WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 1, 2010

การ์ตูน เซีย 01/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 01/06/53

“สแปร์” ตัวสำรอง ไว้เหมือนกัน!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


“สแปร์” ตัวสำรอง ไว้เหมือนกัน!!
หาก “มาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เด็กเส้น เส้นใหญ่ แข็งโป๊ก แน่นปั๋ง ใหญ่ยิ่งกว่า ป้อมปืนนาวาโรน ต้องโล๊ะเมี๊ยะ คดีเงิน ๒๙ ล้านบาท เพราะใช้ผิดประเภท จนต้องถูกยุบพรรคไปนั้น??? “ประชาธิปัตย์” สอดสาดสายตากันแล้ว...จะให้ยีราฟคอยาว สูงโย่งโก๊ะลิบฟ้า อย่าง “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แหกพรรษา ก้าวขึ้นมาเป็น ดีกรีความพร้อมเต็มที่...บดบังรัศมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้เท่าที่เห็น เจาะอดีตหาเวลา ดูกันแล้ว “ซุเปอร์เค” เกษม จาติกวณิช ผู้นำกลุ่มดุสิต ๙๙ เคยเป็น “ตัวสแปร์” สำรองที่ “ป๋า”?... เคยลุ้นอัดฉีดเต็มพิกัด เพื่อให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่ก็ไปสู่ดวงดาวไม่สำเร็จ.. คราวนี้ “หลานรักกรณ์ จาติกวณิช” ผู้เป็นหน่อเนื้อในไส้ จะก้าวเป็น “นายกรัฐมนตรี” เพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูล!!! ทั้ง “ชวน-บัญญัติ”ที่ลุ้นอยู่...เห็นทีต้องหมอบไปทั้งคู่?....เพราะผู้ใหญ่หนุน “กรณ์” สุดกู่ เสียด้วยหละคุณ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ความจริงด้านเดียว”!!!
แผนโปรประกันดา ให้สื่อทีวี วิทยุ และ หนังสือพิมพ์ พะยี่ห้อให้ “ผู้รักประชาธิปไตย” มวลมิตรมหาชนคนเสื้อแดง เป็น “ผู้ก่อการร้าย” นั้น...ทุ่มทุนอลังการงานสร้าง ด้วยเงินมหาศาล มากมายกองก่าย ที่อัดกันมาเต็มเหนี่ยว??? เม็ดเงิน เป็น ทรัพย์หลวงคลังประเทศ...โยนโครมออกมาจับจ่ายด้วยความสุรุ่ยสุร่าย จนน่าเป็นห่วง....เงินพันล้าน ร้อยล้าน....กันไปนั้น ล้วนเป็น “เงินหลวง” ในฐานะที่ “น้องเดียว” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้คุมสื่อของรัฐ ต้องแกะรอย ตามดมกลิ่น การปู้ยี่ปู้ย่ำ “เงินก้อนนี้” กันให้ถึงแก่น...เพราะเท่าที่รู้มา มีคนยักย้อน ซ่อนเงินไปเข้ากระเป๋าฟรี ๆ ตั้ง “๕๐๐ล้านบาท” ทีเดียวเท่าที่รู้!!!! “เงินหลวง” ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้....ใครที่อมต้องเร่งคาย?...งาบเอาไปมันไม่น่าดู??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แต่งตัวทรงเครื่องชะวัป!!
ถึงคิวที่ “ไชยยศ จิรเมธากร” เลชาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน....จะแทรกและเบียดตัว ก้าวขึ้นเป็น “รัฐมนตรี” เพื่อแทน “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สักทีสิครับ?? เกียรติยศวงศ์ตระกูล ความดี ความเด่น ความดัง ของ “ไชยยศ” ถือว่าครบเครื่อง เรื่องคนมีเส้น เหมือนกัน.... เป็น “บัดดี้เพื่อนเลิฟ”...เติบโตมากับ “นายฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เส้นใหญ่มะลั๊กกั๊ก มั้ยละท่าน แต่มีคนท้วงติง เป็นกษัยยาแก้เครียด ว่ายามนี้ “เทพบุตรมาร์ค แอนโทนี..เอ๊ย..เวชชาชีวะ” ขึ้นเพดานบินเป็น “นายกรัฐมนตรี” ไปแล้ว...ฉะนั้นอยู่ต่อหน้าธารกำนัน “เลขาฯไชยยศ จิรเมธากร” ควรให้เครดิต ยกก้นให้ลอย น่าจะสวยกว่า....จะมาเอะอะ มึงมาพาโวย เหมือนเป็นรุ่นกระเตาะกระทงเดียวกัน สมัยเด็ก ๆสมัย หนุ่ม ๆ นั้น จะไม่เป็นการ รู้กาละและเทศะ!!!! เตือนด้วยความหวังดี..ไม่เป็น “รัฐมนตรี”ครั้งนี้... “หนุ่มไชยยศ” ไม่มี โอกาสแล้วนะ?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

นั่งเป็นพระอันดับ!!!
ประชุมมือเศรษฐกิจ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เหลียวตามอง “สามสีภูเขาทอง” ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ มั่งเลยล่ะครับ?? เรียกใช้แต่ หนุ่มสมองไบร์ท ไฟแรง “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี,และ “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นทีมเวิร์ค ที่ทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี “รองนายกฯไตรรงค์”....เป็น “กระทงหลงทาง” ที่มองข้ามหัวไม่แยแส เลยล่ะพี่ การไม่ดึง หรือ เรียกบริการ ใช้ความคิด ของ “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” เพราะเป็นมือ “เศรษฐศาสตร์”ที่ตกเทรน! ตกแนว! ตกยุค! ไปแล้วนั่นเอง....ทางทีดี “ท่านสามสี ภูเขาทอง” ต้องปรับสภาพการทำงาน เข้ากับคนหนุ่มยุคจรวด เขาให้ทัน!!!! ทำงานมะงุ้มมะหราก๋า......ดูแล้วเหมือนคนหมดน้ำยา.....ปรับท่าที น่าจะดีเหมือนกัน??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พูดเอง..เออเอง..แบบ “ยกตน”!!
“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะ “ผอ.ศอออฉอ” พูดตอกย้ำหัวตะปูร้อยที่แปด ว่าการกระชับพื้นที่ สลายม๊อบเสื้อแดง เป็นไป “ตามหลักสากล”??? แต่ที่สื่อต่างชาติเขาเห็น...ประชาชน คนมือเปล่า ๆ ถูกฆ่าตายไป ๘๘ชีวิต และบาดเจ็บนอนเยียวยากว่า ๒,๐๐๐ ชีวิต นี่ไม่ใช่ “จากเบาไปหาหนัก”....แต่เป็น “วิธีแตกหัก” ไม่ได้มาตรฐาน สักนิด และยิ่งน่าคิดเข้าไปใหญ่ ..เมื่อ “พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รองเสธ.ทบ. คู่หูผู้รู้ใจ ของ ว่าที่ ผบ.ทบ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. แย้มพรายเปิดไต๋ หลังสลายม๊อบสำเร็จ ว่าการสลายครั้งนี้ “เหมือนกับสงคราม”!!!! “บิ๊กดาว์พงษ์”เอาความจริง ออกมาติว...หน้า “สุเทพ” ก็เหลือแค่สองนิ้ว?..แหกเป็นริ้วไม่น่าถาม????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หนังใหญ่ลงโรง

