WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, May 28, 2010

ไม่ให้ทุกข์-ง่ายนิดเดียว

ที่มา ไทยรัฐ


วันนี้ "วันวิสาขบูชา" วันสำคัญยิ่งใหญ่ของ พุทธศาสนา และ ชาวพุทธ ซึ่ง องค์การสหประชาชาติ ประกาศให้เป็น วันสำคัญของโลก เวียนกลับมาอีกปี เป็นวันสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ พระพุทธเจ้า 3 อย่างด้วยกันคือ วันประสูติ ตรัสรู้ และ ปรินิพพาน ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6

หลักธรรมสำคัญที่สุดในโลกที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็คือ

พระพุทธองค์ตรัสรู้ใน "หลักธรรม 4 ประการ" ที่เรียกว่า "อริยสัจ 4" หรือ "ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ" ซึ่งเป็น หัวใจพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย "ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค" ที่เราท่องจำกันมาตั้งแต่เด็กตอนเรียนหนังสือ แต่พอโตขึ้นส่วนใหญ่ก็ไม่มีใครนำมาปฏิบัติเท่าที่ควร เลยทำให้ตัวเองจมอยู่ในกองทุกข์ แล้วก็ฟูมฟายในโชคชะตาวาสนาของตัวเอง

การนำตัวเองให้พ้นจากกองทุกข์ ความจริงก็ไม่ยาก ไม่ต้องถึงกับต้องตรัสรู้หรือคร่ำเคร่งเรียนวิชาพุทธศาสนา หรือนั่งสมาธิวิปัสสนา ขอเพียงทำความเข้าใจใน ความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้อย่างผิวเผินก็พอแล้ว

ก่อนที่ เจ้าชายสิทธัตถะ จะเสด็จออกบวช พระองค์ทรงดำริว่า

"มนุษย์ทั้งหลายมีความทุกข์เกิดขึ้นครอบงำอยู่ตลอดเวลาก็จริง เกลียดความทุกข์อยู่ตลอดเวลาก็จริง แต่ทำไมมนุษย์ทั้งหลายยังมัวแสวงหาทุกข์ใส่ตัวอยู่ตลอดเวลา แล้วทำไมเราต้องมามัวนั่งแสวงหาทุกข์ใส่ตัว (ให้โง่) อยู่อีกเล่า"

เพื่อให้หายโง่มาศึกษาความจริงอันประเสริฐทั้ง 4 สักนิด

1. ทุกข์ หรือ ปัญหา นั้น พระพุทธเจ้า สอนว่ามนุษย์มีความทุกข์อยู่สองอย่างคือ ความทุกข์ขั้นพื้นฐาน กับ ความทุกข์ที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน

ความทุกข์ขั้นพื้นฐาน ก็คือ ความทุกข์ที่เกิดจากกาย เช่น เกิด แก่ เจ็บ ตาย และความลำบากทางกายต่างๆ

ส่วน ความทุกข์ที่เกิดจากการดำเนินชีวิตประจำวัน มีมากมายสารพัดเป็นความทุกข์ที่เกิดจากใจ เช่น ความทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่ตนรัก ความทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้ดั่งใจในสิ่งที่ปรารถนา ไปจนถึง ความยากจนข้นแค้น เรียกว่าครอบคลุมทั้ง กิเลส และ ตัณหา ของมนุษย์ ครบครัน ซึ่งเป็นที่มาแห่งความขัดแย้งและการต่อสู้แย่งชิง ต้องจมปลักอยู่ในความทุกข์อย่างที่เห็นในสังคมไทยและสังคมการเมืองไทยในปัจจุบัน

2. สมุทัย-สาเหตุที่ทำให้ทุกข์ หรือ สาเหตุของปัญหา เมื่อเป็นทุกข์แล้ว ก็ต้องหาต้นตอแห่งทุกข์ เพื่อให้รู้ว่าที่เป็นทุกข์เรื่องโน้นเรื่องนี้มีต้นเหตุหรือสาเหตุมาจากอะไร และคำตอบของที่มาแห่งทุกข์หรือปัญหาที่ พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ก็คือความทุกข์ทั้งหลายทั้งปวงของมนุษย์เราล้วนมาจากสาเหตุเดียวคือ "ตัณหา" หรือ "ความอยากได้" เช่น อยากร่ำรวย อยากเป็นรัฐมนตรี อยาก เป็นนายกฯ เป็นต้น

3. นิโรธ-การดับทุกข์ หรือ การแก้ไขปัญหา หลักธรรมข้อนี้ พระพุทธเจ้า ทรงสอนว่า ปัญหาทุกอย่างในโลกนี้สามารถแก้ไขได้ แม้แต่ปัญหาในชีวิตประจำวันก็สามารถแก้ไขได้ ถ้ามีสติดับตัณหาต่างๆลงได้

4. มรรค-หนทางแห่งการดับทุกข์ หรือ วิธีการแก้ไขปัญหา ข้อนี้ พระพุทธเจ้า ทรงสอนแนวทางการแก้ไขปัญหาในการดำเนินชีวิตประจำวันไว้ถึง 8 แนวทางด้วยกัน เรียกว่า "มรรค 8" หรือ "ทางสายกลาง" ในการปฏิบัติตนให้พ้นจากทุกข์ ประกอบด้วย ความเห็นชอบ, การคิดชอบ, การเจรจาชอบ, การทำงานชอบ, การเลี้ยงชีพชอบ, การพยายามชอบ, การระลึกชอบ และการตั้งใจชอบ พูดง่ายๆก็คือ คิดในทางบวก ทำในทางบวก

ถ้าผู้ชุมนุมและรัฐบาลนำมรรค 8 นี้ไปปฏิบัติแค่ 2 ข้อ คือ คิดชอบ และ เจรจาชอบ ผมเชื่อว่าปัญหาความขัดแย้งในบ้านเมืองคงแก้ไขได้อย่างราบรื่น

การฟื้นฟูบ้านเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้น ผมขอฝาก นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไว้ตรงนี้ การฟื้นฟูศีลธรรม โดยการส่งเสริมให้ประชาชนทุกระดับได้เรียนรู้หลักธรรมพื้นฐาน เพื่อให้เป็น "หลักคิด" ของประชาชนในการ "คิดชอบ" และ "คิดในทางบวก" ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าเรื่องการเมือง มิฉะนั้น สังคมไทย และ การเมืองไทย จะยิ่งเลวร้ายลงไปเรื่อยๆ.

"ลม เปลี่ยนทิศ"

แพ้กระแสแต่แต้มยังต่อ

ที่มา ไทยรัฐ

เกลือขึ้นแล้วพ่อแม่พี่น้อง

ล่าสุด พล.ต.อ.ปทีป ตันประเสริฐ รักษาการ ผบ.ตร. แง้มปากพูดแบบอ้ำๆอึ้งๆถึงความคืบหน้าคดีแกนนำม็อบพันธมิตรฯ บุกยึดสนามบินสุวรรณภูมิและสนามบินดอนเมือง

ได้มีการเสนอความเห็นในคดีของ พล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะหัวหน้าพนักงานสอบสวน ที่เสนออนุมัติศาลออกหมายจับแกนนำ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายของสำนักงานกฎหมายและสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พิจารณาเพิ่มเติม เพื่อสรุปความเห็นเสนอขึ้นมาอีกครั้ง

สรุปคำเดียวสั้นๆก็คือ "ดอง" ต่อไป

"หลวงพ่อ" ของเขาเหนียวจริงๆก็ต้องยอมรับ

และกำลังจะได้พิสูจน์กันว่า ไม่ใช่แค่ข่าวลือกับความเหนียวของยี่ห้อประชาธิปัตย์ วัดกันในคดียุบพรรคจากกรณีการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงมติด้วยคะแนนเอกฉันท์ 5 ต่อ 0

จากที่ฟันธงกันว่า "รอดยาก" เพราะมีคดีเทียบเคียง "ตายคาเขียงทุกราย" แต่ด้วยแรงอธิษฐานของพ่อยกแม่ยกที่ช่วยบนบานศาลกล่าว เอาใจช่วย

"หลวงพ่อช่วย" เริ่มแผลงอิทธิฤทธิ์

ล่าสุดนายคมสัน โพธิ์คง นักวิชาการสายม็อบพันธมิตรฯ ในฐานะอดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2550 แบะท่าโชว์ตัวชัดๆ

"ร่วมด้วยช่วยแห่" ข้อต่อสู้ของพรรคประชาธิปัตย์

ฟันธง การพิจารณาในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นการพิจารณาที่ข้ามขั้นตอน จึงเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญอาจจะยกคำร้องและจบปัญหาในข้อกฎหมาย

ถากถางพงหนาม ปูทางหนีทีไล่ให้กันเลย

โดยสัญญาณความศักดิ์สิทธิ์ อิทธิฤทธิ์ของ "หลวงพ่อช่วย" กับ "หลวงพ่อรอด" แนวโน้มประชาธิปัตย์กลับมาได้ลุ้นบทพิสูจน์ "เส้นดี"

หนังเหนียวไม่ตายง่ายๆ

ที่แน่ๆวางโปรแกรมลากยาวกันไว้แล้ว โดยการเผยไต๋ของนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้โพสต์ทวิตเตอร์บอกกับแฟนคลับ จะมีการปรับคณะรัฐมนตรี หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ และก็เป็นนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่รับมุกปรับ ครม.

