ที่มา บางกอกทูเดย์ หัวปั่นที่สุดในวันนี้ คือ ตำรวจคำสั่งโยกย้ายนายตำรวจ..จากหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน..จังหวัดที่มีการชุมนุมกันของประชาชน..จนกระทั่งมีการเผาสถานที่ราชการ..เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คำสั่งให้..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี..เป็นผู้ต้องหา..กระทำการเกินหน้าที่ในการสกัดกั้นการชุมนุมของประชาชนในวันที่ 7 ตุลาคม 2551โดยพฤติกรรมแห่งเหตุการณ์..จะให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ตัดสินใจอย่างไร..ในเมื่อป้องกัน จนเป็นเหตุให้มีการปะทะก็มีความผิด..การหลีกเลี่ยงที่จะกระทำการรุนแรงก็มีความผิดแล้วจะให้ตำรวจทำอย่างไรแน่นอนว่า..เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่น้อยกว่าไม่สามารถผลักดันผู้ชุมนุมที่มีจำนวนมากกว่า..เขาก็ต้องใช้แก๊สนํ้าตา..และในที่สุดก็คือการป้องกันด้วยอาวุธ..สมมติว่า..เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถป้องกันสถานที่ ราชการทั้ง 4 แห่งไว้ได้..โดยไร้การเผาไหม้หรือทำลายทรัพย์สิน..แต่ในการนั้นมีประชาชนผู้ชุมนุมจำนวนสิบจำนวนร้อยต้องบาดเจ็บล้มตาย..เรื่องไปถึง ป.ป.ช. เขาจะมีความผิดหรือไม่..ป.ป.ช. จะมีมติเช่นไรการบังคับบัญชาก็มีหลายระดับ..หากผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิเสธการทำตามคำสั่ง..เพราะมีตัวอย่างของการทำตาม คำสั่งแล้วต้องออกจากราชการต้องตกเป็นผู้ต้องหา ก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ประเทศจะเป็นอย่างไร..หากกฎหมายแกว่งไกวลู่ไปลู่มา..จนหาแก่นสารไม่เจอจะให้ตำรวจทำอย่างไร..ในเมื่อเรื่องแบบเดียวกันแต่มี 2 คำตอบ..ที่..ตรงกันข้ามเหมือนฟ้ากับเหว...จะให้ตำรวจปฏิบัติอย่างไร..หากว่าการป้องกันรัฐสภากับกอง บัญชาการตำรวจนครบาลกลายเป็นการทำผิดกฎหมายในวันหนึ่ง..หากว่าการไม่ทำร้ายไม่ฆ่า..จนศาลากลางจังหวัดถูกเผาก็เป็นความบกพร่องจนถูกย้ายและสอบสวนหาความผิด..แต่เรื่องจริงก็คือ..มีผู้ชุมนุมถูกขัดขวางถึงตาย..และศาลากลางก็แค่ถูกเพลิงไหม้..ไม่ใช่ถูกเผาจนเหลือแต่ขี้เถ้าตอตะโก.
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, May 30, 2010
โถ..ตำรวจ
แนวโน้ม ‘ก่อการร้าย’ บทเรียนจากแกนใต้สู่เมืองกรุง (1)
ที่มา บางกอกทูเดย์ ความสงบที่คนกรุงอยากให้กลับคืนกำลังอยู่ในขั้นฟื้นฟูทั้งอาคารสถานที่และจิตใจของผู้คนในพื้นที่เมืองหลวงโดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนปช.ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบอ่นไก่ชุมชนหลังวัดปทุมวนารามฯนอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ต่างต้องเร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันทั้งสิ้นเมื่อบ้านเมือง กำลังเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ เช่นนี้ ดูเหมือนสถานการณ์โดยรวมภายในกรุงเทพฯ จะดูสงบลงบ้างแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่จับอาการของรัฐบาลได้เป็นอย่างดีคือ การขยายเวลาเคอร์ฟิวจาก 25-28 พ.ค.ที่ผ่านมาการประกาศขยายเวลาดังกล่าว...รัฐบาลให้เหตุผลที่สร้างความกลัวให้คนกรุงอยู่ไม่น้อยว่า...จากนี้ไปยังมีกลุ่ม คนที่ไม่หวังดีจะกลับมาสร้างสถานการณ์แบบ “ใต้ดิน”เฉกเช่นการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้!เมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์ในเวลามีโอกาสที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้...ส่วนที่เป็นไปได้นั้นอาจเป็นความคั่งแค้นที่ยังคงมีของ“กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่ต้องการแก้แค้นทหารและรัฐบาล ซึ่งอาจยังคงมีอยู่ส่วนที่มองว่าอาจเป็น ไปไม่ได้นั้น...เพราะการก่อการร้ายที่รัฐบาลประกาศไว้นั้น “ไม่มีตัวตนจริง” ดังคำกล่าวคำจำกัดความของคำว่า “ก่อการร้าย”ตามวิกิพีเดีย ระบุว่า...คำว่า การก่อการร้าย (Terrorism) เป็นคำที่มีการโต้เถียงอย่างกว้างขวาง และมีนิยามที่หลากหลาย โดยไม่มีความหมายใด ที่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์ ต้อง การอ้างอิงวอล์เตอร์ ลาควอร์ แห่งศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศได้กล่าวว่า...“ลักษณะเฉพาะที่ยอมรับกันทั่วไปคือ การก่อการร้ายนั้น เกี่ยวข้องกับความรุนแรง หรือการข่มขู่ด้วยความรุนแรง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายจำนวนมากมีความเห็นสอดคล้องกันว่า...การก่อการร้ายที่เกิดขึ้น จะแฝงไว้ ด้วยยุทธศาสตร์ไม่ว่าจะกระทำโดย การวางระเบิดการใช้ปืนยิง การจี้ (เครื่องบิน หรือรถโดยสาร) หรือ การลอบสังหารไม่ได้เป็นการลงมืออย่าง “เลือกสุ่ม”ไม่เกิดขึ้นเองโดยปราศจากความตั้งใจ และไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมืดบอดแต่เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง มุ่งประสงค์ต่อพลเรือนเพื่อหวังผล ทางการเมือง หรือสนองความเชื่อทางศาสนาขณะที่ นายพอล พิลล่าร์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายของสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ให้ความเห็นในเชิงโต้เถียงว่า...การก่อการร้ายจะต้องมีองค์ประกอบรวม 4 ประการ คือ 1. ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงชั่ววูบ แต่เป็น การกระทำที่ผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรอง และวางแผนไว้ล่วงหน้า 2. เป็นการกระทำที่หวังผลทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม ดังเช่นกลุ่มองค์กรที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น“กลุ่มมาเฟีย”ก่อเหตุรุนแรงเพื่อหวังเงินหรือทรัพย์สินเป็นรายได้แต่เป็นการกระทำ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากที่เป็นอย่างใน ปัจจุบันไปสู้แนวทางที่ผู้ก่อการร้ายต้องการ 3. ส่วนใหญ่เป็นการกระทำที่มุ่งร้ายต่อเป้าหมายพลเรือน ไม่ได้พุ่งเป้าฝ่ายทหารหรือหน่วยทหารที่พร้อมรบ4. กระทำโดยกลุ่มองค์กรที่แฝงตัวอยู่ในประเทศ ไม่ใช่กำลังทหารของประเทศต้นกำเนิดขณะที่ นายปัญญศักดิ์ โสภณวสุนักวิจัยในโครงการความมั่นคงศึกษา สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ประเมินสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงวา่ ...แม้การต่อสู้จะยุติลง แต่สงครามก็ยังไม่เลิก และคงจะยืดเยื้อต่อไป“การต่อสู้ใต้ดินเป็นกฎธรรมชาติของการต่อสู้อยู่แล้วในประวัติศาสตร์การต่อสู้ไม่ว่าประเทศไหน อารยธรรมใด หรือศาสนาไหนก็ตาม หากต่อสู้แบบเผชิญหน้า อย่างเปิดเผยไม่ได้หรือเกิดความพ่ายแพ้ ก็ต้องหันไปใช้ รูปแบบการต่อสู้ใต้ดินส่วนจะทำได้แค่ไหนหรือมีประสิทธิภาพมากเพียงใด มันต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่จะทำก็สามารถทำได้เลย ยังต้องมีการผ่านกระบวนการอีกมากมายหลายอย่างถึงจะทำได้สำเร็จ”สอดคล้องกับคำกล่าวของ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก วุฒิสภา (ส.ว.) ที่เคยอภิปรายไว้ในสภาก่อนหน้านี้ว่า...ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มวลชนจากต่างจังหวัดเข้ามาต่อสู้อย่างยาวนานในกรุงเทพฯ และจบลงด้วยการใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน (โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)