ที่มา บางกอกทูเดย์


แน่นอนอยู่แล้ว..มี “คนตาย” เป็นเบือ...ใครมั่งที่จะไม่อยากรู้อยากเห็นในการที่ทำให้ “ผู้ชุมนุม” ต้องเสียชีวิตมากขนาดนั้น การอภิปรายในสภาครั้งนี้..จึงเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่ง!! โดยเฉพาะ ผลจากการสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” เผยว่า ร้อยละ 74.56 เปอร์เซ็นเห็นด้วยที่จะให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้นำในการ

อภิปราย ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก.. เป็นหนัง “ฟอร์มใหญ่” โปรแกรมยักษ์ที่ “ผู้ชม” จะได้ติดตามกันอย่างล้นหลาม แม้..ท้ายสุดจะไม่มีรางวัล “ตุ๊กตาทอง” ติดไม้ติดมือกลับบ้านให้กับพรรคฝ่ายค้าน.. แต่เชื่อแน่ว่าความ “อึมครึมหัวใจ” ของประชาชนที่เป็นกลางจะลดหายไปมากโข ที่สำคัญคือ ดารานักแสดง ตัวจริง-

เสียงจริง หยั่ง จตุพร พรหมพันธ์ ที่ “รอดดงตีน” หลุดมาได้ จะให้ “เสียงพากย์” บรรยายบรรยากาศจริงๆ กันสดๆ ไม่ต้องพึ่ง “รอง เค้ามูลคดี” มาให้เสียงพากย์แทน เหมือนหนังไทยในอดีต ถ้าหาก “จตุพร” ไม่โดน “ล็อกตัว” ออกไปซะก่อน..คนไทยที่เบื่อหน่ายกับ “ฟรีทีวี.” แล้วมารับชมครั้งนี้..คงได้ครางกันฮือ! ยัง

ไงก็ตามเกี่ยวกับ “ความสนุกตื่นเต้น” ในการรับชมก็คงจะหายไปเยอะ..เพราะมีปัญหาเรื่องการ “เซ็นเซ่อร์” เกี่ยวกับ “คลิป” ที่จะนำมาโชว์ หนังทุกเรื่อง.. ถ้ามีการ “เซ็นเซ่อร์” หรือถูก “กรรไกรหั่น” จนเกลี้ยง เนื้อหาสาระคงจะต้องขาดรสชาติหมดสนุกไปโดยปริยาย นี่ถ้า“คลิป” จากเหตุการณ์ “นองเลือด”

เปลี่ยนมาเป็นการคอนเสิร์ตของ “คลิฟ ริชาร์ด” แทน ก็คงจะแฮปปี้กันทั้งสภา..เฮฮามาถึงในบ้านด้วย ว่าไปแล้วทุกคนก็มี “เหตุผล” ของตนเอง..จะโทษ “ใครผิด-ใครถูก” คงไม่ได้ แต่..เหตุการณ์ที่ทำให้ “คนตาย” มากมายเช่นนี้ ก็ต้องหาเหตุผลมา “ลบล้าง” กันว่ามันเกิดมาจากอะไร?? โดน “ปืนตาย” หรือว่า

ถูก “ลมพัดตาย”..ต้องไล่จาก “เหตุ” จึงจะเกิด “ผล” ฝรั่งเขาบอกว่า No smoke without fire. แปลว่า “ไม่มีควันโดยปราศจากไฟ” ก็เห็นไฟลุกท่วมกรุงเทพฯ อยู่โทนโท่.. “มือเผา” อยู่ไหน??..และใครสั่งยิงประชาชนตาย ตรงนี้มันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน!!

‘ลับ ลวง พราง’

ที่มา บางกอกทูเดย์


คือคำที่ถูกพูดถึง และนำมาใช้หลังเกิดการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เป็นคำที่มีความหมายในตัวของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว ภาษาไทยมีคำแปลความหมายว่า ไม่มีอะไรชัดเจน กระจ่างแจ้ง ของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดจากการคิด หรือการกระทำของใครก็ตาม ก็ไม่มีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศเลยแม้แต่น้อย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า...ยังมีบางฝ่ายที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของสังคมไทย แต่มีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของเกมการ

เมือง สรุปง่ายๆ ตรงไปตรงมา บอกได้ว่า... “ลับ ลวง พราง” ยังเป็นสถานการณ์ของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังมีอะไรแอบแฝง ลึกลับซับซ้อน พร้อมที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เป็นอันว่า... ถ้าหากยังมีเรื่องราวของ “ลับ ลวง พราง” ก็หมายความว่า ประเทศไทยยังไม่มีการคลี่คลาย สถานการณ์ทางการเมือง

เรื่องของการต่อสู้กันทางการเมืองลงได้ ประเทศจะวุ่นวายต่อไป ประชาชนก็จะต้องเดือดร้อน และได้รับความวุ่นวายอยู่ต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น นี่คือ “พิษ” ของ “ลับ ลวง พราง” ที่วันนี้ไม่ใช่เรื่องราวเล่าขานจากตำนานปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 อย่างเดียว จาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ผู้ทำปฏิวัติ สถานการณ์

นั้นน่าจะหมดไปจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นการคืนประชาธิปไตยกลับมาให้จากภาวการณ์ปฏิวัติ แต่สถานการณ์ “ลับ ลวง พราง” หาได้หมดไปกับประชาธิปไตยที่ได้รับกลับคืนมาใหม่ อย่างที่คนคิดคนหวังไว้ สถานการณ์ “ลับ ลวง พราง” ยังมีต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ เหมือนเป็นโรคติดต่อมาถึงรัฐบาลที่

อ้างตัวว่ามาจากประชาธิปไตย คือ รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นโรคติดต่อที่รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ยอมแก้ หรือแก้ไม่ได้จริงก็ไม่ทราบ แต่ที่คนไทยอยากรู้ก็คือ...ประเทศไทยจะยัง “ลับ ลวง พราง” อีกนานแค่ไหนกันครับ หรือจะต้องรอให้มันวอดวายทั้งหมดก่อน?

