WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 1, 2010

แนวโน้ม‘ก่อการร้าย’ บทเรียนจากแกนใต้สู่เมืองกรุง(จบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์



(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
นอกเหนือจากนักวิชาการที่มองโอกาสการก่อการร้ายในเมืองกรุงอาจเหมือนในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นหนึ่งในกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ซึ่งทำงานในพื้นที่ภาคใต้ มองว่า...การก่อเหตุครั้งนี้(จลาจลเผาเมืองในกรุงเทพฯและหลายจังหวัดในภาคเหนือและอีสาน ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” มี

การเตรียมการมาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ในทัศนะของ หมอพรทิพย์ ที่ผ่านประสบการณ์คลี่คลายคดีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มามากมาย มองว่า...เหตุการณ์เผาเมืองในกรุงเทพฯ ไม่เหมือนกับเหตุรุนแรงที่ดินแดนด้ามขวาน “สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกับภาคใต้ เพราะทางภาคใต้มีเรื่องศาสนา

และอัตลักษณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ แต่กรณีของคนเสื้อแดงเป็นคนละอย่าง เป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนที่หลายคนเกรงว่าจะเกิดสงครามใต้ดินแบบภาคใต้นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่เกิด เพราะอุดมการณ์ต่างกัน เหตุการณ์จลาจลเผาเมืองเป็นเรื่องของคนที่คิดร้ายต่อแผ่นดิน” แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ ระบุ แต่ดู

เหมือนเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะตำรวจ ต่างออกมารับลูกทันทีที่รัฐบาลออกมาชี้ชัดว่า...เหตุจลาจลกลางเมืองครั้งนี้กำลังจะมีการก่อการร้ายในเมือง พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ยอมรับว่า มีขบวนการแดงใต้ดินกำลังรวมตัวกันอยู่จำนวนมาก ซึ่งในทางการข่าวเชิงลึกไม่สามารถให้ราย

ละเอียดเปิดเผยได้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่ตนได้สั่งการตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อเฝ้าติดตามกลุ่มคนเสื้อแดงใต้ดินอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ต่อข้อถามที่ว่า...แนวโน้มกลุ่มแดงใต้ดินจะมีความรุนแรงหรือไม่นั้น ผบช.ส.กล่าวว่า คงต้องใช้เวลาวิเคราะห์ระยะหนึ่ง แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าจะมีความ

รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าบอกแล้วสันติบาลก็ทำงานไม่ได้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาระบุว่า การข่าวมีการประเมินถึงกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวใน กทม. ซึ่งขณะนี้ได้ติดตามและความเคลื่อนไหวของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ซึ่งทุกหน่วยข่าวจะเร่งดำเนินการติดตามกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อทำให้เกิด

ความสงบเรียบร้อยและเกิดความปรองดองของคนในชาติ นอกจากนี้การออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาก่อการร้ายนั้น หากมองลึกลงไปเป็นเหมือน “ดาบสองคม” ที่กำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายรัฐบาล เนื่องจากเวลานี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายอยู่อาจจะรวมตัวเพื่อกลับมา

ต่อสู้แบบก่อการร้ายตามที่เขาถูกกล่าวหา ซึ่งนั้นหมายถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นและหากทางยุติลงยาก หากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ จากปัจจัยเหล่านี้...อาจทำให้ความสงบที่คนกรุงอยากให้กลับมานั้นอาจจะยังมาไม่ถึง เพราะศึกนี้ยังไม่มีผู้ชนะ!

‘นักศึกษา’ออกโรง! ค้านอำนาจ‘นอกระบบ’

ทีึ่มา บางกอกทูเดย์



มาช้ายังดีกว่าไม่มา! กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ “คัดค้านอำนาจนอกระบบ” เรื่อง ขอประณามพฤติกรรมคุกคามเสรีภาพทางวิชาการของรัฐบาลไทย ซึ่งตามที่รัฐบาลซึ่งนำโดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อมาแก้ไขสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) หรือ “กลุ่มเสื้อแดง”นั้น...มิเพียงแต่จะไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ไปในทางที่ดีขึ้นได้ แต่ได้ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ ศอฉ.ได้ปฏิบัติการ…ได้สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ “เลวร้าย” มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน...ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร...ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา...และเอื้อให้รัฐบาลใช้อำนาจเผด็จการในทางมิชอบในการทำลายศัตรูทางการเมืองได้ในหลาย

ทาง และแม้ปัจจุบันการชุมนุมจะคลี่คลายแล้ว...แต่การใช้อำนาจในการ “กวาดล้างศัตรูทางการเมือง” ดูเหมือนจะยังคงมีต่อไป มีการเรียกบุคคล นักธุรกิจ รวมถึงนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดูเหมือนจะอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐให้เข้ามารายงานตัว ในกรณีล่าสุดนั้น คือ การควบคุมตัว “รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ”

อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปกักขังที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสระบุรี กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ...อันเกิดจากการรวมตัวของนักศึกษา และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีจุดยืนชัดเจนที่จะต่อต้านการใช้อำนาจนอกระบบ

ในทุกรูปแบบ ขอแสดงจุดยืนที่จะขอประณามรัฐบาลไทยที่นำโดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในกรณีการกุมขัง “รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” และขอให้เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว รศ.ดร.สุธาชัย เป็นอิสระในทันที เพราะรัฐบาลเองก็ “ขาดความชอบธรรม” ที่จะกักขังตัวของ รศ.ดร.สุธาชัย เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่

ชัดที่เชื่อมโยงได้ว่า รศ.ดร.สุธาชัย เกี่ยวข้องกับความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอกจากแผนผังเครือข่ายขบวนการล้มเจ้าที่เกิดจากการ “นั่งเทียน” ร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ศอฉ. และแม้รัฐบาลจะอ้างความตามพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น…แต่รัฐบาลกำลัง ละเมิดมาตรา 50 แห่งรัฐธรรมนูญ

ฉบับปัจจุบันที่ระบุไว้ว่า... “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ” การจับกุมนักวิชาการที่มีจุดยืนตรงข้ามกับตนนั้น...เป็นการกระทำอันเป็นเผด็จการ มิต่างอะไรกับประเทศพม่า ประเทศเกาหลีเหนือ หรือแม้กระทั่งประเทศอิรักในยุคของ “ซัดดัม ฮุสเซน” แต่อย่างใด กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอก

ระบบ...มีจุดยืนที่อยากจะเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในชาติ แต่ทั้งนั้นความสมานฉันท์จะเกิดได้ก็ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจทหาร อำนาจปากกระบอกปืนในการกดขี่ข่มเหง รังแกคนที่มีความเห็นที่แตกต่างกับตนนั้น ไม่อาจสร้างความสันติสุขให้กับประเทศนี้ได้ รัฐบาลต้อง

พึงสังวรไว้ว่า “ราษฎรเป็นดั่งน้ำ ผู้ปกครองเป็นดั่งเรือ น้ำอุ้มเรือให้ลอยได้ น้ำก็คว่ำเรือให้จมได้เช่นกัน” ฉันใดก็ฉันนั้น...สันติภาพความสงบสุขจะเกิดได้ด้วยการยอมรับด้วยใจ ไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัวแต่อย่างใด

ปู่ชัย ต้องกล้า เลิกผวา “คลิป”

ที่มา บางกอกทูเดย์



เริ่มแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางในนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีอีก 5 คน ติดขวบนกฐินผ้าป่าไปด้วย แม้ว่าจะเป็นการอภิปราย ที่รู้ผลการลงคะแนนล่วงหน้า ว่าทั้ง 6 คนไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องผ่านการลงคะแนนได้แน่นอน ตามกระบวนการกลไกของรัฐและพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นที่ชัดเจนพรรคร่วมยัง

เหนียวแน่นหนายิ่งกว่ากาวตราช้าง ในการขอเกาะเกี่ยวใบบุญเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไม่ให้อดอยากปากแห้ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องยกมือให้กันอย่างแน่นอน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ในส่วนของผู้ที่อึดอัด หรือยังมีมโนธรรมกระตุ้นต่อมสำนึก ว่าไม่ควรเห็ด้วยกับการสลายการชุมนุม ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทำได้อย่างเก่งก็คือ ทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่โหวตให้ สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นก็เพียง รัฐมนตรีแต่ละคนจะได้คะแนนไม่เท่ากัน บางคนจะได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน... งานนี้คงต้องดูว่าสุดท้ายใครจะได้คะแนนบ๊วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะแม้จะได้คะแนนโหล่สุด คำอ้างที่ติดปากสไตล์รัฐบาลประชาธิปัตย์

และพรรคร่วมตีนตุ๊กแก ก็คือ ... ถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าสอบผ่าน ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจจับตามอง จึงไม่ใช่เรื่องของคะแนน แต่เป็นเรื่องของ ข้อมูลและข้อเท็จริง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีผลโพลออกมาว่า 74.56% ต้องการให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อภิปรายแฉขอมูลลึกๆ

ให้สังคมได้รับรู้อะไรๆกันมากกว่าที่ผ่านมาบ้าง สังคมอาจจะตื่นเต้นอยากรู้ แต่ดูเหมือนบรรดาผู้ถูกเปิดอภิปราย และบรรดาองครักษ์พิทักษ์นายทั้งหลาย อาจจะกระสับกระส่ายกันไม่น้อย ขนาดเปิดประชุม ยังไม่ทันจะเข้าเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เกิดการโต้เถียงกันกรณีคลิปภาพและเสียงที่จะ

ใช้ในการประกอบการอภิปรายกันแล้ว โดยการโต้เถียงใช้เวลาอยู่พักใหญ่ทีเดียว ในที่สุดนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคลิปภาพและเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายชัยเป็นคนแต่งตั้งและมีการเซ็นคำสั่งไปทั้งหมด 9 คน และหากตราบใดที่กรรมการ

ยังลาออกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ยังถือว่ากรรมการชุดดังกล่าวยังทำงานได้ ดังนั้นจะไม่ยอมให้มีการใช้คลิปภาพและเสียงที่ไม่ผ่านการตรวจของคณะกรรมการมาใช้ในการอภิปราย โรคหวาดระแวงคลิประบาดหนักจริงๆสำหรับรัฐบาล ก่อนหน้าการประชุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า

การอภิปรายครั้งนี้ เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งทุกคนที่ถูกอภิปราย ก็เตรียมความพร้อมในการชี้แจงไว้แล้ว ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดคลิปวิดิโอในการอภิปรายนั้น ประธานการประชุมและวิปทั้งสองฝ่ายต้องเป็นผู้ดูแลในเบื้องต้น ซึ่งวานนี้ทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบ ส่วนจะสามารถเปิดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

คณะกรรมการกับประธานในที่ประชุม นายอภิสิทธิ์ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน ที่จะไม่ใช้กำลังในการสลายการชุมนุม และไม่มีเจตนาจะทำร้ายประชาชน ในขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง มองกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

จะนำประเด็นการถือครองที่ดินบนเกาะสมุย ของบุตรชายมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ไม่รู้สึกหนักใจเนื่องจากบุตรชายได้ซื้อขายที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย และหากในอนาคตสามารถหาพยานหลักฐานและชี้ชัดได้ว่า การถือครองที่ดินของบุตรชายผิดจริง ก็พร้อมให้ดำเนินคดี แต่ถ้าใช้ข้อมูลเท็จมาอภิปราย

จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา นายสุเทพ ยืนยันว่า การถือครองที่ดินของบุตรชาย เกิดขึ้นในช่วงเป็นฝ่ายค้าน และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ทำผิดกฎหมาย ฉะนั้นกรณีนี้ก็คงต้องดูว่า สุดท้ายแล้วสังคมจะได้รับรู้ข้อมูลทีเด็ดอะไรหรือไม่...