Saturday, May 29, 2010
4 นายกฯ 4 ยุคการสูญเสีย (ชีวิต)
จอมพลถนอม กิตติขจร - พล.อ.สุจินดา คราประยูร - สมชาย วงศ์สวัสดิ์ - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะนับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยตั้งแต่ปี 2475 เกิดเหตุการณ์ให้ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้หลายต่อหลายเหตุการณ์ มีทั้งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และ เหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ที่ไม่มีใครอยากเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมือง ที่อ้างถึง "ประชาธิปไตย" ต่อสู้ ชุมนุม ยืดเยื้อ กระทั่งมีการปราบปรามจนมี "คนไทย" บาดเจ็บ ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก
ท่ามกลางการบริหารประเทศของผู้นำสูงสุดของไทย มีทั้งคนที่เห็นด้วย ชื่นชม ทำตาม ขัดแย้ง ต่อต้าน ไม่ปฏิบัติตาม เป็นธรรมดาการทำงานในบรรยากาศชื่นชมที่เป็นไปอย่างราบรื่น แต่หลายต่อหลายครั้งการบริหารประเทศภายใต้บริบทที่ปกคลุมไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง ต้องจบลงด้วยความสูญเสีย ที่ยากจะลืมลง
"14 ตุลา" ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร
เริ่มมาจากการที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พ.ย. 14 เหตุการณ์ครั้งนั้นนักศึกษา และ ประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็ไม่ได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตัวเอง ประกอบกับการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน เป็นอย่างมาก กระทั่งวันที่ 6 ต.ค. 14 มีบุคคล 100 คน เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น ร่วมลงชื่อร้องขอรัฐธรรมนูญ
จากนั้นนักศึกษาได้เดินแจกใบปลิวเรียก ร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่างๆในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมประชาชน และ นักศึกษา ด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" และ ถูกเรียกขานว่าเป็น "ขบถรัฐธรรมนูญ" สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้แก่ นักศึกษา ประชาชนอย่างมาก นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ยื่นคำขาดให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็กระทำการเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก นำไปสู่การนองเลือดในเช้าตรู่วันที่ 14 ต.ค. เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน จึงเกิดการปะทะกันกลายเป็นการจลาจล เฮลิคอปเตอร์ยิงปืนลงมาเพื่อสลายการชุมนุม
เหตุการณ์ยังไม่สงบลงง่ายๆ โดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและ ประชาชนอีกครั้ง นักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับเข้าใส่สถานีตำรวจ ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศท้าทายกฎอัยการศึก ประกาศว่าจะอยู่ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย กระทั่งวันที่ 15 ต.ค. ได้มีประกาศว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง
เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 500,000 คน โดยในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก
"35 พฤษภาทมิฬ" ยุค พล.อ. สุจินดา คราประยูร
การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้าน ต่อต้านของประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมองว่า เป็นการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ในขณะนั้น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง
การชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือน เม.ย. 35 แต่ช่วงที่มีการปะทะกันรุนแรงในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. โดยวันที่ 17 พ.ค. มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวน จึงก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีการบุกเผาสถานีตำรวจ กระทั่งในวันที่ 18 พ.ค. รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร และให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลาย และได้ควบคุมตัว พล.ต. จำลอง และยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ จนวันที่ 19 พ.ค. เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ จนเหตุการณ์บานปลายรุนแรง
วันพุธที่ 20 พ.ค. 35 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพลเอกสุจินดา และ พลตรี จำลอง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ พลเอก สุจินดา จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ มอบหมายให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปพลางก่อน
เหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงดังกล่าวนำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก
"7 ตุลาวิปโยค" ยุคนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
17 ก.ย. 51 ทายาทการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน รักษาการหัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ท่ามกลางกระแสคัดค้านว่าเป็นนอมินี เป็นสายตรง และ การทำงานต่างๆ ยังคงสืบทอดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เต็มรูปแบบจนทำให้ประชาชน นำโดยกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการชุมนุมคัดค้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548
กระทั่ง วันที่ 7 ต.ค. 2551 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 นำมวลชน ชุมนุมต่อเนื่องหน้ารัฐสภา เพื่อไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและ ได้มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยตำรวจอ้างว่าใช้เพียงแก๊สน้ำตาแบบยิง แก๊สน้ำตาแบบขว้างและโล่ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯมีการใช้ ขวดน้ำ และหิน ปะทะกันจนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 คน และ บาดเจ็บจำนวนกว่า 443 คน พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้และ ต่อมารัฐบาลนายสมชาย ถูกตัดสินคดีจนทำให้พรรคพลังประชาชน ที่นายสมชาย เป็นหัวหน้าพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบ ทำให้นายสมชาย หมดสภาพโดยทันที แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่จบสิ้น
