WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, May 30, 2010

เผยชีวิตเหยื่อสลายม็อบ-สดุดีลั่นงานศพ

ที่มา ข่าวสด


นาทีตาย โดนส่อง หัว-ท้อง

ร่วมอาลัย - ญาติและเพื่อนๆ ร่วมพิธีเผาศพนายพรสวรรค์ นาคะไชย อายุ 23 ปี ที่วัดป่าอัมไพรวัล จ.ร้อยเอ็ด ผู้ชุมนุมที่ถูกยิงตายระหว่างการสลายม็อบบริเวณบ่อนไก่ กทม. มีผู้ว่าฯ ส.ส. และกลุ่มนปช.ไปร่วมงานจำนวนมาก

สลดอีก 4 ชีวิตเหยื่อกระชับพื้นที่ รายแรกเป็นหนุ่มหนองคายทำงานเป็นหัวหน้ารปภ. ช่วงออกพื้นที่ตรวจลูกน้องถูกลูกหลงตายคาแยกมักกะสัน หนุ่มเมืองสองแควที่เข้าร่วมการชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดงที่บริเวณราชประสงค์ถูกยิง สำหรับพนักงานโรงแรมย่านสุขุมวิทถูกยิงเจาะท้องถูกตับฉีกขาดบริเวณบ่อนไก่ ส่วนหนุ่มเมืองช้างอาชีพขับแท็กซี่ถูกยิงเจาะหัวที่แยกศาลาแดง เป็นวันเดียวกับที่เสธ.แดงถูกยิง ญาติรับศพกลับบ้านเกิดระหว่างรดน้ำศพ เสื้อแดงเมืองช้างยกย่อง "วีรชนสุรินทร์" สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 29 พ.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บ้านเลขที่ 133 ม.10 บ้านร่องายง ต.บ้านพร้าว อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นบ้านของนายสุพจน์ ยะธิมา อายุ 37 ปี หนึ่งในผู้ที่เข้าร่วมชุม นุมกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณราชประสงค์ และถูกยิงเสียชีวิต ต่อมาได้มีพิธีเผาศพที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 20 พ.ค.ที่ผ่านมา ภายในบ้านพบนางหลั่น สุขคำภา อายุ 77 ปี ซึ่งเป็นแม่ยายเฝ้าบ้านเพียงลำพัง

นางหลั่นกล่าวว่า นายสุพจน์เป็นลูกเขย แต่เดิมเป็นคนจ.ลำพูนได้มาแต่งงานอยู่กินกับนางสุมิตรา ยะธิมา อายุ 33 ปี ลูกสาวมานาน โดยมาพักอาศัยอยู่ที่บ้านของตนหลังนี้ตั้งแต่แรก ปกติเวลาอยู่บ้านคนตายจะมีอาชีพทำไร่ทำนาและรับจ้างทั่วไป ก่อนหน้าที่ลูกเขยจะเสียชีวิตได้พาลูกชายตนไปเยี่ยมพ่อแม่ที่บ้านเกิดจ.ลำพูน และกลับมาเมื่อวันที่ 29 เม.ย.

"ต่อมาวันที่ 30 เม.ย. ลูกเขยได้เดินทางไปหาน้าสาวที่กรุงเทพฯ โดยดิฉันไม่ทราบว่าไปทำ งานอะไรแต่มีญาติโทร.คุยกันทราบว่าไปเป็นยามเพิ่งไปอยู่ได้ประมาณ 1 ปีเท่านั้น กระทั่งมาเสียชีวิต ส่วนตัวไม่รู้มาก่อนว่าลูกเขยได้เข้าไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง โดยทางบ้านไม่มีใครทราบเลย

วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปพบนาง สุมิตรา ยะธิมา อายุ 33 ปี ภรรยานายสุพจน์ ซึ่งทำงานอยู่ในร้านขายส่งขนมกิจทวี ภายในตลาด สดนครไทย ที่ยังสวมเสื้อสีดำไว้ทุกข์ให้กับสามี กล่าวว่า ตนทำงานเป็นลูกจ้างอยู่ที่ร้านนี้มานานแล้ว ก่อนที่จะแต่งงานกับนายสุพจน์ หลังแต่งงาน อยู่กินด้วยกันจนมีลูกชาย 1 คนชื่อ ด.ช.ภูวดล ยะธิมา เรียนอยู่ชั้น ป.3 โรงเรียนบ้านป่าซ่าน ต.บ้านพร้าว ส่วนสามีเดินทางไปๆ มาๆ กรุง เทพฯได้ประมาณ 1 ปี ครั้งล่าสุดมาทำงานเป็นยาม และได้ส่งเงินมาให้ทางบ้านทุกเดือน เพราะเงินที่ได้มาเป็นค่าใช้จ่ายในครอบครัว และนำไปใช้หนี้ที่กู้ธ.ก.ส.มา 100,000 บาท นางสุมิตรากล่าวต่อว่า ตนไม่เคยทราบมาก่อนว่าสามีไปร่วมชุมนุมกับกลุ่มคนเสื้อแดง กระทั่งมาทราบข่าวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจมาบอกที่บ้านในช่วงเช้าของวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมาว่าสามีถูกยิง หลังรับทราบ ช่วงเย็นจึงรีบเดินทางเข้ากรุงเทพฯพร้อมกับญาติทันที ส่วนศพสามีถูกยิงเข้าที่ศีรษะ หลังจากจัดพิธีเผาเสร็จ เบื้องต้นได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักพระราชวังจำนวน 50,000 บาท ได้แบ่งเงิน 2 ส่วน ให้พ่อแม่สามี และตนกับลูก โดยแบ่งกันฝ่ายละ 25,000 บาท

เหยื่อปืน- นางพลอน ขบวนงาม และนางสุดารัตน์ จันทพันธ์ แม่และเมียนายชาติชาย ชาเหลา อายุ 25 ปี หนึ่งในผู้ชุมนุมนปช.ที่ถูกยิงตายบริเวณแยกศาลาแดง กรุงเทพฯ นั่งเศร้าหน้าศพที่นำกลับไปบำเพ็ญกุศลที่จ.สุรินทร์

"ส่วนจากนี้ยังไม่มีหน่วยงานใดเข้ามาให้การดูแลและช่วยเหลืออีกเลย ซึ่งที่ผ่านมาได้ยื่นหลักฐานให้กับทางเจ้าหน้าที่บ้านราชวิถีเอาไว้เท่านั้น ก่อนเดินทางกลับบ้านเมื่อวันที่ 26 พ.ค.ที่ผ่านมา วันนี้ได้มาทำงานที่ร้านขายส่งขนมที่เคยอยู่มานานนับ 10 ปี ได้ค่าจ้างวันละ 150 บาท ตอนนี้รอว่าจะมีหน่วยงานใดมาให้การช่วยอีกหรือไม่" ภรรเหยื่อปืน กล่าว

วันเดียวกัน นางสำลอง รูปคม อายุ 49 ปี อยู่บ้านเลขที่ 63 หมู่ 5 บ้านนางาม ต.ศรีสำราญ อ.พรเจริญ จ.หนองคาย มีศักดิ์เป็นพี่ภรรยาของนายมนูญ ท่าลาด อายุ 44 ปี ที่ถูกยิงเสียชีวิตระหว่างมีการชุมนุมของคนเสื้อแดง กล่าวว่า นายมนูญบ้านเดิมอยู่ที่อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ได้เดินทางไปทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และได้พบกับนางผ่องใสน้องสาวตนซึ่งไปทำงานโรงงานเย็บผ้าที่กรุงเทพฯ ต่อมาได้แต่งงานอยู่กินจนมีลูกด้วยกัน 2 คน คนโตเป็นชายอายุ 21 ปี ส่วนคนเล็กเป็นหญิงกำลังเรียนชั้นม.1 อยู่ที่อ.พรเจริญ ทั้งสองได้ฝากลูกไว้ให้ตนเลี้ยงดู ส่วนทั้งสองคนทำงานที่กรุงเทพฯ สำหรับนายมนูญเป็นหัวหน้ารปภ.ที่บริษัทแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ส่วนน้องสาวทำงาน อยู่โรงงานเย็บผ้า พอช่วงเทศกาลสำคัญจะพากันกลับมาเยี่ยมลูก

