WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 28, 2010

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตอน 2)

ที่มา บางกอกทูเดย์


รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ ส.ส.มีเวลา 60 วัน ภายหลังพรรคการเมืองมีคำสั่งถูกยุบ นั่นก็คือนับจากวันที่หนึ่งถึงวันที่หกสิบ ส.ส.จะต้องไปหาพรรคการเมืองสังกัดให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ให้พ้นสภาพจากความเป็น ส.ส.แสดงว่า ส.ส.ไม่มีพรรคการเมืองที่จะนำไปกล่าวในที่ประชุมใช่หรือไม่? “ถ้าใช่” ก็คงต้องหมายความว่า

รัฐธรรมนูญนี้มีข้อยกเว้น มีบทเฉพาะกาล...แต่เมื่ออ่านทั้ง 309 มาตราแล้ว จะไม่พบข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาลในเรื่องเหล่านี้เลย นั่นแสดงว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ ส.ส. สังกัดพรรคตลอดเวลา การทำหน้าที่ในสภาของ ส.ส. จึงทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยที่สังกัดพรรคการเมืองซึ่ง

ประชาชนได้เลือกเข้ามา ต่างจาก ส.ว. ที่ไม่ต้องสังกัดพรรค แต่เชื่อหรือไม่ครับ พี่น้องทั้งหลาย...การตะแบงของนักการเมืองได้เกิดขึ้นไปแล้ว มีการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเข้าข้างตัวเองหรือไม่ ลองพิจารณากันดู เพราะในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 15 ธันวา 51 นั้น...ส.ส. ของพรรคการเมืองทั้งสาม

พรรค ยังเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้อย่างหน้าตาเฉย โดยเฉพาะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบไปเมื่อ 2 ธันวา 51 พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยมีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่งในคราวเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธันวา 50 และสามารถจัดตั้งรัฐบาล

เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้ มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกศาลสั่งยุบพรรคไป นายกฯ สมชาย ต้องพ้นจากตำแหน่ง แน่นอน ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็มีการจับขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น จนมีผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ 2 คน คนหนึ่งมาจากพรรครัฐบาลเดิมมี

ยศ “พลตำรวจเอก” ที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ส.ส. ที่สนับสนุนจะต้องเข้าชื่อเสนอว่าที่นายกฯ คนใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของ ส.ส. ที่มีอยู่ทั้งสภา ก็มีการดำเนินการกันไปแล้ว โดยที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะการเสนอชื่อว่าที่

นายกฯ นั้น มีการบันทึกไว้ของสภาว่า...ผู้ที่เข้าชื่อเสนอนั้นมีจำนวนถูกต้อง แต่ไม่มีการระบุว่า ส.ส. เหล่านี้สังกัดพรรคใด ในบันทึกการประชุมของสภาเมื่อวันที่ 15 ธันวา 51 ไม่มีการระบุว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองทั้งสามที่ถูกยุบไป เป็น ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่นหรือยัง ซึ่งตามข้อเท็จจริง ส.ส. เหล่านี้ยังไม่ไปหา

พรรคการเมืองอื่นสังกัดตามสิทธิที่มีอยู่ แต่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาเรียบร้อยไปแล้ว โดยการร่วมกันเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีแข่งกัน ส.ส. ส่วนใหญ่ของพรรคพลังประชาชนเดิมได้เข้าไปโหวตเลือกนายกฯที่พวกตนเองเสนอ ทั้งที่ ส.ส.เหล่านี้ไม่แจ้งสังกัดพรรคการเมือง ดูเหมือนการกระทำของ ส.ส. เหล่านี้จะ

ขัดต่อรัฐธรรมนูญไปแล้ว...เพราะส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีนี้...หากว่าที่นายกฯ ของกลุ่มเดิมได้รับเลือกก็คงต้องตีความว่าได้อำนาจมาชอบหรือไม่? เรื่องนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ระบุชัดว่า เป็นเรื่องสำคัญ จึงกำหนดว่า...บุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อให้ได้มา

ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ อย่างที่กล่าวไปแล้ว...ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ ส.ส. ที่ถูกพรรคการเมืองขับออก หรือ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้ มีเพียงแค่ว่า ส.ส. นั้นยังคง

สถานภาพความเป็น ส.ส. อยู่ ที่มีเพียงสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อศาล หรือสิทธิที่จะไปพรรคการเมืองอื่นสังกัดภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ 30 วันตามมาตรา 106 (7) หรือ 60 วันตามมาตรา 106 (8) เท่านั้น การที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเดิม ได้เข้าชื่อเสนอว่าที่นายกฯ คนใหม่ จึงอาจส่อไปในทางที่ใช้อำนาจหน้าที่หรือ

สิทธิเสรีภาพไปในทางที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้ หากการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชาชนเดิมได้รับเสียงข้างมากจากบรรดา ส.ส. ที่ระบุว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใหม่สังกัดนั้น ก็คงจะต้องพิจารณาต่อไปว่านายกฯ คนใหม่นั้น ได้รับเลือกมาโดยชอบหรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาตามบันทึก

การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 จะพบว่า ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนเดิม ไม่มีการระบุว่า เป็น ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่นแต่อย่างใด คะแนนเสียงในการเสนอชื่อและในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย ส.ส. ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดจะใช้ได้หรือไม่?

น่าสนใจมากทีเดียว! เพราะเรื่องอย่างนี้ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน เรื่องนี้เคยมีคนสนใจกันมาก...แต่ยังคลายปมไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ติดตามกันมากนัก เพราะในเวลาต่อมา คนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นหาใช่พลตำรวจเอกไม่ แต่เป็น “เด็กหนุ่มรูปหล่อ” ที่หลายคนดีใจเมื่อชนะโหวตในสภาได้เป็นนายกฯ แทน ถูกใจ

แล้ว...ความถูกต้องก็เลยลืมเลือนไป แต่หากว่าคนรูปหล่อไม่ได้เป็น...การพิจารณาตามความถูกต้องน่าจะมีต่อไป เฉกเช่นเรื่องเขาพระวิหาร การทำกับข้าว การจ้างพรรคเล็ก การหันคูหาเลือกตั้ง เมื่อไม่ถูกใจ...แม้จะได้รับเลือกมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอย่างไรก็ตาม ก็จะต้องหาเหตุกล่าวหากันให้ได้ว่า ทำ

อะไรก็ผิด ทั้งเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การใช้นอมินี การซุกหุ้นซุกเงิน การร่ำรวยผิดปกติ หรือการเป็นผู้ก่อการร้ายเรื่องที่หามาใส่กันนั้น เดิมคนส่วนใหญ่จะเห็นพ้องคล้อยตาม...แต่ทำไปมากเข้าชาวบ้านเลยงงๆว่า คนบางคนจะทำความผิดได้มากมายขนาดนั้นเลยหรือ แล้วคนที่อยู่ร่วมด้วยกันมากว่าหกปี ไม่มี

ใครผิดเลยหรือ บางคนถูกกระบวนการนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญของประชาชน กล่าวหาว่าทำผิดอย่างมหันต์ ชั่วช้าสามาน ซึ่งมีมากมายหลายเรื่องที่โดนกล่าวหา แต่กระบวนการที่นำมาใช้นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนี้ คนส่วนหนึ่งจึงเริ่มรู้สึกว่าความเป็นธรรมนั้นมีจริงหรือไม่ หรือมีแต่เรื่อง

ความถูกใจ หาความถูกต้องได้ยาก ซึ่งที่พบเห็นก็เป็นเพียงการเลือกใช้อำนาจอย่างไม่เท่าเทียมกัน หรือสองมาตรฐาน เมื่อไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่นำมาใช้ คนก็ต่อต้าน เพราะยังต้องการเห็นความถูกต้องความชอบธรรมอยู่ ซึ่งแม้คนที่เขาเลือกมาจะถูกกล่าวหาอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่โต้แย้ง ถ้าวิธีการที่นำมาใช้ใน

การพิจารณากล่าวหานั้นเป็นธรรม ผิดก็คือผิด ถูกก็ว่าไปตามที่ถูก และต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต้องได้รับความยุติธรรมที่ไม่แตกต่างกัน จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดีในสายตาประชาคม ก็ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นธรรมที่เท่าเทียมกัน เขียนอย่างนี้แล้ว พี่น้องผู้อ่านอาจจะมองว่าเขียน