"สงกรานต์เลือด"-"พฤษภาเดือด" ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 51 กลุ่มผู้ต่อต้านคัดค้านที่้ชื่อว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง" ได้มีการต่อต้านประท้วงอย่างทันที โดยเริ่มจากการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงและเคลื่อนขบวนมาปักหลักชุมนุมอย่างยืดเยื้อบนถนนรอบทำเนียบรัฐบาล เรียกร้อง 1. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ต้องพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี 2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 3. การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การปรับปรุงใดๆ ให้ดีขึ้นตามหลักสากล ต้องมีการปรึกษาหารือกันระหว่างนักประชาธิปไตยผู้มีประวัติและพฤติกรรมเชิดชูระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์ ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงได้เรียกร้องให้เวลา 24 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น จะมีการยกระดับการชุมนุม หลังพ้นกำหนด 24 ชั่วโมงตามที่ได้เรียกร้อง ผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ และปิดกั้นถนนสำคัญหลายสาย เช่น ถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
กระทั่งวันที่ 11 เม.ย. 52 มีการบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท และขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้ทำการปิดถนนตามแยกต่าง ๆ ภายในกรุงเทพมหานคร ต่อมารัฐบาลได้ประกาศพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและใกล้เคียง หลังจากที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในระหว่างมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ต่อมาวันที่ 14 เม.ย. 52 กำลังทหารและตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตา กระสุนจริงและกระสุนฝึกหัดเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกดินแดง
จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 70 คนแกนนำประกาศยุติการชุมนุมบนถนนรอบทำเนียบรัฐบาลเพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเพิ่มขึ้นจากการปราบปรามของรัฐบาล จากนั้นแกนนำ 5 คน คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายสุพร อัตถาวงศ์ได้เข้ามอบตัวต่อ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนับเป็นการยุติเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว
กระทั่ง มีการรวมกลุ่มใหม่ของแกนนำรุ่น 2 โดยใช้ฤกษ์พฤษภาทมิฬ 17-20 พ.ค.แต่ก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการชุมนุมเป็นครั้งครา ต่อมาได้มีการประกาศชุมนุมใหญ่โดยปักหลักที่บริเวณผ่านฟ้าลีลาศ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.53 และขยายไปตั้งเวทีใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์ แต่รัฐบาลเห็นว่ามีการชุมนุมกันเป็นเวลานาน และ กระทำผิดกฎหมายร้ายแรง เป็นที่มาของการ "ขอคืนพื้นที่" 10 เม.ย.จนเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ต่อเนื่องมาวันที่ 19 เม.ย. รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จนแกนนำต้องประกาศสลายการชุมนุม เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นครั้งที่ 2
ซึ่งการปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ได้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นกว่า 80 ราย บาดเจ็บทั้งส้ินกว่า 1.3 พันคน
ภาวนาและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์การสูญเสียครั้งที่ผ่านๆ มาจะเป็นบทเรียน อุทาหรณ์สุดท้ายให้กับคนไทยทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) ที่จะช่วยไม่ให้ชาติบ้านเมืองติดหล่ม "ประชาธิปไตย" จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง
ส่งทวิตชุดใหญ่ซัด อ้างหมายจับตร.สากล แต่หลายประเทศเช็คแล้วไม่มี ทำ "บัวแก้ว" งามหน้า ย้ำรัฐบาลที่ฆ่าปชช.หมดความชอบธรรม แนะทางรอดให้ปรองดองไม่ใช่ปราบแดง...ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. 29 พ.ค.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ระบุ ผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ว่า รัฐบาลแน่จริงทำไมปิดสื่อทำโปรปากานดา/กล่าวหาข้างเดียวใครไม่เห็นด้วยด่าเขาเช่น CNN ปิดเขา เช่น RED NEWS ภูมิใจไหม เสรีภาพสื่อไทยอยู่ที่ 155 จาก 198 รัฐบาลหลายประเทศเขาเอาหนังสือราชการที่เด็กหน้าห้องเก่าผมทำไปถึงกระทรวงการต่างประเทศของเขา และบอกว่าอย่าให้ผมเข้าประเทศ โดยอ้างว่าผมมีหมายจับ เป็น International Warrent เขาได้ตรวจสอบไปที่ Interpol พบว่าผมไม่มีหมายเลย เขาบอกว่าเป็นการโกหก ทำให้กต.ไทยไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ งามหน้าไหมหล่ะ
อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านทวิตเตอร์อีกว่า ขณะนี้รู้มาอีกว่า กำลังจะเร่งให้ตำรวจทำหนังสือถึง Interpol อีก เพื่อบอกว่าศาลออกหมายจับเรื่องก่อการร้ายของให้จับผมส่งตัวมาด้วย โถ! เขาไม่มั่ว เขามีหลักเขารู้ทั้งโลกว่าคุณเป็นรัฐบาลที่สังหารประชาชนของตัวเอง รูปทหารยิง Sniper ใส่ประชาชนมือเปล่าสมองกระจายแล้วยัดข้อหาก่อการร้ายหน้าด้านๆ คุณหมดความชอบทำที่จะปกครองประเทศแล้ว ยิ่งดิ้นยิ่งลำบากขว้างงูไม่พื้นคอหรอกครับ ทางที่จะรอดมีประตูเดียวครับ คือ ปรองดองอย่างแท้จริงไม่ใช่ปราบแดง
พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุด้วยว่า เอาไม่อยู่หรอกครับเสียเวลา เสียหาย ประเทศจะเป็นวัวพันหลัก ในที่สุดเชือกจะเหลือสั้นนิดเดียวเขาวัวก็ทิ่มดิน หันหน้าเข้าหากันดีกว่า อย่าสร้างบาปต่อไป? ในเมืองไทยคุณมั่วได้ขู่สั่งได้แถมมีคนช่วยอีก อย่าไปคิดว่าจะมามั่วในเวทีต่างประเทศได้ คนไทยด้วยกันคุยกันดีกว่า เลิกมั่วเลิกกลัวได้แล้ว พรุ่งนี้คงจะถูกBlock แล้วไม่เป็นไรอีก 3-4 วันพบกันใหม่ ขอให้ท่านได้รับบุญวันวิสาขบูชาเยอะๆ ครับขอให้ดวงวิญญาณวีรชนประชาธิปไตยทั้ง 88 ดวงจงสู่สุขติ
'ทักษิณ' ไล่ 'มาร์ค' ถอนสัญชาติ สั่งฆ่าคนไทย
ที่มา ไทยรัฐ
ระบุ ตัวเองเกิดเมืองไทย รักแผ่นดินเกิด จะให้ถอนได้อย่างไร แจงรัฐเป็นผู้ใช้ความรุนแรง แต่มาโทษคนถูกกระทำ พร้อมตั้งคำถามจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าคนทั้งบ้านคุ้มหรือ?...
