหวัดนี้ถือว่าเป็นจังหวัดโซนพื้นที่แดง มีความเสี่ยงสูง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ผลจึงมาลงเอยเช่นนี้
"ควบคุมไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ ไม่คิดว่าเป็นเหยื่อทางการเมือง" ผู้ว่าฯขอนแก่น
นายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดใจกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ไม่ได้ซีเรียสอะไร คิดว่าไม่ได้เป็นเหยื่อทางการเมืองแต่อย่างใด ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจ ต้องถือคำสั่งเป็นเรื่องหลัง ไม่ได้เครียดอะไร ไม่ได้คาดการณ์อะไร เพียงแต่รู้ว่าการทำงาน และกระบวนการเท่าที่มีการประชุมสั่งการจากกระทรวงเป็นอย่างดี หลังจากนี้ก็คงเดินทางไปรายงานตัว และเข้าทำงานที่กระทรวงตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.เลย ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนรักษาการ ทำหน้าที่ต่อไป แต่อย่างไรก็ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ในฐานะประชาชน บ้านเมืองอย่าใช้ความโกรธแค้นให้คิดถึงความเป็นไทยเป็นที่ตั้ง
"ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ทำหน้าที่ด้วยดีมาโดยตลอดและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต่างก็เครียด เพราะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอดและทุกฝ่ายก็ช่วยกันทำหน้าที่ ของตัวเองอย่างดีเช่นกัน แต่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. มันเกินการควบคุมของ การเจรจาก็ไม่มีใครรับฟัง สถานการณ์รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถใช้อาวุธได้ เกรงจะทำสูญเสียชีวิตเกิดขึ้น ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ก็ต้องรับผิดชอบ"
"ทำเพื่อบ้านเกิดดีที่สุดแล้ว ไม่เคยนึกเสียใจ" ผู้ว่าฯ อุดรธานี
นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้ทำดีที่สุดแล้ว ในช่วงเวลาที่มารับตำแหน่ง 1 ปี 8 เดือน ที่ตนทำงานไม่เคยได้หยุดเลย ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดตนก็ออกมาทำงาน โดยตั้งใจที่จะทำงานจริงๆ ทำให้กับพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง ซึ่งพี่น้องประชาชนจะทราบดี
"ผมไม่ได้เสียใจ เพราะว่าผมได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และก็ได้ทำมาดีที่สุด ทำอย่างทุ่มเทที่สุด แต่เสียดายที่ไม่ได้อยู่ดูแลพี่น้องประชาชนต่อ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงที่สำคัญ ช่วงที่จะต้องดึงพี่น้องกลับมา ผมเสียดายตรงนี้มากกว่า และไม่เคยนึกเสียใจ เพราะที่ผ่านมาผมอยู่ที่ไหน ก็ทำงานอย่างเต็มที่ จังหวัดอุดรธานีเป็นบ้านเกิดของผม เมื่อได้มาอยู่ที่อุดรธานี ผมก็อยากทำงาน ผมไม่ได้อยากเป็นผู้ว่าฯ แต่ผมอยากจะทำงาน และก็ได้ทำมาแล้ว 1 ปี กับ 8 เดือน ก็ถือว่าเป็นบุญของผม และทำเพื่อบ้านเกิดดีที่สุดแล้ว"
แต่เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นว่าบกพร่อง ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตำหนิใคร ไม่ได้ทำให้หมดกำลังใจในการทำงาน คิดว่าได้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ไม่ได้เสียใจอะไร แต่การต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ลืมความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวไทยต้องการ
"เรื่องเล็ก คิดไว้แล้ว ความขัดแย้งยังไม่จบ อยู่ไหนก็ทำงานได้" ผู้ว่าฯมุกดาหาร
นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สำหรับตนแล้วเรื่องเล็ก ไม่มีอะไรเลย ก็คิดไว้อยู่แล้ว ยอมรับได้ อยากขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดทำร้ายกันได้แล้ว จังหวัดมุกดาหารบอบช้ำมากแล้ว อยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของคนแค่ 2 คน พร้อมที่จะดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จะทำงานที่ใดก็ได้ แต่สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชนว่า นับจากนี้ไปอยากใหช่วยกันช่วยเหลือสอดส่องดูแล และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่หากพบความเคลื่อนไหวที่จะเกิดเป็นภัยต่อความมั่นคง
"ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีกลุ่มคนไปคอยแต่จะปล่อยข่าวต่างๆ คิดว่าหลังจากนี้สถานการณ์อาจจะเริ่มเบาบางลง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงไม่จบลงอย่างง่ายดาย คงต้องทำงานหนักต่อไป อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เช่นกัน
"ทำดีที่สุดแล้ว" ผู้ว่าฯอุบล
นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะการทำหน้าที่ข้าราชการนั้นทำงานที่ไหนก็สามารถทำได้ และไม่คิดว่าจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง ที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ก็ขอฝากให้ท่านที่มาทำหน้าที่เพราะความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งฝังรากลึกยากที่จะขจัด.
