การ์ตูน เซีย 29/05/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Saturday, May 29, 2010
Friday, May 28, 2010
วิวาทะเดือด "เฉลิม"ซัดรบ.ทำงบมั่ว-หมกเม็ด-ยุคปชช.ตาย86ศพ "มาร์ค"สวนพท."หยุดทำลายล้างเถอะครับ"

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย
การประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่รัฐสภา เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม ซึ่งเป็นวันแรกของการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 วงเงิน 2.07ล้านล้านบาท
เวลา 15.00 น. ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ขึ้นอภิปราย ว่า รัฐบาลขาดความเข้าใจ แสดงความไม่รู้ ปัญญาทึบในการทำงบประมาณ ไม่เชื่อว่านายกฯเก่งเรื่องเศรษฐกิจ พ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 แปลกใจว่าสำนักงบประมาณจัดอย่างไร ว่า จีดีพีจะโต ร้อยละ 7.5 มันบ้าแล้ว ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังบอกแค่ร้อยละ 3.5 ส่วนรัฐบาลบอกไม่เกินร้อยละ 6 ดังนั้น จึงเป็นการทำจีดีพีของรัฐบาลที่ทึบ เสียเหลี่ยม ในทางบัญชีรัฐบาลหลังพิงฝา รมว.คลังและนายกฯทำงบไม่เป็น เพราะหลอกว่าจีดีพีจะโต แล้วรายจ่ายประจำ 1.66 ล้านล้านบาท แต่รายรับประมาณไว้เพียง 1.6 ล้านล้านบาท แสดงว่ารายรับไม่พอ ส่วนงบขาดดุลที่ตั้งสูงถึงร้อยละ 4.1 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมประเทศ ซึถ้าจากนี้ส่งออกไม่ได้ จะเอาเงินมาจากไหน จัดงบกันแบบเหวี่ยงแห เหมือนกับการตั้งข้อหาการก่อการร้าย ว่าคนนั้นคนนี้ก่อการร้ายไปหมด
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า ไม่ว่าจะพิจารณาด้วยทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ชนิดใด ก็รู้ว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายแผ่นดินที่ไม่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล หนี้สาธารณะหากรวมงบปี 2554 จะมีหนี้รวม ปริ่มร้อยละ 50 แล้วนโยบายเรื่องชุมชนเข้มแข็ง ก็ต้องไปเฉ่งกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่อนอน เพราะออกนโยบายกันระดับบน ระดับกลางรับต่อ ระดับล่างก็ไปหากินกัน นายกฯไปพูดหลายว่า จะทำความเหลื่อมล้ำให้เท่าเทียมกัน จะเป็นรัฐสวัสดิการ เพ้อฝัน เพราะประเทศไทยไม่มีทางเก็บภาษีถึงร้อยละ 75-80 เหมือนต่างประเทศได้ ด้านงบกลุ่มจังหวัด 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่ปรากฎว่าร้อยละ 80 กลับเป็นรายจ่ายประจำ ดังนั้นจะเหลือเพียง 4 พันล้านบาทที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ตกเฉลี่ยได้จังหวัดละ 53 ล้านบาทเศษเท่านั้น ไม่พอ นายกฯรู้หรือไม่ หรือมัวแต่ไปแถลงข่าวที่ศอฉ. จนตนต้องตั้งให้เป็นจอมพลอภิสิทธิ์ คู่กับพล.อ.ปณิธาน
“ดังนั้น การกำหนดนโยบายและการทำงบประมาณระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กับรัฐบาลนี้ ถือว่าคนละชั้น เพราะอดีตนายกฯวางนโยบายประชานิยมอย่างได้ผลมีประสิทธิภาพจนคนรัก และมีเรื่องสองมาตรฐาน รัฐบาลชุดนี้ไม่จัดงบเพื่อคนยากจน อะไรที่ไปซ้ำกับนโยบายพ.ต.ท.ทักษิณก็กลัว ไม่กล้าทำ กลัวคนคิดว่าไปซ้ำ ไม่มีความจริงใจในการแก้ไขปัญหาความเป็นธรรม แผนปรองดองจึงเกิดไม่ได้ อย่าให้ผมไปนั่งเป็นนายกฯบ้าง มาว่าเฉลิมอยากเป็นนายกฯ ทำไมผมจะเป็นนายกฯไม่ได้ ไม่เหมือนนายอภิสิทธิ์ที่พุ่งจากตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯฯ แล้วได้เป็นนายกฯเลย ขอให้นายกฯไปห้ามลูกพรรคบ้าง ด่าผมเช้าเย็นว่าไม่ได้เป็นแน่ ในพรรคเพื่อไทยคนในพรรคตั้งแต่ภารโรงยันส.ส. พร้อมเป็นนายกฯทุกคน เพราะภารโรงพรรคเพื่อไทย จบปริญญาโทเป็นตับ”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวว่า นายกฯซ่อนงบภายใต้ยุทธศาสตร์ที่คลุมเครือไว้ 1.1 ล้านล้านบาท คือยุทธศาสตร์สร้างความเชื่อมั่น 1 แสนกว่าล้านบาท ยุทธศาสตร์รักษาความมั่นคงรัฐ 1.8 แสนล้านบาท ที่เดิมประเทศมั่นคงประชาชนมั่งคั่งดีแล้ว มายุคนี้ถึงได้มีปัญหา ประชาชนไม่ชอบรัฐบาล มีปัญหากับรัฐบาล เพราะพรรคเสียงอันดับสองได้เป็นรัฐบาล ยุทธศาสตร์การบริหารบ้านเมืองที่ดี 3.4 แสนล้านบาทที่เป็นการจัดงบแบบหมดเม็ดถึง 5.9 ล้านบาท มีการตัดงบกระทรวงของพรรคร่วม ทั้ง ชาติไทยพัฒนา เพื่อแผ่นดิน ให้งบน้อย ไม่เข้าใจว่าเพราะนายบรรหาร(ศิลปอาชา)ส่วนสูงไม่ถึงหรืออย่างไร จึงไปตัดงบ แต่ที่แน่ๆคือนายอภิสิทธิ์เป็นนายกฯคนแรกที่มีประชาชนตาย 86 คน เจ็บ 2 พันคน
“นายกฯรู้เรื่องกฎหมาย อย่าลืมว่าคดีอาญามีอายุความ 20 ปี ถึงตอนนั้นอาจมีอะไรเกิดขึ้นได้ แล้ว 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม ก็ยังตอบไม่ได้ นายกฯเจ๋ง คนตาย 86 คน”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
จากนั้นนายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ลุกขึ้นประท้วงร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายนอกเรื่องงบประมาณ หาว่านายกฯฆ่าประชาชน เล่นสำนวนโวหารเป็นเรื่องตลก เหมือนการเล่นจำอวด ทำให้ร.ต.อ.เฉลิมตอบโต้ว่านายประมวลเป็นมวยไม่มีราคาม้าไม่มีชั้น ขณะที่นายประมวลไม่ยอมพาดพิงว่าใช้กิริยาก้าวร้าวจึงไม่แปลกใจที่ลูกชายจึงเป็นแบบนี้ จากนั้นส.ส.เพื่อไทยและประชาธิปัตย์บางสว่นลุกขึ้นประท้วงช่วยฝ่ายตน จน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาที่ทำหน้าที่ประธานประชุมได้ปราบทั้งสองให้สงบลง ร.ต.อ.เฉลิมจึงอภิปรายต่อ
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวต่อว่า ด้านเงินสำรองใช้จ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินจำเป็นจำนวน 4.7 หมื่นล้านบาท ตั้งไว้เยอะมากเกินเหตุ หรือนายกฯอยากให้มีเหตุประท้วงกันอีก แต่เข้าใจว่าถ้าไม่ได้ใช้สามารถแปลงงบได้ นี่คือเล่ห์เหลียมในการทำงบ นอกจากนี้งบสำนักปลักสำนักนายกฯ โดยเฉพาะงบกรมประชาสัมพันธ์ที่เป็นกรมสร้างความแตกแยกของสังคมไทยก็ได้มาก ขณะที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ที่ทั้งชงและเอาใจนายกฯ ยังได้แค่ 100 กว่าล้าน
“ด้านกระทรวงมหาดไทย ผมเป็นรมว.มหาดไทย 7 เดือน ตั้งแต่มีกระทรวงหมาดไทยมา ไม่มีรมว.มหาดไทยคนไหนเลวร้ายเท่าคนปัจจุบัน ทั้งเรื่องสอบโรงเรียนนายอำเภอ วิบัติเลวร้าย คอมพิวเตอร์ แตั้งตั้งผู้ว่าฯ นายอำเภอ เสียเป็นล้าน มีการไปเอาเงินกันหลังแต่งตั้งแล้ว งบฉุกเฉินจังหวัดจาก 50 ล้านบาท เพิ่มเป็น 100 ล้านบาท มีการคิดกันถึง ร้อยละ 15-20 หลังได้เป็นผู้ว่า ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา ไม่เคยมีการเปิดร้านค้าอาวุธปืน แต่รัฐมนตรีคนนี้เปิด 193 แห่ง เขาลือกันว่า ร้านละเท่าไหร่ ปืนลูกซอง 3 พันกระบอก กระสุน 2 พันนัด มีเอกสารพร้อมหมด ผมรอเฉ่งในญัตติไม่ไว้วางใจ”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว่า งบกรมสอนสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ขยันเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณเหลือเกิน ของบ 700 กว่าล้านบาท ไปสร้างความปรองดอง ทั้งที่กระบวนการออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณยังไม่จบ เจ้าตัวยังอุทธรณ์ได้ แต่กลับไปประชุมทีมขอตัวผู้ร้ายข้ามแดนแล้ว ทำตัวเป็นทาสรับใช้รัฐบาลชุดนี้ ทั้งนี้ ขณะที่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ กกต.ได้แค่ 1.7 พันล้านบาทจัดให้เหมือนโกรธว่าจะยุบประชาธิปัตย์ ส่วนป.ป.ช.ก็ให้แค่ 1 พันล้าน
“สรุปว่ารัฐบาลจัดทำงบครั้งนี้ ไร้นโยบายและทิศทาง ไม่เน้นจุดหนักบา รัฐบาลสัปปรับ ละเลยไม่ย้อนไปดูการจัดทำในอดีต จัดทำงบโดยไม่ย้อนดูปัญหาเศรษฐกิจโลก ไม่ระมัดระวัง จัดทำงบเอาใจคนบางหมู่เหล่า กระทรวงที่ควรให้ อย่าง กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยว กระทรวงแรงงานจัดให้น้อย จัดงบกระจุก ไม่กระจาย จัดทำงบในเอกสารขัดแย้งกันเอง งบรักษาความมั่นคงแห่งรัฐเป็นงบลงทุนที่ไม่ได้กำไรทั้งที่ในอาเซียนไทยไม่เป็นศัตรูกับใคร แต่รัฐบาลไปทะเลาะกับกัมพูชาเอง”ร.ต.อ.เฉลิมกล่าว
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขึ้นชี้แจงการอภิปรายของร.ต.อ.เฉลิม ว่า สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมอภิปรายมีความคลาดเคลื่อน เข้าใจที่ผิดอย่างรุนแรงอย่างน้อย 2 เรื่อง ที่ว่ารัฐบาลใช้ตัวเลขฐานงบประมาณที่ขัดแย่งกันเองในเรื่องจีดีพี เรื่องการวัดจีดีพีคือความพยายามวัดรายได้คนทั้งประเทศ เพื่อดูว่าแต่ละปี เศรษฐกิจโตมากน้อยแค่ไหนอย่างไร ข้อเท็จจริง คือ แต่ละปีตัวเลสินค้าบริการจะสูงขึ้นที่เรียกว่าอัตราเงินเฟ้อ ที่สศช.ระบุจีดีพีโตร้อยละ 3.5-4.5 นั้นเป็นการระบุว่าเป็นจีดีพี ณ ราคาคงที่ คือ หักเงินเฟ้อออกแล้ว ซึ่งมีการประมาณการเงินเฟ้อไว้ที่ร้อยะ 3-4 ดังนั้น ถ้าไม่หักออก จีดีพีก็โตประมาณร้อยละ 7 สิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิมว่ารัฐบาลสับสนใช้ตัวเลขขัดแย้งกัน นั้น ไม่ใช่รัฐบาลที่สับสน
