WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, June 2, 2010

เปิดชื่อผลโหวตส.ส. ใคร? เสียงแตกไม่ไว้วางใจ พผ."สมเกียรติ"เบี้ยว งูเห่าฝ่ายค้าน"นิคม"หนุน"มาร์ค"

ที่มา มติชน


เปิดชื่อผลโหวตใครเสียงแตก พผ.สวนมติเบี้ยวรัฐบาล ฝ่ายค้านเจอ1งูเห่า"นิคม" โหวตหนุน"มาร์ค"

เปิดรายชื่อ ส.ส.ในการลงมติในญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคลลเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน พบว่า ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลคือพรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.)เบี้ยว ยกมือโหวตสวน ลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี

ขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน ยกมือไว้วางใจ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลครั้งนี้มีจำนวนส.ส.ที่ไม่ได้แสดงตนมีจำนวน 9 คน ได้แก่

1.พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน เดินทางไปสวิตเซอร์แลนด์ 2.นายสมชัย ฉัตรพัฒนศิริ ส.ส.นครราชสีมา พรรครวมชาติพัฒนา เดินทางไปต่างประเทศ 3.นายอาคม เอ่งฉ้วน ส.ส.กระบี่ พรรคประชาธิปัตย์ ลาป่วย 4.นายทิวา เงินยวง ส.ส.กทม.พรรคประชาธิปัตย์ ลาป่วย 5.นางตรีนุช เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคประชาราช ลาคลอด

6.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ลาป่วย 7.นายสมโภช สายเทพ ส.ส.ลำปาง พรรคเพื่อไทย ไม่ทราบสาเหตุ 8.นายวิเชียร ขาวขำ ส.ส.อุดรธานี ไม่ทราบสาเหตุ และ 9.นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ไม่เสียบบัตรแสดงตน


ขณะที่ผลการลงคะแนนจากการตรวจสอบพบว่า มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 464 คน

มีผู้ลงมติไว้วางใจ นายอภิสิทธ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี จำนวน 245 เสียง ไม่ไว่วางใจ 187 เสียง

-ไม่ลงคะแนนเสียง 21 คนซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี


- งดออกเสียงมี 11 คนได้แก่

พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คนได้แก่

นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน

พรรคประชาราช 2 คน คือ

นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์
นายสมชัย เจริญชัยฤทธิ์ ส.ส.นครสวรรค์

พรรคมาตุภูมิ 3 คน ได้แก่

นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์


พรรคเพื่อแผ่นดิน 1 คน ได้แก่

นพ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรอีก 2 คน คือ

นายสามารถ แก้วมีชัย และ

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย

ขณะที่ นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน ของพรรคเพื่อไทย ลงมติไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

-------------------------------------------

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี
มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 464 คน
มีผู้ลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 245 คน
เห็นด้วย 187 คน


- ไม่ลงคะแนนเสียง 21 คน
ซึ่งทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี

- มีผู้งดออกเสียง 11 คน แบ่งเป็น
พรรคเพื่อแผ่นดิน จำนวน 2 คน ประกอบด้วย
นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์
นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส

พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คน คือ
นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และ
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน

พรรคมาตุภูมิ 3 คน คือ
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ และ
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน

พรรคประชาราช 1 คนคือ
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์

รองประธานสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 2 คนคือ

พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย และ

นายสามารถแก้ว มีชัย ได้งดออกเสียงด้วย


อย่างไรก็ตาม มีผู้ออกเสียงสวนมติพรรคจำนวน 2 คน คือ
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย ที่ลงมติ ไม่เห็นด้วย กับญัตติไม่ไว้วางใจ
ขณะที่ นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงมติ เห็นด้วย กับญัตติไม่ไว้วางใจ

-------------------------------------------------

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 465 คน
มีผู้ลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 244 คน
เห็นด้วย 187 คน


-ไม่ลงคะแนน 22 เสียง
โดยทั้งหมดเป็นรัฐมนตรี

- งดออกเสียง 12 ทั้งนี้ สำหรับส.ส.ที่งดออกเสียงนั้น ประกอบด้วย
พรรคเพื่อไทย กลุ่มเพื่อนเนวิน 3 คน ได้แก่
นายสมบูรณ์ วันไชยธนวงศ์ ส.ส.สัดส่วน
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี และ
นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร เพื่อไทย

พรรคมาตุภูมิ 3 คนได้แก่

นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส และ
นางฟารีดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์


พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่งดออกเสียง 3 คนได้แก่
นายสมเกียรติ ศรลัมภ์ ส.ส.สัดส่วน
น.พ.แวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส และ
นพ.วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน


พรรคประชาราช 1 คน คือ
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์

รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน

นายสามารถ แก้วมีชัย และ
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย


นอกจากนี้ มีส.ส.ของพรรคเพื่อไทย ลงคะแนนไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไววางใจ 1 คนคือ
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน

----------------------------------------------------

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
มีผู้เข้าร่วมประชุม 465 คน
มีส.สลงมติไม่เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจจำนวน 239 คน
เห็นด้วย 190 คน


- ไม่ลงคะแนน 21 คนซึ่งทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นรัฐมนตรี


- งดออกเสียง 15 และ ประกอบด้วย


พรรคเพื่อไทย 3 คน ได้แก่
นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน
นายจุมพฎ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร กลุ่มเพื่อนเนวิน
ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี กลุ่มเพื่อนเนวิน


พรรคประชาราช 1 คน คือ
นายจักรกฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์


พรรคเพื่อแผ่นดิน 6 คน ได้แก่
นางรัชนี พลซื่อ ส.ส.ร้อยเอ็ด
นายพิเชษฐ์ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา
นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ ส.ส.สุรินทร์
นายยุซรี ซูสารอ ส.ส.ปัตตานี
นายแพทย์วัลลภ ไทยเหนือ ส.ส.สัดส่วน
นายแวมาฮาดี แวดาโอะ ส.ส.นราธิวาส


พรรคมาตุภูมิ 3 คน คือ
นายนัจมุดดีน อูมา ส.ส.นราธิวาส
นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ และ
นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ส.ส.สัดส่วน


รองประธานสภาผู้แทนราษฎร 2 คน
นายสามารถ แก้วมีชัย
พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ใ


สำหรับส.ส.จากพรรคร่วมรัฐบาล ลงมติ เห็นด้วยกับญัตติไม่ไว้วางใจนายกษิต มีด้วยกัน 2 คน เป็น
ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ประกอบด้วย
1.นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล ส.ส.นครราชสีมา
2.นายสมเกียรติ ศรลัมพ์ ส.ส.สัดส่วน

เลิกกฎหมายกดหัว

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ บทบรรณาธิการ



ในที่สุดรัฐบาลและ ศอฉ. ก็ตัดสินใจปล่อยตัวนายสุธาชัย ยิ้มประเสริฐ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ถูกควบคุมเอาไว้ออกมา

หลังจากที่ทนายความประจำตัวนายสุธาชัยระบุว่า การควบคุมตัวไว้นั้นปราศจากการแจ้งข้อหา ไม่มีการสอบสวน และยังตัดขาดการติดต่อกับโลกภายนอก

หลังจากที่คณาจารย์ นิสิต นักศึกษากว่า 300 คนร่วมกันลงชื่อคัดค้านการควบคุมตัว ที่ข้อกล่าวหาไม่ชัดเจน ไม่ดำเนินการภายใต้กฎหมายปกติ เป็นกฎหมายฉุกเฉินที่ขาดความชอบธรรม

และยังถูกปฏิบัติราวกับเป็นผู้ต้องหาอุกฉกรรจ์ขั้นร้ายแรง ไม่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมและอ่านหรือรับรู้ข่าวสารข้อมูลตามปกติ

คณาจารย์ นิสิต นักศึกษา ทั้งจากจุฬาลง กรณ์มหาวิทยาลัยและสถาบันวิชาการอื่นๆ ระบุว่า การกระทำของรัฐบาลสะท้อนการคุกคามเสรีภาพทางวิชาการและเสรีภาพในการแสดงความเห็น อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของ พลเมือง

และประณามการกระทำของรัฐบาลที่ลิดรอนสิทธิเสรีภาพ รวมทั้งให้ปล่อยตัวนายสุธาชัยโดยไม่มีเงื่อนไข และชี้แจงเหตุผลในการกระทำครั้งนี้ให้ชัดเจน

รวมทั้งระบุด้วยว่า รัฐบาลจะต้องรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นกรณีนายสุธาชัย โดยเฉพาะการใช้กำลังปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรง ด้วยการประกาศยุบสภา

คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินใจผ่านการเลือกตั้งใหม่

การใช้อำนาจอย่างเกินขอบเขตโดยปราศจากเหตุผล อันเนื่องมาจากการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ให้อำนาจกับรัฐบาลอย่างครอบจักรวาล มิได้มีแต่กรณีเฉพาะนายสุธาชัยเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายตัวอย่างด้วยกัน

