WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 1, 2010

'อนุดิษฐ์' ซัดรัฐบาล สั่งทหารยิงกระสุนจริง

ที่มา ไทยรัฐ

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ

ตั้งข้อหาสั่ง อากาศยานบินล่วงเขตพระราชฐาน โชว์ภาพไอ้โม่งปะปนทหารเข้าสลายชุมนุม ด้าน “อภิสิทธิ์” รีบแจงข้อหาปิดกั้นข่าวสาร รับต้องพยายามตอบโจทย์กองกำลังติดอาวุธ...

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าได้ให้นโยบายชัดเจนกับช่อง 11 ให้ถ่ายทอดตลอดการอภิปราย และส่วนใหญ่ได้รับแจ้งมาว่ารับชมได้ ไม่มีความพยายามสกัดกั้นเพราะตนมีจุดยืนมาตลอดว่าต้องเปิดให้ฝ่าย นิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ แนวคิดการบริหารตลอดเหตุการณ์ของรัฐบาลไม่มีเรื่องโกรธแค้น และไม่เชื่อว่าการใช้กำลังจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ และเน้นย้ำมาตลอดว่ากลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เป็นผู้ก่อการร้ายล้มเจ้าทั้งหมด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แม้ศาลจะชี้ชัดว่าการชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่การชุมนุมโดยสันติ ไม่ได้คิดตามอำเภอใจ และการดำเนินการของรัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลในอดีต ทั้งเหตุ 14 ต.ค.2516, 6 ต.ค.2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่มีเจตนาเข้าสลายการชุมนุมในพื้นที่ชุมนุมหลักอย่างแยกราชประสงค์ และการขอคืนพื้นที่ หรือกระชับพื้นที่ไม่ใช่การคิดคำพูด แต่เป็นการวางแนวทางที่ไม่ใช่การเข้าปราบ หรือสลายชุมนุมถึงแม้จะสูญเสียมาก แต่ก็เป็นพื้นที่รอบนอกการชุมนุม ไม่ใช่พื้นที่หลักอย่าง ราชประสงค์

นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า รัฐบาลต้องพยายามตอบโจทย์เรื่องกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงการละเมิดสิทธิผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้คงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อจะกวาดล้างพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันก็พยายามดำเนินตามแผนปรองดองกับประชาชนที่เห็นต่าง ที่ต่อไปสังคมจะได้รับรู้ถึงความรับผิดชอบทางการเมืองของตนจะต้องมี ไม่ใช่โยนไปให้ศาลรับผิดชอบทั้งหมด อย่างที่สมาชิกตั้งคำถาม โดยตรงนั้นเป็นรายละเอียดที่จะต้องมีคำตอบ สำหรับตนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อมา

ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายว่า การสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. ถือว่านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกคำสั่งสลายการชุมนุม โดยกระทำการเกินสมควร ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากล และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลพยายามสร้างตัวละคร สร้างหลักฐานเชื่อมโยงไอ้โม่งเพื่อโยนผิดแกนนำ จะได้สร้างความชอบธรรมต่อการสั่งปราบปรามประชาชนของรัฐบาล จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่รัฐบาลพยายามตอกย้ำเรื่องผู้ก่อการร้าย มีกองกำลังไอ้โม่งชุดดำเข้าร่วมก่อเหตุ

ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ตนมีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า มีการประกอบกำลังทหารกับกองกำลังนอกเครื่องแบบ โดยเฉพาะในวันที่ 10 เม.ย. รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ไม่ได้ทำตามหลักสากล 7 ขั้นตอน จากเหตุเสียชีวิตของนายเกรียงไกร คำน้อย อดีตทหารเกณฑ์ในกองทัพเรือ ที่มีพยานยืนยันว่าถูกยิงด้วยกระสุนจริงในช่วงกลางวันแสกๆ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก่อนที่นายกฯจะประกาศใช้กระสุนยาง โดยมีหลักฐานชัดเจนว่า มีการระดมอาวุธสงคราม ทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนทราโว และอาวุธสงครามอื่นมาถล่มผู้ชุมนุม ตรงนี้ผู้ที่มีส่วนสั่งการจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 17

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวถึงการใช้กระสุนจริงของเจ้าหน้าที่รัฐว่า คำสั่งศอฉ.ให้ทหารใช้กระสุนจริงยิงปืนขึ้นฟ้าได้นั้น แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ ออกคำสั่งประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะผลการศึกษาระบุว่า กระสุนที่ยิงจากปืนเอ็ม 16 มีความเร็วต้น 3,000 กม./ชั่วโมง ไปได้ไกล 4 กม. มีความเร็วช้าสุดเมื่อตกลงสู่พื้นที่ 400 กม./ชั่วโมง ให้เทียบกับท่านเอาหัวออกไปนอกรถที่วิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้นแล้วเอาก้อนหิน ขว้างใส่ ถามว่าท่านจะตายไหม ขณะเดียวกันยังมีการโยนแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ไม่รู้ว่าคนสั่งการเอาสมองส่วนไหนคิด เพราะเล็งเห็นได้ว่าจะทำให้ผู้ที่โดนอาจบาดเจ็บหรือตายได้ ตามหลักสากลถึงจะยิงกระสุนยางก็ต้องยิงต่ำกว่าช่วงเอวลงมา แต่ภาพที่ปรากฏมีผู้ถูกกระสุนยางที่ใบหน้าหลายคน มีการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ประชาชนเหมือนพวกเขาเป็นอาชญากรที่ต้องจับตาย และวันนั้นมีการยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้ากี่พันกี่หมื่นนัด ทั้งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วสั่งห้ามเด็ดขาด

ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่คนไทยอภัยให้ไม่ได้คือ การละเมิดเขตห้ามบินในเขตพระราชฐาน ที่นักบินทุกคนต้องจำใส่กระบาลว่า ห้ามทำการบินในรัศมี 1 ไมล์ทะเลในเขตพระราชฐาน คือพระราชวังจิตรลดารโหฐาน ซึ่งรวมไปถึงรพ.ศิริราช ที่ทั้ง 2 พระองค์ประทับอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีคำสั่งให้อากาศยานทำการบินในพื้นที่นั้น ทราบมาว่าทางสำนักพระราชวังกำลังขอให้เพิ่มเพดานบินไปถึงขีดสูงสุดหรืออันลิมิต