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.30 น. 29 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ระบุผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ว่า คุณอภิสิทธิ์แนะให้ผมถอดสัญชาติไทย โถ!ผมเกิดเมืองไทย ผมรักแผ่นดินเกิด จะให้ผมถอนได้อย่างไร ตัวคุณน่าจะถอนมากกว่า คุณเกิดอังกฤษ แต่สั่งฆ่าคนไทยตายเป็นร้อย บาดเจ็บร่วมสองพัน
อดีตนายกฯ ระบุด้วยว่า ในวัดยังฆ่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะคุณ แต่มายัดข้อหาผู้ก่อการร้ายให้คนถูกกระทำ คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้พยายามตามจับผมทุกรูปแบบ แต่ไม่สำเร็จ ถึงขนาดลงทุนฆ่าคนไทย เหมือนชีวิตเป็นผักปลา แล้วยัดข้อหาก่อการร้าย เพื่อจะจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าคนทั้งบ้านคุ้มหรือ?
โลกยังกังวล
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
บรรยากาศที่ประเทศไทยตกเป็นเป้าสายตาขององค์กรนานาชาติ โดนทั่วโลกจับตาว่ามีการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรงในทางการเมืองเช่นนี้ไม่บ่อยนัก
*หนก่อน เมื่อครั้ง 6 ตุลาคม 2519 โน่นเลย*
ตอนนั้นสังหารหมู่ที่ธรรมศาสตร์ จับกุมคุมขังหลายพันคน แล้วยังตามล่าจับเงียบๆอีกมาก ตามยึดหนังสือหนังหาทางการเมือง ควบคุมสื่อ แทรกแซงสื่อเป็นกระบอกเสียงให้รัฐ
ผลจากการเป็นเผด็จการโหดเหี้ยมคราวนั้น ยังทำให้ผู้คนต้องหลบหนีเข้าป่า ความขัดแย้งของคนในชาติรุนแรงมากขึ้น
บ้านเมืองสู่ยุคมืด
รัฐบาลใช้อำนาจปราบ จับขัง ลิดรอนเสรีภาพทางความคิด ข้อมูลข่าวสาร
นั่นเองจึงทำให้องค์การสิทธิมนุษยชนระดับโลก ต้องเข้ามาแทรกแซง!
ในปัญหาการเมือง นับจากปี 2519 ก็มาหนนี้แหละในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์
จากกรณีปราบม็อบโหด มีคนเสียชีวิตมากกว่า 6 ตุลาเสียอีก
*ภาพข่าวที่แพร่ไปทั่วโลก ซึ่งไม่มีอำนาจใดมาบิดเบือนได้ ทำให้นานาชาติวิตกกังวลอย่างมาก*
ล่าสุดองค์การนิรโทษกรรมสากล จากกรุงลอนดอน อังกฤษ ออกคำแถลงเรียกร้องให้ไทย เปิดทางให้ผู้ตรวจสอบจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพิสูจน์เหตุปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม
องค์การนิรโทษกรรมสากล ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอาวุธปืนในการเผชิญหน้ากับม็อบ เห็นทหารยิงใส่ผู้ประท้วง!
หลังจลาจล ยังมีการคุมขังผู้ประท้วงไม่ทราบจำนวน โดยไม่มีการตั้งข้อหา
จึงขอให้รัฐบาลเปิดเผยจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัว มีกระบวนการสอบสวนที่เหมาะสม โดยอาจขอความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการสอบสวนเป็นอิสระและเชื่อถือได้
*อ่านคำแถลงขององค์การนิรโทษกรรมสากลแล้ว ยิ่งเห็นภาพบ้านเมืองไทยในวันนี้ ไม่ต่างจาก 6 ตุลาฯ*
รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจจะโต้ว่า ต่างชาติไม่มีข้อมูลผู้ก่อการร้ายร่วมในม็อบ อะไรทำนองนั้น
ถ้ารัฐบาลมั่นใจเรื่องก่อการร้าย ก็น่าจะยอมให้องค์กรโลกเข้ามาร่วมตรวจสอบจริงๆ
แต่เชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่กล้า
*เอาแค่เรื่องคุมขังอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ โดยไม่มีข้อหา ไม่มีหลักฐาน!?!*
แล้วลิดรอนเสรีภาพทางปัญญาอย่างร้ายแรง ห้ามอ่านหนังสือหนังหา
จนต้องอดอาหารประท้วง
สมควรแล้วที่องค์กรโลกต้องเข้ามาช่วย!
