WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, May 27, 2010

ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้

ที่มา มติชน

ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

โดย ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ความเหลื่อมล้ำได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แม้หลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้นมีเหตุผลมาจากความไม่ลงตัวทางการเมือง หรือเหตุอื่นกันแน่ แต่เราต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำนั้นมีจริงในสังคมไทย และมีมานานแล้ว

ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การสำรวจโดยหน่วยงานของรัฐในปี 2552 พบว่า ร้อยละ 40 ของคนกรุงเทพและร้อยละ 36 ของคนอีสาน มีความเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ ในภาพรวม ร้อยละ 32 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ และร้อยละ 47 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างสูงมากแต่ยังพอรับได้ เรียกได้ว่า เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้

ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนไทยร้อยละ 42 บอกว่า คนจนนั้นจนเพราะเกิดมาจน ร้อยละ 57 บอกว่าคนรวยนั้นรวยเพราะเกิดมารวย นั่นคือ เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน

ถ้าคนไทยเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือกรรมเก่า ถ้าเช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐไปใยเล่า ต้องตอบว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมนั่นเอง

เราลองมาดูตัวอย่างของกลุ่มคนที่เล็กที่สุดในสังคมซึ่งคือ ครอบครัว ถ้าพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งมีลูก 10 คน สมมติว่าด้วยเหตุทางธรรมชาติทำให้ลูก 5 คนแรกที่เป็นหญิงมีความเก่งกาจน้อยกว่าลูก 5 คนหลังที่เป็นชายหมด ที่แย่กว่านั้นคือลูกคนแรกก็พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าพ่อแม่ไม่มีความเป็นธรรม รักลูกที่เป็นชายและเก่งกว่าเพราะว่าช่วยเชิดชูหน้าตาให้แก่ตน ความสุขสงบ ความกลมเกลียวในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น พ่อแม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในครอบครัวเพื่อลบล้างผลของธรรมชาติได้ด้วยการให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลลูกอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ความใส่ใจกับลูกที่พิการมากกว่าคนอื่นๆ เป็นต้น ที่สำคัญพ่อแม่ต้องไม่ทำในสิ่งที่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น

รัฐก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ดูแลครอบครัวขนาดยักษ์ใหญ่ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อป้องกันปัญหาสังคม การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทำได้ด้วยการเก็บภาษีจากคนที่ "มี"คนมีมากก็ควรเสียภาษีมาก คนมีน้อยก็ควรเสียภาษีน้อย

และรัฐควรจัดสวัสดิการสังคมเพื่อให้คนทุกคนไม่ว่าจะ "มี หรือ ไม่มี" ได้รับความมั่นใจในการอยู่ในสังคมโดยปราศจากความกลัวว่าจะอดตาย จะไม่ได้เรียนหนังสือ จะตกงาน จะเจ็บตายโดยไม่มีโอกาสรับการรักษาพยาบาล จะแก่อย่างอดๆ อยากๆ จะตายอย่างโดดเดี่ยว หรือจะถูกคนดูถูกรังเกียจเหยียดหยาม

รัฐไทยไม่ว่าจะยุคไหนได้ทำหน้าที่ในการเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมหรือจัดสวัสดิการสังคมให้คนไทยอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง

ลองดูที่การจัดเก็บภาษี ทุกวันนี้คนไทยทุกคนที่ใช้จ่ายเงินซื้อสินค้า 100 บาท เงินจำนวน 22 บาทนั้นเข้ากระเป๋ารัฐเป็นภาษีทางอ้อม เราอาจจะคิดว่าภาษีมูลค่าเพิ่มแค่ 7 บาทเท่านั้นส่วนที่เกินมาเป็นอะไร เรามีภาษีทางอ้อมหลายประเภทรวมๆ กันในราคาสินค้าซึ่งมันสูงกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยซ้ำ ภาษีทางอ้อมนี้คนรวยหรือคนจนต้องจ่ายเหมือนๆ กัน ซื้อมากจ่ายมาก ซื้อน้อยจ่ายน้อย การจ่ายภาษีไม่ได้ขึ้นกับว่ามีมากจ่ายมาก หรือมีน้อยจ่ายน้อย

มาดูที่ภาษีทางตรง ซึ่งก็คือภาษีรายได้ที่เก็บจากประชาชนและจากผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ข้อมูลภาษีรายได้จากการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรในปี 2551 พบว่า จากคนไทยที่มีงานทำทั้งหมด 37 ล้านคน มีเพียง 9 ล้านคนที่ยื่นแบบเสียภาษีรายได้ โดยที่ 1.9 ล้านคนเป็นแบบ ภ.ง.ด. 90 (คนที่มีรายได้หลายแหล่ง) และ 7.1 ล้านคนเป็นแบบ ภ.ง.ด. 91 (คนที่มีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง หรือบำนาญเท่านั้น) คนที่หายไป 28 ล้านคน มีจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายร่ำรวยแต่รัฐไม่มีความสามารถไม่พยายามเอื้อมมือไปเก็บภาษีได้

ความเป็นธรรมของภาษีรายได้มีหรือไม่ ถ้าภาษีเป็นธรรมแล้วตำแหน่งของคนมีรายได้น้อยที่ยืนอยู่ในสังคมไม่ควรแย่ลงไปกว่าเดิมหลังจากถูกหักภาษี เช่น ถ้าคนจนที่สุดครึ่งหนึ่งของประเทศมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หลังจากหักภาษีทั้งคนรวยคนจนเสร็จแล้วส่วนแบ่งรายได้ของคนเหล่านั้นต้องไม่แย่ไปกว่าเดิมคือต้องมีส่วนแบ่งที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมด

ในปี 2551 ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 มีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 (ดูรูปประกอบ) เปรียบได้กับลูกที่จนที่สุด 5 คนแรกมีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 ลูกคนที่รวยที่สุด (หรือคนรวยที่สุดร้อยละ 10) มีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 51 และหลังจากรัฐได้หักภาษีเรียบร้อยแล้วกลับทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของลูกคนที่จนที่สุด 5 คนแรกลดลงเหลือร้อยละ 6 แต่ส่วนแบ่งของลูกคนที่ 6-9 กลับเพิ่มขึ้น ภาษีทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นทั้งกรณี ภ.ง.ด. 90 และ 91 โดยเฉพาะกรณี ภ.ง.ด. 91 กลุ่มคนที่รวยที่สุดกลับได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงสร้างภาษีแบบบิดเบือน ทำไม่ถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่อัตราภาษีของไทยเป็นแบบก้าวหน้าคือยิ่งรายได้สูงก็เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะรัฐอัดนโยบายอื่นๆ มากเกินไปใส่ลงไปในโครงสร้างภาษีรายได้จนมันหมดความสามารถในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม ดังตัวอย่างเหล่านี้

ตัวอย่างที่หนึ่ง รัฐต้องการกระตุ้นตลาดทุนโดยให้คนที่มีรายได้สูงสามารถหักค่าลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ได้มากถึง 700,000 บาท ในปี 2551 มีรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนทั้งหมดถึง 16,000 ล้านบาท คนที่มีรายได้สูงมักจะลงทุนใน LTF ประมาณ 12,000 ล้านบาทเป็นยอดรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนของกลุ่มคนรวยที่สุด (10% รวยสุด) ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ 91

ตัวอย่างที่สอง รัฐต้องการให้คนบริจาคเงินเพื่อการกุศล ถ้าบริจาคเงินก็สามารถนำหลักฐานมาขอลดหย่อนภาษีได้ ในปี 2551 มีการขอลดหย่อนภาษีจากการบริจาคทั้งหมด 6,000 ล้านบาท รัฐอาจจะไม่รู้เลยว่าหลักฐานการบริจาคเพื่อการลดหย่อนภาษีนั้นหาซื้อกันได้ในที่ต่างๆ มีวัดแห่งหนึ่งขายใบอนุโมทนาบัตรราคา 5,000 บาท อยากให้เขียนว่าบริจาคเงินเท่าไรก็บอกไป เช่นถ้าเขียนว่าบริจาคเงิน 100,000 บาท ผู้ที่มีรายได้สูงที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ก็จะสามารถประหยัดเงินภาษีไปได้ 25,000 บาท เงินเข้ากระเป๋าวัดและคนรวยแทนที่จะเป็นรัฐ

ตัวอย่างที่สาม รัฐยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ต่ำกว่า 150,000 บาท การยกเว้นอย่างถ้วนหน้าแทนที่จะเป็นเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ทั้งหมด 70,000 ล้านบาทในปี 2551

นอกจากนี้ คนรวยจำนวนมากมีรายได้หลัจากดอกเบี้ยและเงินปันผลซึ่งส่วนใหญ่ก็เสียภาษีในอัตราเดียวร้อยละ 15 และยังมีการลดหย่อนอีกหลายประเภทที่มีผลให้ภาษีรายได้ของไทยไม่เป็นธรรม

รัฐให้ความเป็นธรรมในการให้สวัสดิการสังคมหรือไม่

ดูตัวอย่างสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2549 แสดงให้เห็นว่า คนมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศต้องใช้สิทธิจากสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนรายได้สูงที่สุดของประเทศมีครึ่งหนึ่งที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเป็นสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม คงไม่ต้องบอกว่าคนไทยอยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลแบบไหนมากกว่ากัน

กลุ่มคนรายได้สูงที่มีสิทธิในสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าส่วนใหญ่ไม่ใช้สวัสดิการที่ตนมีแต่กลับยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเองหรือไม่ก็ให้บริษัทประกันเอกชนจ่าย (โดยตนจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเบี้ยประกันก่อน) มีเพียงร้อยละ 40 ของผู้ป่วยกลุ่มรวยที่สุดที่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พฤติกรรมการใช้สวัสดิการของรัฐแบบนี้น่าจะบ่งชี้ได้ว่าสวัสดิการที่รัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าป่วยด้วยโรคเดียวกันแต่ข้าราชการได้รับการรักษาแบบหนึ่ง คนรายได้น้อยได้รับการรักษาอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าความเหลื่อมล้ำหรือไม่

เรามักจะได้ยินข้ออ้างว่าข้าราชการรับเงินเดือนน้อยควรได้รับสวัสดิการอย่างดีเป็นการทดแทน แต่ข้ออ้างที่มีเหตุผลมากกว่าน่าจะเป็นว่าเกิดเป็นคนไทยเหมือนๆ กัน ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ควรได้รับการดูแลจากรัฐด้วยมาตรฐานเดียวกัน เหตุผลของความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกันน่าจะเหมาะกว่าเรื่องเงินเดือน

ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ข้ออ้างเพื่อการเรียกร้องทางการเมืองเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าการเรียกร้องจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ควรที่จะได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องต่อไป

คฤหาสน์หรูใกล้กับรีสอร์ตริมทะเล สเวติ สเตฟาน ข่าวระบุเป็นที่พำนักในมอนเตเนโกรของ"ทักษิณ"

ที่มา มติชน




นพดล"รับหมายจับ"ทักษิณ" กระทบการเดินทาง สื่อนอกชี้ยุโรปไม่ต้อนรับ เชื่อมอนเตเนโกรไม่ส่งตัวให้ไทย

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ถึงกรณีศาลออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาก่อการร้ายว่ามีผลกระทบต่อการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับอัยการว่าจะส่งเรื่องไปยังแต่ละประเทศอย่างไร และแต่ละประเทศจะเห็นด้วยต่อหมายจับดังกล่าวหรือไม่ แม้ข้อหาก่อการร้ายเป็นข้อหาที่รุนแรง แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เบาหวิวที่สุด เพราะการนำหลักฐานคลิปที่ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์ระบุว่าหากเกิดการสลายการชุมนุมที่ กทม. ขอให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางนั้น มาเป็นหลักฐานออกหมายจับนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณแค่บอกให้ประชาชนไปชุมนุมที่ศาลากลาง เพื่อเรียกร้องสิทธิ ไม่มีนัยยะว่า ให้ไปเผาศาลากลาง


