ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
เห็นคำให้สัมภาษณ์ของน.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปรากฏเป็นข่าวมาหลายวันแล้ว เสียดายที่โดนประเด็นร้อนๆ อื่นๆ กลบเสียหมด
เลยขอนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในสถานการณ์เช่นนี้
คุณหมอยงยุทธกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงช่วงที่ผ่านมา
โดยเห็นว่าต้องแยกแยะกลุ่มคน 2 ประเภท
คือ 1.กลุ่มก่อการร้ายมืออาชีพ เป็นพวกที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีอาวุธครบมือ
2.กลุ่มโกรธแค้นรัฐที่มีภาวะสองจิตสองใจต่อรัฐ กล่าวคือมุมหนึ่งทุกคนต้องพึ่งพารัฐ แต่อีกมุมหนึ่งก็ได้รับผลกระทบจากรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ความไม่เป็นธรรมจากภาครัฐด้านต่างๆ
ยกตัวอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างการให้บริการของรัฐ อย่างคนจนและคนรวยจะได้รับการบริการที่แตกต่างกัน!
ปัจจัยดังกล่าวเมื่อมาผสมผสานกับความพ่ายแพ้ในการเรียกร้องทางการเมือง ทั้งอิทธิพลกลุ่ม ความเป็นวัยรุ่น ทั้งหมดล้วนผลักดันให้เกิดการแสดงออกในภาวะสังคมไร้ระเบียบชั่วคราว
โดยกลุ่มคนโกรธแค้นรัฐ สามารถพบได้ทุกประเทศ
ที่สำคัญรัฐต้องรู้จักวิธีปฏิบัติกับคนเหล่านี้
อย่าให้เหมือนพวกก่อการร้าย!!
เพราะหากยิ่งป่าวประกาศว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจะยิ่งผลักดันให้พวกเขายิ่งโกรธเกลียดรัฐมากขึ้น
และกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายได้ในที่สุด!
น.พ.ยงยุทธ ยังแนะนำว่า สิ่งสำคัญต้องทำให้คนเหล่านี้อารมณ์เย็นลง
ต้องพยายามให้เห็นว่า รัฐไม่นิยมความรุนแรง ต้องการเพียงควบคุมสถานการณ์ให้สงบเท่านั้น
ขณะเดียวกันต้องบอกถึงโทษของการกระทำผิด ว่าร้ายแรงเพียงใด
ทำให้เห็นว่า สังคมมีกฎระเบียบ ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบ
สำหรับประชาชนทั่วไปอยากให้มองแง่ดี ไม่อยากให้คิดแต่ในแง่ลบ
โดยเฉพาะในสื่อต่างๆ อย่างสื่ออินเตอร์เน็ต อยากให้มีการเชิญชวนให้ปรองดองกัน
เพราะขณะนี้แต่ละฝ่ายพยายามใส่อารมณ์ต่อกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ดี ทั้งการสร้างกติกาในการชุมนุมที่ปราศจากความรุนแรง
รวมทั้งการเยียวยาภายหลังเหตุการณ์ ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกฝ่าย!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, June 1, 2010
เตือนจากจิตแพทย์
ความหงุดหงิด งุ่นง่าน จากคนของ "ประชาธิปัตย์" ต่อการ "ตรวจสอบ"
ที่มา ข่าวสด
หงุดหงิดถึงกับออกมากล่าวหา มูลนิธิกระจกเงา
ไม่เพียงแต่จะหงุดหงิดต่อ มูลนิธิกระจกเงา ใครก็ตามที่ตั้งคำถามต่อการตายและบาดเจ็บของผู้คนในสถานการณ์กระชับพื้นที่ของทหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม คนของพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความไม่พอใจ
ไม่เพียงไม่พอใจ หากยังมองด้วยความมุ่งร้าย แสดงความกังขา
แม้ผู้สื่อข่าวเสนอคำถามเชิงตั้งข้อสังเกตว่า "นักข่าวชาวอังกฤษ ที่ถูกยิงในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารระบุว่าโดนทหารยิง"
คำตอบจาก นายสาธิต ปิตุเดชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คือ "เป็นเพียงคำพูดของคนๆ เดียว เชื่อไม่ได้"
คำถามก็คือ แล้วจะปล่อยให้คนหาย ปล่อยให้คนตาย โดยไม่มีการเสาะหาข้อเท็จจริงหรือ
แท้จริงแล้วความห่วงใยในจำนวนคนหาย 39 คนจากมูลนิธิกระจกเงามิได้เป็นความห่วงใยอันเลื่อนลอยและว่างเปล่า
ทั้งมิได้เป็นการคิดหรือนิมิตจำนวนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
"ศอฉ.เป็นคนส่งเรื่องจากที่มีการแจ้งคนหายมาให้ศูนย์ข้อมูลคนหายของมูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการ"
เป็นถ้อยแถลงจาก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิ
ขณะเดียวกัน ความห่วงใยของมูลนิธิกระจกเงาก็มิได้เริ่มต้นจากความหวาดระแวงหรือจ้องจับผิด หากแต่มาจากบทเรียนในการเสาะหาคนหายจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 เป็นสำคัญ
เพราะคราวนั้นรัฐบาลปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยประมาณ 1 เดือนจึงสรุปจำนวนคนถูกจับกุมว่ามีอยู่ 80 คน
คิดดูเถิด 80 คนนี้ย่อมมีครอบครัว ย่อมมีญาติพี่น้องที่คอยห่วงใย มิใช่หรือ
อย่าว่าแต่มูลนิธิกระจกเงาอันมีบทเรียนจากการทำงานล่าช้าของรัฐบาลในสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 เลย
แม้กระทั่งองค์การนิรโทษกรรมสากลก็กังขาในเรื่องนี้
สิ่งที่องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องต่อรัฐบาล ประการหนึ่ง คือเรียกร้องให้เปิดเผยจำนวนคนตาย คนบาดเจ็บและคนที่ถูกจับกุมจากสถานการณ์อันเริ่มขึ้นจากเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553
ประการหนึ่ง คือ เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ เป็นกลาง เพื่อสอบข้อเท็จจริงอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน องค์การนิรโทษกรรม ก็ขอมีส่วนร่วมในการสอบข้อเท็จจริงนี้ด้วย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความห่วงใย ทั้งต่อคนที่เสียชีวิต คนที่บาดเจ็บและที่สำคัญคือคนที่ถูกจับกุมและคนที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสถานการณ์
ความห่วงใยเช่นนี้ไฉนจึงสร้างความหงุดหงิดให้กับคนของพรรคประชาธิปัตย์
จึงแทนที่จะหงุดหงิดและไม่พอใจ คนของพรรคประชาธิปัตย์สมควรที่จะแสดงความขอบคุณ
เพราะหากว่ามีองค์การทางสังคมห่วงใยไม่ว่าจะจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะจากภายในประเทศล้วนทำให้การตรวจสอบในเรื่องนี้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือต่างหากคือเป้าประสงค์แท้จริงของการตรวจสอบ
ปลื้มกองเชียร์
ที่มา ข่าวสด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังหน้าชื่นตาบาน กอดเก้าอี้นายกฯแน่นต่อไป
โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อชีวิตผู้คน
ตาย 88 ศพ เจ็บอีกเกือบ 2 พันคน สูญหายอีก 38 ราย
ล่าสุด ยังเปิดทำเนียบต้อนรับแฟนคลับ กลุ่มสมาชิกชุมชนออนไลน์เฟซบุ๊กมั่นใจคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา ซึ่งเป็นกองเชียร์ส่วนตัวแบบอย่างใกล้ชิด ชื่นมื่น