นายสุเทพ ซึ่งมักจะมีวิบากกรรมในเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน โดยเฉพาะในอดีตเรื่องที่ดิน สปก. 4-01 ซี่งสังคมยังข้องใจมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องที่ดินในครั้งนี้ จะซ้ำรอยอดีตหรือไม่ วัน 2 วันนี้ก็คงได้เห็นกันแน่!!! อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนน้ำหนักของการอภิปราย ที่พรรคเพื่อไทยโหมโรงเอาไว้หนักหน่วงในเรื่องของการจะเปิดคลิปวีดีโอ

ให้คนไทยได้รับข้อมูล 2 ด้าน จนทำให้เกิดตื่นตัวอยากรู้กันทั้งประเทศ ยังเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลกับฝ่ายค้าน ยังงัดข้อกันอย่างหนัก โดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งระบุว่าจะไม่ส่งคลิปให้คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตรวจสอบก่อนนำเข้าใช้ในการอภิปราย เพราะรัฐบาลควรใจกว้างให้

ฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลในส่วนที่ฝ่ายค้านได้รับข้อมูลจากเหตุการณ์จริง และฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่แก้ข้อกล่าวหา เพราะนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “เรานำเสนอข้อมูลส่วนหนึ่ง รัฐบาลก็ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไป ในประเด็นตรงกันข้าม หากคลิปต่างๆ ที่นำมาเสนอไม่เป็นความจริง เพราะถ้าวันนี้มีการมาเฉลยคำถามให้

รัฐบาลก่อน รัฐบาลก็รู้คำตอบ ซึ่งประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นการนำเสนอของฝ่ายค้านก็นำข้อเท็จจริงในมุมต่างจากประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่เก็บภาพไว้ รวมถึงสื่อต่างชาติจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้” เนื่องจากสุดท้ายแล้ว ตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนนั่นแหละจะเป็น

ผู้ตัดสินใจเองว่ารัฐบาลควรจะอยู่ต่อไปหรือยุบสภาหรือลาออก ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ยังคาดหวังว่าจะได้อภิปรายอย่างเต็มที่ สามารถใช้ภาพถ่ายรวมทั้งคลิปวิดีโอมานำเสนอ และไม่มีการประท้วงพร่ำเพรื่อ ถ้ารัฐบาลคิดว่าตัวเองไม่มีแผลก็ควรเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่

โดยไม่ขัดขวางปล่อยให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้วตัดสินเอง นายจตุพร ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอ ที่จะใช้ประกอบการอภิปรายในสภานั้น ต้องเข้าใจว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการชิงไหวชิงพริบกัน ถ้านำข้อมูลไปเปิดเผยก่อนก็เหมือนกับไป

บอกข้อสอบให้รัฐบาลเตรียมตัว และประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นจะไปบอกก่อนไม่ได้เรื่องคลิปถือเป็นจุดสำคัญที่เราจะนำมาเปิดเผยว่าในเรื่องเดียวกัน แต่มีความจริงที่ต่างกับรัฐบาลนำเสนอ ยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อแน่นอน แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบ ก็ขอให้ทำก่อนการอภิปรายไม่กี่นาที

และดูแวบเดียวก็พอแล้ว เพราะยืนยันว่ามีหลายเหตุการณ์ที่สำคัญที่จำเป็นที่ต้องอภิปรายชี้แจง เนื่องจากมีข้อน่าสงสัยเช่น การเผาห้างร้าน อาคารต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานคร เหตุใดจึงจับผู้ลงมือเผาไม่ได้แม้แต่รายเดียว “วันนี้รัฐบาลพยายามบอกว่าคนที่เสียชีวิตไปนั้นสมควรตาย เพราะว่าไปเผาตึกรามบ้านช่อง

แต่ความจริงแล้วคนตายก่อนที่จะมีการเผาทั้งสิ้น และน่าแปลกใจว่าเหตุใดไฟถึงไหม้แต่ตึกที่มีไมตรีกับคนเสื้อแดง ขอย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการเผา และไม่เคยบอกให้ใครไปทำ” จริงๆแล้วต้องยอมรับความจริงว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในที่สุดนั้น ฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย ศอฉ.

ได้มีการนำเสนอข้อมูล นำเสนอคลิป ของรัฐบาลและศอฉ. อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากมองกันด้วยใจเป็นธรรม รัฐบาลควรยอมรับว่า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานร่วมเดือนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรต้องถือว่ามากกว่าที่พรรคฝ่ายค้านจะมีโอกาสนำเสนอใน

ระยะเวลาเพียงแค่ 2 วันนี้อย่างมากมายมหาศาล ฉะนั้นหากเป็นทองแท้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวไฟ หรือกังวลใจอะไรเลย พรรคประชาธิปัตย์ ควรจะเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถในการพูดของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะสามารถแก้ต่างข้ออกล่าวหาได้ตามสไตล์ถนัดของนายอภิสิทธิ์ได้เป็นอย่างดี จึงไม่มีเหตุอันควรแก่การ

กังวลเลยสักนิด ไม่มีเหตุที่จะต้องทำให้การออกอากาศของช่อง 11 สะดุดในบางจังหวัด ในบางพื้นที่ จนทำให้เกิดเสียงครหา เกิดเสียงลือกันไปต่างๆนานา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นการดีกับรัฐบาล กับนายอภิสิทธิ์เลย ใครที่คิดทำ จนกระทั่งประชาชนรู้สึกว่าถูกปิดหูปิดตา ... สมควรบอกว่า ปัญญาอ่อนมากๆ ดังนั้น

เรื่องนี้ควรจะเป็นดุลพินิจของนายชัย ชิดชอบ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่น่าจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เป็นกลางให้ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน เห็นว่าเป้นผู้ที่เหมาะสมในการที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตการแตกต่างความคิดในสังคมไทยรอบนี้ นายชัยไม่ควรที่จะประกาศล็อคตัวเองว่า หากคลิปวีดีโอไม่ผ่านการตรวจสอบ

ของคณะกรรมการฯ จะไม่อนุญาตให้เปิดในสภาฯ ส่วนถ้าฝ่ายค้านจะนำคลิปไปเปิดให้สื่อมวลชนดู ก็ต้องรับผิดชอบเอง 2 วันแห่งการอภิปราย จริงๆแล้วนายชัยต้องถือว่า นี่คือโอกาสสำคัญของรัฐบาล ที่จะได้ชี้แจงตอบข้อสงสัยให้กระจ่าง... ดีกว่าที่จะปล่อยให้ไปพูดไปลือกันนอกสภา ซึ่งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์

นายสุเทพ จะไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเลย ฉะนั้นคงต้องฝากไว้กับวิจารณญาณของ นายชัย ประธานสภาฯแล้วว่า... จะให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล 2 ด้านอย่างเพียงพอหรือไม่ พึงระลึกไว้เสมอว่า... การให้ข้อมูลด้านเดียวไม่เคยสร้างความยอมรับนับถือที่แท้จริงได้เลย

Sunday, May 30, 2010

เจาะ"รถกันกระสุน" Range Rover คีย์แมนรัฐบาล "มาร์ค-สุเทพ-กรณ์-บิ๊กดีเอสไอ" คันละ 6 ล้าน

ที่มา มติชน


นับแต่รัฐบาลประกาศตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บทบาทกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดดเด่นเป็นพิเศษ


ด้วยเพราะต้องรับผิดชอบคดีสำคัญที่มีการกระทำเข้าข่ายลักษณะการก่อการร้ายกว่า 100 คดี อาทิ ลอบวางระเบิด เผาสถานที่ราชการ คดีสังหารพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) รวมทั้งคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาว ถูกศาลอาญาออกหมายจับเมื่อหลายวันก่อน


แน่นอนคีแมนย์อย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ อาจตกเป็นเป้าสังหาร


ล่าสุดศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ส่งรถยนต์กันกระสุนหุ้มเกราะ ยี่ห้อ LAND ROVER รุ่น Range Rover มาให้นายธาริตใช้เป็นประจำตำแหน่ง


"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่า รถกันกระสุนคันดังกล่าว เป็น 1 ใน 20 คันที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งซื้อยกลอตจากบริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด (กลุ่มบริษัท มาสด้า ซิตี้ จำกัด) ผ่านศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2552 ราคา 122.8 ล้านบาท (คันละ 6 ล้านบาทเศษ)

"ที่มา"ของการจัดซื้อ มาจากเหตุการณ์มุ่งเอาชีวิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนเมษายน 2552 และมีความพยายามปองร้ายนายกฯและบุคคลสำคัญหลายครั้ง

ประกอบกับการผสมโรงของ "ผู้ก่อการร้าย" แฝงตัวมาพร้อมกับการชุมนุมทางการเมือง ทำให้นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ต้องหันมาใช้บริการรถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุน


ถ้าจำกันได้นายสุเทพก็เคยนั่งโชว์เข้าทำเนียบรัฐบาลประมาณตุลาคม 2552

นายสุเทพ บอกว่า ได้ทดลองนั่งแล้วรู้สึกสบายดี สมรรถนะของรถทั่วไปก็ดี แต่อาจจะลำบากหน่อยสำหรับสุภาพสตรี เพราะอาจจะขึ้น-ลงยาก เพราะรถสูง แต่สำหรับสุภาพบุรุษไม่เป็นไร และหลังจากเสร็จงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนแล้ว ได้นำรถนี้ไว้ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือผู้นำประเทศต่อไป โดยจะให้ศูนย์รักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล


ผู้นำอาเซียนที่เดินทางมาประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ จึงได้ใช้บริการRange Rover


นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เป้นอีกคนหนึ่งที่ใช้บริการของรถรุ่นนี้ ล่าสุดในการเดินทางไปร่วมเปิดงานถนนคนเดินสีลม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ใช้รถรุ่นนี้ด้วยเหมือนกัน


อาจรวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ทั้งนี้ บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด (ชื่อเดิมบริษัท กัววาอินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย จำกัด) เป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 283/74 อาคารโฮมเพลสออฟฟิศ บิลดิ้ง ชั้น 15 ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ 13) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย


1.บริษัท คลิปเปอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (สัญญาชาติฮ่องกง) 49% 2.นายเควิน รอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ 25.5 % และ 3. นายธอมัส อาร์เตอร์ วิทคร๊าฟท์ 25.5 % รวม 400,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท โดยนายเควินรอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ นายธอมัส อาร์เตอร์ วิทคร๊าฟท์ และนายมาร์ค อิงเกิ้ล วิทคร๊าฟท์ เป็นกรรมการ


นักลงทุนกลุ่มนี้ทำธุรกิจหลายแห่ง อาทิ


บริษัท ทับละมุ รีสอร์ท ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด ร่วมกับ ม.ร.ว. พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ ,บริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด (ส่งออก) ,บริษัท โกลบอล อาร์เมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท แคล ไซด์ (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท เดอะ นิวดอร์ จำกัด ,บริษัท เรือใบไทย จำกัด ,บริษัท สัตหีบ ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด , บริษัท อาร์เอ็ม เอเซีย คอนซัลแตนท์ส จำกัด ,บริษัท นาคา ชิปปิ้ง ไลนส์ จำกัด ,บริษัท นาคา ฟิล์มส จำกัด ,บริษัท เปเปอร์ โพเอ็ทส์ จำกัด ,บริษัท พีเคซีอาร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นต้น


ภายใต้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ไม่รู้คีย์แมนเหล่านี้จะต้องทนใช้ชีวิต (ปลอดภัย?) ใน Range Rover อีกนานเท่าไร?


อนาคตประชาธิปัตย์กับคดียุบพรรครอบสอง

ที่มา มติชน

โดย ศุภณัฐ ศุภชลัสถ์ น.บ. (เกียรตินิยม) จุฬาฯ ผู้ช่วยนักวิจัย สถาบันพระปกเกล้า

แม้รัฐบาลจะผ่านพ้นศึกจากที่สามารถสลายการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดงไปได้โดยนายกฯไม่ต้องยุบสภา และไม่ต้องประกาศลาออกก่อนกาลอันควร แต่ก็เดาไม่ออกว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจะถูกระดมพลกลับเข้ามาเขย่ารัฐบาลที่อาจนำทัพโดยพรรคประชาธิปัตย์ในสมัยนี้หรือสมัยหน้าๆ อีกเมื่อไหร่


แต่ในระยะเวลาอันไม่ใกล้ไม่ไกลจากนี้ พรรคสีฟ้าที่มีตราพระแม่ธรณีบีบมวยผมเป็นสัญลักษณ์แห่งนี้คงจะโล่งได้ไม่นาน เพราะจำต้องเตรียมรับศึกหนักครั้งใหม่ในคดียุบพรรครอบสองไว้ให้ดี เนื่องจาก กกต. ได้ส่งสำนวนคดีของพรรคประชาธิปัตย์ให้อัยการสูงสุดรับลูกต่อ และอัยการสูงสุดได้ส่งสำนวนคดีขาหนึ่งขึ้นไปจ่อไว้บนเขียงของศาลรัฐธรรมนูญแล้ว และดูท่าว่าประชาธิปัตย์ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงศึกนี้ได้เลย แม้จะมีกองทัพสีใดแกร่งแค่ไหนที่จะคอยระวังหลังให้อยู่ก็ตาม


ศึกคดียุบพรรคครั้งนี้แยกออกเป็นสองขา ขาหนึ่งคือการนำทัพให้รอดพ้นจากข้อกล่าวหาที่พรรคประชาธิปัตย์รับเงินบริจาคจากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด(มหาชน) ผ่านทางบริษัท เมซไซอะ บิสิเนสแอนครีเอชั่น จำกัด จำนวน ๒๕๘ ล้านบาท โดยถูกกล่าวหาว่า เจตนาปกปิด ทำนิติกรรมอำพรางว่าเป็นสัญญาว่าจ้างทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ต่างๆ แทน เพื่อมิให้ต้องรายงานจำนวนเงินดังกล่าวต่อ กกต.อันเป็นความผิดตามกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ ซึ่งบังคับใช้อยู่ในขณะนั้น ในมาตรา ๖๖ (๒) ที่กล่าวว่า กระทำการอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยฯ และ “(๓) กระทำการอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐ หรือขัดต่อกฎหมาย หรือความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน” (ที่ดูมีนัยยะกว้างมากจนกล่าวได้ว่า หากกรรมการหรือเจ้าหน้าที่ในพรรคการเมืองใดจับกลุ่มกันในพรรคเล่นไพ่ป๊อกกินตังค์กันขึ้นมา พรรคก็ส่อว่าจะขัดอนุมาตรานี้) และกำหนดให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคได้ทันควัน ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองปัจจุบัน(ปี๒๕๕๐)ยังคงบัญญัติฐานความผิดดังกล่าวไว้ในมาตรา ๙๔ (๓) (๔) และ(๕) ด้วยเช่นกัน โดยสำนวนนี้อยู่ระหว่างอัยการสูงสุดพิจารณาส่งสำนวนสั่งฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ


ส่วนอีกขาหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกกล่าวหาในคดีที่มีโทษยุบพรรคเช่นกันและคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญรับฟ้องเรียบร้อยแล้ว ในกรณีที่ว่า เมื่อพรรคได้เงินสนับสนุนจากกองทุนสนับสนุนพรรคการเมืองที่ กกต. จัดสรรให้แล้ว ซึ่งพรรคจะต้องนำไปใช้จ่ายตามที่กฎหมายบัญญัติ (เช่น การบริหารพรรค สาขา หรือหาสมาชิก ตามม.๕๙ กฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑) แต่ประชาธิปัตย์หาได้ทำไม่


แต่กลับจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงินสนับสนุนพรรคการเมืองอันเป็นเท็จรายงานต่อ กกต. อันเป็นการขัดต่อกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ ซึ่งบังคับใช้อยู่ในขณะนั้นในมาตรา ๖๒ ที่กล่าวว่า “พรรคการเมืองที่ได้รับเงินสนับสนุนต้องใช้จ่ายเงิน สนับสนุนให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในส่วนนี้ และจะต้องจัดทำรายงานการใช้จ่ายเงิน สนับสนุนของพรรคการเมืองในรอบปีปฏิทินให้ถูกต้องตามความเป็นจริง...” และอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคได้ตามมาตรา ๖๕ ที่บัญญัติว่า “พรรคการเมืองย่อมเลิกหรือยุบด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง ดังต่อไปนี้” และใน (๕)ระบุไว้ว่า “ไม่ดำเนินการให้เป็นไปตาม...มาตรา ๖๒”ซึ่งกฎหมายพรรคการเมืองในปัจจุบัน (ปี ๒๕๕๐) ยังคงบัญญัติฐานความผิดไว้ในมาตรา ๘๒ และ ๙๓ ตามลำดับอีกเช่นกัน


อันเป็นที่ประจักษ์ว่าศึกทั้งสองขานี้มีสถานะของพรรคประชาธิปัตย์เป็นเดิมพันแพ้ชนะทั้งสองทาง


แต่หากพิจารณาบทลงโทษในการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ที่จะต้องโดนจากการฝ่าฝืนบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องข้างต้นแล้ว หากท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ยุบพรรคนี้ให้มลายลง ก็คงยังเบาใจได้มากกว่าพรรคอื่นๆในอดีต ไม่ว่าจะเป็นไทยรักไทย พลังประชาชน ชาติไทย หรือมัฌชิมาธิปไตยก็ตาม เพราะหากพิจารณาดูจากตัวบทกฎหมายแล้ว เมื่อเทียบกับครั้งที่มีการวินิจฉัยคดียุบพรรคไทยรักไทย


นอกจากบทบัญญัติในกฎหมายพรรคการเมืองขณะนั้น จะบัญญัติให้การกระทำดังกล่าวอาจถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคตามกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ มาตรา ๖๖ (๓) ตามบทบัญญัติเดียวกันกับกรณียุบพรรคประชาธิปัตย์ขาแรกแล้ว ก็ยังมีประกาศคณะปฏิรูปการปกครอง ฯ ฉบับที่ ๒๗ ข้อ ๓ เน้นไว้อีกว่า“ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ หรือองค์กรอื่นที่ทำหน้าที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองใดเพราะเหตุกระทำตามต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยพรรคการเมืองพุทธศักราช ๒๕๔๑ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนด ๕ ปี นับตั้งแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรค” มัดไว้อีกชั้นหนึ่งให้พรรคที่ถูกยุบตามกฎหมายพรรคการเมืองแล้ว หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยจึงถูกศาลรัฐธรรมนูญเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ๕ ปีอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


ส่วนกรณียุบสามพรรคร่วมรัฐบาล คือ พลังประชาชน ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตยนั้น ก็เป็นที่ประจักษ์เช่นกันว่านอกจากกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ มาตรา ๙๔ (๒) และ (๔) จะบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจยุบพรรคได้แล้ว รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ยังติดดาบประหารอนาคตการเมืองของหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคไว้ในมาตรา ๒๓๗ (มาตราอันเลื่องชื่อที่มีที่มาจากประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ที่ใช้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง บ้านเลขที่ ๑๑๑ เมื่อคราวยุบไทยรักไทย) อีกเช่นกัน ในการมัดให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นๆต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนดเวลา ๕ ปีไปด้วยทันที