นางสำลองกล่าวต่อว่า ได้เคยสอบถามน้องสาวเคยไปชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงหรือไม่ น้องสาวบอกว่าไม่เคยไป ส่วนนายมนูญไปหรือไม่นั้นไม่ทราบ เพราะทำงานกันคนละเวลา คนหนึ่งทำงานเช้าอีกคนทำงานกลางคืน จึงไม่ค่อยได้เจอกันต่างคนต่างทำงาน วันเกิดเหตุเป็นช่วงที่นายมนูญไปทำงานตามปกติ ได้ออกตรวจพื้นที่ดูลูกน้องบริเวณแยกมักกะสัน พอถูกยิงคนที่อยู่ในเหตุการณ์ได้ร้องตะโกนว่าตำรวจถูกยิง เพราะนึกว่านายมนูญซึ่งแต่งเครื่องแบบรปภ.เป็นตำรวจ อีกทั้งเป็นวันเดียวกับที่เสธ.แดงถูกยิงด้วย

นางสำลองกล่าวอีกว่า ล่าสุดเมื่อเช้าตรู่วันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา นางผ่องใสได้โทรศัพท์มาบอกตนว่านายมนูญถูกยิงเสียชีวิต หลังรู้ข่าวแทบช็อก จึงได้พาญาติอีกจำนวนหนึ่งเดินทางไปรับศพที่โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าศพนายมนูญถูกยิงเข้าที่ขมับซ้าย 1 นัด ขณะที่ยังสวมเครื่องแบบรปภ. จากนั้นเมื่อวันที่ 20 พ.ค. ได้นำศพไปฌาปนกิจที่วัดจอมทอง เขตบางขุนเทียน ท่าม กลางความเสียใจของญาติพี่น้อง

"ในวันงานได้มีนายไตรรงค์ ติธรรม และนายยุทธพงศ์ แสงศรี ส.ส.หนองคาย พรรคเพื่อไทย นำเงินมาช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง ทางบริษัทที่นายมนูญทำงานได้มอบเงินมาช่วยอีก 20,000 บาท โรงงานเย็บผ้าของนางผ่องใสช่วยอีก 10,000 บาท นอกจากนี้ยังได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักพระราชวัง และจากตัวแทนของพ.ต.ท.ทักษิณ อีกจำนวนหนึ่ง ขณะนี้ภรรยาผู้ตายอยู่ระหว่างเดินเรื่องขอรับเงินจากรัฐบาล และสำนักงานประกันสังคม โดยประมาณเดือนมิ.ย.จะนำกระ ดูกของนายมนูญมาทำบุญและเก็บไว้วัดที่บ้านนางามแห่งนี้ ส่วนน้องสาวหลังเสร็จงานจะกลับมาทำนาเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้านเช่นเดิม"

วันเดียวกัน เวลา 13.30 น. ที่วัดป่าเจ้าคุณเพลินธรรมราม บ้านเจ้าคุณ หมู่ 3 ต.โชคนาสาม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ ได้มีชาวบ้านและกลุ่มนปช.คนเสื้อแดง ประจำท้องถิ่น 500 คน เดินทางมาร่วมรับศพนายชาติชาย หรือยศ ชาเหลา อายุ 25 ปี อยู่บ้านเลขที่ 36 บ้านเจ้าคุณ ซึ่งเคลื่อนย้ายศพจากกรุงเทพฯกลับมาภูมิลำเนาบ้านเกิด เพื่อประกอบพิธีฌาปนกิจในวันจันทร์ที่ 31 พ.ค.นี้ โดยนายชาติชายเป็นหนึ่งในเหยื่อที่ถูกยิงด้วยอาวุธปืนสงครามเสียชีวิต บริเวณศาลาแดง เมื่อวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายในพิธีได้มีนางพลอน ขบวนงาม อายุ 52 ปี มารดา และนางสุดารัตน์ จันทพันธ์ ภรรยาให้การต้อนรับแขกที่เดินทางมาร่วมงาน ก่อนจะนำศพนายชาติชาย ชาเหลา ขึ้นศาลาการเปรียญ พร้อมประกอบพิธีรดน้ำศพ โดยศพของนายชาติชายอยู่ในสภาพสวมเสื้อยืดนปช.สีแดง นุ่งกางเกงยีนสีน้ำเงิน มีผ้าพันรอบศีรษะ และพันที่ขาซ้าย ห่มด้วยผ้าแพรสีแดง โดยใช้ธงชาติคลุมร่าง สร้างความโศกเศร้าของหมู่ญาติพี่น้อง และเพื่อนๆ นอกจากนี้ทุกคนได้ส่งเสียงตะโกนว่า "วีรชนสุรินทร์ สละชีวิตเพื่อประชาธิปไตย"

นางพลอนกล่าวว่า ได้แต่งงานใช้ชีวิตคู่กับนายชัยยา ชาเหลา มีลูกด้วยกัน 3 คน นายชาติชายคนตายเป็นลูกคนโต ในระหว่างที่ลูกอายุได้ 2 เดือน สามีได้มาหย่าร้างแยกทางกัน โดยนายชาติชายเป็นลูกที่เลี้ยงง่าย อุปนิสัยโอบอ้อมอารี ชอบทำกับข้าวให้แม่และน้องทานบ่อยๆ ความฝันของลูกยศ คืออยากมีบ้าน และรถยนต์

ต่อมาลูกชายได้ทำงานรับจ้างขับรถแท็กซี่ที่กรุงเทพฯ เมื่อปี 2549 และได้แต่งงานอยู่กินกับนางสุดารัตน์ จันทพันธ์ อายุ 24 ปี ภูมิลำเนาอยู่ที่อ.บ้านกรวด จ.บุรีรัมย์ โดยฝ่ายภรรยาสาวทำ งานรับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าที่กรุงเทพฯ

ด้านนางสุดารัตน์ กล่าวว่า หลังใช้ชีวิตคู่สมรส สามีได้เช่าซื้อรถแท็กซี่มา 1 คัน ราคา 900,000 บาท เมื่อช่วงปี 2551 สามีได้เข้าร่วมอุดมการณ์กับกลุ่มนปช.คนเสื้อแดง ร่วมชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าฯ และที่ราชประสงค์ นอกจากนี้ ตนยามว่างเว้นจะไปร่วมชุมนุมกับสามีเป็นครั้งเป็นคราว และเมื่อรัฐบาลประกาศขอคืนพื้นที่ จึงได้เตือนสามีให้ระวังตัว กระทั่งวันที่ 13 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังจากเสธ.แดงถูกยิงที่ศาลาแดง แต่เวลาคนละช่วงในเวลา 21.00 น.สามีถูกยิงด้วยอาวุธปืนความเร็วสูงเจาะที่ขมับขวา 1 นัด และถูกยิงซ้ำเข้าที่ขาซ้าย 2 นัด สิ้นใจตายในที่เกิดเหตุ

"สำหรับการช่วยเหลือครอบครัวได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเงินช่วยเหลือจำนวน 50,000 บาท และจากพรรคเพื่อไทย 100,000 บาท พร้อมค่าขอย้ายศพ 20,000 บาท จากนปช. 15,000 บาท" ภรรยาเหยื่อปืนกล่าว

นางสุดารัตน์กล่าวต่อว่า จึงอยากเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งช่วยเหลือครอบครัว เนื่องจากสถานะความเป็นอยู่ยากจน สามีเป็นเสาหลักหาเงินมาเลี้ยงดูแม่ ตา ยาย วัย 85 ปี ซึ่งร่างกายพิการ อีกทั้งตอนนี้ตั้งท้องได้ 2 เดือนแล้ว ไม่รู้จะคิดถึงอนาคต แต่ต้องเข้มแข็งสู้ชีวิตเพื่อเลี้ยงลูกให้เติบโต

ทางด้านนางกาญจนา เพ็ชรวิเศษ ปลัดอาวุโสอำเภอปราสาท กล่าวว่า เป็นตัวแทนนายอำเภอปราสาท พร้อมปกครองอำเภอนำพวงหรีดร่วมงานบำเพ็ญกุศล จากการสอบถามครอบครัวทราบว่าทางครอบครัวได้ทำเรื่องขอความช่วยเหลือจากกรมพัฒนาสังคมแล้ว หากยังไม่ทำเรื่องทางอำเภอจะประสานให้