นายอภิสิทธิ์อ้างว่าได้ติดตาม แลกเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ พร้อมชื่นชมว่าเป็นกลุ่มที่แสดงออกถึงความต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข มีข้อเรียกร้องที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง
ทำให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ก่อนหน้าที่จะสั่งสลายม็อบ ก็เป็นที่รู้ว่านายอภิสิทธิ์ ฟังกองเชียร์กลุ่มเหล่านี้เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องให้เอาจริงเสียที ลงมือเสียที อ้างประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังอ้างว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้นได้รับข้อมูลด้านเดียว เพราะอยู่ในที่ชุมนุมกันมา 2 เดือนก็จะได้รับเฉพาะเรื่องที่นำขึ้นมาปราศรัยบนเวทีเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุด้วยว่าอยากให้พลังและเครือข่ายกลุ่มเฟซบุ๊ก รวมตัวเพื่อสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เวลามีวิกฤตก็สามารถรวมตัวลุกขึ้นมาเพื่อสร้างความถูกต้องดีงามเพื่อบ้านเมืองอีก
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าผู้นำที่ได้ชื่อว่าเป็นคนทันสมัย มีความรู้ เกิดในชาติตระกูลดี จะหยิบยกเรื่องแบบนี้มาเพื่อเป็นประโยชน์เพื่อตัวเองได้
ผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องเพื่อแสดงทัศนคติทางการเมือง เคลื่อนไหวเต็มท้องถนน นับคน นับจำนวนได้ไม่หวาดไม่ไหว
ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แต่นายอภิสิทธิ์เลือกที่จะเชื่อว่ากลุ่มที่มาเชียร์ออนไลน์ เป็นกลุ่มที่จับต้องสัมผัสได้จริง แล้วฉกฉวยนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง
หลังจาก เปิดโอกาสให้แฟนคลับได้กรี๊ดพอหอมปากหอมคอ
นายกฯคนรูปหล่อ ก็เปิดทำเนียบรัฐบาลชี้แจงกับทูตต่างประเทศ
แต่สำนักข่าวต่างประเทศนำไปรายงานคนละทิศคนละทาง
เช่นบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าทหารยิงต้องมากกว่านี้ ผู้เสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม มี 4 ศพถูกยิงจากแนวราบ ผู้ชุมนุมเป็นเครื่องมือของผู้ก่อการร้าย
พอถูกต้อนหนักๆ เรื่องความผิดชอบต่อชีวิตคนตาย
นายอภิสิทธิ์ กลับตอบไม่เต็มปากเต็มคำ อ้างว่าถ้าสอบสวนมีข้อบ่งชี้ว่าผิด ก็พร้อมยืดอกรับผิดชอบ
แต่ไม่วายอ้างว่าทุกอย่างทำตามกฎหมาย
พร้อมกับโทษฝ่ายม็อบว่าทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าจะมีคนตายหรือไม่
ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า ใครกันแน่ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากที่สุด
ต่อความตายของประชาชน
เวทีซักฟอกระอุ-สลายม็อบ
ที่มา ข่าวสด
เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. บริเวณแยกคอกวัว ต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ 19 พ.ค. ที่สี่แยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 88 ราย และบาดเจ็บร่วม 2,000 ราย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ / วิชาญ มีนชัยนันท์
ถือเป็นประเด็นหลักที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย หยิบยกมาอภิปรายในเวทีซักฟอก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่างชี้แจง เหตุผลในสภา
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
รัฐบาลยืนยันว่าได้ใช้ความพยายามเต็มที่ ใช้การเมืองหาทางออก แต่ถูกปฏิเสธมาตลอด กรณีพระสงฆ์ ปลายเดือนเม.ย. เลขาธิการเถรสมาคมได้ออกแถลงข้อปฏิบัติการจับกุมว่า กรณีความผิดซึ่งหน้าสามารถจับกุมและไปดำเนินการสึกทีหลัง
ส่วนความสงสัยช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการในวันที่ 19 พ.ค. โดยเฉพาะหลังประกาศยุติการชุมนุม และเกิดปัญหาไฟไหม้ที่ตามมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์นั้น ตอนนั้นทหารปฏิบัติการทั้ง 4 ทิศ แนวที่มาจากศาลาแดง หยุดอยู่ที่แยกสารสินที่มีปัญหาการต่อสู้ที่ตึกบางกอกเคเบิล ส่วนแนวถนนเพลินจิต ค่อยๆ เข้ามาถึงราชประสงค์ได้ในช่วงค่ำ ส่วนแนวราชปรารภนั้นไม่ได้เข้ามา
ส่วนแนวจากสนามกีฬาแห่งชาติ เบื้องต้นไม่ได้เข้ามา เพราะตอนนั้นต้องการให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านได้และแกนนำผู้ชุมนุมประกาศบนเวทีว่า ให้ใช้ถนนพระ ราม 1 จึงไม่ได้เข้ามาในทางนี้ กระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้ในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่พยายามไปคุ้มครองเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แต่ไม่สามารถเข้าไประงับภัยได้ เนื่องจากมีผู้ใช้อาวุธยิง จะให้ทหารติดอาวุธเข้าไปคุ้มครองก็ยิ่งเป็นปัญหา เพราะจะมีการต่อสู้และอาจมีผู้ชุมนุมที่เดินทางกลับบ้านเสียชีวิต
นี่คือความยากลำบาก เจ้าหน้าที่เข้าไป คุมพื้นที่ไม่ได้ในขณะนั้น
ส่วนที่วัดปทุมวนาราม ยืนยันว่าต้องสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดก่อน ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กำลังจัดการผู้ชุมนุม มีรายงานเพียงว่าตอนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปคุ้มครอง มีการยิงต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธบริเวณสยามพารากอน มีบันทึกและรอยกระสุนพยานชัดเจน
สุเทพ เทือกสุบรรณ /น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
โดยคืนวันที่ 19 พ.ค. ได้รับการประสานว่า ในนั้นมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องช่วยเหลือเร่งด่วน แต่เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าไปไม่ได้ จึงเป็นการยืนยันว่า ตอนนั้น 2-3 ทุ่มแล้ว การยิงต่อสู้ยังมีอยู่ และได้รับรายงานว่า คนที่โดนยิง โดนยิงบริเวณเต็นท์พยา บาล ซึ่งน่าเสียใจมาก มีบางคนบอกว่ายิงมาจากรางรถไฟฟ้าหรือสกายวอล์ก ถ้ามาได้น่าจะมาจากราชประสงค์ เพราะทิศจากสยามสแควร์มีประตูปิดล็อกอยู่
ส่วนการชันสูตรทั้ง 6 ราย จะมีการเปิดเผยต่อไป แต่ 4 คนในนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า โดนยิงจากแนวราบ ไม่ได้มาจากที่สูง