แต่ส่วนของคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ กกต.ส่งไปยังอัยการสูงสุดเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ หากดูข้อกฎหมายทั้งหลายทั้งปวงแล้ว ประวัติศาสตร์คงจะไม่ซ้ำรอยตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๗ แบบพรรคการเมืองทั้งสามเป็นแน่ เพราะมาตรา ๒๓๗ มีขอบเขตจำกัดที่จะต้องปรับใช้เฉพาะในความผิดที่เกี่ยวการทุจริตตามกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น

แต่ไม่รวมถึงข้อกล่าวหาทั้งสองข้อที่พรรคสีฟ้าแห่งนี้ถูกร้องซึ่งจะต้องไปว่ากันตามกฎหมายพรรคการเมืองอีกฉบับหนึ่งที่มีบทลงโทษเป็นต่างหากไป


เมื่อพิเคราะห์ตัวบทต่างๆแล้วจึงพบว่า ในกฎหมายพรรคการเมืองทั้งฉบับเก่าในปี ๒๕๔๑ และฉบับปัจจุบันคือปี ๒๕๕๐ นี้ ที่หากศาลรัฐธรรมนูญท่านวินิจฉัยว่าผิดจริงตามข้อกล่าวหาข้อใดซักข้อ ก็คงจะหนีการถูกยุบพรรคไม่พ้นอยู่ดี


แต่การพิจารณาโทษที่พ่วงมากับการยุบพรรคที่ประชาธิปัตย์อาจต้องเผชิญในครานี้ ต้องพิจารณาดูทั้งกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะที่เกิดการกระทำผิดประกอบกับกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ ที่เป็นกฎหมายปัจจุบันควบคู่กันไป เพื่อนำมาเลือกใช้ให้ต้องตามหลักพื้นฐานกฎหมายที่ว่า “ถ้ากฎหมายที่ใช้ในขณะกระทำผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิด ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด”


ถ้าไปดูกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน มาตรา ๙๘ เขียน ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่มีส่วนร่วม รู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำดังกล่าวแล้วมิได้ยับยั้งหรือแก้ไขการกระทำดังกล่าวมีกำหนดเวลา ๕ ปี ไว้ซึ่งจะหมายความว่า เฉพาะผู้ที่รู้เห็นเกี่ยวข้อง ถ้าไม่รู้เห็นเกี่ยวข้องก็รอด คือไม่เหมาเข่งกรรมการบริหารพรรคทั้งกระบิแบบกรณีทุจริตเลือกตั้งครั้งก่อนๆ


แต่ถ้าไปดูกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ มาตรา ๖๙ บัญญัติเพียงว่า “ในกรณีที่พรรคการเมืองต้องยุบไปเพราะไม่ดำเนินการ ตาม...มาตรา ๖๒ หรือกระทำการตามมาตรา ๖๖ ผู้ซึ่งเคยดำรง ตำแหน่งกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ต้องยุบไปจะขอจัดตั้งพรรคการเมืองขึ้นใหม่ หรือเป็นกรรมการบริหารของพรรคการเมือง หรือมีส่วนร่วมในการขอจัดตั้งพรรค การเมืองขึ้นใหม่ตามมาตรา ๘ อีกไม่ได้ ทั้งนี้ ภายในกำหนดห้าปี...” ซึ่งดูจะเป็นคุณแก่หัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคมากกว่าเพราะเพียงมิให้สิทธิจัดตั้งพรรคใหม่แต่ไม่ได้ประหารสิทธิเลือกตั้งซึ่งถือเป็นแก่นสารัตถะของความเป็นนักการเมืองไป


แต่ถ้าดูสภาวะแห่งกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ พิเคราะห์พร้อมไปกับประวัติการณ์ของคดียุบพรรคในอดีตแล้ว ก็จะลืม ประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ ไปไม่ได้ เพราะกำหนดไว้ว่าจะต้องใช้ประกอบกับโทษยุบพรรคในกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ โดยไม่มีข้อยกเว้น ซึ่งหมายความว่า หากใช้กฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ ซึ่งถือเป็นกฎหมายที่มีอยู่ในขณะกระทำความผิด หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคจะต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๕ ปีแบบยกเข่งเฉกเช่นที่เคยเกิดขึ้นกับพรรคไทยรักไทย


จึงอาจสรุปในส่วนของผลทางกฎหมายได้ว่า ในกรณีร้ายแรงที่สุดหากพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบขึ้นมาจริงๆ ผลทางกฎหมายที่พ่วงตามมาศาลก็คงต้องนำกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ มาใช้เสียมากกว่า เพราะผู้ที่เป็นหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคเฉพาะที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเท่านั้นที่จะถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง แต่ในกฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๔๑ ที่พ่วงประกาศ คปค. ฉบับที่ ๒๗ มาด้วยนั้นเหมารวมยกเข่งหัวหน้าและกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดโดยไม่ยกเว้นผู้ใด


กฎหมายพรรคการเมืองปี ๒๕๕๐ ในมาตรา ๙๘ จึงดูเป็นคุณเสียมากกว่าในท้ายที่สุดที่จะต้องนำมาใช้กันกรณีนี้


กระนั้นก็ตาม เมื่อดูจากทั้งรัฐธรรมนูญ และกฎหมายทั้งปวงแล้ว แม้การยุบพรรคที่อาจเกิดขึ้นนี้จะมีผลเพียงเฉพาะตัวพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่จะมลายไป โดยกรรมการบริหารพรรคไม่จำจะต้องติดร่างแหถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปด้วยทั้งหมด ดั่งเช่นกรณียุบพรรคอื่นๆที่เคยเกิดมาก่อนเพราะการทุจริตเลือกตั้ง เพราะ กฎหมายยังเปิดโอกาสให้กรรมการบริหารพรรคพิสูจน์หักล้างได้ และจะมีผลเป็นการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสำหรับคนที่มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องในการกระทำความผิดเท่านั้น ซึ่งถ้าดูกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดในขณะนั้นมีอยู่ ๔๙ คน โดยมีนายบัญญัติ บรรทัดฐานเป็นหัวหน้าพรรค นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นรองหัวหน้าพรรค รวมทั้งรัฐมนตรีหลายคนใน ครม.ชุดปัจจุบันซึ่งเป็นคีย์แมนสำคัญ ๆ


คนเหล่านี้จึงมีภาวะเสี่ยงต่อการติดร่างแหถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งไปด้วย หากพิสูจน์ความบริสุทธิ์หักล้างกันในชั้นศาลไม่ขาดเพียงพอ


แต่ลำพังความเป็นพรรคเก่าแก่และมีประวัติอันยาวนานทางการเมืองที่สุดในประเทศ ก็หนักหนาสาหัสเพียงพอที่จะทำให้ศึกครั้งนี้ขุนพลทางกฎหมายในพรรคประชาธิปัตย์ที่นำทัพโดยอดีตนายกฯ ชวน หลีกภัย ต้องต่อสู้อย่างหนักไม่แพ้ครั้งใด

เพื่อพยายามธำรงไว้ซึ่งความเป็นตำนานแห่งพรรคการเมืองไทยของพรรคสีฟ้าที่มีตราพระแม่ธรณีบีบมวยผมเป็นสัญลักษณ์แห่งนี้ให้อยู่รอดต่อไป และท่าจะให้แพ้ไม่ได้เลย


ความจริงจากปากชาวบ้านตกเป็นเหยื่อกระสุนบอกถูก"ทหารยิง"

ที่มา มติชน


นายกิตติชัย แข็งขัน

นายภัสพล ไชยพงษ์

นายเสกสิทธิ์ ช้างทอง




โดย ชฎา ไอยคุปต์

ชาวบ้าน 3 คนที่ถูกลูกหลงในเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ-ทหารส่งกำลังเข้ากระชับพื้นที่การชุมนุมของจากกลุ่มคนเสื้อแดงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 บอกเล่านาทีถูกกระสุนพุ่งเข้าใส่จนต้องหามส่งโรงพยาบาล 1 รายสูญเสียตามองไม่เห็นทั้งสองข้างกระสุนยังคาอยู่ใต้ตา

อีกรายหนึ่งรอดมาจากกระสุนถล่มยิงวัดปทุมวนารามฯเล่านาทีหลบอยู่ใต้ท้องรถกระสุนเข้าที่หลังและมือ

และรายสุดท้ายรอดชีวิตมาได้หวุดหวิดจากกระสุนที่ทะลุกะโหลกคนข้างๆมาปักที่ต้นคอเฉียดเส้นเลือด


ที่ชั้น 9 โรงพยาบาลกลางในห้องพักผู้ป่วยชายมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์กระชับพื้นที่เข้ารักษาตัว 4 ราย ชายวัย 40 ปี นายกิตติชัย แข็งขัน ชาวขอนแก่นถูกเข็นไปล้างแผลตั้งแต่บ่ายโมงกลับมาอีกทีตอนบ่าย 4 โมง ด้วยสภาพอิดโรยบอกกับผู้สื่อข่าวว่าเหนื่อยหน้ามืดคุยไม่ไหวแต่ยังแข็งใจตอบคำถาม


"ผมพูดในสิ่งที่ตัวเองประสบมาเห็นมากับตาถ้าไม่เห็นแบบนี้ก็พูดไม่ได้" คำตอบจากนายนายกิตติชัย ในฐานะชาวบ้านคนหนึ่งไม่ใช่ผู้มาร่วมชุมนุมแต่มาทำงานในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.)ช่วยหลานเดินสายไฟฟ้าใน สตช. แต่จะแวะเวียนไปร่วมกินข้าวกับผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงชาวขอนแก่นในฐานะคนบ้านเดียวกันไม่คิดว่าจะถูกยิงปางตายเช่นนี้


นายกิตติชัย นอนซมอยู่บนเตียงคนป่วยโดยมีผ้าพันแผลติดอยู่ที่ด้านหลังเหนือเอวขึ้นมาและบริเวณมือขวา มีสายน้ำเกลือโยงไปที่แขน นอนหายใจเหนื่อยหอบอยู่บนเตียงท่าทางอิดโรยนอนหงายไม่ได้ เล่าถึงนาทีที่ถูกยิงบาดเจ็บว่า ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 1 ทุ่ม หลังจากที่ผมออกมาจาก สตช.เพื่อไปหาผู้ชุมนุมชาวขอนแก่นตามปกติเพราะคิดว่าแกนนำได้มอบตัวหมดแล้ว จึงคิดว่าเหตุการณ์น่าจะสงบแล้ว แต่พอไปถึงถูกไล่มาเรื่อยๆจากแยกศาลาแดงมาจนถึงแยกราชประสงค์ การ์ดเสื้อแดงบอกให้วิ่งเข้าไปหลบในวัดจะปลอดภัยที่สุดผู้คนแตกกระจายวิ่งหลบเข้าไปในวัดปทุมฯบ้าง สตช.บ้าง