หากไม่ต้องการให้เกิดการละเมิดสิทธิของประชาชนเกิดขึ้นซ้ำ ก็จะต้องยกเลิกการใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉินอันเป็นต้นตอของปัญหานี้โดยเร็ว

เพราะถึงปราศจากกฎหมายเผด็จการดังกล่าว รัฐบาลก็ยังมีอำนาจตามกฎหมายปกติอีกเป็นจำนวนมากในการปกป้องอำนาจของตนเอง

อำนาจและความรับผิดชอบนั้นเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน

หากปราศจากสำนึกเช่นนี้แล้ว ย่อมเป็นอันตรายยิ่ง

ลักษณะ อนาธิปไตย อนาธิปไตย ในทางความคิด สภาพ ทางการเมือง

ที่มา ข่าวสด


ผู้คนให้ความสนใจน้อยมากต่อข่าวและเรื่องราวของ นาง ผุสดี งามขำ อดีตพยาบาล วัย 54 ปี ที่นั่งถือธงแดงอยู่หน้าเวทีปราศรัยแยกราชประสงค์เป็นคนสุดท้าย

เมื่อช่วงบ่ายของวันที่ 19 พฤษภาคม 2553

แม้ท่วงทีและการยืนหยัดของเธอจะได้รับความสนใจเป็นอย่างสูงจากสื่อและชุมชนเว็บไซต์ระหว่างประเทศ

เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้

สามารถเข้าใจได้เหมือนกับชะตากรรมของ อาจารย์สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ แห่งภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ลิดรอนแม้กระทั่งเสรีภาพในการอ่านหนังสือและรับรู้ข่าวสาร

สามารถเข้าใจได้เหมือนกับชะตากรรมของ 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ภายในวัดปทุมวนารามวรวิหาร

ทั้งหมดนี้คือผลสะเทือนจากการเลือกข้างของ "ผู้คน"



เป็นการเลือกข้างว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัด หากมิใช่พวกเสื้อแดง ก็ต้องเป็นผู้ที่เอนเอียงหรือเห็นอกเห็นใจพวกเสื้อแดง

ตรรกะก็คือ พวกเสื้อแดง คือ ผู้ก่อการร้าย เผาบ้านเผาเมือง

ดังนั้น ใครที่ยืนอยู่ฝ่ายเดียวกับเสื้อแดง ใครที่มีความเอนเอียงไปทางเสื้อแดง ย่อมเป็นพวกเดียวกันกับผู้ก่อการร้าย

โดยไม่ยอมรับรู้ว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดเป็นคนไทย

หรือหากยึดตามบรรทัดฐานของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ออกมาสรุปและแสดงความรู้สึกต่อการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ก็ต้องยอมรับว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดล้วนเป็น "คน"

แปลกที่ไม่เพียงแต่สื่อกระแสหลักจะมองข้ามและไม่มองเห็นความสำคัญแม้ว่า 6 ศพที่นอนเรียงรายอยู่ในวัดก็เป็นคน

แม้กระทั่งคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็มิได้มองว่าพวกเขาเป็น "คน"



สําเหนียกกันหรือยังว่า การแยกขั้ว แบ่งข้าง ในทางความคิดที่เกิดขึ้นและดำรงอยู่ภายในสังคมประเทศไทยของเรานั้นลึกซึ้งและน่ากลัวเป็นอย่างยิ่ง

ความเคียดแค้น ชิงชัง แพร่ลามออกไปราวกับโรคระบาด

กรมสอบสวนคดีพิเศษ เมื่อได้อาวุธพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่ในมือก็พร้อมจะสะบัดกวัดแกว่ง โดยลืมนึกถึงบทเรียน

ในกาลอดีตว่าอาการสะบัดกวัดแกว่งเช่นนี้ก็เคยมีคนทำเมื่อมีพ.ร.บ.คอมมิวนิสต์อยู่ในมือมาแล้ว

และผลสะเทือนที่เกิดขึ้น ติดตามมาเป็นอย่างไร ก็ล้วนรับรู้กันมาอย่างถ้วนหน้า

ในนามแห่งกฎหมาย ในนามแห่งความเป็นคนดี ในนามแห่งการเป็นผู้กุมอำนาจตามกฎหมาย ทุกฝ่ายต่างใส่เกียร์เดินหน้าโดยไม่คำนึงถึงอารมณ์และความรู้สึก

อารมณ์และความรู้สึกในความเป็นคน และในความเป็นคนไทย

การเลือกข้างตามอารมณ์และความรู้สึกจึงดำเนินไปอย่างกว้างขวาง 2 หู 2 ตาจึงพร้อมจะเปิดรับเฉพาะฝ่ายเดียวกับตน 2 หู 2 ตาจึงพร้อมจะปัดปฏิเสธจากฝ่ายที่มิใช่พวกของตน

การล้างแค้นและหลั่งเลือดจึงกลายเป็นภักษาหารยอดนิยมภายในสังคม



ในที่สุดแล้วสภาพการณ์และสถานการณ์อันเกิดขึ้นและดำรงอยู่สะท้อนความเป็นจริงอะไร

สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมขาดไร้ที่พึ่ง สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมไม่มีหลักยึดมั่นอันน่าเชื่อถือได้ สะท้อนความเป็นจริงว่าสังคมต่างคนต่างเป็นใหญ่ไม่มีใครฟังใคร

นี่คืออนาธิปไตยในทางความคิด นี่คืออนาธิปไตยในทางการเมืองที่ดำรงอยู่

ไม่แตกต่าง

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ไม่แตกต่าง




ศึกซักฟอกรัฐบาลเข้มข้น เมื่อพรรคเพื่อไทยงัดข้อมูลทั้งภาพและคลิปเล่นงานรัฐบาล

ประเด็นหลักๆ คือเรียกร้องให้รัฐบาลรับผิดชอบการสูญเสียชีวิตของประชาชน 88 ศพ และบาดเจ็บอีกเกือบ 2 พันคน

เป็นการสูญเสียที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเกิดขึ้นจากการส่งทหารเข้าสลายการชุมนุม

ฝ่ายค้านเรียกร้องให้นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรองนายกฯนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สั่งการ ต้องรับผิดชอบจากการสูญเสียที่เกิดขึ้นด้วย

ข้อมูลการอภิปรายของฝ่ายค้านมีหลายเรื่องที่ตีแผ่ออกมาแล้วสะเทือนใจ

เช่น การเสียชีวิตของคนเสื้อแดงที่ถูกซุ่มยิง การสังหารหมู่ 6 ศพภายในวัดปทุมวนาราม และการจับพระสงฆ์หลายรูปขังเรือนจำ

แต่การแก้ต่างแก้ตัวของรัฐบาลก็เหมือนเดิม

นายสุเทพระบุว่าที่อยู่บนรางรถไฟฟ้าบีทีเอสเป็นพวกโจรผู้ร้าย และที่โดนจับยัดคุกเป็นแค่คนห่มผ้าเหลือง

เหมือนกับที่ศอฉ.ออกมาแถลงตลอดว่า ไม่ใช่ฝีมือทหารยิงประชาชน แต่เป็นกลุ่มติดอาวุธ เป็นผู้ก่อการร้าย

ตามมาด้วยภาพการแถลงข่าวการจับอาวุธสงครามจำนวนมากที่ศอฉ.ระบุว่ายึดมาได้จากเวทีการชุมนุม ยึดมาได้จากวัดปทุมฯ และยึดมาได้จากสถานที่ต่างๆ ที่มีการตรวจค้น

ทำให้นึกถึงคำสัมภาษณ์ของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล เมื่อสองวันก่อน

นายสมศักดิ์ระบุว่า

"เห็นทีวีทุกช่องแพร่ภาพการแถลงข่าวจับอาวุธสงครามของศอฉ.แล้วพานนึกถึงการแถลงข่าวของดร.อุทิศ นาคสวัสดิ์ เมื่อตอนเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ครั้งนั้นมีการโชว์อาวุธร้ายแรง บอกถึงคนต่างชาติที่มาร่วมเหตุการณ์โดยเฉพาะคนญวน การพบอุโมงค์ขุดลอดแม่น้ำเจ้าพระยาในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยทั้งหมดเป็นฝีมือของพวกคอมมิวนิสต์ การแถลงข่าวเมื่อปี 2519 กับปี 2553 คล้ายๆ กัน ให้ความรู้สึกเหมือนกัน แตกต่างกันตรงที่คอมมิวนิสต์กับผู้ก่อการร้าย"

ย้อนกลับไปเหตุการณ์เดือนตุลาปี 19 เผด็จการในตอนนั้นใช้ชมรมวิทยุเสรีกล่าวหานักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ ต้องการล้มล้างสถาบัน