“ถ้าดูจาก 3 เดือนแรก เศรษฐกิจไทยน่าจะโตได้มากกว่าร้อยละ 5 แต่ที่สศช.ประมาณการต่ำลง เพราะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา”นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ฐานความคิดที่ผิดที่ร.ต.อ.เฉลิมใช้ฐานความคิดที่ผิด ทำให้บทสรุปก็ผิด ที่ว่ารายจ่ายประจำร้อยละ 80 เป็นเรื่องสูญเปล่านั้นผิด งบรายจ่ายประจำที่มั่นใจว่าไม่สูญเปล่ามีเยอะ งบ 7 หมื่นกว่าล้านบาท ที่ให้เด็กเรียนฟรีไม่สูญเปล่าแน่ เพราะเป็นงบสร้างคน สร้างคุณภาพประชากร ที่วันข้างหน้าจะมีรายได้เสียภาษีเข้ารัฐ กองทุนกู้ยืม นมโรงเรียน ไม่ใช่งบสูญเปล่า หรือร.ต.อ.เฉลิมกับพรรคเพื่อไทยจะออกมายืนยันกับคนทั้งประเทศว่า งบการศึกษา นมโรงเรียน กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ งบหลักประกันสุขภาพ ประกันรายได้เกษตรกร นั้นสูญเปล่า แล้วตนจะช่วยไปบอกประชาชน ว่า ท่านคิดว่าสูญเปล่า ฐานความคิดแบบนี้ผิดอย่างมหาศาล
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ด้านสวัสดิการ ตนพูดเสมอว่าคนไทยต้องมีสวัสดิการ แต่ไม่เคยพูดว่าเมืองไทยต้องเป็นรัฐสวัสดิการ เพราะต้องเก็บภาษีสูง แต่เป็นระบบสวัสดิการที่รัฐและประชาชนต้องช่วยเรื่องการออมร่วมกัน เช่น กองทุนการออมแห่งชาติที่รัฐบาลและประชาชนร่วมกันสมทบ เป็นระบบสวัสดิการที่ไม่ได้มาจากภาษีทั้งหมดเหมือนกับหลายประเทศที่มีปัญหาเรื่องรัฐสวัสดิการ ส่วนหนี้สาธารณะที่กังวลว่าจะสูงมาก กังวลว่าในปี 2554 จะพุ่งสูงถึงร้อยละ 50 ในทางสากลยอมรับกันได้ เพราะในบางประเทศที่วิกฤตนั้นสูงถึงร้อยละ 70 และถ้าเราช่วยกันประคอง ทำให้บ้านเมืองสงบเมือน 3 เดือนแรก คิดว่าฐานะการเงินการคลังและฐานะสำรองระหว่างประเทศ จะไม่มีปัญหาแน่นอน
นายกฯกล่าวว่า ด้านงบจังหวัดและกลุ่มจังหวัดนั้น จัดทำต่างหากโดยมีคณะกรรมการจัดทำ มีการคำนวนสูตรประชากร ไม่ได้หักเรื่องรายจ่ายประจำ งบสำรองฉุกเฉิน 4.7 หมื่นล้านบาท ก็เท่ากับของรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และคิดว่าเพียงพอต่อนโยบายจำเป็นเร่งด่วนหรือหากเกิดภัยพิบัติ ไม่มีอะไรแอบแฝงทั้งสิ้น
“ที่บอกว่ารัฐบาลนี้ไปกลัวว่า นโยบายใดเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณแล้วไม่กล้าจัด ไม่จริง ที่ผ่านมามีการเพิ่มกองทุนหมู่บ้านเป็นครั้งแรก กรณี 1 ตำบล 1 ผลิตภัณฑ์ ก็ส่งเสริม อะไรที่เป็นประโยชน์ ก็เดินหน้า ส่วนนโยบายใหม่ที่จะลดความเหลื่อมล้ำ คืองบที่ร.ต.อ.เฉลิมบอกว่าสูญเปล่านั่นเอง มาตรการเชิงรุก ดูแลโภชนาการหญิงตั้งครรภ์ การศึกษา ฝึกอาชีพ ตกงาน เบี้ยยังชีพ สวัสดิการชุมชน ลดความเหลื่อมล้ำผ่านโครงการปฏิรูปภาษีที่ดิน จึงขอยืนยันว่างบทั้งหมดจัดอย่างเป็นระบบมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้”นายกฯกล่าว
นายกฯ โต้พท.ให้หยุดใส่ร้ายรบ.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายช่วงค่ำ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นระยะ เมื่อมีพาดพิงโจมตีนายกฯในการสั่งสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ลุกขึ้นตอบโต้ นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ส.ส.แพร่ พรรคเพื่อไทย ที่ตั้งข้อสังเกตถึงงบฯกระทรวงกลาโหม ที่ได้มากกว่ากระทรวงอื่นๆ ว่า เพื่อซื้ออาวุธมากมายกลับมาใช้ทำร้ายประชาชน และเรียกร้องให้รัฐบาลต้องกลับเข้ามาสู่กระบวนการปรองดองหยุดเดินหน้าทำลายล้างประชาชน โดยนายกฯระบุว่า
"ผมไม่มีความคิดไล่หรือกดดัน ล้างผลาญ ยกเว้นกลุ่มติดอาวุธ การปรองดองต้องไม่เป็นเครื่องมือของคนที่ประสงค์ความรุนแรงและความสูญเสีย ท่านเสนอให้ผมหยุดทำลายล้าง แล้วเดินหน้าปรองดองนั้นไม่เป็นธรรมกับรัฐบาล ท่านนั่นแหละหยุดเถอะครับ ถ้ามีเจตนาให้เกิดความปรองดองด้วยความบริสุทธิ์ใจ คนที่เป็นกลุ่มน้อยเป็นกองกำลังติดอาวุธเคลื่อนไหว รัฐบาลต้องดำเนินการแต่คนส่วนใหญ่มาเรียกร้องประชาธิปไตย เราไม่ได้เดินหน้าทำลายล้าง แต่จะให้ปรองดองกับกลุ่มติดอาวุธหรือกลุ่มที่ต้องการสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้น ผมปรองดองด้วยไม่ได้"
พท.เย้ยนายกฯ กลัว"จตุพร"ซักฟอก ขอให้ศาลถอนเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.
ที่มา มติชน นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงข่าวถึงกรณีนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ยื่นเรื่องต่อศาลให้ออกหมายศาลถึงประธานสภา ฯ เพิกถอนเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.ของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทยว่า มีคนใหญ่ในรัฐบาลและพรรคประชาธิปัตย์กำลังใช้วิชามารกับนายจตุพร เพื่อไม่ให้นายจตุพรได้อภิปรายในสภา ถือเป็นเรื่องไม่สมควร และล่าสุดเมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายสาธิต ปิตุเดชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงข่าวกล่าวหานายจตุพร และนายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ว่าการกระทำของทั้ง 2 คนที่ไปยุ่งกับกลุ่มนปช. ไม่สมควรที่จะได้อภิปรายและใช้เอกสิทธิ์คุ้มครองนั้น เป็นการพูดที่เป็นวิธีสกัดดาวรุ่ง
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้เป็นสุภาพบุรุษทางการเมือง ให้ฝ่ายค้านได้ตรวจสอบรัฐบาล ถ้านายสาธิต รวมทั้งนายอภิสิทธิ์ และสมาชิกพรรค สำนึกว่าเวลาเป็นฝ่ายค้าน นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายสมเกียรติ์ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) แถมยังโดนข้อก่อการ้ายเหมือนกัน แต่วันนี้หมายจับยังคงค้างอยู่ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติไปไม่ถึงศาลและอัยการ ซึ่งเวลา 1 ปี 6 เดือนแล้ว ดังนั้นนายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ควรตักน้ำใส่กระโหลกชะโงกดูเงา รวมทั้งอย่าทำ 2 มาตรฐาน ไม่ใช่อยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ และทหารแล้วจะทำอะไรก็ได้
นายพร้อมพงศ์ กล่าวด้วยว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ ทันที และไม่ต่ออายุเคอร์ฟิวส์ออกไป เพราะถือป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพประชาชน และปิดกั้นสื่อมวลชน นอกจากนี้ ยังกระทบการลงทุนและท่องเที่ยว รวมทั้งภาพลักษณ์ของประเทศ การที่รัฐบาลใช้อำนาจ ตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ปิดหนังสือพิมพ์ 5 ฉบับ รวมถึงเคเบิ้ลทีวีผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชนและเว็บไซต์ โดยอ้างว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดง ถือว่าลุแก่อำนาจและใช้อำนาจโดยไม่สุจริต หากเปรียบเทียบกับสื่อของเอเอสทีวีและสื่อต่างๆ ที่สนับสนุนรัฐบาล แต่กลับไม่ทำอะไร แสดงให้เห็นว่ามีการบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตรฐานและเลือกปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การอภิปรายไม่ไว้วางใจในวันที่ 31 พ.ค. และ 1 มิ.ย.นี้ หากรัฐบาลจะคงไว้ซึ่งความสง่างาม รัฐบาลควรยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ฯ และประกาศยกเลิกเคอร์ฟิวส์
สื่อนอกตีข่าว ทักษิณเตรียมฟ้องรบ.อภิสิทธิ์เป็นอาชญากร ยิง ปชช.ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ

"ทักษิณ"เตรียมฟ้องรัฐบาลอภิสิทธิ์เป็นอาชญากรสงคราม ยิงประชาชนต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ ปัดไม่เชื่อตำรวจโลกจับตัวส่งคืนปท.เพราะเป็นคดีมีแรงจูงใจทางการเมือง
"วอลล์สตรีท เจอร์นัล"ได้สัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีไทย ว่า เขากำลังพิจารณาจะฟ้องรัฐบาลไทยนำโดยนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีพฤติกรรมเป็นอาชญากรสงคราม จากเหตุการณ์ยิงประชาชนกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งชุมนุมประท้วงรัฐบาล
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เขาต้องการเรียกคืนความยุติธรรมให้แก่ประชาชนคนเหล่านี้ และเขากำลังปรึกษากับทนายความว่าจะสามารถดำเนินการฟ้องร้องคดีนี้ต่อรัฐบาลอภิสิทธิ์ได้หรือไม่และอย่างไร
อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะฟ้องร้องคดีดังกล่าว ณ ศาลใด แต่แหล่งข่าวระบุว่า ทีมกฎหมายของเขากำลังพิจารณาจะฟ้องคดีนี้ต่อศาลอาญาระหว่างประเทศที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ทั้งนี้ ความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นหลังพ.ต.ท.ทักษิณ เพิ่งถูกทางการไทยออกหมายจับกุมในฐานะผู้ก่อการร้ายเพียงไม่กี่วัน
ด้านเอเอฟพีรายงานการสัมภาษณ์พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เขาเชื่อว่าหน่วยงานตำรวจโลกจะไม่จับกุมตัวเขาคืนส่งกลับคืนเมืองไทย ตามข้อหาผู้ก่อการร้าย เพราะคดีนี้ไม่มีมูลและเกิดขึ้นเพราะมีแรงจูงใจทางการเมือง อย่างไรก็ตาม เอเอฟพีระบุด้วยว่า ขณะนี้ด้านหน่วยงานตำรวจโลกยังไม่ได้ออกมาแสดงทัศนะใด ๆ เกี่ยวกับเรื่องนี้
“สุนัย” โวยศอฉ.เลือกปฏิบัติสั่งปิด 4 นสพ.แดง แต่ปล่อยเอเอสทีวี