“ที่เลวร้ายสุดคือ อนุญาตให้ทหารยิงปืนขึ้นฟ้า ทั้งที่ไม่สามารถบังคับวิถีกระสุนได้ ซึ่งอาจพลาดไปโดนอากาศยาน ทั้งนี้มีรายงานว่า มีอากาศยานถูกยิง แต่มีความพยายามกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นคนยิง แต่ตนเชื่อว่าประชาชนคงรู้ว่าฝีมือใคร ถือว่าเป็นความประมาท ละเลย เลินเล่อต่อการถวายความปลอดภัย และในวันดังกล่าว แทนที่จะสั่งยุติการสลายชุมนุมเมื่อถึงเวลา 18.00 น. แต่กลับให้เดินหน้าต่อ ทหารทุกคนรู้ดีว่าจะก่อให้เกิดความเสียสูญเสียอย่างหนัก และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของน.อ.อนุดิษฐ์ มีการนำภาพนิ่งการประกอบกำลังทหารที่มีกองกำลังนิรนามนอกเครื่องแบบร่วมอยู่ด้วยในหลายจุดหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯเมื่อวันที่ 10 เม.ย. การกระชับวงล้อมบริเวณบ่อนไก่ สวนลุมพินี โดยน.อ.อนุดิษฐ์ตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้คือกองกำลังไอ้โม่ง หรือกองกำลังนิรนามของรัฐบาลหรือไม่

นอกจากนี้ ยังนำภาพทหารเล็งปืนใส่วัดปทุมวนาราม ที่มีการติดสัญลักษณ์ริบบิ้นสีชมพู ถามนายสุเทพด้วยว่า นี่คือโจรที่ยิงใส่ประชาชนอย่างที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์หรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ใช้อำนาจจนเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือเป็นการปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ตนจึงไม่สามารถไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้

ยากจริงๆ

ที่มา ไทยรัฐ


การเมืองเป็นเรื่องนานาจิตตัง แม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คนที่เห็นด้วยก็มีคนไม่เห็นด้วยก็มี คนที่วางเฉยไม่รู้ไม่ชี้ก็มี

แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพล และเอแบคโพลสรุปตรงกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ "เห็นด้วย" ที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล

เรื่องที่คนอยากฟังมากที่สุดคือกรณีรัฐบาลใช้ทหารจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงจนเกิดการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง

แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องการรับฟัง ข้อมูลอีกด้านจากฝ่ายค้านเพื่อมาถ่วงดุล

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

เพราะสังคมไทยยุคนี้จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เหมือนเดิม แต่จะเปิดกว้างรับข้อมูลหลายด้าน เอามาวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ

เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลง นักการเมืองต้องปรับตัวให้ทัน ไม่งั้นหมดอนาคตแน่นอน!!

"นักการเมือง" ที่จะได้รับศรัทธาจากประชาชนต้องรักษาคำพูดของตัวเอง

นักการเมืองที่พูดอย่างทำอย่าง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จะไม่ได้รับการเชื่อถือจากประชาชนอีกต่อไป

พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายหาเสียง เลือกตั้งไว้สวยหรู แต่ไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้จริงๆ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา

"แม่ลูกจันทร์" มองข้ามช็อตหลังรัฐบาลผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ "นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มีภารกิจด่วน 4 เรื่อง ต้องเร่งทำพร้อมกัน

1, ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง

2, เดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติ ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

3, ปรับ ครม.ชุดใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล

4, กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ (จากที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน)

นี่คือภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องมีคำตอบสังคมอย่างชัดเจน

การบ้านข้อแรก...การตั้งคณะกรรมการ อิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง ฟังดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่าย เพราะคนที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางหายากมาก ในสังคมไทยที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง

การบ้านข้อที่ 2, การขับเคลื่อนแผนปรองดองแห่งชาติ เพื่อสมานบาดแผลแตกแยก ในชาติบ้านเมือง

เรื่องนี้ยิ่งยากกว่า...เพราะกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล ยังไม่ยอมร่วมขบวนการปรองดอง

เมื่อไม่มี "เสื้อแดง" ในการปรองดอง แผนปรองดองของรัฐบาลก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

การบ้านข้อที่ 3, ที่ "อภิสิทธิ์" ประกาศ ทำทันที หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการปรับ ครม.

ความจริง นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ประกาศจะปรับ ครม.ตั้งแต่ต้นปี โดยประเมินผลงานรัฐมนตรีเป็นรายกระทรวง

ถึงขนาดเรียกรัฐมนตรีบางคนไปตรวจข้อสอบด้วยซ้ำไป

แต่ "แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่ายังไม่มีการปรับ ครม.ในเร็วๆนี้แน่นอน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐมนตรี

ถึงผลงานห่วยแตก ก็ควรให้โอกาสทำงานแก้ตัว

ข้อสำคัญ การปรับ ครม.จะเกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ ยังไม่นิ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรทำ

ทีนี้ก็เหลือการบ้านข้อสุดท้าย คือการทบทวนว่าควรกำหนดยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในช่วงใดที่จะเกิดผลดีต่อรัฐบาล และต่อบ้านเมืองในภาพรวม??

"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าเรื่องนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ

ถ้าจะลากยาวจนครบเทอม (ปลายปีหน้า) ก็ไม่ผิดกติกา

เพราะรัฐบาลมีกองทัพคอยกระชับพื้นที่ มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือ

ถ้าสถานการณ์ไม่ปลอดภัยก็ประกาศ เคอร์ฟิว

...แค่นี้ก็แข็งโป๊กแล้วโยม.

"แม่ลูกจันทร์"

ไฟสงครามสมัยใหม่ เริ่มที่ก่อการร้าย

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_86408

สุรชาติ

สงครามสมัยใหม่ หรือสงครามยุคที่สี่ เป็นสงครามแห่งอนาคตที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากสงครามในยุคข้อมูลข่าวสาร (สงครามคลื่นลูกที่สาม) ที่อาศัยความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีในการ เอาชนะข้าศึก

สงครามยุคที่สี่ อาจเรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น... "สงครามนอกแบบ"

ลักษณะเป็นสงครามกองโจร สภาพเช่นนี้คู่สงครามอาจไม่ได้รบกันโดยตรงในสนามเหมือนเช่นในยุคที่ผ่านๆมา หรือไม่มีการรบที่แตกหักที่จะตัดสินอนาคตของคู่กรณี

หากแต่เป็นการต่อสู้โดยตรงที่คู่สงครามจะต้องดำรงสภาพให้ได้ ในการรบ

ผู้ที่ทนต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด ก็คือ...ผู้ชนะ

จุลสารความมั่นคงศึกษา (สกว.) ฉบับที่ 42 รัฐเก่า & สงครามใหม่ : กำเนิดสงครามก่อความไม่สงบ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ยกตัวอย่างสงครามสมัยใหม่ว่า...