ตามจังหวะเกมที่ไหลกลับมาเข้าทาง

จากคิวที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย กลับมารื้อแผน ปัดฝุ่นยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล และก็ตามโพยที่ใส่ตัวเลขได้ล่วงหน้า หลังศึกซักฟอก แบ่งเค้กงบประมาณ จัดสรรปันส่วนขนมกันเรียบร้อย

พรรคร่วมรัฐบาลก็จะโหวตอุ้มกันต่อไป

นายกฯอภิสิทธิ์ก็จะได้ตราประทับความชอบธรรมในการนั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี ถูลู่ถูกังบริหารต่อไป โดยที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยได้ยอมรับการดำรงอยู่ของรัฐบาล

มั่วกันไปมั่วกันมาก็วนเข้าเหลี่ยมเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์

แต่ก็ไม่ยอมหามศพเข้าวัดง่ายๆเหมือนกัน

แม้จะโดนโทษถึงตาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดนประทับสถานะ "ผู้ต้องหาก่อการร้าย" เจอหมายจับโทษฐานอยู่เบื้องหลังม็อบแดงเผาเมือง

ตามฉากไล่ล่า รัฐบาลประชาธิปัตย์เทกแอ็กชั่นเดินหน้าลากตัวมาสำเร็จโทษ

ที่แน่ๆนาทีนี้ครอบครัวของนายใหญ่คงได้อยู่กันพร้อมหน้า เพราะขนลูกเมียหนีตายออกจากเมืองไทยไปหมดแล้ว ซุ่มอยู่ ณ มุมใดมุมหนึ่งของโลก

และโดยเหลี่ยม "หักหน้า" อำนาจรัฐกันนิ่มๆ

ล่าสุด ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย ประกาศลั่นกลางสภา พรรคเพื่อไทยจะชู พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่โดนรัฐบาลตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย ในการหาเสียงเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างแน่นอน

เบิ้ลกันต่อหน้าต่อตา

ตามด้วยคิวของนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ประกาศเดิมพันกลางสภา ท้ารัฐบาลทำประชามติถามชาวบ้านชอบใครมากกว่าระหว่างนายกฯอภิสิทธิ์กับ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ถูกเสนอชื่อเป็นนายกฯในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หาก ร.ต.อ.เฉลิมแพ้ จะลาออกจากตำแหน่ง ส.ส.ทันที

ด้วยความที่มั่นใจว่า คนอีสานกับคนเหนือไม่เอาพรรคประชาธิปัตย์

ลูกข่ายนายใหญ่รอจังหวะลงสนามใหญ่ ประเทศไทยไม่ใช่แค่ กรุงเทพฯ

นัยว่า แพ้กระแส แต่แต้มรวมเป็นต่ออยู่.


ทีมข่าวการเมือง

เมืองพุทธ

ที่มา ไทยรัฐ


วันนี้เป็น วันวิสาขบูชา ที่ปีนี้ประเทศไทยได้มีโอกาสต้อนรับผู้แทนจากองค์กรพุทธศาสนา กว่า 1,700 รูป จาก 83 ประเทศทั่วโลก เนื่องจากปีนี้ประเทศไทยและประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพจัดงานวันวิสาขบูชาโลกร่วมกัน

สัปดาห์ที่วิกฤติบ้านเมืองยังวุ่นวาย ได้มีการ จัดงานวันวิสาขบูชาโลก ไปเรียบร้อยแล้วที่มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยและตึกองค์การสหประชาชาติ

รู้สึกใจหายเมื่อหวนนึกย้อนไปดูความเป็นอยู่ของคนไทยในอดีต เทศกาลงานบุญ ประเพณีวัฒนธรรมต่างๆดั้งเดิมที่เคยมีมาพร้อมกับรอยยิ้มประทับใจที่หาไม่ได้แล้วในยุคปัจจุบัน

ที่มีแต่ร่องรอยของความหายนะ

จะด้วยเหตุผลกลใดคงไม่ต้องอธิบายให้เมื่อยตุ้ม นับตั้งแต่ นักการเมืองยินยอมต้อนรับอำนาจนอกระบบปล่อยให้มีการยึดอำนาจ โดยยินยอมพร้อมใจ ปล่อยให้อำนาจนอกระบบเข้ามาทำลายความ ชอบธรรมของอำนาจประชาธิปไตย

ทำลายความเป็นชาติไทยหมดสิ้นลงทันที

ผลกระทบนี้ไม่เฉพาะหมู่ประชาชนคนไทยเท่านั้น ยังลามไปทุกองค์กร ครอบครัวแตกแยก องค์กรแตกแยก ประเทศแตกแยก แม้แต่ นักการเมืองเองก็มุ่งที่จะเข่นฆ่ากันทุกวิถีทาง สภาล่มเป็นเรื่องธรรมชาติไปแล้ว บรรยากาศในสภาเหมือนเวทีมวยไม่มีผิด เผลอๆเป็นมวยวัดไม่มีกรรมการด้วยซ้ำ

ฝ่ายบริหารเองก็สิ้นศรัทธา สมัยก่อนนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีลงพื้นที่พบปะชาวบ้านมีแต่ความเป็นมิตรผูกผ้าขาวม้ากันตั้งแต่สะโพกไปถึงคอ กอดรัดฟัดเหวี่ยงผูกข้อไม้ข้อมือ เป็นบรรยากาศที่ชี้ให้เห็นวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ชัดเจนอีกรูปแบบหนึ่ง

ตอนนี้จะออกนอกอาคารก็ไม่ได้ ไปไหนต้องนั่งรถกันกระสุน มีหน่วยรักษาความปลอดภัยล้อมหน้าล้อมหลังแทบจะไม่ต้องออกแรงเดินเอง อีกหน่อยก็คงต้องอุ้มกระเตงกันไป เพราะฉะนั้นการที่ชาวบ้านจะเข้าใกล้ตัวเหมือนในอดีตคงจะยาก แค่มีคนมายืนด่าก็ผวาแล้ว

การดำเนินการขุดรากถอนโคนของรัฐบาลต่อคนเสื้อแดงและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในข้อหาก่อการร้าย ขณะนี้ระวังจะมีการย้อนศรเพราะเสื้อเหลืองก็เจอข้อหาผู้ก่อการร้ายคาอยู่ คดีไปถึงไหน ทำไมไม่กระเหี้ยนกระหือรือ แล้วข้อหามือเปื้อนเลือดก็ยังไม่มีการ พิสูจน์ชัด ฝ่ายหนึ่งมาประท้วงรัฐบาลแล้วถูกยิงตายถูกตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย ฝ่ายหนึ่งสั่งใช้ความรุนแรงกับประชาชนกลับถูกต้องตามกฎหมาย มีความชอบธรรม

ว้าเหว่.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 28/05/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตอน 2)