นอกจากนี้ ยังมีคำให้การของยามที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในตึกเซ็นทรัลเวิลด์ ชัดเจนว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง และไฟที่เผาเซ็นทรัลเวิลด์นั้นไม่ได้ไหม้แค่ครั้งเดียว แต่มีการจุดต่อเนื่อง 2 ครั้ง 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ไฟเริ่มมอด ซึ่งตอนนั้นมีการยิงกันจริงๆ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า การเสียทรัพย์ ไม่เท่ากับเสียชีวิต
วิชาญ มีนชัยนันท์
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
หากนายกฯ เลือกวิธีเจรจาก็ไม่ทำให้เกิดความสูญเสียเกือบ 90 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2 พันคน รวมทั้งกรณีผู้เสียชีวิตภาย ในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ที่ส่วนหนึ่งถูกยิงบริเวณเต็นท์พยาบาลภายในวัด
อีกทั้งหากนายกฯ สั่งการให้นายสุเทพ ไปมอบตัวตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ต้องการให้มีกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียว จำนวนการสูญเสียก็ลดลง แต่นายกฯ กลับเลือกใช้วิธีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
ขณะนี้ทราบว่ามีการจ่ายเช็คให้กับแม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด โดยขอให้แลกเปลี่ยนกับการไปร่วมลงชื่อถอดถอนส.ส. เพื่อไทย จึงต้องถามว่าเรื่องนี้คืออะไร และเงินจำนวนดังกล่าวเอามาจากไหน ตอนนี้แม่ของพยาบาลไปรับเช็ค ปรากฏว่าถูกขู่แล้วที่เขตร่มเกล้า
นอกจากนี้ ตัว นางผุสดี นาคคำ อาชีพพยาบาล ที่ถือธงแดงอยู่หน้าเวทีราชประสงค์เพียงคนเดียว และบอกกับสื่อต่างประเทศว่าจะนั่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าทหารจะมายิง ตอนนี้ทราบว่าหายสาบสูญไปแล้ว จึงอยากถามว่าตอนนี้นางผุสดีอยู่ที่ไหน
ข้อเท็จจริงที่เกิดไฟไหม้ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ต้องถามว่าเป็นอย่างไร เพราะตอนที่ผมและส.ส.เพื่อไทยเข้าไปในพื้นที่ ทุกอย่างยังปกติ และศอฉ. ระบุควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่เหตุใดจึงมีการเผาขึ้นมาได้ เหตุเพลิงไหม้ที่บอกว่าไหม้ 2-3 ครั้ง รู้อยู่แล้วว่าจะมีเผา ทำไมไม่เตรียมรถน้ำไว้
ขอให้นายกฯ ไปตรวจสอบใหม่เรื่องการเข้าไปของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 19 พ.ค. เพราะขนาดพวกผมกับผู้บัญชาการระดับสูงของฝ่ายตำรวจยังเข้าไม่ได้เลยแม้แต่รอบถนนเพชรบุรี เพราะทหารไม่ให้เข้าไป
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกฯ-ผอ.ศอฉ.
ขอชี้แจงว่า ในวันที่ 19 พ.ค. เฉพาะส่วนที่อยู่ปทุม วันมาถึงวัดปทุมวนา ราม กำลังเจ้าหน้าที่ ในส่วนนี้ได้รับคำสั่งให้อยู่ในที่ตั้งเดิมบริเวณหน้าสนามกีฬา ไม่ให้เคลื่อน จนถึงเวลา 15.00 น. เกิดการวางเพลิงในบริเวณสยามสแควร์และเซ็นทรัลเวิลด์ จึงสั่งการให้กทม.จัดรถเข้าไปดับเพลิง แต่ถูกผู้ก่อการร้ายยิงจึงต้องถอนกำลัง จึงขอกำลังเจ้าหน้าที่มาคุ้มครอง
เจ้าหน้าที่จึงได้รับคำสั่งให้มาคุ้มครอง 20 คนแต่ก็ถูกยิง จนถอยไปอยู่ที่สถานีบีทีเอสสยามสแควร์ ตอนนั้นเวลา 16.30 น. แล้ว จัดกำลังใหม่ เที่ยวนี้เพิ่มเป็น 1 กองร้อยเพื่อคุ้มครองรถดับเพลิงทำงานได้
จุดที่เคลื่อนเข้ามาทางข้างล่างและข้างบน มีผู้ก่อการร้ายที่ตอม่อด้านล่าง ยิงปะทะเจ้าหน้าที่เป็นรอบที่ 2 ในเวลา 18.30 น. มีคนร้ายอยู่ตรงมุมวัดติดสยามพารากอนแล้วปีนรั้วเข้าไป ในวัด เข้าใจว่าคนร้ายหนึ่งในสองคนนี้ถูกปืนเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเข้าไปตายในวัดหรือไม่
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ถอนกลับเพราะเห็นว่าขืนเดินหน้าต่อไปจะเกิดการปะทะกัน อาจมีประชาชนโดนลูกหลง บาดเจ็บ
วันที่ 19 พ.ค. หลังจากเวลา 18.30 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ไปตั้งหลักที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม สแควร์ และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้าไปภายในวัดปทุมฯ จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีเจ้าหน้าที่คนไหนยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปหลังวัดเพื่อล่อให้คนออกมาด้านหน้าวัดแล้วยิงเข้าใส่
ที่สำคัญ ระยะทางจากหน้าวัดมาหลังวัดไกลมาก 400-500 เมตร แต่หากจะมีควันขึ้นมาวันนั้นหากมีไฟไหม้ มาจากหลังห้างพารากอนเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่เคยกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ยกเว้นบางคนเอาอาวุธสงครามมายิงทหาร ประชาชน แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และละเมิดกฎหมาย สั่งทหารสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีการใช้กระสุนและอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เช่น กรณี นายเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนจนเสียชีวิตบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.
นอกจากนี้ ในช่วงสงกรานต์เลือดปี 2552 มีคนชุดดำยืนปะปนกับเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมถืออาวุธเอ็ม 16 ไว้ข้างกายตลอดเวลา ขณะที่มีภาพเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มีชายนอกเครื่องแบบสวมเสื้อยืด กางเกงวอร์ม ถืออาวุธปืน หลบอยู่ในบังเกอร์ของทหาร ถือว่าเป็นการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหรือไม่
ส่วนเหตุการณ์ยิงที่วัดปทุมวนาราม นายสุเทพ เคยชี้แจงเรื่องนี้ว่า ผู้ที่ยิงเป็นกลุ่มโจรผู้ร้าย แต่ความจริงเป็นทหารสวมหมวกเหล็กมีสัญลักษณ์สีชมพูติดอยู่ และบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค. ก่อนเกิดเหตุยิง 6 ศพ นี่คือโจรผู้ร้าย
สำหรับผมคิดว่าไอ้โม่งที่นายสุเทพ กล่าวอ้างก็คือทหาร ที่เชื่อมโยงกำลังนอกเครื่องแบบของรัฐบาล เพื่อปฏิบัติการต่อผู้ชุมนุม เพื่อรัฐบาลจะต้องไม่รับผิดชอบในคำสั่งฆ่าคน จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติโดยมิชอบ เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ผมจึงไม่ไว้วางใจให้นายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ บนกองเลือดได้
'จตุพร'อภิปราย ทวงยุติธรรม ให้แดงผู้เสียชีวิต

นายจตุพร พรหมพันธุ์
อภิปรายไม่ไว้วางใจรอบดึกวุ่น บรรดาส.ส.ปชป.รุมประท้วง ติงประธานฯทำหน้าที่โอนเอียง "บุญยอด" ถูกเชิญออกห้องประชุม ขณะที่ "จตุพร" ลั่น ขอทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต...