วันเดียวกัน ที่บ้านเลขที่ 3 หมู่ 18 บ้านหนอง โน ต.รอบเมือง อ.หนองพอก จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็นบ้านของนายพรสวรรค์ นาคะไชย อายุ 23 ปี ที่เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุมบริเวณบ่อนไก่ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 15 พ.ค.ที่ผ่านมา มีนายหนึ่งฤดี นาคะไชย อายุ 25 ปีพี่ชาย ได้กล่าวว่า นายพรสวรรค์น้องชาย หลังจากจบชั้นม.3 จากโรง เรียนบ้านหนองโน ได้เดินทางไปหางานทำที่กรุงเทพฯในตำแหน่งพนักงานโรงแรมไฟวิ่งกรุง เทพโฮเต็ล ย่านสุขุมวิท โดยน้องชายชื่นชอบกลุ่มคนเสื้อแดงมากได้ใช้เวลาว่างหลังเลิกงาน และวันหยุดจะไปร่วมชุมนุมตลอดเวลากับเพื่อนๆ และนายเอกชัย นาคะไชย อายุ 28 ปี พี่ชายคน ที่สองซึ่งไปรับจ้างทั่วไปที่ตลาดบางบัวทอง จ.นนทบุรี โดยวันเกิดเหตุน้องชายได้ไปคนเดียวและถูกยิงเข้าที่ช่องท้องจนตับฉีกขาด และหน้า อกซ้าย ถูกนำตัวส่งร.พ.เลิดสินและเสียชีวิตในเวลาต่อมา

นายหนึ่งฤดีกล่าวต่อว่า ญาติๆ ได้นำศพไปฌาปนกิจที่วัดป่าอัมไพรวัลย์ บ้านเกิด เมื่อวันเสาร์ที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา มีผู้มาร่วมงานจำนวนมาก อาทิ นายธวัชชัย ฟักอังกูร ผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายอำเภอหนองพอก กลุ่มนปช.แดงร้อยเอ็ด และแดงภาคอีสานกว่า 1 พันคน ทั้งนี้มีตัวแทนนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี นำเงินมาทำบุญด้วย 1 แสนบาท จากผู้ว่าราชการจังหวัดร้อยเอ็ด 2 หมื่นบาท และกลุ่มนปช.แดงอีก 1 หมื่นบาท

"รู้สึกเสียใจมาก ไม่คิดว่าจะสูญเสียน้องชายไปเร็ว เห็นกันอยู่หลัดๆ เหมือนฝันไป ช่วงสงกรานต์กลับบ้านมาเล่นด้วยกัน และยังไปส่งที่กรุงเทพฯเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และเดินทางกลับบ้านในวันที่ 2 พ.ค.ที่ผ่านมา หลังรู้ข่าวแม่ถึงกับช็อกเป็นลมล้มพับ หลังโรงพยาบาลเลิดสินโทร.มาเมื่อเวลา 17.00 น. ว่าน้องถูกยิงอาการ 50-50 และครั้งที่สองเวลา 19.00 น.ได้เสียชีวิตแล้ว น้องชายเป็นคนดีรักครอบครัว ทำงานได้เงินมาจะแบ่งส่งมาให้ช่วยสร้างบ้านจนแล้วเสร็จและยังส่งค่าใช้จ่ายให้ทุกเดือน เดือนละ 2 พันบาท" พี่ชายเหยื่อปืน กล่าว

ด้านนางสะกัน นาคะไชย มารดา กล่าวว่า ได้รับเงินช่วยเหลือจากสำนักพระราชวัง 5 หมื่นบาท รู้สึกซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณของพระ บาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ หาที่สุดมิได้ สำหรับลูกชายคนนี้ตนเสียใจมากที่ต้องสูญเสียเขาไปเนื่องจากเป็นคนดี รักแม่ รักครอบครัว

มาร์คแจงสื่อนอก ชูสันติภาพ ยันไม่ใช่อำนาจ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_86147

ระบุไม่เคยต้องการอยากเห็นการสูญเสียเลือดเนื้อ การตัดสินใจที่มีออกมา ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่รู้สึกว่า ถูกต้องสำหรับประเทศ ยืนยันไม่ต้องการยึดติดกับอำนาจและจะจัดเลือกตั้งทันทีเมื่อเวลาเหมาะสม.....

สำนักข่าวรอยเตอร์ รายงานเมื่อ 29 พ.ค.ว่า นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวต่างประเทศ ระบุว่าการใช้มาตรการเด็ดขาดจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุม เป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่ใช่เพื่ออำนาจทางการเมือง และไม่เคยต้องการอยากเห็นการสูญเสียเลือดเนื้อ การตัดสินใจที่มีออกมา ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่รู้สึกว่าถูกต้องสำหรับประเทศ ยืนยันไม่ต้องการยึดติดกับอำนาจและจะจัดเลือกตั้งทันทีเมื่อเวลาเหมาะสม และว่าตลอดช่วงเลาที่ผ่านมา รู้สึกเหนื่อยมาก เป็นการเหน็ดเหนื่อยที่ไม่เหมือนนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ และเป็นการเหนื่อยเพื่อแสวงหาหนทางสันติวิธีแก้วิกฤติการเมือง

นายกฯพร้อมรับผิดชอบหากผิดจริงสลายม็อบ

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_86133

นายกฯ แจงผู้สื่อข่าวต่างชาติ แจงเหตุสลายม็อบแดง ย้ำ มีไอ้โม่งชุดดำคอยซุ่มยิงประชาชนอยู่จริง ซัด “ทักษิณ”เป็นอุปสรรคใหญ่ขวางกระบวนการปรองดอง ลั่นพร้อมรับผิดชอบเหตุสลายการชุมนุม หากผลการสอบสวนพบมีความผิด...

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 29 พ.ค. 2553 ที่ตึกสันติไมตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงเหตุการณ์สถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มเสื้อแดงให้ผู้สื่อข่าวต่างประเทศประมาณ 100 กว่าคนฟัง โดยนายอภิสิทธิ์ ได้เล่าเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่วันที่ 10 เม.ย. และการกระชับวงล้อม ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค. รวมถึงความพยายามการเจรจาโรดแม็ปปรองดอง โดยยืนยันว่า รัฐบาลมีนโยบายยุติปัญหาให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด แต่เหตุการณ์ความสูญเสียทุกอย่างมีการวางแผนไว้ล่วงหน้า เช่น การเผาอาคารสถานที่ต่างๆ ขณะที่ผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ส่วนใหญ่เกิดนอกพื้นที่ชุมนุมสี่แยกราชประสงค์ หลังจากนี้จะเดินหน้าสร้างความปรองดองต่อไป โดยเชิญผู้เกี่ยวข้องมาหารือ ควบคู่ไปกับการดำเนินคดีผู้กระทำผิด ส่วนตัวเชื่อว่า คนเสื้อแดงส่วนใหญ่ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เป็นผู้ใช้ความรุนแรง

จากนั้นนายกฯเปิดโอกาสให้ ผู้สื่อข่าวต่างประเทศได้ตั้งคำถามสอบถามในประเด็นที่ข้องใจ โดยผู้สื่อข่าวรายหนึ่งถามว่า นายกฯจะขอโทษต่อความสูญเสียหรือไม่ ปรากฏว่า นายกฯเลี่ยงที่จะตอบคำถาม โดยกล่าวว่า เสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่จะมีการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นต่อไป เมื่อถามว่า มีหลักฐานว่ามีผู้ก่อการร้ายในกลุ่มผู้ชุมนุมหรือไม่ เพราะนักข่าวต่างชาติหลายคนเห็นทหารยิงใส่ประชาชนมือเปล่า นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า เหตุที่เกิดขึ้นมีบางกลุ่มต้องการใช้ความรุนแรง ซุ่มยิงจากตึกสูง โดยมีประชาชนเป็นเป้า ซึ่งเรามีหลักฐานชัดเจน ถ้าทหารต้องการยิงใส่ประชาชนจริง จำนวนผู้เสียชีวิตคงมากกว่านี้ ทั้งนี้ การที่เจ้าหน้าที่สามารถจับกุมไอ้โม่งชุดดำบางคนได้ และจากการเข้าไปตรวจค้นพื้นที่บางแห่ง ก็พบว่า มีอาวุธสงคราม แสดงว่ามีไอ้โม่งชุดดำอยู่จริง ส่วนการสอบสวนหาสาเหตุผู้เสียชีวิต 6 คนที่วัดปทุมวนาราม จะตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา ขณะนี้อยู่ระหว่างการยืนยันจากบุคคลที่ทาบทามมาเป็นประธาน คณะกรรมการชุดนี้ต้องได้รับจากทุกฝ่ายว่าเป็นกลางจริงๆ