"ผมมาจากทางศาลาแดงมาเป็นกลุ่มสุดท้ายพอดีกับเวทีสลายหมดแล้ว การ์ดก็ให้วิ่งเข้าไปในวัด พอไปถึงผมก็พักผ่อนนอนเล่นกันอยู่ตั้งนานถึงได้ยินเสียงปืนดังมาอีก จึงเข้าไปหลบใต้ท้องรถ ตอนนั้นเป็นเวลาเกือบ 1 ทุ่ม เขายืนอยู่บนทางรถไฟฟ้ายิงเข้ามาในวัดต่างคนต่างหลบกัน ผมโดนยิงข้างหลังกับมือ พวกเราไปหลบอยู่ใต้ท้องรถ 5-6 คน


ตอนที่ผมโดนยิงทหารก็ให้ออกมาจากใต้ท้องรถ เขายิงมาจากบนสะพานรถไฟฟ้า ผงกหัวขึ้นไม่ได้เลย พอโดนลูกปืน มันร้องให้ออกมา แต่ไม่มีใครออกไป พอผมโดนยิง ผมบอกว่ายอมแล้วๆมันก็ยิงใส่มืออีก มันโกหกบอกให้ออกมายิง แต่ผมไม่ไหวแล้วเลือดออกเยอะ พอออกมามันบอกให้ผมถอดเสื้อออกแล้วยกมือขึ้น แล้ววิ่งไป ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลทำแผลให้ ผมยืนหันหน้าเห็นทหารเขาเล็งมาใส่ผม แต่ตอนนั้นเขาไม่ยิงใส่แล้ว เพราะเห็นว่าผมถูกยิง บอกให้ถอดเสื้อ ยกมือขึ้น ผมก็ยกมือขึ้นสองข้างแล้วก็วิ่งไปเลย" นายกิตติชัยกล่าวและยืนยันอีกครั้งว่า


"ผมเห็นเขายิง ผมยืนยันไม่มีใครหรอกนอกจากทหารใส่ชุดพรางใส่หมวก เขาก็ตะโกนให้ผมออก ผมก็ตะโกนออกแล้วครับ ผมก็บอกยอมแล้วครับเห็นยืนเล็งใส่ผมอยู่ ถ้ามันยิงตอนผมถอดเสื้อคงตายแล้ว แต่มันก็บอกให้ผมวิ่ง ผมก็วิ่งไปหาพยาบาลไปอ่อนแรงตรงนั้น พอทำแผลใกล้เสร็จห้ามเลือดเขาก็ยิงมาใส่หลายนัด โดนฝรั่งที่กำลังถ่ายรูปผมอยู่ จากนั้นผมก็สลบไปเลย"


นายกิตติชัย กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า "ผมนอนเจ็บอยู่หลายชั่วโมงทหารไม่ให้ออกมา ไม่ให้รถพยาบาลเข้าไปเอาออกมาด้วย ผมสลบอยู่หลายรอบเพราะเสียเลือดมากกว่าจะมาถึงโรงพยาบาล 5 ทุ่มแล้วถูกยิงตั้งแต่ 6 โมงเย็น พยาบาลที่ไปนำตัวผมออกมาจากในวัดต้องหามออกมาใส่รถด้านนอกเพราะไม่ให้เอารถเข้าไปรับ"

นายกิตติชัย กล่าวอีกว่า เพื่อนที่หมอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันมาเยี่ยมบอกว่า มีคนที่แอบอยู่ใต้ท้องรถด้วยกันถูกยิงเสียชีวิต และยิงมาจากสะพานรถไฟฟ้า มีคนไม่น้อยๆไปหลบในวัดประมาณ 4-5 พันคน บางคนวิ่งไปที่โรงพยาบาลตำรวจบางคนวิ่งเข้าไปหลบในวัดก็นึกว่ารอดแล้วแต่ก็ยังโดนจนได้ในวัดที่คิดว่าปลอดภัยที่สุดแล้ว


"เสียใจกับผู้ชุมนุมเหมือนกันคงจะเจ็บเหมือนกัน ขนาดผมโดนแค่นี้ยังเจ็บ คนที่ไม่ไหวเขาคงโดนหนักกว่าผม สลบในวัด 2-3 รอบกว่าจะมาถึงนี่" นายกิตติชัยกล่าว


ทางด้านนายเสกสิทธิ์ ช้างทอง อายุ 28 ปี มีอาชีพขับรถจักรยานยนต์รับจ้างประจำอยู่แถวโพผธิ์สามต้นมีคนจ้างให้มาส่งที่พรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 19 พ.ค. เวลาประมาณ 10.00 น. ถูกกระสุนปืนยิงเข้าที่ใต้ตาซ้ายทะลุตาขวาตัดเส้นประสาททำให้ตาบอดทั้งสองข้างเล่านาทีก่อนทุกอย่างรอบกายจะมืดสนิทว่า


"เสียงปืนดังไม่หยุด ยิงมาเป็นชุดๆ ต้นไม้ กิ่งไหม้ข้างถนนปลิว กิ่งไม้ร่วง เห็นว่ายิงมาจากทางยกระดับจากข้างบน แค่นั้นก็กลัวแล้ว นั่งอยู่กับที่ จังหวะนั้นก็หันซ้ายหันขวาหาทางหนี แต่ก็ไม่ทันกระสุนกระแทกเข้าตา พยายามลืมตาอีกข้างแต่ลืมไม่ได้ หลังจากนั้นก็ลืมไม่ได้อีกเลย ลืมได้ก็มองไม่เห็น จึงยกมือบอกให้ช่วยและนำมาส่งที่โรงพยาบาล"


นายเสกสิทธิ์ กล่าวถึงเหตุการณ์วันนั้นทีไรยังผวาจนถึงทุกวันนี้ว่า เสียงปืนสนั่นรอบด้านเป็นอะไรที่ผวาได้ทุกวันนี้ ได้ยินเสียงของหล่นตอนกลางคืนนอนหลับอยู่ลุกขึ้นมานั่งได้ง่ายๆ 1-2 วันแรกเป็นแบบนั้นแต่ตอนนี้ดีขึ้น


"จังหวะที่ประชาชนขนยางมาทำเป็นบังเกอร์ทหารจึงเริ่มยิงสนั่นหวั่นไหว เป็นภาพที่ติดตาจนถึงตอนนี้" นายเสกสิทธิ์ย้ำอีกครั้ง


"หมอบอกว่า โดนยิงที่ตาข้างซ้ายไปตุงที่ตาข้างขวา ทำลายเส้นประสาทตาทั้งสองข้างมองไม่เห็น" นายเสกสิทธิ์บอกเล่าอย่างสิ้นหวังก่อนจะเล่าต่อถึงสาเหตุที่ต้องสูญเสียดวงตา


"ตรงนั้นมีคนมามุงเยอะ ผมก็จอดดูแล้วก็มีเสียงปืนดังเป็นชุดๆ แล้วก็มาเข้าที่หน้าผม 1 นัด ดังมาจากทางฝั่งทหารเพราะตอนที่ผมส่งลูกค้าก็เข้าไปข้างในพื้นที่ชุมนุมไม่ได้ คนก็มาออกันอยู่ตรงนั้นเผชิญหน้ากับทหารมีประชาชนมาเยอะเต็มสองฝั่งเหมือนปิดถนน มีประชาชนโห่ไล่ทหาร มีคนกลุ่มหนึ่งเอายางมากั้นทำเป็นบังเกอร์ จากนั้นทหารยิงปืนขึ้นฟ้าไปตกตรงไหนไม่รู้แต่มาตกใส่ตาผมนัดหนึ่งกระสุนมาจากทางทหาร" นายเสกสิทธิ์กล่าวยืนยันวิถีกระสุนที่พุ่งเข้ามาทำลายประสาทตา

แม้นายเสกสิทธิ์ ต้องสูญเสียดวงตาทั้งสองข้างไปเขายังหวังจะกลับมามองเห็นอีกครั้งเพื่อทำมาหากินเลี้ยงลูกและเมียได้ตามเดิม เพราะเขาคือหัวหน้าครอบครัวที่ขับรถรับจ้างเพื่อแลกเงิน แต่ตอนนี้ทำไม่ได้แล้วเขายังคงเป็นห่วงลูกชายที่เพิ่งจะเข้าเรียนชั้น ป.1 และบ้านที่ผ่อนไปได้แค่เดือนแรก แล้วลูกกับเมียจะทำอย่างไรต่อไปหากเขาต้องมาสูญเสียดวงตาไป


"ผมก็มั่นใจว่าผมจะมองเห็นอีกครั้งลูกเมียผมกำลังรออยู่ ขอให้ผมหายเหมือนเดิม ขอให้ไปหาเงินผ่อนบ้านเลี้ยงลูกเหมือนเดิม ถ้าผมไม่หายขอให้ลูกเมียผมได้อยู่อย่างที่ผมหวังไว้เท่านั้นเอง" เสียงความหวังปนกับคำร้องขอจากนายเสกสิทธิ์ที่เขาเองก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ไปดีกว่าการให้กำลังใจตนเอง แม้หมอจะบอกว่ามีโอกาสน้อยมากที่จะมองเห็นหากผ่าก็อันตรายเสี่ยงที่จะติดเชื้อและน็อคไปเลย ทางที่ดีที่สุดคือปล่อยไว้อย่างนี้ดีกว่า

ความช่วยเหลือที่เป็นความหวังเดียวจากชายตาบอดผู้นี้คือหวังจะเข้าไปขอความช่วยเหลือจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติหลังจากที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วอย่างน้อยก็ช่วยให้ลูกชายได้เรียนต่อและภรรยาของเขาได้มีที่พักอาศัย ส่วนตัวเขาเองก็ก้มหน้ารับอยู่ในโลกมืดต่อไป


"ที่ไปไม่คิดว่าจะเจอกับตัววเอง ไม่ได้ตั้งใจจะโดนกับตัวเอง แต่จะไปหาเงินมาเลี้ยงครอบครัว แต่ชะตากรรมมันเลี่ยงไม่ได้ "


นายภัสพล ไชยพงษ์ อายุ 40 ปี พ่อค้าใส่เสื้อสีดำเข้าไปขายของในพื้นที่ชุมนุมกลายเป็นอาสาสมัครขับรถมอเตอร์ไซต์เปิดทางส่งคนเจ็บไปรักษาพยาบาลเล่านาทีรอดชีวิตหวิดหวิดจากกระสุนปืนไม่ทราบทิศทางพุ่งมาเจาะกะโหลกคนข้างๆล้มทับกระสุนทะลุเข้าที่ต้นคอของเขาและกระสุนนัดนั้นต้องอยู่กับเขาไปตลอดชีวิตเพราะแพทย์ไม่แนะนำให้ผ่าออกเนื่องจากมันเฉียดกับเส้นเลือดดำไปนิดเดียว


"ผมขับมอไซต์เอาของไปเก็บไม่ได้ขายของวันนั้นไปเก็บที่สยาม แล้วจังหวะนั้นมีคนโดนยิงมูลนิธิขออาสาให้ผมขับรถเปิดทางขับไปช่วยคนเจ็บได้ 3 เที่ยว กำลังยืนคุยกันอยู่สักพักมีเสียงเปรียะดังขึ้น ผู้ชายคนหนึ่งโดนยิงหัวทะลุท้ายทอยมาล้มทับผมกระสุนทะลุมาเจาะคอผมต่อไม่ทราบว่าใครยิงเห็นหทารกับรถถังอยู่ลิบๆ ที่เข้ามาทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ตอนนั้นได้ยินแต่เสียงกระสุนมากระทบหนังเรา ชาไปหมด พอคลำดูมีเลือดไหลออกมาจึงรู้ว่าถูกยิง"



พท.กลัวเล่ห์ปชป.ขอดูหลักฐาน ปัดส่งกก.3ฝ่าย ทำนาย4รมต.ไม่ถูกปรับพ้นเก้าอี้หลังเสร็จศึก

ที่มา มติชน


พท.กลัวเล่ห์ปชป.ขอดูหลักฐาน


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ส.ส.แพร่ พรรค พท.หนึ่งในคณะกรรมการ 3 ฝ่ายกล่าวว่า ถ้าไม่กำหนดกติกาให้ชัดก่อนว่าหลักเกณฑ์ในการพิจารณาอย่างไร วัตถุแบบไหนที่สามารถนำไปแสดงในสภาได้บ้าง ฝ่ายค้านก็จะยังไม่ส่งหลักฐานทั้งหมดให้คณะกรรมการ 3 ฝ่ายพิจารณา เพราะจะตกเป็นเหยื่อให้พรรคประชาธิปัตย์เล่นเล่ห์ขอดูหลักฐานของฝ่ายค้าน เพื่อไปเตรียมหลักฐานมาตอบโต้ ส่วนตัวเห็นว่าหากเป็นคลิปจริงที่ไม่มีการตัดต่อ และไม่มีเนื้อหาก้าวล่วงสถาบันพระมหากษัตริย์ก็น่าจะยอมให้เปิดในสภาได้แล้ว


นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษก พท.แถลงว่า รัฐบาลได้สกัดกั้นการนำเสนอข้อมูลของพรรคฝ่ายค้าน เนื่องจากได้รับแรงกดดันจากกองทัพห้ามมีการเปิดคลิปการใช้กำลังปราบปรามประชาชน จึงเป็นที่มาของการตั้งคณะกรรมการ 3 ฝ่าย เพื่อตรวจสอบคลิปและภาพถ่ายรวมถึงหลักฐานที่จะเสนอเข้าสู่การอภิปราย กรณีดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสมขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ และแทรกแซงการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน หากปล่อยให้มีการกระทำดังกล่าวเกิดขึ้น ก็เท่ากับรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารได้ยึดอำนาจของสภาผู้แทนราษฎรไปเรียบร้อยแล้ว เพราะสามารถที่จะตรวจสอบเซ็นเซอร์การปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติได้ ซึ่งขัดกับหลักการทำหน้าที่ของผู้แทนราษฎร ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา 122 ที่บัญญัติให้ผู้แทนราษฎรเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย การปฏิบัติหน้าที่ต้องไม่อยู่ในความครอบงำหรือความผูกมัดแห่งอาณัติมอบหมายใด ๆ


ทำนาย4รมต.ไม่ถูกปรับตกเก้าอี้


นายพร้อมพงศ์กล่าวกรณีนายเทพไทระบุ พท.แตกเป็น 4 ก๊ก ว่า พท.ไม่มีแตกกัน เมื่อเป็นฝ่ายค้านยิ่งต้องรักกัน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ ส.ส.สัดส่วน นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปฝ่ายค้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สองก็รักกัน อีกทั้ง พ.อ.อภิวันท์ก็เสนอชื่อ ร.ต.อ.เฉลิมเป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไปแนบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งนายวิทยาก็สนับสนุน และนายมิ่งขวัญก็ไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ดังนั้น พรรคยังรักกันยังทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล ที่นายมิ่งขวัญไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแม่ทัพในการอภิปรายประเด็นเศรษฐกิจในครั้งนี้ ก็เพราะว่านายมิ่งขวัญจะคอยทำหน้าที่สนับสนุนเนื้อหาและช่วยติวให้ผู้อภิปรายเท่านั้น


"ผมขอฟันธงว่าหลังจากเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีที่จะไม่ถูกปรับออกมีดังนี้ 1.นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 2.นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี 3.นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4.พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพราะ พล.อ.ประวิตร แน่นปึ๊กกับผู้นำรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลอย่ามาปล่อยข่าวแย่งพื้นที่เพื่อกลบเกลื่อนผู้เสียชีวิต 88 ราย" นายพร้อมพงศ์กล่าว


เน้นซักฟอกสลายชุมนุม-ทุจริต


นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส.เชียงใหม่ พท. กล่าวว่า ในเวลา 11.00 น. วันที่ 30 พฤษภาคม นายวิทยา บุรณศิริ ประธานคณะกรรมการประสานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (ประธานวิปฝ่ายค้าน) ได้มอบหมายให้ตนและนายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พท.ไปหารือกับวิปรัฐบาล เพื่อจัดสรรเวลาในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ทั้งนี้ รัฐบาลควรให้เวลาฝ่ายค้านในการอภิปรายอย่างเต็มที่ ซึ่งฝ่ายค้านหวังว่าจะได้ใช้เวลาในการอภิปราย 26 ชั่วโมงของ 2 วัน แบ่งเป็นวันละ 13 ชั่วโมง และให้รัฐบาลชี้แจงอีก 6 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม เกรงว่ารัฐมนตรีบางคนจะให้ ส.ส. 2 คนช่วยกันอภิปรายและลุกขึ้นประท้วงการอภิปรายของฝ่ายค้าน


"มีการแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ กรณีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดง ที่นำโดยนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน และแกนนำ นปช. และ 2.กลุ่มอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีบริหารงานล้มเหลว การทุจริต นำโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย รวม ส.ส.ที่จะขึ้นอภิปรายไม่เกิน 15 คน โดยนายวิทยาจะเป็นผู้อภิปรายเปิดในวันที่ 31 พฤษภาคม ส่วนนายจตุพรจะเป็นผู้กล่าวสรุปประเด็นการสลายการชุมนุม โดยการอภิปรายครั้งนี้จะเน้นเหตุการณ์การสลายชุมนุมเป็นหลัก ขณะที่ ร.ต.อ.เฉลิมจะสรุปประเด็นทั้งหมดในภาพรวมเรื่องการทุจริตของรัฐบาลในวันที่ 1 มิถุนายน" นายสุรพงษ์กล่าว


ดักคอลิ่วล้อปล่อยตัวจริงแจงดีกว่า


นายสุรพงษ์กล่าวว่า กลุ่มที่ 2 จะมีการซักซ้อมให้ ส.ส.ที่จะอภิปรายนำเสนอข้อมูลเหมือนอภิปรายจริงวันที่ 30 พฤษภาคม ในเวลา 13.00 น. เพื่อพิจารณาว่าต้องปรับปรุงข้อมูลอะไรเพิ่มเติมบ้าง อีกทั้งข้อสอบอาจรั่วไปถึงรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายได้ เพราะทราบว่า นายชวรัตน์มีติวเตอร์ค่อยบอกข้อสอบให้ตลอด และในเวลา 14.00 น. พรรคได้เรียกประชุม ส.ส.นัดพิเศษด้วย เพื่อกำชับให้ทุกคนเข้าร่วมประชุมสภา เพื่ออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล


"ขอให้ฝ่ายรัฐบาล โดยเฉพาะ ส.ส.ที่รับจ๊อบปกป้องเจ้านายชอบประท้วงที่ไม่มีเหตุผลขอให้หยุด แล้วเปิดโอกาสให้รัฐมนตรีที่ถูกกล่าวหาชี้แจงดีกว่า เช่น กล่าวหาว่านายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี สั่งฆ่าประชาชน เป็นทรราช อำมหิต ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะลุกขึ้นประท้วงไม่ได้ ต้องให้นายกฯชี้แจงเหตุผลเองว่าไม่ได้เป็นไปตามที่กล่าวหา หรือกรณีที่ฝ่ายค้านจะนำข้อมูลอีกด้านที่เป็นคลิปที่อาจแตกต่างจากข้อมูลของรัฐบาลนำเสนอผ่านสื่อ ขออย่าให้ลิ่วล้อประท้วง ให้นายกฯและนายสุเทพชี้แจงดีกว่า ให้หักล้างด้วยเหตุด้วยผล" นายสุรพงษ์กล่าว


นายสุรพงษ์กล่าวว่า คาดว่าหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจคงไม่มีการพลิกขั้ว พรรคร่วมยังกอดคอบริหารประเทศต่อไป รัฐบาลเสียงไม่แตก และรัฐมนตรีที่ถูกซักฟอกจะได้คะแนนเสียงไว้วางใจเท่ากันหมดอย่างแน่นอน สังเกตได้จากการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ที่กระจายงบฯให้กระทรวงที่พรรคร่วมรับผิดชอบ ดูทุกพรรคมีความสุข แต่ต้องดูว่าประชาชนจะรับได้หรือไม่ที่จะชี้ขาดตัดสินในวันเลือกตั้งใหญ่ ฝ่ายค้านหวังแค่นี้

"มาร์ค"พับเลือกตั้ง เลิกเคอร์ฟิว

ที่มา ข่าวสด


สังคมการเมือง



....ชัดเจนจากปาก นายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คงไม่สามารถจัดการเลือกตั้งได้ในปีนี้ เพราะต้องรอให้สถานการณ์บ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ มีกฎ กติกาการเลือกตั้ง ที่ทุกฝ่ายยอมรับก่อน