6 ศพ วัดปทุมฯ ความเหี้ยม"ม."หาย ฝันร้าย ชาวพุทธ
ที่มา ข่าวสด
อย่างน้อยแกนนำระดับเอ้จำนวนหนึ่งก็เดินทางเข้ามอบตัวในตอนบ่ายวันนั้น
อย่างน้อยการชุมนุมที่ยืดเยื้อมาตั้งแต่วันที่ 3 เมษายนซึ่งขยายจากแยกราชประสงค์ไปยังแยกประตูน้ำ แยกปทุมวัน แยกสารสิน
ก็กลายเป็น "อดีต"
แต่แล้วก็มีการลอบวางเพลิงอย่างเมามัน ไม่ว่าจะเป็นที่เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ไม่ว่าจะเป็นในย่านสยามสแควร์ ไม่ว่าจะเป็นในย่านสามเหลี่ยมดินแดง ไม่ว่าจะเป็นในย่านบ่อนไก่ เลเพลาดพาด ไปจนย่านราชปรารภ
แต่แล้วก็มีการสาดกระสุนเข้าใส่โดยผู้ตายและบาดเจ็บร่วมพันกว่าคนส่วนใหญ่เป็นประชาชนผู้มีแต่สองมือเปล่า
รวมถึงจำนวน 6 ศพภายในวัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
เป็นการง่ายสำหรับศอฉ.และรัฐบาลที่จะโบ้ยให้การตายรวมแล้ว 88 ศพเป็นฝีมือของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย เหมือนกับที่เคยอ้างและกล่าวหามาแล้วเมื่อวันที่ 10 เมษายน
แต่ยากเป็นอย่างยิ่งที่จะโยนเรื่องนี้ให้กับจำนวน 6 ศพที่นอนเรียงกันอยู่โดยมีเสื่อคลุมในวัด
มีความพยายามชี้แจงจาก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศอฉ.ว่าทหารไม่เกี่ยว เช่นเดียวกับ พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เจ้าของแผนยุทธการทั้งหมด
แผนยุทธการอันส่งผลให้ตาย 88 บาดเจ็บร่วมพัน
กระนั้น การรายงานข่าวที่ปรากฏผ่าน ข่าวสด และ ไทยรัฐ โดยเฉพาะผู้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์ตอนค่ำวันที่ 19 พฤษภาคม ที่วัดปทุมวนารามราชวรวิหาร
ล้วนเห็นต่างไปจากแถลงของศอฉ.และรัฐบาลอย่างสิ้นเชิง
แม้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะยืนยันอย่างหนักแน่นซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าคนที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส "ก็โจรไง ผู้ร้ายไง"
แต่ดูเหมือน "ชาวบ้าน" จะไม่เชื่อ
มารดาของ น.ส.กมนเกด อัคฮาด หรือ "น้องเกด" กล่าวกับ ข่าวสด ว่า
"ไม่คิดว่าจะมีทหารประเทศไหนยิงพยาบาล ยิงหน่วยกู้ชีพ คงมีบ้านเราที่เดียวเป็นแน่"
ขณะที่ นายวสันต์ สายรัศมี อายุ 27 ปี เจ้าหน้าที่หน่วยกู้ภัยซึ่งอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารกล่าวกับ ไทยรัฐ ว่า
"น.ส.กมนเกด อัคฮาด กำลังปฐมพยาบาลคนเจ็บถูกยิงล้มลงในเต็นท์พยาบาล"
เช่นเดียวกับ พ.ต.ต.ธีระวัฒน์ ชุมจันทร์ พี่ชายของ นายอัฐชัย ชุมจันทร์ นิติศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง เล่าว่า
"น้องชายถูกยิงด้วยอาวุธสงครามบริเวณเหนือราวนมข้างซ้ายกระสุนทะลุปอด"
เหล่านี้อาจมิได้เป็นฝันร้ายของ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อาจมิได้เป็นฝันร้ายของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มิได้เป็นฝันร้ายของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่สำหรับผู้อยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารในคืนวันที่ 19 พฤษภาคม ย่อมสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
เป็นความสยดสยองที่พวกเขาเชื่อว่ามาจากการยิงของ "ทหาร"
จํานวน 6 ศพที่คลุมด้วยเสื่อนอนเรียงกันอยู่ในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารจึงเป็นเรื่องที่ยากจะลืมเลือน
มีแต่คนที่อำมหิตและเลือดเย็นอย่างที่สุดเท่านั้นที่มองเห็นว่าเป็นเรื่องธรรมดาและไม่ยอมให้มีการคลี่คลายเรื่องนี้ให้เป็นที่กระจ่าง
จำนวน 6 ศพที่ตายใต้ป้าย "เขตอภัยทาน" จึงยากจะปล่อยให้ผ่านเลยไปอย่างง่ายดาย
ขอคืน"ความจริง"
ที่มา ข่าวสด
"ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวมาปิด"
สำนวนไทยว่าไว้แต่โบราณ ปิดอย่างไรก็ไม่มิด
แล้ว 6 ศพที่วัดปทุมวนารามฯ จะเอาฝ่ามือเปื้อนเลือดมาปิดได้อย่างไร?
ผ่านไปแล้ว 10 วัน อภิสิทธิ์ยังแผ่นเสียงตกร่อง
"ต้องค้นหาข้อเท็จจริง"
ขณะที่สุเทพฟันธงดื้อๆ
"โจรยิง ผู้ก่อการร้ายยิง"
ส่วนแม่ทัพนายกองของศอฉ.เก็บตัวเงียบ
แน่นอนว่า เกือบ 90 ศพ กับผู้บาดเจ็บอีก 2 พัน จากปฏิบัติการขอพื้นที่คืน และกระชับวงล้อมของศอฉ.
ต้องสืบสวนสอบสวนนำข้อเท็จจริงออกมาให้ปรากฏ
ใครสั่ง ใครยิง ต้องมีผู้รับผิดชอบ?
แต่กรณี 6 ศพวัดปทุมฯ จำเป็นต้องกระชับพื้นที่ เพื่อขอคืน "ความจริง" โดยเร็วที่สุด
เพราะยิงใส่เขตอภัยทาน ฆ่าคนในวัด
สะเทือนขวัญคนไทย สะเทือนใจชาวพุทธ!!
ขณะนี้พยานหลักฐาน ยังใหม่ สด และหลงเหลือ
จากปากผู้อยู่ในเหตุการณ์จำนวนมาก ทั้งผู้ชุมนุม ผู้สื่อข่าวไทย-เทศ อาสากู้ภัย-กาชาด และพระสงฆ์
ต่างพูดตรงกัน ยิงลงมาจากรางรถไฟฟ้าบีทีเอส คืนวันที่ 19 พ.ค.