หึ่งทำเนียบฯปักเสาธงสีทองแก้เคล็ด
สำนักนายกฯนำเสาธงสีทอง ประดับยอดแหลมทรงกรวยสีเขียวมาติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล 2 ประตู ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแก้เคล็ดแดงเทเลือดหน้าประตูทำเนียบฯ.....ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองอาคารสถานที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำเสาธงขนาดใหญ่ ทาด้วยสีทอง ประดับยอดแหลมทรงกรวยสีเขียวมาติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล 2 ประตู คือประตู 1 ฝั่งตรงข้ามพาณิชย์พระนคร และประตู 8 ฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัสราชวรวิหาร ติดคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเสาธงดังกล่าวจะแตกต่างขนาดใหญ่กว่าเสาธงอื่นๆที่ติดไว้โดยรอบทำเนียบฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มของสื่อมวลชนบางส่วนว่าจะเกี่ยวข้องกับ การแก้เคล็ดหรือไสยศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ภายหลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. นำเลือดมาเทไว้ที่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตามจากการสอบถามเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เสาธงดังกล่าวไม่ใช่ การทำไสยศาสตร์ แต่เป็นการทำตำแหน่งเพื่อบอกพิกัดให้เจ้าหน้าที่รับทราบว่าสามารถใช้ประตู เข้า-ออกที่มาจากสะพานอรทัยได้เฉพาะ 2 ทางคือ ประตู 1 และประตู 8 เท่านั้น
เพื่อไทยลักไก่ ไล่บี้มาร์ค ถกงบฯหวิดวุ่น
เปิดสภาฯถกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ช่วงค่ำวุ่นอีก ส.ส.ฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายนายกฯ แจงสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่'มาร์ค'ยันไม่ได้ล้มแผนปรองดอง ประกาศเดินหน้าต่อ......เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วันแรก เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยการประชุมเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมามีความวุ่นวายจากการประท้วงเกิดขึ้นอีก เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน อภิปรายนายกรัฐมนตรี เรื่องการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง
ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ได้พยายามเจรจาและเสนอแผนปรองดองมาตลอด 2 เดือนของการชุมนุมของกลุ่ม นชป. พร้อมยืนยันว่าตนไม่ใช่คนล้มแผนปรองดอง หรือทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชน และว่ารัฐบาลไม่เคยระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย แต่มีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ต้องการใช้ความรุนแรงเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จะพยายามทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้ แต่ถ้าจะให้ปรองดองกับกลุ่มติดอาวุธคงปรองดองด้วยไม่ได้
จากนั้น ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างผลัดเปลี่ยนกันลุกขึ้นอภิปรายก่อนที่ประธานในที่ประชุมจะสั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 22.30 น.ที่ผ่านมา โดยนัดประชุมต่อในเช้าวันนี้(27 พ.ค.).