กรณีสงครามของฝรั่งเศสในแอลจีเรีย หรือสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม หรือสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถาน สะท้อนภาพชัดเจน...

"ฝ่ายที่สามารถดำรงสถานะในการเกิดสงครามได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ"

อาจารย์สุรชาติ บอกว่า ไม่ต่างกับคำกล่าวของ เฮนรี คิซซิงเกอร์ ที่ให้ข้อคิดจากประสบการณ์ของสงครามในเวียดนามว่า "สำหรับฝ่ายรัฐบาลนั้น ถ้าไม่สามารถเอาชนะข้าศึกได้...ก็คือแพ้ แต่สำหรับฝ่ายกองโจรแล้ว เพียงแต่ พวกเขาดำรงตนเองให้อยู่ได้ก็...เท่ากับชนะ"

ปัญหาความท้าทายมีอยู่ว่า สงครามกองโจรในสงครามสมัยใหม่นอกแบบนี้ ช่วงหลังศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาไปมาก สร้างความยุ่งยากสำหรับฝ่ายที่ต้องทำสงครามเพื่อต่อต้านการก่อความไม่สงบ

"ฝ่ายรัฐมักไม่สามารถดำรงสภาพตนให้อยู่ได้ในสงครามที่เกิดขึ้น จะเห็นได้เสมอว่า ในการสงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ฝ่ายกองโจรมักจะได้รับชัยชนะ"

นั่นเป็นเพราะว่าสงครามกินเวลานาน ทั้งฝ่ายข้าศึกก็ไม่ได้มีเป้าหมายอย่างชัดเจนให้กองกำลังตามแบบฝ่ายรัฐ สามารถใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่าทำลายได้ง่าย

"คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า...รัฐใดที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะอยู่ในสภาพของความยากลำบาก" อาจารย์สุรชาติ ว่า

"ยิ่งนักรบในกองโจรสามารถใช้ประโยชน์จากพัฒนาการของเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยแล้ว ก็จะพบว่า...ไม่ยากเลยที่พวกเขาจะเปลี่ยนความแข็งแกร่งของรัฐให้กลายเป็นความอ่อนแอ"

สงครามแบ่งออกเป็น 4 ยุคใหญ่ ยุคแรก...สงครามยุคที่ 1 หรือสงครามมวลชน ในยุคนี้เอาชนะข้าศึกด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าเป็นหลัก

ผ่านมาถึง ยุคที่สอง...สงครามอุตสาหกรรม อาศัยการระดมสรรพกำลังของรัฐผสมผสานกับอำนาจการยิงที่เหนือกว่าในสนาม จนทำให้รัฐมีพลังอำนาจทางทหารเหนือกว่ารัฐข้าศึก

สงครามยุคนี้เป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มเห็นชัดจากสงครามกลางเมืองอเมริกา...และก้าวสู่จุดสูงสุดในสงครามโลกครั้งที่ 1

ยุคที่สาม...สงครามสายฟ้าแลบ เอาชนะข้าศึกด้วยการดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่า โดยเฉพาะการเข้าตีในทางลึก ต่อสู้ไปในลักษณะสงครามดำเนินกลยุทธ์

สงครามยุคนี้ มีต้นรากมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นแบบ

แล้วก็ถึงปัจจุบัน...ยุคที่สี่ สงครามนอกแบบ

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบการณ์เตือนใจที่ให้ข้อคิดสำคัญ ความเหนือกว่าของอำนาจการยิงรวมกับความเหนือกว่าในขีดความสามารถของรัฐ...ในการระดมสรรพกำลัง ไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้รัฐเอาชนะต่อการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้แต่อย่างใด

อีกทั้งยังต้องตระหนักถึงคำเตือนของ มาร์ติน แวน ครีวิลด์ นักทฤษฎีการทหารชาวอิสราเอล ที่ว่า...

"เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายแข็งแรงกว่าต่อสู้กับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ผลที่เกิดขึ้นมักจะทำให้ผู้แข็งแรงกลายเป็นผู้อ่อนแอ"

และยิ่งเมื่อฝ่ายรัฐประสบความเพลี่ยงพล้ำมากเท่าใด ฝ่ายรัฐก็จะยิ่งใช้กำลังเข้าแก้ปัญหามากขึ้นเท่านั้น

ผลจากสภาพเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดปัญหาถึงความชอบธรรมทางศีลธรรม กับการเมืองภายในของรัฐ หากแต่ยังทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐในเวทีระหว่างประเทศถูกทำลายลงด้วย

ซึ่งก็คือ การเดินไปสู่ความแพ้นั่นเอง

ในอดีตสงครามระหว่างทหารสหรัฐฯกับนักรบกองโจรในเวียดนาม และทหารโซเวียต กับนักรบมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน

หรือแม้แต่สงครามกองโจรทะเลทราย ระหว่างกองโจรอาหรับกับทหารจักรวรรดิออตโตมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ล้วนสะท้อนให้เห็นชัยชนะของฝ่ายที่ด้อยกว่าทั้งสิ้นด้วยการสงครามแบบอะสมมาตร

"สงครามอะสมมาตร" จึงเป็นทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการต่อสู้ของฝ่าย ที่ด้อยกว่า เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งกว่าในเวทีสงคราม

กล่าวคือ...หลีกเลี่ยงสถานะทางยุทธศาสตร์ที่เป็น 1 ต่อ 10 แต่เปลี่ยนสนามรบให้มีสภาพที่กองกำลังฝ่ายตนอยู่ในเงื่อนไขที่เป็น 10 ต่อ 1 โดยการทำลายจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายที่เข้มแข็งกว่า

ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้...ที่จริงก็คือ ยุทธศาสตร์ทอนกำลัง อาศัยสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อทอนกำลังฝ่ายที่เหนือกว่า โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบเวลาของการได้รับชัยชนะที่แน่นอน

"ยิ่งฝ่ายที่เหนือกว่าถูกทอนกำลังในระยะยาว ความอ่อนแอก็จะเกิดขึ้นภายในสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังที่นักทฤษฎีการทหารที่ว่า