ยังมีภาพถ่ายหลากหลาย ทั้งภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว ยืนยันวัน เวลา สถานที่
ตอนเย็นวันที่ 19 พ.ค. มีทหารเล็งปืนใส่วัดปทุมฯ เช้าวันที่ 20 พ.ค.บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดปทุมฯ ก็ยังมีทหารตรึงอยู่
ถ้าโจรยิง ผู้ก่อการร้ายฆ่าอย่างคำพูดสุเทพ-สุเทพ
ต้องสอบสวนเอาผิดผบ.หน่วย กำลังพล ที่รับผิดชอบพื้นที่ตรงนั้น
ถ้าจริงจังจริงใจชำระสะสางข้อเท็จจริง จริงๆ เริ่มที่ 6 ศพวัดปทุมฯ ได้เลย ทันที
ทว่าปัญหาใหญ่ก็คือ ใครจะทำหน้าที่นี้ และเชื่อถือได้แค่ไหน?
อภิสิทธิ์ สุเทพ และรัฐบาล อยู่ในศอฉ.
ทหาร ตำรวจ ดีเอสไอ นิติวิทยาศาสตร์ ก็อยู่ในศอฉ.
ทุกผู้ ทุกนาม ทุกหน่วย ล้วนเป็นคู่กรณี หรือผู้ถูกกล่าวหา
ครั้นจะหวังพึ่งคนกลาง หน่วยงานอิสระ องค์กรสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้กระตือรือร้นใดๆ
ไม่ว่าผลออกมาอย่างไร จึงยากจะเป็นที่ยอมรับ!
ในยามประเทศวิกฤต ผู้ปกครองวิปริต กลไกต่างๆ พิการอย่างที่เป็นอยู่
อย่าหวังได้เห็น "ความจริง"!?
เลือกเยียวยาระวัง"อาฟเตอร์ช็อก"
ที่มา ข่าวสด
หลังเหตุการณ์วันที่ 19 พ.ค. รัฐบาลเดินหน้ามาตรการ 2 ด้าน
ฟื้นฟู เยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุม
และเร่งตรวจสอบคดีความ และดำเนินการกับผู้กระทำผิด และฝ่าฝืนกฎหมาย
ขณะที่มาตรการทางการเมือง ปมปัญหาสำคัญข้อหนึ่งที่นำมาสู่การชุมนุมและเป็นข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม กลับชะงักงัน ไม่มีคำตอบจากรัฐบาลว่าจะเดินหน้าต่ออย่างไร
ทั้งที่มาตรการทางการเมืองจะเป็นเงื่อนไขสำคัญในการคลี่คลายความรู้สึกได้เปรียบ เสียเปรียบ
เปิดทางสู่ความปรองดองได้ง่ายขึ้น
-เอกพันธุ์ ปิณฑวณิช
อาจารย์ประจำศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี ม.มหิดล
การเยียวยาขณะนี้เป็นการเยียวยาภาคธุรกิจ การค้าขายในกรุงเทพฯ เมืองใหญ่ รัฐบาลต้องเยียวยาจิตใจคนทั่วไป กลุ่มที่มาชุมนุมกับนปช. ภาคธุรกิจเศรษฐ กิจในต่างจังหวัด ผู้มาชุมนุมที่ทิ้งเรือกสวนไร่นาก็ได้รับผลกระทบพอสมควร
การทำให้ผู้ชุมนุมรู้สึกสูญเสีย พ่ายแพ้ ทำให้เกิดอาฟเตอร์ช็อกจากการชุมนุมที่แผ่ขยายไปไกล การปรองดองต้องไม่ถูกแบ่งแยกจากการเยียวยากลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การปรองดองต้องมาจากภาคประชาชน นักกฎหมาย นักเศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ ที่รัฐบาลผลักดันไปพร้อมกับการเยียวยา
ส่วนการกำหนดวันยุบสภา เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็คงไม่ไปขีดเส้นใต้ตัวเองขนาดนั้น
แต่การปรองดองก็ควรขยายจาก 5 ข้อของโรดแม็ป ที่เคยประกาศ ที่ทุกภาคส่วนเห็นบวกกับ 5 ข้อนี้ แต่โรดแม็ปเดิมเป็นภาพกว้างๆ ก็ต้องมาลงรายละเอียด ต้องมีเวทีเสวนาทั่วทุกอำเภอ จังหวัด
ต้องนำความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศที่ได้มาสังเคราะห์ วิเคราะห์ ให้เป็นแผนปรองดอง ให้ความปรารถนาของคนทุกคนมาใกล้เคียงกัน
แผนปรองดองต้องมีการกำหนดรายละเอียดทุกเรื่อง รวมทั้งเรื่องการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ก็น่าจะเป็นผลจากการพูดคุยของคนทั้งประเทศ หากคนส่วนใหญ่อยากยุบก็อยู่ในแผน มาถึงจุดนี้ต้องเน้นความคิดที่หลากหลาย
เรื่องการดูแลคดีความการจับกุม อยากให้ระวังการจับกุม ปิดหนังสือ สื่อต่างๆ ของนปช. ต้องไม่ละเมิดสิทธิมนุษยชน ไม่ละเมิดการรับรู้ข่าวสาร เป็นส่วนหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ
หากยังละเมิดสิทธิเสรีภาพคนกลุ่มอื่นๆ โอกาสการปรองดองก็อาจจะน้อยลง
- กิตติศักดิ์ ปรกติ
อาจารย์นิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
การปรองดองต้องมีการพูดคุยกัน เบื้องต้นแต่ละฝ่ายต้องเสนอตัวแทนของตัวเองมาเจรจา นปช. หรือฝ่ายค้านต้องคัดเลือกคนซึ่งเป็นที่เชื่อถือ เป็นที่ไว้ใจของทุกฝ่ายมาเจรจา ส่วนรัฐบาลก็เช่นกัน
ต้องเปิดการเจรจาเหมือนครั้งแรกก่อนเกิดความรุนแรง การจะแก้ปัญหาได้ต้องตั้งอยู่บนรากการยอมรับข้อเท็จจริงร่วมกันว่าปัญหาของประชาชนอยู่ที่ไหน ประชาชนมีปัญหาอะไร ต้องแยกแยะให้ชัดเจน
ฝ่ายค้าน นปช. มีการก่อความวุ่นวายไม่สงบอย่างไร มีความผิดก็ต้องยอมรับให้ชัดเจน รัฐบาลทำผิดอะไรบ้างก็ต้องมายอมรับกัน ต่างฝ่ายก็ต้องพิจารณาว่าอะไรเป็นสิ่งที่ผิดของแต่ละฝ่าย อะไรเป็นสิ่งที่ถูกของแต่ละฝ่าย จากนั้นก็เริ่มมาตรการ
เมื่อมีตัวแทนที่แต่ละฝ่ายไว้ใจมาทำหน้าที่ติดตาม กำหนดมาตรการ แผนปรองดองต่างๆ รวมถึงเรื่องการยุบสภา เลือกตั้งใหม่ รัฐบาลก็บอกว่าจะเลือกตั้งโดยเร็ว แต่ก็คงไม่กำหนดว่าเลือกตั้งเมื่อใด เพราะรัฐบาลคงไม่อยากผูกพันตามกำหนดการในแผนปรองดองเดิมแล้ว