ที่มา มติชน ที่รัฐสภา นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ก่อตั้งนิตยสารวอยซ์ออฟทักษิณ กล่าวเมื่อวันที่ 27 พ.ค. ถึงกรณีที่ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีคำสั่งปิดสื่อสิ่งพิมพ์ของฝ่ายนปช.จำนวน 4 ฉบับ ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสวนทางกับคำพูดเรื่องสร้างความปรองดองของนายกรัฐมนตรีและบุคคลในซีกรัฐบาล หากกล่าวอ้างเรื่องความสงบเรียบร้อย ถามว่าเหตุใดจึงเลือกปิดเฉพาะหนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งสิมพิมพ์ของคนเสื้อแดงและบรรณาธิการยังถูกควบคุมตัวในค่ายทหาร แต่รัฐบาลกลับปล่อยให้สื่อในเครือเอเอสทีวี เผยแพร่โจมตีอยู่ได้ฝ่ายเดียว แต่ทั้งนี้ หลังการยกเลิกเคอร์ฟิวเราคงจะมาหารือเพื่อดำเนินการผลิตสื่อสิ่งพิมพ์อีกครั้ง อย่างไรก็ตาม บรรยากาศการเมืองวันนี้มีสภาพเหมือน 6 ตุลา 2519 ที่มีการทำทุกวิถีทาง ใช้กฎหมายทำลายล้างฝ่ายตรงข้ามทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด
"อจ.จุฬา"ประท้วง อดข้าว! อัด"ศอฉ."ลิดรอนเสรี
ที่มา ข่าวสด
อจ.จุฬาฯ"สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ" ประท้วงอดข้าว หลังเข้ามอบตัวคดีละเมิดพ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดนศอฉ.ส่งไปขังในค่ายทหารที่สระบุรี ระบุโดนคุกคามสิทธิเสรีภาพห้ามอ่านตำรา หนังสือพิมพ์ ดูทีวี ประกาศอดข้าวประท้วงจนกว่าศอฉ.จะคืนเสรีภาพทางวิชาการให้ โฆษกไก่อูเมินอจ.จุฬาฯ บอกเป็นสิทธิ์ที่จะอดข้าว ศอฉ.ถกวันนี้เลิกไม่เลิกเคอร์ฟิว แต่มีแนวโน้วอาจจะเลิกในตจว.ทั้งหมด ส่วนพ.ร.ก.ฉุกเฉินยังคงไว้อีกนานแน่ คุ้มกันเข้มนายกฯ-เทือก-บิ๊กทหาร ให้นั่งรถกันกระสุนทั้งหมด ปทีปเด้งอีก 4 ผู้การ "ขอนแก่น-อุบลฯ-มุกดาหาร-อุดรธานี" หลังปล่อยให้ม็อบแดงฮือเผาศาลากลาง ผู้การตท.ถกล่าทักษิณ ประสานตำรวจสากลส่งข้อมูลคดีให้สมาชิก 187 ประเทศ แม้วให้สัมภาษณ์สื่อนอกจวกกองทัพอุ้มมาร์ค ชี้สถานการณ์ยังไม่จบ ส่อรุนแรงขึ้นอีก เพื่อไทยแฉอีกทหารจับพระ 5 รูปในม็อบแดง จับถอดจีวรส่งเข้าเรือนจำทันที
อดข้าว - นายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์จุฬาฯ อดข้าวในค่ายอดิศร จ.สระบุรี ประท้วงที่ถูกขังเดี่ยวห้ามเยี่ยม ตลอดจนห้ามอ่านหนังสือทุกอย่าง ในภาพเมื่อตอนเข้ามอบตัวกับผบช.ก. คดีฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉิน
มาร์คซัดอีกแม้วตัวการป่วน
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นในประเทศไทยวันนี้ใครเป็นคนได้รับประโยชน์ ว่า ตนย้ำมาตลอดว่าความสูญเสียไม่ว่าจะเป็นเรื่องของชีวิตหรือทรัพย์สิน คนเป็นรัฐบาลไม่มีทางได้ประโยชน์อยู่แล้ว ฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ฝ่ายรัฐจะต้องการให้เกิดความสูญเสียในลักษณะนี้ แต่ค่อนข้างชัดว่ากรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องการให้เกิดปัญหามาโดยตลอด เกิดความวุ่นวาย เพื่อหวังผลการแทรกแซงจากต่างประเทศ เกิดความสูญเสียเพื่อที่จะให้ร้ายรัฐบาลก็เป็นแนวทางที่พ.ต.ท.ทักษิณทำมาโดยตลอด ตนจึง พยายามย้ำอย่างการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณของฝ่ายค้านหลายคน เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ยังมีความเข้าใจผิด หรือไปสื่อในทางที่ผิดว่ารัฐบาลมองว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งไม่จริง เพราะตนย้ำมาตลอดว่ากลุ่มคนที่เขามาชุมนุมในเรื่องอื่นๆ ก็เป็นการชุมนุมธรรมดา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนเหล่านี้ถูกใช้เป็นเครื่องมือโดยพ.ต.ท.ทักษิณ และกลุ่มที่มีอาวุธเพื่อหวังผลตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้
ผู้สื่อข่าวถามว่า วันนี้ยังมีอะไรที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า สถานการณ์โดยรวมยังต้องการให้ทุกฝ่ายมีความเข้าใจต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเข้าใจซึ่งกันและกัน กระบวนการของการนำบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติยังต้องใช้ทั้งความอดทน ความร่วมมืออย่างมาก จึงอยากขอความร่วมมือจากประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะเมื่อมีการยกเลิกมาตรการพิเศษต่างๆ ที่ดูแลความสงบ ทุกคนต้องช่วยเป็นหูเป็นตา ที่สำคัญเจ้าหน้าที่ของรัฐจะต้องทำงานหนัก โดยเฉพาะผู้ที่มีหน้าที่โดยตรงอย่างตำรวจต้องทำงานหนัก
อัดเป็นแผนเตรียมฟ้องศาลโลก
ผู้สื่อข่าวถามถึงการแนวทางที่จะชี้แจงต่อบรรดาเอกอัครราชทูตในวันเสาร์ที่ 29 พ.ค. นายกฯกล่าวว่า เป็นการชี้แจงภาพรวมข้อเท็จจริงและตอบข้อซักถามทั้งหมด รวมทั้งในส่วนของสื่อต่างประเทศด้วย เมื่อถามว่า จะถือโอกาสขอความร่วมมือในการติดตามตัวพ.ต.ท.ทักษิณด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า ใช่ ก็เป็นไปตามปกติของการติดตามคดีอาญา
เมื่อถามว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ระบุผ่านสื่อจะมีการฟ้องร้องนายกฯ ต่อศาลโลก ว่า เป็นยุทธศาสตร์ที่พ.ต.ท.ทักษิณวางมาตั้งแต่ต้น จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงพยายามที่จะให้ร้ายรัฐบาลเพื่อหวังผลในการแทรกแซงจากต่างประเทศบ้าง ศาลโลกบ้าง ทุกอย่างต้องกลับไปที่ความจริง ในส่วนของตัว พ.ต.ท.ทักษิณ มีปัญหาอยู่แล้วในเรื่องของการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งต้องดำเนินการต่อไปในเรื่องของการฆ่าตัดตอน ขณะนี้ กระทรวงยุติธรรมกำลังให้มีการมาทำงานต่อจากคณะกรรมการอิสระตรวจสอบศึกษาและวิเคราะห์นโยบายปราบปรามยาเสพติด และการนำนโยบายไปปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ที่เคยสรุปเอาไว้
เมื่อถามว่าส่วนใหญ่วุฒิสภาสหรัฐ ก็มีมติในการสนับ สนุนแผนการปรองดองของรัฐบาลไทย นายกฯ กล่าวว่า มติของวุฒิสภาสหรัฐ เป็นการยืนยันชัดว่ายังให้การสนับสนุนประเทศไทย ที่สำคัญเป็นการมองเห็นว่าแผนปรองดองเป็นแนวทางที่ดี และยอมรับแผนที่ตนได้นำเสนอเป็นพื้นฐาน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการชี้แจงกับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม เช่นเดียวกับคำแถลงของสหภาพยุโรป (อียู) ที่มีผู้แทนระดับสูงออกมาสนับสนุนซึ่งก็ถือว่าชัดเจน
"เหยื่อปืน"ยืนยัน ทหารยิงวัด
จี้มาร์คออก-รับผิดชอบ88ศพ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. ที่รัฐสภา นายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อภิปรายระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยวิสามัญ วันที่สอง เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 โดยหยิบยกคำพูดของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี ต่อกรณีวันที่ 7 ต.ค.2551 ว่า รัฐบาลขณะนั้นต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองขึ้นมาอ้างถึงพร้อมกับระบุว่าการชุมนุมในสมัยรัฐบาลนี้มีคนตาย 88 ราย บาดเจ็บกว่าสองพันคน สูญหายอีกจำนวนมาก ทราบว่าเบื้องต้นหาย 25 รายแล้ว ผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตต้องได้รับการพิสูจน์ว่าคนตายมีอาชีพอะไร จะไปเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายได้หรือไม่ จะได้พิสูจน์กันให้ชัด นอกจากนี้ นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองเพื่อลดอุณหภูมิ นายกฯ เป็นคนเดียวที่จะถอดสลักได้ ในพรรคประชาธิปัตย์ก็มีผู้ใหญ่หลายคนที่มีความรู้ความสามารถเป็นที่เคารพ สามารถเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ ถ้านายกฯ ถอยออกมา จะทำให้กรรมการที่ฝ่ายต่างๆ ตั้งขึ้น ทำงานได้อย่างอิสระและสบายใจ
นายชวลิต กล่าวว่า กรณีวัดปทุมวนาราม ตนมีพยานยืนยันคือนายเพิ่มสุข ใจเย็น ชาวเทศบาลเมืองนครพนม ซึ่งอยู่ในวัดตอนเกิดเหตุ นายเพิ่มสุข ระบุว่าถูกจ้องยิง จึงต้องหนีสุดชีวิต สุดท้ายกระสุนโดนขา ต่อมาจึงได้ยินเสียงว่ามีการยิงพยาบาลที่เข้าไปช่วยคนเจ็บ นายเพิ่มสุข ยังระบุว่า บิดาเป็นทหารยศร้อยเอกอยู่ที่ค่ายสระบุรี จึงเห็นทหารตั้งแต่เด็ก และยืนยันกับตนว่าปืนที่ยิงมาเป็นฝ่ายทหาร พยานคนนี้ก็จะต้องไปให้การกับกรรมการอิสระที่นายกฯ จะตั้งขึ้นมา
เจ้าตัวโต้-รัฐบาลไม่เคยสั่งฆ่า
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การยกคำพูดของตนกรณี 7 ต.ค.2551 มาเทียบกับกรณีนี้ ความจริงมีเงื่อนไขต่างกัน กรณีนี้มีบางกลุ่มแทรกแซงโดยใช้อาวุธ รัฐบาลคิดถึงการดำเนินการให้สูญเสียน้อยที่สุดก็ต้องมีการตรวจสอบต่อไป และตอนนี้กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ร่วมตรวจสอบ ป.ป.ช.ก็ต้องพิจารณาที่ส.ส.เพื่อไทย ยื่นถอดถอนตนและหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่มีการแทรกแซง ส่วนที่ผู้ชุมนุมกลับบ้านไปและให้ข้อมูลก็ต้องเข้าใจว่าเขามีอารมณ์ความรู้สึก ข้อมูลที่เขาได้รับก็ได้รับจากเวทีมาตลอด 2 เดือน ดังนั้น ไม่แปลกว่าจะมีความเชื่อว่าน่าจะเป็นทหารยิง แต่ขอยืนยันว่าภาครัฐไม่เคยมีแนวคิดแบบนั้นเลย