เมื่อเวลา 23.25 น. 31 พ.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เริ่มกล่าวอภิปรายหลังจากก่อนหน้านี้มีการประท้วงหลายครั้งในเรื่องสิทธิการอภิปรายของนายจตุพร โดยนายจตุพรกล่าวว่า เวลานายกฯและรองนายกฯอธิบาย ตนก็ไม่ได้ขัดขวาง ดังนั้นตนจึงขอทำหน้าที่ส.ส.ในการอภิปรายครั้งนี้ โดยจะอภิปรายเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งขณะนี้มีความพยายามปลุกระดมเพื่อสร้างกระแสว่า ผู้เสียชีวิตสมควรเสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์เอราวัณ ได้บันทึกเวลาเสียชีวิตของผู้เสียชีวิตไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์เผาห้าง
นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันนี้ จะมีเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเป็นหนึ่งคณะกรรมการศอฉ. ที่มีนายสุเทพเป็นผู้อำนวยการ และมีนายกฯเป็นผู้แต่งตั้ง และยังเป็นประธานในคดีพิเศษ ส่วนกรรมการ ศอฉ.ก็มีส่วนในการปราบปรามประชาชน และมาทำหน้าที่เอง โดยเฉพาะกรณีของตน ซึ่งก่อนปิดสมัยประชุม มีการออกหมายจับนั้น จะเป็นข้อหาอะไรก็กระทำไปเลย เนื่องจากที่ผ่านมา ตนเดินทางไปรับทราบข้อหาครบถ้วนทั้งหมดแล้ว 5 คดี ทั้งนี้ระบุว่า หากรองนายกฯมีใจเป็นนักเลง เมื่อตนทนฟังได้ ดังนั้นก็ควรที่จะเคารพฝ่ายที่กล่าวหาด้วย
นอกจากนี้ นายจตุพรยังระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอธิบายถึงแต่ซากตึกที่ถูกเผา มากกว่าการให้ความสำคัญของผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชน ซึ่งไม่มีอาวุธในมือ ส่วนการถ่ายทอดเสียงข่าวแต่ของรัฐบาลนั้น ถือเป็นการปลุกระดมผ่านสื่อ เพราะทุกวันจะมีการบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง ทั้งๆ ประชาชนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ต้องการให้ยุบสภา ต้องการหีบเลือกตั้ง แต่กลับได้หีบศพไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นายจตุพรจะได้กล่าวอภิปรายนั้น นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ขอหารือกับพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมว่า ขอคัดค้านการอภิปรายของนายจตุพร เนื่องจากนายจตุพรไม่มีสิทธิในการอภิปราย เพราะขัดรัฐธรรมนูญ กรณีที่เป็นแกนนำนปช. และเป็นผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์ในการอภิปรายครั้งนี้ ขณะประธานที่ประชุมได้วินิจฉัยว่า นายจตุพรมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ ส่งผลให้เกิดการประท้วงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ไม่ได้รังเกียจ แต่สถานะของนายจตุพรเป็นผู้ต้องหา ซึ่งคณะของนายจตุพรก็อยู่ที่ค่ายนเรศวร ทั้งนี้ พ.อ.อภิวันท์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือมายังสภาฯ ไม่มีหมายจับมา ทราบว่า จะมีหมายจับหลังปิดประชุมสภาฯ โดยวินิจฉัยแล้ว นายจตุพรยังมีเอกสิทธิ์ จึงขอให้ฝ่ายรัฐบาลใจกว้าง เพราะเป็นสิทธิที่จตุพรจะอภิปรายได้
ต่อมานายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยถามว่า นายจตุพรขาดการประชุมสภา 53% มีการลาด้วยเหตุผลใด จนทำให้มีการถกเถียงกันรุนแรงมากขึ้น ในที่สุดพ.อ.อภิวันท์จึงต้องเชิญนายบุญยอดออกจากสภาเพื่อขอรักษาความสงบ ก่อนที่นายจตุพรจะได้ลุกขึ้นเพื่ออภิปราย
"ไพจิต"ซัด 20 ปี ปชต.เกิดโสเภณีการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ "ไพจิต" อภิปรายนายกฯ-สุเทพ สั่งสลายชุมนุม ระบุ รอบ20 ปี ระบอบประชาธิปไตยเกิด 2 วิกฤต ลั่น มีโสเภณีการเมือง และความยุติธรรมไม่มีมาตรฐาน.... ส่วนวิกฤตความยุติธรรม อย่างกรณีเขายายเที่ยง ยึดต้นน้ำ แล้วบอกว่า ขาดเจตนา แต่คนอยู่ตีนเขาถูกจำคุก ซึ่งสังคมไม่มีมาตรฐาน และกรณีการยึดสนามบิน 2 ปี ไม่มีจับกุมคุมขัง แต่ นปช. ยึดราชดำเนิน กลับถูกดำเนินการ และกรณีการชุมนุม 12 พ.ค. เป็นการเสียสละของคนยากจน เพื่อประชาธิปไตย แต่กลับใส่ร้ายว่ารับจ้างมา ซึ่งมาเรียกร้องให้ยุบสภา หากไม่ยุบสภาก็ไม่ควรนำปืนไปยิง ทั้งนี้การชุมนุมโดยสงบสันติ คือ เสน่ห์ของประชาธิปไตย แต่นายกฯ และนายสุเทพ ได้ลุแก่อำนาจ คือ พยายามจัดสถานการณ์ให้รุนแรง เพื่อใช้กำลังและกฎหมาย สำหรับวันที่ 7 พ.ค. ได้มีการย้ายการประชุมมาที่รัฐสภา เพื่อพยายามจะยกระดับจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังจากที่คนเสื้อแดงได้เดินทางมาเพื่อขอให้เปิดสถานีพีเพิลแชลแนล แต่กลับถูกมองว่ามาปิดล้อมสภา และกรณีทหารที่เสียชีวิตที่อนุสรณ์สถานดอนเมือง นายสุเทพ เคยระบุว่าเป็นคนสั่งการเอง และบอกด้วยว่า เป็นกระสุนยาง ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ซึ่งถือเป็นการสารภาพว่า เป็นคนสั่ง จนนำสู่การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยใช้กำลังทหารเป็นหลัก ทั้งนี้ นายไพจิตร ยังได้แสดงภาพพลทหารที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถาน และภาพทหารเอาปืนจี้ตำรวจ จากเหตุการณ์ที่ศาลาแดงด้วย
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เวลา 21.00 น. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณ๊สั่งสลายการชุมนุม ว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดวิกฤตการเมือง 2 เรื่อง โดยในรอบ 20 ปี มีวิกฤตช่วงชิงตำแหน่ง มีโสเภณีการเมือง และวิกฤตเรื่องความยุติธรรม ไม่มีมาตรฐาน โดยที่นายกฯ เคยระบุว่า วันที่ 18 พ.ค. เวลา 18.00 น. ด้านวุฒิสภา ได้พยายามเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยแกนนำบอกยินดียุติชุมนุม แต่เลขาธิการนายกฯ บอกว่าหมดเวลา ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 12 ชั่วโมง ทั้งนี้เป็นเพราะความอำมหิตในใจของนายกฯ
'อนุดิษฐ์' ซัดรัฐบาล สั่งทหารยิงกระสุนจริง
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพตั้งข้อหาสั่ง อากาศยานบินล่วงเขตพระราชฐาน โชว์ภาพไอ้โม่งปะปนทหารเข้าสลายชุมนุม ด้าน “อภิสิทธิ์” รีบแจงข้อหาปิดกั้นข่าวสาร รับต้องพยายามตอบโจทย์กองกำลังติดอาวุธ...