ช่วงนี้ก็ต้องเป็นระยะของการเก็บทำความสะอาด สิ่งที่เลอะเทอะ แต่หลังจากนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำทั้งสองฝ่ายในการสร้างความปรองดอง
ก่อนหน้านี้มีการตกลงใน 5 เรื่อง แต่ยังไม่บอกรายละเอียดว่า ทำอะไร อย่างไร ดังนั้น ต้องเรียกร้องให้มีการเจรจากันใหม่ เพื่อดำเนินการตามกระบวนการในการแก้ปัญหาของประชาชนให้ชัดเจน
จากนั้นการยุบสภา เลือกตั้ง ก็จะตามมา ซึ่งกองเชียร์แต่ละฝ่ายต่างก็ไม่ยอมรับกันและกำลังรอดูอยู่
-ไชยยันต์ ไชยพร
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ
ขณะนี้รัฐบาลกำลังเร่งทำแผนเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม โดยมีการนำเรื่องเข้าสภาเพื่ออนุมัติงบประมาณมาใช้ฟื้นฟู รัฐบาลเองก็ไม่ได้ทิ้งแผนปรองดอง แต่กำลังเร่งทำ 5 ข้ออยู่
และนายกฯก็ยังไม่ได้ปฏิเสธเรื่องวันเลือกตั้ง อาจจะเร็วกว่าที่ กำหนดไว้ก็ได้ แต่สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำต่อจากนี้คือการออกหมายจับพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข้อหาก่อการร้าย ซึ่งต้องอาศัยการช่วยเหลือของรัฐบาลที่มีการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน
ขณะเดียวกัน กลุ่มเสื้อแดงที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และไม่เคยทำผิดกฎหมาย ก็จะเริ่มทำตัวถอยห่าง เพราะกลัวจะติดร่างแหไปด้วย ส่วนคนเสื้อแดงที่มีคดีติดตัวมีชนักติดหลังอยู่และยังหลบหนี ก็จะกลายเป็นผู้ก่อการร้ายไปด้วย
คิดว่าปรากฏการณ์ออกหมายจับพ.ต.ท.ทักษิณ จะทำให้มี คนสนับสนุนอดีตนายกฯ น้อยลง แต่ในทางตรงข้ามกลุ่มใต้ดิน ก็จะเข้มข้นขึ้น
ส.ส.พรรคเพื่อไทยตามภาคเหนือ หรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ไม่อยากสนับสนุน และจะระวังตัวมากขึ้น หรือเรียกว่าเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ เพราะรัฐบาลต้องทำทุกอย่างให้พ.ต.ท. ทักษิณ โดดเดี่ยว
เรื่องคดี 6 ศพที่เสียชีวิตอยู่ภายในวัดปทุมวนาราม รัฐบาล ก็ต้องเร่งทำให้กระจ่าง เพราะจะเป็นเชื้อฟืนให้คนออกมาชุมนุมประท้วงรัฐบาลได้ ทั้งนี้รัฐบาลควรใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เช่น การตรวจวิถีกระสุน จุดยิง ทั้งบริเวณสกาย วอล์ก สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือบนรางรถไฟฟ้า
การพิสูจน์นี้ต้องทำอย่างมีระเบียบ ให้เป็นที่ยอมรับของสากล และต้องนำผลมาวางในบริบทที่อธิบายการเสียชีวิตของคนทั้ง 6 ได้
ซึ่งต้องทำให้เร็วที่สุด
- จิตติพจน์ วิริยะโรจน์
ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการเพื่อติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา
สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองเกิดความสงบสุข ไม่ใช่สงบแค่กายภาพ เหมือนเรียบบนผิวน้ำเรียบ แต่ด้านล่างมีน้ำไหลอยู่ ทำให้ปัญหารอวันปะทุขึ้นมาอีก หากมองปัญหาให้ลึกลงไปจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีไม่สามารถไว้วางใจได้ว่าปัญหายุติแล้ว
นายกฯ ควรพิจารณาหาทางออกตามกระบวนการประชาธิปไตยที่มีการเรียกร้องในสังคม เพราะหากไม่เดินตามกระบวนการนี้ หรือกระบวนการประชาธิปไตยเดินหน้าต่อไปไม่ได้ หรือใช้ไม่ได้ผล อาจเกิดปัญหาเดือนเม.ย. ซ้ำซ้อนขึ้นมาอีก ขณะที่ปัญหาเดิมยังคงอยู่ โดยมีปัญหาใหม่แทรกเข้ามา
การที่นายกฯ เคยศึกษาอยู่ที่ประเทศต้นแบบประชาธิปไตยอย่างอังกฤษ คงพิจารณาได้ว่าในสถานการณ์บ้านเมืองแบบนี้ควรตัดสินใจอย่างไรที่จะเป็นการแสดงความรับผิดชอบจากฝ่ายการเมือง
ส่วนเรื่องปรองดอง หรือโรดแม็ป 5 ข้อ สามารถหาบุคคลที่ทั้งสองฝ่ายให้ความเชื่อถือเข้ามาทำหน้าที่แทนได้ การปรองดองหรือเดินหน้าเรื่องโรดแม็ปไม่ควรผูกติดกับอายุของรัฐบาล เพราะจะทำให้เกิดปัญหาไม่รู้จบ
ในการประชุมคณะกรรมการ วันที่ 31 พ.ค. ได้เชิญสื่อมวลชนทั้งไทยและต่างประเทศ กรมประชาสัมพันธ์ มาชี้แจงกับคณะกรรมการ ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพื่อรวบรวมข้อเท็จจริงให้รอบด้านที่สุด
การเชิญนายกฯ หรือฝ่ายปฏิบัติการด้านความมั่นคง ต้องเชิญมาให้ข้อเท็จจริงเช่นกัน โดยเฉพาะเหตุผล คำสั่ง จนถึงการปฏิบัติการที่เกิดขึ้น
ปล่อยของเบี่ยงกระแส
กษิต -- อภิสิทธิ์นี่แหละเหลี่ยมของเซียนยี่ห้อประชาธิปัตย์
โดยจังหวะเล่นเองเลย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี โดดร่วมวงแห่คิวปรับคณะรัฐมนตรี หลังรายการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ตีปี๊บโหมโรงกันตั้งแต่หัววัน
แน่นอนโดยธรรมชาติของรัฐบาลผสมที่กำลังจะเข้าสู่เวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่มีเหตุผลจำเป็นใดๆ
ที่จะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล
งานนี้จึงมี "เป้าหมายแฝง" ที่อ่านทางได้จากคิว "ปล่อยของ" จุดพลุปรับ ครม.