เข้าข้างใครหรือไม่...ตอบว่า “ไม่” เพราะว่าไปตามเนื้อผ้า พิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้มองว่า คนนี้ไม่ชอบก็หาเรืองเขา คนนี้รักทำอะไรก็ไม่ผิด อย่างนั้นเรียกว่า “อคติ” กลับมาพิจารณากันต่อเรื่อง ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางที่กำหนดในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า ส.ส. กับพรรคการ

เมืองแยกจากกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กันตลอดไป เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (4) ก็ระบุไว้ว่า ส.ส. จะพ้นสภาพถ้าขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมาตรานี้ได้โยงเรื่องการขาดคุณสมบัติดังกล่าวไปที่มาตรา 101 (3) พิจารณาได้ชัดเจนพอควรแล้ว ก็มาดูต่อในกฎหมาย

ประกอบรัฐธรรมนูญที่รับรองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนขึ้น เรื่องนี้ต้องไปดูต่อในกฎหมายพรรคการเมืองที่เรียกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 กฎหมายพรรคการเมือง ให้ความหมายในมาตรา 4 คำว่า “สมาชิก” หมายถึงสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะสอดคล้องกับคำว่า สมาชิก ที่ระบุไว้รัฐ

ธรรมนูญ มาตรา 106 (7) และ (8) ดังที่กล่าวไปแล้ว ในกฎหมายพรรคการเมืองนี้ มีการผูกโยงสถานภาพของสมาชิกพรรคการเมืองไว้กับรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าไปพิจารณาในกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 20 (5) ที่ระบุว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการสิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองสิ้นสภาพถูกยุบไปอ่านเพียงเท่านี้ เข้า

ใจได้ทันทีว่า...สมาชิกพรรคการเมืองสิ้นไปแล้วทันทีที่ศาลสั่งยุบพรรคการเมือง สมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็นคนทั่วไปก็หมดไป แต่คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคมีโทษตามมาด้วย คือถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตอน 1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


บทความนี้อาจจะยาวไปหน่อย...คงต้องแบ่งเป็นตอนๆ แต่จะพยายามเขียนให้อ่านได้อย่างเข้าใจ ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ก็ขอให้ติดตามให้ครบนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเจตนารมณ์ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต้อง “สังกัดพรรคการเมือง” อยู่ตลอดเวลา ถ้า ส.ส.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองก็จะพ้นจากความเป็น ส.ส.ไปทันที หลักการที่กำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น มิ

ได้ทำให้ ส.ส. ขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ในสภาแต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ได้คุ้มครองไว้แล้ว เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่การทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภานั้นจะต้องทำในฐานะที่เป็นของ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่เท่านั้น จะไปทำในนามอิสระไม่

สังกัดพรรคการเมืองไม่ได้ หรือจะไปทำหน้าที่ในนามพรรคการเมืองอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน ส.ส. อาจพ้นจากตำแหน่งทันที ถ้าพรรคการเมืองมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรค โดยมติดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรคการเมืองและ ส.ส. ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (7)

มาตรา 106 (7) ระบุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไว้ชัดว่า...พรรคการเมืองนั้นสามารถขับ ส.ส. ออกจากพรรคได้ และเมื่อพรรคการเมืองมีมติแล้ว ส.ส. นั้นจะต้องพ้นสิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ทันที อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเองก็ยังคุ้มครอง ส.ส. ที่พ้นสภาพไปแล้ว ถ้าหาก ส.ส. ที่พ้นสภาพไปแล้ว

นั้น เห็นว่า มติของพรรคการเมือง ทำไปโดยขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่หรือสถานนะของ ส.ส. หรือขัดต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ มาตรา 65 วรรคสาม ให้หลักการไว้ว่า ส.ส. ซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น หากเห็นว่ามติเรื่องใดของพรรคการเมืองขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือขัด

ต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ส.ส. ที่เห็นเช่นนั้น หรือได้รับผลจากมติของพรรคการเมือง เช่น มติที่ถูกขับออกจากพรรคอันเป็นเหตุให้สิ้นสภาพความเป็น ส.ส. ลงไปนั้น สามารถอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้มติของพรรคการเมืองนั้นยกเลิกไปได้ (มาตรา 65 วรรคสี่) ส.ส. ผู้ที่พ้นสภาพไป

แล้วตามมติของพรรคการเมือง สามารถโต้แย้งโดยการอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในสามสิบวัน ซึ่งถ้าศาลวินิจฉัยว่า มติดังกล่าวขัดมาตรา 65 วรรคสาม ส.ส. ผู้นั้นก็ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นได้ใน 30 วัน หากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 65 วรรคสาม ให้ถือว่า ส.ส. ผู้ที่ถูกขับออกจากพรรคนั้น พ้นสภาพจากความเป็น ส.ส. ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พิจารณาตามความใน มาตรา 106 (7) แล้ว เห็นได้ชัดว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เมื่อพรรคการเมืองใดมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรคคือให้พ้นสภาพจากความเป็นสมาชิกของพรรค

การเมือง ส.ส. นั้นจะต้องพ้นสภาพจากพรรคไปทันที แต่ถ้า ส.ส. นั้นใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ สถานภาพของ ส.ส. นั้นจะพ้นไปก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองนั้นไม่ขัดต่อหลักการตามความในมาตรา 65 วรรคสาม จึงมีประเด็นให้ขบคิดกันแล้วว่า ส.ส. ที่พ้นจาก

พรรคการเมืองตามมติของพรรคนั้น และได้ไปใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. ผู้นั้นยังสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้ว ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคนั้นต้องพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองในทันที เพียงแต่สถานภาพความเป็น ส.ส. ยังคงอยู่ในช่วงที่ใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อรอให้ศาลรัฐ

ธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 65 วรรคสาม ส.ส. ทีถูกขับออกจากพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เมื่อเห็นชัดแล้วว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคการเมืองนั้น ไม่มีสถานะ

เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที นับจากวันที่พรรคการเมืองมีมติ ก็เท่ากับว่า ส.ส. นั้นไม่มีพรรคการเมืองสังกัดแล้ว แสดงว่า ส.ส. นั้นไม่มีพรรคการเมืองสังกัดในระหว่างที่ร้องอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีประเด็นที่พิจารณาต่อไปว่า ส.ส. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสถานภาพความเป็น ส.ส. นั้น จะทำ

หน้าที่ในสภาได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และแบ่ง ส.ส. ออกเป็นสองชนิดที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน โดยประชาชนจะเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตตามตัวบุคคล และแบบสัดส่วนตามชื่อพรรคการเมือง ส.ส. จึงถูกกำหนดว่าต้องสังกัดพรรคการ

เมืองตลอดเวลา...ต่างจาก ส.ว. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใด แต่การทำหน้าที่ของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้นจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ด้วย เมื่อเห็นชัดแล้วว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคการเมืองและอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรค

การเมืองสังกัด การเข้าไปทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาจะทำไม่ได้ เพราะจะไม่สามารถบอกต่อสภาได้ว่า เป็น ส.ส. ของพรรคใดในสภา ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคและใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในสภาไว้...จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตาม

ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (7) บัญญัติไว้ ต่อมาเมื่อพิจารณาในอีกด้านหนึ่งตามความใน มาตรา 106 (8) ที่กำหนดว่า ส.ส. จะพ้นสภาพไปเช่นกันหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองไป และส.ส. ของพรรคการเมืองนั้นไม่สามารถหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้ภายใน 60 วัน หลักการของ

มาตรา 106 (8) ก็มีลักษณะที่กำหนดไว้ว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เพียงแต่ว่า ในมาตรานี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้แล้ว ไม่ต้องให้ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ต้องไปร้องอุทธรณ์ต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปจึงมีเวลาตั้งแต่วันที่หนึ่ง ถึงวันที่หกสิบ นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ

วินิจฉัย ให้ไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัด ในระหว่างเวลาดังกล่าวที่พรรคการเมืองเดิมยุบไปนั้น ก็มีเรื่องที่ต้องพิจารณาเช่นกันว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองนั้น ไม่มีพรรคการเมืองสังกัดแล้ว คงเหลือแต่สถานภาพของ ส.ส. อยู่ใช่หรือไม่ และสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในสภาต่อไป ได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาว่า

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ดังนั้นไม่ว่า ส.ส. จะพ้นสภาพจากสมาชิกพรรคการเมืองเพราะถูกขับออกจากพรรคก็ตาม หรือพรรคการเมืองที่ ส.ส. สังกัดอยู่ถูกศาลมีคำสั่งยุบพรรคไปก็ตาม ส.ส. ที่ไม่พรรคการเมืองสังกัดก็ย่อมเข้าไปทำหน้าที่ในสภาไม่ได้ ส่วน ส.ส. ที่พรรคการเมืองโดนยุบไปจะเข้าไปทำหน้าที่