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ลุกขึ้นชี้แจงการอภิปรายของนายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าได้ให้นโยบายชัดเจนกับช่อง 11 ให้ถ่ายทอดตลอดการอภิปราย และส่วนใหญ่ได้รับแจ้งมาว่ารับชมได้ ไม่มีความพยายามสกัดกั้นเพราะตนมีจุดยืนมาตลอดว่าต้องเปิดให้ฝ่าย นิติบัญญัติตรวจสอบฝ่ายบริหารได้ แนวคิดการบริหารตลอดเหตุการณ์ของรัฐบาลไม่มีเรื่องโกรธแค้น และไม่เชื่อว่าการใช้กำลังจะแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้ และเน้นย้ำมาตลอดว่ากลุ่มเสื้อแดง และกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เป็นผู้ก่อการร้ายล้มเจ้าทั้งหมด
นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า แม้ศาลจะชี้ชัดว่าการชุมนุมดังกล่าว ไม่ใช่การชุมนุมโดยสันติ ไม่ได้คิดตามอำเภอใจ และการดำเนินการของรัฐบาลนี้ต่างจากรัฐบาลในอดีต ทั้งเหตุ 14 ต.ค.2516, 6 ต.ค.2519 และเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ไม่มีเจตนาเข้าสลายการชุมนุมในพื้นที่ชุมนุมหลักอย่างแยกราชประสงค์ และการขอคืนพื้นที่ หรือกระชับพื้นที่ไม่ใช่การคิดคำพูด แต่เป็นการวางแนวทางที่ไม่ใช่การเข้าปราบ หรือสลายชุมนุมถึงแม้จะสูญเสียมาก แต่ก็เป็นพื้นที่รอบนอกการชุมนุม ไม่ใช่พื้นที่หลักอย่าง ราชประสงค์
นายอภิสิทธิ์ กล่าวยอมรับว่า รัฐบาลต้องพยายามตอบโจทย์เรื่องกองกำลังติดอาวุธ รวมถึงการละเมิดสิทธิผู้ที่ถูกตั้งข้อกล่าวหา ยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้คงพ.ร.ก.ฉุกเฉินเพื่อจะกวาดล้างพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองฝ่ายตรงข้าม แต่รัฐบาลต้องดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด ขณะเดียวกันก็พยายามดำเนินตามแผนปรองดองกับประชาชนที่เห็นต่าง ที่ต่อไปสังคมจะได้รับรู้ถึงความรับผิดชอบทางการเมืองของตนจะต้องมี ไม่ใช่โยนไปให้ศาลรับผิดชอบทั้งหมด อย่างที่สมาชิกตั้งคำถาม โดยตรงนั้นเป็นรายละเอียดที่จะต้องมีคำตอบ สำหรับตนที่เป็นหัวหน้ารัฐบาลชุดนี้ว่าควรจะเป็นอย่างไรต่อมา
ด้าน น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายว่า การสลายการชุมนุมในวันที่ 10 เม.ย. ถือว่านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ออกคำสั่งสลายการชุมนุม โดยกระทำการเกินสมควร ไม่ได้ปฏิบัติตามหลักสากล และละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ รัฐบาลพยายามสร้างตัวละคร สร้างหลักฐานเชื่อมโยงไอ้โม่งเพื่อโยนผิดแกนนำ จะได้สร้างความชอบธรรมต่อการสั่งปราบปรามประชาชนของรัฐบาล จนมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ที่รัฐบาลพยายามตอกย้ำเรื่องผู้ก่อการร้าย มีกองกำลังไอ้โม่งชุดดำเข้าร่วมก่อเหตุ
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวต่อว่า ตนมีหลักฐานหลายชิ้นที่แสดงให้เห็นว่า มีการประกอบกำลังทหารกับกองกำลังนอกเครื่องแบบ โดยเฉพาะในวันที่ 10 เม.ย. รัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. ไม่ได้ทำตามหลักสากล 7 ขั้นตอน จากเหตุเสียชีวิตของนายเกรียงไกร คำน้อย อดีตทหารเกณฑ์ในกองทัพเรือ ที่มีพยานยืนยันว่าถูกยิงด้วยกระสุนจริงในช่วงกลางวันแสกๆ บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ก่อนที่นายกฯจะประกาศใช้กระสุนยาง โดยมีหลักฐานชัดเจนว่า มีการระดมอาวุธสงคราม ทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนทราโว และอาวุธสงครามอื่นมาถล่มผู้ชุมนุม ตรงนี้ผู้ที่มีส่วนสั่งการจะไม่ได้รับการคุ้มครองตามพ.ร.ก.ฉุกเฉินมาตรา 17
น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวถึงการใช้กระสุนจริงของเจ้าหน้าที่รัฐว่า คำสั่งศอฉ.ให้ทหารใช้กระสุนจริงยิงปืนขึ้นฟ้าได้นั้น แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพ ออกคำสั่งประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง เพราะผลการศึกษาระบุว่า กระสุนที่ยิงจากปืนเอ็ม 16 มีความเร็วต้น 3,000 กม./ชั่วโมง ไปได้ไกล 4 กม. มีความเร็วช้าสุดเมื่อตกลงสู่พื้นที่ 400 กม./ชั่วโมง ให้เทียบกับท่านเอาหัวออกไปนอกรถที่วิ่งด้วยความเร็วขนาดนั้นแล้วเอาก้อนหิน ขว้างใส่ ถามว่าท่านจะตายไหม ขณะเดียวกันยังมีการโยนแก๊สน้ำตาลงมาจากเฮลิคอปเตอร์ ไม่รู้ว่าคนสั่งการเอาสมองส่วนไหนคิด เพราะเล็งเห็นได้ว่าจะทำให้ผู้ที่โดนอาจบาดเจ็บหรือตายได้ ตามหลักสากลถึงจะยิงกระสุนยางก็ต้องยิงต่ำกว่าช่วงเอวลงมา แต่ภาพที่ปรากฏมีผู้ถูกกระสุนยางที่ใบหน้าหลายคน มีการใช้อาวุธสงครามยิงเข้าใส่ประชาชนเหมือนพวกเขาเป็นอาชญากรที่ต้องจับตาย และวันนั้นมีการยิงกระสุนจริงขึ้นฟ้ากี่พันกี่หมื่นนัด ทั้งที่ประเทศที่พัฒนาแล้วสั่งห้ามเด็ดขาด
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวอีกว่า นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่คนไทยอภัยให้ไม่ได้คือ การละเมิดเขตห้ามบินในเขตพระราชฐาน ที่นักบินทุกคนต้องจำใส่กระบาลว่า ห้ามทำการบินในรัศมี 1 ไมล์ทะเลในเขตพระราชฐาน คือพระราชวังจิตรลดารโหฐาน ซึ่งรวมไปถึงรพ.ศิริราช ที่ทั้ง 2 พระองค์ประทับอยู่ด้วย แต่ก็ยังมีคำสั่งให้อากาศยานทำการบินในพื้นที่นั้น ทราบมาว่าทางสำนักพระราชวังกำลังขอให้เพิ่มเพดานบินไปถึงขีดสูงสุดหรืออันลิมิต