ที่มา บางกอกทูเดย์


รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ ส.ส.มีเวลา 60 วัน ภายหลังพรรคการเมืองมีคำสั่งถูกยุบ นั่นก็คือนับจากวันที่หนึ่งถึงวันที่หกสิบ ส.ส.จะต้องไปหาพรรคการเมืองสังกัดให้ได้ ถ้าทำไม่ได้ให้พ้นสภาพจากความเป็น ส.ส.แสดงว่า ส.ส.ไม่มีพรรคการเมืองที่จะนำไปกล่าวในที่ประชุมใช่หรือไม่? “ถ้าใช่” ก็คงต้องหมายความว่า

รัฐธรรมนูญนี้มีข้อยกเว้น มีบทเฉพาะกาล...แต่เมื่ออ่านทั้ง 309 มาตราแล้ว จะไม่พบข้อยกเว้นหรือบทเฉพาะกาลในเรื่องเหล่านี้เลย นั่นแสดงว่า เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญต้องการให้ ส.ส. สังกัดพรรคตลอดเวลา การทำหน้าที่ในสภาของ ส.ส. จึงทำหน้าที่ในฐานะปวงชนชาวไทยที่สังกัดพรรคการเมืองซึ่ง

ประชาชนได้เลือกเข้ามา ต่างจาก ส.ว. ที่ไม่ต้องสังกัดพรรค แต่เชื่อหรือไม่ครับ พี่น้องทั้งหลาย...การตะแบงของนักการเมืองได้เกิดขึ้นไปแล้ว มีการตีความกฎหมายรัฐธรรมนูญแบบเข้าข้างตัวเองหรือไม่ ลองพิจารณากันดู เพราะในการประชุมสภาเมื่อวันที่ 15 ธันวา 51 นั้น...ส.ส. ของพรรคการเมืองทั้งสาม

พรรค ยังเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้อย่างหน้าตาเฉย โดยเฉพาะ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลเดิมแต่ถูกศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุบไปเมื่อ 2 ธันวา 51 พรรคพลังประชาชนได้รับการเลือกตั้งเข้ามาโดยมีจำนวน ส.ส. มากเป็นอันดับหนึ่งในคราวเลือกตั้งทั่วไปเมื่อ 23 ธันวา 50 และสามารถจัดตั้งรัฐบาล

เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินได้ มีนายกรัฐมนตรีมาแล้ว 2 คน เมื่อพรรคพลังประชาชนถูกศาลสั่งยุบพรรคไป นายกฯ สมชาย ต้องพ้นจากตำแหน่ง แน่นอน ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ก็มีการจับขั้วทางการเมืองเกิดขึ้น จนมีผู้ที่สมควรได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ 2 คน คนหนึ่งมาจากพรรครัฐบาลเดิมมี

ยศ “พลตำรวจเอก” ที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนส่วนใหญ่ให้การสนับสนุน ส.ส. ที่สนับสนุนจะต้องเข้าชื่อเสนอว่าที่นายกฯ คนใหม่ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของ ส.ส. ที่มีอยู่ทั้งสภา ก็มีการดำเนินการกันไปแล้ว โดยที่มีลักษณะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ เพราะการเสนอชื่อว่าที่

นายกฯ นั้น มีการบันทึกไว้ของสภาว่า...ผู้ที่เข้าชื่อเสนอนั้นมีจำนวนถูกต้อง แต่ไม่มีการระบุว่า ส.ส. เหล่านี้สังกัดพรรคใด ในบันทึกการประชุมของสภาเมื่อวันที่ 15 ธันวา 51 ไม่มีการระบุว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองทั้งสามที่ถูกยุบไป เป็น ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่นหรือยัง ซึ่งตามข้อเท็จจริง ส.ส. เหล่านี้ยังไม่ไปหา

พรรคการเมืองอื่นสังกัดตามสิทธิที่มีอยู่ แต่ได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาเรียบร้อยไปแล้ว โดยการร่วมกันเสนอชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรีแข่งกัน ส.ส. ส่วนใหญ่ของพรรคพลังประชาชนเดิมได้เข้าไปโหวตเลือกนายกฯที่พวกตนเองเสนอ ทั้งที่ ส.ส.เหล่านี้ไม่แจ้งสังกัดพรรคการเมือง ดูเหมือนการกระทำของ ส.ส. เหล่านี้จะ

ขัดต่อรัฐธรรมนูญไปแล้ว...เพราะส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งในกรณีนี้...หากว่าที่นายกฯ ของกลุ่มเดิมได้รับเลือกก็คงต้องตีความว่าได้อำนาจมาชอบหรือไม่? เรื่องนี้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 68 ระบุชัดว่า เป็นเรื่องสำคัญ จึงกำหนดว่า...บุคคลใดจะใช้สิทธิและเสรีภาพเพื่อให้ได้มา

ซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ มิได้ อย่างที่กล่าวไปแล้ว...ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดของรัฐธรรมนูญ ที่กำหนดให้ ส.ส. ที่ถูกพรรคการเมืองขับออก หรือ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปให้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้ มีเพียงแค่ว่า ส.ส. นั้นยังคง

สถานภาพความเป็น ส.ส. อยู่ ที่มีเพียงสิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อศาล หรือสิทธิที่จะไปพรรคการเมืองอื่นสังกัดภายในช่วงเวลาที่กำหนดไว้ 30 วันตามมาตรา 106 (7) หรือ 60 วันตามมาตรา 106 (8) เท่านั้น การที่ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเดิม ได้เข้าชื่อเสนอว่าที่นายกฯ คนใหม่ จึงอาจส่อไปในทางที่ใช้อำนาจหน้าที่หรือ

สิทธิเสรีภาพไปในทางที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจถูกถอดถอนได้ หากการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ของพรรคพลังประชาชนเดิมได้รับเสียงข้างมากจากบรรดา ส.ส. ที่ระบุว่า ยังไม่มีพรรคการเมืองใหม่สังกัดนั้น ก็คงจะต้องพิจารณาต่อไปว่านายกฯ คนใหม่นั้น ได้รับเลือกมาโดยชอบหรือไม่ เพราะถ้าพิจารณาตามบันทึก

การประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 จะพบว่า ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนเดิม ไม่มีการระบุว่า เป็น ส.ส. ของพรรคการเมืองอื่นแต่อย่างใด คะแนนเสียงในการเสนอชื่อและในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดย ส.ส. ที่ไม่สามารถระบุว่าเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดจะใช้ได้หรือไม่?

น่าสนใจมากทีเดียว! เพราะเรื่องอย่างนี้ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน เรื่องนี้เคยมีคนสนใจกันมาก...แต่ยังคลายปมไม่ออก แต่ก็ไม่ได้ติดตามกันมากนัก เพราะในเวลาต่อมา คนที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีนั้นหาใช่พลตำรวจเอกไม่ แต่เป็น “เด็กหนุ่มรูปหล่อ” ที่หลายคนดีใจเมื่อชนะโหวตในสภาได้เป็นนายกฯ แทน ถูกใจ

แล้ว...ความถูกต้องก็เลยลืมเลือนไป แต่หากว่าคนรูปหล่อไม่ได้เป็น...การพิจารณาตามความถูกต้องน่าจะมีต่อไป เฉกเช่นเรื่องเขาพระวิหาร การทำกับข้าว การจ้างพรรคเล็ก การหันคูหาเลือกตั้ง เมื่อไม่ถูกใจ...แม้จะได้รับเลือกมาจากเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนอย่างไรก็ตาม ก็จะต้องหาเหตุกล่าวหากันให้ได้ว่า ทำ

อะไรก็ผิด ทั้งเรื่องการซื้อสิทธิ์ขายเสียง การใช้นอมินี การซุกหุ้นซุกเงิน การร่ำรวยผิดปกติ หรือการเป็นผู้ก่อการร้ายเรื่องที่หามาใส่กันนั้น เดิมคนส่วนใหญ่จะเห็นพ้องคล้อยตาม...แต่ทำไปมากเข้าชาวบ้านเลยงงๆว่า คนบางคนจะทำความผิดได้มากมายขนาดนั้นเลยหรือ แล้วคนที่อยู่ร่วมด้วยกันมากว่าหกปี ไม่มี