ในสภาในฐานะที่ไม่มีพรรคการเมืองสังกัดได้หรือไม่ มีประเด็นต้องพิจารณาต่อไป อย่างที่ทราบ...คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็น “เด็ดขาด” มีผลผูกพันรัฐสภา ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองที่ถูกยุบจะสิ้นสภาพไป

ทันที เมื่อสิ้นสภาพไปแล้ว พรรคการเมืองนั้นก็จะผูกพันไปถึงรัฐสภาด้วย หมายความว่า พรรคการเมืองนั้นจะถูกนำไปอ้างไว้ในที่ประชุมสภาไม่ได้อีกต่อไป เมื่อพรรคการเมืองไม่มีแล้วตามคำสั่งศาล...แต่ ส.ส. ของพรรคที่ถูกยุบไป ยังมีสิทธิอยู่ 60 วันเพื่อหาพรรคใหม่สังกัด ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป

จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาเพียงความในรัฐธรรมนูญ หลายคนคงคิดว่า ส.ส. ไม่ได้ผิดอะไรจากการที่พรรคการเมืองโดนยุบ และรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ถ้า ส.ส. ผู้นั้นไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่ได้พ้นสภาพความเป็น ส.ส. และไม่ถูกตัดสิทธิ 5 ปี การทำหน้าที่ในสภาจึงสามารถที่

จะทำได้ โดยอาศัยสถานภาพของความเป็น ส.ส. ที่ยังคงอยู่ เพียงแต่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ไม่มี การเข้าไปทำหน้าที่ในสภาโดยที่ยังไม่เข้าไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก่อนนั้นจึงทำได้ ในการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภา ถ้าพิจารณาจากบันทึกการประชุม หรือชมการถ่ายทอดการประชุมก็จะพบว่า...ในการ

ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในที่ประชุมจะได้ยินได้เห็นอยู่เสมอว่า เป็น ส.ส. พรรคการเมืองใด จังหวัดใดแบบใด เป็นเรื่องปกติตลอดมา...ยกเว้นในกรณีที่มีการยุบพรรคการเมืองไป 3 พรรคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 อันทำให้คณะรัฐมนตรีขณะนั้นพ้นสภาพไปด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป นับจากวันที่ 2 ธันวา 51 ส.ส. ของทั้งสามพรรค ก็ไม่มีพรรคการเมืองที่จะนำไปอ้างต่อที่ประชุมสภาได้อีกต่อไป การเข้าไปประชุมในสภาจึงต้องพิจารณาว่า จะต้องไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดก่อนหรือไม่?!

ประชาชนคือประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์


มีหลายคำถาม..ที่เมื่อถามไปแล้วไม่มีใครอยากตอบ...หรือเมื่อตอบไปแล้ว..มันก็ยังเป็นคำถาม..อย่างภริยาถามสามีว่า...คุณรักฉันไหม...มันเป็นคำถาม..ที่รู้คำตอบล่วงหน้า..และถึงจะรู้คำตอบล่วงหน้าไปแล้ว ก็ยังอยากจะถามอีก เหมือนคำถามที่ว่า..ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไร...คำตอบก็คือ...ประชาธิปไตย..แต่คนที่ตอบไป...แน่ใจในคำตอบนั้นหรือ...การเลือกตั้ง..เป็นชีวิตและลมหายใจของ

ประชาธิปไตย..แต่สิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งต่างหาก ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย… แขวนป้าย ชวน หลีกภัย...คือชัยชนะของการเลือกตั้งส่วนใหญ่ในภาคใต้...เขาเลือกใครก็ได้เพราะเขาเลือก ชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย เป็นตำนานมานานแสนนาน..มันเป็นประชาธิปไตยแบบมีอัตตา..หรืออัตตาธิปไตย.. ทักษิณ ชินวัตร

เกิดขึ้นมา...ไม่แตกต่างจาก ชวน หลีกภัย ในภาคใต้..เพียงแต่ว่าภาคอีสานมันโตกว่า มันมโหฬารกว่า… ใครก็ได้ถ้าแขวนป้ายทักษิณ… ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง..มี ชวน หลีกภัย กับ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น..ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดบนการเลือกตั้ง...เราดูแคลนว่า..ประชาชนคนไทย ยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง...

แต่มีแค่ 2 คนเท่านั้น..ที่ประชาชนเลือกก่อนวันสมัคร..และรักที่จะเลือกใครก็ได้..ที่ ชวน หลีกภัย และ ทักษิณ ชินวัตร ส่งมา… ประชาชนเดินหน้าไปไกลกว่าองคาพยพทั้งหลาย..ไปไกลและเป็นประชาธิปไตยกว่า..ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย… ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเติบใหญ่..ถ้าจะให้วงจรอุบาทว์พ้นไปจาก

ประเทศนี้....จงมอบประเทศนี้ให้กับประชาชน..บนการเลือกตั้งตำแหน่งเดียวคือ....นายกรัฐมนตรี..จากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์… ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน..ไม่ใช่จากการเมืองฉ้อฉลในรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน...เขาถึงจะไม่ถูกโค่นล้มจากวงจรอุบาทว์..เขาจึงจะสร้างคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุดขึ้นมาได้

เคอร์ฟิวทำพิษ ‘ธุรกิจภาพยนตร์’…?!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้ว่าสุดท้าย รัฐบาลจะตัดสินใจหดระยะเวลาการประกาศเคอร์ฟิว จาก 7 วัน ลดเหลือเพียง 4 วัน แต่ผลพวงจากการต่ออายุการประกาศ เคอร์ฟิว ออกไปจนถึงช่วงปลายสัปดาห์ที่เป็น “วันวิสาขบูชา” ด้วยเหตุผลและความจำเป็นว่า “สถานการณ์ยังดูไม่น่าไว้วางใจ” ทำให้มนุษย์กลางคืนที่มีวิถี “หาค่ำกินเช้า” และอีกผู้ประกอบการธุรกิจยามกลางคืน รวมถึงธุรกิจบันเทิงทั้งหลาย ยังต้องนอนก่ายหน้าผาก เอาน้ำลูบท้องต่อไป ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล พบว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวหลักๆ ได้แก่ ธุรกิจ

ในกลุ่มเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เช่น ผับ เธค, ร้านอาหาร ทั้งประเภทโต้รุ่ง แผงลอยริมฟุตบาธที่เปิดบริการตอนกลางคืน, ห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมถึงธุรกิจ “โรงภาพยนตร์” ที่คนส่วนใหญ่กำหนดไว้เป็นจุดหมายปลายทางเพื่อผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวันหลังเลิกงาน ซึ่งหากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์จะคึกคัก

กันแทบทั้งวัน แต่หากเป็นวันธรรมดา รายได้หลักก็ล้วนแล้วแต่มาจากเวลาในช่วงย่ำค่ำเป็นต้นไป ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา “ธุรกิจภาพยนตร์” สามารถพลิกวิกฤติความสับสนวุ่นวายทางการเมืองให้เป็นโอกาสได้อยู่เสมอ แม้ว่าธุรกิจบันเทิงในสาขาอื่นๆ จะเจ๊งกันไปแบบระเนระนาดด้วยกลไกด้านความเชื่อมั่น

ในความปลอดภัย แต่ทว่า ธุรกิจภาพยนตร์กลับเอาตัวรอดไปได้แทบทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่จะทำให้คนในแวดวงภาพยนตร์ไทย...มองการเมืองเป็นเรื่องที่ยังไกลตัว แต่นั่น คงไม่เหมาะจะใช้อธิบายกับสถานการณ์ความเป็นไปของธุรกิจภาพยนตร์ไทยในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีไทย เจ้าของสถิติใหม่ในยุค “พฤษ

ภามหากาฬ” เพราะปัจจุบันสถานการณ์ของหนังไทยเริ่มฉายแวววิกฤติให้เห็น โดยภาพยนตร์หลายเรื่องต้องถูกเลื่อนฉายออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่โรงภาพยนตร์หลายโรงในย่านใจกลางกรุง เริ่มมีรายได้การจำหน่ายตั๋วลดลงจากการตกเป็นทางเลือกสำรอง เมื่อคนส่วนใหญ่หันไปดูภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ที่

ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายงานข่าวในมุมบวก ที่พอเป็นกำลังใจหล่อเลี้ยงให้คนในธุรกิจภาพยนตร์ได้ชื่นใจอยู่บ้าง เมื่อ "เผด็จ หงษ์ฟ้า" บอสใหญ่ เอ็มพิคเจอร์สฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2553 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รายได้จากภาพยนต์ยังเติบโตได้ดี แม้ว่าจะมีปัญหาความขัด