นายกฯ กล่าวว่า ตอนนั้นที่องค์กรเอกชนเสนอเขตอภัยโทษ รัฐบาลก็เห็นด้วย แต่เสนอให้อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุม เพราะเกรงว่าจะมีคนอื่นปะปนกับเด็ก สตรี คนชรา ผู้บริสุทธิ์ ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นก็เป็นไปตามนั้น ดังนั้น ความรับผิดชอบของรัฐบาลและภาครัฐ ก็ต้องดำเนินการตามความเหมาะสม ซึ่งต้องดูตามข้อเท็จจริงด้วยว่าเป็นอย่างไร และภาครัฐได้ตัดสินใจไปอย่างไร อย่างไรก็ดี ตนจะขอตอบเรื่องนี้พร้อมกันระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในสัปดาห์หน้า
อ้างมีแจ้งมา-แต่เข้าในวัดไม่ได้
ด้านพล.ต.อ.วิรุฬ ฟื้นแสน ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ อภิปรายว่า การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก โดยเฉพาะการมีผู้เสียชีวิตจำนวน 6 ศพ ภายในวัดปทุมวนาราม เป็นสิ่งที่รัฐบาลควรแสดงความรับผิดชอบ
จากนั้น นายอภิสิทธิ์ ชี้แจงว่า การชุมนุมที่ส.ส.อภิปรายว่า ชีวิตมีความสำคัญมากกว่าทรัพย์ ตนเห็นด้วย การอภิปรายไม่ไว้วางใจในสัปดาห์หน้า รัฐบาลจะชี้แจงว่าใช้หลักอย่างไรในการบริหารสถานการณ์ ส่วนที่มีคนโดนยิงในวัดปทุมวนาราม กำลังอยู่ในการตรวจสอบ แต่กรณีที่มีสื่อต่างประเทศรายหนึ่งเสียชีวิตและชาวต่างประเทศอีกรายหนึ่งได้รับบาดเจ็บและติดอยู่ในวัดปทุมวนารามนั้น ค่ำวันนั้นตนได้รับการติดต่อมาจากองค์กรเอกชนว่า จะทำอย่างไรให้เอาคนเจ็บออกจากวัดได้ ตนและรัฐมนตรีบางคน พยายามประสานงาน แต่เป็นไปอย่างลำบาก เพราะไม่สามารถส่งรถคุ้มกันเข้าไปได้ เนื่องจากตอนนั้นมีกลุ่มใช้อาวุธยิงไม่หยุด แต่แม้ใช้เวลานานสุดท้ายก็เข้าไปได้ เหตุที่เกิดขึ้นในวัดกำลังตรวจสอบทุกกรณี ตอนนี้ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเหตุเกิดขึ้นอย่างไร เพราะช่วงที่เกิดเหตุขณะนั้นไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไรแล้ว
"จาตุรนต์"บี้รัฐตกที่นั่งลำบาก
ก่อนหน้านี้ เมื่อเวลา 08.40 น. ที่รัฐสภา นายอภิสิทธิ์ ได้ตอบคำถามถึงประเด็นของผู้เสียชีวิต 6 ศพ ในวัดปทุมวนารามว่า ข้อเท็จจริงก็จะปรากฏออกมาจากการตรวจสอบ เบื้องต้นคิดว่าผลของการชันสูตรและผลของนิติเวชน่าจะเป็นตัวที่บ่งบอกอะไรได้พอสมควร เมื่อถามว่าก่อนหน้านี้ แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ระบุว่ามีเขม่าควันติดอยู่ที่บริเวณท้องของผู้เสียชีวิต นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า คิดว่าทางนิติเวชน่าจะเป็นผู้ให้ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้โดยเร็ว
เมื่อถามว่ามั่นใจแค่ไหนกับข้อมูลที่จะนำเสนอ จนทำให้ประชาชนมองเห็นว่ารัฐบาลทำทุกอย่างตามข้อกฎหมาย นายกฯ กล่าวว่า ตนมั่นใจว่าไม่มีใครหนีความจริงพ้น ยอมรับว่ามันอาจจะมีข่าวสารที่มีการนำเสนอเพียงบางแง่มุม แต่ยังเชื่อว่าถ้าเรามองภาพรวมของเหตุการณ์ดูด้วยเหตุด้วยผล และดูให้ชัดว่าแต่ละคนที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์มีประวัติความเป็นมา และพฤติกรรมอย่างไร ก็จะมีความเข้าใจเหตุ การณ์ที่แท้จริงได้
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า รัฐบาลกำลังตกที่นั่งลำบากในสายตาของสื่อต่างประเทศและชาวต่างประเทศ จากกรณีการสังหารประชาชนในวัดปทุมวนาราม เรื่องนี้ตนมีโอกาสพูดคุยกับผู้ได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์ ที่เฝ้าศพผู้ถูกยิงเสียชีวิตภายในวัดอยู่ตลอดทั้งคืน เล่าให้ฟังว่าผู้ที่อยู่ในวัดส่วนใหญ่จะปักใจเชื่อว่าทหารยิงประชาชน
สลดเหยื่อศพที่ 3 ถูกยิงในวัด
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า 1 ใน 6 ศพ ที่ถูกยิงตายในวัดปทุมวนาราม นอกจากอาสาสมัคร และพยาบาลอาสาที่ "ข่าวสด" นำเสนอไปตามลำดับแล้วนั้น ศพที่สาม คือนายอัฐชัย ชุมจันทร์ อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดจันทบุรี ถูกทหารยิงตายในวัดปทุมวนาราม เมื่อค่ำวันที่ 19 พ.ค. ขณะเข้าช่วยเหลือพาผู้สูงอายุหลบภัยในวัด แล้วเดินออกนอกประตูรั้ววัด จะมุ่งหน้าไปที่สำนัก งานตำรวจแห่งชาตินั้น
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พนักงานสอบ สวน (สบ 2) สภ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เปิดเผยว่า นายอัฐชัย เป็นน้องชาย เสียชีวิตเมื่อเย็นวันที่ 19 พ.ค. ขณะเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม ถูกยิงด้วยอาวุธสงคราม ที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้าย กระสุนทะลุปอด เสียชีวิตขณะเพื่อนนปช.ช่วยนำเข้าไปปฐมพยาบาลในเต็นท์ ภายในวัดปทุมวนาราม
เผยพาคนชรา-ผู้หญิงไปหลบภัย
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า นายอัฐชัย ย้ายมาพักอาศัยที่จันทบุรี เพื่อเรียนต่อมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ หลังจากที่นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมตอนปลายจาก อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งตนและพี่สาวช่วยกันส่งเสียให้เล่าเรียน เขาชอบกิจกรรมจึงเรียนช้า และหางานทำไปด้วย ตนจึงขอร้องให้เขาตั้งใจเรียนให้จบ เป็นความหวังของแม่ นิสัยใจคอของน้อง ชอบช่วยเหลือผู้สูงอายุ และรักประชาธิปไตย น้องชายไม่ใช่การ์ดนปช. แต่ร่วมชุมนุมทำหน้าที่ช่วยดูแลแจกอาหาร ประจำหน้าเวทีราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. หลังจากที่แกนนำยอมมอบตัว วัดปทุมวนารามได้เปิดให้ผู้ร่วมชุมนุมเข้าไปหลบอยู่ในวัด น้องชายก็เข้าไปทำหน้าที่ช่วยนำพาชาวบ้าน คนแก่ ชายหญิง หลบภัย
"จากนั้นในช่วงค่ำเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. น้องชายเดินออกมาจากรั้วประตูวัดปทุมวนาราม เพื่อเตรียมเดินทางต่อ จะเข้าไปที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติก็ถูกยิงด้วยกระสุนสงครามที่บริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายทะลุปอด ทราบว่ายิงมาจากที่สูง เพื่อนของเขาก็ช่วยนำร่างเข้าไปเพื่อปฐมพยาบาลในเต็นท์พยาบาลภายในวัด และเสียชีวิตในเวลาต่อมา ผมทราบเหตุเมื่อเวลา 19.00 น. มีคนโทรศัพท์มาบอก" พ.ต.ต.ธีระวัฒน์กล่าว
พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงน้อง แต่เขารักประชาธิปไตย ทำได้แค่เตือนเขาให้ระวังตัว หลบให้ดี ไม่นึกว่าเหตุการณ์แค่ไปชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยแบบทั่วไป ธรรมดา มีคนไปจำนวนมาก ไม่น่าจะมีการยิงคนในวัด หรือหน้าวัด ซึ่งเป็นเขตอภัยทาน ท่านเจ้าอาวาสวัดก็ประกาศขึ้นป้ายเขตขออภัยทานไว้แล้ว เคยโทร.คุยกับเขาเสมอ และเตือนว่าให้หลบภัยอยู่ภายในเวทีชุมนุม หรือให้อยู่ภายในวัดปทุมวนาราม แต่สุดท้ายเขาก็มาถูกยิงเสียชีวิต
ลางสุดท้าย-สายรัดข้อมือ 3 สี
ด้านนางอัญชลี สาริกานนท์ พี่สาว กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุน้องชายไปหาตนที่บ้านพักในกรุงเทพฯ แล้วเขาถอดสายรัดข้อมือสามสีรูปธงชาติจากข้อมือข้างขวายื่นส่งให้แล้วพูดว่าจะให้พี่ไว้เป็นที่ระลึก ตนไม่นึกว่าจะเป็นลางครั้งสุดท้าย "วันนั้นน้องยังพูดอธิบายด้วยอารมณ์ และสีหน้าจริงจัง ว่า สีน้ำเงิน หมายถึงพระเจ้าอยู่หัว ที่เขาเทิดทูน ปกป้องสุดชีวิต สีแดงหมายถึงชาติไทย เขาจะไม่ยอมให้ใครมาทำลายชาติ สีขาวหมายถึงศาสนา เขาบอกว่าเขาจะปกป้อง เขายอมตายได้ เพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์"
นางอัญชลี กล่าวต่อว่า หลังจากน้องชายเสียชีวิต ตนและญาติ นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดประทุมทอง ในหมู่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ 21 พ.ค. และฌาปนกิจเมื่อวันที่ 23 พ.ค. ท่ามกลางญาติมิตร เพื่อนบ้าน และมีกลุ่มส.ส.พรรคเพื่อไทย ชาวนปช. ประมาณพันคน "การตายของน้องชาย การช่วยเหลือจากราชการ มาทดแทนกันไม่ได้ เราพี่น้องรักผูกพันกันมาก อยากให้เขามาอยู่กันพร้อมหน้าเหมือนเดิม"
นางอัญชลี ยังเปิดเผยว่า น้องชายเรียนจบนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรแล้ว กำลังสมัครสอบเพื่อทำงานหลายแห่ง สมัครสอบตำรวจ ยังไม่ทราบผล เขาเป็นความหวังของแม่ การตายของเขาทำให้แม่ ซึมเศร้าเสียใจอย่างมาก ส่วนคุณพ่อเสียชีวิตนานแล้ว
แม่เป็นชาวนาเมืองร้อยเอ็ด
ด้านนางสุนันทา ชุมจันทร์ อายุ 53 ปี มารดา กล่าวว่า ตนมีอาชีพทำนาอยู่ที่บ้านโพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด นายอัฐชัย เรียนจบชั้นมัธยมจากหมู่บ้านแล้ว เขาย้ายไปอยู่กับพี่ชายที่ อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนต่อที่รามคำแหง เขาเรียนจบแล้ว กำลังสมัครหางานทำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่านายอัฐชัย เกิดเมื่อวันที่ 30 ส.ค.2524 เป็นบุตรของนายนิคม (เสียชีวิต) กับนางสุนันทา ภูมิลำเนาเดิมอยู่บ้านเลขที่ 42 หมู่ที่ 11 ต.โพนทราย อ.โพนทราย จ.ร้อยเอ็ด หลังเรียนจบชั้นม.ปลายจากโรงเรียนบ้านโพนทราย แล้วย้ายไปพักอยู่กับพ.ต.ต.ธีระวัฒน์ พี่ชาย ที่อำเภอท่าใหม่ จ.จันทบุรี เพื่อเรียนหนังสือที่รามคำแหง โดยพี่ชายพี่สาวส่งเสียเรียน และนายอัฐชัย ทำงานรับจ้างไปด้วย เรียนจบปริญญาตรี คณะนิติศาสตร์ รับพระราชทานปริญญาบัตร เมื่อปี 2552 อยู่ระหว่างสมัครสอบรับราชการตำรวจ และสมัครสอบเข้ารับราชการหลายแห่ง
แฉนาทียิงหน้าวัดค่ำวันที่19พ.ค.