โดยมีวิทยุยานเกราะเป็นแม่ข่าย

มีแนวร่วมอาทิ กลุ่มนวพล กลุ่มกระทิงแดง ฯลฯ

การบิดเบือนในยุคนั้นไม่แตกต่างไปจากสิ่งที่ศอฉ.ทำในยุคนี้

นักศึกษาในปี 19 โดนกล่าวหาเป็นคอมมิวนิสต์

นปช.ในปี 53 โดนกล่าวหาเป็นผู้ก่อการร้าย

มีการสูญเสียชีวิตจำนวนมากจากการปราบปรามของอำนาจรัฐเช่นเดียวกัน

นายกฯอภิสิทธิ์รู้ดีว่ายังไงก็ชนะโหวตในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้แน่นอน

แต่ต้องไม่ลืมว่าไม่มีรัฐบาลไหนอยู่ได้

หลังจากปราบปรามประชาชนจนมีคนล้มตายมากขนาดนี้

สภาเดือดกลางดึก-"จตุพร"ปะทะ"เทือก"

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




การประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ในวันแรก 31 พ.ค. เป็นการอภิปรายข้ามคืนจนเข้าสู่เช้าวันที่ 1 มิ.ย. ไฮไลต์สำคัญ อยู่ที่การอภิปรายของ นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำนปช. และการชี้แจงของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ มีเนื้อหา ดังนี้



จตุพร พรหมพันธุ์

ส.ส.สัดส่วน เพื่อไทย แกนนำ นปช.


ที่ถามว่าจะปรองดองกับผู้ก่อการร้ายได้หรือไม่ ก็ต้องเอาใจเขาไปใส่ใจเรา ว่าแล้วจะให้ปรองดองกับฆาตกร ที่สังหารคน 88 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พันคนได้หรือไม่

ผมขอทวงความเป็นธรรมให้กับผู้เสียชีวิต เพราะมีขบวนการสร้างภาพว่าคนที่เสียชีวิตสมควรตายแล้ว เพราะไปเผาห้างสรรพสินค้าหลายจุด ทั้งที่ผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่เสียชีวิตก่อนการเผาห้างสรรพสินค้า และประโคมข่าวผ่านสื่อของรัฐบาล ให้เห็นความสำคัญของตึกมากกว่าชีวิตของประชา ชน หรือคนเหล่านี้ไม่มีค่า เพราะไม่ได้นามสกุลเวชชาชีวะ หรือเทือกสุบรรณ

การที่ระบุว่า พวกผมพาคนมาตาย ต้องถามว่าถ้าผมพาคนมาแล้วใครฆ่าให้ตาย หรือเป็นเพราะพวกผมพามาให้พวกท่านฆ่า

มีการปลุกระดมทุกวันว่า กลุ่มผู้ชุมนุมที่มาเรียกร้องอำนาจอธิปไตยโดยให้นายกฯ ยุบสภา เป็นพวกล้มสถาบัน ก่อการร้าย และมีอาวุธร้ายแรง ใช้แผนผังของศอฉ. ระบุว่า เป็นกลุ่มล้มสถาบัน

แต่กรณีนายพิชา วิจิตรศิลป์ แจ้งความดำเนินคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ เหตุใดคณะกรรมการคดีพิเศษไม่พิจารณาให้เป็นคดีพิเศษ หรือกรณีของดา ตอร์ปิโด ที่ถูกศาลสั่งจำคุก แต่กรณีของนายสนธิ ลิ้มทองกุล ที่เอาคำพูดของดา ตอร์ปิโด ไปพูดซ้ำคดีจึงล่าช้า

การกล่าวหาใครว่าล้มสถาบันไม่มีหลักฐานอะไร เอาชื่อใส่แล้วรวมว่าเขาล้มสถาบัน รัฐบาลพยายามใช้สถาบันเป็นเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่ง เอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือกับปฏิปักษ์ ซึ่งเป็นคนไทยเหมือนกัน และใช้เป็นเหตุผลหลักในการสั่งฆ่าประชาชนผู้ชุมนุม

คำว่าก่อการร้ายเองก็เกิดมาหลังจากเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. จนนายอภิสิทธิ์ ไปพูดในที่ประชุมพรรคขอบอกขอบใจในโชคดีที่ไปเจอชายชุดดำเข้า ครั้งแรกจะระบุว่า คนชุดดำเป็นคนฆ่าประชาชน

แต่ก็กลัวว่าจะไม่มีผู้ร้าย จึงกลับมาว่าชายชุดดำเป็นแนวร่วมของคนเสื้อแดง เป็นคนฆ่าทหาร แล้วอย่างนั้นผู้ชุมนุมที่เสียชีวิตใครฆ่า ส่วนชายชุดดำเป็นใครก็ตามเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องจับกุม รวมถึงคนที่สังหารประชาชนด้วย

หลังจากการบาดเจ็บล้มตายของประชาชน แล้วยื่นเรื่องแผน ปรองดองมา นปช. จึงหารือกันว่าจะเอาอย่างไร เมื่อไม่มีใครต้อง การให้เกิดการสูญเสียอีก ก็พร้อมที่จะปรองดอง และยอมรับวันเลือกตั้ง 14 พ.ย.

แต่ที่สะดุดไปเพราะมีการตายกว่า 20 ชีวิต บาดเจ็บอีก 800 กว่าคน จึงขอไม่ให้นิรโทษกรรม แต่ให้นายกฯ และรองนายกฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมเช่นเดียวกัน



หากนายสุเทพไม่เห็นแก่ตัว จะไม่มีผู้บาดเจ็บล้มตายอีกมากมายเช่นนี้

ข้อกล่าวหาที่ว่าก่อการร้าย ก็มาจากคำปราศรัยทั้งหมด ทั้งให้ไปรวมตัวที่ศาลากลาง หากจอพีเพิลแชนแนลดับ หรือมีการยึดอำนาจ ก็ให้เผาทั่วประเทศได้เลย ทั้งที่เป็นการพูดกรณียึดอำนาจ และพูดก่อนการชุมนุมนานมาแล้ว

เมื่อข้อมูลเหล่านี้มีไม่พอจึงต้องเพิ่มเชื้อไฟ ในเรื่องของอาวุธต่างๆ แต่ผู้เสียชีวิตมีอาวุธอยู่ด้วยหรือไม่ หรือพวกผมเอาอาวุธไปฝากไว้วัดปทุมวนาราม แล้วเอามือเปล่าไปสู้ หรือเวลาสู้กับทหารใช้หนังสติ๊ก บั้งไฟ แต่เวลายิงพวกเดียวกันเองใช้สไนเปอร์ หรืออย่างไร

รวมทั้งเรื่องการเผา มีเพียงศาลากลาง 4 แห่งเท่านั้นที่จับผู้ต้องหาได้ แต่ไม่ว่าจะเป็นเซ็นทรัลเวิลด์ เซ็นเตอร์วัน ธนาคารกรุงเทพ กสิกรไทยหลายแห่ง จึงจับใครไม่ได้ ดังนั้นจึงคิดว่าพวกท่านเผากันเอง

รัฐบาลละเลยการชันสูตรพลิกศพของผู้เสียชีวิต เพื่อต้องการใช้ข้อหาก่อการร้ายทำให้ท่านพ้นผิดในข้อหาบงการ ใช้จ้างวานฆ่า และพยายามฆ่าอีกกว่า 2,000 ชีวิต และพยายามใส่ร้ายว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

ดูรูปของผู้เสียชีวิตที่มีทั้งผู้หญิงท้อง อาสาสมัคร ซึ่งไม่มีอาวุธอยู่เลย และหากเป็นผู้ก่อการร้าย กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จ่ายเงินช่วยเหลือได้อย่างไร

แล้วกรรมการที่ตั้งขึ้นมาสอบสวนคดีก่อการร้าย จะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่าจะมีความเป็นกลาง หรือเป็นผู้ที่อยู่ในข่าวที่เคยสั่งไม่ฟ้องเรื่องส.ป.ก. 4-01



สุเทพ เทือกสุบรรณ

รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง


มีคนไทยหลายล้านคนถามว่าหัวใจของนายจตุพร ทำด้วยอะไรถึงโหดเหี้ยมขนาดนี้ เพราะถ้าไม่โหดเหี้ยมเข้ากมลสันดานคงไม่รับจ้างคนมาทำให้เกิดความแตกแยกในสังคม ของชนชั้นได้อย่างนี้ รับอามิสสินจ้างจากนายเก่า โหยหาอำนาจให้นายเก่า

ไม่มีครั้งไหนมีการแบ่งงานเป็นระบบอย่างนี้ แบ่งงานในทางการเมือง ใช้ประชาชนที่ต้องการความเป็นธรรมมาเป็นเครื่องมือ แบ่งงานให้กลุ่มสร้างสถานการณ์