ผู้สื่อข่าวต่างชาติ ยังถามด้วยว่า คิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปรองดองหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ที่ผ่านมา ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ และเชื่อว่าจะเป็นอุปสรรคต่อไป แต่จากนี้ไป เราต้องก้าวข้ามอดีตนายกฯ คนนี้ไปให้ได้ ไม่ว่า ใครเรียกร้องอะไร เราต้องไปแก้ปัญหา อย่าไปสนใจเรื่องของคนๆเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะอยู่เหนือกฎหมาย เมื่อถามว่า นายกฯจะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ตอบว่า ตนพยายามทำทุกอย่าง โดยไม่ใช้ความรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากภายหลังการสืบสวน หรือ มีหลักฐานบ่งชี้ว่า ตนมีความผิด ก็พร้อมจะยืดอกรับผิดชอบ ยืนยันว่าที่ทำงานทุกวันนี้ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัว

นายอภิสิทธิ์ ยังตอบคำถามกรณีการปรับ ครม.จะมีการปรับรัฐมนตรีบางคนที่มาจากกลุ่มเสื้อเหลือง ที่ถูกดำเนินคดีข้อหาก่อการร้ายออกไปหรือไม่ว่า ไม่ว่าใครก็ตามที่กระทำผิดไม่ว่าจะเป็นเสื้อเหลือง เสื้อแดง จะต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ทั้งนี้นายกฯใช้เวลาชี้แจง และตอบคำถามรวม 1 ชั่วโมง

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค (ตอน 3)

ที่มา บางกอกทูเดย์


สมาชิกพรรคการเมืองที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี...ถ้าเป็น ส.ส.หรือเป็นนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี อยู่ด้วยก็จะพ้นสภาพตามไปด้วยกรณีที่ศาลยุบพรรคทั้งสามไปเมื่อ 2 ธันวา 51 ก็เข้าลักษณะนี้แต่ ส.ส.ที่เป็นสมาชิกพรรคการเมืองนั้น ยังมีข้อยกเว้นเอาไว้ในมาตรา 20 มีวรรคหกซึ่งเป็นวรรคท้ายของมาตรานี้อยู่ด้วย“วรรคหก” นี้เป็นประเด็นสำคัญที่หลายคนคงคาดไม่ถึง ไม่ว่าจะเป็นนักกฎหมายหรือผู้เชี่ยวชาญกฎหมายที่อาจมองข้ามไปมาตรา 20 วรรคหก บัญญัติว่า “การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (5) ถ้า

สมาชิกผู้นั้นดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย และไม่อาจเข้าเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองอื่นได้ภายในหกสิบวัน นับแต่วันที่พรรคการเมืองยุบไป ให้สมาชิกภาพของผู้นั้นสิ้นสุดลงนับแต่วันถัดจากวันที่ครบหกสิบวันนั้น”ยกความใน มาตรา 20 วรรคหก มาเขียนให้อ่านทุกคำตามตัวอักษรแล้ว...พี่น้องลอง

พิจารณาตามไปด้วยกันนะครับในมาตรา 20 วรรคหกจะเห็นคำว่า “สมาชิก” กับคำว่า “สมาชิกภาพ” “สมาชิกภาพ” นั้นเขียนไว้ในมาตรา 20 วรรคหนึ่งว่า...สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงเมื่อ.....อ่านแล้วนำไปพิจารณารวมกับความหมายของคำว่า “สมาชิก”ก็จะได้ความว่า สมาชิกภาพของสมาชิกพรรคการ

เมืองสิ้นสุดลงเมื่อ.....ดังนั้น การสิ้นสุดสมาชิกภาพตามวรรคหนึ่ง (5) จึงหมายถึงการสิ้นสุดสมาชิกภาพตามมาตรา 20 วรรคหนึ่ง (5)แต่มาตรา 20 วรรคหก ได้ข้อยกเว้นไว้ให้...โดยยกเว้นให้สมาชิกของพรรคการเมืองที่เป็น ส.ส. มีสมาชิกภาพต่อไปการมีสมาชิกภาพของ ส.ส. สำหรับพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป

แสดงให้เห็นว่า กฎหมายนี้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ในเรื่อง ส.ส.ต้องสังกัดพรรคเพราะมาตรา 20 วรรคหก กำหนดให้ ส.ส. นั้นยังมีเป็นสมาชิกของพรรคการเมืองที่ถูกยุบได้ต่อไปสมาชิกภาพของ ส.ส. ของพรรคที่ถูกยุบโดยคำสั่งศาลนั้น จึงได้รับความคุ้มครองตามมาตรา 20 วรรคหกว่า ยังเป็น ส.ส. ที่มีพรรค

การเมืองสังกัดอยู่เช่น นายชัย ชิดชอบ ก็ยังคงถือว่าเป็น ส.ส. ในสังกัดพรรคพลังประชาชน ในวันที่ 15 ธันวา 51พอเข้าใจได้แล้วใช่ไหมครับว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ทีนี้มาพิจารณากันต่อว่า ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไปนั้น จะทำหน้าที่ในสภาได้หรือไม่และถ้าเข้าไปทำหน้าที่ในสภาจะทำหน้าที่ในฐานะ ส.ส.ที่

ไม่มีพรรคสังกัดได้หรือไม่หรือจะเข้าไปทำหน้าที่ในสภา โดยแสดงฐานะของพรรคการเมืองเดิมที่ถูกยุบไป เรื่องนี้คงพิจารณาได้ว่า ส.ส. ของพรรคพลังประชาชน ก็ยังคงเป็น ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนต่อไป ตามกฎหมายพรรคการเมือง มาตรา 20 วรรคหก แต่พรรคการเมืองมีอยู่หรือไม่ ต้องไม่มีแล้ว ตั้งแต่วัน

ที่ศาลมีคำสั่งยุบพรรค ดังนั้นแม้ว่า กฎหมายพรรคการเมืองจะคุ้มครองให้ ส.ส. ต้องสังกัดพรรค แต่ ส.ส. ที่สังกัดพรรคที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญยุบไปแล้ว จะเข้าไปทำหน้าที่ในสภาได้อย่างไรแต่เรื่องนี้เกิดขึ้นไปแล้ว โดยเฉพาะ ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเกือบทั้งหมดได้เข้าไปทำหน้าที่ในสภาไปเรียบร้อยแล้วรวมทั้ง

อีกสองพรรคที่ถูกยุบไปด้วย ดังนั้น ถ้าตัวแทนของพรรคพลังประชาชนได้รับเลือกเป็นนายกฯ ก็คงจะไม่ชอบไม่ชอบตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 วรรคหนึ่ง ดังที่กล่าวไปแล้วว่า...เป็นการได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญและในวรรคสองของ

มาตรา 68 ก็บัญญัติให้สิทธิคนทั่วไปที่ทราบการกระทำการดังกล่าวของ ส.ส. เหล่านี้ สามารถเสนอเรื่องให้อัยการสูงสุดตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อยื่นคำร้องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดการกระทำดังกล่าวได้ นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญมาตรา 68 วรรคสาม ยังกำหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจวินิจฉัยสั่งการให้พรรคการ

เมืองใดเลิกการกระทำดังกล่าว และศาลรัฐธรรมนูญอาจสั่งยุบพรรคการเมืองดังกล่าวต่อไปบังเอิญการเสนอชื่อว่าที่นายกฯ ของ ส.ส. พรรคพลังประชาชนนั้นไม่ได้รับเลือกโดยเสียงข้างมากในสภา แต่กลับกลายเป็นว่าที่นายกฯ อีกคนหนึ่งที่ได้รับการเสนอชื่อเช่นกันถ้ายึดถือตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและ

กฎหมายพรรคการเมือง การที่รายงานการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 15 ธันวา 51 นั้น ซึ่งปรากฏหลักฐานไว้ชัดว่า...มีการแสดงลำดับที่ หมายเลขที่ ชื่อ-นามสกุล พรรคการเมืองที่สังกัดไว้ชัดเชื่อหรือไม่? บันทึกการลงคะแนนเลือกว่าที่นายกฯ ทั้งสองคนนั้น ซึ่งต้องเปิดเผยให้ทราบนั้นปรากฏว่า...มีบันทึก

ไว้แปลกมาก แปลกจริงๆเพราะ ส.ส. ทั้งสามพรรคที่เข้าไปทำหน้าที่ในสภาวันที่ 15 ธันวานั้น “ไม่มีการระบุชื่อพรรค”เอาไว้เลยแสดงให้เห็นว่า ส.ส. เหล่านี้คงมีการเข้าใจว่า คนเหล่านี้เป็น ส.ส. อิสระอยู่อย่างนั้นหรือ เป็นเจ้าที่ไม่มีศาลใช่หรือไม่คงตอบได้ชัดว่า “ไม่ใช่”เพราะ ส.ส. เหล่านี้ยังต้องถือว่าเป็นสมาชิกพรรค