แย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัฐบาลต้องประกาศให้เป็นวันหยุดยาว ก็ส่งผลกระทบกับโรงภาพยนตร์ในพื้นที่เสี่ยงเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ ยังเชื่อมั่นว่าปัญหาทางการเมือง จะไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจภาพยนต์หรือธุรกิจบันเทิงมากนัก แม้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ จะยังไม่โดนพิษภัยจากการเมืองเล่นงานจนอ่วม แต่เชื่อแน่ว่า

ผู้ประกอบธุรกิจในสายนี้ คงไม่มีใครอยากให้การประกาศเคอร์ฟิวยืดเยื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรพรรคกลุ่มคนหาค่ำกินเช้า” ทั้งหลาย ที่ยังคงรอและเปี่ยมไปด้วยความหวังว่ารัฐบาลจะปลดล็อกเวลา ให้ได้ออกมาทำมาหากินตามวิถีอย่างปกติสุขได้โดยเร็วที่สุด

โหมโรงศึก! ‘ซักฟอก’รัฐบาล

ที่มา บางกอกทูเดย์



ผ่านฉลุยตามฟอร์ม! สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินงบประมาณ 2 ล้าน 7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านการอภิปรายจากฝ่ายค้านตลอด 2 วัน คือ 26-27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตลอด 2 วันที่ผ่านมา “ฝ่ายค้าน” ออกมาจั่วหัวว่านี้คือ การอุ่นเครื่องก่อนถึงวันดีเดย์ ศึกอภิปรายไม่ไว้วาง

ใจรัฐบาล ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะได้ฤกษ์งามยามดี เปิดเวทีในสภาให้ ส.สฝ่ายค้านและรัฐบาล ปะทะคารมกันแบบสนั่นทุ่ง โดยไฮไลท์ตลอดทั้ง 2 วัน คงอยู่ที่ลีลาการอภิปรายของเจ้าเก่า “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงร่ายยาว “สับแหลก” งบที่รัฐบาล

ร่างขึ้นมาว่า...การจัดงบประมาณปี 2554 ในภาพรวม ก่อหนี้ 4.2 แสนล้านบาท อยู่ในสภาพงูกินหาง “ตอนนี้รัฐบาลได้ก่อหนี้ทั้งหมดร้อยละ4.1 ซึ่งปีหน้าจะถึงร้อยละ 50 ต่างชาติบอกว่าแดนเจอรัส (อันตราย)งบนี้เป็นการกู้หนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายการเงินที่ผิดพลาด มีการกู้เงินทั้งในและนอก

ประเทศ รวมแล้วจะมีหนี้ปริ่มๆร้อยละ50 ซึ่งจะต้องมีการเฉ่งปี๋ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” แน่นอนว่า “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ต้องรีบชี้แจงประเด็นนี้ทันที โดยยืนยันว่า...การจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสมตามสถานการณ์ ไม่มีส่วนใดขัดแย้ง สับสน หรือขาดยุทธศาสตร์ ส่วนรายจ่ายใน

งบประมาณส่วนใหญ่นั้น เป็นการนำไปดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ อาทิ โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงถือว่าไม่ได้เป็นการสูญเปล่า ขณะเดียวกันดูเหมือนการอภิปรายครั้งนี้ “กระทรวงกลาโหม” จะเป็นกระทรวงที่ถูกอภิปรายมากที่สุด โดยเฉพาะงบประมาณที่

เพิ่มขึ้นจากที่ปี2553 1.54 แสนล้านบาท เป็น 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.6 เปอร์เซ็นต์ งานนี้กระทรวงกลาโหม จึงถูกชำแหละงบก้อนโตก้อนนี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง” ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาล “เกรงใจกองทัพ” ที่มีส่วนช่วยในการบริหารประเทศ กอง

ทัพจะเรียกร้องอะไรมารัฐบาลก็ตอบสนองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินกริพเพน รถถังยูเครน และบอลลูนที่กำลังจะมีการรับมอบในเร็วๆนี้ทั้งที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังต้องกู้เงินต่างชาติมาใช้ หากดูรายละเอียดจะพบว่าปี 54 ทุกเหล่าทัพมีงบซื้ออาวุธถึง 33,296 ล้านบาท และยังมีงบประมาณก่อหนี้ผูกพันไป

ถึงปี 2558 จึงไม่ทราบว่า...ทำไมต้องนำเงินหลายหมื่นล้านบาทไปซื้ออาวุธมากมายขนาดนั้น? และยังมีกระแสข่าวภายหลังสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ว่ามีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว100 ล้านบาทเพื่อมาใช้ในการสลายการชุมนุม จึงไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะที่ “นายไพจิต ศรีวรขาน” ส.ส.นครพนม

พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้ 1.7 แสนล้านบาท แต่กระทรวงเกษตรฯได้ 7.6 หมื่นล้านบาท ถือว่า “ขาดความจริงใจ” ในการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เป็นการทำงบแบบ “บุญคุณต้องทดแทน” ใช่หรือไม่? “เงินของกองทัพที่ได้มากมาย เป็นการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด แถมยังจัดซื้อ

ด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งเมื่อดูปีที่ผ่านมา การซื้ออาวุธของกองทัพ หลายอย่างกลับใช้ไม่ได้เช่น จีที 200 หรือเรือเหาะ 300 กว่าล้าน แต่ไม่เหาะ” นี้แค่ยกแรกที่ฝ่ายค้านโหมโรงก่อนถึงวันดีเดย์ ยังเร้าใจขนาดนี้...หากถึงวันจริงคงมันหยดกว่านี้หลายเท่า...แทบจะมีแต่เสียงประท้วงตลอดการอภิปรายเป็นแน่!

‘ธาริต’เดินเกมแรง กระชับพื้นที่‘แม้ว’!

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะพูดย้ำถึงเรื่องของแผนปรองดอง จนแทบจะเรียกได้ว่า ปากจะฉีกถึงรูหู แต่มันน่าน้อยใจเสียเหลือเกินที่ไม่มีใครยอมเชื่อ...สังคมยังคงตั้งคำถามว่า จะปรองดองได้อย่างไร??? สิ่งเหล่านี้นายอภิสิทธิ์ คงจะต้องหาคำตอบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นบรรดานายกองร้องด่าท้าทายทั้งหลาย หรือบรรดาองค์รักพิทักษ์อภิสิทธิ์ และแม้แต่กระทั่งมือทำงานในการควบคุมสื่อ หรือมือทำงานเดินเกมใต้ดินให้รัฐบาล เพราะหลายๆ กรณีที่คนรอบข้างนายอภิสิทธิ์กระทำ ล้วนแต่ชวนให้เกิดข้อ

กังขาตามมาทั้งสิ้น ว่าคงหาความปรองดองยาก... ถ้ายังเล่นไม่เลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดูเหมือนกำลังมาแรงแซงหน้าแม้แต่กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศ อย่างเห็นได้ชัด ชื่อของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ผงาดขึ้นมาเหนือชั้นกว่านา

ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วในขณะนี้ โดยเฉพาะผลงานการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบไล่ล่าเหวี่ยงแห และล่าสุดก็คือ การไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชนิดที่การไล่ล่าของกระทรวงต่างประเทศตามคำสั่งของนายกษิต เป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย การไล่ล่าของนา

ยกษิตนั้น สังคมไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะรู้ว่านายกษิตเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่อกหักในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วยังเป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเปิดเผยมาตลอด การจะไล่ล่า ปิดกั้นหนทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผิด

กับนายธาริต ที่โผล่พรวดมาไล่ขยี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้ว สังคมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า... เพราะอะไร??? หรือว่าจะเป็นเพราะอาถรรพ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ไม่ว่าใครก็ตามได้ลองเสพได้ลองลิ้มรสอมฤตของอำนาจครอบจักรวาลแล้ว จะมึนเมาลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น ภาษิตจีนบอก

ว่า พยัคฆ์ลงจากขุนเข่า ฝูงหมาล่าเนื้อก็รุมขย้ำไม่เกรงใจ... งานนี้บอกได้คำเดียวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สาหัสแน่ เมื่อเจอศึกกระหนาบ รุมขย้ำไล่ล่า ทั้งจาก ดีเอสไอ และจากกระทรวงต่างประเทศ ทั้งจาก “ธาริต” และจาก “กษิต” ผลงานการผลักดันจนกระทั่ง ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับคดีก่อการร้ายตามที่ ดีเอสไอ