ใครผิดเลยหรือ บางคนถูกกระบวนการนอกเหนือจากรัฐธรรมนูญของประชาชน กล่าวหาว่าทำผิดอย่างมหันต์ ชั่วช้าสามาน ซึ่งมีมากมายหลายเรื่องที่โดนกล่าวหา แต่กระบวนการที่นำมาใช้นั้นดูเหมือนจะไม่ใช่ตามระบอบประชาธิปไตย เช่นนี้ คนส่วนหนึ่งจึงเริ่มรู้สึกว่าความเป็นธรรมนั้นมีจริงหรือไม่ หรือมีแต่เรื่อง

ความถูกใจ หาความถูกต้องได้ยาก ซึ่งที่พบเห็นก็เป็นเพียงการเลือกใช้อำนาจอย่างไม่เท่าเทียมกัน หรือสองมาตรฐาน เมื่อไม่เห็นด้วยกับวิธีการที่นำมาใช้ คนก็ต่อต้าน เพราะยังต้องการเห็นความถูกต้องความชอบธรรมอยู่ ซึ่งแม้คนที่เขาเลือกมาจะถูกกล่าวหาอย่างไรก็ตาม เขาก็ไม่โต้แย้ง ถ้าวิธีการที่นำมาใช้ใน

การพิจารณากล่าวหานั้นเป็นธรรม ผิดก็คือผิด ถูกก็ว่าไปตามที่ถูก และต้องไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม ต้องได้รับความยุติธรรมที่ไม่แตกต่างกัน จะเป็นคนดีหรือคนไม่ดีในสายตาประชาคม ก็ต้องพิจารณาบนพื้นฐานของความเป็นธรรมที่เท่าเทียมกัน เขียนอย่างนี้แล้ว พี่น้องผู้อ่านอาจจะมองว่าเขียน

เข้าข้างใครหรือไม่...ตอบว่า “ไม่” เพราะว่าไปตามเนื้อผ้า พิจารณาเป็นเรื่องๆ ไป ไม่ได้มองว่า คนนี้ไม่ชอบก็หาเรืองเขา คนนี้รักทำอะไรก็ไม่ผิด อย่างนั้นเรียกว่า “อคติ” กลับมาพิจารณากันต่อเรื่อง ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ซึ่งถ้าเป็นไปในแนวทางที่กำหนดในกฎหมายหรือรัฐธรรมนูญ จะเห็นว่า ส.ส. กับพรรคการ

เมืองแยกจากกันไม่ได้ ต้องอยู่คู่กันตลอดไป เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (4) ก็ระบุไว้ว่า ส.ส. จะพ้นสภาพถ้าขาดคุณสมบัติของการเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง ซึ่งมาตรานี้ได้โยงเรื่องการขาดคุณสมบัติดังกล่าวไปที่มาตรา 101 (3) พิจารณาได้ชัดเจนพอควรแล้ว ก็มาดูต่อในกฎหมาย

ประกอบรัฐธรรมนูญที่รับรองเรื่องนี้ไว้ชัดเจนขึ้น เรื่องนี้ต้องไปดูต่อในกฎหมายพรรคการเมืองที่เรียกว่าพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 กฎหมายพรรคการเมือง ให้ความหมายในมาตรา 4 คำว่า “สมาชิก” หมายถึงสมาชิกพรรคการเมือง ซึ่งจะสอดคล้องกับคำว่า สมาชิก ที่ระบุไว้รัฐ

ธรรมนูญ มาตรา 106 (7) และ (8) ดังที่กล่าวไปแล้ว ในกฎหมายพรรคการเมืองนี้ มีการผูกโยงสถานภาพของสมาชิกพรรคการเมืองไว้กับรัฐธรรมนูญด้วย ถ้าไปพิจารณาในกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 20 (5) ที่ระบุว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการสิ้นสุดลงเมื่อพรรคการเมืองสิ้นสภาพถูกยุบไปอ่านเพียงเท่านี้ เข้า

ใจได้ทันทีว่า...สมาชิกพรรคการเมืองสิ้นไปแล้วทันทีที่ศาลสั่งยุบพรรคการเมือง สมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็นคนทั่วไปก็หมดไป แต่คนที่เป็นกรรมการบริหารพรรคมีโทษตามมาด้วย คือถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตอน 1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


บทความนี้อาจจะยาวไปหน่อย...คงต้องแบ่งเป็นตอนๆ แต่จะพยายามเขียนให้อ่านได้อย่างเข้าใจ ทั้งข้อกฎหมายและข้อเท็จจริง ก็ขอให้ติดตามให้ครบนะครับ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีเจตนารมณ์ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ต้อง “สังกัดพรรคการเมือง” อยู่ตลอดเวลา ถ้า ส.ส.ไม่ได้สังกัดพรรคการเมืองก็จะพ้นจากความเป็น ส.ส.ไปทันที หลักการที่กำหนดให้ ส.ส.ต้องสังกัดพรรคการเมืองนั้น มิ

ได้ทำให้ ส.ส. ขาดความเป็นอิสระในการปฏิบัติหน้าที่ในสภาแต่อย่างใด เพราะรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ได้คุ้มครองไว้แล้ว เช่นเดียวกับการทำหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) แต่การทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภานั้นจะต้องทำในฐานะที่เป็นของ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่สังกัดอยู่เท่านั้น จะไปทำในนามอิสระไม่

สังกัดพรรคการเมืองไม่ได้ หรือจะไปทำหน้าที่ในนามพรรคการเมืองอื่นก็ไม่ได้เช่นกัน ส.ส. อาจพ้นจากตำแหน่งทันที ถ้าพรรคการเมืองมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรค โดยมติดังกล่าวจะต้องไม่น้อยกว่าสามในสี่ของที่ประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารพรรคการเมืองและ ส.ส. ทั้งนี้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (7)

มาตรา 106 (7) ระบุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญไว้ชัดว่า...พรรคการเมืองนั้นสามารถขับ ส.ส. ออกจากพรรคได้ และเมื่อพรรคการเมืองมีมติแล้ว ส.ส. นั้นจะต้องพ้นสิ้นสุดสมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ทันที อย่างไรก็ตาม รัฐธรรมนูญเองก็ยังคุ้มครอง ส.ส. ที่พ้นสภาพไปแล้ว ถ้าหาก ส.ส. ที่พ้นสภาพไปแล้ว

นั้น เห็นว่า มติของพรรคการเมือง ทำไปโดยขัดต่อหลักการปฏิบัติหน้าที่หรือสถานนะของ ส.ส. หรือขัดต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย รัฐธรรมนูญ มาตรา 65 วรรคสาม ให้หลักการไว้ว่า ส.ส. ซึ่งเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น หากเห็นว่ามติเรื่องใดของพรรคการเมืองขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่หรือขัด

ต่อหลักพื้นฐานของประชาธิปไตย ส.ส. ที่เห็นเช่นนั้น หรือได้รับผลจากมติของพรรคการเมือง เช่น มติที่ถูกขับออกจากพรรคอันเป็นเหตุให้สิ้นสภาพความเป็น ส.ส. ลงไปนั้น สามารถอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้มติของพรรคการเมืองนั้นยกเลิกไปได้ (มาตรา 65 วรรคสี่) ส.ส. ผู้ที่พ้นสภาพไป

แล้วตามมติของพรรคการเมือง สามารถโต้แย้งโดยการอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ภายในสามสิบวัน ซึ่งถ้าศาลวินิจฉัยว่า มติดังกล่าวขัดมาตรา 65 วรรคสาม ส.ส. ผู้นั้นก็ไปสมัครเป็นสมาชิกพรรคการเมืองอื่นได้ใน 30 วัน หากว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ

มาตรา 65 วรรคสาม ให้ถือว่า ส.ส. ผู้ที่ถูกขับออกจากพรรคนั้น พ้นสภาพจากความเป็น ส.ส. ในวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย พิจารณาตามความใน มาตรา 106 (7) แล้ว เห็นได้ชัดว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เมื่อพรรคการเมืองใดมีมติขับ ส.ส. ออกจากพรรคคือให้พ้นสภาพจากความเป็นสมาชิกของพรรค

การเมือง ส.ส. นั้นจะต้องพ้นสภาพจากพรรคไปทันที แต่ถ้า ส.ส. นั้นใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ สถานภาพของ ส.ส. นั้นจะพ้นไปก็ต่อเมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองนั้นไม่ขัดต่อหลักการตามความในมาตรา 65 วรรคสาม จึงมีประเด็นให้ขบคิดกันแล้วว่า ส.ส. ที่พ้นจาก