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค(ตอนจบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์


ถ้าจะยึดถือรัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง ยึดกฎหมายพรรคการเมืองว่าเป็นกฎหมายชั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงจากบันทึกการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 15 ธันวา 51 ในการโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะมีใครกล้าหยิบมาวินิจฉัยกันหรือไม่ หรือถ้าผลการโหวตออกมาเป็นอีกด้านหนึ่ง คือ ว่าที่นายกฯ ในฝั่งของ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคพลังประชาชน ได้รับ “เสียงข้างมาก” โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี นักกฎหมายหรือบรรดานักวิชาการขาประจำจึงจะลุกขึ้นมา

พลิกตำรากฎหมายกันอีก แต่เมื่อผลเป็นไปตามที่รักและชอบถูกอกถูกใจไปแล้ว...การเอาหลักการเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือการหลับตาไว้ก่อน ปล่อยให้การได้อำนาจในการปกครองประเทศดังกล่าวผ่านเลยไป...น่าจะไม่ชอบเช่นกัน ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมา แม้ว่า เหตุการณ์นี้จะล่วงเลยกว่าขวบปี นักกฎหมายทั้ง

หลายก็แทบจะ “ไม่มีใครกล้าหาญ” พอที่จะหยิบเรื่องเช่นนี้ ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กลัวความจริงจะปรากฏหรืออย่างไร? หรือกลัวว่าใครจะไม่ได้เป็นนายกฯ อีกต่อไป? หรือกระทั่ง ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ในชื่อพรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่เห็นใครหยิบเรื่อง

นี้มาพิจารณา ซึ่งถ้าคิดได้ก็คงจะเห็น ส.ส. เหล่านี้ยอมสละตำแหน่งตนเอง โดยการเข้าชื่อ ส.ส. ทั้งหลายส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปตรวจสอบดูซิว่า...การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่บรรดา ส.ส. ได้เสนอชื่อกันเมื่อ 15 ธันวานั้น ผิดหลักการตามเจตนารมณ์เรื่อง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคทั้งสิ้น! เมื่อหลัก

การผิดมาแต่แรก...ถามต่อว่า ผลที่เกิดจากหลักการที่ผิดนั้นจะเป็นเช่นไร เรื่องอย่างนี้ก็คงต้องรอให้มีการร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน ถึงวันที่ศาลได้วินิจฉัย เราก็คงจะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมตามมา หากว่าการกระทำของบรรดา ส.ส. ทั้งสามพรรคที่เข้าไปประชุมในสภาโดยไม่ชอบ พรรคการเมืองใดจะ

ต้องถูกยุบต่อไป เพราะคงไม่สามารถไปยุบทั้งสามพรรคเดิมได้ และผลการกระทำจะถือเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ พิจารณาแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะมีการกระทำทางอำนาจฝ่ายบริหารไปแล้วมากมาย ทั้งเรื่องงบประมาณ เรื่องการเสนอกฎหมาย การไปแสดงพันธะผูกพันต่างๆ ในนามรัฐบาลไทย ใคร

จะรับผิดชอบ? เรื่องอย่างนี้ก็คงต้องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัย และวางหลักการในการทำหน้าที่ของ ส.ส. ที่ต้องสังกัดพรรคให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป หรือหากไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จะช่วยได้หรือไม่ พี่น้องประชาชนก็คงต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อแก้ไขสิ่งที่ดูจะน่าเคลือบแคลง

สงสัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา โดย ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ทั้งที่ยังไม่สังกัดพรรคอื่นเลย สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในสภา บันทึกการประชุมก็ดี บันทึกการเสนอชื่อนายกฯ ก็ดี หรือบันทึกการลงคะแนนก็ดี ล้วนเกิดขึ้นจาก ส.ส. ของทั้งสามพรรคที่

ถูกยุบไปด้วยทั้งสิ้น การแสดงผลในบันทึกการประชุมจึงแปลกประหลาดอย่างมาก เพราะ ส.ส. ของทั้งสามพรรคที่ถูกยุบไป ไม่สามารถบันทึกไว้ในรายงานการประชุมสภาได้ ซึ่งคงพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันรัฐสภาด้วย จึงบันทึกชื่อพรรคกันไม่ได้ แต่ก็ด้วยความรีบเร่งที่จะช่วงชิงอำนาจ

ในการบริหารประเทศ เรื่องอย่างนี้จึงเกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า ส.ส. ทั้งสามพรรคไปหาพรรคอื่นสังกัดให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเข้าประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวา ถึงวันที่ 15 ธันวา 2551 นั้น ถ้า ส.ส. เหล่านี้ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นตามสิทธิที่มีอยู่แล้ว ผลการ

โหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 15 ธันวา ก็ไม่มีประเด็นให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่อย่างใด แต่ก็ทำกันไปแบบสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อหลักการของคำว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ว่า...เรื่องประเด็นดังกล่าวจะไม่ถูกนำขึ้นมาวินิจฉัยเพียงเพราะโชคดีที่ได้ “นายกฯรูปหล่อ” หากว่าผล

การโหวตออกมาเป็นอีกด้านหนึ่ง เรื่องเช่นนี้น่าจะถูกพิจารณาไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยให้เงียบหายไปแต่อย่างใด และอาจจะมีการยุบพรรคการเมืองเดิมในนามพรรคใหม่ชื่อ “พรรคเพื่อไทย” ไปอีกรอบแล้วก็เป็นไปได้ นี่แหละครับ...การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจหรือ

พวกสนับสนุนที่มีพลังมากกว่าก็สามารถได้อำนาจนั้นไป โดยไม่ต้องคำนึงถึง “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาชน เสียงประชาชนนั้นเป็นเพียงรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้ให้ดูว่าเป็น “เสียงสวรรค์” ในการเลือกตั้งเท่านั้นหรือ หลังจากนั้นอำนาจในการบริหารประเทศก็เป็นเรื่องของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะไปจัดสรรปั้นแต่งให้

สอดคล้องกับตัวอักษรในบทกฎหมายเท่านั้น แต่ครั้งนี้จะพลาดไปหรือเปล่า หรือรู้แล้วแต่แกล้งโง่เอาไว้ก่อน พี่น้องลองคิดตรึกตรองกันได้ด้วยตนเอง ผมเองก็เพียงคนหนึ่งที่คอยคิดคอยเขียนให้ได้อ่าน...จะผิดหรือถูกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการวินิจฉัยกันออกมาอย่างไร