“ที่เลวร้ายสุดคือ อนุญาตให้ทหารยิงปืนขึ้นฟ้า ทั้งที่ไม่สามารถบังคับวิถีกระสุนได้ ซึ่งอาจพลาดไปโดนอากาศยาน ทั้งนี้มีรายงานว่า มีอากาศยานถูกยิง แต่มีความพยายามกล่าวหาว่ากลุ่มผู้ชุมนุมเป็นคนยิง แต่ตนเชื่อว่าประชาชนคงรู้ว่าฝีมือใคร ถือว่าเป็นความประมาท ละเลย เลินเล่อต่อการถวายความปลอดภัย และในวันดังกล่าว แทนที่จะสั่งยุติการสลายชุมนุมเมื่อถึงเวลา 18.00 น. แต่กลับให้เดินหน้าต่อ ทหารทุกคนรู้ดีว่าจะก่อให้เกิดความเสียสูญเสียอย่างหนัก และก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ” น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การอภิปรายของน.อ.อนุดิษฐ์ มีการนำภาพนิ่งการประกอบกำลังทหารที่มีกองกำลังนิรนามนอกเครื่องแบบร่วมอยู่ด้วยในหลายจุดหลายเหตุการณ์ ตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 ที่บริเวณสะพานมัฆวานฯเมื่อวันที่ 10 เม.ย. การกระชับวงล้อมบริเวณบ่อนไก่ สวนลุมพินี โดยน.อ.อนุดิษฐ์ตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้คือกองกำลังไอ้โม่ง หรือกองกำลังนิรนามของรัฐบาลหรือไม่
นอกจากนี้ ยังนำภาพทหารเล็งปืนใส่วัดปทุมวนาราม ที่มีการติดสัญลักษณ์ริบบิ้นสีชมพู ถามนายสุเทพด้วยว่า นี่คือโจรที่ยิงใส่ประชาชนอย่างที่นายสุเทพให้สัมภาษณ์หรือไม่ ดังนั้นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ใช้อำนาจจนเกินกว่ากฎหมายกำหนด ถือเป็นการปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เข้าข่ายกระทำผิดกฎหมายอาญามาตรา 157 ตนจึงไม่สามารถไว้วางใจให้บริหารประเทศต่อไปได้
ยากจริงๆ
ที่มา ไทยรัฐ การเมืองเป็นเรื่องนานาจิตตัง แม้แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คนที่เห็นด้วยก็มีคนไม่เห็นด้วยก็มี คนที่วางเฉยไม่รู้ไม่ชี้ก็มี แต่ผลการสำรวจความคิดเห็นของสวนดุสิตโพล และเอแบคโพลสรุปตรงกันว่าประชาชนส่วนใหญ่ "เห็นด้วย" ที่ฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล "แม่ลูกจันทร์"
เรื่องที่คนอยากฟังมากที่สุดคือกรณีรัฐบาลใช้ทหารจัดการกับกลุ่มเสื้อแดงจนเกิดการจลาจลเผาบ้านเผาเมือง
แสดงว่าคนส่วนใหญ่ยังไม่เชื่อข้อมูลของฝ่ายรัฐบาล แต่ต้องการรับฟัง ข้อมูลอีกด้านจากฝ่ายค้านเพื่อมาถ่วงดุล
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี
เพราะสังคมไทยยุคนี้จะไม่เชื่ออะไรง่ายๆ เหมือนเดิม แต่จะเปิดกว้างรับข้อมูลหลายด้าน เอามาวิเคราะห์เปรียบเทียบก่อนตัดสินใจ
เมื่อสังคมไทยเปลี่ยนแปลง นักการเมืองต้องปรับตัวให้ทัน ไม่งั้นหมดอนาคตแน่นอน!!
"นักการเมือง" ที่จะได้รับศรัทธาจากประชาชนต้องรักษาคำพูดของตัวเอง
นักการเมืองที่พูดอย่างทำอย่าง เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จะไม่ได้รับการเชื่อถือจากประชาชนอีกต่อไป
พรรคการเมืองที่ประกาศนโยบายหาเสียง เลือกตั้งไว้สวยหรู แต่ไม่ทำตามนโยบายที่หาเสียงไว้จริงๆ ชาวบ้านจะเสื่อมศรัทธา
"แม่ลูกจันทร์" มองข้ามช็อตหลังรัฐบาลผ่านศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ "นายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" มีภารกิจด่วน 4 เรื่อง ต้องเร่งทำพร้อมกัน
1, ตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุชุมนุมกลุ่มเสื้อแดง
2, เดินหน้าแผนปรองดองแห่งชาติ ให้เกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม
3, ปรับ ครม.ชุดใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาล
4, กำหนดวันเลือกตั้งใหม่ (จากที่เคยประกาศไว้ว่าจะมีการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน)
นี่คือภารกิจเร่งด่วน 4 ด้าน ที่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องมีคำตอบสังคมอย่างชัดเจน
การบ้านข้อแรก...การตั้งคณะกรรมการ อิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง ฟังดูเหมือนง่าย แต่ไม่ง่าย เพราะคนที่มีความเป็นอิสระ มีความเป็นกลางหายากมาก ในสังคมไทยที่ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง
การบ้านข้อที่ 2, การขับเคลื่อนแผนปรองดองแห่งชาติ เพื่อสมานบาดแผลแตกแยก ในชาติบ้านเมือง
เรื่องนี้ยิ่งยากกว่า...เพราะกลุ่มเสื้อแดง ซึ่งเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาล ยังไม่ยอมร่วมขบวนการปรองดอง
เมื่อไม่มี "เสื้อแดง" ในการปรองดอง แผนปรองดองของรัฐบาลก็ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง
การบ้านข้อที่ 3, ที่ "อภิสิทธิ์" ประกาศ ทำทันที หลังเสร็จศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจคือการปรับ ครม.
ความจริง นายกฯอภิสิทธิ์ ได้ประกาศจะปรับ ครม.ตั้งแต่ต้นปี โดยประเมินผลงานรัฐมนตรีเป็นรายกระทรวง
ถึงขนาดเรียกรัฐมนตรีบางคนไปตรวจข้อสอบด้วยซ้ำไป
แต่ "แม่ลูกจันทร์" เชื่อว่ายังไม่มีการปรับ ครม.ในเร็วๆนี้แน่นอน เพราะพรรคร่วมรัฐบาลยืนยันยังไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนรัฐมนตรี
ถึงผลงานห่วยแตก ก็ควรให้โอกาสทำงานแก้ตัว
ข้อสำคัญ การปรับ ครม.จะเกิดแรงกระเพื่อมในรัฐบาล โดยเฉพาะช่วงที่สถานการณ์ ยังไม่นิ่ง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ควรทำ
ทีนี้ก็เหลือการบ้านข้อสุดท้าย คือการทบทวนว่าควรกำหนดยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ในช่วงใดที่จะเกิดผลดีต่อรัฐบาล และต่อบ้านเมืองในภาพรวม??
"แม่ลูกจันทร์" เห็นว่าเรื่องนี้ นายกฯ อภิสิทธิ์ ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจ
ถ้าจะลากยาวจนครบเทอม (ปลายปีหน้า) ก็ไม่ผิดกติกา
เพราะรัฐบาลมีกองทัพคอยกระชับพื้นที่ มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องมือ
ถ้าสถานการณ์ไม่ปลอดภัยก็ประกาศ เคอร์ฟิว
...แค่นี้ก็แข็งโป๊กแล้วโยม.