พรรคการเมืองตามมติของพรรคนั้น และได้ไปใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ ส.ส. ผู้นั้นยังสังกัดพรรคการเมืองหรือไม่ ถ้าพิจารณาแล้ว ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคนั้นต้องพ้นจากสมาชิกพรรคการเมืองในทันที เพียงแต่สถานภาพความเป็น ส.ส. ยังคงอยู่ในช่วงที่ใช้สิทธิอุทธรณ์เพื่อรอให้ศาลรัฐ

ธรรมนูญวินิจฉัย ถ้าศาลวินิจฉัยว่า...มติของพรรคการเมืองขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 65 วรรคสาม ส.ส. ทีถูกขับออกจากพรรคการเมืองเดิม ก็สามารถไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้ภายใน 30 วันนับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย เมื่อเห็นชัดแล้วว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคการเมืองนั้น ไม่มีสถานะ

เป็นสมาชิกพรรคการเมืองทันที นับจากวันที่พรรคการเมืองมีมติ ก็เท่ากับว่า ส.ส. นั้นไม่มีพรรคการเมืองสังกัดแล้ว แสดงว่า ส.ส. นั้นไม่มีพรรคการเมืองสังกัดในระหว่างที่ร้องอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญ จึงมีประเด็นที่พิจารณาต่อไปว่า ส.ส. ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาสถานภาพความเป็น ส.ส. นั้น จะทำ

หน้าที่ในสภาได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาจากเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค และแบ่ง ส.ส. ออกเป็นสองชนิดที่มาจากการเลือกตั้งจากประชาชน โดยประชาชนจะเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตตามตัวบุคคล และแบบสัดส่วนตามชื่อพรรคการเมือง ส.ส. จึงถูกกำหนดว่าต้องสังกัดพรรคการ

เมืองตลอดเวลา...ต่างจาก ส.ว. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองใด แต่การทำหน้าที่ของทั้ง ส.ส. และ ส.ว. นั้นจะต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 122 ด้วย เมื่อเห็นชัดแล้วว่า ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคการเมืองและอยู่ระหว่างรอการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ไม่มีพรรค

การเมืองสังกัด การเข้าไปทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภาจะทำไม่ได้ เพราะจะไม่สามารถบอกต่อสภาได้ว่า เป็น ส.ส. ของพรรคใดในสภา ส.ส. ที่ถูกขับออกจากพรรคและใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องหยุดการปฏิบัติหน้าที่ในสภาไว้...จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งตาม

ที่ รัฐธรรมนูญ มาตรา 106 (7) บัญญัติไว้ ต่อมาเมื่อพิจารณาในอีกด้านหนึ่งตามความใน มาตรา 106 (8) ที่กำหนดว่า ส.ส. จะพ้นสภาพไปเช่นกันหากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคการเมืองไป และส.ส. ของพรรคการเมืองนั้นไม่สามารถหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดได้ภายใน 60 วัน หลักการของ

มาตรา 106 (8) ก็มีลักษณะที่กำหนดไว้ว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค เพียงแต่ว่า ในมาตรานี้รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้แล้ว ไม่ต้องให้ ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ต้องไปร้องอุทธรณ์ต่อศาลอีกครั้งหนึ่ง ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปจึงมีเวลาตั้งแต่วันที่หนึ่ง ถึงวันที่หกสิบ นับจากวันที่ศาลรัฐธรรมนูญ

วินิจฉัย ให้ไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัด ในระหว่างเวลาดังกล่าวที่พรรคการเมืองเดิมยุบไปนั้น ก็มีเรื่องที่ต้องพิจารณาเช่นกันว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองนั้น ไม่มีพรรคการเมืองสังกัดแล้ว คงเหลือแต่สถานภาพของ ส.ส. อยู่ใช่หรือไม่ และสามารถเข้าไปทำหน้าที่ในสภาต่อไป ได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาว่า

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ดังนั้นไม่ว่า ส.ส. จะพ้นสภาพจากสมาชิกพรรคการเมืองเพราะถูกขับออกจากพรรคก็ตาม หรือพรรคการเมืองที่ ส.ส. สังกัดอยู่ถูกศาลมีคำสั่งยุบพรรคไปก็ตาม ส.ส. ที่ไม่พรรคการเมืองสังกัดก็ย่อมเข้าไปทำหน้าที่ในสภาไม่ได้ ส่วน ส.ส. ที่พรรคการเมืองโดนยุบไปจะเข้าไปทำหน้าที่

ในสภาในฐานะที่ไม่มีพรรคการเมืองสังกัดได้หรือไม่ มีประเด็นต้องพิจารณาต่อไป อย่างที่ทราบ...คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ถือเป็น “เด็ดขาด” มีผลผูกพันรัฐสภา ทั้งนี้ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 216 วรรคห้า ดังนั้น เมื่อศาลมีคำสั่งยุบพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองที่ถูกยุบจะสิ้นสภาพไป

ทันที เมื่อสิ้นสภาพไปแล้ว พรรคการเมืองนั้นก็จะผูกพันไปถึงรัฐสภาด้วย หมายความว่า พรรคการเมืองนั้นจะถูกนำไปอ้างไว้ในที่ประชุมสภาไม่ได้อีกต่อไป เมื่อพรรคการเมืองไม่มีแล้วตามคำสั่งศาล...แต่ ส.ส. ของพรรคที่ถูกยุบไป ยังมีสิทธิอยู่ 60 วันเพื่อหาพรรคใหม่สังกัด ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป

จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้หรือไม่ ถ้าพิจารณาเพียงความในรัฐธรรมนูญ หลายคนคงคิดว่า ส.ส. ไม่ได้ผิดอะไรจากการที่พรรคการเมืองโดนยุบ และรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้ ถ้า ส.ส. ผู้นั้นไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่ได้พ้นสภาพความเป็น ส.ส. และไม่ถูกตัดสิทธิ 5 ปี การทำหน้าที่ในสภาจึงสามารถที่

จะทำได้ โดยอาศัยสถานภาพของความเป็น ส.ส. ที่ยังคงอยู่ เพียงแต่พรรคการเมืองเท่านั้นที่ไม่มี การเข้าไปทำหน้าที่ในสภาโดยที่ยังไม่เข้าไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นก่อนนั้นจึงทำได้ ในการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในสภา ถ้าพิจารณาจากบันทึกการประชุม หรือชมการถ่ายทอดการประชุมก็จะพบว่า...ในการ

ประชุมของสภาผู้แทนราษฎรนั้น ในที่ประชุมจะได้ยินได้เห็นอยู่เสมอว่า เป็น ส.ส. พรรคการเมืองใด จังหวัดใดแบบใด เป็นเรื่องปกติตลอดมา...ยกเว้นในกรณีที่มีการยุบพรรคการเมืองไป 3 พรรคเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2551 อันทำให้คณะรัฐมนตรีขณะนั้นพ้นสภาพไปด้วย เพราะนายกรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่ง

เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป นับจากวันที่ 2 ธันวา 51 ส.ส. ของทั้งสามพรรค ก็ไม่มีพรรคการเมืองที่จะนำไปอ้างต่อที่ประชุมสภาได้อีกต่อไป การเข้าไปประชุมในสภาจึงต้องพิจารณาว่า จะต้องไปหาพรรคการเมืองอื่นสังกัดก่อนหรือไม่?!