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับผู้บาดเจ็บที่ถูกยิงภายในวัดปทุมวนารามในช่วงค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบว่ายังคงนอนรักษาตัวอยู่ภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ อีกจํานวน 1 ราย เป็นชาย อายุประมาณ 45 ปี ซึ่งยังคงอยู่ในอาการหวาดผวากับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมากและยังไม่พร้อมที่จะเปิดเผยข้อมูล ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 4 ราย แพทย์ได้อนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่ไม่กล้าเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน
รายงานข่าวเปิดเผยว่า สําหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัดปทุมวนาราม ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าขณะเกิดเหตุมีผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ต่างๆ ไว้ได้อย่างละเอียด แต่ไม่สามารถที่จะนําออกมาเปิดเผยได้ และขณะนี้พบว่าได้หลบไปอยู่ในที่ปลอดภัยแล้ว ซึ่งภาพดังกล่าวเริ่มบันทึกตั้งแต่เวลา 18.30 น. วันที่ 19 พ.ค. ในเวลา 18.30 น. พบมีกลุ่มคนแต่งกายคล้ายทหาร สวมหมวกสนาม กว่า 10 คน ยืนเรียงรายอยู่บนรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัด ทุกคนหันหน้าไปทางวัด ในมือมีอาวุธสงครามลักษณะเหมือนปืนยาวเล็งเข้าไปในวัดทุกคน และมีบางคนนั่งยองๆ แบบคุกเข่า ลักษณะกำลังเล็งปืนเข้าไปในวัด จากนั้นไม่กี่นาทีก็มีเสียงปืนดังขึ้น 1 ชุด ลักษณะเสียงคล้ายปืนกล นานประมาณ 5 นาที และในภาพยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่บริเวณอุโบสถภายในวัดประมาณ 20-30 คนวิ่งชุลมุนอยู่ บางคนนอนราบกับพื้น บางคนหลบอยู่ด้านหลังเสา และหันหน้ามองไปยังหน้าวัดลักษณะกำลังมองหาต้นตอของเสียงปืนดังกล่าว จากนั้นผู้ชุมนุมก็พากันหลบเข้าไปในวัดจนกระทั่งเช้าของวันที่ 20 พ.ค. มีเจ้าหน้าที่ตํารวจเข้ามาเคลียร์ให้ผู้ชุมนุมออกจากพื้นที่และส่งกลับบ้าน
นายชวลิต กล่าวว่า ส่วนเรื่องการฟ้องร้องดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐและรัฐบาล นายเพิ่มสุข ยังไม่มีความคิดนี้ เพราะยังติดเรื่อง พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่
ให้ญาติ6ศพวัดปทุมฯร้องเรียน
ที่กระทรวงยุติธรรม นางสุวณา สุวรรณจูฑะ อธิบกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวถึงการช่วยเหลือด้านกฎหมายและการเยียวยาด้านการเงินให้กับผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุมเสื้อแดงว่า ขณะนี้กรมคุ้มครองสิทธิฯ อยู่ระหว่างการประสานขอข้อมูลรายชื่อผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากศูนย์เอราวัณที่จัดทำไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งยังไม่ทราบจำนวนแน่ชัด สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการกระชับพื้นที่ของศอฉ.ทุกรายสามารถยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือและขอคําปรึกษาด้านกฎหมายต่อกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ ทั้งนี้ ผู้เสียหายที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ ยื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ส่วนต่างจังหวัดยื่นได้ที่ยุติธรรมจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ และขณะนี้มีผู้ได้รับผลกระทบยื่นเรื่องแล้วกว่า 10 ราย และอยู่ระหว่างการพิจารณาข้อมูลในแต่ละรายอยู่ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ชุมนุมและก่อการจลาจลหรือไม่
นางสุวณา กล่าวว่า ส่วนผู้เสียชีวิตภายในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ขณะนี้ยังไม่มีทายาทผู้เสียชีวิตเข้ามายื่นเรื่องร้องเรียน หากญาติผู้ตายต้องการขอความช่วยเหลือด้านกฎหมายก็สามารถมายื่นเรื่องได้ที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ เพื่อจะให้การช่วยเหลือต่อไป
พยานที่บาดเจ็บยัน-ทหารยิง
วันเดียวกัน นายเพิ่มสุข ใจเย็น อายุ 55 ปี อยู่บ้านเลขที่ 12/1 ถ.ราชทัณฑ์ อ.เมือง จ.นครพนม ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ที่ทหารกราดยิงจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอสใส่ผู้ชุมนุมในวัดปทุมวนาราม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. เปิดเผยถึงเหตุการณ์ถูกยิงได้รับบาดเจ็บเฉียดตายว่า วันเกิดเหตุตนอยู่หน้า รร.โฟร์ซีซั่นส์ กำลังเก็บข้าวของในเต็นท์นครพนม 52 ได้ยินเสียงปืนไล่หลังมาจึงขับรถกระบะโตโยต้า สีน้ำเงิน ของตน ทะเบียน บน 3862 ร้อยเอ็ด เลี้ยวเข้าวัดปทุมวนาราม จอดอยู่ในวัดห่างประตู 6-7 เมตร ขณะเข้าวัดเวลาประมาณ 16.30.-17.00 น. วันที่ 19 พ.ค. ก็ได้ยินเสียงใกล้เข้ามาเรื่อยๆ จึงนำรถมาจอดใกล้รถตู้สีขาว ของร.พ.วชิรพยาบาล และมีคนแอบรวมอยู่ด้วยประมาณ 3-4 คน ก่อนที่ทั้งหมดจะมุดเข้าใต้ท้องรถ ส่วนตนชะเง้อมองดูพบว่าที่สะพานรถไฟฟ้าบีทีเอส ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นและเห็นทหาร 1 นายส่องปืนลงมา ก่อนยิงมาที่ตน กระสุนถูกโคนขาด้านขวา 1 นัด และก้นด้านขวา 1 นัด ได้รับบาดเจ็บ จึงล้มตัวนอนกลิ้งเข้าไปหลบใกล้รถเข็น
เผยนาทีเหยื่อถูกยิงดับหน้าวัด
นายเพิ่มสุข กล่าวระบุว่า คนที่ยิงใส่ชุดทหาร คาดว่าน่าจะเป็นอาวุธปืนเอ็ม 16 ยิงไล่หลัง 4-5 นัด ถ้าตนโผล่อาจจะถูกยิงซ้ำจนตาย พอพลบค่ำเสียงปืนจึงสงบ มีพระภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างเข้าที่กำบังในวัด ก่อนนำไปทำแผลกับหน่วยพยาบาลในวัด แล้วส่งไปรักษาต่อที่ร.พ.ตำรวจ
นายเพิ่มสุข กล่าวต่อว่า ขณะถูกซุ่มยิงบนสะพานรางรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้น ตนยังเห็นกลุ่มผู้ชุมนุมที่กำลังวิ่งเข้ามาบริเวณหน้าวัด เป็นชาย ถูกยิงที่หน้าอก 1 นัด และลำคอ 1 นัด ผู้เห็นเหตุการณ์จึงช่วยอุ้มผู้บาดเจ็บเข้ามาในวัด พยาบาลอาสาพยายามปั๊มหัวใจไม่ถึง 5 นาที ชายคนดังกล่าวจึงเสียชีวิต
"ยืนยันว่าคนที่ยิงเป็นทหารร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะบิดาตนคือ ร.อ.สุชาติ ใจเย็น เคยรับราช การที่ ม.พัน.11 ค่ายอดิศร จ.สระบุรี ก่อนย้ายมา ม.2 พัน.6 จ.ขอนแก่น ผมพบเห็นทหารและคลุกคลีมาแต่เด็กๆ หลังเกิดเหตุวันที่ 20 พ.ค. นอนรักษาตัวที่ร.พ.ตำรวจแล้วจึงถูกส่งตัวกลับ แล้วขับรถกระบะคู่ชีพกลับบ้านที่จ.นคร พนม แต่จนถึงขณะนี้ยังนอนไม่หลับ เกรงจะมีคน ตามมายิงซ้ำอีก
เผยแดงสุรินทร์ถูกยิงตาย5ศพ
ที่จ.สุรินทร์ นายตี๋ใหญ่ พูนศรีธนากูล อดีต ส.ส.สุรินทร์ พรรคไทยรักไทย ประธานที่ปรึกษากลุ่มเสื้อแดงสุรินทร์ เปิดเผยว่า มีคนเสื้อแดงสุรินทร์เสียชีวิตจากการชุมนุมที่กทม.ระหว่าง 10 เม.ย.-19 พ.ค. จำนวน 5 ราย คือนายสมพาน หลวงชม ราษฎรบ้านจาน ต.ทับใหญ่ อ.รัตนบุรี นายกิตติพงษ์ สมสุข ราษฎรต.หนองหลวง อ.โนนนารายณ์ นายสวาท วางาม ราษฎรอ.ชุม พลบุรี นายประจวบ ประจวบสุข ราษฎรบ้านกรูด ต.เมืองลิง อ.จอมพระ และนายชาติชาย ชาเหลา ราษฎรบ้านเจ้าคุณ ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เฉพาะนายชาติชาย จะฌาปนกิจศพในวันที่ 31 พ.ค.นี้ ที่เมรุวัดบ้านเจ้าคุณ ผู้เสียชีวิตทุกราย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ช่วยค่าปลงศพ รายละ 100,000 บาท มูลนิธิไทยคม ช่วยค่าเคลื่อนย้ายศพรายละ 20,000 บาท ผู้เสียชีวิตรายใดที่มีบุตร มูลนิธิไทยคมจะให้ทุนเรียนจนจบปริญญาตรีทุกราย และในวันเสาร์ที่ 29 พ.ค.นี้ เวลา 15.00 น. กลุ่มคนเสื้อแดงสุรินทร์ทั้งจังหวัด จัดงานทำบุญมหาบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลให้ผู้เสียชีวิตทุกรายทั้งทหาร ตำรวจ นักข่าว และพี่น้องชาวเสื้อแดงทุกคน ที่บ้านสำโรง-หนองกา ต.รัตนบุรี อ.รัตนบุรี จ.สุรินทร์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 99 รูป มาประกอบพิธี ขอเชิญชวนชาวเสื้อแดงสุรินทร์ทุกท่าน มาร่วมงานโดยทั่วกัน
คนเจ็บสุดท้ายของ"น้องหมู"แฉ