"แต่ดีเอสไอกลับนำข้อความดังกล่าวไปตีความว่ายุให้เผาศาลากลาง แม้แกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ จะพูดยุให้เผาศาลากลาง แต่ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นคำพูดของคนละบุคคล ขอวิงวอนว่า อย่าใช้ข้อหาก่อการร้ายมาตรึง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้กระดิกตัวได้ การมากล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นวิธีการสร้างความปรองดองแล้วหรือ" นายนพดลกล่าว


วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 16.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานประชุม ศอฉ. ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมมีการรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทวิตตอบโต้หลังถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และแนวทางการเคลื่อนไหวที่จะใช้วิธีการส่งข้อมูลผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อทำให้เห็นว่า ข้อมูลที่นำไปตั้งข้อกล่าวหาก่อการร้าย เป็นการตัดต่อและเป็นเท็จ เพื่อนำไปสู้ทางคดีต่อไป


"ศอฉ.ได้ยืนยันในที่ประชุมว่า คลิปเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้มีการปรับแต่งหรือตัดต่อให้ผิดความหมาย แต่มีการตัดต่อแต่ละคลิปให้เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ขณะที่ดีเอสไอและกระทรวงการต่างประเทศยังพูดถึงการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาก่อการร้ายมาดำเนินคดีได้ 3 กรณี คือ 1.การประสานงานกับสถานทูตและสถานกงสุลใน 92 แห่ง 2.การส่งผู้ร้ายข้ามแดนผ่านขั้นตอนทางการทูต 3.การนำตัวกลับด้วยวิธีอนุสัญญาต่างๆ ของประเทศไทยที่มีต่อประเทศภาคีสมาชิก" รายงานข่าวระบุ


ด้านนายอลัน ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่า รายงานเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม จากเมืองบุดวา ประเทศมอนเตเนโกร ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าพักในบ้านพักที่มอนเตเนโกรในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ศาลอนุมัติหมายจับในข้อหาก่อการร้ายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นเดินทางออกจากมอนเตเนโกรในอีกไม่นาน


ทั้งนี้ นายฟิชเชอร์ระบุว่าประเทศยุโรปทุกประเทศแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่ทางการดูไบเคยแสดงท่าทีไว้ว่าแม้จะเต็มใจให้เข้าประเทศแต่จะต้องไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ขณะที่อยู่ที่นั่น จึงมีโอกาสสูงมากที่อีกไม่นาน พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมายังมอนเตเนโกรอีกครั้ง


"มอนเตเนโกร ไม่เคยส่งตัวพลเมืองของตนเองให้กับประเทศอื่นในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และในฐานะเป็นพลเมืองคนหนึ่งของมอนเตเนโกร พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน" นายฟิชเชอร์ระบุ


ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่านายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระบุว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศหนึ่งประเทศใด ตราบเท่าที่ไทยยังคงมีสภาวะทางการเมืองแยกขั้วกันสูงอย่างเช่นในเวลานี้ อาจจะเรียกได้ว่ามีโอกาสเป็นศูนย์ก็ว่าได้


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวชาวมอนเตเนโกรรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าทางการมอนเตเนโกรได้ร้องขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในที่สาธารณะในระหว่างการพำนักอยู่ในมอนเตเนโกร โดยคำร้องขอดังกล่าวมีขึ้น 1 วันหลังจากที่ศาลไทยอนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณข้อหาก่อการร้ายและยังเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมาถึงมอนเตโกรวันที่ 26 พฤษภาคมหลังจากไปแวะไซปรัสเป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยจะอยู่ที่มอนเตเนโกร 2 วัน ก่อนหน้าที่จะไปต่อยังฝรั่งเศส


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสเปิดเผยว่าได้โน้มน้าวให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยกเลิกแผนการที่จะกล่าวปาฐกถาในเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยที่ศูนย์การเมืองและการต่างประเทศในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 31 พฤษภาคม และได้รับคำมั่นจาก พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะไม่กล่าวปาฐกถาตามกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แต่ผู้จัดยืนยันว่างานสัมมนาทางวิชาการดังกล่าวจะดำเนินต่อไปและถือว่าเป็นเรื่องของเอกชนที่รัฐบาลไม่มีสิทธิเข้ามายุ่งเกี่ยว


ไม่สูญเปล่า

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




การสลายม็อบแดงที่ราชประสงค์ผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลและศอฉ.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้โดยตรง ยังยืนยันว่าต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขตามเดิม

ก่อนประกาศเคอร์ฟิวนานร่วมสิบวัน!

การทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้

แต่คุ้มกันหรือที่ใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุมจนเกิดการสูญเสีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูญเสียชีวิต!

นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดได้แค่เพียงว่าเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น

และยังบอกว่ามีประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย

ตรงนี้อันตรายมาก!?

เพราะนายกฯกำลังบอกว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการปราบปรามรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายมหาศาล (มีการสรุปยอดความสูญเสียตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-20 พ.ค.มีผู้เสียชีวิตมากถึง 85 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน)

บทเรียนมีอยู่แล้วในอดีต ทั้งจอมพลถนอม กิตติขจร และพล.อ.สุจินดา คราประยูร

น่าเสียดายที่นายกฯอภิสิทธิ์เลือกเดินตามรอยเลือดของผู้นำเหล่านี้

เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ควบคุมศอฉ.โดยตรง ก็เลือกใช้วิธีปิดหูปิดตาประชาชน

เหตุการณ์สลดและสะเทือนใจที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ศพหน้าวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวงที่สำคัญ และเป็นเขตอภัยทาน

ถูกกลบเกลื่อนไปกับภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามจำนวนมาก

เมื่อมีภาพกลุ่มทหาร 4-5 นาย อยู่บนรางรถไฟไฟ้าบีทีเอสเล็งปืนไปที่วัดปทุมฯในช่วงที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

แต่นายสุเทพบอกปัดว่าเป็นพวกโจรผู้ร้าย เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ทหาร

พยานหลายคนทั้งอาสาสมัครกาชาดและพระภิกษุออกมายืนยันชัดเจนว่า ใครยิงใส่ประชาชน ยิงอาสากาชาดจนเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ

นายสุเทพบอกว่าเป็นการโกหกพกลม เป็นเกมของพรรคเพื่อไทย

สื่อต่างประเทศที่มีการโหมข่าวการสังหารนปช.ในวัด

นักข่าวต่างประเทศหลายคนทั้งออสเตรเลียและแคนาดาประสบเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ยืนยันว่าใครยิงใส่ฝูงชน

ศอฉ. โดยพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กลับบอกว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย

แต่จะตอบโต้หรือแก้ตัวอย่างไงก็ตาม ความจริงยอมหนีความจริงไม่พ้น

หลังจากนี้ไปต้องมีกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใสและเป็นกลาง เข้ามาสอบสวนการสูญเสียชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ

ทั้ง 85 ศพต้องไม่เสียชีวิตไปเปล่า

ผู้สั่งการจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายต้องรับผิดชอบ

"จตุพร"น้ำตาซึม แม่ยกแน่นดีเอสไอ

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ปัญญา อินทรอุดม รายงาน




หลังฝ่าวงล้อมเสื้อแดงที่สี่แยกราชประ สงค์ ออกมาได้อย่างหวุด หวิด เมื่อบ่ายวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนจะเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ เผาทำลายห้างดังหลายแห่งในราชประสงค์ และโรงหนังชื่อดัง

แกนนำนปช. อาทิ บิ๊กตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ เสี่ยเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หมอเหวง โตจิราการและ อดีตส.ส.พายัพ ปั้นเกตุ ก็เข้ามอบตัวกับตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขาดเพียง กี้ร์อมฮอลล์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ แรมโบ้อีสาน-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่หายเข้ากลีบเมฆไปตั้งแต่รุ่งสางวันเกิดเหตุ

หลังเข้ามอบตัว บิ๊กตู่ใช้เอกสิทธิ์ส.ส. ออกมาตั้งหลักอยู่ข้างนอก ขณะที่แกนนำร่วมก๊วนตบเท้าไปอยู่ค่ายนเรศวร เพชรบุรี

ล่าสุด ถูกดีเอสไอ แจ้งข้อหาก่อการร้าย

บิ๊กตู่ เลยควงคู่ วิเชียร ขาวขำ ส.ส. อุดรธานี บุกถ้ำดีเอสไอ แก้ข้อกล่าวหา

พอเคลียร์จบ ลงมาปะหน้าบรรดาเหล่าแม่ยกที่มาให้กำลังใจแน่นหน้ากรม

บางรายปล่อยโฮ ขณะที่ส่วนใหญ่ชูป้าย โบกผ้าแดงมีรูปหัวใจ แถมตะโกนเชียร์ให้สู้ๆ ลั่นตึก

ก่อนจะชุลมุนยื้อยุดกันเข้ามอบดอกกุหลาบแบบประชิดตัว

งานนี้ บิ๊กตู่ ถึงกับน้ำตาซึม

ก่อนโบกไม้โบกมือขึ้นรถบึ่งออกไปทันที

กลัวซ้ำรอย "เสธ.แดง" ล่ะสิ

ท่าทีพรรคร่วม

ที่มา เดลินิวส์


พรรคการเมืองที่กำลังมี บทบาทอย่างสูง ในประเทศไทยขณะนี้เห็นจะมีอยู่แค่ 7 พรรคเท่านั้น

พรรคที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลคือพรรคประชาธิปัตย์

ส่วน พรรคร่วมรัฐบาล มีอยู่ด้วยกัน 5 พรรค

ได้แก่ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคกิจสังคม

พรรคที่เป็นฝ่ายค้าน โดดเด่นที่สุด มีพรรคเดียวคือ พรรคเพื่อไทย พรรคซึ่งผู้คนเชื่ออย่างสนิทใจว่ามี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้บัญชาการอยู่เบื้องหลัง

ในช่วงที่บ้านเมืองกำลังอยู่ภายใต้สภาวะวิกฤติ มีการชุมนุมของกลุ่ม นปช. มีการเผาตึก จนวอดวายไปเป็นจำนวนมาก ภาพที่ปรากฏออกมาคือผู้ที่ต้องเหน็ดเหนื่อยและถูกปล่อยเกาะให้ทำงานอยู่ แต่เพียงฝ่ายเดียว คือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง

พรรคร่วมรัฐบาลทั้งห้าพรรค แม้ ปากจะบอกว่า พร้อมที่จะยืนเคียงข้างนาย อภิสิทธิ์ตลอดไป แต่การแสดงออกของพรรคเหล่านี้ มิได้กระทำ ดังที่ปากได้บอกเอาไว้แต่อย่างใด

ภาพที่ประชาชนเห็นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้คือ พรรคร่วมรัฐบาล ลอยตัวเหนือปัญหา เสมอเหมือนว่ายน้ำในทะเล ที่ชื่อ เดดซี ไม่มีผิด

การลอยตัวของพรรคร่วมรัฐบาลเป็นความเฉลียวฉลาด ที่หาใครมาเทียบเคียงได้ยากยิ่ง เข้าทำนองถ้าชนะ ขอร่วมด้วย ถ้าแพ้ ตัวใครตัวมัน

มาถึงเวลานี้ ถ้าถามว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะถอนสมอไม่ลงเรือลำเดียวกันกับพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ คำตอบคือ คงไม่ เพราะพรรคร่วมรัฐบาลมองเห็นอนาคตที่แจ่มใส (แม้ประเทศชาติจะมืดมนหรือไม่ก็ตาม) ได้ทะลุปรุโปร่งอย่างยิ่ง

เห็นชัด ๆ คือ การจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 ที่หมายถึงเงินจำนวนมหาศาล ในการดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ซึ่งเหล่าพรรคร่วมรัฐบาลล้วนมีส่วนร่วมด้วยช่วยกันแทบทั้งสิ้น

โครงการไทยเข้มแข็ง เพื่อฟื้นเศรษฐ กิจของชาติก็ยังคั่งค้างอยู่ ซึ่งหมายถึงเงินอีกจำนวนมาก

ฤดูกาลการย้ายข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ก็ใกล้เข้ามาถึงทุกที ข้าราชการนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อ การเลือกตั้ง ที่กำลังจะมาถึง ไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็ตาม