ประชาชนคือประชาธิปไตย

ที่มา บางกอกทูเดย์


มีหลายคำถาม..ที่เมื่อถามไปแล้วไม่มีใครอยากตอบ...หรือเมื่อตอบไปแล้ว..มันก็ยังเป็นคำถาม..อย่างภริยาถามสามีว่า...คุณรักฉันไหม...มันเป็นคำถาม..ที่รู้คำตอบล่วงหน้า..และถึงจะรู้คำตอบล่วงหน้าไปแล้ว ก็ยังอยากจะถามอีก เหมือนคำถามที่ว่า..ประเทศไทยปกครองด้วยระบอบอะไร...คำตอบก็คือ...ประชาธิปไตย..แต่คนที่ตอบไป...แน่ใจในคำตอบนั้นหรือ...การเลือกตั้ง..เป็นชีวิตและลมหายใจของ

ประชาธิปไตย..แต่สิ่งที่ได้มาจากการเลือกตั้งต่างหาก ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย… แขวนป้าย ชวน หลีกภัย...คือชัยชนะของการเลือกตั้งส่วนใหญ่ในภาคใต้...เขาเลือกใครก็ได้เพราะเขาเลือก ชวน หลีกภัย ชวน หลีกภัย เป็นตำนานมานานแสนนาน..มันเป็นประชาธิปไตยแบบมีอัตตา..หรืออัตตาธิปไตย.. ทักษิณ ชินวัตร

เกิดขึ้นมา...ไม่แตกต่างจาก ชวน หลีกภัย ในภาคใต้..เพียงแต่ว่าภาคอีสานมันโตกว่า มันมโหฬารกว่า… ใครก็ได้ถ้าแขวนป้ายทักษิณ… ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง..มี ชวน หลีกภัย กับ ทักษิณ ชินวัตร เท่านั้น..ที่ยิ่งใหญ่สูงสุดบนการเลือกตั้ง...เราดูแคลนว่า..ประชาชนคนไทย ยังไม่พร้อมสำหรับการเลือกตั้ง...

แต่มีแค่ 2 คนเท่านั้น..ที่ประชาชนเลือกก่อนวันสมัคร..และรักที่จะเลือกใครก็ได้..ที่ ชวน หลีกภัย และ ทักษิณ ชินวัตร ส่งมา… ประชาชนเดินหน้าไปไกลกว่าองคาพยพทั้งหลาย..ไปไกลและเป็นประชาธิปไตยกว่า..ครูบาอาจารย์ในมหาวิทยาลัย… ถ้าจะให้ประชาธิปไตยเติบใหญ่..ถ้าจะให้วงจรอุบาทว์พ้นไปจาก

ประเทศนี้....จงมอบประเทศนี้ให้กับประชาชน..บนการเลือกตั้งตำแหน่งเดียวคือ....นายกรัฐมนตรี..จากบัญชีปาร์ตี้ลิสต์… ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน..ไม่ใช่จากการเมืองฉ้อฉลในรัฐสภา ให้นายกรัฐมนตรีมาจากประชาชน...เขาถึงจะไม่ถูกโค่นล้มจากวงจรอุบาทว์..เขาจึงจะสร้างคณะรัฐมนตรีที่ดีที่สุดขึ้นมาได้

เคอร์ฟิวทำพิษ ‘ธุรกิจภาพยนตร์’…?!!

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้ว่าสุดท้าย รัฐบาลจะตัดสินใจหดระยะเวลาการประกาศเคอร์ฟิว จาก 7 วัน ลดเหลือเพียง 4 วัน แต่ผลพวงจากการต่ออายุการประกาศ เคอร์ฟิว ออกไปจนถึงช่วงปลายสัปดาห์ที่เป็น “วันวิสาขบูชา” ด้วยเหตุผลและความจำเป็นว่า “สถานการณ์ยังดูไม่น่าไว้วางใจ” ทำให้มนุษย์กลางคืนที่มีวิถี “หาค่ำกินเช้า” และอีกผู้ประกอบการธุรกิจยามกลางคืน รวมถึงธุรกิจบันเทิงทั้งหลาย ยังต้องนอนก่ายหน้าผาก เอาน้ำลูบท้องต่อไป ทั้งนี้ จากการสำรวจข้อมูล พบว่า ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศเคอร์ฟิวหลักๆ ได้แก่ ธุรกิจ

ในกลุ่มเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ เช่น ผับ เธค, ร้านอาหาร ทั้งประเภทโต้รุ่ง แผงลอยริมฟุตบาธที่เปิดบริการตอนกลางคืน, ห้างสรรพสินค้าต่างๆ รวมถึงธุรกิจ “โรงภาพยนตร์” ที่คนส่วนใหญ่กำหนดไว้เป็นจุดหมายปลายทางเพื่อผ่อนคลายความเครียดในชีวิตประจำวันหลังเลิกงาน ซึ่งหากเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์จะคึกคัก

กันแทบทั้งวัน แต่หากเป็นวันธรรมดา รายได้หลักก็ล้วนแล้วแต่มาจากเวลาในช่วงย่ำค่ำเป็นต้นไป ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา “ธุรกิจภาพยนตร์” สามารถพลิกวิกฤติความสับสนวุ่นวายทางการเมืองให้เป็นโอกาสได้อยู่เสมอ แม้ว่าธุรกิจบันเทิงในสาขาอื่นๆ จะเจ๊งกันไปแบบระเนระนาดด้วยกลไกด้านความเชื่อมั่น

ในความปลอดภัย แต่ทว่า ธุรกิจภาพยนตร์กลับเอาตัวรอดไปได้แทบทุกครั้ง จึงไม่แปลกที่จะทำให้คนในแวดวงภาพยนตร์ไทย...มองการเมืองเป็นเรื่องที่ยังไกลตัว แต่นั่น คงไม่เหมาะจะใช้อธิบายกับสถานการณ์ความเป็นไปของธุรกิจภาพยนตร์ไทยในยุคสมัยของนายกรัฐมนตรีไทย เจ้าของสถิติใหม่ในยุค “พฤษ

ภามหากาฬ” เพราะปัจจุบันสถานการณ์ของหนังไทยเริ่มฉายแวววิกฤติให้เห็น โดยภาพยนตร์หลายเรื่องต้องถูกเลื่อนฉายออกไปอย่างไม่มีกำหนด ขณะที่โรงภาพยนตร์หลายโรงในย่านใจกลางกรุง เริ่มมีรายได้การจำหน่ายตั๋วลดลงจากการตกเป็นทางเลือกสำรอง เมื่อคนส่วนใหญ่หันไปดูภาพยนต์ในโรงภาพยนต์ที่

ไม่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงภัยมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังคงมีรายงานข่าวในมุมบวก ที่พอเป็นกำลังใจหล่อเลี้ยงให้คนในธุรกิจภาพยนตร์ได้ชื่นใจอยู่บ้าง เมื่อ "เผด็จ หงษ์ฟ้า" บอสใหญ่ เอ็มพิคเจอร์สฯ ระบุว่า ตั้งแต่ต้นเดือนพฤษภาคม 2553 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน รายได้จากภาพยนต์ยังเติบโตได้ดี แม้ว่าจะมีปัญหาความขัด

แย้งทางการเมืองที่บานปลายจนรัฐบาลต้องประกาศให้เป็นวันหยุดยาว ก็ส่งผลกระทบกับโรงภาพยนตร์ในพื้นที่เสี่ยงเพียงเท่านั้น ทั้งนี้ ยังเชื่อมั่นว่าปัญหาทางการเมือง จะไม่ส่งผลกระทบกับธุรกิจภาพยนต์หรือธุรกิจบันเทิงมากนัก แม้ธุรกิจโรงภาพยนตร์ จะยังไม่โดนพิษภัยจากการเมืองเล่นงานจนอ่วม แต่เชื่อแน่ว่า

ผู้ประกอบธุรกิจในสายนี้ คงไม่มีใครอยากให้การประกาศเคอร์ฟิวยืดเยื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พรพรรคกลุ่มคนหาค่ำกินเช้า” ทั้งหลาย ที่ยังคงรอและเปี่ยมไปด้วยความหวังว่ารัฐบาลจะปลดล็อกเวลา ให้ได้ออกมาทำมาหากินตามวิถีอย่างปกติสุขได้โดยเร็วที่สุด

โหมโรงศึก! ‘ซักฟอก’รัฐบาล

ที่มา บางกอกทูเดย์



ผ่านฉลุยตามฟอร์ม! สำหรับร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 วงเงินงบประมาณ 2 ล้าน 7 หมื่นล้านบาท ที่ผ่านการอภิปรายจากฝ่ายค้านตลอด 2 วัน คือ 26-27 พ.ค.ที่ผ่านมา ตลอด 2 วันที่ผ่านมา “ฝ่ายค้าน” ออกมาจั่วหัวว่านี้คือ การอุ่นเครื่องก่อนถึงวันดีเดย์ ศึกอภิปรายไม่ไว้วาง