บอบช้ำไปอีกนาน
ที่มา ไทยรัฐ ในที่สุด ศาลอาญา ก็มีคำสั่งอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในความผิดฐาน "ก่อการร้าย" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 135/2 และ 135/3 ตามที่เจ้าพนักงานสอบสวนคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นคำร้อง
หลังจากได้หมายจับแล้ว พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า เป็นหน้าที่ของ พนักงานอัยการ ที่จะต้องประสานกับ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศต่อไป
แปลความง่ายๆก็คือ ถ้า พนักงานอัยการ และ กระทรวงการต่างประเทศ ติดตามจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไม่ได้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ ด้วยศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าพนักงานอัยการและกระทรวงการต่างประเทศ จะมีความสามารถจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ในเร็ววัน หรืออาจจับตัวกลับมาไม่ได้เลย
เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีคดีก่อการร้ายเป็นชนักติดหลัง การเคลื่อนไหวต่างๆในต่างประเทศคงจะไม่สะดวกเหมือนเดิม
พรรคประชาธิปัตย์ เองก็มีชนักติดหลังเหมือนกัน นั่นคือ คดียุบพรรค ที่ยังคาอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่รู้จะออกหัวหรือออกก้อย วันนี้ครบกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เวลาในการยื่นคำแก้ต่างพอดี ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ไม่มีใครรู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
เคราะห์กรรมของประเทศไทย เรียกว่ามาถึงจุดที่หนักหนาสาหัสสุดๆ
สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ความขัดแย้งในประเทศ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุดในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ นอกเหนือจากการเยียวยาเฉพาะหน้ากับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ได้ทำไปแล้ว
แต่ กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ ยาก และ สำคัญที่สุด ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดในรัฐบาลนี้ และต้องเป็น กระบวนการที่ไม่ยึดติดกับอายุของรัฐบาล เพื่อให้กระบวนการนี้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องจนปัญหาความขัดแย้งสิ้นสุด และ ต้องมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์
ที่สำคัญที่สุด "คณะทำงาน" ที่จะมาทำหน้าที่ "ประสาน" กับทุกฝ่ายเพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้จริงๆ ต้องเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้งานเดินได้ ที่สำคัญที่สุด "พูดแล้วทุกคนฟัง" ไม่ใช่นักวิชาการหน้าช้ำๆ ไม่ใช่คนอีโก้จัด พูดมาก ยึดเอาความคิดเห็นตนเองเป็นหลัก แทนที่จะแก้ไขปัญหากลับเป็นปัญหาเสียเอง เหมือนหลายๆ ปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ในเมืองไทย
ผมคิดว่ารัฐบาลควร "จ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ" ที่มีความรู้ความเข้าใจใน กระบวนการรับฟังปัญหา และ กระบวนการแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำผิดทำถูกเดาสุ่มกันไป แล้วก็ล้มเหลวอีก
ที่ผมเสนอจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพราะรู้ว่า กูรูไทย จะรับฟังมากกว่าคนไทยด้วยกันเอง เพราะการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ ต้องล้มเหลวไม่ได้
ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงของการเมืองไทย วันนี้ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของชาวโลกไปแล้ว เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก แม้แต่ วุฒิสภาสหรัฐฯ ก็นำเรื่องนี้ไปพิจารณาและเพิ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนแผนปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิเสธความรุนแรง ให้ใช้แนวทาง "การเจรจา" เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความแตกแยก อย่างที่ผมเรียกร้องมาตลอด
สังคมไทยวันนี้แตกแยกเกินกว่าที่จะมาเดินสำรวจความคิดเห็นกันแล้ว ใครคิดยังไง ต้องการยังไง เท่ากับตอกย้ำความแตกแยกยิ่งขึ้น
สิ่งที่สังคมไทยต้องการเร่งด่วนในวันนี้ ก็คือ กระบวนการปรองดองที่เปิดกว้าง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งในชาติได้อย่างแท้จริง มิฉะนั้น เราจะต้องบอบช้ำกันอย่างนี้ไปอีกนานทีเดียว.