กล่าวหา ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา นายธาริต ซึ่งสวมหัวโขนหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย ได้มีการเรียกประชุม นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ อย่างเคร่งเครียด

ร่วม 2 ชั่วโมง ในการวางแนวทางขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หารือกันเครียดเกี่ยวกับกฎหมาย ตลอดจนระเบียบปฎิบัติ ทั้งภายในประทศและต่างประเทศ เพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องที่จะให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อเอาตัวมาดำเนินการภายในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงเป็นการปฎิบัติ ที่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย ในของประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องที่ลึกๆ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายก็จับตามองดูอยู่ทั้งสิ้น... ว่าเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับเหตุผลทางการเมืองหรือไม่??? ถ้ามีประเทศไหนคิดเช่นนั้น คำว่า “ลี้

ภัยการเมือง” ก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน แต่ดูเหมือนนายธาริตจะมีความมั่นใจสูงว่า จะสามารถสร้างผลงานในเรื่องนี้ได้ดีกว่านายกษิต ซึ่งไล่ล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาเป้นปีแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ ดังนั้นหลังจากนี้ ดีเอสไอจะได้ส่งแจ้งเวียนหมายจับไปทั่วราชอาณาจักรไปยังเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการจับ

กุม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานดีเอสไอเอง หรือเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อขอความร่วมมือในการกระทำความผิด รวมถึงส่งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หากว่ามีการเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยก็จะดำเนินการให้ได้ตัวกลับมาด้วย “ส่วนการดำเนินการของต่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายสนธิสัญญา

ระเบียบปฏิบัติของต่างประเทศด้วย ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไปคือเป็นเรื่องของความร่วมมือ ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขอทราบเบาะแสเป็นการสืบค้นข้อมูลของผู้ต้องหาว่า พำนักพักนิงมีข้อมูลอยู่ที่ใด เพื่อจะได้ดำเนินการนำตัวมาดำเนินการในกระบวนการสอบสวนในประเทศ การขอความร่วมมือดังกล่าวจะผ่าน

ทางตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลด้วย”นายธาริตยืนยันอย่างนั้น ยังดีที่นายธาริตเอง ก็ยังยอมรับว่า ในการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ ต้องคำนึงถึงความสำคัญว่า รัฐบาลไทยเป็นฝ่ายร้องขอ แต่ผู้รับการร้องขอคือต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็คงจะต้องพิจารณาในเงื่อนไขสำคัญที่เป็นกฎหมายภายในของตนเอง

ฉะนั้นผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศที่ดีเอสไอจะไปก้าวล่วงตอบแทนไม่ได้ ทำได้แค่พยายามในฐานะผู้ร้องขอเท่านั้น!!! แต่แค่นี้ก็บอกได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังถูก “กระชับพื้นที่” ไม่ต่างจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคยโดนมาแล้วนั่นเอง ซึ่งนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็

ยอมรับว่า การที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับคดีก่อการร้ายครั้งนี้ มีผลกระทบต่อการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับอัยการว่า จะดำเนินการส่งเรื่องไปยังแต่ละประเทศอย่างไร และแต่ละประเทศจะเห็นด้วยต่อหมายจับดังกล่าวหรือไม่ นายนพดลให้เหตุผลว่า แม้ข้อหาก่อการร้ายของ พ.ต.ท.

ทักษิณ เป็นข้อหาที่รุนแรง แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เบาหวิวที่สุด เพราะการนำหลักฐานคลิป ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วีดีโอลิงค์ ระบุว่า หากเกิดการสลายการชุมนุมที่ กทม. ขอให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง มาเป็นหลักฐานในการออกหมายจับข้อหาก่อการร้ายนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ แค่บอก

ให้ประชาชนไปชุมนุมที่ศาลากลาง เพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชน ไม่มีนัยยะว่า ให้ไปเผาศาลากลาง แต่ดีเอสไอกลับมีการนำข้อความดังกล่าวไปตีความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยุให้มีการเผาศาลากลาง “ขอวิงวอนว่า อย่าใช้ข้อหาก่อการร้ายมาตรึง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้กระดิกตัวได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็อยากให้บ้าน

เมืองเกิดความปรองดอง แต่การมากล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นวิธีการสร้างความปรองดองแล้วหรือ” นายนพดลกล่าวทิ้งท้าย เรียกว่า การทำงานของดีเอสไอ ของนายธาริต เที่ยวนี้ ไม่ว่าอย่างไรต้องถือว่าผลงานเข้าตากรรมการอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยรู้สึกว่าถูกกระชับ

พื้นที่ และนายนพดลก็ไม่เคยเอ่ยปากยอมรับในเรื่องผลกระทบเหมือนในครั้งนี้ จึงไม่แปลกที่ในการอภิปรายเรื่องงบประมาณ จึงมีเรื่องของ ดีเอสไอ เข้ามาเป็นประเด็นให้สังคมต้องจับตามอง ว่ามีการรายการตอบแทนน้ำใจตอบแทนผลงานกันขึ้นหรือไม่??? โดย ร..ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย

อภิปรายหยิบยกประเด็นในเรื่องการตั้งงบประมาณให้กับ ดีเอสไอ เป็นจำนวน 736 ล้านบาท ว่าจะให้เข้าใจอย่างไร!!! “กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ทำตัวเป็นทาสรับใช้ จึงขอตัดงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด 736 ล้านบาททั้งหมด”ร.ต.อ.เฉลิมพูดชัดในสภา งานเข้าดีเอสไอ ยุคนายธาริต

ทันทีว่า ผลงานและแผนงานของ ดีเอสไออะไรบ้าง ที่ทำให้สมควรได้รับงบประมาณ 736 ล้านบาทอย่างที่รัฐบาลวางแผนจัดสรรให้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหหมดสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ชัดเจน และทำให้สังคมไทยยังรู้สึกเครียดก็คือ หากยังมีกระบวนการที่สะท้อนภาพการไล่ล่ากันเช่นนี้ แล้วความปรองดองที่

นายอภิสิทธิ์กล่าวนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วความสงบที่แท้จริงในสังคมไทยจะกลับคืนมาเมื่อไหร่วันนี้ทุกฝ่ายน่าที่จะต้องเร่งหาคำตอบกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียทีแล้วว่าอยากให้ปัญหาจบ หรือ ไม่จบกันแน่???และถึงเวลาที่จะต้องทำเพื่อชาติด้วยกันทุกฝ่ายหรือยัง!!!

Thursday, May 27, 2010

ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้

ที่มา มติชน

ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์

โดย ดร. วรวรรณ ชาญด้วยวิทย์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ความเหลื่อมล้ำได้ถูกหยิบยกขึ้นเป็นประเด็นที่นำไปสู่ข้อเรียกร้องทางการเมือง แม้หลายฝ่ายจะยังมีความเห็นต่างกันว่าความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบันนั้นมีเหตุผลมาจากความไม่ลงตัวทางการเมือง หรือเหตุอื่นกันแน่ แต่เราต้องยอมรับว่าความเหลื่อมล้ำนั้นมีจริงในสังคมไทย และมีมานานแล้ว

ช่องว่างระหว่างรายได้ของคนรวยกับคนจนเป็นเหตุการณ์หนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำในสังคม การสำรวจโดยหน่วยงานของรัฐในปี 2552 พบว่า ร้อยละ 40 ของคนกรุงเทพและร้อยละ 36 ของคนอีสาน มีความเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ ในภาพรวม ร้อยละ 32 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างระหว่างคนรวยและคนจนนั้นสูงมากถึงขั้นยอมรับไม่ได้ และร้อยละ 47 ของคนทั้งประเทศเห็นว่าช่องว่างสูงมากแต่ยังพอรับได้ เรียกได้ว่า เกือบร้อยละ 80 ของคนไทยยอมรับว่ามีความเหลื่อมล้ำของรายได้

ความเหลื่อมล้ำอาจเกิดจากการขาดโอกาส ขาดสิทธิ ขาดทรัพยากร หรือธรรมชาติไม่เข้าข้าง โดยคนไทยร้อยละ 42 บอกว่า คนจนนั้นจนเพราะเกิดมาจน ร้อยละ 57 บอกว่าคนรวยนั้นรวยเพราะเกิดมารวย นั่นคือ เห็นว่าความเหลื่อมล้ำเป็นเรื่องของธรรมชาติไม่เข้าข้าง หรืออาจจะเลยเถิดไปถึงเรื่องบุญกรรมแต่ชาติปางก่อน