ใจรัฐบาล ซึ่งคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้จะได้ฤกษ์งามยามดี เปิดเวทีในสภาให้ ส.สฝ่ายค้านและรัฐบาล ปะทะคารมกันแบบสนั่นทุ่ง โดยไฮไลท์ตลอดทั้ง 2 วัน คงอยู่ที่ลีลาการอภิปรายของเจ้าเก่า “บิ๊กเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ที่ใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงร่ายยาว “สับแหลก” งบที่รัฐบาล

ร่างขึ้นมาว่า...การจัดงบประมาณปี 2554 ในภาพรวม ก่อหนี้ 4.2 แสนล้านบาท อยู่ในสภาพงูกินหาง “ตอนนี้รัฐบาลได้ก่อหนี้ทั้งหมดร้อยละ4.1 ซึ่งปีหน้าจะถึงร้อยละ 50 ต่างชาติบอกว่าแดนเจอรัส (อันตราย)งบนี้เป็นการกู้หนี้ใหม่ไปใช้หนี้เก่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายการเงินที่ผิดพลาด มีการกู้เงินทั้งในและนอก

ประเทศ รวมแล้วจะมีหนี้ปริ่มๆร้อยละ50 ซึ่งจะต้องมีการเฉ่งปี๋ ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล” แน่นอนว่า “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ต้องรีบชี้แจงประเด็นนี้ทันที โดยยืนยันว่า...การจัดสรรงบประมาณมีความเหมาะสมตามสถานการณ์ ไม่มีส่วนใดขัดแย้ง สับสน หรือขาดยุทธศาสตร์ ส่วนรายจ่ายใน

งบประมาณส่วนใหญ่นั้น เป็นการนำไปดำเนินโครงการที่เป็นประโยชน์ อาทิ โครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ โครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ จึงถือว่าไม่ได้เป็นการสูญเปล่า ขณะเดียวกันดูเหมือนการอภิปรายครั้งนี้ “กระทรวงกลาโหม” จะเป็นกระทรวงที่ถูกอภิปรายมากที่สุด โดยเฉพาะงบประมาณที่

เพิ่มขึ้นจากที่ปี2553 1.54 แสนล้านบาท เป็น 1.7 แสนล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 10.6 เปอร์เซ็นต์ งานนี้กระทรวงกลาโหม จึงถูกชำแหละงบก้อนโตก้อนนี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน “นายประเสริฐ จันทรรวงทอง” ส.ส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย อภิปรายว่า รัฐบาล “เกรงใจกองทัพ” ที่มีส่วนช่วยในการบริหารประเทศ กอง

ทัพจะเรียกร้องอะไรมารัฐบาลก็ตอบสนองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินกริพเพน รถถังยูเครน และบอลลูนที่กำลังจะมีการรับมอบในเร็วๆนี้ทั้งที่อยู่ในสภาวะเศรษฐกิจที่รัฐบาลยังต้องกู้เงินต่างชาติมาใช้ หากดูรายละเอียดจะพบว่าปี 54 ทุกเหล่าทัพมีงบซื้ออาวุธถึง 33,296 ล้านบาท และยังมีงบประมาณก่อหนี้ผูกพันไป

ถึงปี 2558 จึงไม่ทราบว่า...ทำไมต้องนำเงินหลายหมื่นล้านบาทไปซื้ออาวุธมากมายขนาดนั้น? และยังมีกระแสข่าวภายหลังสลายการชุมนุมของกลุ่ม นปช.ว่ามีการเบิกจ่ายเงินไปแล้ว100 ล้านบาทเพื่อมาใช้ในการสลายการชุมนุม จึงไม่ทราบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร ขณะที่ “นายไพจิต ศรีวรขาน” ส.ส.นครพนม

พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กระทรวงกลาโหมได้ 1.7 แสนล้านบาท แต่กระทรวงเกษตรฯได้ 7.6 หมื่นล้านบาท ถือว่า “ขาดความจริงใจ” ในการแก้ปัญหาปากท้องประชาชน เป็นการทำงบแบบ “บุญคุณต้องทดแทน” ใช่หรือไม่? “เงินของกองทัพที่ได้มากมาย เป็นการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมด แถมยังจัดซื้อ

ด้วยวิธีพิเศษ ซึ่งเมื่อดูปีที่ผ่านมา การซื้ออาวุธของกองทัพ หลายอย่างกลับใช้ไม่ได้เช่น จีที 200 หรือเรือเหาะ 300 กว่าล้าน แต่ไม่เหาะ” นี้แค่ยกแรกที่ฝ่ายค้านโหมโรงก่อนถึงวันดีเดย์ ยังเร้าใจขนาดนี้...หากถึงวันจริงคงมันหยดกว่านี้หลายเท่า...แทบจะมีแต่เสียงประท้วงตลอดการอภิปรายเป็นแน่!

‘ธาริต’เดินเกมแรง กระชับพื้นที่‘แม้ว’!

ที่มา บางกอกทูเดย์



แม้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จะพูดย้ำถึงเรื่องของแผนปรองดอง จนแทบจะเรียกได้ว่า ปากจะฉีกถึงรูหู แต่มันน่าน้อยใจเสียเหลือเกินที่ไม่มีใครยอมเชื่อ...สังคมยังคงตั้งคำถามว่า จะปรองดองได้อย่างไร??? สิ่งเหล่านี้นายอภิสิทธิ์ คงจะต้องหาคำตอบจากคนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นบรรดานายกองร้องด่าท้าทายทั้งหลาย หรือบรรดาองค์รักพิทักษ์อภิสิทธิ์ และแม้แต่กระทั่งมือทำงานในการควบคุมสื่อ หรือมือทำงานเดินเกมใต้ดินให้รัฐบาล เพราะหลายๆ กรณีที่คนรอบข้างนายอภิสิทธิ์กระทำ ล้วนแต่ชวนให้เกิดข้อ

กังขาตามมาทั้งสิ้น ว่าคงหาความปรองดองยาก... ถ้ายังเล่นไม่เลิก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตอนนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดูเหมือนกำลังมาแรงแซงหน้าแม้แต่กระทั่งกระทรวงการต่างประเทศ อย่างเห็นได้ชัด ชื่อของนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรม ผงาดขึ้นมาเหนือชั้นกว่านา

ยกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ แล้วในขณะนี้ โดยเฉพาะผลงานการใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉิน แบบไล่ล่าเหวี่ยงแห และล่าสุดก็คือ การไล่ล่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ชนิดที่การไล่ล่าของกระทรวงต่างประเทศตามคำสั่งของนายกษิต เป็นเรื่องจิ๊บๆ ไปเลย การไล่ล่าของนา

ยกษิตนั้น สังคมไม่ได้รู้สึกแปลกใจแต่อย่างใด เพราะนอกจากจะรู้ว่านายกษิตเป็นข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่อกหักในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วยังเป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯ ที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างเปิดเผยมาตลอด การจะไล่ล่า ปิดกั้นหนทางของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก ผิด

กับนายธาริต ที่โผล่พรวดมาไล่ขยี้อย่างดุเด็ดเผ็ดมัน หลังจากที่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินแล้ว สังคมจึงอดสงสัยไม่ได้ว่า... เพราะอะไร??? หรือว่าจะเป็นเพราะอาถรรพ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ไม่ว่าใครก็ตามได้ลองเสพได้ลองลิ้มรสอมฤตของอำนาจครอบจักรวาลแล้ว จะมึนเมาลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น ภาษิตจีนบอก

ว่า พยัคฆ์ลงจากขุนเข่า ฝูงหมาล่าเนื้อก็รุมขย้ำไม่เกรงใจ... งานนี้บอกได้คำเดียวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ สาหัสแน่ เมื่อเจอศึกกระหนาบ รุมขย้ำไล่ล่า ทั้งจาก ดีเอสไอ และจากกระทรวงต่างประเทศ ทั้งจาก “ธาริต” และจาก “กษิต” ผลงานการผลักดันจนกระทั่ง ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับคดีก่อการร้ายตามที่ ดีเอสไอ

กล่าวหา ต้องถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา นายธาริต ซึ่งสวมหัวโขนหัวหน้าพนักงานสอบสวนคดีก่อการร้าย ได้มีการเรียกประชุม นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีต่างประเทศ สำนักงานอัยการสูงสุด นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระทรวงต่างประเทศ อย่างเคร่งเครียด