ฝ่ายที่แข็งแรงกว่ารบยืดเยื้อกับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ในที่สุดแล้ว... ฝ่ายที่แข็งแรงก็จะอ่อนแอไปเอง"

ยิ่งในสงครามกองโจรร่วมสมัยที่พัฒนามาตั้งแต่สงครามต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถานจะเห็นได้ชัดถึงลักษณะการจัดตั้งในรูปของ เซลล์ (cells) เพื่อทำหน้าที่เป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก

อาจารย์สุรชาติ บอกอีกว่า ชุดเช่นนี้...ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งทางยุทธการ แต่สิ่งที่พวกเขารอก็คือโอกาสและจุดอ่อนของเป้าหมาย

ดังคำชี้แนะเก่าสำหรับนักรบจรยุทธ์ในสงครามปลดปล่อยของประเทศโลกที่สามในอดีตที่กล่าวว่า "ซุ่มซ่อนยาวนาน สะสมกำลัง รอคอยโอกาส"

ปรากฏการณ์ที่จะเห็นในสงครามแบบนี้ก็คือ สถานการณ์การรบที่ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามอิรัก ด้วยวิธีการพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการซุ่มโจมตี ลอบสังหาร วางระเบิด จนถึงการพลีชีพ

ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจจะขยายตัวไปสู่ภูมิภาคอื่นที่มีการต่อต้านรัฐเกิดขึ้น เพราะวิธีของความเป็นอะสมมาตร ได้กลายเป็นแบบแผนหลักในการต่อสู้ กับฝ่ายที่แข็งแรงกว่า

ดังพิสูจน์ให้เห็นแล้วในสงครามอิรักว่า การเมืองและอำนาจจิตใจที่เหนือกว่า เอาชนะอำนาจการยิงและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าได้

"เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว...นักการทหารร่วมสมัยจะต้องไม่เพียงตระหนักถึงการก้าวเข้าสู่สงครามสมัยใหม่ยุคที่สี่เท่านั้น แต่ยังต้องตระหนักให้มากขึ้นด้วยว่า...

การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่เพื่อใช้เป็นมาตรการในสงครามต่อต้านกองโจร สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบใหม่ เป็นความเร่งด่วนที่สำคัญยิ่ง"

อาจารย์สุรชาติ ว่า

จับตาประเทศไทย...ความรุนแรงรายวันที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้กระทั่งเหตุจลาจลสงครามกลางเมืองรอบล่าที่ผ่านมา ที่กลัวกันว่าสถานการณ์จะพลิกกลับไปสู้กันต่อใต้ดิน

อดคิดไม่ได้ว่า...เรากำลังเผชิญหน้ากับสงครามสมัยใหม่นอกแบบอยู่หรือเปล่า.

ทีมข่าวการเมือง

การเมืองสองหน้า

ที่มา ไทยรัฐ


ความเป็นห่วงต่อสถานการณ์บ้านเมืองไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้น ต่างประเทศโดยเฉพาะในอาเซียนด้วยกัน วิตกกังวลผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจและความมั่นคงตามมา เวียดนาม ในฐานประธานอาเซียน จะมีการจัดประชุมเกี่ยวกับความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในปลายสัปดาห์นี้ ซึ่งถือเป็นการทำหน้าที่ประเทศเจ้าภาพเป็นครั้งแรก แน่นอนว่า ปัญหาวิกฤติการเมืองในประเทศไทยจะต้องถูกหยิบยกไปหารืออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

และก็น่าจะมีอารมณ์วิตกกังวลค้างคาอยู่เพราะสิ่งที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ทั้งเรื่องของการปรองดอง การเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟู วิกฤติบ้านเมือง เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงหรือไม่

หรือมีลับลวงพรางอะไรแอบแฝงอยู่

วันนี้มีการตั้งคำถามกันว่า ใครฆ่าประชาชน มีการตั้งคำถามการคุกคามสิทธิส่วนบุคคล ทั้งสถานีวิทยุชุมชน ทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล

ตัวอย่างกรณีของ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นปะไร ยังไม่มีหลักฐานระบุชัดว่าเกี่ยวโยงกับการก่อความรุนแรงหรือการก่อการร้ายอย่างที่รัฐบาลกล่าวหาแต่อย่างใด

แต่วันนี้ ดร.สุธาชัยได้สูญเสียอิสรภาพโดยสิ้นเชิง ถูกนำตัวไปกักกันไว้ที่ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี และถูกห้ามที่จะนำหนังสือวิชาการที่นำติดตัวไปด้วยเข้าไปอ่านในสถานที่ควบคุม

จนถึงวันนี้ยังระบุความผิดข้อหาก่อการร้ายได้ไม่ชัดเจน ตัวผู้กระทำผิดก็ยังไม่สามารถระบุลงไปได้ว่า เป็นผู้ชุมนุมจริงหรือไม่ หรือเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ขั้นตอนการดำเนินงานทางด้านกฎหมาย เดินหน้ากันเต็มสูบไปแล้ว

ประชาชนส่วนหนึ่งถูกกดดันอย่างหนัก

อีกหน้าหนึ่งของรัฐบาลพยายามเพิ่มน้ำหนักของ การฟื้นฟูเยียวยา ชี้แจงตัวแทนทางการทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศ นำภาพเหตุการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาล ย้ำคิดย้ำทำ เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน

ใช้เกราะกำบังประชาธิปไตยทุกอย่างเพื่อบิดเบือนความรุนแรง

ภาพทหารถือปืน ภาพคนเจ็บคนตาย ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจะค่อยๆเลือนหายไป มีแต่ภาพความชอบธรรมของรัฐบาล ที่จะอยู่บนอำนาจต่อไปอย่างไร้มลทิน ภายใต้รอยยิ้มและเสียงเรียกร้องการปรองดองก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ถูกกวาดล้างกดดัน ยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย ทำลายสถาบัน อย่างไม่มีทางสู้.

"หมัดเหล็ก"

การ์ตูน เซีย 01/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 01/06/53

“สแปร์” ตัวสำรอง ไว้เหมือนกัน!!