"ลม เปลี่ยนทิศ"
ไล่บี้ต่อไป
ที่มา ไทยรัฐ เป็นข่าวดีของรัฐบาลแต่เป็นข่าวร้ายของกลุ่มเสื้อแดง กรณีที่ศาลอนุมัติหมายจับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรเป็นผู้ต้องหาคดีก่อการร้าย โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นผู้ขออนุมัติเช็กบิล "แม่ลูกจันทร์"
ดีเอสไอ อ้างเทปคำปราศรัยของ "ทักษิณ" โฟนลิ้งก์ผ่านเวทีชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดง เป็นหลักฐานสำคัญ
ความผิดฐาน "ก่อการร้าย" เป็นคดีอุกฉกรรจ์โทษประหารชีวิต
หรือเบาหน่อยก็จำคุกตลอดชีวิต หรือเบาที่สุดก็ติดคุก 20 ปี
"แม่ลูกจันทร์" ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดมีผู้ต้องหาความผิดฐานก่อการร้ายที่ศาลอนุมัติหมายจับแล้ว 20 ราย
มอบตัวสู้คดีแล้ว 8 ราย ยังไม่มอบตัวอีก 12 ราย
ชุดแรกศาลอนุมัติหมายจับ 10 ราย ทั้งหมดเป็นแกนนำ นปช.
ชุดสองอีก 9 ราย มีทั้งแกนนำเสื้อแดง อดีต ส.ส. และ ส.ส.ปัจจุบัน
และล่าสุดอีกหนึ่งราย และเป็นหนึ่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในประเทศไทย คือ "อดีตนายกฯทักษิณ" ซึ่งดีเอสไอตั้งข้อกล่าวหาเป็นหัวหน้าก่อการร้ายคนสำคัญ
เร็วๆนี้จะมีชุดที่สามตามมา ใครจะโดนเช็กบิลบ้าง โปรดติดตามต่อไป
อนึ่ง มีคำถามมากมายว่าความผิดฐาน "ก่อการร้าย" ต้องมีพฤติการณ์อย่างไรจึงเข้าข่ายถูกดำเนินคดี??
เพราะแม้แต่ "กลุ่มแบ่งแยกดินแดน 3 จังหวัดภาคใต้" ก็ไม่ได้เรียกว่ากลุ่มก่อการร้าย แต่เรียกว่า "กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ" เท่านั้นเอง
อย่างไรก็ตาม ก.ม.อาญา มาตรา 135 ได้ กำหนดลักษณะความผิดฐานผู้ก่อการร้ายเอาไว้ 5 ประการ
1, ใช้กำลังประทุษร้าย อันก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิต หรือต่อเสรีภาพของบุคคล
2, กระทำการอันก่อความเสียหายร้ายแรงแก่ระบบขนส่งสาธารณะ และระบบคมนาคม
3, กระทำการอันเกิดความเสียหายแก่ ทรัพย์สินของรัฐ หรือของบุคคลอันน่าจะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างร้ายแรง
4, สะสมกำลังพล หรืออาวุธ หรือตระเตรียมเพื่อก่อการร้ายในบ้านเมือง
5, เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ก็มีความผิดฐานก่อการร้ายเช่นเดียวกัน
นี่คือพฤติกรรม 5 ประการ ที่เข้าข่ายว่าเป็นความผิดฐานก่อการร้าย ที่กำหนดไว้ในกฎหมายอาญา
แต่การชุมนุม การเดินขบวน การเคลื่อน ไหวประท้วงรัฐบาล หรือเรียกร้องความเป็นธรรม ซึ่งเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ
กฎหมายยกเว้นไม่ถือเป็นความผิดฐานก่อการร้ายแต่อย่างใด
"แม่ลูกจันทร์" กระชุ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า การที่ศาลอนุมัติหมายจับอดีตนายกฯ "ทักษิณ" คดีก่อการร้ายเป็นข่าวดีของรัฐบาล
เพราะ "ข้อหาก่อการร้าย" เป็นคดีสำคัญ และเป็นคดีสากล
การมีหมายจับคดีก่อการร้ายคาเอาไว้ คือการกระชับวงล้อมไม่ให้ ทักษิณ เคลื่อนไหวทางการเมือง