ร่วม 2 ชั่วโมง ในการวางแนวทางขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าเป็นผู้ร้ายข้ามแดน หารือกันเครียดเกี่ยวกับกฎหมาย ตลอดจนระเบียบปฎิบัติ ทั้งภายในประทศและต่างประเทศ เพื่อที่จะดำเนินการในเรื่องที่จะให้ได้ตัวผู้ต้องหาที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อเอาตัวมาดำเนินการภายในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

เพราะเรื่องนี้ไม่เพียงเป็นการปฎิบัติ ที่ต้องคำนึงถึงกฎหมาย ในของประเทศไทยและต่างประเทศแล้ว แต่ยังเป็นเรื่องที่ลึกๆ ประเทศต่างๆ ทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศประชาธิปไตยทั้งหลายก็จับตามองดูอยู่ทั้งสิ้น... ว่าเป็นการใช้อำนาจที่เกี่ยวกับเหตุผลทางการเมืองหรือไม่??? ถ้ามีประเทศไหนคิดเช่นนั้น คำว่า “ลี้

ภัยการเมือง” ก็ย่อมจะต้องเกิดขึ้นตามมาได้เช่นกัน แต่ดูเหมือนนายธาริตจะมีความมั่นใจสูงว่า จะสามารถสร้างผลงานในเรื่องนี้ได้ดีกว่านายกษิต ซึ่งไล่ล่าตัว พ.ต.ท.ทักษิณมาเป้นปีแล้ว แต่ยังทำไม่สำเร็จ ดังนั้นหลังจากนี้ ดีเอสไอจะได้ส่งแจ้งเวียนหมายจับไปทั่วราชอาณาจักรไปยังเจ้าพนักงานที่มีอำนาจในการจับ

กุม ไม่ว่าจะเป็นเจ้าพนักงานดีเอสไอเอง หรือเจ้าพนักงานตำรวจ เพื่อขอความร่วมมือในการกระทำความผิด รวมถึงส่งไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หากว่ามีการเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทยก็จะดำเนินการให้ได้ตัวกลับมาด้วย “ส่วนการดำเนินการของต่างประเทศ ซึ่งต้องคำนึงถึงกฎหมายสนธิสัญญา

ระเบียบปฏิบัติของต่างประเทศด้วย ขั้นตอนที่จะดำเนินการต่อไปคือเป็นเรื่องของความร่วมมือ ไปยังประเทศต่างๆ เพื่อขอทราบเบาะแสเป็นการสืบค้นข้อมูลของผู้ต้องหาว่า พำนักพักนิงมีข้อมูลอยู่ที่ใด เพื่อจะได้ดำเนินการนำตัวมาดำเนินการในกระบวนการสอบสวนในประเทศ การขอความร่วมมือดังกล่าวจะผ่าน

ทางตำรวจสากลหรืออินเตอร์โพลด้วย”นายธาริตยืนยันอย่างนั้น ยังดีที่นายธาริตเอง ก็ยังยอมรับว่า ในการขอความร่วมมือระหว่างประเทศ ต้องคำนึงถึงความสำคัญว่า รัฐบาลไทยเป็นฝ่ายร้องขอ แต่ผู้รับการร้องขอคือต่างประเทศ ซึ่งแต่ละประเทศก็คงจะต้องพิจารณาในเงื่อนไขสำคัญที่เป็นกฎหมายภายในของตนเอง

ฉะนั้นผลจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องภายในของแต่ละประเทศที่ดีเอสไอจะไปก้าวล่วงตอบแทนไม่ได้ ทำได้แค่พยายามในฐานะผู้ร้องขอเท่านั้น!!! แต่แค่นี้ก็บอกได้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังถูก “กระชับพื้นที่” ไม่ต่างจากที่กลุ่มคนเสื้อแดงเคยโดนมาแล้วนั่นเอง ซึ่งนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ก็

ยอมรับว่า การที่ศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับคดีก่อการร้ายครั้งนี้ มีผลกระทบต่อการเดินทางของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่มากก็น้อย ขึ้นอยู่กับอัยการว่า จะดำเนินการส่งเรื่องไปยังแต่ละประเทศอย่างไร และแต่ละประเทศจะเห็นด้วยต่อหมายจับดังกล่าวหรือไม่ นายนพดลให้เหตุผลว่า แม้ข้อหาก่อการร้ายของ พ.ต.ท.

ทักษิณ เป็นข้อหาที่รุนแรง แต่ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงที่เบาหวิวที่สุด เพราะการนำหลักฐานคลิป ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วีดีโอลิงค์ ระบุว่า หากเกิดการสลายการชุมนุมที่ กทม. ขอให้ประชาชนไปรวมตัวกันที่ศาลากลาง มาเป็นหลักฐานในการออกหมายจับข้อหาก่อการร้ายนั้น ถือว่าไม่เป็นธรรม เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ แค่บอก

ให้ประชาชนไปชุมนุมที่ศาลากลาง เพื่อเรียกร้องสิทธิของประชาชน ไม่มีนัยยะว่า ให้ไปเผาศาลากลาง แต่ดีเอสไอกลับมีการนำข้อความดังกล่าวไปตีความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยุให้มีการเผาศาลากลาง “ขอวิงวอนว่า อย่าใช้ข้อหาก่อการร้ายมาตรึง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ให้กระดิกตัวได้ เพราะพ.ต.ท.ทักษิณก็อยากให้บ้าน

เมืองเกิดความปรองดอง แต่การมากล่าวหาพ.ต.ท.ทักษิณเป็นผู้ก่อการร้าย เป็นวิธีการสร้างความปรองดองแล้วหรือ” นายนพดลกล่าวทิ้งท้าย เรียกว่า การทำงานของดีเอสไอ ของนายธาริต เที่ยวนี้ ไม่ว่าอย่างไรต้องถือว่าผลงานเข้าตากรรมการอย่างแน่นอน เพราะที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณไม่เคยรู้สึกว่าถูกกระชับ

พื้นที่ และนายนพดลก็ไม่เคยเอ่ยปากยอมรับในเรื่องผลกระทบเหมือนในครั้งนี้ จึงไม่แปลกที่ในการอภิปรายเรื่องงบประมาณ จึงมีเรื่องของ ดีเอสไอ เข้ามาเป็นประเด็นให้สังคมต้องจับตามอง ว่ามีการรายการตอบแทนน้ำใจตอบแทนผลงานกันขึ้นหรือไม่??? โดย ร..ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย

อภิปรายหยิบยกประเด็นในเรื่องการตั้งงบประมาณให้กับ ดีเอสไอ เป็นจำนวน 736 ล้านบาท ว่าจะให้เข้าใจอย่างไร!!! “กรมสอบสวนคดีพิเศษไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักนิติรัฐนิติธรรม ทำตัวเป็นทาสรับใช้ จึงขอตัดงบประมาณที่ตั้งไว้ทั้งหมด 736 ล้านบาททั้งหมด”ร.ต.อ.เฉลิมพูดชัดในสภา งานเข้าดีเอสไอ ยุคนายธาริต

ทันทีว่า ผลงานและแผนงานของ ดีเอสไออะไรบ้าง ที่ทำให้สมควรได้รับงบประมาณ 736 ล้านบาทอย่างที่รัฐบาลวางแผนจัดสรรให้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหหมดสะท้อนให้เห็นปรากฏการณ์หนึ่งที่ชัดเจน และทำให้สังคมไทยยังรู้สึกเครียดก็คือ หากยังมีกระบวนการที่สะท้อนภาพการไล่ล่ากันเช่นนี้ แล้วความปรองดองที่

นายอภิสิทธิ์กล่าวนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไรแล้วความสงบที่แท้จริงในสังคมไทยจะกลับคืนมาเมื่อไหร่วันนี้ทุกฝ่ายน่าที่จะต้องเร่งหาคำตอบกันอย่างจริงๆ จังๆ เสียทีแล้วว่าอยากให้ปัญหาจบ หรือ ไม่จบกันแน่???และถึงเวลาที่จะต้องทำเพื่อชาติด้วยกันทุกฝ่ายหรือยัง!!!