ดังนั้น ไม่ต้องใช้หมอดู ก็พอจะคาดเดาได้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลจะต้องกอดพรรค ประชาธิปัตย์เอา ไว้แน่นมาก ๆ นับจากนี้ไป

เพราะถ้า นายอภิสิทธิ์ ไปไม่รอดพรรคร่วมรัฐบาลก็เชื่อว่า พรรคประชาธิปัตย์ คงหาตัวบุคคลมาเป็นนายกรัฐมนตรีแทนได้ค่อนข้างแน่

เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงไม่สงสัยว่า พรรคร่วมรัฐบาลควรจะต้องทำตัวอย่างไรในสภาว การณ์ ที่ตึงเครียดเท่าที่ผ่านมา

พรรคเหล่านั้นยึดคติ อยู่เงียบ ๆ เป็นดีที่สุด ไม่เปลืองตัวไม่เสียหายอะไร ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ โล้ไปเพียงสองคน จะดีจะเสียอย่างไร นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพก็รับไปเต็ม ๆ แล้วกัน

พรรคร่วมรัฐบาลคอยมองดูอยู่ไกล ๆ ได้โอกาสทองเมื่อใด เป็นกระโดดเข้าไปตะครุบรับ แต่ถ้าดูแล้วว่าพลาดพลั้งอย่างไร ก็วิ่งแจ้นหนีถอยออกไป แล้วค่อยไปตั้งตัวใหม่ในเวลาอันควร

จึงไม่แปลกที่ในยามบ้านเมืองวิกฤติหนัก เราไม่เห็นการเคลื่อนไหว ของพรรคร่วมรัฐบาลแต่อย่างใด ในสภาก็ไม่เคลื่อนไหว นอกสภาก็ไม่เคลื่อนไหว วัน ๆ เอาแต่นั่งตีขิมดูสถานการณ์ด้วยความสุขุม รอบ คอบ และชาญฉลาดเป็นอย่างยิ่ง

ดังนั้น หลักของการเล่นการเมืองของประเทศไทย เราจึงพอจะสรุปได้ว่า หนึ่ง อย่าริอ่านเป็นพรรค แกนนำจัดตั้งรัฐบาล เป็นอันขาด สอง มี ส.ส. ไม่ต้องมาก คอยจ้องเสียบและเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เป็นดีที่สุด และ สาม อย่าทำตัวเด่นและดัง ปิดปากและคอยจ้องหาโอกาสรุก โอกาสถอยให้ดี รับรองว่าเอาตัวไปรอดได้

และนี่คือ คุณค่า ของการเป็น พรรคร่วมรัฐบาล และเป็นพรรคขนาดกลางขนาดเล็ก นั่นคือมีแต่ได้ ไม่มีเสีย

สำหรับพรรคใหญ่นั้น เกิดอะไรขึ้นต้องรับหน้าไปเต็ม ๆ พอเกิดปัญหามัก จะถูกปล่อยให้เป็นพระเอกเรื่อง โฮมอโลน ซึ่งน่าสงสารเป็นที่สุด

ดังนั้น วลี มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ไม่มีทางจะใช้ได้สำหรับ การเมืองในบ้านเรา.

อนุภพ

เอาทักษิณกลับมา ได้หรือเสีย?

ที่มา เดลินิวส์


จริงจังแค่ไหนผมไม่แน่ใจกรณีรัฐบาลพยายามจะนำอดีตนายกฯพ.ต.ท.ทักษิณกลับมารับโทษคดีซื้อขายที่ดินถนนรัชดาฯ และดำเนินการอีกหลายคดีตามคำฟ้องของอัยการสูงสุดและคตส.ค้างอยู่ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง

แต่ดูจริงจังมากที่อธิบดีดีเอสไอขอคำสั่งศาลออกหมายจับคดีก่อการร้ายสืบเนื่องจากเหตุการณ์ชุมนุมและเผาใหญ่สดๆร้อนๆ และศาลอาญาก็อนุมัติออกหมายจับเป็นที่เรียบร้อย

ที่เป็นอยู่หลายประเทศไม่มีข้อตกลงหรือสนธิสัญญาว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดน นั่นเป็นประเด็นหนึ่ง แต่อุปสรรคสำคัญผมว่ารัฐบาลหลายชาติอ้ำๆอึ้งๆในการจับตัวอดีตนายกฯส่งกลับประเทศไทยเนื่องจากมีข้อกังขาจะมีการเมืองเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อข้อกล่าวหาพัฒนามาถึงขั้น “ก่อการร้าย” ก็น่าจะมีน้ำหนักมากพอให้ประเทศผู้ให้ที่พักพิงผู้ต้องหาตามหมายจับของกระบวนการยุติธรรมไทยต้องคิดหนัก

หลายปีก่อนเราเคยจับผู้ก่อการร้ายตัวดังชาวอินโดฯ “ฮัมบาลี” สังกัดเจไอและผูกพันอัลไคด้าแน่นแฟ้นที่อยุธยา จากนั้นก็มอบตัวต่อทางอเมริกาไปสอบสวน เป็นตัวอย่างหนึ่งว่าข้อหาอันนี้คอขาดบาดตายนานาชาติต้องร่วมมือกัน

กรณีผู้ต้องหาก่อการร้ายจากเหตุการณ์ “มหาพฤษภาทมิฬ” ย่อมอยู่ในความสนใจของรัฐบาลทั่วโลกที่อดีตนายกฯใช้พาสปอร์ตมอนเตเนโกรเข้าๆออกๆ

โดยงานตามตัวกลับมาขึ้นศาลเป็นของฝ่ายอัยการสูงสุดประสานกับกระทรวงต่างประเทศ

ปัญหาขณะนี้ไม่ใช่แค่จะตามตัวได้ที่ไหน?