เมื่อเวลา 17.00 น. ที่โรงพยาบาลกลาง ชั้น 9 แผนกผู้ป่วยศัลยกรรมชายสามัญ นายกิติชัย แข็งขัน อายุ 40 ปี เหยื่อคมกระสุนจากเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. นายกิติชัย อยู่ในสภาพเหนื่อยและอิดโรยเจ็บบาดแผลอยู่บนเตียงคนไข้ พร้อมเล่าถึงนาทีชีวิตที่รอดตายมาได้ว่า ตนมีอาชีพทำงานก่อสร้าง ทำงานก่อสร้างอยู่ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ หลังเลิกงานตนจะลงมาหาเพื่อนที่เดินทางมาร่วมชุมนุม ตั้งเต็นท์จังหวัดขอนแก่น เพื่อมาพูดคุยกินข้าวกันตามปกติ หลังจากนั้นตนก็จะกลับไปนอนในแคมป์ที่พักคนงาน ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในวันที่ 19 พ.ค. นั้นตนก็ทราบว่าจะมีทหารเข้ามาบุกขอพื้นที่คืน และก็ได้ยินเสียงระเบิดและยิงปืนกันทั้งวัน จนกระทั่งได้ยินเสียงแกนนำออกประกาศว่าขอสลายการชุมนุม จนเย็นตนคิดว่าเรื่องต่างๆ คงจบไปแล้วไม่มีเหตุอะไรบานปลาย จึงได้เดินไปหาเพื่อน ทั้งนี้ ด้วยความเป็นห่วงเพื่อน แต่เหตุการณ์ไม่ได้เป็นเช่นนั้น เมื่อตนเดินมาถึงจวนใกล้ถึงวัดปทุมวนาราม ก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ตนรู้สึกตกใจกลัวมากและยังมีประชาชนคนอื่นๆ อีกหลายคนต่างก็วิ่งเข้าไปหลบในวัดปทุมวนาราม ตนรีบเข้าหาที่กำบังนอนราบหมอบกับพื้นใต้รถกระบะคันหนึ่งที่จอดอยู่ในวัด แต่เสียงปืนก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งมีกระสุนนัดหนึ่งมาโดนที่บริเวณหลังขวา ขณะที่ตนนอนหมอบอยู่รู้สึกทันทีว่าเจ็บบริเวณดังกล่าว ตนจึงได้ยกมือขวาร้องตะโกนบอกว่ายอมแล้ว แต่ก็ถูกยิงเข้าที่มือขวาอีกหนึ่งนัด และก็ได้ยินเสียงทหารบอกว่า ให้ออกมา ออกมา ตนจึงกัดฟันวิ่งไปหาทหาร และถูกทหารสั่งให้ถอดเสื้อออกและให้ยกมือขึ้น ก่อนจะสั่งให้วิ่งเข้าไปในวัดปทุมวนารามทั้งที่ตนถูกยิงได้รับบาดเจ็บสาหัส ตนตกใจกลัวมาก จึงรีบวิ่งไม่คิดชีวิตจนไปพบกับเต็นท์พยาบาล และมีพยาบาลหญิงคนหนึ่ง ได้ให้ความช่วยเหลือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ก่อนที่ตนจะสลบไป และเพิ่งจะมาทราบภายหลังว่า พยาบาลดังกล่าวที่ช่วยเหลือตนมาถูกยิงเสียชีวิตไป ตนรู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
แฉอีก-นาทีการ์ดถูกยิงล้มทั้งยืน
นอกจากนี้ นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี อาชีพค้าขายและอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมในวันสลายการชุมนุมด้วยและถูกยิงได้รับบาดเจ็บ กล่าวว่า ตนขายของอยู่บริเวณใต้รถไฟฟ้าราชดำริ ขณะนั้นกำลังเก็บร้านอยู่ แต่ได้มีผู้ได้รับบาดเจ็บถูกยิง 2 ราย และมีหน่วยกู้ภัยบอกให้ตนช่วยเหลือ ขับรถจักรยานยนต์กุยทางเพื่อนำคนเจ็บไปส่งที่โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งตนได้ขับรถพาไปส่งแล้วถึง 3 เที่ยว จากนั้นก็ได้มาจอดรถอยู่ที่เดิม ขณะนั้นตนได้ยินเสียงปืนดังขึ้นเป็นระยะๆ โดยที่บริเวณที่ตนอยู่นั้นมีการ์ดนปช.คนหนึ่งยืนอยู่กับตนด้วย ก่อนได้ยินเสียงกระสุนดังขึ้นหนึ่งนัด ก่อนที่การ์ดนปช.คนดังกล่าวจะล้มทั้งยืนลงมาทับร่างตน และพบว่าการ์ดนปช.คนดังกล่าว ถูกยิงเข้าหน้าผากกระสุนทะลุท้ายทอยด้านซ้าย และลูกกระสุนยังทะลุมาถูกลำคอของตน กระสุนฝังในก่อนจะหมดสติไป และมารู้สึกตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ เบื้องต้นแพทย์ไม่สามารถผ่าเอาหัวกระสุนออกได้ เพราะฝังอยู่ในกล้ามเนื้อ ใกล้กับเส้นประสาท คงต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลตำรวจอีกหลายวัน
เผยชีวิตเหยื่อปืนชาวยโสฯ
ที่ จ.ยโสธร ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปบ้านมัน ปลา เลขที่ 223 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร ซึ่งเป็นบ้านของนายพัน คำกอง อายุ 44 ปี เหยื่อที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ทหารกระชับพื้นที่ราชประสงค์ เมื่อวันที่ 15 พ.ค. พบเพียงนางฉัตร สุวเพ็ชร อายุ 63 ปี อยู่เลขที่ 140 ม.5 ต.กุดแห่ อ.เลิงนกทา จ.ยโสธร เป็นแม่ยายของนายพัน ซึ่งปลูกบ้านอยู่คู่กับบ้านลูกเขยลูกสาว ลักษณะเป็นบ้านแบบชั้นเดียว ติดทุ่งนาท้ายหมู่บ้าน
นางฉัตร กล่าวว่า ลูกสาวคือนางหนูชิด คำกอง พร้อมลูกๆ 4 คน และญาติพี่น้องทราบข่าวนายพันเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 พ.ค. จึงได้ประกอบพิธีเผาศพนายพัน ที่วัดในกทม. จะเป็นวัดอะไรนั้น ตนจำไม่ได้ และได้นำกระ ดูกนายพันกลับมาประกอบพิธีอุทิศส่วนกุศลที่บ้านเกิดในเช้าวันที่ 25 พ.ค. ซึ่งตนและญาติพี่น้องได้นำกระดูกนายพันไปบรรจุอัฐิที่วัดป่าบ้านมันปลา ส่วนนางหนูชิด คำกอง ลูกสาวได้หอบเอกสารหลักฐานเดินทางไปติดต่อขอความเป็นธรรมจากรัฐบาลที่ทำเนียบรัฐบาลที่ กทม. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. จนถึงขณะนี้ ยังไม่ได้ติดต่อกลับมา
ทิ้งลูก4คนเผชิญชะตากรรม
นางฉัตร กล่าวว่า ที่บ้านยึดอาชีพทำนาปีละครั้ง และเมื่อ 18 ปีที่ผ่านมา หลังนายพันแต่งงานกับลูกสาวตนแล้ว ก็ได้อพยพไปทำงานที่ กทม. เพื่อหนีความแห้งแล้ง นางหนูชิด ลูกสาวทำงานเป็นแม่บ้านที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม. ส่วนนายพันลูกเขยเช่ารถแท็กซี่ หลายปีผ่านไปลูกเขยลูกสาวเก็บออมเงินมาสร้างบ้านให้ตน และบ้านเขาเองเพื่อให้ลูกเขา ซึ่งมีด้วยกัน 4 คน หญิง 1 คน ผู้ชาย 3 คน ได้อยู่เพื่อเรียนหนังสือ ปัจจุบันลูกชายคนโตเรียนที่วิทยาลัยโปลี จ.อำนาจเจริญ ลูกสาวคนรองเรียนชั้น ม.3 ที่โรงเรียนบ้านกุดแห่วิทยา ลูกชายเล็กอีก 2 คน เรียนชั้น ป.4 และชั้น ป.1 ที่โรงเรียนประจำหมู่บ้าน ทุกวันหลานๆ ทั้ง 4 คน ต้องใช้เงินค่ารถค่าอาหารขณะไปเรียนหนังสืออย่างน้อยวันละ 60 บาท เมื่อลูกเขยซึ่งเป็นเสาหลักในการหาเงินจุนเจือครอบครัว มาเสียชีวิตลงลูกชายลูกสาวเขาที่กำลังเรียน คงเดือดร้อนแน่ ยิ่งเด็กชายสุพจน์ คำกอง อายุ 10 ขวบ ซึ่งเรียนอยู่ชั้น ป.4 ป่วยมีโรคประจำตัว โรคหัวใจ โรคหืดหอบ ต้องไปหาหมอประจำใช้เงินมากคงเดือดร้อนอย่างหนัก ลำพังตนทำนาปีละครั้งคงไม่มีเงินพอจะพาหลานไปหาหมอบ่อยๆ
นางฉัตร ยังกล่าวถึงวันที่ลูกเขยเสียชีวิตโดยได้ฟังจากปากของนางหนูชิด ลูกสาวว่า ก่อนเกิดเหตุในวันที่ 15 พ.ค. นายพันนำรถแท็กซี่ไปจอดอู่เพื่อตรวจก่อนจะเดินทางไกลมาที่ยโสธร เพื่อมาส่งลูกๆ ทั้ง 4 คน ในช่วงเช้าของวันที่ 16 พ.ค. เพื่อเรียนหนังสือหลังลูกเขยลูกสาวมารับลูกไปอยู่ที่ กทม. ช่วงปิดเทอม ก่อนลูกเขยจะขับรถมาจอดที่อู่ นางหนูชิด ลูกสาวบอกว่านายพันได้ร้องบอกนายคมกริช คำกอง อายุ 18 ปี ลูกชายคนโตให้บอกน้องๆ ให้รอกินข้าวด้วยกันพ่อจะซื้อกลับข้าวมาด้วย และนางหนูชิดลูกสาวมาทราบจาก ร.พ.อีกทีว่าสามีเสียชีวิตแล้ว
องค์การนิรโทษฯขอร่วมสอบ
เมื่อวันที่ 27 พ.ค. องค์การนิรโทษกรรมสากล ในกรุงลอนดอน ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลไทยเปิดทางให้ทีมสอบสวนนานาชาติเข้าไปช่วยสอบสวนพิสูจน์ความจริงกรณีที่ทหารใช้กำลังต่อผู้ชุมนุม เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
เคลาดิโอ คอร์ดัน รักษาการเลขาธิการองค์การนิรโทษกรรมสากล กล่าวว่า ทางองค์การ วิตกถึงสถานการณ์จลาจลที่เกิดขึ้นในกรุงเทพฯ และก่อนหน้านั้นทหารเผชิญกับผู้ชุมนุมที่ใช้อาวุธ แต่การตอบโต้ที่เราเห็นก็คือ กองทัพยิงใส่ผู้ชุมนุมแบบไม่เลือกหน้าในกลุ่มผู้ชุมนุม และมีบางกรณีที่เล็งเป้าหมายใส่ผู้ชุมนุมที่ไม่มีอาวุธ นอกจากนี้ ยังไม่ทราบว่า มีผู้ชุมนุมจำนวนเท่าใดที่ถูกคุมขังอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งเสี่ยงต่อให้เกิดสภาพการละเมิดสิทธิ์ไม่ถูกลงโทษ ดังนั้นขั้นแรก รัฐบาลไทยต้องเปิดเผยว่า มีจำนวนคนเท่าใดกันแน่ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ และจำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเหมาะสม รัฐบาลไทยอาจต้องขอความช่วยเหลือจากผู้ช่วยนานาชาติ เพื่อให้การสอบสวนเป็นอิสระและน่าเชื่อถือ
ปรับครม.ผ่าทางตันรัฐบาล?
ที่มา ข่าวสด
พลันที่รัฐบาลไฟเขียวให้ขยายเวลาเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ เพื่อให้พรรคฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พ่วง 5 รัฐมนตรี
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ / จุติ ไกรฤกษ์
เปิดเวทีซักฟอกในวันที่ 31 พ.ค. และ 1 มิ.ย.นี้
ประเด็น "ร้อน" ก็ตามมาติดๆ เมื่อนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ระบุในทวิตเตอร์จะมีการปรับครม.หลังเสร็จศึกซักฟอก
แม้นายอภิสิทธิ์ ในฐานะผู้มีอำนาจเต็มในการปรับครม. จะยังไม่ตอบรับชัดเจน โดยขอให้ผ่านการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ขณะที่กระแสสังคมมองว่าปัญหาความไม่สงบที่เกิดขึ้น จนนำมาสู่การจลาจล สูญเสียชีวิตและทรัพย์สินจำนวนมาก ในทางการเมืองจึงน่าจะมีทางออกที่ดีกว่าการปรับครม.
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กระแสข่าวการปรับครม.ครั้งนี้มองได้ 3 ประเด็น คือ 1.การปรับครม. ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาในรัฐบาลผสม ปรับครม.เพื่อลดแรงตึงเครียดภายในรัฐบาล
2.มิติที่ต้องการเบี่ยงประเด็นที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองขณะนี้ ยกตัวอย่างการประกาศพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ทุกวันนี้ยังไม่มีการยกเลิก ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่รัฐบาลชุดนี้กลับใช้การประกาศเคอร์ฟิวเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชน
3.การปรับครม. เพื่อพยายามเปลี่ยนแปลงประเด็นการตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่กำลังจะเกิดขึ้น
ผมมองว่าการปรับครม.เป็นเพียงการเบี่ยงประเด็นเพื่อให้ทุกคนยอมรับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ให้เป็นผู้นำประเทศต่อไป ทุกคนมุ่งหวังให้นายอภิสิทธิ์ อยู่ต่อ
อย่างนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ต้องทำทุกอย่างเพื่อช่วยเหลือนายอภิสิทธิ์ เช่น พยายามปล่อยข่าวเรื่องการปรับครม.
แต่หากการปรับครม.ไม่มีรายชื่อบุคคลดังกล่าวก็เปล่าประโยชน์
ส่วนตัวเห็นว่าในสถานการณ์เช่นนี้ สิ่งที่นายกฯ ควรทำมากกว่าการปรับครม.คือ ควรยุบสภาแล้วลาออก นายกฯ จะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองอยู่ต่อไม่ได้ ต้องลาออกเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์จลาจลในบ้านเรา มีประชาชนเสียชีวิตมากมาย
หากนายกฯ ยังนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าคนสืบสวนข้อเท็จจริง แล้วความจริงจะเกิดขึ้นได้อย่างไร เพราะนี่เป็นปัญหาของสังคม
ถ้านายอภิสิทธิ์ไม่ได้นั่งเป็นนายกฯ จะเกิดความเป็นธรรมให้กับประชาชนมากกว่านี้
จุติ ไกรฤกษ์
ส.ส.พิษณุโลก พรรคประชาธิปัตย์
คิดว่ายังไม่ถึงเวลาต้องปรับครม. เพราะหลายคนมองว่าขณะนี้มีวิกฤตอยู่ ต้องแก้วิกฤตให้จบก่อน และในพรรคประชาธิปัตย์ต้องการความนิ่ง
คิดว่าข่าวที่ออกมาจะไม่ทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคเพราะทุกคนรู้จักสถานะของตัวเองดี
ถึงวันนี้แล้วทุกคนรู้ว่าต้องทำตัวอย่างไร ทุกคนพยายามทำตัวไม่ให้มีปัญหาในพรรคอยู่แล้ว เพราะรู้ตัวว่านายกฯ ต้องการสมาธิในการแก้ไขปัญหาวิกฤตของประเทศ ฉะนั้น อย่าทำตัวให้เป็นปัญหา
จริงๆ แล้วหัวหน้าพรรคไม่เคยพูดเรื่องปรับครม. และเลขาธิการพรรคก็ไม่เคยปริปากเลย ดังนั้น ทุกคนต้องมีมารยาทพอจะไม่ทำอะไร เพราะประเทศยังมีปัญหา ฉะนั้น อย่าไปซ้ำเติม ทุกคนรู้ดีว่าเรื่องของส่วนรวมมาก่อนเรื่องส่วนตัว
หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจะมีการปรับครม.หรือไม่นั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับนายกฯ ไม่มีใครรู้ เอาเป็นว่าแก้วิกฤตของประเทศให้ผ่านก่อน เรื่องอื่นเอาไว้พูดกันทีหลัง ดังนั้น ไม่ควรมาพูดเรื่องการปรับครม.เวลานี้
ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาล นั้นไม่ทราบ ไม่บังอาจไปก้าวล่วง เพราะเป็นสิทธิ์ของเขา ไม่เกี่ยวกับเราและเป็นเรื่องของนายกฯ ที่จะต้องจัดการเอง
การปรับครม.จะเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลจะอยู่ยาวหรือไม่นั้น เอาเป็นว่า 4 เดือนไม่พอที่จะแก้ปัญหาความแตกแยก ถ้าถามว่าเอาอะไรมาชี้วัด ดูจากดัชนีในที่ประชุมสภา สะท้อนได้เป็นอย่างดีว่าไม่สามารถทำใจกันได้
ภราดร ปริศนานันทกุล
คณะกรรมการประสานงานพรรคชาติไทยพัฒนา
อำนาจการปรับครม.เป็นของนายกฯ ที่มีสิทธิ์ปรับใครออกใครเข้าก็ได้ สำหรับพรรคร่วมรัฐบาลแต่ละพรรค ต้องรอสัญญาณจากนายกฯ หรือแกนนำที่จะส่งสัญญาณมาให้แต่ละพรรคทราบ ว่าต้องการปรับตำแหน่งใดบ้างหรือไม่
ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคชาติไทยพัฒนาไม่เคยพูดว่าเราขอให้ปรับครม. แต่พรรคอื่น ไม่ทราบ
เรื่องจังหวะหรือเวลาปรับครม. คนที่จะดูว่าเหมาะสมหรือไม่น่าจะเป็นนายกฯ มากกว่าคนอื่น นายกฯ เป็นคนดูว่าใครสามารถทำงานในตำแหน่งต่อไปได้หรือไม่ ถ้าเห็นว่าทำต่อไปได้คงไม่มีการส่งสัญญาณ
เชื่อว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ กับรัฐมนตรีบางส่วนนั้น ไม่มีผลต่อการปรับหรือไม่ปรับครม. แต่ถ้ารัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายแล้วน่าเชื่อว่ามีการกระทำตามที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย คิดว่านายกฯ ต้องเป็นคนชี้หรือบอกไปที่แต่ละพรรคร่วมรัฐบาลนั้น เพราะถ้ารัฐมนตรีตอบไม่ชัดเจนอาจถูกปรับได้ แม้แต่รัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์เอง นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรคต้องพิจารณาด้วย
อย่างไรก็ตาม หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ต้องดูน้ำหนักข้อมูลที่ฝ่ายค้านนำมาอภิปราย และรัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหา ถูกไม่ไว้วางใจ รัฐมนตรีนั้นสามารถตอบโต้และนำข้อมูลอีกส่วนมาหักล้างการอภิปราย ถ้ามีน้ำหนักมากกว่าคิดว่ารัฐบาลก็เดินหน้าต่อไปได้
แต่ที่สุดแล้ว ผมยืนยันว่าพรรคยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องการปรับครม. แม้แต่เมื่อวันอังคารที่ 25 พ.ค. ในที่ประชุมพรรคก็ไม่มีประเด็นนี้หารือ
บุญจง วงศ์ไตรรัตน์
รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะเกิดขึ้น ตามญัตติแล้ว พรรคภูมิใจไทยมีผู้ถูกอภิปราย 2 คนคือนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรค และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ซึ่งการอภิปรายที่จะเกิดขึ้น รัฐมนตรีของพรรคทั้ง 2 มีหน้าที่ชี้แจงตามประเด็นที่มีการซักถาม เชื่อว่าจะชี้แจงข้อสงสัยได้ครบถ้วนสมบูรณ์
ดังนั้น จึงยังไม่มีความคิดใดๆ เกี่ยวกับการปรับครม. และพรรคภูมิใจไทยยืนยันทั้งในตอนนี้และในอนาคตว่า เราไม่มีแนวคิดจะปรับครม. ทุกคนยังทำงานได้อยู่
ส่วนพรรคอื่นที่คิดจะปรับครม.ก็เป็นเรื่องของเขา พรรคภูมิใจไทยจะไม่เข้าไปยุ่ง เช่นเดียวกัน ตำแหน่งในโควตาของพรรคภูมิใจไทย พรรคอื่นก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเช่นกัน
อลงกต มณีกาศ
โฆษกพรรคเพื่อแผ่นดิน
ต้องดูว่าเจตนาของนายกอร์ปศักดิ์ ต้องการปรับครม.ทั้งคณะ หรือเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ แต่ในส่วนของพรรค ทั้งผู้ใหญ่ กรรมการบริหาร รวมถึงส.ส.ยังไม่มีการพูดคุยกันในเรื่องนี้ เพราะสถานการณ์การเมืองยังไม่นิ่ง ทั้งเรื่องม็อบเสื้อแดง การพิจารณางบประมาณ ล่าสุดจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจเกิดขึ้นอีก
หากจะปรับครม.จริง ต้องรอหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งตรงนั้นจะมีความชัดเจนจากทุกพรรค
ส่วนการปรับครม.จะเป็นความรับผิดชอบต่อกรณีสลายการชุมนุม หรือรัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบมากกว่านี้หรือไม่นั้น พรรคเพื่อแผ่นดินในฐานะพรรคร่วม หากวิจารณ์อะไรไปก็ดูไม่ดี แต่พรรคยืนยันจุดยืนเดิมว่าพรรคไม่มีส่วนร่วมต่อการตัดสินใจสั่งสลายม็อบ
หลังจากนี้ พรรคสนับสนุนอย่างเต็มที่หากนายกฯ จะตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจข้อเท็จจริง แต่มีข้อแม้ว่าต้องมาจากคนกลางที่มาจากหลายภาคส่วน มิใช่ฝ่ายการเมือง
นายกฯ 88 ศพ
ที่มา ข่าวสด
ยอดการสูญเสียของผู้ชุมนุมเสื้อแดงตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค. จนถึงวันที่ 20 พ.ค. จากปฏิบัติการขอพื้นที่คืน กระชับพื้นที่ กระชับวงล้อม และการใช้อาวุธปืนยิงใส่
มีผู้บาดเจ็บล้มตายมากมายเป็นประวัติการณ์ นั่นคือ
ตาย 88 ศพ บาดเจ็บ 1,885 ราย ยังรักษาตัวในโรงพยาบาล 217 ราย
ในจำนวนนี้ อยู่ในห้องไอซียู 17 ราย
นั่นหมายความว่าเป็นตายเท่ากัน ถึงรอดชีวิตก็อาจพิการ
นอกจากนี้ มูลนิธิกระจกเงายังได้รับแจ้งบุคคลสูญหายในเบื้องต้น 25 คน
ส่วนใหญ่เป็นผู้มาร่วมชุมนุมกับมวลชนเสื้อแดง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รวมถึงบรรดาขุนทหารที่เกี่ยวข้องกับปฏิบัติการนี้ ยังชูคออยู่ได้ โดยไม่รู้สึกผิดที่ร่วมกันฆ่า ร่วมปราบปรามประชาชนเลยแม้แต่น้อย
นายอภิสิทธิ์ และรัฐบาลเลือกที่จะเยียวยาและช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับความเสียหายจากเหตุไฟไหม้
คนตาย ผู้บาดเจ็บ ไม่ได้อยู่ในสายตาและความดูแลของรัฐบาล
สังคมบางส่วนก็ช่างใจดำอำมหิต เห็นดีเห็นงามกับการฆ่ากลางเมืองครั้งนี้ด้วย
สำหรับนายสุเทพได้ทีก็ฉวยโอกาสสั่งไล่ล่า จับกุมแกนนำ และแนวร่วมเสื้อแดงอย่างไม่เลือกหน้า
โดยยัดเยียดข้อหาก่อการร้ายแบบหว่านแห
อย่างไรก็ตาม สังคมยังไม่โหดร้ายเกินไป เพราะยังใส่ใจกับความตาย 6 ศพในวัดปทุมวนารามอยู่
พยานนับสิบรายต่างยืนยันว่าทั้งหมดถูกยิงจากบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสบริเวณหน้าวัด
2 ใน 6 ศพ เป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัคร และ 1 ในนั้น เป็นผู้หญิง เป็นพยาบาลอาสา
ถูกยิงตายเพราะไปช่วยคนที่ถูกยิง
นายสุเทพบอกว่าชายที่แต่งกายคล้ายทหารที่เคลื่อน ไหวบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสนั้นเป็นพวกโจร ไม่ใช่เจ้าหน้าที่
วันต่อมาก็แว้งสื่อที่เสนอข่าวนี้ว่าตกเป็นเครื่องมือผู้ก่อการร้าย
ส่วนนายอภิสิทธิ์ อ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดในช่วงค่ำวันที่ 19 พ.ค. หลังการชุมนุมยุติลง 5-6 ชั่วโมง ยังนึกไม่ออกว่าเจ้าหน้าที่จะไปดำเนินการในลักษณะทำร้ายคนที่อยู่ในวัด
เรื่องนี้ เป็นอีกกรณีที่รัฐบาลต้องมีคำอธิบาย
อีกองค์กรที่สังคมรู้สึกผิดหวังอย่างมาก ก็คือท่าทีของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม.บอกว่าเหตุฆ่า 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม แค่ภาพทหารขึ้นไปยืนบนรางรถไฟฟ้า ยังบอกไม่ได้ว่าใครยิง
ขณะที่ น.พ.ชูชัย ศุภวงศ์ เลขาธิการกสม. ก็พูดในลักษณะเดียวกันว่ายังระบุไม่ได้ว่าทหารเป็นคนยิง
ถ้ามีข้อมูลเท่านี้ จะพูดให้ความเห็นอย่างไร
จยย.บอมบ์อีก-ถล่มทหารหน้าร้านชำ
ที่มา ข่าวสด
ล่ามือจยย.บอมบ์ 2 ตูมถล่มเมืองยะลา สอบพยานหาเบาะแส คลี่ปมทำไมโดนระเบิดถึง 4 ครั้งที่โชว์รูมมาสด้า ตร.ระบุพอจะรู้ตัวแล้ว แต่งอำพรางเป็นพนักงานขายเครื่องดื่ม ขี่รถมาจอด อีกจุดหน้าร้านถ่ายรูป เจอหลักฐานซิมมือถือ ตรวจพบเป็น 1 ใน 50 ซิม ที่ถูกซื้อทั้งล็อตมาจากปัตตานี เคยใช้บึ้มร้านขายน้ำเมื่อเดือนที่แล้ว คาดทั้ง 2 เหตุเชื่อมโยงกัน ขณะที่นราฯ จยย.บอมบ์ร้านขายของชำ หวังถล่มทหาร แต่สะเก็ดโดนสมาชิกสภาเทศบาลบาดเจ็บ ด้านปัตตานีจับผู้ต้องสงสัยปาบึ้มใส่ตร.ขณะเข้าแถวหน้าโรงพัก สอบสวนยังปฏิเสธ
จยย.บอมบ์- เจ้าหน้าที่ตรวจหน้าร้านวีระพานิชย์ ร้านขายของชำอ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส หลังคนร้ายวางจยย.บอมบ์ ทำให้นายอับดุล ซูโก ส.ท.เทศบาลตำบลศรีสาคร บาดเจ็บ เมื่อวันที่ 27 พ.ค.
เมื่อเวลา 08.30 น. วันที่ 27 พ.ค. ที่หน้าบริษัท ศรีบุตรคอปอเรชั่น จำกัด โชว์รูมรถยนต์ยี่ห้อมาสด้า อ.เมือง จ.ยะลา ทางพนักงานทำความสะอาด และเคลื่อนย้ายรถยนต์ที่ได้รับความเสียหายจากเหตุระเบิดรถจักรยานยนต์บอมบ์ มีผู้เสียชีวิต 2 ศพ และบาดเจ็บอีกครึ่งร้อย เมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา ออกจากโชว์รูม พร้อมทั้งมีเจ้าหน้าที่มาประเมินความเสียหาย ส่วนที่หน้าร้านถ่ายรูป 07 ยะลา ที่ถูกระเบิดจักรยานยนต์บอมบ์อีกลูกนั้น ทางเจ้าหน้าที่ก็เข้ามาทำความสะอาด ขณะเดียวกัน ทางจ.ยะลา ตั้งเต็นท์เปิดศูนย์เยียวยาประชาชน และร้านค้าที่ได้รับความเสียหาย
นายสมคิด รุจิวงศ์โรจน์ ผู้จัดการฝ่ายขาย บริษัท ศรีบุตรคอปอเรชั่น จำกัด กล่าวว่า มีรถเก๋งและรถกระบะถูกระเบิดเสียหาย 7 คัน รวมทั้งรถเก๋ง และรถกระบะสำหรับทดลองขับอีก 2 คัน รวม 9 คัน ส่วนการให้บริการลูกค้านั้น คาดว่าอีกไม่เกิน 2 วัน หลังจากซ่อมแซมส่วนที่เป็นจุดให้บริการลูกค้าเสร็จสิ้น ระเบิดครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เกิดขึ้นกับโชว์รูม แต่ครั้งนี้รุนแรงมากที่สุด นอกจากรถเสียหายแล้ว ยังมีพนักงานบาดเจ็บ 2 ราย
ต่อมา พล.ต.ต.สายัณห์ กระแสแสน ผบก. ยะลา พร้อมด้วยนายวิทยา พานิชพงศ์ รองผวจ. ยะลา และพ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผกก.สภ. เมืองยะลา เดินทางเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุในโชว์รูมมาสด้าอีกครั้ง เพื่อสอบถามพนักงาน ผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ และประมวลเหตุการณ์ เนื่องจากเป็นการระเบิดครั้งที่ 4 ของโชว์รูมแห่งนี้ ส่วนมูลค่าความเสียหายในเบื้องต้นเกือบ 10 ล้านบาท
พล.ต.ต.สายัณห์ กล่าวว่า สั่งการให้ฝ่ายสืบ สวนลงพื้นที่ พร้อมทั้งนำภาพจากกล้องวงจรปิดมาปะติดปะต่อ และหาพยานบุคคลหรือพยานหลักฐานอื่นๆ มาประกอบ เพื่อติดตามจับกุมตัวคนร้าย ในเบื้องต้นพอจะทราบตัวคนร้ายแล้ว และจากการตรวจสอบพบว่า คนร้ายนำรถจักรยานยนต์พ่วงข้างรับส่งขายเครื่องดื่ม คนร้ายแต่งกายในชุดแบบฟอร์มพนักงานขาย นำระเบิดแสวงเครื่องบรรจุถังดับเพลิงใส่ลังพลาสติกบรรจุเครื่องดื่ม วางไว้บนส่วนพ่วงข้าง แล้วกดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ ส่วนลูกที่ 2 ซุกซ่อนในรถจักรยานยนต์ จอดห่างกันประมาณ 100 เมตร กดชนวนระเบิดด้วยโทรศัพท์มือถือ ส่วนรถที่ใช้ก่อเหตุขโมยมาเมื่อเดือนส.ค.ที่ผ่านมา
รายงานข่าวจากชุดสืบสวนสอบสวนระบุว่า หลังจากเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตรวจพบโทรศัพท์มือถือ ยี่ห้อโนเกีย รุ่น 1100 พร้อมทั้งซิมโทรศัพท์ของทรู ที่คนร้ายใช้จุดชนวนระเบิดลูกที่ 2 หน้าร้านถ่ายรูป 07 ยะลา จากการตรวจสอบพบว่าซิมถูกซื้อมาจากจ.ปัตตานี และถูกซื้อมาพร้อมกันทั้งหมด 50 หมายเลข โดยหมายเลขทั้งหมดอยู่ระหว่างติดตามว่ามีการเปิดใช้บริการแล้วหรือไม่ นอกจากนี้ ยังพบว่าหนึ่งในหมายเลขกลุ่มนี้ ถูกนำมาใช้จุดระเบิดที่แผงขายน้ำข้างร้านช้าง 2 เขตเทศบาลนครยะลา เมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา
ข่าวแจ้งอีกว่า หลังเกิดเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ชุดสืบสวนคดีพิเศษของศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบ คุมตัวเจ้าของร้านที่จำหน่ายซิมชุดดังกล่าว รวมทั้งพนักงานในร้าน และผู้ต้องสงสัยที่คาดว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องแล้ว 3 ราย อยู่ในระหว่างสอบ สวน เชื่อว่าจะสามารถเชื่อมโยงกับเหตุระเบิดเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับผู้บาดเจ็บที่รักษาตัวอยู่ที่ร.พ.ศูนย์ยะลา นั้น แพทย์อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว 40 ราย ยังเหลือผู้บาดเจ็บสาหัส 2 ราย ที่อยู่ในห้องไอซียู คือ ด.ต.ยนต์ ประทิศ ถูกสะเก็ดระเบิดที่คอ สะเก็ดระเบิดถูกเส้นเลือดใหญ่และหน้าท้อง แพทย์ผ่าตัดแล้วไม่พบอวัยวะสำคัญถูกทำลาย ผู้ป่วยรู้สึกตัวดี และนายธนานันท์ นาว่าน ถูกสะเก็ดระเบิดที่ลำตัวด้านขวา บริเวณตับและลำไส้ รวมทั้งคอขวา ขาขวา และน่องซ้าย แพทย์ผ่าตัดแล้ว ผู้ป่วยรู้สึกตัวดีเช่นกัน
สำหรับเหตุรุนแรงอื่นๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเวลา 09.50 น. ร.ต.ท.ศิรักษ์ บุญยก ร้อยเวร สภ.ศรี สาคร จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุระเบิดที่หน้าร้านขายของชำวีระพานิชย์ 2 ตั้งอยู่เลขที่ 82/3 หมู่ 1 ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จึงนำกำลังรุดไปที่เกิดเหตุอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอศรีสาครประมาณ 100 เมตร พบนายอับดุล ซูโก อายุ 38 ปี สมาชิกสภาเทศบาลตำบลศรีสาคร ถูกสะเก็ดระเบิดที่ขาขวา นำส่งร.พ.ศรีสาคร และตรวจสอบที่เกิดเหตุพบซากรถจักรยานยนต์เกลื่อนถนน เศษชิ้นส่วนของระเบิดแสวงเครื่องที่คนร้ายประกอบใส่ไว้กล่องเหล็กน้ำหนัก 5 ก.ก. จุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ โดยระเบิดซุกไว้ใต้เบาะนั่งของรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นดรีม สีแดง ทะเบียน ขลต 575 สงขลา
จากการสอบสวนนายไชยชนะ คงชำนาญ อายุ 40 ปี เจ้าของร้านวีระพานิชย์ 2 ให้การว่า ก่อนเกิดเหตุมีทหาร สังกัดร้อย ร.1722 ฉก.นรา ธิวาส 37 จำนวน 6 นาย ขับขี่รถจักรยานยนต์ 3 คัน จอดที่หน้าร้าน และเดินเข้ามาซื้อของในร้าน จากนั้นมีเสียงระเบิดดังขึ้นจากรถจักรยานยนต์ใกล้กัน คาดว่าคนร้ายน่าจะมาจอดทิ้งไว้ เพื่อรอจังหวะเจ้าหน้าที่ขับรถผ่าน หรือแวะมาซื้อของ เนื่องจากร้านนี้มักจะมีเจ้าหน้าที่เข้ามาใช้บริการเป็นประจำ
ส่วนที่จ.ปัตตานี ในเวลา 05.00 น. ตำรวจสภ.หนองจิก สนธิกำลังทหาร และฝ่ายปกครองหลายสิบนาย เข้าปิดล้อมบ้านเลขที่ 14 บ้านปากาลือซง ต.ตุยง อ.หนองจิก และจับกุมตัว นายมอฮามะ กาเดร์ อายุ 31 ปี ผู้ต้องสงสัยปาระเบิดใส่สภ.เมืองปัตตานี ขณะที่ตำรวจกำลังเข้าแถวเคารพธงชาติ ตำรวจเสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บอีก 45 นาย เมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา
จากการสวบสวนนายมอฮามะให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา อีกทั้งไม่ใช่คนเดียวกันตามรูปถ่ายที่เจ้าหน้าที่นำมาเปรียบเทียบ เจ้าหน้าที่จึงประสานชุดนิติวิทยาศาสตร์ เพื่อตรวจดีเอ็นเอเปรียบเทียบกับพยานวัตถุในที่เกิดเหตุ และรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และจากการตรวจสอบยังทราบว่า นายมอฮามะ เคยต้องคดีก่อการร้ายมาแล้ว เมื่อวันที่ 27 พ.ค.2551 อยู่ในระหว่างประกันตัวชั้นศาล