แม้แต่จะหาที่นั่งที่ยืนบนโลกใบนี้ก็ลำบากยากเย็นเข็ญใจ
เพราะทันทีที่อัยการสูงสุดยื่นฟ้อง "ทักษิณ" คดีก่อการร้าย และศาลรับคดีไว้พิจารณา
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็จะสั่ง ให้กระทรวงการต่างประเทศกระจายหมายจับ "ทักษิณ" เป็นผู้ก่อการร้ายไปให้ตำรวจสากล องค์กรต่อต้านก่อการร้ายสากล และรัฐบาลทั่วโลก เพื่อขอให้ส่งตัวกลับมาดำเนินคดี
มหกรรมไล่ล่า "ทักษิณ" ที่คว้านํ้า เหลว 4 ปี ก็มีโอกาสปิดเกม
แต่ถ้ามองอีกมุม ถึงแม้รัฐบาลยังไล่ล่าจับตัว "ทักษิณ" ไม่สำเร็จ ก็ไม่เป็นไร
เพราะคดีก่อการร้าย (อายุความ 20 ปี) จะทำให้ "ทักษิณ" ต้องร่อนเร่พเนจร กลับเมืองไทยไม่ได้อีก 20 ปี
เมื่อไม่มี "ทักษิณ" มาวอแว "อภิสิทธิ์" ก็สบายแฮไปอีกนาน
สรุปว่า จับ "ทักษิณ" ได้ หรือจับ "ทักษิณ" ไม่ได้ รัฐบาลก็ได้ประโยชน์ทั้ง 2 กรณี
เอวังก็มีประการฉะนี้แล.
เหวี่ยงแห
ที่มา ไทยรัฐ เมืองไทยกำลัง ชื่นชมคนหล่อ นายกฯ ก็หล่อ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ. ก็หล่อ ทหารที่มาปราบม็อบที่สี่แยกราชประสงค์ก็หล่อ กรี๊ดกันสุดๆ หมัดเหล็ก
เฮ้อ เมืองไทยปี 2553 ช่างดูพิกลนี่กระไร
เบื้องหลังความหล่อ ก็คือการตามขุดรากถอนโคนจากอำนาจรัฐและความเจ็บปวดของคนเสื้อแดง สูญเสียอวัยวะร่างกาย จนกระทั่งเสียชีวิตไม่เท่าไหร่ แต่เสียใจที่ความเป็นธรรมมองหาไม่เห็นแม้แต่ขี้เล็บ
ชีวิตคนมีค่าแค่เศษเงิน
รัฐบาลก็บิดไปบิดมาตามถนัด ไหลลื่นไปได้เรื่อยๆ มีภาพทหารยิงเข้าไปในวัดปทุมวนารามชัดๆ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ยังตะแบงว่าไม่ใช่ทหาร เพราะทหารอยู่บนรถไฟฟ้าศาลาแดงโน่น
เอาไว้เห็นวีดิโอชุดนี้เมื่อไหร่จะเห็นความจริง
หรือจะปฏิเสธว่าไม่ใช่ทหารเป็นชายชุดดำไม่ปรากฏสัญชาติ ก็ตั้งคำถามว่า ทหารยึดหัวหาดเอาไว้หมดขนาดนั้นจะมีเสื้อดำที่ไหนเล็ดลอดเข้าไปได้นอกจากพวกเดียวกันเอง มีคนดูวิจารณ์ว่าที่รัฐเอาอาวุธสงครามมาโชว์เยอะแยะขนาดนั้น อย่าว่าแค่ทหารที่ไปสลายการ ชุมนุมเลย เอาไปถล่มทั้งกองทัพก็ทำได้ ทำไมเสื้อแดงถึงได้แตกกระเจิงและตายกันเกลื่อนขนาดนั้น
วันนี้ รัฐใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม บุคคลที่มีชื่อว่าเห็นด้วยกับเสื้อแดงมีความคิดเดียวกับเสื้อแดงก็ กวาดต้อนเข้าไปไว้ในค่ายทหารหมด ยิ่งกว่าปฏิวัติ อีกหน่อยคนใส่เสื้อแดงก็ไม่ได้ เพราะจะถูกกะเกณฑ์ว่าเป็นอันตรายกับความมั่นคงของประเทศ
วันนี้อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ยังไม่รู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร
จะถูกอุ้มถูกจับหรือหนีไปได้ไม่ปรากฏ ถ้าหายไปนานๆก็อาจจะเป็นการหายสาบสูญเหมือนกับผู้ที่ประสบภัยการเมืองรายอื่นๆ เมืองไทยซะอย่างอะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ถ้ายังอยู่ภายใต้เผด็จการทหาร