ที่มา บางกอกทูเดย์


“สแปร์” ตัวสำรอง ไว้เหมือนกัน!!
หาก “มาร์ค” นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เด็กเส้น เส้นใหญ่ แข็งโป๊ก แน่นปั๋ง ใหญ่ยิ่งกว่า ป้อมปืนนาวาโรน ต้องโล๊ะเมี๊ยะ คดีเงิน ๒๙ ล้านบาท เพราะใช้ผิดประเภท จนต้องถูกยุบพรรคไปนั้น??? “ประชาธิปัตย์” สอดสาดสายตากันแล้ว...จะให้ยีราฟคอยาว สูงโย่งโก๊ะลิบฟ้า อย่าง “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แหกพรรษา ก้าวขึ้นมาเป็น ดีกรีความพร้อมเต็มที่...บดบังรัศมี “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ได้เท่าที่เห็น เจาะอดีตหาเวลา ดูกันแล้ว “ซุเปอร์เค” เกษม จาติกวณิช ผู้นำกลุ่มดุสิต ๙๙ เคยเป็น “ตัวสแปร์” สำรองที่ “ป๋า”?... เคยลุ้นอัดฉีดเต็มพิกัด เพื่อให้เป็น “นายกรัฐมนตรี” แต่ก็ไปสู่ดวงดาวไม่สำเร็จ.. คราวนี้ “หลานรักกรณ์ จาติกวณิช” ผู้เป็นหน่อเนื้อในไส้ จะก้าวเป็น “นายกรัฐมนตรี” เพื่อเชิดชูวงศ์ตระกูล!!! ทั้ง “ชวน-บัญญัติ”ที่ลุ้นอยู่...เห็นทีต้องหมอบไปทั้งคู่?....เพราะผู้ใหญ่หนุน “กรณ์” สุดกู่ เสียด้วยหละคุณ???
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

“ความจริงด้านเดียว”!!!
แผนโปรประกันดา ให้สื่อทีวี วิทยุ และ หนังสือพิมพ์ พะยี่ห้อให้ “ผู้รักประชาธิปไตย” มวลมิตรมหาชนคนเสื้อแดง เป็น “ผู้ก่อการร้าย” นั้น...ทุ่มทุนอลังการงานสร้าง ด้วยเงินมหาศาล มากมายกองก่าย ที่อัดกันมาเต็มเหนี่ยว??? เม็ดเงิน เป็น ทรัพย์หลวงคลังประเทศ...โยนโครมออกมาจับจ่ายด้วยความสุรุ่ยสุร่าย จนน่าเป็นห่วง....เงินพันล้าน ร้อยล้าน....กันไปนั้น ล้วนเป็น “เงินหลวง” ในฐานะที่ “น้องเดียว” สาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้คุมสื่อของรัฐ ต้องแกะรอย ตามดมกลิ่น การปู้ยี่ปู้ย่ำ “เงินก้อนนี้” กันให้ถึงแก่น...เพราะเท่าที่รู้มา มีคนยักย้อน ซ่อนเงินไปเข้ากระเป๋าฟรี ๆ ตั้ง “๕๐๐ล้านบาท” ทีเดียวเท่าที่รู้!!!! “เงินหลวง” ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้....ใครที่อมต้องเร่งคาย?...งาบเอาไปมันไม่น่าดู??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

แต่งตัวทรงเครื่องชะวัป!!
ถึงคิวที่ “ไชยยศ จิรเมธากร” เลชาธิการพรรคเพื่อแผ่นดิน....จะแทรกและเบียดตัว ก้าวขึ้นเป็น “รัฐมนตรี” เพื่อแทน “ชาญชัย ชัยรุ่งเรือง” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม สักทีสิครับ?? เกียรติยศวงศ์ตระกูล ความดี ความเด่น ความดัง ของ “ไชยยศ” ถือว่าครบเครื่อง เรื่องคนมีเส้น เหมือนกัน.... เป็น “บัดดี้เพื่อนเลิฟ”...เติบโตมากับ “นายฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เส้นใหญ่มะลั๊กกั๊ก มั้ยละท่าน แต่มีคนท้วงติง เป็นกษัยยาแก้เครียด ว่ายามนี้ “เทพบุตรมาร์ค แอนโทนี..เอ๊ย..เวชชาชีวะ” ขึ้นเพดานบินเป็น “นายกรัฐมนตรี” ไปแล้ว...ฉะนั้นอยู่ต่อหน้าธารกำนัน “เลขาฯไชยยศ จิรเมธากร” ควรให้เครดิต ยกก้นให้ลอย น่าจะสวยกว่า....จะมาเอะอะ มึงมาพาโวย เหมือนเป็นรุ่นกระเตาะกระทงเดียวกัน สมัยเด็ก ๆสมัย หนุ่ม ๆ นั้น จะไม่เป็นการ รู้กาละและเทศะ!!!! เตือนด้วยความหวังดี..ไม่เป็น “รัฐมนตรี”ครั้งนี้... “หนุ่มไชยยศ” ไม่มี โอกาสแล้วนะ?
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

นั่งเป็นพระอันดับ!!!
ประชุมมือเศรษฐกิจ “มาร์ค” อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ไม่เหลียวตามอง “สามสีภูเขาทอง” ไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ มั่งเลยล่ะครับ?? เรียกใช้แต่ หนุ่มสมองไบร์ท ไฟแรง “กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี,และ “กรณ์ จาติกวณิช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นทีมเวิร์ค ที่ทำงานเข้าขากันเป็นอย่างดี “รองนายกฯไตรรงค์”....เป็น “กระทงหลงทาง” ที่มองข้ามหัวไม่แยแส เลยล่ะพี่ การไม่ดึง หรือ เรียกบริการ ใช้ความคิด ของ “ไตรรงค์ สุวรรณคีรี” เพราะเป็นมือ “เศรษฐศาสตร์”ที่ตกเทรน! ตกแนว! ตกยุค! ไปแล้วนั่นเอง....ทางทีดี “ท่านสามสี ภูเขาทอง” ต้องปรับสภาพการทำงาน เข้ากับคนหนุ่มยุคจรวด เขาให้ทัน!!!! ทำงานมะงุ้มมะหราก๋า......ดูแล้วเหมือนคนหมดน้ำยา.....ปรับท่าที น่าจะดีเหมือนกัน??
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