อย่างเหตุการณ์ที่คอกวัว ไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลสร้างฉากขึ้น มีแต่พวกที่ใจดำหยาบช้าอำมหิตที่สร้างฉากขึ้นได้ เพราะสังหารแม้พวกเดียวกัน จึงถือว่าโหดเหี้ยมอำมหิตจริงๆ

แบ่งงานกันทำ มีฝ่ายการเมือง มีฝ่ายออกทุน จ้างวาน ขุดกากเดนมนุษย์มาเป็นทหารนิรนาม ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม

นายจตุพร ตั้งประเด็นหลายข้อและพูดจาให้เห็นว่านายกฯ ตนและผู้ที่ทำงานให้บ้านเมืองเป็นผู้ข่มเหงรังแกคนเสื้อแดง แต่ทั้งหมดมาจากกระบวนการที่เตรียมการมาเป็นอย่างดี มีนายจตุพร อยู่ในขบวนการนั้น

ผมไม่ได้ยัดข้อกล่าวหาให้เลย แต่เป็นลักษณะที่พวกท่านทำและทำกันมาหลายเดือน จึงต้องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษทำเป็นคดีพิเศษ ทำเป็นคดีอาญาธรรมดา ไม่สามารถไล่ล่าขบวนการนี้ได้ ผมใช้คำว่าไล่ล่าเฉพาะเจาะจงกับผู้ก่อการร้ายอย่างนายจตุพร เท่านั้น ไม่ใช่กลุ่มผู้ชุมนุมที่เข้ามาร่วม

คลิปภาพที่คุณจตุพร เอามาเปิด เห็นทหารเอากระบองตีคนเสื้อแดง ให้คนไปดูแล้วยอมรับว่าทหารเมื่อเห็นเพื่อนเสียชีวิตต่อหน้าต่อตา และคนทำร้ายอยู่ใกล้ๆ ก็ต้องมีอารมณ์บ้าง แต่ที่เสียงดังเป็นการตีลูกกรงของห้องแถวและมีคนห้าม ไม่ใช่ทุบตีทำร้ายจนแน่นิ่งเหมือนที่นายจตุพร สร้างบทขึ้น

ผมจะให้สอบสวนว่าเจ้าหน้าที่ทำอย่างนั้นได้อย่างไร ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่หลายหมื่นคนมีคนทำตามอารมณ์ไปบ้าง ก็เสียใจ แต่นั่นไม่ใช่อารมณ์คนส่วนใหญ่ จึงต้องขออภัยให้กับคนที่มาทำหน้าที่ให้กับบ้านเมืองด้วย

ถามว่าทำไมไม่มีปืนในมือผู้ก่อการร้าย คนเหล่านี้ฝึกมาดีและเวลาปะทะกับเจ้าหน้าที่อยู่ห่างไกล เจ้าหน้าที่ไม่ได้เข้าเคลียร์ในทันที พวกเดียวกันก็เอาอาวุธหนีไป

ที่บอกคนตายทั้งหมดก่อนไฟไหม้ อยากสื่อสารอะไร จะบอกว่าเผาบ้านเผาเมืองหลังจากที่มอบตัวแล้ว ผมไม่รู้ว่ากระบวนการสอบสวนจะเป็นอย่างไร แต่พวกของคุณพูดจาให้เผาบ้านเผาเมืองหลังสิ้นสุดการชุมนุม แม้จะยุติชุมนุมก็บอกว่าการต่อสู้ยังไม่จบ ให้ทำอย่างอิสระ ก็พอรู้ว่าแกนนำต้องการอะไร

ได้ดูฉากที่คุณจตุพร ประกาศยุติชุมนุม พี่น้องประชาชนอยากสู้ต่อ ผมเห็นการทอดทิ้งมวลชนอย่างน่าละอายที่สุด เห็นการแตกตื่นของคุณจตุพร 2 หน คือ ครั้งประกาศยุติการชุมนุม และครั้งที่ปราศรัยอยู่แล้วมีเสียงดัง ก็หงายลงเวทีไปเลย คุณจตุพรไม่ได้ร่วมเป็นร่วมตาย แต่มีโอกาสเมื่อไหร่ก็ไปก่อนทันที

บอกว่าผมและคณะพยายามยัดเยียดข้อ หาล้มสถาบัน คณะกรรมการพิจารณาคดีพิเศษตัดสินเอาเรื่องนี้มาเป็นคดีพิเศษ เพราะเป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ที่มุ่งตรงสู่สถาบันและดำเนินการเป็นระบบ มีทั้งฝ่ายปฏิบัติ ให้ความคิด ออกเงิน

ประมวลหลักฐานว่าไม่ได้ต่างคนต่างทำโดยอิสระ แต่ทำเป็นขบวนการ บางพวก ออกทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์ บางพวกออกทางสื่อสิ่งพิมพ์ บางพวกขึ้นปราศรัยบนเวทีของคนเสื้อแดง หลายครั้ง หลายคน หลายวาระ

เอาคนอย่างพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มาเป็นตัวอย่าง บอกว่าเป็นนายกฯ เป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ เป็นอดีตปลัดยุติธรรม เพื่อให้ประชาชนหลงผิดว่าคนเหล่านี้ไม่น่าเป็นผู้ล้มสถาบัน

ข้อกฎหมายคงพูดไม่ได้ แต่ถ้าเป็นคนไทยที่ติดตามพฤติกรรมของพล.อ.ชวลิต ก็มีความสงสัยว่าคนอย่างพล.อ.ชวลิต เคยมีตำแหน่งใหญ่โต มีเครื่องราชทุติยาภรณ์พระจอมเกล้า เป็นราชองครักษ์พิเศษ เกษียณอายุแล้วก็ยังมีฐานะเป็นราชองครักษ์

พล.อ.ชวลิต ไม่ทราบหรือว่าพวกนายจตุพร ทำความผิดหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ อย่างเชื่อมโยงกัน แล้วถ้ารู้ทำไมไม่มาห้ามปรามแต่ยังขึ้นเวทีกับคนเหล่านั้น นี่คือเหตุผลข้อเดียวที่ต้องการเชิญมาที่ศอฉ. ยังไม่ได้คิดตั้งข้อกล่าวหา

ส่วน วีระ มุสิกพงศ์ ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ คุณจตุพร นั้นไม่สงสัย แต่เชื่อว่าในกมลสันดานจริงๆ มีความคิดอย่างนี้อยู่ เพราะเคยเห็นในบทความในเอกสารต่างๆ

ถ้าคนๆ เดียวกระทำความผิดก็ว่าไปตามอาญา แต่ที่คณะกรรมการคดีพิเศษเอามาเป็นคดีพิเศษ เพราะมีการกระทำเป็นขบวนการในการล้มล้างสถาบัน นี่คือเหตุผลว่าคดีใดเป็นคดีพิเศษ คดีใดเป็นคดีอาญาปกติ

คุณจตุพร ไปอ้างว่าเหตุการณ์วันที่ 10 เม.ย. มีผู้ก่อการร้าย 4 คน ไม่เข้าใจว่าไปเอามาจากไหนว่ามี 4 คน ผมเชื่อว่ามีมากกว่านั้น ซึ่งต้องสืบสวนสอบสวนต่อไป

ผู้ก่อการร้ายสวมชุดไอ้โม่ง เสื้อเขียนไว้ว่าการ์ดนปช. คลุมหน้าอยู่ ไปยิงที่คอกวัวมีปืนเอ็ม 79 เอ็ม 16 นี่เป็นเพียงชุดหนึ่ง คนเสื้อแดงจับได้เพราะไม่รู้ว่ามีไอ้โม่งเข้ามาอยู่ด้วย ระหว่างชุลมุนอยู่มีตำรวจเราคนหนึ่งจับกุมตัวได้ และได้ปืนเอ็ม 79 มากระบอก จนไอ้โม่งถอดผ้าคลุมหน้าแล้วบอกว่ามาช่วยเสื้อแดง

บอกว่าหากสั่งให้คนหยุดปฏิบัติการเวลามืดค่ำจะไม่มีคนตาย ทหารหยุดปฏิบัติการแล้วแต่ถอนตัวออกมาไม่ได้ เพราะแกนนำปลุกระดมให้ไปล้อมทหารทั้งหน้าหลัง และระดมยิงเอ็ม 79 ทั้งหมด 15 นัด ปืนเอ็ม 16 ใส่ด้วย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและตาย

วันนั้นมีทหารตาย 5 ราย ประชาชนตาย 21 ราย ถูกยิงที่ศีรษะ เชื่อว่าเป็นฝีมือไอ้โม่งที่ซุ่มยิงจากบนหลังคาตึก เพราะพื้นที่ตึกสูงถนนราชดำเนินเจ้าหน้าที่เข้าไปไม่ได้ แต่อยู่ในการควบคุมของกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นเวลานานแล้ว

พูดเรื่องรัฐบาลมาโดยไม่ชอบธรรม ความชอบธรรมคือคุณต้องชนะอย่างเดียวใช่หรือไม่ ถ้าแพ้ไม่ใช่ความชอบธรรมใช่ไหม ถ้าไม่ได้พวกเดียวกันมาสืบทอดอำนาจรักษาผลประโยชน์ของนายเก่า ก็ต้องเอาให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับเลยหรือ ขอยืนยันว่านายอภิสิทธิ์ได้รับเลือกมาอย่างถูกต้อง ชอบธรรม ตามระบบรัฐสภา แต่ไม่ใช่พวกของนายจตุพรเท่านั้น

อ้างว่าเรื่องแผนปรองดอง แต่พวกผมต้องเข้ากระบวนการยุติธรรม อ้างว่าผมและนายกฯ สั่งฆ่าประชาชน ผมก็เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมโดยไม่มีข้อแม้ แต่ยังไม่ถูกใจคุณจตุพร และพรรคพวก คนไปร้องเรียนที่กรมสอบสวนคดีพิเศษก็ต้องไปรับทราบข้อกล่าวหาที่นั่น ที่ไม่ถูกใจก็เพราะกรมสอบสวนไม่ควบคุมตัวผมเป็นผู้ต้องหา

เมื่อผมมีตำแหน่งทางการเมืองเขาก็ต้องสอบสวนและส่งให้ป.ป.ช. ซึ่งจะตัดสินว่าผมกระทำความผิดหรือไม่ ถึงตอนนั้นถึงจะมีการควบคุมตัวหรือไม่ คุณจตุพรก็ทราบดีแต่เอาไปพูดว่าผมมีเล่ห์เหลี่ยมมีชั้นเชิง

เอาเรื่องนี้เป็นเงื่อนไขปฏิเสธขอเสนอปรองดอง กล่าวหาถ้าผมและนายกฯ ไม่เห็นแก่ตัว คนไม่ตายมากขนาดนี้ นายกฯ เสนอแผนปรองดอง คนเห็นด้วย คุณจตุพร กลับเอาเงื่อนไขไปมอบตัวของผมมากล่าวอ้าง อย่างนี้ใจแคบและใจดำกับคนไทยมากไปหรือเปล่า

คุณจตุพร พูดจาในที่ต่างๆ หากปราบปรามคนเสื้อแดงเมื่อไหร่ให้คนเสื้อแดงไปรวมตัวที่ศาลากลาง บางคนบอกให้เอาน้ำมันใส่ขวดที่ทำเป็นระเบิดเพลิงไปด้วย ฟังเป็นอย่างอื่นไม่ได้

ปลุกคนไปศาลากลาง ปลุกระดมให้เผาบ้านเมือง ปลุกให้คนออกมาฆ่ากัน นี่ก็สมควรได้รับข้อกล่าวหาก่อการร้ายแล้ว

ตามหมาย 'จับตาย'?

ที่มา ไทยรัฐ

ชวรัตน์ - โสภณ

อย่างน้อยก็ได้ฟัง "ความจริงอีกด้าน" ที่ฝ่ายคนเสื้อแดงไม่มีโอกาสได้แถลงออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย

ในฉากตลาดสดยามเช้าที่แสนจะวุ่นวาย เต็มไปด้วยเสียงด่า เสียงโห่ฮา

เริ่มจากส.ส.ฝ่ายค้านโวยสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีเล่นตุกติกทำจอดำ ภาคอีสานบางจังหวัดดูการถ่ายทอดสดอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่ได้ ขณะที่นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกฯ คุมสื่อรัฐ นั่งคุยโทรศัพท์หน้าดำคร่ำเครียดก่อนลุกขึ้นชี้แจงว่า เป็นเรื่องขัดข้องทางเทคนิคเกี่ยวกับระบบดาวเทียม

ที่แน่ๆ เลนส์ซูมกล้องทีวีช่อง 11 น่าจะเสีย เพราะไม่มีการโคลสอัพคลิปวีดิโอและรูปที่ฝ่ายค้านนำมาโชว์กลางสภาแม้แต่ช็อตเดียว

ไหนจะเกมยื้อยุดฉุดกระชากการนำเสนอคลิปวีดิโอ ภาพนิ่งเหตุสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงฝ่ายค้านดาหน้าถล่มรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แท็กทีมกับ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ โยนเป็นฝีมือ "ไอ้โม่งชุดดำ" ซัดแกนนำม็อบนปช.พาคนมาตาย

โต้กันช็อตต่อช็อตไม่ลดละ ชนิดที่ทีมองครักษ์ของพรรคประชาธิปัตย์ตั้งหน้าตั้งตาประท้วงแบบกัดติดจนถึงขั้นลมใส่ วูบคาสภา

แต่สุดท้ายเลย "89 ศพ" ก็ยังไร้ข้อสรุปว่า ใครต้องรับผิดชอบ

แน่นอนโดยประเด็นรัฐบาลใช้กองกำลังทหารสลายกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดงจนมีคนตายจำนวนมาก ตามกระแสก็อย่างที่คนของพรรคเพื่อไทยเองยังกลัวว่าจะเป็นดาบสองคม เพราะทางหนึ่งฝ่ายค้านก็ได้คิวพูดความจริงอีกด้านแทนคนเสื้อแดง แต่อีกมุมหนึ่ง ฝ่ายรัฐบาลเองก็จะได้เคลียร์กันแบบซีนต่อซีน

จึงเป็นเรื่องที่ชาวบ้านจะประมวลข้อมูลทั้งสองด้าน ใช้วิจารณญาณกันเอง

ที่แน่ๆมันคงไม่ได้จบแค่ในเวทีสภา เพราะล่าสุดสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ว่าจ้างทนายความต่างชาติ เพื่อให้นำคดีสังหารประชาชนขึ้นสู่ศาลโลก

ตามเกมต้องลุยกันอีกหลายยก

แต่ที่แว่วๆว่าจะจบกันเลยในยกนี้ คิวพลิกผันมันอยู่ที่คิวทุจริตคอรัปชัน

โฟกัสไปที่ยี่ห้อ "ภูมิใจไทย" ทั้งคิวของ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม โดน "สารวัตรเหลิม" ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง กระบี่ มือหนึ่งของฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ล็อกเป้าถล่ม

ตามหมาย "จับตาย"

และตามสัญญาณที่พรรคเพื่อแผ่นดินส่งคลื่นความถี่สูงล่วงหน้า จะไม่ยกมือโหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย

ไม่ว่าเบื้องหลังเบื้องลึกจะมีอะไรคาใจกันเป็นทุนเดิม

แต่ที่แน่ๆ การยกเหตุคอรัปชัน ไม่ปล่อยให้ประเทศชาติเสียหายอีกต่อไป ก็ถือเป็นข้ออ้างตามเอกสิทธิ์ ส.ส. ได้แบบเต็มปากเต็มคำ ในการรักษาผลประโยชน์ของประชาชน

ลูกเข้าทางบาทา แปตามน้ำได้นิ่มๆ

ลุ้นหวย "ปู่จิ้น-โสภณ" จะหายกี่แต้ม

ตามจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม ห้วงเวลา 2 สัปดาห์หลังคิวโหวตอภิปรายไม่ไว้วางใจ ผลจากตัวเลขคะแนนที่ออกมาไม่เท่ากัน จะเข้าโปรแกรมพอดีกับคิวที่นายกฯอภิสิทธิ์ "เคาะกะลา" ปรับคณะรัฐมนตรี

วัดดวงใครจะอยู่ใครจะไป ฝุ่นตลบอบอวลแน่

เฉพาะศึกชิงเก้าอี้ในพรรคประชาธิปัตย์ด้วยกันเองก็มีหวังล่อกันเละ

เล็งไปที่รัฐมนตรีในคาถาของ "เทพเทือก" มีหวังโดนเจาะยางไล่ที่

ตามจังหวะที่ลูกพี่กำลังอ่อนแรง เสียงในพรรคชักไม่ค่อยดัง

เช่นเดียวกับคิวของยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่งานนี้มีหวังโดนตัดกำลังลงไปอื้อ แต่ตามเกมก็ต้องยื้อโควตาของตัวเองเอาไว้สุดแรง ยังไงก็ไม่ปล่อยกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ง่ายๆ

ถือเป็นเดิมพันเป็นเดิมพันตายในอนาคตเหมือนกัน

แน่นอนอ่านจังหวะของ "อภิสิทธิ์" ที่ตีธงปรับ ครม. ก็เพื่อขยับเปลี่ยนเกมเล่น ในสถานการณ์ที่รัฐบาลประชาธิปัตย์กำลังลูกผีลูกคน

หวังยื้อเวลา ลากอำนาจบนเก้าอี้นายกฯ

แต่อาจลืมไป ธรรมชาติของการปรับ ครม.ยากจะหลีกเลี่ยงแรงกระ-เพื่อมทางการเมืองอย่างรุนแรง จากพวกอกหัก ความไม่พอใจของพวกที่ผิดหวัง ไหนจะผสมอารมณ์แค้นเสื้อแดงที่ยังคุโชน ผนึกกับแรงกดดันจากฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย

แทนที่จะต่อลมหายใจ กลับทำให้อายุรัฐบาลสั้นลง.

ทีมข่าวการเมือง

การ์ตูน เซีย 02/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 02/06/53

มาตรฐานการเมืองไทย

ที่มา ไทยรัฐ


ผลพวงจากการ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ได้อยู่ที่ฝักถั่วในสภา เพราะอย่างไรเสียเพื่อผลประโยชน์ร่วมกัน พรรคร่วม รัฐบาล ย่อมเกาะหนึบไม่ปล่อย งบประมาณก็ผ่านไปแล้ว ยังเหลือการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการอีกกระทอก เสร็จสมอารมณ์หมายก็ตัวใครตัวมัน

ชาวบ้านไม่เกี่ยว

เพราะฉะนั้นเนื้อหาและข้อเท็จจริงของการอภิปรายไม่ไว้วางใจจะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างไร อยู่ที่กระแสสังคมมากกว่า หากภาคประชาชนมีความเข้มแข็งพอ ไม่แบ่งพวกแบ่งสี ไม่ลับ ลวง พราง สร้างภาพเหมือนปัจจุบันก็คงเจริญไปแล้ว

มีเหตุย่อมมีผลเสมอ มีสีเหลืองก็มีสีแดง มีสีแดงก็มีเสื้อหลากสี ทุกครั้งที่สีเหลืองเคลื่อนไหวเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบสุดๆ แต่สีแดงเคลื่อนไหวบ้างแม้จะเดิมพันด้วยชีวิตเลือดเนื้อก็หาสะกิดผิวรัฐบาลไม่ ถ้าจะมีกระแสสังคมที่ไม่มีสี แต่เอาผลประโยชน์ของประเทศมาก่อน ประชาชนต้องมาก่อน ไม่ยึดติดกับตัวบุคคล ไม่ลุ่มหลงงมงายไปกับกระแสการสร้างภาพ

ต่อให้เป็นเทวดามาจากไหนก็อยู่ไม่ได้

การเมืองไทยเวลานี้ไม่ใช่เป็นสองมาตรฐาน แต่ ไม่มีมาตรฐานเอาเสียเลย การใช้ความจริงต่อสู้กันทางการเมือง ไม่เกิดประโยชน์เพราะอำนาจที่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ นอกเหนือจากกรอบประชาธิปไตยเข้ามาแทรกแซงจนทำให้มาตรฐานสากลของระบบการเมืองการปกครองบิดเบือนไปหมด

นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลเวลานี้ สีที่อยู่ข้างเดียวกับรัฐบาลเวลานี้ ได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองยิ่งกว่า ส.ส.ในสภาซะอีก แม้แต่การทุจริตคอรัปชันหรือการกระทำความผิดต่อกฎหมายที่เห็นกันชัดๆ ยิ่งกว่าข้อหาฆ่าคนตายโดยเจตนา ปลากระป๋องเน่า รถและเรือดับเพลิง ชุมชนเข้มแข็ง เรียนฟรี สาธารณสุข โควตาข้าว หัวคิวกู้ยืมเงิน ระบบ 3 จี หรือแม้แต่งบฟื้นฟูประเทศ เยียวยาภาคใต้ ต้นกล้าอาชีพ เช็คช่วยชาติ เงินผู้สูงอายุ คนพิการ รถเมล์ 4 พันคัน ถนนไร้ฝุ่น เลยไปจนถึงงบการท่องเที่ยว งบซื้ออาวุธ

ไม่สะดุ้งสะเทือน

พวกที่กรี๊ดๆหลับหูหลับตาเชียร์รัฐบาลออกมาปกป้องเหมือนไข่ในหินเป็นตัวอย่างของ สังคมไทยไร้สติ ได้เป็นอย่างดี สังคมกำลังบีบให้ คนดีเดินตามตรอก คนในบ้านเลขที่ 111 หลายคนที่มีความรู้ความสามารถเปี่ยมไปด้วยวัยวุฒิ คุณวุฒิและภาวะผู้นำกลับโดนขังลืม

ปล่อยให้คนที่เสมือนไร้ความสามารถ ปล่อยให้คนที่มือเปื้อนเลือดเข้ามามีอำนาจ เมื่อวันหนึ่งประเทศไทยติดหล่มจมปลัก ถูกเผด็จการเข้าครอบงำเต็มรูปแบบจะรู้สึก จนถึงวันนี้ยังไม่มั่นใจว่าประเทศไทยจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ ในเมื่อการเลือกตั้งไม่ใช่รูปแบบความเป็นประชาธิปไตยของเมืองไทยอีกต่อไป.


หมัดเหล็ก

Tuesday, June 1, 2010

"เพื่อไทย"เล็งรวบรวม"คลิป-ภาพนิ่ง"ไม่ผ่าน กก. 3 ฝ่ายลงแผ่น เอสเอ็มเอสสั่ง ส.ส.แต่งดำร่วมศึกซักฟอก

ที่มา มติชน


“เพื่อไทย” เตรียมรวบรวม “คลิปวีดีโอ-ภาพนิ่ง” ไม่ผ่านเซ็นเซอร์ ลง “แผ่นวีซีดี” ปูพรหมแจก ตั้ง “วอร์รูม” ที่พรรคคอยสั่งปรับเกม ส่งเอสเอ็มเอส สั่ง “ส.ส.” แต่งดำ ไว้อาลัย “สลายม็อบแดง” พท.ซัดรบ.ใช้เทคนิคสกัดโชว์ภาพ

แหล่งข่าวจากแกนนำพรรคเพื่อไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 31 พ.ค. ว่า ในการอภิปรายไม้ไว้วางใจ ในวันที่ 31 พฤษภาคมและวันที่ 1 มิถุนายน โดยพรรคเพื่อไทย ได้ใช้ห้องวิปฝ่ายค้าน ชั้น 3 อาคารรัฐสภาเป็นห้องสำหรับประชุม ส.ส.และเตรียมความพร้อมในการอภิปรายฯ


นอกจากนี้ ทางแกนนำและผู้บริหารพรรคเพื่อไทย ยังตั้งวอร์รูมติดตามการอภิปรายฯ ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (เอ็นบีที) ที่ที่ทำการพรรคเพื่อไทย อยู่อีกชุดหนึ่ง โดยวอร์รูมดังกล่าวจะติดตามการอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างละเอียด และจะโทรศัพท์สายตรงไปถึง ส.ส.ผู้ที่จะเป็นผู้อภิปรายเพื่อแนะนำประเด็นและปรับเกมการอภิปรายฯ เป็นระยะๆ ตลอดเวลา


แหล่วงข่าวเปิดเผย แกนนำพรรคเพื่อไทย ได้เตรียมการรองรับกรณีที่คณะกรรมการตรวจสอบหลักฐาน คลิป และโสตทัศนูปกรณ์อื่น ๆ ที่ใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไม่อนุญาตให้ ส.ส.พรรคเพื่อไทย นำคลิปวีดีโอและภาพนิ่ง มาใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยจะมีการรวบรวมคลิปวีดีโอและภาพนิ่งที่ไม่ได้รับอนุญาตทั้งหมด นำมาจัดเรียงและแถลงข่าวอธิบายทั้งคลิปวีดีโอและภาพนิ่ง แถลงข่าวชี้แจงถึงรายละเอียดของแต่ละภาพอย่างชัดเจนอีกครั้ง ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจเสร็จสิ้น โดยได้มีการเตรียมการรวบรวมคลิปวีดีโอและภาพนิ่งที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจและไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ประกอบการอภิปรายไม่ไว้วางใจ บันทึกลงแผ่นวีซีดีแจกจ่ายไปยังประชาชนด้วย


แหล่งข่าว เปิดเผยว่า ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นั้น พรรคเพื่อไทย ได้ส่งเอสเอ็มเอสเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม แจ้งให้ ส.ส.ของพรรคทุกคน ใส่สูตรสีดำ พร้อมผูกเนคไทสีดำ ตลอดการร่วมการอภิปรายไม่ไว้วางใจวันที่ 31 พฤษภาคมและวันที่ 1 มิถุนายน เพื่อไว้อาลัยให้กับผู้เสียชีวิต 89 คนและบาดเจ็บอีกกว่า 2 พันคนจากเหตุการณ์การสลายการชุมนุนคนเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม

แหล่งข่าวจากแกนนำ พท. เปิดเผยว่า วอร์รูมของพรรคประเมินการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลวันแรกว่า ค่อนข้างน่าพอใจ เพราะสาระอภิปรายตามยุทธศาสตร์ที่ได้พูดคุยกันไว้ตั้งแต่ต้น ซึ่งฝ่ายรัฐบาลยังชี้แจงเหมือนผ่านมาก่อนหน้านี้หลายครั้ง และหลายประเด็นแกนนำรัฐบาลยังชี้แจงโดยใช้ถ้อยคำคลุมเครือและไปคนละเรื่องด้วยการเลือกที่จะตอบเพียงบางคำถาม และหากจุดไหนที่พยายามจะเอาคำตอบที่ชัดเจน อย่างเช่น บางจุดที่เกิดการเสียชีวิตของประชาชน ผู้ชี้แจงฝ่ายรัฐบาลจะใช้คำพูดขอเวลาพิสูจน์ข้อเท็จจริง และยังพบอุปสรรคมากโดยเฉพาะการถ่ายทอดสด ในช่วงที่เข้าเนื้อหาการอภิปรายและต้องโชว์รูปถ่ายสำคัญ จะมีการใช้เทคนิคในการถ่ายทอดสดเข้าช่วยด้วยการโคลสอัพไปที่ ส.ส.ผู้อภิปรายเท่านั้น โดยไม่โคลสอัพไปที่ภาพที่ผู้อภิปรายจะโชว์

สงคราม"เฟซบุ๊ก"ไทย ความแตกแยก(จริง)ในโลกเสมือน

ที่มา ข่าวสด

ศักดิ์สกุล กุลละวณิชย์ / รายงาน



จากเหตุการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองที่ปะทุลากยาวหลายปี กระทั่งลุกลามกลายเป็นโศกนาฏกรรมนองเลือดในสังคมไทย เป็นหลักฐานยืนยันว่าความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายของคนไทยด้วยกันได้เกิดขึ้นแล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้ขณะนี้การปะทะกันโดยตรงอาจยุติลงชั่วคราว พร้อมๆ กับคำสั่งยกเลิกมาตรการ "เคอร์ฟิว" ของนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อวันที่ 29 พ.ค. แต่แนวรบของแนวร่วมทั้งสองฝ่าย (หรือหลายๆ ฝ่าย) ยังไม่หยุดอยู่แค่ในสังคมปกติทั่วไป แต่กลับยิ่งร้อนแรงทบเท่าทวีใน "โลกเสมือน" หรือ "โลกอินเตอร์เน็ต"

อีกทั้งอาจกล่าวได้ว่า ระดับความชิงชัง-เคียดแค้น-อำมหิตในชุมชนอินเตอร์เน็ตนั้น บางกรณีร้าวลึกไม่แพ้การศึกบนท้องถนน

ดังจะเห็นจากการอุบัติขึ้นของ "แนวร่วม" สารพัดกลุ่มซึ่งเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ดใน "เว็บไซต์ เครือข่ายสังคมออนไลน์" (Social Network Sites : SNSs)

ล่าสุด สมาชิกในสังกัดกลุ่มต่างๆ เหล่านี้เริ่มพัฒนาการ "จัดตั้ง" ตัวเองอย่างเป็นกลุ่มเป็นก้อน พร้อมจะเคลื่อนไหวออกมาทำกิจกรรมตามหมากที่ "นักเล่นเกมอำนาจ" กำหนดไว้ ซึ่งเป้าหมายของกิจกรรมดังกล่าวมีทั้งที่เป็นโครงการสร้างสรรค์สังคม ไปจนถึงเพื่อรวบรวม "ไพร่พล" ไปสู้รบต่อต้านกับกลุ่มอื่นๆ ที่คิดต่าง

และแน่นอน ในเมื่อ "เฟซบุ๊ก" ครองสถานะเจ้าเว็บไซต์ SNSs ฉะนั้นจึงกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังที่กลุ่มคนสวมเสื้อ "สารพัดสี" ในบ้านเรารุกคืบเข้าไปสร้างพื้นที่เผยแพร่ความคิดทางการเมือง รวมถึงตั้ง "ลัทธิล่าแม่มด" จองล้างจองผลาญทำลายคนเห็นต่าง

อย่างไรก็ตาม สำหรับชุมชนเฟซบุ๊กหนุนรัฐบาลดูจะได้เปรียบหลายขุม ท่ามกลางภาวะเฟซบุ๊กคนเสื้อแดงและผู้เรียกร้องประชา ธิปไตยถูก "แบน-เซ็นเซอร์" เป็นว่าเล่น!

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2547 "เฟซบุ๊ก" เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก มีข้อกำหนดเบื้องต้นแค่ผู้สมัครต้องมีอายุเกิน 13 ปี

จุดเริ่มต้นของเว็บเขย่าโลกที่มีสมาชิกกว่า 400 ล้านคน เว็บนี้ มาจากมันสมองของนักศึกษามหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด "มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก" ที่เพิ่งอกหัก และโพสต์ไว้ใน "บล็อก" ของตนว่าต้องการหาอะไรทำเพื่อให้สมองยุ่งๆ เข้าไว้ ด้วยการสร้างเว็บหนังสือรุ่น "เฟซบุ๊ก" ขึ้นมา

ช่วงเริ่มต้นเฟซบุ๊กจำกัดให้ใช้กันเฉพาะนักศึกษาฮาร์วาร์ดเท่านั้น ก่อนจะเพิ่มเป็น 8 มหาวิทยาลัยชั้นนำในกลุ่ม "ไอวี่ลีก" ตามมาด้วย เด็กไฮสคูลทั่วประเทศสหรัฐอเมริกา

สุดท้ายก็เปิดบริการทั่วโลกในที่สุด

ที่ผ่านมา แม้แต่ในสหรัฐเองก็มีการใช้เฟซบุ๊กเป็น "ฐานที่มั่นในการสร้างกลุ่มก้อนทางการเมือง" ซึ่งมีทั้งการแสดงความคิดเห็นของบุคคลทั่วไป


กลุ่ม "แฟนคลับ" ของพรรคการเมืองหลักสองพรรค

ไปจนถึงกลุ่มที่มีแนวคิดการเมืองทางเลือกนอกกระแสอีกมาก มาย ที่น่าสนใจก็เช่น "อเมริกัน ที ปาร์ตี้ เฟซบุ๊กส์" เป็นต้น

นอกเหนือจากแง่มุมทางการเมืองแล้ว เฟซบุ๊กเองยังเคยตกเป็นเป้าโจมตีในประเด็นเกี่ยวกับเรื่องของ "ชนชั้น" อันเนื่องมาจากการตั้งข้อสังเกตของนักคิดนักเขียนอเมริกันหลายคนที่เสนอความเห็นว่า

เฟซบุ๊กเป็น "ชุมชน (จำลอง) ของพวกอภิสิทธิ์ชน" ในขณะที่คนธรรมดา หรือกลุ่มด้อยการศึกษากับคนต่างด้าว (ในสหรัฐ) มักเลือกใช้เว็บอื่น เช่น "มายสเปซ"

ซึ่งเหตุผลสนับสนุนแนวคิดดังกล่าวก็วกกลับมาจากจุดกำเนิดของตัวเฟซบุ๊กเอง ที่กำหนดให้สมาชิกส่วนใหญ่ต้องเป็นคนผ่านการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยเท่านั้น



สำหรับในประเทศไทย

ปัจจุบันมีสถิติสมาชิกผู้นิยม "เล่น" เฟซบุ๊ก เกือบ 4 ล้านคน

และจากเดิมที่เคยใช้เป็นแหล่งติดต่อสื่อสารเรื่องราวระหว่างเพื่อน

ก็เริ่มเปลี่ยนบทบาทมาเป็นแหล่งระบายแนวคิดทางการเมืองอย่างแพร่หลาย อันเนื่องมาจากความสะดวกรวดเร็ว และผู้ใช้สามารถเห็นคนที่ "เห็นด้วย" หรือ "เห็นต่าง" กับความคิดของตนได้ทันทีทันใด

โดยกลุ่มก้อนทางการเมืองของไทยในโลกเฟซบุ๊กที่เห็นชัดเจนผ่านการตั้งชื่อ อาทิ

1. กลุ่มสนับสนุนนายกฯ อภิสิทธิ์ เช่น กลุ่มเฟซบุ๊กมั่นใจคนไทยเกินล้านต่อต้านยุบสภา และชาวเฟซบุ๊กไม่เอาตำรวจมะเขือเทศ

2. กลุ่มสนับสนุนคนเสื้อแดง-นปช. เช่น www.facebook.com/ UDDThailand และกลุ่มคนที่ตั้งชื่อเฟซบุ๊กด้วยคำว่า เสื้อแดง หรือ red shirts


ปรากฏการณ์เฟซบุ๊กการเมืองต่างสีของไทยยังสร้างความฉงนฉงายให้กับสื่อยักษ์ใหญ่แดนสหรัฐอเมริกาอย่าง "หนังสือพิมพ์คริสเตียนไซเอินซ์มอนิเตอร์" ด้วยเช่นกัน