ไฟสงครามสมัยใหม่ เริ่มที่ก่อการร้าย
ที่มา ไทยรัฐ สุรชาติ สงครามสมัยใหม่ หรือสงครามยุคที่สี่ เป็นสงครามแห่งอนาคตที่พัฒนาต่อเนื่องมาจากสงครามในยุคข้อมูลข่าวสาร (สงครามคลื่นลูกที่สาม) ที่อาศัยความเหนือกว่าทางเทคโนโลยีในการ เอาชนะข้าศึก ผู้ที่ทนต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้นได้มากที่สุด ก็คือ...ผู้ชนะ ทีมข่าวการเมือง
สงครามยุคที่สี่ อาจเรียกอีกอย่างได้ว่าเป็น... "สงครามนอกแบบ"
ลักษณะเป็นสงครามกองโจร สภาพเช่นนี้คู่สงครามอาจไม่ได้รบกันโดยตรงในสนามเหมือนเช่นในยุคที่ผ่านๆมา หรือไม่มีการรบที่แตกหักที่จะตัดสินอนาคตของคู่กรณี
หากแต่เป็นการต่อสู้โดยตรงที่คู่สงครามจะต้องดำรงสภาพให้ได้ ในการรบ
จุลสารความมั่นคงศึกษา (สกว.) ฉบับที่ 42 รัฐเก่า & สงครามใหม่ : กำเนิดสงครามก่อความไม่สงบ รศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ยกตัวอย่างสงครามสมัยใหม่ว่า...
กรณีสงครามของฝรั่งเศสในแอลจีเรีย หรือสหรัฐอเมริกาในเวียดนาม หรือสหภาพโซเวียตในอัฟกานิสถาน สะท้อนภาพชัดเจน...
"ฝ่ายที่สามารถดำรงสถานะในการเกิดสงครามได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ"
อาจารย์สุรชาติ บอกว่า ไม่ต่างกับคำกล่าวของ เฮนรี คิซซิงเกอร์ ที่ให้ข้อคิดจากประสบการณ์ของสงครามในเวียดนามว่า "สำหรับฝ่ายรัฐบาลนั้น ถ้าไม่สามารถเอาชนะข้าศึกได้...ก็คือแพ้ แต่สำหรับฝ่ายกองโจรแล้ว เพียงแต่ พวกเขาดำรงตนเองให้อยู่ได้ก็...เท่ากับชนะ"
ปัญหาความท้าทายมีอยู่ว่า สงครามกองโจรในสงครามสมัยใหม่นอกแบบนี้ ช่วงหลังศตวรรษที่ 20 มีการพัฒนาไปมาก สร้างความยุ่งยากสำหรับฝ่ายที่ต้องทำสงครามเพื่อต่อต้านการก่อความไม่สงบ
"ฝ่ายรัฐมักไม่สามารถดำรงสภาพตนให้อยู่ได้ในสงครามที่เกิดขึ้น จะเห็นได้เสมอว่า ในการสงครามส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้น ฝ่ายกองโจรมักจะได้รับชัยชนะ"
นั่นเป็นเพราะว่าสงครามกินเวลานาน ทั้งฝ่ายข้าศึกก็ไม่ได้มีเป้าหมายอย่างชัดเจนให้กองกำลังตามแบบฝ่ายรัฐ สามารถใช้อำนาจการยิงที่เหนือกว่าทำลายได้ง่าย
"คงไม่ผิดที่จะกล่าวว่า...รัฐใดที่อยู่ในสถานการณ์เช่นนี้จะอยู่ในสภาพของความยากลำบาก" อาจารย์สุรชาติ ว่า
"ยิ่งนักรบในกองโจรสามารถใช้ประโยชน์จากพัฒนาการของเทคโนโลยีสมัยใหม่ด้วยแล้ว ก็จะพบว่า...ไม่ยากเลยที่พวกเขาจะเปลี่ยนความแข็งแกร่งของรัฐให้กลายเป็นความอ่อนแอ"
สงครามแบ่งออกเป็น 4 ยุคใหญ่ ยุคแรก...สงครามยุคที่ 1 หรือสงครามมวลชน ในยุคนี้เอาชนะข้าศึกด้วยอำนาจการยิงที่เหนือกว่าเป็นหลัก
ผ่านมาถึง ยุคที่สอง...สงครามอุตสาหกรรม อาศัยการระดมสรรพกำลังของรัฐผสมผสานกับอำนาจการยิงที่เหนือกว่าในสนาม จนทำให้รัฐมีพลังอำนาจทางทหารเหนือกว่ารัฐข้าศึก
สงครามยุคนี้เป็นผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม เริ่มเห็นชัดจากสงครามกลางเมืองอเมริกา...และก้าวสู่จุดสูงสุดในสงครามโลกครั้งที่ 1
ยุคที่สาม...สงครามสายฟ้าแลบ เอาชนะข้าศึกด้วยการดำเนินกลยุทธ์ที่เหนือกว่า โดยเฉพาะการเข้าตีในทางลึก ต่อสู้ไปในลักษณะสงครามดำเนินกลยุทธ์
สงครามยุคนี้ มีต้นรากมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 และมีสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นแบบ
แล้วก็ถึงปัจจุบัน...ยุคที่สี่ สงครามนอกแบบ
ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ประสบการณ์เตือนใจที่ให้ข้อคิดสำคัญ ความเหนือกว่าของอำนาจการยิงรวมกับความเหนือกว่าในขีดความสามารถของรัฐ...ในการระดมสรรพกำลัง ไม่ใช่คำตอบที่จะทำให้รัฐเอาชนะต่อการก่อความไม่สงบที่เกิดขึ้นได้แต่อย่างใด
อีกทั้งยังต้องตระหนักถึงคำเตือนของ มาร์ติน แวน ครีวิลด์ นักทฤษฎีการทหารชาวอิสราเอล ที่ว่า...