ปีที่ 6 (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


ใครก็ตามที่คิดว่า...ปี 2553...หลังสงครามกำหราบเสื้อแดงแล้วประเทศชาติจะกลับคืนไปสู่ความสงบสุข...เฉกเช่นที่เป็นมา จะต้องย้อนเวลากลับหลังไปนั่งลำดับกันใหม่...เพราะความวุ่นวายที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยจนกลายเป็นข่าวใหญ่อยู่ทุกวี่ทุกวันในโลก...จนถึงวันมหาวิปโยค...19 พฤษภาทมิฬ...เราเริ่มต้นขึ้นมาเดินบนถนนแห่งความหายนะตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว...ปี 2547...เมื่อมิตรภาพระหว่าง...ทักษิณ ชินวัตร กับ

สนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มมีปัญหา...และ สนธิ ลิ้มทองกุล...เริ่มเปิดเกมรุกโดยการใช้สวนลุมพินี...เป็นสถานที่โจมตี นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร...เมื่อความรักกลายเป็นความชัง เมื่อมิตรภาพระหว่างกันกับกลายเป็นอริ...ฝ่ายหนึ่งถือว่ามีอำนาจรัฐ...อีกฝ่ายหนึ่ง...สู้เพราะต้องสู้...สู้อย่างยอมตายถวายชีวิต...นั่นเป็นน้ำ

ผึ้งหยดเดียว...ที่เป็นเริ่มต้นแห่งหายนะประดามี... มีคำกล่าวนานมาแล้วและไม่เคยล้าสมัย...ศัตรูของศัตรูคือมิตร...ในฐานะหัวหน้าพรรคใหญ่มีเสียงท่วมสภา...ทักษิณ ชินวัตร...มองผ่านทุกปัญหาที่อดีตนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทั้งหลายเคยมี...ประเทศนี้ไม่คุ้นเคยกับ...อำนาจที่ไร้เทียมทาน ฝ่ายที่ไม่ชอบ

ทักษิณ ชินวัตร...รวมตัวและสะสมพลังเข้าเป็นแนวร่วมกัน สนธิ ล้มทองกุล...และมวลชนของเขา ทักษิณ ชินวัตร...ยังประมาท...และให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นั้นอย่างดูแคลน...ส่งมอบการแก้ไขปัญหา...ไปสู่มือที่ยังไม่ถึงชั้น...ที่เข้าใจว่าการ “ทำให้กลัว” คือหนทางสู่ชัยชนะ...ผู้ครอบครองอำนาจ...ที่ล้วนแต่ล่ม

สลาย...ต่างเข้าใจเหมือนกัน...ผู้ครองอำนาจหน้าใหม่...ก็อยากจะพิสูจน์ร่ำไป...บทเรียนใหม่ที่ไม่เคยแปลกจากบทเรียนเก่ากว่าทักษิณ จะเรียนรู้ว่า...นายกรัฐมนตรี ก็แค่ นายกรัฐมนตรี แผ่นดินนี้ ก็ไม่มีที่ให้เขายืนพรุ่งนี้...ลำดับกันใหม่...หายนะแห่งแผ่นดิน

แนวโน้ม‘ก่อการร้าย’ บทเรียนจากแกนใต้สู่เมืองกรุง(จบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์



(ต่อจากฉบับที่แล้ว)
นอกเหนือจากนักวิชาการที่มองโอกาสการก่อการร้ายในเมืองกรุงอาจเหมือนในจังหวัดชายแดนใต้แล้ว แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เป็นหนึ่งในกรรมการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ.ซึ่งทำงานในพื้นที่ภาคใต้ มองว่า...การก่อเหตุครั้งนี้(จลาจลเผาเมืองในกรุงเทพฯและหลายจังหวัดในภาคเหนือและอีสาน ต้องบอกว่า “ไม่ธรรมดา” มี

การเตรียมการมาเป็นอย่างดี อย่างไรก็ดี ในทัศนะของ หมอพรทิพย์ ที่ผ่านประสบการณ์คลี่คลายคดีความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้มามากมาย มองว่า...เหตุการณ์เผาเมืองในกรุงเทพฯ ไม่เหมือนกับเหตุรุนแรงที่ดินแดนด้ามขวาน “สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกับภาคใต้ เพราะทางภาคใต้มีเรื่องศาสนา

และอัตลักษณ์เข้ามาเป็นส่วนสำคัญ แต่กรณีของคนเสื้อแดงเป็นคนละอย่าง เป็นเรื่องความคิดเห็นทางการเมือง ส่วนที่หลายคนเกรงว่าจะเกิดสงครามใต้ดินแบบภาคใต้นั้น ส่วนตัวคิดว่าไม่เกิด เพราะอุดมการณ์ต่างกัน เหตุการณ์จลาจลเผาเมืองเป็นเรื่องของคนที่คิดร้ายต่อแผ่นดิน” แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ ระบุ แต่ดู

เหมือนเจ้าหน้าที่รัฐโดยเฉพาะตำรวจ ต่างออกมารับลูกทันทีที่รัฐบาลออกมาชี้ชัดว่า...เหตุจลาจลกลางเมืองครั้งนี้กำลังจะมีการก่อการร้ายในเมือง พล.ต.ท.ตรีทศ รณฤทธิวิชัย ผู้บัญชาการตำรวจสันติบาล ยอมรับว่า มีขบวนการแดงใต้ดินกำลังรวมตัวกันอยู่จำนวนมาก ซึ่งในทางการข่าวเชิงลึกไม่สามารถให้ราย

ละเอียดเปิดเผยได้ เพราะจะเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่ตนได้สั่งการตั้งหน่วยเฉพาะกิจเพื่อเฝ้าติดตามกลุ่มคนเสื้อแดงใต้ดินอย่างใกล้ชิดในพื้นที่ทั่วประเทศแล้ว ต่อข้อถามที่ว่า...แนวโน้มกลุ่มแดงใต้ดินจะมีความรุนแรงหรือไม่นั้น ผบช.ส.กล่าวว่า คงต้องใช้เวลาวิเคราะห์ระยะหนึ่ง แต่ก็น่าเป็นห่วงว่าจะมีความ

รุนแรงเกิดขึ้น ซึ่งถ้าบอกแล้วสันติบาลก็ทำงานไม่ได้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ออกมาระบุว่า การข่าวมีการประเมินถึงกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงตัวใน กทม. ซึ่งขณะนี้ได้ติดตามและความเคลื่อนไหวของกลุ่มกองกำลังติดอาวุธต่างๆ ซึ่งทุกหน่วยข่าวจะเร่งดำเนินการติดตามกลุ่มคนเหล่านี้เพื่อทำให้เกิด

ความสงบเรียบร้อยและเกิดความปรองดองของคนในชาติ นอกจากนี้การออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในข้อหาก่อการร้ายนั้น หากมองลึกลงไปเป็นเหมือน “ดาบสองคม” ที่กำลังจะย้อนกลับมาทำร้ายรัฐบาล เนื่องจากเวลานี้กลุ่มคนเสื้อแดงที่กระจัดกระจายอยู่อาจจะรวมตัวเพื่อกลับมา

ต่อสู้แบบก่อการร้ายตามที่เขาถูกกล่าวหา ซึ่งนั้นหมายถึงความรุนแรงที่จะเกิดขึ้นและหากทางยุติลงยาก หากกลุ่มคนเหล่านี้ไม่บรรลุวัตถุประสงค์ จากปัจจัยเหล่านี้...อาจทำให้ความสงบที่คนกรุงอยากให้กลับมานั้นอาจจะยังมาไม่ถึง เพราะศึกนี้ยังไม่มีผู้ชนะ!

‘นักศึกษา’ออกโรง! ค้านอำนาจ‘นอกระบบ’

ทีึ่มา บางกอกทูเดย์



มาช้ายังดีกว่าไม่มา! กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ “คัดค้านอำนาจนอกระบบ” เรื่อง ขอประณามพฤติกรรมคุกคามเสรีภาพทางวิชาการของรัฐบาลไทย ซึ่งตามที่รัฐบาลซึ่งนำโดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” นายกรัฐมนตรี ได้ตัดสินใจประกาศใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เพื่อมาแก้ไขสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยแห่งชาติ (นปช.) หรือ “กลุ่มเสื้อแดง”นั้น...มิเพียงแต่จะไม่ได้ทำให้สถานการณ์คลี่คลาย

ไปในทางที่ดีขึ้นได้ แต่ได้ปรากฏว่าตลอดระยะเวลาที่ ศอฉ.ได้ปฏิบัติการ…ได้สร้างบรรทัดฐานทางการเมืองที่ “เลวร้าย” มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน...ปิดกั้นข้อมูลข่าวสาร...ละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญในหลายมาตรา...และเอื้อให้รัฐบาลใช้อำนาจเผด็จการในทางมิชอบในการทำลายศัตรูทางการเมืองได้ในหลาย

ทาง และแม้ปัจจุบันการชุมนุมจะคลี่คลายแล้ว...แต่การใช้อำนาจในการ “กวาดล้างศัตรูทางการเมือง” ดูเหมือนจะยังคงมีต่อไป มีการเรียกบุคคล นักธุรกิจ รวมถึงนักศึกษา อาจารย์มหาวิทยาลัยที่ดูเหมือนจะอยู่ตรงข้ามกับฝ่ายรัฐให้เข้ามารายงานตัว ในกรณีล่าสุดนั้น คือ การควบคุมตัว “รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ”

อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไปกักขังที่ค่ายทหารแห่งหนึ่ง ในจังหวัดสระบุรี กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอกระบบ...อันเกิดจากการรวมตัวของนักศึกษา และศิษย์เก่าของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่มีจุดยืนชัดเจนที่จะต่อต้านการใช้อำนาจนอกระบบ

ในทุกรูปแบบ ขอแสดงจุดยืนที่จะขอประณามรัฐบาลไทยที่นำโดย “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในกรณีการกุมขัง “รศ.ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ” และขอให้เรียกร้องให้รัฐบาลปล่อยตัว รศ.ดร.สุธาชัย เป็นอิสระในทันที เพราะรัฐบาลเองก็ “ขาดความชอบธรรม” ที่จะกักขังตัวของ รศ.ดร.สุธาชัย เนื่องจากไม่มีหลักฐานแน่

ชัดที่เชื่อมโยงได้ว่า รศ.ดร.สุธาชัย เกี่ยวข้องกับความไม่สงบที่เกิดขึ้น นอกจากแผนผังเครือข่ายขบวนการล้มเจ้าที่เกิดจากการ “นั่งเทียน” ร่วมกันระหว่างรัฐบาลกับ ศอฉ. และแม้รัฐบาลจะอ้างความตามพระราชกำหนดการบริหารราชการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉินนั้น…แต่รัฐบาลกำลัง ละเมิดมาตรา 50 แห่งรัฐธรรมนูญ

ฉบับปัจจุบันที่ระบุไว้ว่า... “บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ” การจับกุมนักวิชาการที่มีจุดยืนตรงข้ามกับตนนั้น...เป็นการกระทำอันเป็นเผด็จการ มิต่างอะไรกับประเทศพม่า ประเทศเกาหลีเหนือ หรือแม้กระทั่งประเทศอิรักในยุคของ “ซัดดัม ฮุสเซน” แต่อย่างใด กลุ่มประชาคมธรรมศาสตร์คัดค้านอำนาจนอก

ระบบ...มีจุดยืนที่อยากจะเห็นความสมานฉันท์เกิดขึ้นในชาติ แต่ทั้งนั้นความสมานฉันท์จะเกิดได้ก็ด้วยกระบวนการที่เป็นธรรมตามระบอบประชาธิปไตย การใช้อำนาจทหาร อำนาจปากกระบอกปืนในการกดขี่ข่มเหง รังแกคนที่มีความเห็นที่แตกต่างกับตนนั้น ไม่อาจสร้างความสันติสุขให้กับประเทศนี้ได้ รัฐบาลต้อง

พึงสังวรไว้ว่า “ราษฎรเป็นดั่งน้ำ ผู้ปกครองเป็นดั่งเรือ น้ำอุ้มเรือให้ลอยได้ น้ำก็คว่ำเรือให้จมได้เช่นกัน” ฉันใดก็ฉันนั้น...สันติภาพความสงบสุขจะเกิดได้ด้วยการยอมรับด้วยใจ ไม่ใช่การสร้างความหวาดกลัวแต่อย่างใด

ปู่ชัย ต้องกล้า เลิกผวา “คลิป”

ที่มา บางกอกทูเดย์



เริ่มแล้วสำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางในนายกรัฐมนตรี พ่วงรัฐมนตรีอีก 5 คน ติดขวบนกฐินผ้าป่าไปด้วย แม้ว่าจะเป็นการอภิปราย ที่รู้ผลการลงคะแนนล่วงหน้า ว่าทั้ง 6 คนไม่ว่าจะอย่างไร ก็ต้องผ่านการลงคะแนนได้แน่นอน ตามกระบวนการกลไกของรัฐและพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นที่ชัดเจนพรรคร่วมยัง

เหนียวแน่นหนายิ่งกว่ากาวตราช้าง ในการขอเกาะเกี่ยวใบบุญเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อไม่ให้อดอยากปากแห้ง เพราะฉะนั้นไม่ว่าอย่างไรก็จะต้องยกมือให้กันอย่างแน่นอน ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ในส่วนของผู้ที่อึดอัด หรือยังมีมโนธรรมกระตุ้นต่อมสำนึก ว่าไม่ควรเห็ด้วยกับการสลายการชุมนุม ซึ่งมีทั้งผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

ทำได้อย่างเก่งก็คือ ทำไม่รู้ไม่ชี้ไม่โหวตให้ สิ่งที่ประชาชนจะได้เห็นก็เพียง รัฐมนตรีแต่ละคนจะได้คะแนนไม่เท่ากัน บางคนจะได้คะแนนน้อยกว่าเพื่อน... งานนี้คงต้องดูว่าสุดท้ายใครจะได้คะแนนบ๊วย แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรในกอไผ่ เพราะแม้จะได้คะแนนโหล่สุด คำอ้างที่ติดปากสไตล์รัฐบาลประชาธิปัตย์

และพรรคร่วมตีนตุ๊กแก ก็คือ ... ถึงอย่างไรก็ต้องถือว่าสอบผ่าน ประเด็นที่สังคมให้ความสนใจจับตามอง จึงไม่ใช่เรื่องของคะแนน แต่เป็นเรื่องของ ข้อมูลและข้อเท็จริง ไม่เช่นนั้นคงไม่มีผลโพลออกมาว่า 74.56% ต้องการให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.สัดส่วน และประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย เป็นผู้อภิปรายแฉขอมูลลึกๆ

ให้สังคมได้รับรู้อะไรๆกันมากกว่าที่ผ่านมาบ้าง สังคมอาจจะตื่นเต้นอยากรู้ แต่ดูเหมือนบรรดาผู้ถูกเปิดอภิปราย และบรรดาองครักษ์พิทักษ์นายทั้งหลาย อาจจะกระสับกระส่ายกันไม่น้อย ขนาดเปิดประชุม ยังไม่ทันจะเข้าเนื้อหาการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็เกิดการโต้เถียงกันกรณีคลิปภาพและเสียงที่จะ

ใช้ในการประกอบการอภิปรายกันแล้ว โดยการโต้เถียงใช้เวลาอยู่พักใหญ่ทีเดียว ในที่สุดนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ยืนยันว่า คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคลิปภาพและเสียงในการอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น นายชัยเป็นคนแต่งตั้งและมีการเซ็นคำสั่งไปทั้งหมด 9 คน และหากตราบใดที่กรรมการ

ยังลาออกไม่ถึงกึ่งหนึ่ง ก็ยังถือว่ากรรมการชุดดังกล่าวยังทำงานได้ ดังนั้นจะไม่ยอมให้มีการใช้คลิปภาพและเสียงที่ไม่ผ่านการตรวจของคณะกรรมการมาใช้ในการอภิปราย โรคหวาดระแวงคลิประบาดหนักจริงๆสำหรับรัฐบาล ก่อนหน้าการประชุม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระบุว่า

การอภิปรายครั้งนี้ เป็นเรื่องของกระบวนการตรวจสอบ ซึ่งทุกคนที่ถูกอภิปราย ก็เตรียมความพร้อมในการชี้แจงไว้แล้ว ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านจะขอเปิดคลิปวิดิโอในการอภิปรายนั้น ประธานการประชุมและวิปทั้งสองฝ่ายต้องเป็นผู้ดูแลในเบื้องต้น ซึ่งวานนี้ทางคณะกรรมการได้ตรวจสอบ ส่วนจะสามารถเปิดได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับ

คณะกรรมการกับประธานในที่ประชุม นายอภิสิทธิ์ย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจน ที่จะไม่ใช้กำลังในการสลายการชุมนุม และไม่มีเจตนาจะทำร้ายประชาชน ในขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคง มองกรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง และนายจตุพร พรหมพันธ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย

จะนำประเด็นการถือครองที่ดินบนเกาะสมุย ของบุตรชายมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น ไม่รู้สึกหนักใจเนื่องจากบุตรชายได้ซื้อขายที่ดินถูกต้องตามกฎหมาย และหากในอนาคตสามารถหาพยานหลักฐานและชี้ชัดได้ว่า การถือครองที่ดินของบุตรชายผิดจริง ก็พร้อมให้ดำเนินคดี แต่ถ้าใช้ข้อมูลเท็จมาอภิปราย

จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและอาญา นายสุเทพ ยืนยันว่า การถือครองที่ดินของบุตรชาย เกิดขึ้นในช่วงเป็นฝ่ายค้าน และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยให้ทำผิดกฎหมาย ฉะนั้นกรณีนี้ก็คงต้องดูว่า สุดท้ายแล้วสังคมจะได้รับรู้ข้อมูลทีเด็ดอะไรหรือไม่...

นายสุเทพ ซึ่งมักจะมีวิบากกรรมในเรื่องเกี่ยวกับที่ดิน โดยเฉพาะในอดีตเรื่องที่ดิน สปก. 4-01 ซี่งสังคมยังข้องใจมาจนถึงทุกวันนี้ เรื่องที่ดินในครั้งนี้ จะซ้ำรอยอดีตหรือไม่ วัน 2 วันนี้ก็คงได้เห็นกันแน่!!! อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนน้ำหนักของการอภิปราย ที่พรรคเพื่อไทยโหมโรงเอาไว้หนักหน่วงในเรื่องของการจะเปิดคลิปวีดีโอ

ให้คนไทยได้รับข้อมูล 2 ด้าน จนทำให้เกิดตื่นตัวอยากรู้กันทั้งประเทศ ยังเป็นสิ่งที่ทำให้รัฐบาลกับฝ่ายค้าน ยังงัดข้อกันอย่างหนัก โดย นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ส.ส. เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ซึ่งระบุว่าจะไม่ส่งคลิปให้คณะกรรมการ 3 ฝ่ายตรวจสอบก่อนนำเข้าใช้ในการอภิปราย เพราะรัฐบาลควรใจกว้างให้