พลังประชาชนอยู่ต่อไปตามกฎหมายพรรคการเมืองเมื่อยังเป็นสมาชิกพรรคการเมืองเดิมที่พรรคนั้นถูกศาลยุบไปแล้วการบันทึกรายงานการออกเสียง การลงคะแนนเลือกนายกรัฐมนตรี ในวันที่15 ธนั วา 51 ทงั้ สองคนน่าจะมีความไม่ชอบ!เพราะการบันทึกว่า ส.ส. ในขณะนั้นมีอยู่437 คน...ว่าที่นายกฯ ที่พรรคพลัง

ประชาชนสนับสนุนได้คะแนนเสียงน้อยกว่าว่าที่นายกฯ รูปหล่อจึงถือว่า “นายกฯ รูปหล่อ” ได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่คงจะผิดพลาดกันไปแล้ว...แต่อาจจะมีความบังเอิญอย่างตั้งใจอีกเช่นกัน“นักร้องขาประจำ” ทั้งหลายไม่รู้หรือแกล้งโง่หรือไม่ มิทราบ...ไม่มีใครยอมหยิบประเด็นใหญ่โตอย่างนี้ขึ้นมาพูดคุย

หรือตรวจสอบกันเลยนี่หรือระบบการปกครองที่ยึดถือหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ยึดถือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยคงต้องทบทวนกันหรือไม่?!ปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว ไม่เคยมีมาก่อนก็จริง อาจจะส่งกระทบในวงกว้างก็เป็นได้!

โถ..ตำรวจ

ที่มา บางกอกทูเดย์


หัวปั่นที่สุดในวันนี้ คือ ตำรวจคำสั่งโยกย้ายนายตำรวจ..จากหัวเมืองใหญ่ในภาคอีสาน..จังหวัดที่มีการชุมนุมกันของประชาชน..จนกระทั่งมีการเผาสถานที่ราชการ..เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 คำสั่งให้..ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติผู้บัญชาการตำรวจนครบาล นายกรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี..เป็นผู้ต้องหา..กระทำการเกินหน้าที่ในการสกัดกั้นการชุมนุมของประชาชนในวันที่ 7 ตุลาคม 2551โดยพฤติกรรมแห่งเหตุการณ์..จะให้ข้าราชการผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย ตัดสินใจอย่างไร..ในเมื่อป้องกัน

จนเป็นเหตุให้มีการปะทะก็มีความผิด..การหลีกเลี่ยงที่จะกระทำการรุนแรงก็มีความผิดแล้วจะให้ตำรวจทำอย่างไรแน่นอนว่า..เมื่อกำลังเจ้าหน้าที่น้อยกว่าไม่สามารถผลักดันผู้ชุมนุมที่มีจำนวนมากกว่า..เขาก็ต้องใช้แก๊สนํ้าตา..และในที่สุดก็คือการป้องกันด้วยอาวุธ..สมมติว่า..เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถป้องกันสถานที่

ราชการทั้ง 4 แห่งไว้ได้..โดยไร้การเผาไหม้หรือทำลายทรัพย์สิน..แต่ในการนั้นมีประชาชนผู้ชุมนุมจำนวนสิบจำนวนร้อยต้องบาดเจ็บล้มตาย..เรื่องไปถึง ป.ป.ช. เขาจะมีความผิดหรือไม่..ป.ป.ช. จะมีมติเช่นไรการบังคับบัญชาก็มีหลายระดับ..หากผู้ใต้บังคับบัญชาปฏิเสธการทำตามคำสั่ง..เพราะมีตัวอย่างของการทำตาม

คำสั่งแล้วต้องออกจากราชการต้องตกเป็นผู้ต้องหา ก็เป็นเรื่องเป็นไปได้ประเทศจะเป็นอย่างไร..หากกฎหมายแกว่งไกวลู่ไปลู่มา..จนหาแก่นสารไม่เจอจะให้ตำรวจทำอย่างไร..ในเมื่อเรื่องแบบเดียวกันแต่มี 2 คำตอบ..ที่..ตรงกันข้ามเหมือนฟ้ากับเหว...จะให้ตำรวจปฏิบัติอย่างไร..หากว่าการป้องกันรัฐสภากับกอง

บัญชาการตำรวจนครบาลกลายเป็นการทำผิดกฎหมายในวันหนึ่ง..หากว่าการไม่ทำร้ายไม่ฆ่า..จนศาลากลางจังหวัดถูกเผาก็เป็นความบกพร่องจนถูกย้ายและสอบสวนหาความผิด..แต่เรื่องจริงก็คือ..มีผู้ชุมนุมถูกขัดขวางถึงตาย..และศาลากลางก็แค่ถูกเพลิงไหม้..ไม่ใช่ถูกเผาจนเหลือแต่ขี้เถ้าตอตะโก.

แนวโน้ม ‘ก่อการร้าย’ บทเรียนจากแกนใต้สู่เมืองกรุง (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์



ความสงบที่คนกรุงอยากให้กลับคืนกำลังอยู่ในขั้นฟื้นฟูทั้งอาคารสถานที่และจิตใจของผู้คนในพื้นที่เมืองหลวงโดยเฉพาะการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มนปช.ไม่ว่าจะเป็นชุมชนบอ่นไก่ชุมชนหลังวัดปทุมวนารามฯนอกจากนี้ยังมีกลุ่มผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่และรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ ต่างต้องเร่งยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือกันทั้งสิ้นเมื่อบ้านเมือง

กำลังเข้าสู่การปรับตัวครั้งใหญ่ เช่นนี้ ดูเหมือนสถานการณ์โดยรวมภายในกรุงเทพฯ จะดูสงบลงบ้างแล้วแต่สิ่งหนึ่งที่จับอาการของรัฐบาลได้เป็นอย่างดีคือ การขยายเวลาเคอร์ฟิวจาก 25-28 พ.ค.ที่ผ่านมาการประกาศขยายเวลาดังกล่าว...รัฐบาลให้เหตุผลที่สร้างความกลัวให้คนกรุงอยู่ไม่น้อยว่า...จากนี้ไปยังมีกลุ่ม

คนที่ไม่หวังดีจะกลับมาสร้างสถานการณ์แบบ “ใต้ดิน”เฉกเช่นการก่อการร้ายในพื้นที่ภาคใต้!เมื่อวิเคราะห์จากสถานการณ์ในเวลามีโอกาสที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้...ส่วนที่เป็นไปได้นั้นอาจเป็นความคั่งแค้นที่ยังคงมีของ“กลุ่มคนเสื้อแดง” ที่ต้องการแก้แค้นทหารและรัฐบาล ซึ่งอาจยังคงมีอยู่ส่วนที่มองว่าอาจเป็น

ไปไม่ได้นั้น...เพราะการก่อการร้ายที่รัฐบาลประกาศไว้นั้น “ไม่มีตัวตนจริง” ดังคำกล่าวคำจำกัดความของคำว่า “ก่อการร้าย”ตามวิกิพีเดีย ระบุว่า...คำว่า การก่อการร้าย (Terrorism) เป็นคำที่มีการโต้เถียงอย่างกว้างขวาง และมีนิยามที่หลากหลาย โดยไม่มีความหมายใด ที่ได้รับการยอมรับโดยสมบูรณ์ ต้อง

การอ้างอิงวอล์เตอร์ ลาควอร์ แห่งศูนย์การศึกษายุทธศาสตร์และการต่างประเทศได้กล่าวว่า...“ลักษณะเฉพาะที่ยอมรับกันทั่วไปคือ การก่อการร้ายนั้น เกี่ยวข้องกับความรุนแรง หรือการข่มขู่ด้วยความรุนแรง” ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อการร้ายจำนวนมากมีความเห็นสอดคล้องกันว่า...การก่อการร้ายที่เกิดขึ้น จะแฝงไว้

ด้วยยุทธศาสตร์ไม่ว่าจะกระทำโดย การวางระเบิดการใช้ปืนยิง การจี้ (เครื่องบิน หรือรถโดยสาร) หรือ การลอบสังหารไม่ได้เป็นการลงมืออย่าง “เลือกสุ่ม”ไม่เกิดขึ้นเองโดยปราศจากความตั้งใจ และไม่ได้เกิดขึ้นอย่างมืดบอดแต่เป็นการกระทำที่เกิดขึ้นโดยตั้งใจที่จะใช้ความรุนแรง มุ่งประสงค์ต่อพลเรือนเพื่อหวังผล

ทางการเมือง หรือสนองความเชื่อทางศาสนาขณะที่ นายพอล พิลล่าร์ อดีตรองผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายของสำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ (CIA) ให้ความเห็นในเชิงโต้เถียงว่า...การก่อการร้ายจะต้องมีองค์ประกอบรวม 4 ประการ คือ 1. ไม่ใช่การกระทำที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจเพียงชั่ววูบ แต่เป็น

การกระทำที่ผ่านการใคร่ครวญไตร่ตรอง และวางแผนไว้ล่วงหน้า 2. เป็นการกระทำที่หวังผลทางการเมืองไม่ใช่อาชญากรรม ดังเช่นกลุ่มองค์กรที่ดำเนินธุรกิจผิดกฎหมาย เช่น“กลุ่มมาเฟีย”ก่อเหตุรุนแรงเพื่อหวังเงินหรือทรัพย์สินเป็นรายได้แต่เป็นการกระทำ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองจากที่เป็นอย่างใน

ปัจจุบันไปสู้แนวทางที่ผู้ก่อการร้ายต้องการ 3. ส่วนใหญ่เป็นการกระทำที่มุ่งร้ายต่อเป้าหมายพลเรือน ไม่ได้พุ่งเป้าฝ่ายทหารหรือหน่วยทหารที่พร้อมรบ4. กระทำโดยกลุ่มองค์กรที่แฝงตัวอยู่ในประเทศ ไม่ใช่กำลังทหารของประเทศต้นกำเนิดขณะที่ นายปัญญศักดิ์ โสภณวสุนักวิจัยในโครงการความมั่นคงศึกษา

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)ประเมินสถานการณ์ของกลุ่มคนเสื้อแดงวา่ ...แม้การต่อสู้จะยุติลง แต่สงครามก็ยังไม่เลิก และคงจะยืดเยื้อต่อไป“การต่อสู้ใต้ดินเป็นกฎธรรมชาติของการต่อสู้อยู่แล้วในประวัติศาสตร์การต่อสู้ไม่ว่าประเทศไหน อารยธรรมใด หรือศาสนาไหนก็ตาม หากต่อสู้แบบเผชิญหน้า

อย่างเปิดเผยไม่ได้หรือเกิดความพ่ายแพ้ ก็ต้องหันไปใช้ รูปแบบการต่อสู้ใต้ดินส่วนจะทำได้แค่ไหนหรือมีประสิทธิภาพมากเพียงใด มันต้องอาศัยเวลา ไม่ใช่จะทำก็สามารถทำได้เลย ยังต้องมีการผ่านกระบวนการอีกมากมายหลายอย่างถึงจะทำได้สำเร็จ”สอดคล้องกับคำกล่าวของ นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิก

วุฒิสภา (ส.ว.) ที่เคยอภิปรายไว้ในสภาก่อนหน้านี้ว่า...ปัญหาความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะแก้ไขอย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจะไม่เป็นเหมือนเดิมอีกต่อไปแล้วเพราะครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่มวลชนจากต่างจังหวัดเข้ามาต่อสู้อย่างยาวนานในกรุงเทพฯ และจบลงด้วยการใช้ความรุนแรงเข้าใส่กัน

(โปรดติดตามอ่านต่อฉบับหน้า)

Saturday, May 29, 2010

4 นายกฯ 4 ยุคการสูญเสีย (ชีวิต)

ที่มา ไทยรัฐ

จอมพลถนอม กิตติขจร - พล.อ.สุจินดา คราประยูร - สมชาย วงศ์สวัสดิ์ - อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองของไทยตั้งแต่ปี 2475 เกิดเหตุการณ์ให้ประวัติศาสตร์ต้องบันทึกไว้หลายต่อหลายเหตุการณ์ มีทั้งการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี และ เหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ที่ไม่มีใครอยากเกิดขึ้นเลย โดยเฉพาะเหตุการณ์การต่อสู้ทางการเมือง ที่อ้างถึง "ประชาธิปไตย" ต่อสู้ ชุมนุม ยืดเยื้อ กระทั่งมีการปราบปรามจนมี "คนไทย" บาดเจ็บ ล้มตายกันเป็นจำนวนมาก

ท่ามกลางการบริหารประเทศของผู้นำสูงสุดของไทย มีทั้งคนที่เห็นด้วย ชื่นชม ทำตาม ขัดแย้ง ต่อต้าน ไม่ปฏิบัติตาม เป็นธรรมดาการทำงานในบรรยากาศชื่นชมที่เป็นไปอย่างราบรื่น แต่หลายต่อหลายครั้งการบริหารประเทศภายใต้บริบทที่ปกคลุมไปด้วยความขัดแย้ง รุนแรง ต้องจบลงด้วยความสูญเสีย ที่ยากจะลืมลง

"14 ตุลา" ยุค จอมพลถนอม กิตติขจร


เริ่มมาจากการที่ จอมพลถนอม กิตติขจร ทำการรัฐประหารตัวเองในวันที่ 17 พ.ย. 14 เหตุการณ์ครั้งนั้นนักศึกษา และ ประชาชนมองว่าเป็นการสืบทอดอำนาจตนเองจากจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และ จอมพลประภาส จารุเสถียร บุคคลสำคัญในรัฐบาล ก็ไม่ได้รับการยอมรับเหมือนจอมพลถนอม แต่กลับต่ออายุราชการให้ตัวเอง ประกอบกับการทุจริตคอร์รัปชั่นจำนวนมาก สร้างความไม่พอใจให้กับประชาชน เป็นอย่างมาก กระทั่งวันที่ 6 ต.ค. 14 มีบุคคล 100 คน เช่น นักวิชาการ นักการเมือง นักคิด นักเขียน นิสิต นักศึกษา เป็นต้น ร่วมลงชื่อร้องขอรัฐธรรมนูญ

จากนั้นนักศึกษาได้เดินแจกใบปลิวเรียก ร้องรัฐธรรมนูญตามสถานที่ต่างๆในกรุงเทพมหานคร ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมประชาชน และ นักศึกษา ด้วยข้อหา "คอมมิวนิสต์" และ ถูกเรียกขานว่าเป็น "ขบถรัฐธรรมนูญ" สร้างความไม่พอใจอย่างยิ่งให้แก่ นักศึกษา ประชาชนอย่างมาก นำไปสู่การชุมนุมใหญ่ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ ยื่นคำขาดให้ทางรัฐบาลปล่อยตัวทั้งหมด แต่เมื่อถึงเวลาแล้วรัฐบาลก็กระทำการเดินขบวนครั้งใหญ่จึงเริ่มต้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. ตามถนนราชดำเนิน สู่ลานพระบรมรูปทรงม้า โดยมีแกนนำเป็นนักศึกษาและมีประชาชนเข้าร่วมด้วยจำนวนมาก นำไปสู่การนองเลือดในเช้าตรู่วันที่ 14 ต.ค. เกิดการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและประชาชน จึงเกิดการปะทะกันกลายเป็นการจลาจล เฮลิคอปเตอร์ยิงปืนลงมาเพื่อสลายการชุมนุม

เหตุการณ์ยังไม่สงบลงง่ายๆ โดยกลุ่มทหารได้เปิดฉากยิงเข้าใส่นักศึกษาและ ประชาชนอีกครั้ง นักศึกษาพยายามพุ่งรถบัสที่ไม่มีคนขับเข้าใส่สถานีตำรวจ ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย ประกาศท้าทายกฎอัยการศึก ประกาศว่าจะอยู่ที่อนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย กระทั่งวันที่ 15 ต.ค. ได้มีประกาศว่า จอมพลถนอม จอมพลประภาส และ พ.อ.ณรงค์ กิตติขจร ได้เดินทางออกนอกประเทศแล้ว เหตุการณ์จึงค่อยสงบลง

เหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 หรือ วันมหาวิปโยค เป็นเหตุการณ์ที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทย มากกว่า 500,000 คน โดยในเหตุการณ์นี้มีผู้เสียชีวิต 77 ราย บาดเจ็บ 857 ราย และสูญหายอีกจำนวนมาก

"35 พฤษภาทมิฬ" ยุค พล.อ. สุจินดา คราประยูร


การรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของ พล.อ.สุจินดา คราประยูร นำไปสู่การเคลื่อนไหวคัดค้าน ต่อต้านของประชาชนอย่างกว้างขวาง เนื่องจากมองว่า เป็นการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (รสช.) โดยการอดอาหารของ ร.ต. ฉลาด วรฉัตร และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง หัวหน้าพรรคพลังธรรม ในขณะนั้น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย และการสนับสนุนของพรรคฝ่ายค้าน ประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคเอกภาพ พรรคความหวังใหม่และพรรคพลังธรรม มีข้อเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง และเสนอให้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

การชุมนุมยืดเยื้อตั้งแต่เดือน เม.ย. 35 แต่ช่วงที่มีการปะทะกันรุนแรงในช่วงวันที่ 17-20 พ.ค. โดยวันที่ 17 พ.ค. มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาล ตำรวจและทหารได้สกัดการเคลื่อนขบวน จึงก่อให้เกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และมีการบุกเผาสถานีตำรวจ กระทั่งในวันที่ 18 พ.ค. รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานคร และให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลาย และได้ควบคุมตัว พล.ต. จำลอง และยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด เริ่มมีประชาชนออกมาชุมนุมอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วกรุงเทพ จนวันที่ 19 พ.ค. เจ้าหน้าที่เริ่มเข้าควบคุมพื้นที่บริเวณถนนราชดำเนินกลางได้ และควบคุมตัวประชาชนจำนวนมากขึ้นรถบรรทุกทหารไปควบคุมไว้ จนเหตุการณ์บานปลายรุนแรง

วันพุธที่ 20 พ.ค. 35 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองคมนตรี และ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรีและรัฐบุรุษ นำพลเอกสุจินดา และ พลตรี จำลอง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท โอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานพระราชดำรัสแก่คณะผู้เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทด้วย หลังจากนั้นประมาณ 1 สัปดาห์ พลเอก สุจินดา จึงกราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และ มอบหมายให้ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี รักษาการในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปพลางก่อน

เหตุการณ์ที่ประชาชนเคลื่อนไหวประท้วงดังกล่าวนำไปสู่เหตุการณ์ปราบปรามและปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารกับประชาชนผู้ชุมนุม มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

"7 ตุลาวิปโยค" ยุคนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์

17 ก.ย. 51 ทายาทการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชาชน รักษาการหัวหน้าพรรค ได้รับการเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ต่อจากนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกิดอุบัติเหตุทางการเมือง ท่ามกลางกระแสคัดค้านว่าเป็นนอมินี เป็นสายตรง และ การทำงานต่างๆ ยังคงสืบทอดอำนาจจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เต็มรูปแบบจนทำให้ประชาชน นำโดยกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่มีการชุมนุมคัดค้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2548

กระทั่ง วันที่ 7 ต.ค. 2551 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยรุ่นที่ 2 นำมวลชน ชุมนุมต่อเนื่องหน้ารัฐสภา เพื่อไม่ให้รัฐบาลนายสมชาย แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาและ ได้มีการปะทะระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจกับกลุ่มผู้ชุมนุม โดยตำรวจอ้างว่าใช้เพียงแก๊สน้ำตาแบบยิง แก๊สน้ำตาแบบขว้างและโล่ ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯมีการใช้ ขวดน้ำ และหิน ปะทะกันจนถึงขั้นมีผู้เสียชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวน 2 คน และ บาดเจ็บจำนวนกว่า 443 คน 
พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งเพื่อรับผิดชอบเหตุการณ์ครั้งนี้และ ต่อมารัฐบาลนายสมชาย ถูกตัดสินคดีจนทำให้พรรคพลังประชาชน ที่นายสมชาย เป็นหัวหน้าพรรคถูกศาลรัฐธรรมนูญ ตัดสินยุบ ทำให้นายสมชาย หมดสภาพโดยทันที แต่เหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองยังไม่จบสิ้น

"สงกรานต์เลือด"-"พฤษภาเดือด" ยุคนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ภายหลังนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 20 ธ.ค. 51 กลุ่มผู้ต่อต้านคัดค้านที่้ชื่อว่า "กลุ่มคนเสื้อแดง" ได้มีการต่อต้านประท้วงอย่างทันที โดยเริ่มจากการชุมนุมที่ท้องสนามหลวงและเคลื่อนขบวนมาปักหลักชุมนุมอย่างยืดเยื้อบนถนนรอบทำเนียบรัฐบาล เรียกร้อง 1. พล.อ. เปรม ติณสูลานนท์ พล.อ. สุรยุทธ์ จุลานนท์ และนายชาญชัย ลิขิตจิตถะ ต้องพิจารณาตัวเองด้วยการลาออกจากตำแหน่งองคมนตรี
 2. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ต้องลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
 3. การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข การปรับปรุงใดๆ ให้ดีขึ้นตามหลักสากล ต้องมีการปรึกษาหารือกันระหว่างนักประชาธิปไตยผู้มีประวัติและพฤติกรรมเชิดชูระบอบประชาธิปไตยเป็นที่ประจักษ์
 ซึ่งแกนนำคนเสื้อแดงได้เรียกร้องให้เวลา 24 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้น จะมีการยกระดับการชุมนุม หลังพ้นกำหนด 24 ชั่วโมงตามที่ได้เรียกร้อง ผู้ชุมนุมเสื้อแดงได้ทยอยเดินทางชุมนุมหน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ และปิดกั้นถนนสำคัญหลายสาย เช่น ถนนรอบอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

กระทั่งวันที่ 11 เม.ย. 52 มีการบุกเข้าไปในโรงแรมรอยัล คลีฟ บีช รีสอร์ท และขัดขวางการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ได้ทำการปิดถนนตามแยกต่าง ๆ ภายในกรุงเทพมหานคร ต่อมารัฐบาลได้ประกาศพระราชบัญญัติบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรงในเขตกรุงเทพมหานครและใกล้เคียง หลังจากที่ได้มีการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ในระหว่างมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นต่อเนื่อง ต่อมาวันที่ 14 เม.ย. 52 กำลังทหารและตำรวจได้ใช้แก๊สน้ำตา กระสุนจริงและกระสุนฝึกหัดเข้าสลายการชุมนุมที่บริเวณแยกดินแดง

จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บ 70 คนแกนนำประกาศยุติการชุมนุมบนถนนรอบทำเนียบรัฐบาลเพื่อป้องกันการสูญเสียที่จะเพิ่มขึ้นจากการปราบปรามของรัฐบาล จากนั้นแกนนำ 5 คน คือ นายวีระ มุสิกพงศ์ นายแพทย์เหวง โตจิราการ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายสุพร อัตถาวงศ์ได้เข้ามอบตัวต่อ พล.ต.อ. พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และนับเป็นการยุติเหตุการณ์ความไม่สงบดังกล่าว

กระทั่ง มีการรวมกลุ่มใหม่ของแกนนำรุ่น 2 โดยใช้ฤกษ์พฤษภาทมิฬ 17-20 พ.ค.แต่ก็ไม่มีอะไรมาก เป็นเพียงการชุมนุมเป็นครั้งครา ต่อมาได้มีการประกาศชุมนุมใหญ่โดยปักหลักที่บริเวณผ่านฟ้าลีลาศ ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.53 และขยายไปตั้งเวทีใหญ่ที่สี่แยกราชประสงค์ แต่รัฐบาลเห็นว่ามีการชุมนุมกันเป็นเวลานาน และ กระทำผิดกฎหมายร้ายแรง เป็นที่มาของการ "ขอคืนพื้นที่" 10 เม.ย.จนเป็นเหตุทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจำนวนหนึ่ง ต่อเนื่องมาวันที่ 19 เม.ย. รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ นำกำลังทหารเข้าสลายการชุมนุม จนแกนนำต้องประกาศสลายการชุมนุม เดินทางไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นครั้งที่ 2

ซึ่งการปฏิบัติการ ระหว่างวันที่ 10 เม.ย. และ 19 พ.ค. ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉิน กรุงเทพมหานคร (ศูนย์เอราวัณ) ได้รายงานว่ามีผู้เสียชีวิตทั้งสิ้นกว่า 80 ราย บาดเจ็บทั้งส้ินกว่า 1.3 พันคน

ภาวนาและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเหตุการณ์การสูญเสียครั้งที่ผ่านๆ มาจะเป็นบทเรียน อุทาหรณ์สุดท้ายให้กับคนไทยทุกคน (ย้ำว่าทุกคน) ที่จะช่วยไม่ให้ชาติบ้านเมืองติดหล่ม "ประชาธิปไตย" จนเกิดเป็นโศกนาฏกรรมทางการเมือง

ที่มา ไทยรัฐ

ส่งทวิตชุดใหญ่ซัด อ้างหมายจับตร.สากล แต่หลายประเทศเช็คแล้วไม่มี ทำ "บัวแก้ว" งามหน้า ย้ำรัฐบาลที่ฆ่าปชช.หมดความชอบธรรม แนะทางรอดให้ปรองดองไม่ใช่ปราบแดง...