พูดเอง..เออเอง..แบบ “ยกตน”!!
“เทพเทือก” สุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฐานะ “ผอ.ศอออฉอ” พูดตอกย้ำหัวตะปูร้อยที่แปด ว่าการกระชับพื้นที่ สลายม๊อบเสื้อแดง เป็นไป “ตามหลักสากล”??? แต่ที่สื่อต่างชาติเขาเห็น...ประชาชน คนมือเปล่า ๆ ถูกฆ่าตายไป ๘๘ชีวิต และบาดเจ็บนอนเยียวยากว่า ๒,๐๐๐ ชีวิต นี่ไม่ใช่ “จากเบาไปหาหนัก”....แต่เป็น “วิธีแตกหัก” ไม่ได้มาตรฐาน สักนิด และยิ่งน่าคิดเข้าไปใหญ่ ..เมื่อ “พล.ท.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ” รองเสธ.ทบ. คู่หูผู้รู้ใจ ของ ว่าที่ ผบ.ทบ. “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. แย้มพรายเปิดไต๋ หลังสลายม๊อบสำเร็จ ว่าการสลายครั้งนี้ “เหมือนกับสงคราม”!!!! “บิ๊กดาว์พงษ์”เอาความจริง ออกมาติว...หน้า “สุเทพ” ก็เหลือแค่สองนิ้ว?..แหกเป็นริ้วไม่น่าถาม????
๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐๐

หนังใหญ่ลงโรง

ที่มา บางกอกทูเดย์


แน่นอนอยู่แล้ว..มี “คนตาย” เป็นเบือ...ใครมั่งที่จะไม่อยากรู้อยากเห็นในการที่ทำให้ “ผู้ชุมนุม” ต้องเสียชีวิตมากขนาดนั้น การอภิปรายในสภาครั้งนี้..จึงเป็นที่สนใจเป็นอย่างยิ่ง!! โดยเฉพาะ ผลจากการสำรวจของ “สวนดุสิตโพล” เผยว่า ร้อยละ 74.56 เปอร์เซ็นเห็นด้วยที่จะให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นผู้นำในการ

อภิปราย ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก.. เป็นหนัง “ฟอร์มใหญ่” โปรแกรมยักษ์ที่ “ผู้ชม” จะได้ติดตามกันอย่างล้นหลาม แม้..ท้ายสุดจะไม่มีรางวัล “ตุ๊กตาทอง” ติดไม้ติดมือกลับบ้านให้กับพรรคฝ่ายค้าน.. แต่เชื่อแน่ว่าความ “อึมครึมหัวใจ” ของประชาชนที่เป็นกลางจะลดหายไปมากโข ที่สำคัญคือ ดารานักแสดง ตัวจริง-

เสียงจริง หยั่ง จตุพร พรหมพันธ์ ที่ “รอดดงตีน” หลุดมาได้ จะให้ “เสียงพากย์” บรรยายบรรยากาศจริงๆ กันสดๆ ไม่ต้องพึ่ง “รอง เค้ามูลคดี” มาให้เสียงพากย์แทน เหมือนหนังไทยในอดีต ถ้าหาก “จตุพร” ไม่โดน “ล็อกตัว” ออกไปซะก่อน..คนไทยที่เบื่อหน่ายกับ “ฟรีทีวี.” แล้วมารับชมครั้งนี้..คงได้ครางกันฮือ! ยัง

ไงก็ตามเกี่ยวกับ “ความสนุกตื่นเต้น” ในการรับชมก็คงจะหายไปเยอะ..เพราะมีปัญหาเรื่องการ “เซ็นเซ่อร์” เกี่ยวกับ “คลิป” ที่จะนำมาโชว์ หนังทุกเรื่อง.. ถ้ามีการ “เซ็นเซ่อร์” หรือถูก “กรรไกรหั่น” จนเกลี้ยง เนื้อหาสาระคงจะต้องขาดรสชาติหมดสนุกไปโดยปริยาย นี่ถ้า“คลิป” จากเหตุการณ์ “นองเลือด”

เปลี่ยนมาเป็นการคอนเสิร์ตของ “คลิฟ ริชาร์ด” แทน ก็คงจะแฮปปี้กันทั้งสภา..เฮฮามาถึงในบ้านด้วย ว่าไปแล้วทุกคนก็มี “เหตุผล” ของตนเอง..จะโทษ “ใครผิด-ใครถูก” คงไม่ได้ แต่..เหตุการณ์ที่ทำให้ “คนตาย” มากมายเช่นนี้ ก็ต้องหาเหตุผลมา “ลบล้าง” กันว่ามันเกิดมาจากอะไร?? โดน “ปืนตาย” หรือว่า

ถูก “ลมพัดตาย”..ต้องไล่จาก “เหตุ” จึงจะเกิด “ผล” ฝรั่งเขาบอกว่า No smoke without fire. แปลว่า “ไม่มีควันโดยปราศจากไฟ” ก็เห็นไฟลุกท่วมกรุงเทพฯ อยู่โทนโท่.. “มือเผา” อยู่ไหน??..และใครสั่งยิงประชาชนตาย ตรงนี้มันต้องมีที่มาที่ไปแน่นอน!!

‘ลับ ลวง พราง’

ที่มา บางกอกทูเดย์


คือคำที่ถูกพูดถึง และนำมาใช้หลังเกิดการปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 เป็นคำที่มีความหมายในตัวของตัวเองชัดเจนอยู่แล้ว ภาษาไทยมีคำแปลความหมายว่า ไม่มีอะไรชัดเจน กระจ่างแจ้ง ของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเกิดจากการคิด หรือการกระทำของใครก็ตาม ก็ไม่มีผลดีต่อส่วนรวมของประเทศเลยแม้แต่น้อย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า...ยังมีบางฝ่ายที่ซ่อนตัวอยู่ในมุมมืดของสังคมไทย แต่มีอิทธิพลต่อการเกิดขึ้นของเกมการ

เมือง สรุปง่ายๆ ตรงไปตรงมา บอกได้ว่า... “ลับ ลวง พราง” ยังเป็นสถานการณ์ของเหตุการณ์ทางการเมืองที่ยังมีอะไรแอบแฝง ลึกลับซับซ้อน พร้อมที่จะทำให้เกิดสถานการณ์ร้อนแรงขึ้น เป็นอันว่า... ถ้าหากยังมีเรื่องราวของ “ลับ ลวง พราง” ก็หมายความว่า ประเทศไทยยังไม่มีการคลี่คลาย สถานการณ์ทางการเมือง

เรื่องของการต่อสู้กันทางการเมืองลงได้ ประเทศจะวุ่นวายต่อไป ประชาชนก็จะต้องเดือดร้อน และได้รับความวุ่นวายอยู่ต่อไปไม่รู้จักจบสิ้น นี่คือ “พิษ” ของ “ลับ ลวง พราง” ที่วันนี้ไม่ใช่เรื่องราวเล่าขานจากตำนานปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 อย่างเดียว จาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.ผู้ทำปฏิวัติ สถานการณ์