ฝ่ายค้านนำเสนอข้อมูลในส่วนที่ฝ่ายค้านได้รับข้อมูลจากเหตุการณ์จริง และฝ่ายรัฐบาลก็ทำหน้าที่แก้ข้อกล่าวหา เพราะนี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจ “เรานำเสนอข้อมูลส่วนหนึ่ง รัฐบาลก็ชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไป ในประเด็นตรงกันข้าม หากคลิปต่างๆ ที่นำมาเสนอไม่เป็นความจริง เพราะถ้าวันนี้มีการมาเฉลยคำถามให้

รัฐบาลก่อน รัฐบาลก็รู้คำตอบ ซึ่งประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ ดังนั้นการนำเสนอของฝ่ายค้านก็นำข้อเท็จจริงในมุมต่างจากประชาชนที่มาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเสื้อแดงที่เก็บภาพไว้ รวมถึงสื่อต่างชาติจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องแก้” เนื่องจากสุดท้ายแล้ว ตามระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง ประชาชนนั่นแหละจะเป็น

ผู้ตัดสินใจเองว่ารัฐบาลควรจะอยู่ต่อไปหรือยุบสภาหรือลาออก ส่วนนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วนพรรคเพื่อไทย ยังคาดหวังว่าจะได้อภิปรายอย่างเต็มที่ สามารถใช้ภาพถ่ายรวมทั้งคลิปวิดีโอมานำเสนอ และไม่มีการประท้วงพร่ำเพรื่อ ถ้ารัฐบาลคิดว่าตัวเองไม่มีแผลก็ควรเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่

โดยไม่ขัดขวางปล่อยให้ประชาชนรับฟังข้อมูลจากทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านแล้วตัดสินเอง นายจตุพร ยังกล่าวด้วยว่า สำหรับกรณีที่มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบคลิปวิดีโอ ที่จะใช้ประกอบการอภิปรายในสภานั้น ต้องเข้าใจว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นการชิงไหวชิงพริบกัน ถ้านำข้อมูลไปเปิดเผยก่อนก็เหมือนกับไป

บอกข้อสอบให้รัฐบาลเตรียมตัว และประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์อะไร ดังนั้นจะไปบอกก่อนไม่ได้เรื่องคลิปถือเป็นจุดสำคัญที่เราจะนำมาเปิดเผยว่าในเรื่องเดียวกัน แต่มีความจริงที่ต่างกับรัฐบาลนำเสนอ ยืนยันว่าไม่มีการตัดต่อแน่นอน แต่หากมีความจำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบ ก็ขอให้ทำก่อนการอภิปรายไม่กี่นาที

และดูแวบเดียวก็พอแล้ว เพราะยืนยันว่ามีหลายเหตุการณ์ที่สำคัญที่จำเป็นที่ต้องอภิปรายชี้แจง เนื่องจากมีข้อน่าสงสัยเช่น การเผาห้างร้าน อาคารต่างๆ ภายในกรุงเทพมหานคร เหตุใดจึงจับผู้ลงมือเผาไม่ได้แม้แต่รายเดียว “วันนี้รัฐบาลพยายามบอกว่าคนที่เสียชีวิตไปนั้นสมควรตาย เพราะว่าไปเผาตึกรามบ้านช่อง

แต่ความจริงแล้วคนตายก่อนที่จะมีการเผาทั้งสิ้น และน่าแปลกใจว่าเหตุใดไฟถึงไหม้แต่ตึกที่มีไมตรีกับคนเสื้อแดง ขอย้ำว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการเผา และไม่เคยบอกให้ใครไปทำ” จริงๆแล้วต้องยอมรับความจริงว่า นับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการขอคืนพื้นที่ จนนำไปสู่การสลายการชุมนุมในที่สุดนั้น ฝ่ายรัฐบาล ฝ่าย ศอฉ.

ได้มีการนำเสนอข้อมูล นำเสนอคลิป ของรัฐบาลและศอฉ. อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งหากมองกันด้วยใจเป็นธรรม รัฐบาลควรยอมรับว่า ได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องยาวนานร่วมเดือนแล้ว ไม่ว่าอย่างไรต้องถือว่ามากกว่าที่พรรคฝ่ายค้านจะมีโอกาสนำเสนอใน

ระยะเวลาเพียงแค่ 2 วันนี้อย่างมากมายมหาศาล ฉะนั้นหากเป็นทองแท้ก็ไม่จำเป็นต้องกลัวไฟ หรือกังวลใจอะไรเลย พรรคประชาธิปัตย์ ควรจะเชื่อมั่นในศักยภาพและความสามารถในการพูดของนายอภิสิทธิ์ ว่าจะสามารถแก้ต่างข้ออกล่าวหาได้ตามสไตล์ถนัดของนายอภิสิทธิ์ได้เป็นอย่างดี จึงไม่มีเหตุอันควรแก่การ

กังวลเลยสักนิด ไม่มีเหตุที่จะต้องทำให้การออกอากาศของช่อง 11 สะดุดในบางจังหวัด ในบางพื้นที่ จนทำให้เกิดเสียงครหา เกิดเสียงลือกันไปต่างๆนานา ซึ่งแน่นอนว่าไม่เป็นการดีกับรัฐบาล กับนายอภิสิทธิ์เลย ใครที่คิดทำ จนกระทั่งประชาชนรู้สึกว่าถูกปิดหูปิดตา ... สมควรบอกว่า ปัญญาอ่อนมากๆ ดังนั้น

เรื่องนี้ควรจะเป็นดุลพินิจของนายชัย ชิดชอบ ในฐานะประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่น่าจะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เป็นกลางให้ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน เห็นว่าเป้นผู้ที่เหมาะสมในการที่จะช่วยคลี่คลายวิกฤตการแตกต่างความคิดในสังคมไทยรอบนี้ นายชัยไม่ควรที่จะประกาศล็อคตัวเองว่า หากคลิปวีดีโอไม่ผ่านการตรวจสอบ

ของคณะกรรมการฯ จะไม่อนุญาตให้เปิดในสภาฯ ส่วนถ้าฝ่ายค้านจะนำคลิปไปเปิดให้สื่อมวลชนดู ก็ต้องรับผิดชอบเอง 2 วันแห่งการอภิปราย จริงๆแล้วนายชัยต้องถือว่า นี่คือโอกาสสำคัญของรัฐบาล ที่จะได้ชี้แจงตอบข้อสงสัยให้กระจ่าง... ดีกว่าที่จะปล่อยให้ไปพูดไปลือกันนอกสภา ซึ่งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์