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. 29 พ.ค.พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ระบุ ผ่านเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ว่า รัฐบาลแน่จริงทำไมปิดสื่อทำโปรปากานดา/กล่าวหาข้างเดียวใครไม่เห็นด้วยด่าเขาเช่น CNN ปิดเขา เช่น RED NEWS ภูมิใจไหม เสรีภาพสื่อไทยอยู่ที่ 155 จาก 198 รัฐบาลหลายประเทศเขาเอาหนังสือราชการที่เด็กหน้าห้องเก่าผมทำไปถึงกระทรวงการต่างประเทศของเขา และบอกว่าอย่าให้ผมเข้าประเทศ โดยอ้างว่าผมมีหมายจับ เป็น International Warrent เขาได้ตรวจสอบไปที่ Interpol พบว่าผมไม่มีหมายเลย เขาบอกว่าเป็นการโกหก ทำให้กต.ไทยไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ งามหน้าไหมหล่ะ

อดีตนายกรัฐมนตรี ระบุผ่านทวิตเตอร์อีกว่า ขณะนี้รู้มาอีกว่า กำลังจะเร่งให้ตำรวจทำหนังสือถึง Interpol อีก เพื่อบอกว่าศาลออกหมายจับเรื่องก่อการร้ายของให้จับผมส่งตัวมาด้วย โถ! เขาไม่มั่ว เขามีหลักเขารู้ทั้งโลกว่าคุณเป็นรัฐบาลที่สังหารประชาชนของตัวเอง รูปทหารยิง Sniper ใส่ประชาชนมือเปล่าสมองกระจายแล้วยัดข้อหาก่อการร้ายหน้าด้านๆ คุณหมดความชอบทำที่จะปกครองประเทศแล้ว ยิ่งดิ้นยิ่งลำบากขว้างงูไม่พื้นคอหรอกครับ ทางที่จะรอดมีประตูเดียวครับ คือ ปรองดองอย่างแท้จริงไม่ใช่ปราบแดง

พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุด้วยว่า เอาไม่อยู่หรอกครับเสียเวลา เสียหาย ประเทศจะเป็นวัวพันหลัก ในที่สุดเชือกจะเหลือสั้นนิดเดียวเขาวัวก็ทิ่มดิน หันหน้าเข้าหากันดีกว่า อย่าสร้างบาปต่อไป? ในเมืองไทยคุณมั่วได้ขู่สั่งได้แถมมีคนช่วยอีก อย่าไปคิดว่าจะมามั่วในเวทีต่างประเทศได้ คนไทยด้วยกันคุยกันดีกว่า เลิกมั่วเลิกกลัวได้แล้ว พรุ่งนี้คงจะถูกBlock แล้วไม่เป็นไรอีก 3-4 วันพบกันใหม่ ขอให้ท่านได้รับบุญวันวิสาขบูชาเยอะๆ ครับขอให้ดวงวิญญาณวีรชนประชาธิปไตยทั้ง 88 ดวงจงสู่สุขติ

'ทักษิณ' ไล่ 'มาร์ค' ถอนสัญชาติ สั่งฆ่าคนไทย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_85980

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

ระบุ ตัวเองเกิดเมืองไทย รักแผ่นดินเกิด จะให้ถอนได้อย่างไร แจงรัฐเป็นผู้ใช้ความรุนแรง แต่มาโทษคนถูกกระทำ พร้อมตั้งคำถามจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าคนทั้งบ้านคุ้มหรือ?...


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 00.30 น. 29 พ.ค. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ระบุผ่านทางเว็บไซต์ทวิตเตอร์ (www.twitter.com) ว่า คุณอภิสิทธิ์แนะให้ผมถอดสัญชาติไทย โถ!ผมเกิดเมืองไทย ผมรักแผ่นดินเกิด จะให้ผมถอนได้อย่างไร ตัวคุณน่าจะถอนมากกว่า คุณเกิดอังกฤษ แต่สั่งฆ่าคนไทยตายเป็นร้อย บาดเจ็บร่วมสองพัน

อดีตนายกฯ ระบุด้วยว่า ในวัดยังฆ่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นเพราะคุณ แต่มายัดข้อหาผู้ก่อการร้ายให้คนถูกกระทำ คุณอภิสิทธิ์และรัฐบาลนี้พยายามตามจับผมทุกรูปแบบ แต่ไม่สำเร็จ ถึงขนาดลงทุนฆ่าคนไทย เหมือนชีวิตเป็นผักปลา แล้วยัดข้อหาก่อการร้าย เพื่อจะจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้าน ฆ่าคนทั้งบ้านคุ้มหรือ?

โลกยังกังวล

ที่มา ข่าวสด


ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



บรรยากาศที่ประเทศไทยตกเป็นเป้าสายตาขององค์กรนานาชาติ โดนทั่วโลกจับตาว่ามีการละเมิดสิทธิประชาชนอย่างรุนแรงในทางการเมืองเช่นนี้ไม่บ่อยนัก

*หนก่อน เมื่อครั้ง 6 ตุลาคม 2519 โน่นเลย*

ตอนนั้นสังหารหมู่ที่ธรรมศาสตร์ จับกุมคุมขังหลายพันคน แล้วยังตามล่าจับเงียบๆอีกมาก ตามยึดหนังสือหนังหาทางการเมือง ควบคุมสื่อ แทรกแซงสื่อเป็นกระบอกเสียงให้รัฐ

ผลจากการเป็นเผด็จการโหดเหี้ยมคราวนั้น ยังทำให้ผู้คนต้องหลบหนีเข้าป่า ความขัดแย้งของคนในชาติรุนแรงมากขึ้น

บ้านเมืองสู่ยุคมืด

รัฐบาลใช้อำนาจปราบ จับขัง ลิดรอนเสรีภาพทางความคิด ข้อมูลข่าวสาร

นั่นเองจึงทำให้องค์การสิทธิมนุษยชนระดับโลก ต้องเข้ามาแทรกแซง!

ในปัญหาการเมือง นับจากปี 2519 ก็มาหนนี้แหละในยุครัฐบาลอภิสิทธิ์

จากกรณีปราบม็อบโหด มีคนเสียชีวิตมากกว่า 6 ตุลาเสียอีก

*ภาพข่าวที่แพร่ไปทั่วโลก ซึ่งไม่มีอำนาจใดมาบิดเบือนได้ ทำให้นานาชาติวิตกกังวลอย่างมาก*

ล่าสุดองค์การนิรโทษกรรมสากล จากกรุงลอนดอน อังกฤษ ออกคำแถลงเรียกร้องให้ไทย เปิดทางให้ผู้ตรวจสอบจากต่างประเทศเข้ามาร่วมพิสูจน์เหตุปะทะกันระหว่างทหารกับผู้ชุมนุม

องค์การนิรโทษกรรมสากล ระบุว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีอาวุธปืนในการเผชิญหน้ากับม็อบ เห็นทหารยิงใส่ผู้ประท้วง!

หลังจลาจล ยังมีการคุมขังผู้ประท้วงไม่ทราบจำนวน โดยไม่มีการตั้งข้อหา

จึงขอให้รัฐบาลเปิดเผยจำนวนผู้ที่ถูกควบคุมตัว มีกระบวนการสอบสวนที่เหมาะสม โดยอาจขอความช่วยเหลือจากนานาชาติเพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าการสอบสวนเป็นอิสระและเชื่อถือได้

*อ่านคำแถลงขององค์การนิรโทษกรรมสากลแล้ว ยิ่งเห็นภาพบ้านเมืองไทยในวันนี้ ไม่ต่างจาก 6 ตุลาฯ*

รัฐบาลอภิสิทธิ์อาจจะโต้ว่า ต่างชาติไม่มีข้อมูลผู้ก่อการร้ายร่วมในม็อบ อะไรทำนองนั้น

ถ้ารัฐบาลมั่นใจเรื่องก่อการร้าย ก็น่าจะยอมให้องค์กรโลกเข้ามาร่วมตรวจสอบจริงๆ

แต่เชื่อว่ารัฐบาลอภิสิทธิ์ไม่กล้า

*เอาแค่เรื่องคุมขังอาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ โดยไม่มีข้อหา ไม่มีหลักฐาน!?!*

แล้วลิดรอนเสรีภาพทางปัญญาอย่างร้ายแรง ห้ามอ่านหนังสือหนังหา

จนต้องอดอาหารประท้วง

สมควรแล้วที่องค์กรโลกต้องเข้ามาช่วย!