ช็อตแรกเลยคือเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว
ในฉากล่าสุดที่นายกฯอภิสิทธิ์โดนจี้ถามเรื่องความรับผิดชอบกับตัวเลขคนตาย 80 กว่าศพ จากเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ทำลายสถิตินายกรัฐมนตรีในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และโดยเฉพาะกับปม 6 ศพที่โดนยิงในเขตอภัยทาน วัดปทุมวนาราม
"อภิสิทธิ์" ออกอาการ "ตื้อ"
อึกๆอักๆ ที่สุดก็เล่นเกมย้อนเกล็ดให้กระทรวงยุติธรรมกลับไปขุดศพ สอบเหตุฆ่าตัดตอนคดียาเสพติดสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
ในอารมณ์แบบเด็กทะเลาะกัน ข้าผิด เอ็งก็เคยทำ
"อภิสิทธิ์" ต้องรีบตัดเกมที่อดีตนายกฯทักษิณตั้งท่าดึงเรื่องคนตายในการสลายม็อบเสื้อแดง ขึ้นฟ้องศาลอาญาระหว่างประเทศ
ในขณะที่กระแสสื่อไทยบางส่วนยังไม่เลิกตามคุ้ยตามแคะความจริงอีกด้านของฝ่ายเสื้อแดง ในฉากที่ฝ่ายรัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กำลังเดินหน้าไล่ล่าขบวนการก่อการร้าย ขุดรากถอนโคน "ทักษิณ"
เครื่องหมายคำถามยังลอยไปลอยมา
แม้กระแสจะเข้าทาง แต่รัฐบาลก็ยังคุมความชอบธรรมไม่ได้เบ็ดเสร็จเด็ดขาด
ตามเกม คิวปรับ ครม.จึงถูกปล่อยออกมาเบี่ยงกระแส แย่งพื้นที่ข่าว
และกับอีกช็อตที่หวังได้ โดยการจุดพลุปรับ ครม. ถือเป็นการกระตุกเกมพรรคร่วมรัฐบาล ที่บางส่วนอาจไม่พอใจการแบ่งเค้ก จัดสรรงบประมาณที่อู้ฟู่อยู่แค่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคภูมิใจไทย และพรรคชาติไทยพัฒนา
ปูนบำเหน็จรางวัลที่กอดคอช่วยกันลุย "เกมแลกเลือด" ปราบม็อบเสื้อแดง
แต่ตามจังหวะป่วนที่บังเอิญพอดีกับคิวโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ
ในสถานการณ์ที่นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รมว.อุตสาหกรรม หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน ก็ออกมากระแทกใส่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แบบตรงๆ ฐานจัดงบฯโดยไม่ปรึกษาหารือพรรคร่วมรัฐบาล ไม่ให้ความสำคัญกับกระทรวงในโควตาที่พรรคเพื่อแผ่นดินดูแล
พูดขู่เป็นนัยๆ ไม่รู้เสียงจะครบหรือเปล่า
แต่โดยจังหวะที่พรรคประชาธิปัตย์ "ปล่อยของ" กระพือข่าวปรับครม. พร้อมออปชั่นแลกโควตายึดกระทรวงเกรดเอคืนจากพรรคร่วมรัฐบาล
ก็เหมือนพร้อมวัดดวง วัดใจ
นัยว่า พรรคประชาธิปัตย์ยังมีไพ่เหลืออีกใบอยู่ในมือ สามารถเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยลากไปได้อีกหลายเดือนในช่วงปิดสมัยประชุมสภา
ถ้าพรรคร่วมรัฐบาลกล้าถอนตัว เตะหมูเข้าปากหมาก็ไม่มีปัญหาอะไร
ทั้งเงิน ทั้งอำนาจรัฐ จะได้เหลือตัวแบ่งน้อยๆ
ทั้งหมดทั้งปวงเอาเป็นว่า "อภิสิทธิ์" มั่นใจไพ่ที่ถืออยู่ในมือคุมเกมพรรคร่วมรัฐบาลได้ ถึงได้กล้า "ปล่อยของ" ตีปี๊บคิวปรับ ครม.ออกมาเบียดพื้นที่ข่าว เบี่ยงกระแสเสียงทวงความรับผิดชอบคนตายคนเจ็บในการสลายม็อบเสื้อแดง
ถือเป็นเกมที่คุ้มค่าในการเสี่ยง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น โดยชื่อของนายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ที่ตามคิว "ปล่อยของ" ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ คือเป้าแรกที่จะโดนเด้งออกจาก ครม.
ตรวจการบ้านแล้วสอบไม่ผ่าน
วงการต่อรองตามข่าววงใน "กษิต" คือคนที่ปึ้กสุดใน ครม. "อภิสิทธิ์ชน"
ด้วยเหตุที่ "กษิต" คือคนคนเดียวที่กล้าเล่นบท "นักการทูต สไตล์นักเลงโบราณ" ที่เดินหน้าไล่ล่ากดดันอดีตนายกฯทักษิณไปทั่วโลก
โดยไม่สนจะถูกมองเป็น "ตัวตลก" ในเวทีสากล
ผลงานก็อย่างที่เห็น แม้จะลากตัวอดีตนายกฯทักษิณกลับมาสำเร็จโทษไม่ได้ แต่โดยการกัดติดแบบไม่ปล่อยก็ทำให้นายใหญ่บินโฉบไปโฉบมาลำบาก
เดิมพัน "กษิต" ไม่หลุดโผ เขาต่อกันร้อยเอาบาทเดียว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน