การ์ตูน เซีย 02/06/53
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Wednesday, June 2, 2010
มาตรฐานการเมืองไทย
ที่มา ไทยรัฐ ผลพวงจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ฝักถั่วในสภา เพราะอย่างไรเสียเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน พรรคร่วม รัฐบาล ย่อมเกาะหนึบไม่ปล่อย งบประมาณก็ผ่านไปแล้ว ยังเหลือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอีกกระทอก เสร็จสมอารมณ์หมายก็ตัวใครตัวมัน
ชาวบ้านไม่เกี่ยว
เพราะฉะนั้นเนื้อหาและข้อเท็จจริงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร อยู่ที่กระแสสังคมมากกว่า หากภาคประชาชนมีความเข้มแข็งพอ ไม่แบ่งพวกแบ่งสี ไม่ลับ ลวง พราง สร้างภาพเหมือนปัจจุบันก็คงเจริญไปแล้ว
มีเหตุย่อมมีผลเสมอ มีสีเหลืองก็มีสีแดง มีสีแดงก็มีเสื้อหลากสี ทุกครั้งที่สีเหลืองเคลื่อนไหวเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบสุดๆ แต่สีแดงเคลื่อนไหวบ้างแม้จะเดิมพันด้วยชีวิตเลือดเนื้อก็หาสะกิดผิวรัฐบาลไม่ ถ้าจะมีกระแสสังคมที่ไม่มีสี แต่เอาผลประโยชน์ของประเทศมาก่อน ประชาชนต้องมาก่อน ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล ไม่ลุ่มหลงงมงายไปกับกระแสการสร้างภาพ
ต่อให้เป็นเทวดามาจากไหนก็อยู่ไม่ได้
การเมืองไทยเวลานี้ไม่ใช่เป็นสองมาตรฐาน แต่ ไม่มีมาตรฐานเอาเสียเลย การใช้ความจริงต่อสู้กันทางการเมือง ไม่เกิดประโยชน์เพราะอำนาจที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากกรอบประชาธิปไตยเข้ามาแทรกแซงจนทำให้มาตรฐานสากลของระบบการเมืองการปกครองบิดเบือนไปหมด
นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเวลานี้ สีที่อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลเวลานี้ ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองยิ่งกว่า ส.ส.ในสภาซะอีก แม้แต่การทุจริตคอรัปชันหรือการกระทำความผิดต่อกฎหมายที่เห็นกันชัดๆ ยิ่งกว่าข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ปลากระป๋องเน่า รถและเรือดับเพลิง ชุมชนเข้มแข็ง เรียนฟรี สาธารณสุข โควตาข้าว หัวคิวกู้ยืมเงิน ระบบ 3 จี หรือแม้แต่งบฟื้นฟูประเทศ เยียวยาภาคใต้ ต้นกล้าอาชีพ เช็คช่วยชาติ เงินผู้สูงอายุ คนพิการ รถเมล์ 4 พันคัน ถนนไร้ฝุ่น เลยไปจนถึงงบการท่องเที่ยว งบซื้ออาวุธ
ไม่สะดุ้งสะเทือน
พวกที่กรี๊ดๆหลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาลออกมาปกป้องเหมือนไข่ในหินเป็นตัวอย่างของ สังคมไทยไร้สติ ได้เป็นอย่างดี สังคมกำลังบีบให้ คนดีเดินตามตรอก คนในบ้านเลขที่ 111 หลายคนที่มีความรู้ความสามารถเปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและภาวะผู้นำกลับโดนขังลืม
ปล่อยให้คนที่เสมือนไร้ความสามารถ ปล่อยให้คนที่มือเปื้อนเลือดเข้ามามีอำนาจ เมื่อวันหนึ่งประเทศไทยติดหล่มจมปลัก ถูกเผด็จการเข้าครอบงำเต็มรูปแบบจะรู้สึก จนถึงวันนี้ยังไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ในเมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยของเมืองไทยอีกต่อไป.
หมัดเหล็ก
Tuesday, June 1, 2010
"เพื่อไทย"เล็งรวบรวม"คลิป-ภาพนิ่ง"ไม่ผ่าน กก. 3 ฝ่ายลงแผ่น เอสเอ็มเอสสั่ง ส.ส.แต่งดำร่วมศึกซักฟอก
ที่มา มติชน แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า ในการอภิปรายไม้ไว้วางใจ ในวันที่ 31 พฤษภาคมและวันที่ 1 มิถุนายน โดยพรรคเพื่อไทย ได้ใช้ห้องวิปฝ่ายค้าน ชั้น 3 อาคารรัฐสภาเป็นห้องสำหรับประชุม ส.ส.และเตรียมความพร้อมในการอภิปรายฯ แหล่งข่าวจากแกนนำ พท. เปิดเผยว่า วอร์รูมของพรรคประเมินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันแรกว่า ค่อนข้างน่าพอใจ เพราะสาระอภิปรายตามยุทธศาสตร์ที่ได้พูดคุยกันไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยังชี้แจงเหมือนผ่านมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และหลายประเด็นแกนนำรัฐบาลยังชี้แจงโดยใช้ถ้อยคำคลุมเครือและไปคนละเรื่องด้วยการเลือกที่จะตอบเพียงบางคำถาม และหากจุดไหนที่พยายามจะเอาคำตอบที่ชัดเจน อย่างเช่น บางจุดที่เกิดการเสียชีวิตของประชาชน ผู้ชี้แจงฝ่ายรัฐบาลจะใช้คำพูดขอเวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยังพบอุปสรรคมากโดยเฉพาะการถ่ายทอดสด ในช่วงที่เข้าเนื้อหาการอภิปรายและต้องโชว์รูปถ่ายสำคัญ จะมีการใช้เทคนิคในการถ่ายทอดสดเข้าช่วยด้วยการโคลสอัพไปที่ ส.ส.ผู้อภิปรายเท่านั้น โดยไม่โคลสอัพไปที่ภาพที่ผู้อภิปรายจะโชว์
นอกจากนี้ ทางแกนนำและผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ยังตั้งวอร์รูมติดตามการอภิปรายฯ ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อยู่อีกชุดหนึ่ง โดยวอร์รูมดังกล่าวจะติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างละเอียด และจะโทรศัพท์สายตรงไปถึง ส.ส.ผู้ที่จะเป็นผู้อภิปรายเพื่อแนะนำประเด็นและปรับเกมการอภิปรายฯ เป็นระยะๆ ตลอดเวลา
แหล่วงข่าวเปิดเผย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เตรียมการรองรับกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบหลักฐาน คลิป และโสตทัศนูปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่อนุญาตให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดีโอและภาพนิ่ง มาใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะมีการรวบรวมคลิปวีดีโอและภาพนิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด นำมาจัดเรียงและแถลงข่าวอธิบายทั้งคลิปวีดีโอและภาพนิ่ง แถลงข่าวชี้แจงถึงรายละเอียดของแต่ละภาพอย่างชัดเจนอีกครั้ง ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น โดยได้มีการเตรียมการรวบรวมคลิปวีดีโอและภาพนิ่งที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บันทึกลงแผ่นวีซีดีแจกจ่ายไปยังประชาชนด้วย
แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นั้น พรรคเพื่อไทย ได้ส่งเอสเอ็มเอสเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม แจ้งให้ ส.ส.ของพรรคทุกคน ใส่สูตรสีดำ พร้อมผูกเนคไทสีดำ ตลอดการร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 31 พฤษภาคมและวันที่ 1 มิถุนายน เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต 89 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุนคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม
สงคราม"เฟซบุ๊ก"ไทย ความแตกแยก(จริง)ในโลกเสมือน
แม้ขณะนี้การปะทะกันโดยตรงอาจยุติลงชั่วคราว พร้อมๆ กับคำสั่งยกเลิกมาตรการ "เคอร์ฟิว" ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. แต่แนวรบของแนวร่วมทั้งสองฝ่าย (หรือหลายๆ ฝ่าย) ยังไม่หยุดอยู่แค่ในสังคมปกติทั่วไป แต่กลับยิ่งร้อนแรงทบเท่าทวีใน "โลกเสมือน" หรือ "โลกอินเตอร์เน็ต"
อีกทั้งอาจกล่าวได้ว่า ระดับความชิงชัง-เคียดแค้น-อำมหิตในชุมชนอินเตอร์เน็ตนั้น บางกรณีร้าวลึกไม่แพ้การศึกบนท้องถนน
ดังจะเห็นจากการอุบัติขึ้นของ "แนวร่วม" สารพัดกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดใน "เว็บไซต์ เครือข่ายสังคมออนไลน์" (Social Network Sites : SNSs)
ล่าสุด สมาชิกในสังกัดกลุ่มต่างๆ เหล่านี้เริ่มพัฒนาการ "จัดตั้ง" ตัวเองอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน พร้อมจะเคลื่อนไหวออกมาทำกิจกรรมตามหมากที่ "นักเล่นเกมอำนาจ" กำหนดไว้ ซึ่งเป้าหมายของกิจกรรมดังกล่าวมีทั้งที่เป็นโครงการสร้างสรรค์สังคม ไปจนถึงเพื่อรวบรวม "ไพร่พล" ไปสู้รบต่อต้านกับกลุ่มอื่นๆ ที่คิดต่าง
และแน่นอน ในเมื่อ "เฟซบุ๊ก" ครองสถานะเจ้าเว็บไซต์ SNSs ฉะนั้นจึงกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่กลุ่มคนสวมเสื้อ "สารพัดสี" ในบ้านเรารุกคืบเข้าไปสร้างพื้นที่เผยแพร่ความคิดทางการเมือง รวมถึงตั้ง "ลัทธิล่าแม่มด" จองล้างจองผลาญทำลายคนเห็นต่าง
อย่างไรก็ตาม สำหรับชุมชนเฟซบุ๊กหนุนรัฐบาลดูจะได้เปรียบหลายขุม ท่ามกลางภาวะเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชา ธิปไตยถูก "แบน-เซ็นเซอร์" เป็นว่าเล่น!
ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 "เฟซบุ๊ก" เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก มีข้อกำหนดเบื้องต้นแค่ผู้สมัครต้องมีอายุเกิน 13 ปี
จุดเริ่มต้นของเว็บเขย่าโลกที่มีสมาชิกกว่า 400 ล้านคน เว็บนี้ มาจากมันสมองของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ที่เพิ่งอกหัก และโพสต์ไว้ใน "บล็อก" ของตนว่าต้องการหาอะไรทำเพื่อให้สมองยุ่งๆ เข้าไว้ ด้วยการสร้างเว็บหนังสือรุ่น "เฟซบุ๊ก" ขึ้นมา
ช่วงเริ่มต้นเฟซบุ๊กจำกัดให้ใช้กันเฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ดเท่านั้น ก่อนจะเพิ่มเป็น 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่ม "ไอวี่ลีก" ตามมาด้วย เด็กไฮสคูลทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา
สุดท้ายก็เปิดบริการทั่วโลกในที่สุด
ที่ผ่านมา แม้แต่ในสหรัฐเองก็มีการใช้เฟซบุ๊กเป็น "ฐานที่มั่นในการสร้างกลุ่มก้อนทางการเมือง" ซึ่งมีทั้งการแสดงความคิดเห็นของบุคคลทั่วไป

ไปจนถึงกลุ่มที่มีแนวคิดการเมืองทางเลือกนอกกระแสอีกมาก มาย ที่น่าสนใจก็เช่น "อเมริกัน ที ปาร์ตี้ เฟซบุ๊กส์" เป็นต้น
นอกเหนือจากแง่มุมทางการเมืองแล้ว เฟซบุ๊กเองยังเคยตกเป็นเป้าโจมตีในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ "ชนชั้น" อันเนื่องมาจากการตั้งข้อสังเกตของนักคิดนักเขียนอเมริกันหลายคนที่เสนอความเห็นว่า
เฟซบุ๊กเป็น "ชุมชน (จำลอง) ของพวกอภิสิทธิ์ชน" ในขณะที่คนธรรมดา หรือกลุ่มด้อยการศึกษากับคนต่างด้าว (ในสหรัฐ) มักเลือกใช้เว็บอื่น เช่น "มายสเปซ"
ซึ่งเหตุผลสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวก็วกกลับมาจากจุดกำเนิดของตัวเฟซบุ๊กเอง ที่กำหนดให้สมาชิกส่วนใหญ่ต้องเป็นคนผ่านการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น
สำหรับในประเทศไทย
ปัจจุบันมีสถิติสมาชิกผู้นิยม "เล่น" เฟซบุ๊ก เกือบ 4 ล้านคน
และจากเดิมที่เคยใช้เป็นแหล่งติดต่อสื่อสารเรื่องราวระหว่างเพื่อน
ก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแหล่งระบายแนวคิดทางการเมืองอย่างแพร่หลาย อันเนื่องมาจากความสะดวกรวดเร็ว และผู้ใช้สามารถเห็นคนที่ "เห็นด้วย" หรือ "เห็นต่าง" กับความคิดของตนได้ทันทีทันใด
โดยกลุ่มก้อนทางการเมืองของไทยในโลกเฟซบุ๊กที่เห็นชัดเจนผ่านการตั้งชื่อ อาทิ
1. กลุ่มสนับสนุนนายกฯ อภิสิทธิ์ เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กมั่นใจคนไทยเกินล้านต่อต้านยุบสภา และชาวเฟซบุ๊กไม่เอาตำรวจมะเขือเทศ
2. กลุ่มสนับสนุนคนเสื้อแดง-นปช. เช่น www.facebook.com/ UDDThailand และกลุ่มคนที่ตั้งชื่อเฟซบุ๊กด้วยคำว่า เสื้อแดง หรือ red shirts
ปรากฏการณ์เฟซบุ๊กการเมืองต่างสีของไทยยังสร้างความฉงนฉงายให้กับสื่อยักษ์ใหญ่แดนสหรัฐอเมริกาอย่าง "หนังสือพิมพ์คริสเตียนไซเอินซ์มอนิเตอร์" ด้วยเช่นกัน
ไซมอน มอนต์เลก นักข่าวคริสเตียนฯ ซึ่งเกาะติดข่าวม็อบแดงในกรุงเทพฯ เขียนรายงานเรื่อง "Thailand"s red shirts and yellow shirts battle it out on Facebook." มีเนื้อหาระบุว่า
ในแง่การใช้เฟซบุ๊กเป็นกลไกปลุกระดมทางการเมือง ฝ่ายเสื้อแดงดูจะเสียเปรียบ เนื่องจากฐานมวลชนหลักของเสื้อแดงอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน โอกาสเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจึงน้อยกว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับฝ่าย "เสื้อเหลือง" ซึ่งหนุนรัฐบาลและประกอบด้วยมวลชนคนชั้นกลาง-พนักงานออฟฟิศ
มอนต์เลกชี้ว่า ในโลกตะวันตกไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะเข้ามาแสดงความเห็นและจัดตั้งกลุ่มการเมืองในเว็บไซต์
แต่สำหรับเมืองไทย เฟซบุ๊กถูกกลุ่ม "ขวาจัด" ใช้เผยแพร่ความเกลียดชังทางการเมือง และตามล่าคุกคามทำลายล้างกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกตน
ความรุนแรงในเฟซบุ๊กการเมืองไทยยังโหดร้ายถึงขั้นมีคนจัดตั้งกลุ่ม "เสพศพคนเสื้อแดง" ขึ้นมา เพื่อโพสต์ภาพศพคนเสื้อแดง 80 กว่ารายที่เสียชีวิตขณะร่วมชุมนุม และส่วนใหญ่เป็นแค่พลเรือนธรรมดา!