ไซมอน มอนต์เลก นักข่าวคริสเตียนฯ ซึ่งเกาะติดข่าวม็อบแดงในกรุงเทพฯ เขียนรายงานเรื่อง "Thailand"s red shirts and yellow shirts battle it out on Facebook." มีเนื้อหาระบุว่า

ในแง่การใช้เฟซบุ๊กเป็นกลไกปลุกระดมทางการเมือง ฝ่ายเสื้อแดงดูจะเสียเปรียบ เนื่องจากฐานมวลชนหลักของเสื้อแดงอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดและมีฐานะยากจน โอกาสเข้าถึงอินเตอร์เน็ตจึงน้อยกว่าหลายเท่า เมื่อเทียบกับฝ่าย "เสื้อเหลือง" ซึ่งหนุนรัฐบาลและประกอบด้วยมวลชนคนชั้นกลาง-พนักงานออฟฟิศ


มอนต์เลกชี้ว่า ในโลกตะวันตกไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนจะเข้ามาแสดงความเห็นและจัดตั้งกลุ่มการเมืองในเว็บไซต์

แต่สำหรับเมืองไทย เฟซบุ๊กถูกกลุ่ม "ขวาจัด" ใช้เผยแพร่ความเกลียดชังทางการเมือง และตามล่าคุกคามทำลายล้างกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับพวกตน

ความรุนแรงในเฟซบุ๊กการเมืองไทยยังโหดร้ายถึงขั้นมีคนจัดตั้งกลุ่ม "เสพศพคนเสื้อแดง" ขึ้นมา เพื่อโพสต์ภาพศพคนเสื้อแดง 80 กว่ารายที่เสียชีวิตขณะร่วมชุมนุม และส่วนใหญ่เป็นแค่พลเรือนธรรมดา!

นอกจากนี้ เฟซบุ๊กเสื้อแดงยังตกเป็นรองเพราะถูกทางการไล่บล็อก- ปิดอย่างต่อเนื่อง

สฤนี อาชวานันทกุล ผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่มเครือข่ายพลเมืองเน็ต ชี้ว่า

ในอดีตเว็บ เช่น เฟซบุ๊กถูกใช้เป็นแหล่งโพสต์รูปตลกๆ และ เล่นเกม

แต่นับตั้งแต่สถานการณ์การเมืองเริ่มรุนแรงมากขึ้นในเดือนมีนาคมเป็นต้นมา

กลุ่มผู้สนับสนุนายกฯ อภิสิทธิ์ได้ใช้เว็บเฟซบุ๊กของตัวเองแสดงน้ำเสียงต่อต้านม็อบแดงและจัดตั้งกลุ่มการเมือง

ซึ่งหนึ่งในกลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวในโลกแห่งความจริง คือ "กลุ่มเสื้อหลากสี"

"เมื่อเราติดต่อกับเพื่อนผ่านเฟซบุ๊ก ตามสัญชาตญาณแล้วก็มีแนวโน้มจะเชื่อความเห็นของเพื่อนๆ อยู่แล้ว ซึ่งถือว่าอันตรายมาก ถ้าคนในเครือข่ายของเรามีมุมมองเพียงด้านเดียว" สฤนีกล่าว





พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

มองปรากฏการณ์"เฟซบุ๊ก"


"ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรวมกลุ่ม แต่อยู่ที่รวมกลุ่มกันแล้วยกพวกไปตีคนอื่น ไปถล่มกลุ่มอื่น แตกต่างจากเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ความไว้เนื้อเชื่อใจมันหายไป คนไว้ใจไม่ได้เหมือนแต่ก่อน"



เกี่ยวกับ "กระแสการต่อสู้ทางการเมือง" ในโลกสังคมออนไลน์ "เฟซบุ๊ก" ของไทยนั้น

ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์แสดงทรรศนะผ่าน "ข่าวสดหลาก & หลาย" ดังนี้

อาจารย์เล่นเฟซบุ๊ก หรือเว็บเครือข่ายสังคมอะไรบ้างรึเปล่า เช่น ใช้สร้างกลุ่มของอาจารย์ หรือกลุ่มนักศึกษาในวิชาที่สอน

เล่น ผมเล่นอยู่แล้ว มีเพื่อนเป็นพันคน แต่ส่วนตัวมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองที่ใช้ในการติดต่อกับคนทั่วไป

ปัจจุบันมีการใช้เฟซบุ๊กและเว็บเครือข่ายสังคมเป็นเครื่องมือทางการเมือง เช่น ใช้โจมตีกลุ่มที่เห็นต่าง หรือสร้างกลุ่มที่มีความคิดเห็นเหมือนกันขึ้นมา อาจารย์มองเรื่องนี้อย่างไร

มันเป็นเรื่องของการพยายามสร้างเครือข่าย จริงๆ แล้วการมีกลุ่มก้อนมันก็ดี ไม่ใช่เรื่องไม่ดี

แต่บางทีมันไม่ใช่การสร้างเครือข่ายทั่วไปไง

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การรวมกลุ่ม แต่อยู่ที่รวมกลุ่มกันแล้ว "ยกพวก" ไปตีคนอื่น ไปถล่มกลุ่มอื่น แตกต่างจากเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้ความไว้เนื้อ เชื่อใจมันหายไป คนไว้ใจไม่ได้เหมือนแต่ก่อน

ยกตัวอย่างเช่น สมัยก่อนเรามี "เว็บบอร์ด" ก็ฮิตกันอยู่พักหนึ่ง ดูแล้วเหมือนกับตอนนี้ที่มีการใช้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง มีเลือกข้างเหมือนตอนนี้เลย แต่ที่ต่างกันก็คือ พอเถียงในเว็บบอร์ดจนไปกันใหญ่ก็จะมีเว็บมาสเตอร์มาปิดบอร์ด ยกกระทู้ออกไป

แต่กับเฟซบุ๊กนี่มันตามตัวได้ รู้ว่าใครเขียน พอรู้ตัวก็ตามไปถล่มกันต่อ ไม่จบไม่สิ้น

แถมบางทีมีการหลอกเข้ากลุ่มด้วย เพื่อเพิ่มจำนวนคน

ปรากฏการณ์นี้มีน้ำหนักเพียงใดต่อสังคม และถ้ามีการลง "ใต้ดิน" จะมีผลกระทบต่อโลกออนไลน์อย่างไรบ้าง รัฐจะมีการกำกับดูแลได้มากน้อยเพียงใด

มีน้ำหนักอย่างมาก เพราะมันจะเกิดการรวมตัวของคน

ยกตัวอย่างเช่น เกิดเหตุการณ์ที่เด็กไม่เข้าเรียน เพราะไม่พอใจความคิดเห็นทางการเมืองของผู้สอน

หรือมีการบีบให้ออกจากงานเพราะแนวคิดทางการเมืองไม่ตรงกับหัวหน้า เป็นต้น

ผมคิดว่าเป็นเพราะคนส่วนใหญ่ขาดความเชื่อใจกัน อาจจะอ่านความคิดเห็นแค่ไม่กี่ประโยคก็เหมารวม ตีตราอีกฝ่าย จนสุดท้ายก็ไว้ใจใครไม่ได้ ระแวงไปหมด ผมขอถามว่า คุณจะไว้ใจใครได้อย่างไร?

และที่สำคัญคือ เมื่อก่อนเข้าเว็บด่ากันเดี๋ยวก็ปิด เลิก แต่เดี๋ยวนี้มันถึงตัว มันมาถึงตัวเราจริงๆ อาจเป็นเพราะคนเรามันเปราะบางก็เป็นได้

เราควรจะใช้ SNSs อย่างไร ถ้าอยากจะแสดงความคิดเห็นทาง การเมืองต่อไป

ก็คงต้องสร้างกลุ่มเพื่อนที่ไว้ใจ แอ็ดเพื่อนเฉพาะคนที่รู้จัก

กับคำถามที่แล้ว เรื่องการจัดการของรัฐ ผมมองว่ามี 2 ประเด็นที่น่า สนใจตรงจุดนี้ กล่าวคือ

เรื่องแรกคือการโพสต์อะไรแรงๆ มันไม่ถึงขั้นผิดกฎหมาย

แต่มัน "ผิดใจ" กัน

และสุดท้ายก็โดนยกพวกถล่ม

เรื่องที่สอง คือ กรณีนี้มันไปไกลกว่า รัฐแล้ว รัฐทำอะไรไม่ได้ แต่มันจะเกิดปรากฏการณ์สังคมเล่นกันเอง ตรวจสอบอีกฝ่ายอยู่ตลอด และก็จัดทีมตีกันในเว็บไปตามเรื่อง

ส่วนตัวผมเองก็เคยเจอกรณีเพื่อนที่คบกันมาเป็นสิบปี ผมเพิ่งมารู้แนวคิดทาง การเมืองของเขาเมื่อเร็วๆ นี้ ในเฟซบุ๊ก ก็แปลกดี

บางคนเลิกคบเราไปเลยก็มี ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทะเลาะกันด้วยซ้ำ