นั้นน่าจะหมดไปจากการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งเป็นการคืนประชาธิปไตยกลับมาให้จากภาวการณ์ปฏิวัติ แต่สถานการณ์ “ลับ ลวง พราง” หาได้หมดไปกับประชาธิปไตยที่ได้รับกลับคืนมาใหม่ อย่างที่คนคิดคนหวังไว้ สถานการณ์ “ลับ ลวง พราง” ยังมีต่อเนื่องมาจนถึงวันนี้ เหมือนเป็นโรคติดต่อมาถึงรัฐบาลที่

อ้างตัวว่ามาจากประชาธิปไตย คือ รัฐบาลของนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นโรคติดต่อที่รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะไม่ยอมแก้ หรือแก้ไม่ได้จริงก็ไม่ทราบ แต่ที่คนไทยอยากรู้ก็คือ...ประเทศไทยจะยัง “ลับ ลวง พราง” อีกนานแค่ไหนกันครับ หรือจะต้องรอให้มันวอดวายทั้งหมดก่อน?

ส.ส. ต้องสังกัดพรรค(ตอนจบ)

ที่มา บางกอกทูเดย์


ถ้าจะยึดถือรัฐธรรมนูญเป็นที่ตั้ง ยึดกฎหมายพรรคการเมืองว่าเป็นกฎหมายชั้นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ข้อเท็จจริงจากบันทึกการประชุมของสภาผู้แทนราษฎรเมื่อ 15 ธันวา 51 ในการโหวตเลือก “นายกรัฐมนตรี” ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องจะมีใครกล้าหยิบมาวินิจฉัยกันหรือไม่ หรือถ้าผลการโหวตออกมาเป็นอีกด้านหนึ่ง คือ ว่าที่นายกฯ ในฝั่งของ ส.ส.ส่วนใหญ่ของพรรคพลังประชาชน ได้รับ “เสียงข้างมาก” โหวตให้เป็นนายกรัฐมนตรี นักกฎหมายหรือบรรดานักวิชาการขาประจำจึงจะลุกขึ้นมา

พลิกตำรากฎหมายกันอีก แต่เมื่อผลเป็นไปตามที่รักและชอบถูกอกถูกใจไปแล้ว...การเอาหลักการเก็บไว้ในลิ้นชัก หรือการหลับตาไว้ก่อน ปล่อยให้การได้อำนาจในการปกครองประเทศดังกล่าวผ่านเลยไป...น่าจะไม่ชอบเช่นกัน ถ้าจะว่ากันแบบตรงไปตรงมา แม้ว่า เหตุการณ์นี้จะล่วงเลยกว่าขวบปี นักกฎหมายทั้ง

หลายก็แทบจะ “ไม่มีใครกล้าหาญ” พอที่จะหยิบเรื่องเช่นนี้ ให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ กลัวความจริงจะปรากฏหรืออย่างไร? หรือกลัวว่าใครจะไม่ได้เป็นนายกฯ อีกต่อไป? หรือกระทั่ง ส.ส. ของพรรคพลังประชาชนเอง ซึ่งส่วนใหญ่ได้ย้ายมาอยู่ในชื่อพรรคเพื่อไทย ก็ยังไม่เห็นใครหยิบเรื่อง

นี้มาพิจารณา ซึ่งถ้าคิดได้ก็คงจะเห็น ส.ส. เหล่านี้ยอมสละตำแหน่งตนเอง โดยการเข้าชื่อ ส.ส. ทั้งหลายส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดไปตรวจสอบดูซิว่า...การกระทำดังกล่าวนั้น เป็นเหตุให้นายกรัฐมนตรีที่บรรดา ส.ส. ได้เสนอชื่อกันเมื่อ 15 ธันวานั้น ผิดหลักการตามเจตนารมณ์เรื่อง ส.ส. ต้องสังกัดพรรคทั้งสิ้น! เมื่อหลัก

การผิดมาแต่แรก...ถามต่อว่า ผลที่เกิดจากหลักการที่ผิดนั้นจะเป็นเช่นไร เรื่องอย่างนี้ก็คงต้องรอให้มีการร้องให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเสียก่อน ถึงวันที่ศาลได้วินิจฉัย เราก็คงจะได้ข้อยุติที่เป็นธรรมตามมา หากว่าการกระทำของบรรดา ส.ส. ทั้งสามพรรคที่เข้าไปประชุมในสภาโดยไม่ชอบ พรรคการเมืองใดจะ

ต้องถูกยุบต่อไป เพราะคงไม่สามารถไปยุบทั้งสามพรรคเดิมได้ และผลการกระทำจะถือเป็นโมฆะด้วยหรือไม่ พิจารณาแล้วอาจจะดูเป็นเรื่องราวใหญ่โต เพราะมีการกระทำทางอำนาจฝ่ายบริหารไปแล้วมากมาย ทั้งเรื่องงบประมาณ เรื่องการเสนอกฎหมาย การไปแสดงพันธะผูกพันต่างๆ ในนามรัฐบาลไทย ใคร

จะรับผิดชอบ? เรื่องอย่างนี้ก็คงต้องให้ “ศาลรัฐธรรมนูญ” เป็นผู้วินิจฉัย และวางหลักการในการทำหน้าที่ของ ส.ส. ที่ต้องสังกัดพรรคให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป หรือหากไม่มีบทบัญญัติใดกำหนดไว้ รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จะช่วยได้หรือไม่ พี่น้องประชาชนก็คงต้องร่วมด้วยช่วยกัน เพื่อแก้ไขสิ่งที่ดูจะน่าเคลือบแคลง

สงสัยเป็นอย่างยิ่งสำหรับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 ธันวาคม 2551 ที่ผ่านมา โดย ส.ส. ของพรรคการเมืองที่ถูกยุบไป ทั้งที่ยังไม่สังกัดพรรคอื่นเลย สิ่งที่เกิดขึ้นไปแล้วในสภา บันทึกการประชุมก็ดี บันทึกการเสนอชื่อนายกฯ ก็ดี หรือบันทึกการลงคะแนนก็ดี ล้วนเกิดขึ้นจาก ส.ส. ของทั้งสามพรรคที่