ถ้าคนไทยเชื่อว่าความเหลื่อมล้ำเกิดเพราะเหตุธรรมชาติไม่เข้าข้างหรือกรรมเก่า ถ้าเช่นนั้นจะมาใช้ความเหลื่อมล้ำเป็นข้ออ้างในการเรียกร้องความเป็นธรรมจากรัฐไปใยเล่า ต้องตอบว่า เพราะมันเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมในสังคมนั่นเอง

เราลองมาดูตัวอย่างของกลุ่มคนที่เล็กที่สุดในสังคมซึ่งคือ ครอบครัว ถ้าพ่อแม่ครอบครัวหนึ่งมีลูก 10 คน สมมติว่าด้วยเหตุทางธรรมชาติทำให้ลูก 5 คนแรกที่เป็นหญิงมีความเก่งกาจน้อยกว่าลูก 5 คนหลังที่เป็นชายหมด ที่แย่กว่านั้นคือลูกคนแรกก็พิการช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ถ้าพ่อแม่ไม่มีความเป็นธรรม รักลูกที่เป็นชายและเก่งกว่าเพราะว่าช่วยเชิดชูหน้าตาให้แก่ตน ความสุขสงบ ความกลมเกลียวในครอบครัวก็จะไม่เกิดขึ้น พ่อแม่สามารถสร้างความเป็นธรรมให้แก่คนในครอบครัวเพื่อลบล้างผลของธรรมชาติได้ด้วยการให้โอกาสทางการศึกษาและดูแลลูกอย่างเท่าเทียมกัน โดยให้ความใส่ใจกับลูกที่พิการมากกว่าคนอื่นๆ เป็นต้น ที่สำคัญพ่อแม่ต้องไม่ทำในสิ่งที่ไปเพิ่มความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น

รัฐก็เหมือนกับพ่อแม่ที่ดูแลครอบครัวขนาดยักษ์ใหญ่ สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อป้องกันปัญหาสังคม การสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำทำได้ด้วยการเก็บภาษีจากคนที่ "มี"คนมีมากก็ควรเสียภาษีมาก คนมีน้อยก็ควรเสียภาษีน้อย

และรัฐควรจัดสวัสดิการสังคมเพื่อให้คนทุกคนไม่ว่าจะ "มี หรือ ไม่มี" ได้รับความมั่นใจในการอยู่ในสังคมโดยปราศจากความกลัวว่าจะอดตาย จะไม่ได้เรียนหนังสือ จะตกงาน จะเจ็บตายโดยไม่มีโอกาสรับการรักษาพยาบาล จะแก่อย่างอดๆ อยากๆ จะตายอย่างโดดเดี่ยว หรือจะถูกคนดูถูกรังเกียจเหยียดหยาม

รัฐไทยไม่ว่าจะยุคไหนได้ทำหน้าที่ในการเก็บภาษีอย่างเป็นธรรมหรือจัดสวัสดิการสังคมให้คนไทยอย่างเป็นธรรมแล้วหรือยัง

ลองดูที่การจัดเก็บภาษี ทุกวันนี้คนไทยทุกคนที่ใช้จ่ายเงินซื้อสินค้า 100 บาท เงินจำนวน 22 บาทนั้นเข้ากระเป๋ารัฐเป็นภาษีทางอ้อม เราอาจจะคิดว่าภาษีมูลค่าเพิ่มแค่ 7 บาทเท่านั้นส่วนที่เกินมาเป็นอะไร เรามีภาษีทางอ้อมหลายประเภทรวมๆ กันในราคาสินค้าซึ่งมันสูงกว่าภาษีมูลค่าเพิ่มด้วยซ้ำ ภาษีทางอ้อมนี้คนรวยหรือคนจนต้องจ่ายเหมือนๆ กัน ซื้อมากจ่ายมาก ซื้อน้อยจ่ายน้อย การจ่ายภาษีไม่ได้ขึ้นกับว่ามีมากจ่ายมาก หรือมีน้อยจ่ายน้อย

มาดูที่ภาษีทางตรง ซึ่งก็คือภาษีรายได้ที่เก็บจากประชาชนและจากผู้ประกอบธุรกิจต่างๆ ข้อมูลภาษีรายได้จากการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาของกรมสรรพากรในปี 2551 พบว่า จากคนไทยที่มีงานทำทั้งหมด 37 ล้านคน มีเพียง 9 ล้านคนที่ยื่นแบบเสียภาษีรายได้ โดยที่ 1.9 ล้านคนเป็นแบบ ภ.ง.ด. 90 (คนที่มีรายได้หลายแหล่ง) และ 7.1 ล้านคนเป็นแบบ ภ.ง.ด. 91 (คนที่มีรายได้จากเงินเดือน ค่าจ้าง หรือบำนาญเท่านั้น) คนที่หายไป 28 ล้านคน มีจำนวนหนึ่งที่เข้าข่ายร่ำรวยแต่รัฐไม่มีความสามารถไม่พยายามเอื้อมมือไปเก็บภาษีได้

ความเป็นธรรมของภาษีรายได้มีหรือไม่ ถ้าภาษีเป็นธรรมแล้วตำแหน่งของคนมีรายได้น้อยที่ยืนอยู่ในสังคมไม่ควรแย่ลงไปกว่าเดิมหลังจากถูกหักภาษี เช่น ถ้าคนจนที่สุดครึ่งหนึ่งของประเทศมีส่วนแบ่งรายได้ร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ หลังจากหักภาษีทั้งคนรวยคนจนเสร็จแล้วส่วนแบ่งรายได้ของคนเหล่านั้นต้องไม่แย่ไปกว่าเดิมคือต้องมีส่วนแบ่งที่ไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของรายได้ทั้งหมด

ในปี 2551 ครึ่งหนึ่งของผู้ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 มีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 (ดูรูปประกอบ) เปรียบได้กับลูกที่จนที่สุด 5 คนแรกมีส่วนแบ่งรายได้รวมกันเพียงร้อยละ 11 ลูกคนที่รวยที่สุด (หรือคนรวยที่สุดร้อยละ 10) มีส่วนแบ่งรายได้ถึงร้อยละ 51 และหลังจากรัฐได้หักภาษีเรียบร้อยแล้วกลับทำให้ส่วนแบ่งรายได้ของลูกคนที่จนที่สุด 5 คนแรกลดลงเหลือร้อยละ 6 แต่ส่วนแบ่งของลูกคนที่ 6-9 กลับเพิ่มขึ้น ภาษีทำให้ความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้นทั้งกรณี ภ.ง.ด. 90 และ 91 โดยเฉพาะกรณี ภ.ง.ด. 91 กลุ่มคนที่รวยที่สุดกลับได้รับประโยชน์มากที่สุดจากโครงสร้างภาษีแบบบิดเบือน ทำไม่ถึงเป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่อัตราภาษีของไทยเป็นแบบก้าวหน้าคือยิ่งรายได้สูงก็เสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพราะรัฐอัดนโยบายอื่นๆ มากเกินไปใส่ลงไปในโครงสร้างภาษีรายได้จนมันหมดความสามารถในการสร้างความเป็นธรรมให้แก่สังคม ดังตัวอย่างเหล่านี้

ตัวอย่างที่หนึ่ง รัฐต้องการกระตุ้นตลาดทุนโดยให้คนที่มีรายได้สูงสามารถหักค่าลดหย่อนภาษีจากการลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาวหรือ LTF ได้มากถึง 700,000 บาท ในปี 2551 มีรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนทั้งหมดถึง 16,000 ล้านบาท คนที่มีรายได้สูงมักจะลงทุนใน LTF ประมาณ 12,000 ล้านบาทเป็นยอดรายได้ที่ได้รับการลดหย่อนของกลุ่มคนรวยที่สุด (10% รวยสุด) ที่ยื่นแบบ ภ.ง.ด. 90 และ 91

ตัวอย่างที่สอง รัฐต้องการให้คนบริจาคเงินเพื่อการกุศล ถ้าบริจาคเงินก็สามารถนำหลักฐานมาขอลดหย่อนภาษีได้ ในปี 2551 มีการขอลดหย่อนภาษีจากการบริจาคทั้งหมด 6,000 ล้านบาท รัฐอาจจะไม่รู้เลยว่าหลักฐานการบริจาคเพื่อการลดหย่อนภาษีนั้นหาซื้อกันได้ในที่ต่างๆ มีวัดแห่งหนึ่งขายใบอนุโมทนาบัตรราคา 5,000 บาท อยากให้เขียนว่าบริจาคเงินเท่าไรก็บอกไป เช่นถ้าเขียนว่าบริจาคเงิน 100,000 บาท ผู้ที่มีรายได้สูงที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 30 ก็จะสามารถประหยัดเงินภาษีไปได้ 25,000 บาท เงินเข้ากระเป๋าวัดและคนรวยแทนที่จะเป็นรัฐ