ต้องคิดไตร่ตรองและเตรียมการอย่างรอบคอบถึงผลได้ผลเสียเมื่อคุมตัวขาใหญ่กลับมาซึ่งว่าด้วยกติกาก็ต้องส่งเข้าคุกคดีที่ดินรัชดาฯที่ศาลตัดสินไปแล้ว จากนั้นก็สอบสวนดำเนินการอีกหลายคดีเก่าบวกคดีใหม่ซึ่งใหญ่โตที่สุด - ก่อการร้าย

ข้อดีที่ผมนึกออก เป็นความศักดิ์สิทธิ์ของกระบวนการยุติธรรมไทยจะอยู่ที่ไหนก็ตามตัวมาได้ ผิดถูกว่าไปตามหลักฐาน

ข้อเสียกังวลอยู่คือการนำอดีตนายกฯทักษิณกลับอาจไม่ใช่จุดจบของตำนานหนึ่งแห่งการเมืองไทย กลับเป็นการจุดเริ่มของความวุ่นวายขัดแย้งรุนแรงขึ้นเนื่องจากมีผู้ชื่นชอบเสมือนวีรบุรุษในดวงใจอยู่มากในภาคเหนือ,อีสานหรือในกรุงเทพฯ

เสนอว่าอัยการสูงสุดและกระทรวงต่างประเทศไม่ต้องด่วนเอากลับมาหรอก

ตัวอดีตนายกฯน่ะขาลอยต้องพึ่งกระแสรากหญ้า จึงควรทำความเข้าใจกับประชาชนเหล่านั้นถึงกติกาของบ้านเมือง ชอบหรือศรัทธาได้แต่ต้องไม่ขัดขวางหรือหงุดหงิดกับกระบวนการยุติธรรม

ภาวะอึมครึมเช่นปัจจุบันผมว่ายังไม่ถึงเวลาเอาผู้ต้อง หาใหญ่กลับประเทศ รัฐบาลควรทำการบ้านยากๆให้เสร็จก่อน - ขอเตือน!.

แมงเม่า

เปิดใจ(ช้ำๆ)ของ4ผู้ว่าราชการจังหวัด 'แพะการเมือง'

ที่มา ไทยรัฐ

เชือดกันทันตาเห็นสำหรับตำแหน่งพ่อเมือง 4 จังหวัดในภาคอีสาน หลังจากที่ปล่อยมือดีเผาศาลาที่ทำงาน วอดเรียบเป็นหน้ากลอง แต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเกินความคาดหมาย...

เชือด! กันทันตาเห็นสำหรับตำแหน่ง "พ่อเมือง" ใน 4 จังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น, อุดรธานี, มุกดาหาร และอุบลราชธานี หลังจากที่ปล่อยมือดีเผาศาลาที่ทำงาน วอดเรียบเป็นหน้ากลอง แต่ไม่ถือว่าเป็นสิ่งเกินความคาดหมาย เพราะก่อนหน้าก็มีการประชุมวิเคราะห์สถานการณ์อย่างนาทีต่อนาที มีการสั่งการจากผู้บังคับบัญชาอย่างต่อเนื่อง ถึงขั้นคาดโทษ "หากเกิดอะไรขึ้น ต้องรับผิดชอบ" และ 4 จังหวัดนี้ถือว่าเป็นจังหวัดโซนพื้นที่แดง มีความเสี่ยงสูง เมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ผลจึงมาลงเอยเช่นนี้


"ควบคุมไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ ไม่คิดว่าเป็นเหยื่อทางการเมือง" ผู้ว่าฯขอนแก่น
นายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เปิดใจกับ "ไทยรัฐออนไลน์" ว่า ไม่ได้ซีเรียสอะไร คิดว่าไม่ได้เป็นเหยื่อทางการเมืองแต่อย่างใด ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ไม่ได้มีปัญหาอะไร เป็นเรื่องที่ผู้บังคับบัญชาตัดสินใจ ต้องถือคำสั่งเป็นเรื่องหลัง ไม่ได้เครียดอะไร ไม่ได้คาดการณ์อะไร เพียงแต่รู้ว่าการทำงาน และกระบวนการเท่าที่มีการประชุมสั่งการจากกระทรวงเป็นอย่างดี หลังจากนี้ก็คงเดินทางไปรายงานตัว และเข้าทำงานที่กระทรวงตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค.เลย ให้รองผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นคนรักษาการ ทำหน้าที่ต่อไป แต่อย่างไรก็ขอให้ทุกคนทำหน้าที่ในฐานะประชาชน บ้านเมืองอย่าใช้ความโกรธแค้นให้คิดถึงความเป็นไทยเป็นที่ตั้ง

"ตลอดระยะเวลาที่ทำหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ได้ทำหน้าที่ด้วยดีมาโดยตลอดและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่ายเป็นอย่างดี แต่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทุกฝ่ายต่างก็เครียด เพราะมีการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงมาโดยตลอดและทุกฝ่ายก็ช่วยกันทำหน้าที่ ของตัวเองอย่างดีเช่นกัน แต่เมื่อวันที่ 19 พ.ค. มันเกินการควบคุมของ การเจรจาก็ไม่มีใครรับฟัง สถานการณ์รุนแรง แต่เจ้าหน้าที่ ไม่สามารถใช้อาวุธได้ เกรงจะทำสูญเสียชีวิตเกิดขึ้น ในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น ก็ต้องรับผิดชอบ"


"ทำเพื่อบ้านเกิดดีที่สุดแล้ว ไม่เคยนึกเสียใจ" ผู้ว่าฯ อุดรธานี

นายอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี เปิดเผยว่า ได้ทำดีที่สุดแล้ว ในช่วงเวลาที่มารับตำแหน่ง 1 ปี 8 เดือน ที่ตนทำงานไม่เคยได้หยุดเลย ไม่ว่าจะเป็นวันหยุดตนก็ออกมาทำงาน โดยตั้งใจที่จะทำงานจริงๆ ทำให้กับพี่น้องประชาชนในทุกเรื่อง ซึ่งพี่น้องประชาชนจะทราบดี

"ผมไม่ได้เสียใจ เพราะว่าผมได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และก็ได้ทำมาดีที่สุด ทำอย่างทุ่มเทที่สุด แต่เสียดายที่ไม่ได้อยู่ดูแลพี่น้องประชาชนต่อ โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ช่วงที่สำคัญ ช่วงที่จะต้องดึงพี่น้องกลับมา ผมเสียดายตรงนี้มากกว่า และไม่เคยนึกเสียใจ เพราะที่ผ่านมาผมอยู่ที่ไหน ก็ทำงานอย่างเต็มที่ จังหวัดอุดรธานีเป็นบ้านเกิดของผม เมื่อได้มาอยู่ที่อุดรธานี ผมก็อยากทำงาน ผมไม่ได้อยากเป็นผู้ว่าฯ แต่ผมอยากจะทำงาน และก็ได้ทำมาแล้ว 1 ปี กับ 8 เดือน ก็ถือว่าเป็นบุญของผม และทำเพื่อบ้านเกิดดีที่สุดแล้ว"