แล้วมันจะปกติมั้ยล่ะทั่น

....อีกเรื่องที่มีความชัดเจน นายกฯ ระบุยกเลิกเคอร์ฟิวใน 24 จังหวัด รวมกรุงเทพฯ แต่ยังคงพ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ เป็นไปตามเหตุผลที่หน่วยงานความมั่นคงเสนอมา ส่วนมท.1 ชวรัตน์ ชาญวีรกูล ยังเป็นห่วงพื้นที่ขอนแก่น

ผู้ว่าฯใหม่ จัดการด่วน

....สื่อต่างประเทศตั้งคำถาม จะลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายกฯ อภิสิทธิ์ ตอบว่า หากภายหลังการสืบสวน หรือมีหลักฐานบ่งชี้ว่าตัวเองมีความผิด ก็พร้อมจะยืดอกรับผิดชอบ

สัญญาว่าจะไม่เดินหลังค่อม

....ธาริต เพ็งดิษฐ์ เผยเตรียมขออนุมัติหมายจับผู้ต้องหาคดีก่อการร้ายเพิ่มเติมอีกกว่า 20 ราย ตอนนี้รอขั้นตอนนำเข้าที่ประชุมเพื่อให้พนักงานอัยการเห็นชอบก่อนนำไปขออนุมัติต่อศาล ข่าวว่า 1 ในนั้นมีชื่อ การุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย รวมอยู่ด้วย

ออกข่าวก่อนเดี๋ยวแกก็หนีตามพี่กี้ร์ ไปหรอก

....การอภิปรายไม่ไว้วางใจเริ่มวันนี้ วันแรก ข่าวกระฉอกจากพรรคประชาธิปัตย์ คัดเลือกส.ส.ฝีปากดี 10 คน ทำหน้าที่ประท้วงการอภิปรายของฝ่ายค้าน จับผิดเรื่องผิดข้อบังคับ และคอยขัดจังหวะหากมีการอภิปรายนอกประเด็น หรือหลอกด่า

จะแตกอย่างที่เพ่เหลิมแกว่ามั้ย

.... นายกฯอภิสิทธิ์ ท้าให้ถอนสัญชาติไทย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทวีตโต้ยาวเหยียด "ผมเกิดเมืองไทย ผมรักแผ่นดินเกิด ผมจะให้ถอนได้อย่างไร ตัวคุณน่าจะถอนมากกว่าเพราะคุณเกิดอังกฤษ... เพื่อจะจับหนูตัวเดียวเผาทั้งบ้านฆ่าทั้งคนคุ้มหรือ?"

คุณหนูก็ช่างขยันแหย่ทั่นแมว จังเลย

....นพดล ปัทมะ บอกรธน.ให้ความคุ้มครองความเป็นคนไทย จะถูกเนรเทศออกจากประเทศไม่ได้ และไม่มีกฎหมายไหนให้ถอนสัญชาติได้ เทพไท เสนพงศ์ เห็นต่างบอกกางพ.ร.บ.สัญชาติ ปี 2508 มาตรา 22 คนที่มีสัญชาติไทยแต่แปลงเป็นสัญชาติอื่น สลับสัญชาติ ถูกเพิกถอนสัญชาติ จะถือสัญชาติไทยต่อไปมิได้

โปรดใช้วิจารณญาณ

....สุวัจน์ ลิปตพัลลภ ระบุหากรัฐบาลต้องปรับครม. เพื่อความกระฉับกระเฉงก็คงต้องพิจารณา แต่ น.พ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรครวมชาติพัฒนา ระบุที่ผ่านมา รัฐมนตรีของพรรคทำงานไม่มีปัญหา จึงไม่ต้องเปลี่ยนแปลงอะไร

ไม่ได้นัดกันก่อน ชัวร์

วิกฤตซึมลึก "มาร์ค"ลากยาว

ที่มา ข่าวสด



บรรยากาศประเทศไทยหลังสลายม็อบ 19 พฤษภาคม เน้นไปที่การเยียวยาผู้เสียหายจากเหตุการณ์

ฟื้นฟูสภาพของกรุงเทพฯ และจังหวัดที่ถูกเผาศาลากลางและสถานที่ราชการ

ดำเนินคดีกับแกนนำเสื้อแดงหลายระดับ

เป็นการเยียวยาและฟื้นฟูในเรื่องของทรัพย์สิน อาคารสถานที่ ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้งบประมาณมหาศาล ทั้งภาครัฐและเอกชน

และใช้เวลาอีกนับเดือนนับปี กว่าจะกลับเข้าสู่ปกติ

แต่ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงกันมากนัก ก็คือการเยียวยาและฟื้นฟูในทางการเมือง

การชุมนุมของแนวร่วมประชาธิป ไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.ที่ยุติลงด้วยการสลายม็อบและเผาเมืองเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ส่งผลเสียหายทางใจยิ่งใหญ่ไม่น้อยไปกว่าความเสียหายทางทรัพย์สิน

ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจระหว่างพี่น้องร่วมชาติถูกลดทอนลงไป ความคิดเห็นที่แตกต่างขยายกลายเป็นความรู้สึกเป็นปฏิปักษ์

เพิ่มความรู้สึกเหลื่อมล้ำต่ำสูงระหว่างคนต่างฐานะ และระหว่างคนเมืองกับชนบท

ทั้งหมดเป็นโจทย์ที่ยากยิ่งสำหรับรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แม้นายกฯ อภิสิทธิ์ได้ประกาศว่า จะเดินหน้าแผนปรองดอง เพื่อแก้ไขความขัดแย้งแตกแยก

เตรียมตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานกันหลายชุดอย่างใหญ่โต

แต่ก็ยังไม่มีใครมั่นใจว่ารัฐบาลจะแก้โจทย์นี้ได้สำเร็จ

เพราะโจทย์การเมืองระดับนี้ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการพูดการอภิปราย

แต่จะต้องแก้ด้วยการลงมืออย่างจริง จัง ลดละอคติ ผลประโยชน์ทางการเมือง

และมีจิตใจที่เปิดกว้างอย่างแท้จริง

**********

สิ่งหนึ่งที่จะนำไปสู่การปรองดอง ลดรอยร้าวของคนในชาติได้ ก็คือการสอบสวนข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการชุมนุมของนปช.

ประเด็นปริศนาทั้งหลาย จะต้องตีแผ่ออกมาอย่างเสมอภาคและตรงไปตรงมา

หากพบว่ามีการกระทำผิด มีการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้อง ต้องดำเนินคดีตามกฎหมายตามแนวของ "นิติรัฐ" ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ประกาศแนว ทางไว้

ใครคือ "กองกำลังไม่ทราบฝ่าย" ที่ยิงเอ็ม 79 สังหารเจ้าหน้าที่รัฐ หน่วยซุ่มยิงที่สังหารผู้ชุม นุมนปช., มือมืดที่สังหารชาวสีลม, มือสังหารที่ยิงทหารกองพล 9 ที่ดอนเมือง

หน่วยซุ่มยิงที่สังหาร พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล, กองกำลังที่ยิงเอ็ม 79 และขว้าง ระเบิดใส่ทหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม และใครคือผู้สังหารนปช. 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม

รวมถึงมือเผาห้างเซ็นทรัลเวิลด์ โรงภาพยนตร์สยาม ห้างเซ็นเตอร์วัน และสถานที่อื่นๆ ฯลฯ

จะไม่มีประโยชน์อะไรเลย และจะเป็น ผลเสียต่อรัฐบาลด้วยซ้ำ หากรัฐบาลตั้งกรรม การสอบสวน แต่ผลออกมาไม่มีความน่า เชื่อถือ

เพราะไม่ได้กระทำอย่างตรงไปตรงมาหรืออาจใช้วิธีการ 2 มาตรฐาน

เหมือนกับที่รัฐบาลใช้ข้อหาก่อการร้ายเล่น งานผู้ชุมนุมนปช. เร่งรัดคดีให้คืบหน้าได้อย่างรวดเร็ว

แต่กลับเตะถ่วงคดียึดสนามบินสุวรรณ ภูมิอย่างน่าเกลียด

ปัญหาคือ รัฐบาลมีความพร้อมที่จะให้มีการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างอิสระและตรงไปตรงมาหรือไม่

เพราะเพียงแค่สื่อนำเสนอข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็ยังโดนข่มขู่คุกคามเสียแล้ว

หรือว่ารัฐบาลต้องการใช้กรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง มาฟอกตัวเองให้สะอาดบริสุทธิ์ผุดผ่องเท่านั้นเอง

เพื่อจะได้ลากยาว อยู่ในอำนาจต่อไป

******

ในแวดวงพรรครัฐบาล ทราบกันทั่วไปแล้วว่า พรรคแกนนำจะ "ลากยาว" ต่อไป

เฉพาะหน้าจะต้องผลักดันร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2554 ให้ ผ่านไปให้ได้ และขณะนี้ผ่านวาระ 1 ขั้นรับหลักการไปแล้ว อีกเรื่องคือการโยกย้ายข้าราชการ

แต่ประเมินได้ว่า เส้นทางของการลากยาวจะไม่ราบรื่นอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะหากรัฐบาลยังไม่วางตัวเป็น "คนกลาง" ในความขัดแย้ง แต่ลงไปเป็นคู่ขัดแย้ง เสียเอง

การเยียวยา การฟื้นฟูที่ดำเนินการขณะนี้ ยังมีเสียงวิจารณ์ว่า มีการเลือกปฏิบัติ เลือกเยียวยา

วิกฤตทางการเมืองของประเทศไทยขณะนี้ เกิดจากความผิดพลาดหลายประการ

เริ่มจากการบริหารแบบเหลิงอำนาจในยุครัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร, การรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549, การแทรกแซงการเมืองโดยกลุ่ม ผู้มีบารมีและกองทัพ ฯลฯ

กลายเป็นความไม่เป็นธรรมที่ผลักไสผู้คนให้หันไปเข้าร่วมกับนปช.จนเติบใหญ่แข็งกล้า

ความผิดพลาดล่าสุดคือ การใช้ทหารเข้าสลายการชุมนุม จนเกิดการบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก

และรัฐบาลซึ่งเป็นผู้สั่งการพยายามอยู่ในอำนาจต่อไป แทนที่จะพิจารณาตนเอง เพื่อเปิดทางให้มีการสอบสวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างตรงไปตรงมา

การอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้านปลายเดือนนี้ น่าจะทำให้รัฐบาลได้มองเห็นข้อ เท็จจริงมากขึ้น และได้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์

หรืออาจจะกลายเป็นสงครามน้ำลายในสภาอีกครั้ง

ที่แน่นอนก็คือ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ได้กลายเป็นวิกฤตที่จะ "ซึมลึก" ไปเรื่อยๆ

จะเกิดการปะทุแตกหักเมื่อไหร่ หรือระเบิดออกมาอีกครั้งหรือไม่

สวิตช์และชนวนล้วนแต่อยู่ในมือรัฐบาลนั่นเอง

ปริศนาเอ็ม79ลึกลับ สน.ลุมพินี-ตึกเคี่ยนหงวน

ที่มา ข่าวสด



การ "กระชับพื้นที่" ระหว่างวันที่ 14-19 พ.ค. ยังมีปมประเด็นที่รอการสะสางอีกมากมาย

รวมถึงกรณียิงเอ็ม 79 ใส่สน.ลุมพินี, และกองกำลังบนตึกเคี่ยนหงวน ที่ทางราชการ ระบุเป็นจุดยิงถล่มสน.ลุมพินี

นักข่าวรายหนึ่งที่อยู่ในพื้นที่ ได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ 2 กรณีไว้ดังนี้

1. กรณีสน.ลุมพินี


เช้ามืด 19 พ.ค. ผมวนเวียนทำข่าวในจุดต่างๆ ที่มีการปะทะกันระหว่างกลุ่ม นปช. กับทหาร ในจุดบ่อนไก่ และถนนวิทยุ เป็นพื้นที่ที่ได้รับมอบหมายให้ไปติดตามสถานการณ์บ่อยที่สุด

มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้อาวุธของการ์ด นปช. ซึ่งทางทหารใช้เป็นเหตุผลว่าทำให้ทหารต้องใช้ปืนสงครามและกระสุนจริงในการปฏิบัติการ

หลังทหารปะทะกับผู้ชุมนุมบนถนนวิทยุ หน้าสถานีตำรวจนครบาลลุมพินี ในวันที่ 14 พ.ค. หนึ่งวันหลังจากนั้น ผมได้พูดคุยกับชาวบ้านหลังสน.ลุมพินี และตำรวจจากมุกดา หาร ซึ่งถูกส่งมาช่วยภารกิจปราบจลาจล จำนวน 1 หมวด

คำบอกเล่าของตำรวจมุกดาหารน่าสนใจมาก

ก่อนหน้าทหารเข้ากระชับวงล้อม พวกเขา ปักหลักอยู่ภายในสวนลุมพินีบริเวณเวทีลีลาศ แต่ในวันที่ทหารเข้ากระชับวงล้อม 14 พ.ค. และปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมหน้าสน.ลุมพินี พวกเขาถูกขับไล่ออกจากสวนลุมพินี

ตำรวจมุกดาหารหนึ่งหมวดต้องเก็บกระ บองและโล่ ออกจากสวนลุมพินี

ตอนแรกบอกว่าด้วยความน้อยใจ จะเดินทางกลับมุกดาหาร แต่ไม่มีคำสั่งให้กลับ จึงไปขออาศัยอยู่บริเวณรอบๆ สน.ลุมพินี


อาศัยอยู่ได้เกือบหนึ่งวันเต็มก็มาเกิดเหตุขึ้นกับสน.ลุมพินี

ราวห้าโมงกว่า วันที่ 15 พ.ค. ระเบิดเอ็ม 79 ถูกยิงมาโดยไม่ทราบทิศทาง เข้าใส่ สน. ลุมพินี 3 ลูก ลูกแรกตกในสวนลุมพินี ใกล้กำแพง ลูกที่สอง ตกหน้าหอพักชายโสดของ สน.ลุมพินี แต่ไม่ระเบิด และลูกสุดท้ายตกใส่แฟลตตำรวจ จนมีตำรวจและครอบครัวบาดเจ็บ 4 คน

หลังเกิดเหตุ ตำรวจเข้าตรวจสอบจุดที่กระสุนตกลงมา เพื่อดูทิศทาง พบว่าระเบิดเอ็ม 79 ถูกยิงออกมาจากสวนลุมพินี ตำรวจจำนวนมากที่อยู่บริเวณนั้น สบถด่าพวกที่ยิงให้ผมและนักข่าวคนอื่นได้ยิน

ผ่านไปราว 3 ชั่วโมง เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันก็เกิดขึ้นกับสน.ลุมพินีอีก เวลาประมาณ 2 ทุ่มกว่า มีระเบิดเอ็ม 79 ถูกยิงเข้าใส่สน.ลุมพินี และบริเวณรอบๆ อีก 8 นัด ตำรวจทั้งที่อยู่ภายในสน. และแฟลตรอบสน. หนีกันจ้าละหวั่น

กระทั่งเช้า เหตุการณ์นี้ถูกตั้งคำถามจากนักข่าว ตำรวจชั้นผู้ใหญ่และศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. ให้ข่าวทิศทางเดียวกันว่า กลุ่มผู้ชุมนุม หรือผู้ก่อการร้ายพยายามสร้างสถานการณ์ให้ตำรวจและทหารเกิดความแตกแยกและระแวงกันเอง

แต่ศอฉ. กับตำรวจชั้นผู้ใหญ่ ก็ไม่เคยแถลงต่อนักข่าวว่าระเบิดเอ็ม 79 ถูกยิงมาจากทิศทางใด

ข่าวระเบิดเอ็ม 79 ถล่มสน.ลุมพินี หายไปกับข่าวความรุนแรงในจุดอื่นๆ

2. กรณีบ่อนไก่

ความมืดมนของเหตุการณ์ยิงระเบิดเอ็ม 79 ลึกลับ เริ่มปรากฏรายละเอียดชัดเจนขึ้นมาบ้าง ก็ต่อเมื่อวันที่ทหารตัดสินใจเข้าสลายการชุมนุมเช้ามืด 19 พ.ค.

แต่ละจุดที่ทหารเข้าปฏิบัติการ โดยเฉพาะบนถนนวิทยุตลอดทั้งสาย ห้ามไม่ให้นักข่าวทั้งไทยและต่างประเทศเข้าใกล้

ผมพร้อมกับนักข่าวโทรทัศน์ไทย โทรทัศน์ต่างประเทศกลุ่มหนึ่ง หลบอยู่ในสน.ลุมพินี เก้าโมงกว่าจึงสามารถเข้าไปดูการปฏิบัติของทหารที่บริเวณถนนวิทยุตัดแยกสารสินได้

จุดนี้ เป็นแนวบังเกอร์แรกของการ์ดนปช. ถูกทหารบุกยึดพื้นที่ได้เป็นจุดแรกในบรรดาแนวบังเกอร์ที่ถูกทหารบุกทั้งหมด

เดินสำรวจต่อไปพบว่าทหารจำนวนมากกำลังค้นอาคารเคี่ยนหงวน มุมถนนวิทยุ-สารสิน เมื่อผมและนักข่าวสำนักอื่นๆ ไปถึงพบว่า ทหารได้จับกุมการ์ดนปช. ที่หลบหนีจากบังเกอร์แยกสารสินมาหลบใน อาคารเคี่ยนหงวนได้ 15 คน เป็นผู้ชาย 13 คน ผู้หญิง 2 คน

มีอาวุธที่ทหารยึดได้จากบรรดาการ์ดนปช. หลายรายการ ประกอบด้วย กระสุนปืนลูกซอง 3 นัด พลุ ประทัดยักษ์ และตะไล 63 ลูก ระเบิด ขวด 67 ขวด ระเบิดปิงปอง 8 ลูก มีดดาบ 1 เล่ม มีดปอกผลไม้ 1 เล่ม ถังน้ำมันเชื้อเพลิง วิทยุสื่อสาร หนังสติ๊ก และเหล็กท่อนอีก 2-3 ท่อน

ทหารพยายามค้นอาคารทั้งอาคาร และสอบเค้นการ์ดนปช. ทั้ง 15 คน เพื่อหาอาวุธปืน แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่พบ พวกการ์ดบอกว่าอาวุธที่ใช้ต่อต้านทหาร มีเท่าที่ทหารจับได้

สุดท้ายทหารเรียกตำรวจมารับตัวการ์ดนปช.ทั้งหมดไป จากนั้นทหารจับการ์ดนปช.จุดนี้ได้อีก 2 คน นี่คือสิ่งที่ผมเห็นได้ตลอด 2-3 ชั่วโมงที่เข้าไปทำข่าวในจุดนั้น

น่าสังเกตว่า จุดแยกถนนสารสิน-วิทยุ เป็นจุดหนึ่งที่กลุ่มการ์ดนปช. วาง แนวป้องกันทหารอย่างเต็มที่ แต่ถูกทหารบุกแตกกระ เจิงอย่างง่ายดายเป็นจุดแรก และอาวุธที่ใช้สู้กับทหาร ก็เป็นอาวุธที่ตรวจพบข้าง ต้น ซึ่งไม่ปรากฏว่ามีปืนสงคราม หรือเอ็ม 79 ในจุดนี้ แม้ทหารจะตรวจ ค้นอย่างละเอียดแล้วก็ตาม

ภายหลังทหารยึดพื้นที่ได้ทั้งหมด และประกาศเคอร์ฟิวในคืนแรก 19 พ.ค. ต่อมาวันที่ 20 พ.ค. ศอฉ.แถลงพบอาวุธล็อตแรกของนปช. จำนวนมาก

ในจุดอื่นที่ ศอฉ.บอกว่าเจออาวุธของนปช. ผมไม่อาจทราบได้ว่าจริงเท็จแค่ไหน

แต่ในจุดที่ผมได้เห็นกับตาคือที่ถนนวิทยุ-สารสิน และอาคารเคี่ยนหงวนนั้น ก็มีอาวุธและการ์ดนปช.ถูกจับกุมเท่าที่ผมแจกแจงไปแล้ว

แต่ศอฉ. แถลงว่า บนอาคารเคี่ยนหงวนเป็นจุดซุ่มยิงของกองกำลังไม่ทราบฝ่าย และเป็นจุดที่กองกำลังเหล่านี้ระดมยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่สน.ลุมพินี นับสิบลูก เมื่อวันที่ 15 พ.ค.

ผมฟังแล้ว ได้แต่สงสัยว่าเป็นไปได้อย่างไร