"เมื่อใดก็ตามที่ฝ่ายแข็งแรงกว่าต่อสู้กับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ผลที่เกิดขึ้นมักจะทำให้ผู้แข็งแรงกลายเป็นผู้อ่อนแอ"
และยิ่งเมื่อฝ่ายรัฐประสบความเพลี่ยงพล้ำมากเท่าใด ฝ่ายรัฐก็จะยิ่งใช้กำลังเข้าแก้ปัญหามากขึ้นเท่านั้น
ผลจากสภาพเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้เกิดปัญหาถึงความชอบธรรมทางศีลธรรม กับการเมืองภายในของรัฐ หากแต่ยังทำให้ภาพลักษณ์ของรัฐในเวทีระหว่างประเทศถูกทำลายลงด้วย
ซึ่งก็คือ การเดินไปสู่ความแพ้นั่นเอง
ในอดีตสงครามระหว่างทหารสหรัฐฯกับนักรบกองโจรในเวียดนาม และทหารโซเวียต กับนักรบมูจาฮีดีนในอัฟกานิสถาน
หรือแม้แต่สงครามกองโจรทะเลทราย ระหว่างกองโจรอาหรับกับทหารจักรวรรดิออตโตมันช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ล้วนสะท้อนให้เห็นชัยชนะของฝ่ายที่ด้อยกว่าทั้งสิ้นด้วยการสงครามแบบอะสมมาตร
"สงครามอะสมมาตร" จึงเป็นทั้งยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการต่อสู้ของฝ่าย ที่ด้อยกว่า เพื่อเอาชนะคู่ต่อสู้ที่เข้มแข็งกว่าในเวทีสงคราม
กล่าวคือ...หลีกเลี่ยงสถานะทางยุทธศาสตร์ที่เป็น 1 ต่อ 10 แต่เปลี่ยนสนามรบให้มีสภาพที่กองกำลังฝ่ายตนอยู่ในเงื่อนไขที่เป็น 10 ต่อ 1 โดยการทำลายจุดอ่อนที่สุดของฝ่ายที่เข้มแข็งกว่า
ยุทธศาสตร์ที่ว่านี้...ที่จริงก็คือ ยุทธศาสตร์ทอนกำลัง อาศัยสงครามที่เกิดขึ้นเพื่อทอนกำลังฝ่ายที่เหนือกว่า โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดกรอบเวลาของการได้รับชัยชนะที่แน่นอน
"ยิ่งฝ่ายที่เหนือกว่าถูกทอนกำลังในระยะยาว ความอ่อนแอก็จะเกิดขึ้นภายในสังคมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ดังที่นักทฤษฎีการทหารที่ว่า
ฝ่ายที่แข็งแรงกว่ารบยืดเยื้อกับฝ่ายที่อ่อนแอกว่า ในที่สุดแล้ว... ฝ่ายที่แข็งแรงก็จะอ่อนแอไปเอง"
ยิ่งในสงครามกองโจรร่วมสมัยที่พัฒนามาตั้งแต่สงครามต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถานจะเห็นได้ชัดถึงลักษณะการจัดตั้งในรูปของ เซลล์ (cells) เพื่อทำหน้าที่เป็นชุดปฏิบัติการขนาดเล็ก
อาจารย์สุรชาติ บอกอีกว่า ชุดเช่นนี้...ไม่จำเป็นต้องรอคำสั่งทางยุทธการ แต่สิ่งที่พวกเขารอก็คือโอกาสและจุดอ่อนของเป้าหมาย
ดังคำชี้แนะเก่าสำหรับนักรบจรยุทธ์ในสงครามปลดปล่อยของประเทศโลกที่สามในอดีตที่กล่าวว่า "ซุ่มซ่อนยาวนาน สะสมกำลัง รอคอยโอกาส"
ปรากฏการณ์ที่จะเห็นในสงครามแบบนี้ก็คือ สถานการณ์การรบที่ไม่สิ้นสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสงครามอิรัก ด้วยวิธีการพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นการซุ่มโจมตี ลอบสังหาร วางระเบิด จนถึงการพลีชีพ
ปรากฏการณ์เหล่านี้อาจจะขยายตัวไปสู่ภูมิภาคอื่นที่มีการต่อต้านรัฐเกิดขึ้น เพราะวิธีของความเป็นอะสมมาตร ได้กลายเป็นแบบแผนหลักในการต่อสู้ กับฝ่ายที่แข็งแรงกว่า
ดังพิสูจน์ให้เห็นแล้วในสงครามอิรักว่า การเมืองและอำนาจจิตใจที่เหนือกว่า เอาชนะอำนาจการยิงและเทคโนโลยีที่เหนือกว่าได้
"เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว...นักการทหารร่วมสมัยจะต้องไม่เพียงตระหนักถึงการก้าวเข้าสู่สงครามสมัยใหม่ยุคที่สี่เท่านั้น แต่ยังต้องตระหนักให้มากขึ้นด้วยว่า...
การแสวงหาองค์ความรู้ใหม่เพื่อใช้เป็นมาตรการในสงครามต่อต้านกองโจร สงครามต่อต้านการก่อความไม่สงบใหม่ เป็นความเร่งด่วนที่สำคัญยิ่ง"
อาจารย์สุรชาติ ว่า
จับตาประเทศไทย...ความรุนแรงรายวันที่เกิดขึ้นในพื้นที่สามสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือแม้กระทั่งเหตุจลาจลสงครามกลางเมืองรอบล่าที่ผ่านมา ที่กลัวกันว่าสถานการณ์จะพลิกกลับไปสู้กันต่อใต้ดิน
อดคิดไม่ได้ว่า...เรากำลังเผชิญหน้ากับสงครามสมัยใหม่นอกแบบอยู่หรือเปล่า.
การเมืองสองหน้า
ที่มา ไทยรัฐ
และก็น่าจะมีอารมณ์วิตกกังวลค้างคาอยู่เพราะสิ่งที่รัฐบาลประกาศเจตนารมณ์ทั้งเรื่องของการปรองดอง การเดินหน้าเยียวยาฟื้นฟู วิกฤติบ้านเมือง เป็นไปตามเจตนารมณ์ที่แท้จริงหรือไม่
หรือมีลับลวงพรางอะไรแอบแฝงอยู่
วันนี้มีการตั้งคำถามกันว่า ใครฆ่าประชาชน มีการตั้งคำถามการคุกคามสิทธิส่วนบุคคล ทั้งสถานีวิทยุชุมชน ทั้งอาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ที่มีความเห็นแตกต่างจากรัฐบาล
ตัวอย่างกรณีของ ดร.สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั่นปะไร ยังไม่มีหลักฐานระบุชัดว่าเกี่ยวโยงกับการก่อความรุนแรงหรือการก่อการร้ายอย่างที่รัฐบาลกล่าวหาแต่อย่างใด
แต่วันนี้ ดร.สุธาชัยได้สูญเสียอิสรภาพโดยสิ้นเชิง ถูกนำตัวไปกักกันไว้ที่ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร จ.สระบุรี และถูกห้ามที่จะนำหนังสือวิชาการที่นำติดตัวไปด้วยเข้าไปอ่านในสถานที่ควบคุม
จนถึงวันนี้ยังระบุความผิดข้อหาก่อการร้ายได้ไม่ชัดเจน ตัวผู้กระทำผิดก็ยังไม่สามารถระบุลงไปได้ว่า เป็นผู้ชุมนุมจริงหรือไม่ หรือเป็นการสร้างสถานการณ์จากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ขั้นตอนการดำเนินงานทางด้านกฎหมาย เดินหน้ากันเต็มสูบไปแล้ว
ประชาชนส่วนหนึ่งถูกกดดันอย่างหนัก
อีกหน้าหนึ่งของรัฐบาลพยายามเพิ่มน้ำหนักของ การฟื้นฟูเยียวยา ชี้แจงตัวแทนทางการทูตและสื่อมวลชนต่างประเทศ นำภาพเหตุการณ์ที่ไม่เป็นผลดีต่อฝ่ายตรงกันข้ามรัฐบาล ย้ำคิดย้ำทำ เปิดโอกาสให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจจากฝ่ายค้าน
ใช้เกราะกำบังประชาธิปไตยทุกอย่างเพื่อบิดเบือนความรุนแรง
ภาพทหารถือปืน ภาพคนเจ็บคนตาย ภาพความเสียหายที่เกิดขึ้นจะค่อยๆเลือนหายไป มีแต่ภาพความชอบธรรมของรัฐบาล ที่จะอยู่บนอำนาจต่อไปอย่างไร้มลทิน ภายใต้รอยยิ้มและเสียงเรียกร้องการปรองดองก็ยังมีคนอีกส่วนหนึ่งที่ถูกกวาดล้างกดดัน ยัดเยียดข้อหาก่อการร้าย ทำลายสถาบัน อย่างไม่มีทางสู้.
"หมัดเหล็ก"