นายสุเทพ จะไม่มีโอกาสได้ชี้แจงเลย ฉะนั้นคงต้องฝากไว้กับวิจารณญาณของ นายชัย ประธานสภาฯแล้วว่า... จะให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูล 2 ด้านอย่างเพียงพอหรือไม่ พึงระลึกไว้เสมอว่า... การให้ข้อมูลด้านเดียวไม่เคยสร้างความยอมรับนับถือที่แท้จริงได้เลย

Sunday, May 30, 2010

เจาะ"รถกันกระสุน" Range Rover คีย์แมนรัฐบาล "มาร์ค-สุเทพ-กรณ์-บิ๊กดีเอสไอ" คันละ 6 ล้าน

ที่มา มติชน


นับแต่รัฐบาลประกาศตามพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน จัดตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) รับมือการเคลื่อนไหวของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) บทบาทกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สังกัดกระทรวงยุติธรรม โดดเด่นเป็นพิเศษ


ด้วยเพราะต้องรับผิดชอบคดีสำคัญที่มีการกระทำเข้าข่ายลักษณะการก่อการร้ายกว่า 100 คดี อาทิ ลอบวางระเบิด เผาสถานที่ราชการ คดีสังหารพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล (เสธ.แดง) รวมทั้งคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีผู้อื้อฉาว ถูกศาลอาญาออกหมายจับเมื่อหลายวันก่อน


แน่นอนคีแมนย์อย่าง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดี ดีเอสไอ อาจตกเป็นเป้าสังหาร


ล่าสุดศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้ส่งรถยนต์กันกระสุนหุ้มเกราะ ยี่ห้อ LAND ROVER รุ่น Range Rover มาให้นายธาริตใช้เป็นประจำตำแหน่ง


"มติชนออนไลน์"ตรวจสอบพบว่า รถกันกระสุนคันดังกล่าว เป็น 1 ใน 20 คันที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง สั่งซื้อยกลอตจากบริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด (กลุ่มบริษัท มาสด้า ซิตี้ จำกัด) ผ่านศูนย์รักษาความปลอดภัย (ศรภ.) เมื่อเดือนสิงหาคม 2552 ราคา 122.8 ล้านบาท (คันละ 6 ล้านบาทเศษ)

"ที่มา"ของการจัดซื้อ มาจากเหตุการณ์มุ่งเอาชีวิตนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กระทรวงมหาดไทย เมื่อเดือนเมษายน 2552 และมีความพยายามปองร้ายนายกฯและบุคคลสำคัญหลายครั้ง

ประกอบกับการผสมโรงของ "ผู้ก่อการร้าย" แฝงตัวมาพร้อมกับการชุมนุมทางการเมือง ทำให้นายอภิสิทธิ์ และ นายสุเทพ ต้องหันมาใช้บริการรถยนต์หุ้มเกราะกันกระสุน


ถ้าจำกันได้นายสุเทพก็เคยนั่งโชว์เข้าทำเนียบรัฐบาลประมาณตุลาคม 2552

นายสุเทพ บอกว่า ได้ทดลองนั่งแล้วรู้สึกสบายดี สมรรถนะของรถทั่วไปก็ดี แต่อาจจะลำบากหน่อยสำหรับสุภาพสตรี เพราะอาจจะขึ้น-ลงยาก เพราะรถสูง แต่สำหรับสุภาพบุรุษไม่เป็นไร และหลังจากเสร็จงานประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนแล้ว ได้นำรถนี้ไว้ใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองหรือผู้นำประเทศต่อไป โดยจะให้ศูนย์รักษาความปลอดภัยนายกรัฐมนตรีเป็นคนดูแล


ผู้นำอาเซียนที่เดินทางมาประชุมอาเซียนซัมมิทที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธุ์ จึงได้ใช้บริการRange Rover


นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็เป้นอีกคนหนึ่งที่ใช้บริการของรถรุ่นนี้ ล่าสุดในการเดินทางไปร่วมเปิดงานถนนคนเดินสีลม เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก็ใช้รถรุ่นนี้ด้วยเหมือนกัน


อาจรวมทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)

ทั้งนี้ บริษัท ซิตี้ ออโต้โมบิล จำกัด (ชื่อเดิมบริษัท กัววาอินเตอร์เนชั่นแนลประเทศไทย จำกัด) เป็นของกลุ่มทุนต่างชาติ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2548 ทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 283/74 อาคารโฮมเพลสออฟฟิศ บิลดิ้ง ชั้น 15 ซอยสุขุมวิท 55 (ทองหล่อ 13) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ มีผู้ถือหุ้นใหญ่ 3 ราย


1.บริษัท คลิปเปอร์ โฮลดิ้ง จำกัด (สัญญาชาติฮ่องกง) 49% 2.นายเควิน รอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ 25.5 % และ 3. นายธอมัส อาร์เตอร์ วิทคร๊าฟท์ 25.5 % รวม 400,000 หุ้น ๆ ละ 100 บาท โดยนายเควินรอเบิร์ต วิทคร๊าฟท์ นายธอมัส อาร์เตอร์ วิทคร๊าฟท์ และนายมาร์ค อิงเกิ้ล วิทคร๊าฟท์ เป็นกรรมการ


นักลงทุนกลุ่มนี้ทำธุรกิจหลายแห่ง อาทิ


บริษัท ทับละมุ รีสอร์ท ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด ร่วมกับ ม.ร.ว. พีรานุพงศ์ ภาณุพันธ์ ,บริษัท อาร์เอ็มเอ ออโตโมทีฟ จำกัด (ส่งออก) ,บริษัท โกลบอล อาร์เมอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท แคล ไซด์ (ประเทศไทย) จำกัด ,บริษัท เดอะ นิวดอร์ จำกัด ,บริษัท เรือใบไทย จำกัด ,บริษัท สัตหีบ ดีเวลลอปเม้นท์ส จำกัด , บริษัท อาร์เอ็ม เอเซีย คอนซัลแตนท์ส จำกัด ,บริษัท นาคา ชิปปิ้ง ไลนส์ จำกัด ,บริษัท นาคา ฟิล์มส จำกัด ,บริษัท เปเปอร์ โพเอ็ทส์ จำกัด ,บริษัท พีเคซีอาร์ แมเนจเม้นท์ จำกัด เป็นต้น


ภายใต้สถานการณ์ไม่น่าไว้วางใจ ไม่รู้คีย์แมนเหล่านี้จะต้องทนใช้ชีวิต (ปลอดภัย?) ใน Range Rover อีกนานเท่าไร?