นอกจากนี้ เฟซบุ๊กเสื้อแดงยังตกเป็นรองเพราะถูกทางการไล่บล็อก- ปิดอย่างต่อเนื่อง
สฤนี อาชวานันทกุล ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต ชี้ว่า
ในอดีตเว็บ เช่น เฟซบุ๊กถูกใช้เป็นแหล่งโพสต์รูปตลกๆ และ เล่นเกม
แต่นับตั้งแต่สถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรงมากขึ้นในเดือนมีนาคมเป็นต้นมา
กลุ่มผู้สนับสนุนายกฯ อภิสิทธิ์ได้ใช้เว็บเฟซบุ๊กของตัวเองแสดงน้ำเสียงต่อต้านม็อบแดงและจัดตั้งกลุ่มการเมือง
ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวในโลกแห่งความจริง คือ "กลุ่มเสื้อหลากสี"
"เมื่อเราติดต่อกับเพื่อนผ่านเฟซบุ๊ก ตามสัญชาตญาณแล้วก็มีแนวโน้มจะเชื่อความเห็นของเพื่อนๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ถ้าคนในเครือข่ายของเรามีมุมมองเพียงด้านเดียว" สฤนีกล่าว
พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์
มองปรากฏการณ์"เฟซบุ๊ก"
"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรวมกลุ่ม แต่อยู่ที่รวมกลุ่มกันแล้วยกพวกไปตีคนอื่น ไปถล่มกลุ่มอื่น แตกต่างจากเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจมันหายไป คนไว้ใจไม่ได้เหมือนแต่ก่อน"
เกี่ยวกับ "กระแสการต่อสู้ทางการเมือง" ในโลกสังคมออนไลน์ "เฟซบุ๊ก" ของไทยนั้น
ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์แสดงทรรศนะผ่าน "ข่าวสดหลาก & หลาย" ดังนี้
อาจารย์เล่นเฟซบุ๊ก หรือเว็บเครือข่ายสังคมอะไรบ้างรึเปล่า เช่น ใช้สร้างกลุ่มของอาจารย์ หรือกลุ่มนักศึกษาในวิชาที่สอน
เล่น ผมเล่นอยู่แล้ว มีเพื่อนเป็นพันคน แต่ส่วนตัวมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองที่ใช้ในการติดต่อกับคนทั่วไป
ปัจจุบันมีการใช้เฟซบุ๊กและเว็บเครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ใช้โจมตีกลุ่มที่เห็นต่าง หรือสร้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นเหมือนกันขึ้นมา อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร
มันเป็นเรื่องของการพยายามสร้างเครือข่าย จริงๆ แล้วการมีกลุ่มก้อนมันก็ดี ไม่ใช่เรื่องไม่ดี
แต่บางทีมันไม่ใช่การสร้างเครือข่ายทั่วไปไง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรวมกลุ่ม แต่อยู่ที่รวมกลุ่มกันแล้ว "ยกพวก" ไปตีคนอื่น ไปถล่มกลุ่มอื่น แตกต่างจากเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ความไว้เนื้อ เชื่อใจมันหายไป คนไว้ใจไม่ได้เหมือนแต่ก่อน
ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเรามี "เว็บบอร์ด" ก็ฮิตกันอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วเหมือนกับตอนนี้ที่มีการใช้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีเลือกข้างเหมือนตอนนี้เลย แต่ที่ต่างกันก็คือ พอเถียงในเว็บบอร์ดจนไปกันใหญ่ก็จะมีเว็บมาสเตอร์มาปิดบอร์ด ยกกระทู้ออกไป
แต่กับเฟซบุ๊กนี่มันตามตัวได้ รู้ว่าใครเขียน พอรู้ตัวก็ตามไปถล่มกันต่อ ไม่จบไม่สิ้น
แถมบางทีมีการหลอกเข้ากลุ่มด้วย เพื่อเพิ่มจำนวนคน
ปรากฏการณ์นี้มีน้ำหนักเพียงใดต่อสังคม และถ้ามีการลง "ใต้ดิน" จะมีผลกระทบต่อโลกออนไลน์อย่างไรบ้าง รัฐจะมีการกำกับดูแลได้มากน้อยเพียงใด
มีน้ำหนักอย่างมาก เพราะมันจะเกิดการรวมตัวของคน
ยกตัวอย่างเช่น เกิดเหตุการณ์ที่เด็กไม่เข้าเรียน เพราะไม่พอใจความคิดเห็นทางการเมืองของผู้สอน
หรือมีการบีบให้ออกจากงานเพราะแนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกับหัวหน้า เป็นต้น
ผมคิดว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อใจกัน อาจจะอ่านความคิดเห็นแค่ไม่กี่ประโยคก็เหมารวม ตีตราอีกฝ่าย จนสุดท้ายก็ไว้ใจใครไม่ได้ ระแวงไปหมด ผมขอถามว่า คุณจะไว้ใจใครได้อย่างไร?
และที่สำคัญคือ เมื่อก่อนเข้าเว็บด่ากันเดี๋ยวก็ปิด เลิก แต่เดี๋ยวนี้มันถึงตัว มันมาถึงตัวเราจริงๆ อาจเป็นเพราะคนเรามันเปราะบางก็เป็นได้
เราควรจะใช้ SNSs อย่างไร ถ้าอยากจะแสดงความคิดเห็นทาง การเมืองต่อไป
ก็คงต้องสร้างกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจ แอ็ดเพื่อนเฉพาะคนที่รู้จัก
กับคำถามที่แล้ว เรื่องการจัดการของรัฐ ผมมองว่ามี 2 ประเด็นที่น่า สนใจตรงจุดนี้ กล่าวคือ
เรื่องแรกคือการโพสต์อะไรแรงๆ มันไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย
แต่มัน "ผิดใจ" กัน
และสุดท้ายก็โดนยกพวกถล่ม
เรื่องที่สอง คือ กรณีนี้มันไปไกลกว่า รัฐแล้ว รัฐทำอะไรไม่ได้ แต่มันจะเกิดปรากฏการณ์สังคมเล่นกันเอง ตรวจสอบอีกฝ่ายอยู่ตลอด และก็จัดทีมตีกันในเว็บไปตามเรื่อง
ส่วนตัวผมเองก็เคยเจอกรณีเพื่อนที่คบกันมาเป็นสิบปี ผมเพิ่งมารู้แนวคิดทาง การเมืองของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ ในเฟซบุ๊ก ก็แปลกดี
บางคนเลิกคบเราไปเลยก็มี ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทะเลาะกันด้วยซ้ำ
เตือนจากจิตแพทย์
ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
เห็นคำให้สัมภาษณ์ของน.พ.ยงยุทธ วงศ์ภิรมย์ศานติ์ นายกสมาคมจิตแพทย์แห่งประเทศไทย ปรากฏเป็นข่าวมาหลายวันแล้ว เสียดายที่โดนประเด็นร้อนๆ อื่นๆ กลบเสียหมด
เลยขอนำมาถ่ายทอดอีกครั้ง เพื่อประโยชน์ต่อทุกฝ่ายในสถานการณ์เช่นนี้
คุณหมอยงยุทธกล่าวถึงเหตุการณ์รุนแรงช่วงที่ผ่านมา
โดยเห็นว่าต้องแยกแยะกลุ่มคน 2 ประเภท
คือ 1.กลุ่มก่อการร้ายมืออาชีพ เป็นพวกที่ได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีอาวุธครบมือ
2.กลุ่มโกรธแค้นรัฐที่มีภาวะสองจิตสองใจต่อรัฐ กล่าวคือมุมหนึ่งทุกคนต้องพึ่งพารัฐ แต่อีกมุมหนึ่งก็ได้รับผลกระทบจากรัฐทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ ความไม่เป็นธรรมจากภาครัฐด้านต่างๆ
ยกตัวอย่าง ความเหลื่อมล้ำทางสังคมระหว่างการให้บริการของรัฐ อย่างคนจนและคนรวยจะได้รับการบริการที่แตกต่างกัน!
ปัจจัยดังกล่าวเมื่อมาผสมผสานกับความพ่ายแพ้ในการเรียกร้องทางการเมือง ทั้งอิทธิพลกลุ่ม ความเป็นวัยรุ่น ทั้งหมดล้วนผลักดันให้เกิดการแสดงออกในภาวะสังคมไร้ระเบียบชั่วคราว
โดยกลุ่มคนโกรธแค้นรัฐ สามารถพบได้ทุกประเทศ
ที่สำคัญรัฐต้องรู้จักวิธีปฏิบัติกับคนเหล่านี้
อย่าให้เหมือนพวกก่อการร้าย!!
เพราะหากยิ่งป่าวประกาศว่าเป็นผู้ก่อการร้ายจะยิ่งผลักดันให้พวกเขายิ่งโกรธเกลียดรัฐมากขึ้น
และกลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายได้ในที่สุด!
น.พ.ยงยุทธ ยังแนะนำว่า สิ่งสำคัญต้องทำให้คนเหล่านี้อารมณ์เย็นลง
ต้องพยายามให้เห็นว่า รัฐไม่นิยมความรุนแรง ต้องการเพียงควบคุมสถานการณ์ให้สงบเท่านั้น
ขณะเดียวกันต้องบอกถึงโทษของการกระทำผิด ว่าร้ายแรงเพียงใด
ทำให้เห็นว่า สังคมมีกฎระเบียบ ไม่สามารถทำอะไรตามใจชอบ
สำหรับประชาชนทั่วไปอยากให้มองแง่ดี ไม่อยากให้คิดแต่ในแง่ลบ
โดยเฉพาะในสื่อต่างๆ อย่างสื่ออินเตอร์เน็ต อยากให้มีการเชิญชวนให้ปรองดองกัน
เพราะขณะนี้แต่ละฝ่ายพยายามใส่อารมณ์ต่อกัน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง
ถึงเวลาที่ต้องหันหน้าเข้าหากัน และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยที่ดี ทั้งการสร้างกติกาในการชุมนุมที่ปราศจากความรุนแรง
รวมทั้งการเยียวยาภายหลังเหตุการณ์ ต้องปฏิบัติอย่างเท่าเทียมทุกฝ่าย!
ความหงุดหงิด งุ่นง่าน จากคนของ "ประชาธิปัตย์" ต่อการ "ตรวจสอบ"
ที่มา ข่าวสด
หงุดหงิดถึงกับออกมากล่าวหา มูลนิธิกระจกเงา
ไม่เพียงแต่จะหงุดหงิดต่อ มูลนิธิกระจกเงา ใครก็ตามที่ตั้งคำถามต่อการตายและบาดเจ็บของผู้คนในสถานการณ์กระชับพื้นที่ของทหารเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม คนของพรรคประชาธิปัตย์ก็แสดงความไม่พอใจ
ไม่เพียงไม่พอใจ หากยังมองด้วยความมุ่งร้าย แสดงความกังขา
แม้ผู้สื่อข่าวเสนอคำถามเชิงตั้งข้อสังเกตว่า "นักข่าวชาวอังกฤษ ที่ถูกยิงในวัดปทุมวนารามราชวรวิหารระบุว่าโดนทหารยิง"
คำตอบจาก นายสาธิต ปิตุเดชะ กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ คือ "เป็นเพียงคำพูดของคนๆ เดียว เชื่อไม่ได้"
คำถามก็คือ แล้วจะปล่อยให้คนหาย ปล่อยให้คนตาย โดยไม่มีการเสาะหาข้อเท็จจริงหรือ
แท้จริงแล้วความห่วงใยในจำนวนคนหาย 39 คนจากมูลนิธิกระจกเงามิได้เป็นความห่วงใยอันเลื่อนลอยและว่างเปล่า
ทั้งมิได้เป็นการคิดหรือนิมิตจำนวนขึ้นเองโดยอัตโนมัติ
"ศอฉ.เป็นคนส่งเรื่องจากที่มีการแจ้งคนหายมาให้ศูนย์ข้อมูลคนหายของมูลนิธิเป็นผู้ดำเนินการ"
เป็นถ้อยแถลงจาก นายสมบัติ บุญงามอนงค์ ประธานกรรมการมูลนิธิ
ขณะเดียวกัน ความห่วงใยของมูลนิธิกระจกเงาก็มิได้เริ่มต้นจากความหวาดระแวงหรือจ้องจับผิด หากแต่มาจากบทเรียนในการเสาะหาคนหายจากสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 เป็นสำคัญ
เพราะคราวนั้นรัฐบาลปล่อยให้สถานการณ์ล่วงเลยประมาณ 1 เดือนจึงสรุปจำนวนคนถูกจับกุมว่ามีอยู่ 80 คน
คิดดูเถิด 80 คนนี้ย่อมมีครอบครัว ย่อมมีญาติพี่น้องที่คอยห่วงใย มิใช่หรือ
อย่าว่าแต่มูลนิธิกระจกเงาอันมีบทเรียนจากการทำงานล่าช้าของรัฐบาลในสถานการณ์เมื่อเดือนเมษายน 2552 เลย
แม้กระทั่งองค์การนิรโทษกรรมสากลก็กังขาในเรื่องนี้
สิ่งที่องค์การนิรโทษกรรมสากลเรียกร้องต่อรัฐบาล ประการหนึ่ง คือเรียกร้องให้เปิดเผยจำนวนคนตาย คนบาดเจ็บและคนที่ถูกจับกุมจากสถานการณ์อันเริ่มขึ้นจากเดือนเมษายนจนถึงเดือนพฤษภาคม 2553
ประการหนึ่ง คือ เรียกร้องให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการที่เป็นอิสระ เป็นกลาง เพื่อสอบข้อเท็จจริงอย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะเดียวกัน องค์การนิรโทษกรรม ก็ขอมีส่วนร่วมในการสอบข้อเท็จจริงนี้ด้วย
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความห่วงใย ทั้งต่อคนที่เสียชีวิต คนที่บาดเจ็บและที่สำคัญคือคนที่ถูกจับกุมและคนที่สูญหายไปอย่างไร้ร่องรอยในสถานการณ์
ความห่วงใยเช่นนี้ไฉนจึงสร้างความหงุดหงิดให้กับคนของพรรคประชาธิปัตย์
จึงแทนที่จะหงุดหงิดและไม่พอใจ คนของพรรคประชาธิปัตย์สมควรที่จะแสดงความขอบคุณ
เพราะหากว่ามีองค์การทางสังคมห่วงใยไม่ว่าจะจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะจากภายในประเทศล้วนทำให้การตรวจสอบในเรื่องนี้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
ประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือต่างหากคือเป้าประสงค์แท้จริงของการตรวจสอบ
ปลื้มกองเชียร์
ที่มา ข่าวสด
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังหน้าชื่นตาบาน กอดเก้าอี้นายกฯแน่นต่อไป
โดยไม่ได้รู้สึกรู้สาถึงความสูญเสียอย่างมหาศาลต่อชีวิตผู้คน
ตาย 88 ศพ เจ็บอีกเกือบ 2 พันคน สูญหายอีก 38 ราย
ล่าสุด ยังเปิดทำเนียบต้อนรับแฟนคลับ กลุ่มสมาชิกชุมชนออนไลน์เฟซบุ๊กมั่นใจคนไทยเกิน 1 ล้านคนต่อต้านการยุบสภา ซึ่งเป็นกองเชียร์ส่วนตัวแบบอย่างใกล้ชิด ชื่นมื่น
นายอภิสิทธิ์อ้างว่าได้ติดตาม แลกเปลี่ยนกันเป็นระยะๆ พร้อมชื่นชมว่าเป็นกลุ่มที่แสดงออกถึงความต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข มีข้อเรียกร้องที่อยู่บนพื้นฐานความถูกต้อง
ทำให้รัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้
ก่อนหน้าที่จะสั่งสลายม็อบ ก็เป็นที่รู้ว่านายอภิสิทธิ์ ฟังกองเชียร์กลุ่มเหล่านี้เป็นพิเศษ
โดยเฉพาะเสียงเรียกร้องให้เอาจริงเสียที ลงมือเสียที อ้างประเทศชาติเสียหายมามากแล้ว
ขณะเดียวกัน นายอภิสิทธิ์ ยังอ้างว่ากลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลนั้นได้รับข้อมูลด้านเดียว เพราะอยู่ในที่ชุมนุมกันมา 2 เดือนก็จะได้รับเฉพาะเรื่องที่นำขึ้นมาปราศรัยบนเวทีเท่านั้น
นายอภิสิทธิ์ ยังระบุด้วยว่าอยากให้พลังและเครือข่ายกลุ่มเฟซบุ๊ก รวมตัวเพื่อสร้างสรรค์อย่างต่อเนื่องและยั่งยืน เวลามีวิกฤตก็สามารถรวมตัวลุกขึ้นมาเพื่อสร้างความถูกต้องดีงามเพื่อบ้านเมืองอีก
ไม่น่าเชื่อจริงๆ ว่าผู้นำที่ได้ชื่อว่าเป็นคนทันสมัย มีความรู้ เกิดในชาติตระกูลดี จะหยิบยกเรื่องแบบนี้มาเพื่อเป็นประโยชน์เพื่อตัวเองได้
ผู้ชุมนุมออกมาเรียกร้องเพื่อแสดงทัศนคติทางการเมือง เคลื่อนไหวเต็มท้องถนน นับคน นับจำนวนได้ไม่หวาดไม่ไหว
ไม่เพียงแต่ในกรุงเทพฯเท่านั้น แต่ยังกระจัดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
แต่นายอภิสิทธิ์เลือกที่จะเชื่อว่ากลุ่มที่มาเชียร์ออนไลน์ เป็นกลุ่มที่จับต้องสัมผัสได้จริง แล้วฉกฉวยนำมาใช้ประโยชน์ทางการเมือง
หลังจาก เปิดโอกาสให้แฟนคลับได้กรี๊ดพอหอมปากหอมคอ
นายกฯคนรูปหล่อ ก็เปิดทำเนียบรัฐบาลชี้แจงกับทูตต่างประเทศ
แต่สำนักข่าวต่างประเทศนำไปรายงานคนละทิศคนละทาง
เช่นบอกว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถ้าทหารยิงต้องมากกว่านี้ ผู้เสียชีวิต 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม มี 4 ศพถูกยิงจากแนวราบ ผู้ชุมนุมเป็นเครื่องมือของผู้ก่อการร้าย
พอถูกต้อนหนักๆ เรื่องความผิดชอบต่อชีวิตคนตาย
นายอภิสิทธิ์ กลับตอบไม่เต็มปากเต็มคำ อ้างว่าถ้าสอบสวนมีข้อบ่งชี้ว่าผิด ก็พร้อมยืดอกรับผิดชอบ
แต่ไม่วายอ้างว่าทุกอย่างทำตามกฎหมาย
พร้อมกับโทษฝ่ายม็อบว่าทำทุกอย่างโดยไม่สนใจว่าจะมีคนตายหรือไม่
ก็ต้องตั้งคำถามกลับว่า ใครกันแน่ที่ต้องมีความรับผิดชอบมากที่สุด
ต่อความตายของประชาชน
เวทีซักฟอกระอุ-สลายม็อบ
ที่มา ข่าวสด
เหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง ที่เกิดขึ้นเมื่อ 10 เม.ย. บริเวณแยกคอกวัว ต่อเนื่องมาถึงเหตุการณ์ 19 พ.ค. ที่สี่แยกราชประสงค์ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 88 ราย และบาดเจ็บร่วม 2,000 ราย
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ / วิชาญ มีนชัยนันท์
ถือเป็นประเด็นหลักที่ส.ส.พรรคเพื่อไทย หยิบยกมาอภิปรายในเวทีซักฟอก เมื่อวันที่ 31 พ.ค. ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ต่างชี้แจง เหตุผลในสภา
อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
นายกรัฐมนตรี
รัฐบาลยืนยันว่าได้ใช้ความพยายามเต็มที่ ใช้การเมืองหาทางออก แต่ถูกปฏิเสธมาตลอด กรณีพระสงฆ์ ปลายเดือนเม.ย. เลขาธิการเถรสมาคมได้ออกแถลงข้อปฏิบัติการจับกุมว่า กรณีความผิดซึ่งหน้าสามารถจับกุมและไปดำเนินการสึกทีหลัง
ส่วนความสงสัยช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ดำเนินการในวันที่ 19 พ.ค. โดยเฉพาะหลังประกาศยุติการชุมนุม และเกิดปัญหาไฟไหม้ที่ตามมาที่เซ็นทรัลเวิลด์ สยามสแควร์นั้น ตอนนั้นทหารปฏิบัติการทั้ง 4 ทิศ แนวที่มาจากศาลาแดง หยุดอยู่ที่แยกสารสินที่มีปัญหาการต่อสู้ที่ตึกบางกอกเคเบิล ส่วนแนวถนนเพลินจิต ค่อยๆ เข้ามาถึงราชประสงค์ได้ในช่วงค่ำ ส่วนแนวราชปรารภนั้นไม่ได้เข้ามา
ส่วนแนวจากสนามกีฬาแห่งชาติ เบื้องต้นไม่ได้เข้ามา เพราะตอนนั้นต้องการให้ผู้ชุมนุมเดินทางกลับบ้านได้และแกนนำผู้ชุมนุมประกาศบนเวทีว่า ให้ใช้ถนนพระ ราม 1 จึงไม่ได้เข้ามาในทางนี้ กระทั่งเกิดเหตุไฟไหม้ในบริเวณดังกล่าว เจ้าหน้าที่พยายามไปคุ้มครองเจ้าหน้าที่ดับเพลิง แต่ไม่สามารถเข้าไประงับภัยได้ เนื่องจากมีผู้ใช้อาวุธยิง จะให้ทหารติดอาวุธเข้าไปคุ้มครองก็ยิ่งเป็นปัญหา เพราะจะมีการต่อสู้และอาจมีผู้ชุมนุมที่เดินทางกลับบ้านเสียชีวิต
นี่คือความยากลำบาก เจ้าหน้าที่เข้าไป คุมพื้นที่ไม่ได้ในขณะนั้น
ส่วนที่วัดปทุมวนาราม ยืนยันว่าต้องสืบสวนสอบสวนอย่างละเอียดก่อน ซึ่งไม่เห็นความจำเป็นที่เจ้าหน้าที่รัฐจะใช้กำลังจัดการผู้ชุมนุม มีรายงานเพียงว่าตอนที่เจ้าหน้าที่จะเข้าไปคุ้มครอง มีการยิงต่อสู้กับกองกำลังติดอาวุธบริเวณสยามพารากอน มีบันทึกและรอยกระสุนพยานชัดเจน
สุเทพ เทือกสุบรรณ /น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
โดยคืนวันที่ 19 พ.ค. ได้รับการประสานว่า ในนั้นมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บต้องช่วยเหลือเร่งด่วน แต่เจ้าหน้าที่พยาบาลเข้าไปไม่ได้ จึงเป็นการยืนยันว่า ตอนนั้น 2-3 ทุ่มแล้ว การยิงต่อสู้ยังมีอยู่ และได้รับรายงานว่า คนที่โดนยิง โดนยิงบริเวณเต็นท์พยา บาล ซึ่งน่าเสียใจมาก มีบางคนบอกว่ายิงมาจากรางรถไฟฟ้าหรือสกายวอล์ก ถ้ามาได้น่าจะมาจากราชประสงค์ เพราะทิศจากสยามสแควร์มีประตูปิดล็อกอยู่
ส่วนการชันสูตรทั้ง 6 ราย จะมีการเปิดเผยต่อไป แต่ 4 คนในนี้ค่อนข้างชัดเจนว่า โดนยิงจากแนวราบ ไม่ได้มาจากที่สูง
นอกจากนี้ ยังมีคำให้การของยามที่ดูแลรักษาความปลอดภัยในตึกเซ็นทรัลเวิลด์ ชัดเจนว่าต้องเจอกับอะไรบ้าง และไฟที่เผาเซ็นทรัลเวิลด์นั้นไม่ได้ไหม้แค่ครั้งเดียว แต่มีการจุดต่อเนื่อง 2 ครั้ง 3 ครั้ง ทุกครั้งที่ไฟเริ่มมอด ซึ่งตอนนั้นมีการยิงกันจริงๆ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ ซึ่งรัฐบาลเห็นว่า การเสียทรัพย์ ไม่เท่ากับเสียชีวิต
วิชาญ มีนชัยนันท์
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
หากนายกฯ เลือกวิธีเจรจาก็ไม่ทำให้เกิดความสูญเสียเกือบ 90 ศพ และบาดเจ็บเกือบ 2 พันคน รวมทั้งกรณีผู้เสียชีวิตภาย ในวัดปทุมวนาราม 6 ศพ ที่ส่วนหนึ่งถูกยิงบริเวณเต็นท์พยาบาลภายในวัด
อีกทั้งหากนายกฯ สั่งการให้นายสุเทพ ไปมอบตัวตามข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุมที่ต้องการให้มีกระบวนการยุติธรรมมีมาตรฐานเดียว จำนวนการสูญเสียก็ลดลง แต่นายกฯ กลับเลือกใช้วิธีที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
ขณะนี้ทราบว่ามีการจ่ายเช็คให้กับแม่ของน.ส.กมนเกด อัคฮาด โดยขอให้แลกเปลี่ยนกับการไปร่วมลงชื่อถอดถอนส.ส. เพื่อไทย จึงต้องถามว่าเรื่องนี้คืออะไร และเงินจำนวนดังกล่าวเอามาจากไหน ตอนนี้แม่ของพยาบาลไปรับเช็ค ปรากฏว่าถูกขู่แล้วที่เขตร่มเกล้า
นอกจากนี้ ตัว นางผุสดี นาคคำ อาชีพพยาบาล ที่ถือธงแดงอยู่หน้าเวทีราชประสงค์เพียงคนเดียว และบอกกับสื่อต่างประเทศว่าจะนั่งอยู่ตรงนั้นจนกว่าทหารจะมายิง ตอนนี้ทราบว่าหายสาบสูญไปแล้ว จึงอยากถามว่าตอนนี้นางผุสดีอยู่ที่ไหน
ข้อเท็จจริงที่เกิดไฟไหม้ที่ห้างเซ็นทรัลเวิลด์ ต้องถามว่าเป็นอย่างไร เพราะตอนที่ผมและส.ส.เพื่อไทยเข้าไปในพื้นที่ ทุกอย่างยังปกติ และศอฉ. ระบุควบคุมสถานการณ์ได้แล้ว แต่เหตุใดจึงมีการเผาขึ้นมาได้ เหตุเพลิงไหม้ที่บอกว่าไหม้ 2-3 ครั้ง รู้อยู่แล้วว่าจะมีเผา ทำไมไม่เตรียมรถน้ำไว้
ขอให้นายกฯ ไปตรวจสอบใหม่เรื่องการเข้าไปของเจ้าหน้าที่ในวันที่ 19 พ.ค. เพราะขนาดพวกผมกับผู้บัญชาการระดับสูงของฝ่ายตำรวจยังเข้าไม่ได้เลยแม้แต่รอบถนนเพชรบุรี เพราะทหารไม่ให้เข้าไป
สุเทพ เทือกสุบรรณ
รองนายกฯ-ผอ.ศอฉ.
ขอชี้แจงว่า ในวันที่ 19 พ.ค. เฉพาะส่วนที่อยู่ปทุม วันมาถึงวัดปทุมวนา ราม กำลังเจ้าหน้าที่ ในส่วนนี้ได้รับคำสั่งให้อยู่ในที่ตั้งเดิมบริเวณหน้าสนามกีฬา ไม่ให้เคลื่อน จนถึงเวลา 15.00 น. เกิดการวางเพลิงในบริเวณสยามสแควร์และเซ็นทรัลเวิลด์ จึงสั่งการให้กทม.จัดรถเข้าไปดับเพลิง แต่ถูกผู้ก่อการร้ายยิงจึงต้องถอนกำลัง จึงขอกำลังเจ้าหน้าที่มาคุ้มครอง
เจ้าหน้าที่จึงได้รับคำสั่งให้มาคุ้มครอง 20 คนแต่ก็ถูกยิง จนถอยไปอยู่ที่สถานีบีทีเอสสยามสแควร์ ตอนนั้นเวลา 16.30 น. แล้ว จัดกำลังใหม่ เที่ยวนี้เพิ่มเป็น 1 กองร้อยเพื่อคุ้มครองรถดับเพลิงทำงานได้
จุดที่เคลื่อนเข้ามาทางข้างล่างและข้างบน มีผู้ก่อการร้ายที่ตอม่อด้านล่าง ยิงปะทะเจ้าหน้าที่เป็นรอบที่ 2 ในเวลา 18.30 น. มีคนร้ายอยู่ตรงมุมวัดติดสยามพารากอนแล้วปีนรั้วเข้าไป ในวัด เข้าใจว่าคนร้ายหนึ่งในสองคนนี้ถูกปืนเจ้าหน้าที่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าเข้าไปตายในวัดหรือไม่
หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ถอนกลับเพราะเห็นว่าขืนเดินหน้าต่อไปจะเกิดการปะทะกัน อาจมีประชาชนโดนลูกหลง บาดเจ็บ
วันที่ 19 พ.ค. หลังจากเวลา 18.30 น. ไม่มีเจ้าหน้าที่ทหารอยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส แต่ไปตั้งหลักที่สถานีรถไฟฟ้าสยาม สแควร์ และไม่มีเจ้าหน้าที่คนไหนเข้าไปภายในวัดปทุมฯ จึงไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะมีเจ้าหน้าที่คนไหนยิงแก๊สน้ำตาเข้าไปหลังวัดเพื่อล่อให้คนออกมาด้านหน้าวัดแล้วยิงเข้าใส่
ที่สำคัญ ระยะทางจากหน้าวัดมาหลังวัดไกลมาก 400-500 เมตร แต่หากจะมีควันขึ้นมาวันนั้นหากมีไฟไหม้ มาจากหลังห้างพารากอนเท่านั้น ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์
ผมและเจ้าหน้าที่ทุกคนไม่เคยกล่าวหาคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ยกเว้นบางคนเอาอาวุธสงครามมายิงทหาร ประชาชน แฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม
น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ
ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ได้ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และละเมิดกฎหมาย สั่งทหารสลายการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ มีการใช้กระสุนและอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง เช่น กรณี นายเกรียงไกร คำน้อย ถูกยิงด้วยอาวุธปืนจนเสียชีวิตบริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ เมื่อวันที่ 10 เม.ย.
นอกจากนี้ ในช่วงสงกรานต์เลือดปี 2552 มีคนชุดดำยืนปะปนกับเจ้าหน้าที่ทหารพร้อมถืออาวุธเอ็ม 16 ไว้ข้างกายตลอดเวลา ขณะที่มีภาพเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มีชายนอกเครื่องแบบสวมเสื้อยืด กางเกงวอร์ม ถืออาวุธปืน หลบอยู่ในบังเกอร์ของทหาร ถือว่าเป็นการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบหรือไม่
ส่วนเหตุการณ์ยิงที่วัดปทุมวนาราม นายสุเทพ เคยชี้แจงเรื่องนี้ว่า ผู้ที่ยิงเป็นกลุ่มโจรผู้ร้าย แต่ความจริงเป็นทหารสวมหมวกเหล็กมีสัญลักษณ์สีชมพูติดอยู่ และบนรางรถไฟฟ้าบีทีเอส หน้าวัดปทุมวนาราม วันที่ 19 พ.ค. ก่อนเกิดเหตุยิง 6 ศพ นี่คือโจรผู้ร้าย
สำหรับผมคิดว่าไอ้โม่งที่นายสุเทพ กล่าวอ้างก็คือทหาร ที่เชื่อมโยงกำลังนอกเครื่องแบบของรัฐบาล เพื่อปฏิบัติการต่อผู้ชุมนุม เพื่อรัฐบาลจะต้องไม่รับผิดชอบในคำสั่งฆ่าคน จึงถือว่านายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ปฏิบัติโดยมิชอบ เป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ผมจึงไม่ไว้วางใจให้นายอภิสิทธิ์ ดำรงตำแหน่งนายกฯ บนกองเลือดได้
'จตุพร'อภิปราย ทวงยุติธรรม ให้แดงผู้เสียชีวิต

นายจตุพร พรหมพันธุ์
อภิปรายไม่ไว้วางใจรอบดึกวุ่น บรรดาส.ส.ปชป.รุมประท้วง ติงประธานฯทำหน้าที่โอนเอียง "บุญยอด" ถูกเชิญออกห้องประชุม ขณะที่ "จตุพร" ลั่น ขอทวงความยุติธรรมให้ผู้เสียชีวิต...
เมื่อเวลา 23.25 น. 31 พ.ค. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย เริ่มกล่าวอภิปรายหลังจากก่อนหน้านี้มีการประท้วงหลายครั้งในเรื่องสิทธิการอภิปรายของนายจตุพร โดยนายจตุพรกล่าวว่า เวลานายกฯและรองนายกฯอธิบาย ตนก็ไม่ได้ขัดขวาง ดังนั้นตนจึงขอทำหน้าที่ส.ส.ในการอภิปรายครั้งนี้ โดยจะอภิปรายเพื่อทวงความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิต ซึ่งขณะนี้มีความพยายามปลุกระดมเพื่อสร้างกระแสว่า ผู้เสียชีวิตสมควรเสียชีวิตแล้ว ทั้งนี้จากข้อมูลของศูนย์เอราวัณ ได้บันทึกเวลาเสียชีวิตของผู้เสียชีวิตไว้ก่อนเกิดเหตุการณ์เผาห้าง
นายจตุพร กล่าวอีกว่า สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในวันนี้ จะมีเรื่องกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ ซึ่งเป็นหนึ่งคณะกรรมการศอฉ. ที่มีนายสุเทพเป็นผู้อำนวยการ และมีนายกฯเป็นผู้แต่งตั้ง และยังเป็นประธานในคดีพิเศษ ส่วนกรรมการ ศอฉ.ก็มีส่วนในการปราบปรามประชาชน และมาทำหน้าที่เอง โดยเฉพาะกรณีของตน ซึ่งก่อนปิดสมัยประชุม มีการออกหมายจับนั้น จะเป็นข้อหาอะไรก็กระทำไปเลย เนื่องจากที่ผ่านมา ตนเดินทางไปรับทราบข้อหาครบถ้วนทั้งหมดแล้ว 5 คดี ทั้งนี้ระบุว่า หากรองนายกฯมีใจเป็นนักเลง เมื่อตนทนฟังได้ ดังนั้นก็ควรที่จะเคารพฝ่ายที่กล่าวหาด้วย
นอกจากนี้ นายจตุพรยังระบุว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอธิบายถึงแต่ซากตึกที่ถูกเผา มากกว่าการให้ความสำคัญของผู้เสียชีวิตที่เป็นประชาชน ซึ่งไม่มีอาวุธในมือ ส่วนการถ่ายทอดเสียงข่าวแต่ของรัฐบาลนั้น ถือเป็นการปลุกระดมผ่านสื่อ เพราะทุกวันจะมีการบอกว่า กลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผู้ก่อการร้าย ล้มสถาบัน มีอาวุธร้ายแรง ทั้งๆ ประชาชนที่มาชุมนุมส่วนใหญ่ต้องการให้ยุบสภา ต้องการหีบเลือกตั้ง แต่กลับได้หีบศพไป
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่นายจตุพรจะได้กล่าวอภิปรายนั้น นายธนา ชีรวินิจ ส.ส.ประชาธิปัตย์ ได้ขอหารือกับพ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานที่ประชุมว่า ขอคัดค้านการอภิปรายของนายจตุพร เนื่องจากนายจตุพรไม่มีสิทธิในการอภิปราย เพราะขัดรัฐธรรมนูญ กรณีที่เป็นแกนนำนปช. และเป็นผู้มีส่วนได้เสียประโยชน์ในการอภิปรายครั้งนี้ ขณะประธานที่ประชุมได้วินิจฉัยว่า นายจตุพรมีสิทธิที่จะอภิปรายได้ ส่งผลให้เกิดการประท้วงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายสุวโรช พะลัง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วงว่า ไม่ได้รังเกียจ แต่สถานะของนายจตุพรเป็นผู้ต้องหา ซึ่งคณะของนายจตุพรก็อยู่ที่ค่ายนเรศวร ทั้งนี้ พ.อ.อภิวันท์ ระบุว่า ขณะนี้ยังไม่มีหนังสือมายังสภาฯ ไม่มีหมายจับมา ทราบว่า จะมีหมายจับหลังปิดประชุมสภาฯ โดยวินิจฉัยแล้ว นายจตุพรยังมีเอกสิทธิ์ จึงขอให้ฝ่ายรัฐบาลใจกว้าง เพราะเป็นสิทธิที่จตุพรจะอภิปรายได้
ต่อมานายบุญยอด สุขถิ่นไทย ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลุกขึ้นประท้วง โดยถามว่า นายจตุพรขาดการประชุมสภา 53% มีการลาด้วยเหตุผลใด จนทำให้มีการถกเถียงกันรุนแรงมากขึ้น ในที่สุดพ.อ.อภิวันท์จึงต้องเชิญนายบุญยอดออกจากสภาเพื่อขอรักษาความสงบ ก่อนที่นายจตุพรจะได้ลุกขึ้นเพื่ออภิปราย
"ไพจิต"ซัด 20 ปี ปชต.เกิดโสเภณีการเมือง
ที่มา ไทยรัฐ "ไพจิต" อภิปรายนายกฯ-สุเทพ สั่งสลายชุมนุม ระบุ รอบ20 ปี ระบอบประชาธิปไตยเกิด 2 วิกฤต ลั่น มีโสเภณีการเมือง และความยุติธรรมไม่มีมาตรฐาน.... ส่วนวิกฤตความยุติธรรม อย่างกรณีเขายายเที่ยง ยึดต้นน้ำ แล้วบอกว่า ขาดเจตนา แต่คนอยู่ตีนเขาถูกจำคุก ซึ่งสังคมไม่มีมาตรฐาน และกรณีการยึดสนามบิน 2 ปี ไม่มีจับกุมคุมขัง แต่ นปช. ยึดราชดำเนิน กลับถูกดำเนินการ และกรณีการชุมนุม 12 พ.ค. เป็นการเสียสละของคนยากจน เพื่อประชาธิปไตย แต่กลับใส่ร้ายว่ารับจ้างมา ซึ่งมาเรียกร้องให้ยุบสภา หากไม่ยุบสภาก็ไม่ควรนำปืนไปยิง ทั้งนี้การชุมนุมโดยสงบสันติ คือ เสน่ห์ของประชาธิปไตย แต่นายกฯ และนายสุเทพ ได้ลุแก่อำนาจ คือ พยายามจัดสถานการณ์ให้รุนแรง เพื่อใช้กำลังและกฎหมาย สำหรับวันที่ 7 พ.ค. ได้มีการย้ายการประชุมมาที่รัฐสภา เพื่อพยายามจะยกระดับจาก พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ มาเป็น พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ หลังจากที่คนเสื้อแดงได้เดินทางมาเพื่อขอให้เปิดสถานีพีเพิลแชลแนล แต่กลับถูกมองว่ามาปิดล้อมสภา และกรณีทหารที่เสียชีวิตที่อนุสรณ์สถานดอนเมือง นายสุเทพ เคยระบุว่าเป็นคนสั่งการเอง และบอกด้วยว่า เป็นกระสุนยาง ไม่มีเจตนาฆ่าผู้ชุมนุม ซึ่งถือเป็นการสารภาพว่า เป็นคนสั่ง จนนำสู่การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ โดยใช้กำลังทหารเป็นหลัก ทั้งนี้ นายไพจิตร ยังได้แสดงภาพพลทหารที่ถูกยิงเสียชีวิตบริเวณอนุสรณ์สถาน และภาพทหารเอาปืนจี้ตำรวจ จากเหตุการณ์ที่ศาลาแดงด้วย
เมื่อวันที่ 31 พ.ค. เวลา 21.00 น. นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย กล่าวอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี กรณ๊สั่งสลายการชุมนุม ว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดวิกฤตการเมือง 2 เรื่อง โดยในรอบ 20 ปี มีวิกฤตช่วงชิงตำแหน่ง มีโสเภณีการเมือง และวิกฤตเรื่องความยุติธรรม ไม่มีมาตรฐาน โดยที่นายกฯ เคยระบุว่า วันที่ 18 พ.ค. เวลา 18.00 น. ด้านวุฒิสภา ได้พยายามเจรจาเพื่อไม่ให้เกิดความรุนแรง โดยแกนนำบอกยินดียุติชุมนุม แต่เลขาธิการนายกฯ บอกว่าหมดเวลา ทั้งที่ยังเหลือเวลาอีก 12 ชั่วโมง ทั้งนี้เป็นเพราะความอำมหิตในใจของนายกฯ