ไม่รู้ว่ารัฐบาลจะดำเนินการกวาดล้างศัตรูการเมืองอีกมากน้อยแค่ไหน ประเทศไทยจะเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน อีกนานแค่ไหน แต่ถ้าวันหนึ่งเมื่อท้องฟ้าเปิด บ้านเมืองหมดความอึมครึม ผู้ที่ก่อกรรมทำเข็ญผู้ที่ให้การสนับสนุนแขนงต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง นักวิชาการหรือสื่อมวลชน
ก็ต้องทำใจรับกรรมอย่าโวย
ประเทศติดหล่มจมปลัก มูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อยกว่า 150,000 ล้านบาท จีดีพีไตรมาสสุดท้ายติดลบ การบริโภคการลงทุนลดลง การท่องเที่ยวก็ติดลบ เศรษฐกิจตกต่ำในรอบ 20 ปี ด้านจิตใจยากที่จะเยียวยา อย่าเพิ่งด่วนสรุปโยนบาปให้เสื้อแดงฝ่ายเดียว รัฐบาลก็เอากระจกส่องดูตัวเองด้วย
กระเหี้ยนกระหือรือจุดชนวนสงครามทำไม.
Wednesday, May 26, 2010
“นพดล”รับหมายจับก่อการร้ายกระทบการเดินทาง “ทักษิณ”
“นพดล” ยอมรับศาลออกหมายจับ “ทักษิณ” ข้อหาก่อการร้าย กระทบการเดินทางของอดีตนายกฯ ปฏิเสธ “ทักษิณ”ยุประชาชนเผาศาลากลาง โวยดีเอสไอนำวีดีโอลิงค์ขยายความยัดข้อหาก่อการร้าย...นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่ศาลออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาก่อการร้าย ยอมรับว่า มีผลกระทบต่อการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับอัยการว่า จะดำเนินการส่งเรื่องไปยังแต่ละประเทศอย่างไร และแต่ละประเทศจะเห็นด้วยต่อหมายจับดังกล่าวหรือไม่
แม้ข้อหาก่อการร้ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นข้อหาที่รุนแรง แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เบาหวิวที่สุด เพราะการนำหลักฐานคลิปที่พ.ต.ท.ทักษิณวีดีโอลิงค์ระบุว่า หากเกิดการสลายการชุมนุมที่ กทม. ขอให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางนั้น มาเป็นหลักฐานในการออกหมายจับข้อหาก่อการร้ายนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ แค่บอกให้ประชาชนไปชุมนุมที่ศาลากลาง เพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชน ไม่มีนัยยะว่า ให้ไปเผาศาลากลาง
แต่ดีเอสไอกลับมีการนำข้อความดังกล่าวไปตีความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยุให้มีการเผาศาลากลาง แม้แกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆจะมีการพูดยุให้เผาศาลากลาง แต่ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงว่า มีความเกี่ยวข้องกับพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นคำพูดของคนละบุคคล ขอวิงวอนว่า อย่าใช้ข้อหาก่อการร้ายมาตรึง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้กระดิกตัวได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็อยากให้บ้านเมืองเกิดความปรองดอง แต่การมากล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นวิธีการสร้างความปรองดองแล้วหรือ