ตัวอย่างที่สาม รัฐยกเว้นภาษีสำหรับเงินได้พึงประเมินที่ต่ำกว่า 150,000 บาท การยกเว้นอย่างถ้วนหน้าแทนที่จะเป็นเฉพาะผู้มีรายได้ต่ำ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ทั้งหมด 70,000 ล้านบาทในปี 2551

นอกจากนี้ คนรวยจำนวนมากมีรายได้หลัจากดอกเบี้ยและเงินปันผลซึ่งส่วนใหญ่ก็เสียภาษีในอัตราเดียวร้อยละ 15 และยังมีการลดหย่อนอีกหลายประเภทที่มีผลให้ภาษีรายได้ของไทยไม่เป็นธรรม

รัฐให้ความเป็นธรรมในการให้สวัสดิการสังคมหรือไม่

ดูตัวอย่างสวัสดิการรักษาพยาบาล ข้อมูลการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี 2549 แสดงให้เห็นว่า คนมีรายได้น้อยที่สุดร้อยละ 20 ของประเทศต้องใช้สิทธิจากสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า คนรายได้สูงที่สุดของประเทศมีครึ่งหนึ่งที่มีสิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ที่เหลืออีกครึ่งหนึ่งเป็นสวัสดิการข้าราชการและประกันสังคม คงไม่ต้องบอกว่าคนไทยอยากได้สวัสดิการรักษาพยาบาลแบบไหนมากกว่ากัน

กลุ่มคนรายได้สูงที่มีสิทธิในสวัสดิการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าส่วนใหญ่ไม่ใช้สวัสดิการที่ตนมีแต่กลับยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเองหรือไม่ก็ให้บริษัทประกันเอกชนจ่าย (โดยตนจะต้องควักกระเป๋าจ่ายเบี้ยประกันก่อน) มีเพียงร้อยละ 40 ของผู้ป่วยกลุ่มรวยที่สุดที่ใช้บริการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทั้งกรณีผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน พฤติกรรมการใช้สวัสดิการของรัฐแบบนี้น่าจะบ่งชี้ได้ว่าสวัสดิการที่รัฐให้แก่ผู้มีรายได้น้อยเป็นธรรมหรือไม่ ถ้าป่วยด้วยโรคเดียวกันแต่ข้าราชการได้รับการรักษาแบบหนึ่ง คนรายได้น้อยได้รับการรักษาอีกแบบหนึ่ง อย่างนี้เรียกว่าความเหลื่อมล้ำหรือไม่

เรามักจะได้ยินข้ออ้างว่าข้าราชการรับเงินเดือนน้อยควรได้รับสวัสดิการอย่างดีเป็นการทดแทน แต่ข้ออ้างที่มีเหตุผลมากกว่าน่าจะเป็นว่าเกิดเป็นคนไทยเหมือนๆ กัน ป่วยด้วยโรคเดียวกัน ควรได้รับการดูแลจากรัฐด้วยมาตรฐานเดียวกัน เหตุผลของความเป็นคนอย่างเท่าเทียมกันน่าจะเหมาะกว่าเรื่องเงินเดือน

ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ข้ออ้างเพื่อการเรียกร้องทางการเมืองเป็นข้ออ้างที่สมเหตุสมผล ไม่ว่าการเรียกร้องจะมีอะไรแอบแฝงอยู่เบื้องหลังหรือไม่ แต่ความเหลื่อมล้ำที่จับต้องได้เหล่านี้ควรที่จะได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้องต่อไป

คฤหาสน์หรูใกล้กับรีสอร์ตริมทะเล สเวติ สเตฟาน ข่าวระบุเป็นที่พำนักในมอนเตเนโกรของ"ทักษิณ"

ที่มา มติชน




นพดล"รับหมายจับ"ทักษิณ" กระทบการเดินทาง สื่อนอกชี้ยุโรปไม่ต้อนรับ เชื่อมอนเตเนโกรไม่ส่งตัวให้ไทย

นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ถึงกรณีศาลออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ข้อหาก่อการร้ายว่ามีผลกระทบต่อการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับอัยการว่าจะส่งเรื่องไปยังแต่ละประเทศอย่างไร และแต่ละประเทศจะเห็นด้วยต่อหมายจับดังกล่าวหรือไม่ แม้ข้อหาก่อการร้ายเป็นข้อหาที่รุนแรง แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เบาหวิวที่สุด เพราะการนำหลักฐานคลิปที่ พ.ต.ท.ทักษิณวิดีโอลิงก์ระบุว่าหากเกิดการสลายการชุมนุมที่ กทม. ขอให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่ศาลากลางนั้น มาเป็นหลักฐานออกหมายจับนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณแค่บอกให้ประชาชนไปชุมนุมที่ศาลากลาง เพื่อเรียกร้องสิทธิ ไม่มีนัยยะว่า ให้ไปเผาศาลากลาง


"แต่ดีเอสไอกลับนำข้อความดังกล่าวไปตีความว่ายุให้เผาศาลากลาง แม้แกนนำเสื้อแดงคนอื่นๆ จะพูดยุให้เผาศาลากลาง แต่ไม่สามารถนำมาเชื่อมโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะเป็นคำพูดของคนละบุคคล ขอวิงวอนว่า อย่าใช้ข้อหาก่อการร้ายมาตรึง พ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้กระดิกตัวได้ การมากล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นวิธีการสร้างความปรองดองแล้วหรือ" นายนพดลกล่าว


วันเดียวกัน ที่กองบัญชาการกองทัพบก เมื่อเวลา 16.00 น. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานประชุม ศอฉ. ใช้เวลาประมาณ 1.30 ชั่วโมง รายงานข่าวแจ้งว่า ที่ประชุมมีการรายงานความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณที่ทวิตตอบโต้หลังถูกตั้งข้อหาก่อการร้าย และแนวทางการเคลื่อนไหวที่จะใช้วิธีการส่งข้อมูลผ่านทางสื่อต่างๆ เพื่อทำให้เห็นว่า ข้อมูลที่นำไปตั้งข้อกล่าวหาก่อการร้าย เป็นการตัดต่อและเป็นเท็จ เพื่อนำไปสู้ทางคดีต่อไป


"ศอฉ.ได้ยืนยันในที่ประชุมว่า คลิปเสียง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ใช้เป็นหลักฐานไม่ได้มีการปรับแต่งหรือตัดต่อให้ผิดความหมาย แต่มีการตัดต่อแต่ละคลิปให้เชื่อมโยงกัน เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ ขณะที่ดีเอสไอและกระทรวงการต่างประเทศยังพูดถึงการนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ในข้อหาก่อการร้ายมาดำเนินคดีได้ 3 กรณี คือ 1.การประสานงานกับสถานทูตและสถานกงสุลใน 92 แห่ง 2.การส่งผู้ร้ายข้ามแดนผ่านขั้นตอนทางการทูต 3.การนำตัวกลับด้วยวิธีอนุสัญญาต่างๆ ของประเทศไทยที่มีต่อประเทศภาคีสมาชิก" รายงานข่าวระบุ


ด้านนายอลัน ฟิชเชอร์ ผู้สื่อข่าวสถานีโทรทัศน์อัลจาซีร่า รายงานเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม จากเมืองบุดวา ประเทศมอนเตเนโกร ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าพักในบ้านพักที่มอนเตเนโกรในช่วงเวลาใกล้เคียงกับที่ศาลอนุมัติหมายจับในข้อหาก่อการร้ายเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่หลังจากนั้นเดินทางออกจากมอนเตเนโกรในอีกไม่นาน


ทั้งนี้ นายฟิชเชอร์ระบุว่าประเทศยุโรปทุกประเทศแสดงท่าทีชัดเจนแล้วว่าจะไม่ให้การต้อนรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ในขณะที่ทางการดูไบเคยแสดงท่าทีไว้ว่าแม้จะเต็มใจให้เข้าประเทศแต่จะต้องไม่ดำเนินกิจกรรมทางการเมืองใดๆ ขณะที่อยู่ที่นั่น จึงมีโอกาสสูงมากที่อีกไม่นาน พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมายังมอนเตเนโกรอีกครั้ง