ถูกยุบไปด้วยทั้งสิ้น การแสดงผลในบันทึกการประชุมจึงแปลกประหลาดอย่างมาก เพราะ ส.ส. ของทั้งสามพรรคที่ถูกยุบไป ไม่สามารถบันทึกไว้ในรายงานการประชุมสภาได้ ซึ่งคงพิจารณาได้ว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญผูกพันรัฐสภาด้วย จึงบันทึกชื่อพรรคกันไม่ได้ แต่ก็ด้วยความรีบเร่งที่จะช่วงชิงอำนาจ

ในการบริหารประเทศ เรื่องอย่างนี้จึงเกิดขึ้นไปแล้ว ซึ่งจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้า ส.ส. ทั้งสามพรรคไปหาพรรคอื่นสังกัดให้แล้วเสร็จก่อนที่จะเข้าประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ หมายความว่า ตั้งแต่วันที่ 2 ธันวา ถึงวันที่ 15 ธันวา 2551 นั้น ถ้า ส.ส. เหล่านี้ไปสังกัดพรรคการเมืองอื่นตามสิทธิที่มีอยู่แล้ว ผลการ

โหวตเลือกนายกฯ ในวันที่ 15 ธันวา ก็ไม่มีประเด็นให้พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 แต่อย่างใด แต่ก็ทำกันไปแบบสุ่มเสี่ยงที่จะขัดต่อหลักการของคำว่า ส.ส. ต้องสังกัดพรรค ไปเรียบร้อยแล้ว เหลือเพียงแค่ว่า...เรื่องประเด็นดังกล่าวจะไม่ถูกนำขึ้นมาวินิจฉัยเพียงเพราะโชคดีที่ได้ “นายกฯรูปหล่อ” หากว่าผล

การโหวตออกมาเป็นอีกด้านหนึ่ง เรื่องเช่นนี้น่าจะถูกพิจารณาไปนานแล้ว คงไม่ปล่อยให้เงียบหายไปแต่อย่างใด และอาจจะมีการยุบพรรคการเมืองเดิมในนามพรรคใหม่ชื่อ “พรรคเพื่อไทย” ไปอีกรอบแล้วก็เป็นไปได้ นี่แหละครับ...การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ต่างฝ่ายต่างแย่งชิงอำนาจกัน ใครมีอำนาจหรือ

พวกสนับสนุนที่มีพลังมากกว่าก็สามารถได้อำนาจนั้นไป โดยไม่ต้องคำนึงถึง “เสียงส่วนใหญ่” ของประชาชน เสียงประชาชนนั้นเป็นเพียงรูปแบบที่ถูกกำหนดไว้ให้ดูว่าเป็น “เสียงสวรรค์” ในการเลือกตั้งเท่านั้นหรือ หลังจากนั้นอำนาจในการบริหารประเทศก็เป็นเรื่องของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่จะไปจัดสรรปั้นแต่งให้

สอดคล้องกับตัวอักษรในบทกฎหมายเท่านั้น แต่ครั้งนี้จะพลาดไปหรือเปล่า หรือรู้แล้วแต่แกล้งโง่เอาไว้ก่อน พี่น้องลองคิดตรึกตรองกันได้ด้วยตนเอง ผมเองก็เพียงคนหนึ่งที่คอยคิดคอยเขียนให้ได้อ่าน...จะผิดหรือถูกอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าจะมีการวินิจฉัยกันออกมาอย่างไร

ปีที่ 6 (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


ใครก็ตามที่คิดว่า...ปี 2553...หลังสงครามกำหราบเสื้อแดงแล้วประเทศชาติจะกลับคืนไปสู่ความสงบสุข...เฉกเช่นที่เป็นมา จะต้องย้อนเวลากลับหลังไปนั่งลำดับกันใหม่...เพราะความวุ่นวายที่ปรากฏอยู่ในประเทศไทยจนกลายเป็นข่าวใหญ่อยู่ทุกวี่ทุกวันในโลก...จนถึงวันมหาวิปโยค...19 พฤษภาทมิฬ...เราเริ่มต้นขึ้นมาเดินบนถนนแห่งความหายนะตั้งแต่เมื่อ 6 ปีที่แล้ว...ปี 2547...เมื่อมิตรภาพระหว่าง...ทักษิณ ชินวัตร กับ

สนธิ ลิ้มทองกุล เริ่มมีปัญหา...และ สนธิ ลิ้มทองกุล...เริ่มเปิดเกมรุกโดยการใช้สวนลุมพินี...เป็นสถานที่โจมตี นายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร...เมื่อความรักกลายเป็นความชัง เมื่อมิตรภาพระหว่างกันกับกลายเป็นอริ...ฝ่ายหนึ่งถือว่ามีอำนาจรัฐ...อีกฝ่ายหนึ่ง...สู้เพราะต้องสู้...สู้อย่างยอมตายถวายชีวิต...นั่นเป็นน้ำ

ผึ้งหยดเดียว...ที่เป็นเริ่มต้นแห่งหายนะประดามี... มีคำกล่าวนานมาแล้วและไม่เคยล้าสมัย...ศัตรูของศัตรูคือมิตร...ในฐานะหัวหน้าพรรคใหญ่มีเสียงท่วมสภา...ทักษิณ ชินวัตร...มองผ่านทุกปัญหาที่อดีตนายกรัฐมนตรีจากการเลือกตั้งทั้งหลายเคยมี...ประเทศนี้ไม่คุ้นเคยกับ...อำนาจที่ไร้เทียมทาน ฝ่ายที่ไม่ชอบ

ทักษิณ ชินวัตร...รวมตัวและสะสมพลังเข้าเป็นแนวร่วมกัน สนธิ ล้มทองกุล...และมวลชนของเขา ทักษิณ ชินวัตร...ยังประมาท...และให้ความสำคัญกับปรากฏการณ์นั้นอย่างดูแคลน...ส่งมอบการแก้ไขปัญหา...ไปสู่มือที่ยังไม่ถึงชั้น...ที่เข้าใจว่าการ “ทำให้กลัว” คือหนทางสู่ชัยชนะ...ผู้ครอบครองอำนาจ...ที่ล้วนแต่ล่ม

สลาย...ต่างเข้าใจเหมือนกัน...ผู้ครองอำนาจหน้าใหม่...ก็อยากจะพิสูจน์ร่ำไป...บทเรียนใหม่ที่ไม่เคยแปลกจากบทเรียนเก่ากว่าทักษิณ จะเรียนรู้ว่า...นายกรัฐมนตรี ก็แค่ นายกรัฐมนตรี แผ่นดินนี้ ก็ไม่มีที่ให้เขายืนพรุ่งนี้...ลำดับกันใหม่...หายนะแห่งแผ่นดิน