แต่เมื่อผู้บังคับบัญชาเห็นว่าบกพร่อง ในฐานะผู้ใต้บังคับบัญชาต้องปฏิบัติตาม ไม่มีสิทธิ์ที่จะไปตำหนิใคร ไม่ได้ทำให้หมดกำลังใจในการทำงาน คิดว่าได้ทำดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนจะเป็นธรรมหรือไม่ ก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคน ไม่ได้เสียใจอะไร แต่การต่อสู้ทางการเมืองต้องไม่ลืมความสงบสุขของบ้านเมือง เป็นสิ่งที่พี่น้องประชาชนชาวไทยต้องการ


"เรื่องเล็ก คิดไว้แล้ว ความขัดแย้งยังไม่จบ อยู่ไหนก็ทำงานได้" ผู้ว่าฯมุกดาหาร

นายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า สำหรับตนแล้วเรื่องเล็ก ไม่มีอะไรเลย ก็คิดไว้อยู่แล้ว ยอมรับได้ อยากขอร้องให้ทั้ง 2 ฝ่ายหยุดทำร้ายกันได้แล้ว จังหวัดมุกดาหารบอบช้ำมากแล้ว อยากเห็นความสงบสุขกลับคืนมา เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งของคนแค่ 2 คน พร้อมที่จะดำเนินการตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จะทำงานที่ใดก็ได้ แต่สิ่งที่อยากฝากถึงประชาชนว่า นับจากนี้ไปอยากใหช่วยกันช่วยเหลือสอดส่องดูแล และให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่หากพบความเคลื่อนไหวที่จะเกิดเป็นภัยต่อความมั่นคง

"ที่ผ่านมาได้ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ก็ยอมรับว่าเป็นเรื่องยากในสถานการณ์ดังกล่าว เพราะมีกลุ่มคนไปคอยแต่จะปล่อยข่าวต่างๆ คิดว่าหลังจากนี้สถานการณ์อาจจะเริ่มเบาบางลง แต่ความขัดแย้งทางการเมืองยังคงไม่จบลงอย่างง่ายดาย คงต้องทำงานหนักต่อไป อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เช่นกัน


"ทำดีที่สุดแล้ว" ผู้ว่าฯอุบล

นายชวน ศิรินันท์พร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี กล่าวว่า ไม่รู้สึกหนักใจ เพราะการทำหน้าที่ข้าราชการนั้นทำงานที่ไหนก็สามารถทำได้ และไม่คิดว่าจะมีการเมืองเข้ามาแทรกแซง ที่ผ่านมาก็ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ก็ขอฝากให้ท่านที่มาทำหน้าที่เพราะความขัดแย้งนี้เป็นความขัดแย้งฝังรากลึกยากที่จะขจัด.

หึ่งทำเนียบฯปักเสาธงสีทองแก้เคล็ด

ที่มา ไทยรัฐ

สำนักนายกฯนำเสาธงสีทอง ประดับยอดแหลมทรงกรวยสีเขียวมาติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล 2 ประตู ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงการแก้เคล็ดแดงเทเลือดหน้าประตูทำเนียบฯ.....

ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาล ว่า เมื่อวันที่ 23 พ.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองอาคารสถานที่ของสำนักนายกรัฐมนตรีได้นำเสาธงขนาดใหญ่ ทาด้วยสีทอง ประดับยอดแหลมทรงกรวยสีเขียวมาติดตั้งไว้ที่ประตูทางเข้า-ออกทำเนียบรัฐบาล 2 ประตู คือประตู 1 ฝั่งตรงข้ามพาณิชย์พระนคร และประตู 8 ฝั่งตรงข้ามวัดโสมนัสราชวรวิหาร ติดคลองผดุงกรุงเกษม ซึ่งเสาธงดังกล่าวจะแตกต่างขนาดใหญ่กว่าเสาธงอื่นๆที่ติดไว้โดยรอบทำเนียบฯ ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในกลุ่มของสื่อมวลชนบางส่วนว่าจะเกี่ยวข้องกับ การแก้เคล็ดหรือไสยศาสตร์อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ ภายหลังจากที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ หรือ นปช. นำเลือดมาเทไว้ที่หน้าประตูทำเนียบรัฐบาล อย่างไรก็ตามจากการสอบถามเจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า เสาธงดังกล่าวไม่ใช่ การทำไสยศาสตร์ แต่เป็นการทำตำแหน่งเพื่อบอกพิกัดให้เจ้าหน้าที่รับทราบว่าสามารถใช้ประตู เข้า-ออกที่มาจากสะพานอรทัยได้เฉพาะ 2 ทางคือ ประตู 1 และประตู 8 เท่านั้น

เพื่อไทยลักไก่ ไล่บี้มาร์ค ถกงบฯหวิดวุ่น

ที่มา ไทยรัฐ

เปิดสภาฯถกงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ช่วงค่ำวุ่นอีก ส.ส.ฝ่ายค้าน ลุกขึ้นอภิปรายนายกฯ แจงสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ขณะที่'มาร์ค'ยันไม่ได้ล้มแผนปรองดอง ประกาศเดินหน้าต่อ......

เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วันแรก เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยการประชุมเมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมามีความวุ่นวายจากการประท้วงเกิดขึ้นอีก เมื่อ ส.ส.ฝ่ายค้าน อภิปรายนายกรัฐมนตรี เรื่องการสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง

ทั้งนี้ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ชี้แจงว่า ได้พยายามเจรจาและเสนอแผนปรองดองมาตลอด 2 เดือนของการชุมนุมของกลุ่ม นชป. พร้อมยืนยันว่าตนไม่ใช่คนล้มแผนปรองดอง หรือทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชน และว่ารัฐบาลไม่เคยระบุว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อการร้าย แต่มีกลุ่มกองกำลังติดอาวุธที่ต้องการใช้ความรุนแรงเป็นผู้กระทำให้เกิดขึ้น นายกรัฐมนตรีกล่าวด้วยว่า จะพยายามทำให้บ้านเมืองเดินไปข้างหน้าให้ได้ แต่ถ้าจะให้ปรองดองกับกลุ่มติดอาวุธคงปรองดองด้วยไม่ได้

จากนั้น ส.ส.ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลต่างผลัดเปลี่ยนกันลุกขึ้นอภิปรายก่อนที่ประธานในที่ประชุมจะสั่งปิดการประชุมเมื่อเวลา 22.30 น.ที่ผ่านมา โดยนัดประชุมต่อในเช้าวันนี้(27 พ.ค.).

บอบช้ำไปอีกนาน

ที่มา ไทยรัฐ


ในที่สุด ศาลอาญา ก็มีคำสั่งอนุมัติออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในความผิดฐาน "ก่อการร้าย" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 135/2 และ 135/3 ตามที่เจ้าพนักงานสอบสวนคดี กรมสอบสวนคดีพิเศษ ยื่นคำร้อง

หลังจากได้หมายจับแล้ว พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ บอกว่า เป็นหน้าที่ของ พนักงานอัยการ ที่จะต้องประสานกับ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อติดตามตัวผู้ต้องหากลับมาดำเนินคดีในประเทศต่อไป

แปลความง่ายๆก็คือ ถ้า พนักงานอัยการ และ กระทรวงการต่างประเทศ ติดตามจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาประเทศไม่ได้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ ก็ดำเนินคดีกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ ด้วยศักยภาพของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในวันนี้ ผมไม่แน่ใจว่าพนักงานอัยการและกระทรวงการต่างประเทศ จะมีความสามารถจับตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ในเร็ววัน หรืออาจจับตัวกลับมาไม่ได้เลย

เพียงแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะมีคดีก่อการร้ายเป็นชนักติดหลัง การเคลื่อนไหวต่างๆในต่างประเทศคงจะไม่สะดวกเหมือนเดิม

พรรคประชาธิปัตย์ เองก็มีชนักติดหลังเหมือนกัน นั่นคือ คดียุบพรรค ที่ยังคาอยู่ที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่รู้จะออกหัวหรือออกก้อย วันนี้ครบกำหนดที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เวลาในการยื่นคำแก้ต่างพอดี ถ้าพรรคประชาธิปัตย์ถูกยุบ มีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ก็ไม่มีใครรู้จะเกิดอะไรขึ้นต่อไป

เคราะห์กรรมของประเทศไทย เรียกว่ามาถึงจุดที่หนักหนาสาหัสสุดๆ

สิ่งที่น่าห่วงก็คือ ความขัดแย้งในประเทศ เป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะต้องเร่งแก้ไขให้เร็วที่สุดในช่วงเวลาที่ยังเหลืออยู่ นอกเหนือจากการเยียวยาเฉพาะหน้ากับผู้ที่ได้รับผลกระทบที่ได้ทำไปแล้ว

แต่ กระบวนการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องที่ ยาก และ สำคัญที่สุด ต้องทำให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุดในรัฐบาลนี้ และต้องเป็น กระบวนการที่ไม่ยึดติดกับอายุของรัฐบาล เพื่อให้กระบวนการนี้สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่องจนปัญหาความขัดแย้งสิ้นสุด และ ต้องมีความคล่องตัวและยืดหยุ่นสูง เพื่อให้สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์

ที่สำคัญที่สุด "คณะทำงาน" ที่จะมาทำหน้าที่ "ประสาน" กับทุกฝ่ายเพื่อร่วมมือกันแก้ไขปัญหา จะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้จริงๆ ต้องเป็นคนที่มีความยืดหยุ่นสูง เพื่อให้งานเดินได้ ที่สำคัญที่สุด "พูดแล้วทุกคนฟัง" ไม่ใช่นักวิชาการหน้าช้ำๆ ไม่ใช่คนอีโก้จัด พูดมาก ยึดเอาความคิดเห็นตนเองเป็นหลัก แทนที่จะแก้ไขปัญหากลับเป็นปัญหาเสียเอง เหมือนหลายๆ ปัญหาที่ยังคาราคาซังอยู่ในเมืองไทย

ผมคิดว่ารัฐบาลควร "จ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ" ที่มีความรู้ความเข้าใจใน กระบวนการรับฟังปัญหา และ กระบวนการแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างแท้จริง ไม่ใช่ทำผิดทำถูกเดาสุ่มกันไป แล้วก็ล้มเหลวอีก

ที่ผมเสนอจ้างผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ เพราะรู้ว่า กูรูไทย จะรับฟังมากกว่าคนไทยด้วยกันเอง เพราะการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งครั้งนี้ ต้องล้มเหลวไม่ได้

ปัญหาความขัดแย้งรุนแรงของการเมืองไทย วันนี้ได้กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของชาวโลกไปแล้ว เป็นข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั่วโลก แม้แต่ วุฒิสภาสหรัฐฯ ก็นำเรื่องนี้ไปพิจารณาและเพิ่งมีมติเป็นเอกฉันท์ สนับสนุนแผนปรองดอง 5 ข้อของรัฐบาล และเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องปฏิเสธความรุนแรง ให้ใช้แนวทาง "การเจรจา" เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความแตกแยก อย่างที่ผมเรียกร้องมาตลอด

สังคมไทยวันนี้แตกแยกเกินกว่าที่จะมาเดินสำรวจความคิดเห็นกันแล้ว ใครคิดยังไง ต้องการยังไง เท่ากับตอกย้ำความแตกแยกยิ่งขึ้น

สิ่งที่สังคมไทยต้องการเร่งด่วนในวันนี้ ก็คือ กระบวนการปรองดองที่เปิดกว้าง เพื่อนำไปสู่การแก้ไขความขัดแย้งในชาติได้อย่างแท้จริง มิฉะนั้น เราจะต้องบอบช้ำกันอย่างนี้ไปอีกนานทีเดียว.


"ลม เปลี่ยนทิศ"