"มอนเตเนโกร ไม่เคยส่งตัวพลเมืองของตนเองให้กับประเทศอื่นในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน และในฐานะเป็นพลเมืองคนหนึ่งของมอนเตเนโกร พ.ต.ท.ทักษิณก็ได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน" นายฟิชเชอร์ระบุ


ขณะเดียวกัน หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่านายโรเบิร์ต อัมสเตอร์ดัม ทนายความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ระบุว่ามีโอกาสเป็นไปได้น้อยมากที่อดีตนายกรัฐมนตรีจะถูกส่งตัวกลับมาดำเนินคดีในไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนจากประเทศหนึ่งประเทศใด ตราบเท่าที่ไทยยังคงมีสภาวะทางการเมืองแยกขั้วกันสูงอย่างเช่นในเวลานี้ อาจจะเรียกได้ว่ามีโอกาสเป็นศูนย์ก็ว่าได้


สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวชาวมอนเตเนโกรรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าทางการมอนเตเนโกรได้ร้องขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ หลีกเลี่ยงการแสดงความคิดเห็นต่างๆ ในที่สาธารณะในระหว่างการพำนักอยู่ในมอนเตเนโกร โดยคำร้องขอดังกล่าวมีขึ้น 1 วันหลังจากที่ศาลไทยอนุมัติหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณข้อหาก่อการร้ายและยังเปิดเผยว่า พ.ต.ท.ทักษิณจะมาถึงมอนเตโกรวันที่ 26 พฤษภาคมหลังจากไปแวะไซปรัสเป็นช่วงเวลาสั้นๆ โดยจะอยู่ที่มอนเตเนโกร 2 วัน ก่อนหน้าที่จะไปต่อยังฝรั่งเศส


ก่อนหน้านี้เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงต่างประเทศฝรั่งเศสเปิดเผยว่าได้โน้มน้าวให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ยกเลิกแผนการที่จะกล่าวปาฐกถาในเรื่องเกี่ยวกับวิกฤตการเมืองไทยที่ศูนย์การเมืองและการต่างประเทศในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ในวันที่ 31 พฤษภาคม และได้รับคำมั่นจาก พ.ต.ท.ทักษิณว่าจะไม่กล่าวปาฐกถาตามกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว แต่ผู้จัดยืนยันว่างานสัมมนาทางวิชาการดังกล่าวจะดำเนินต่อไปและถือว่าเป็นเรื่องของเอกชนที่รัฐบาลไม่มีสิทธิเข้ามายุ่งเกี่ยว


ไม่สูญเปล่า

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




การสลายม็อบแดงที่ราชประสงค์ผ่านพ้นไปแล้ว รัฐบาลและศอฉ.ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้โดยตรง ยังยืนยันว่าต้องบังคับใช้กฎหมาย เพื่อให้บ้านเมืองกลับมาสงบสุขตามเดิม

ก่อนประกาศเคอร์ฟิวนานร่วมสิบวัน!

การทำให้บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้

แต่คุ้มกันหรือที่ใช้กำลังเข้าไปสลายการชุมนุมจนเกิดการสูญเสีย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูญเสียชีวิต!

นับตั้งแต่วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พูดได้แค่เพียงว่าเสียใจกับการสูญเสียที่เกิดขึ้น

และยังบอกว่ามีประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วย

ตรงนี้อันตรายมาก!?

เพราะนายกฯกำลังบอกว่า ประชาชนเห็นด้วยกับการปราบปรามรุนแรงจนเกิดการบาดเจ็บล้มตายมหาศาล (มีการสรุปยอดความสูญเสียตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-20 พ.ค.มีผู้เสียชีวิตมากถึง 85 ศพ บาดเจ็บอีกนับพันคน)

บทเรียนมีอยู่แล้วในอดีต ทั้งจอมพลถนอม กิตติขจร และพล.อ.สุจินดา คราประยูร

น่าเสียดายที่นายกฯอภิสิทธิ์เลือกเดินตามรอยเลือดของผู้นำเหล่านี้

เช่นเดียวกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง ควบคุมศอฉ.โดยตรง ก็เลือกใช้วิธีปิดหูปิดตาประชาชน

เหตุการณ์สลดและสะเทือนใจที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมากเมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยเฉพาะเหตุการณ์สังหารหมู่ 6 ศพหน้าวัดปทุมวนาราม พระอารามหลวงที่สำคัญ และเป็นเขตอภัยทาน

ถูกกลบเกลื่อนไปกับภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามจำนวนมาก

เมื่อมีภาพกลุ่มทหาร 4-5 นาย อยู่บนรางรถไฟไฟ้าบีทีเอสเล็งปืนไปที่วัดปทุมฯในช่วงที่มีผู้บาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

แต่นายสุเทพบอกปัดว่าเป็นพวกโจรผู้ร้าย เป็นผู้ก่อการร้าย ไม่ใช่ทหาร

พยานหลายคนทั้งอาสาสมัครกาชาดและพระภิกษุออกมายืนยันชัดเจนว่า ใครยิงใส่ประชาชน ยิงอาสากาชาดจนเสียชีวิตขณะเข้าไปช่วยผู้บาดเจ็บ

นายสุเทพบอกว่าเป็นการโกหกพกลม เป็นเกมของพรรคเพื่อไทย

สื่อต่างประเทศที่มีการโหมข่าวการสังหารนปช.ในวัด

นักข่าวต่างประเทศหลายคนทั้งออสเตรเลียและแคนาดาประสบเหตุการณ์นี้ด้วยตัวเอง ยืนยันว่าใครยิงใส่ฝูงชน

ศอฉ. โดยพ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด กลับบอกว่าเป็นการกล่าวหาที่เลื่อนลอย

แต่จะตอบโต้หรือแก้ตัวอย่างไงก็ตาม ความจริงยอมหนีความจริงไม่พ้น

หลังจากนี้ไปต้องมีกระบวนการสอบสวนที่โปร่งใสและเป็นกลาง เข้ามาสอบสวนการสูญเสียชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะกรณี 6 ศพวัดปทุมฯ

ทั้ง 85 ศพต้องไม่เสียชีวิตไปเปล่า

ผู้สั่งการจนมีผู้บาดเจ็บล้มตายต้องรับผิดชอบ

"จตุพร"น้ำตาซึม แม่ยกแน่นดีเอสไอ

ที่มา ข่าวสด


ลับพอสมควร

ปัญญา อินทรอุดม รายงาน




หลังฝ่าวงล้อมเสื้อแดงที่สี่แยกราชประ สงค์ ออกมาได้อย่างหวุด หวิด เมื่อบ่ายวันที่ 19 พ.ค. ที่ผ่านมา

ก่อนจะเกิดเหตุจลาจลครั้งใหญ่ เผาทำลายห้างดังหลายแห่งในราชประสงค์ และโรงหนังชื่อดัง

แกนนำนปช. อาทิ บิ๊กตู่-จตุพร พรหมพันธุ์ เสี่ยเต้น-ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ หมอเหวง โตจิราการและ อดีตส.ส.พายัพ ปั้นเกตุ ก็เข้ามอบตัวกับตำรวจในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ขาดเพียง กี้ร์อมฮอลล์-อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง และ แรมโบ้อีสาน-สุภรณ์ อัตถาวงศ์ ที่หายเข้ากลีบเมฆไปตั้งแต่รุ่งสางวันเกิดเหตุ

หลังเข้ามอบตัว บิ๊กตู่ใช้เอกสิทธิ์ส.ส. ออกมาตั้งหลักอยู่ข้างนอก ขณะที่แกนนำร่วมก๊วนตบเท้าไปอยู่ค่ายนเรศวร เพชรบุรี

ล่าสุด ถูกดีเอสไอ แจ้งข้อหาก่อการร้าย

บิ๊กตู่ เลยควงคู่ วิเชียร ขาวขำ ส.ส. อุดรธานี บุกถ้ำดีเอสไอ แก้ข้อกล่าวหา

พอเคลียร์จบ ลงมาปะหน้าบรรดาเหล่าแม่ยกที่มาให้กำลังใจแน่นหน้ากรม

บางรายปล่อยโฮ ขณะที่ส่วนใหญ่ชูป้าย โบกผ้าแดงมีรูปหัวใจ แถมตะโกนเชียร์ให้สู้ๆ ลั่นตึก

ก่อนจะชุลมุนยื้อยุดกันเข้ามอบดอกกุหลาบแบบประชิดตัว

งานนี้ บิ๊กตู่ ถึงกับน้ำตาซึม

ก่อนโบกไม้โบกมือขึ้นรถบึ่งออกไปทันที

กลัวซ้ำรอย "เสธ.แดง" ล่ะสิ