ที่มา บางกอกทูเดย์ 6 ปีที่อยู่กับหายนะ หากเป็นประเทศอื่นๆ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า...ประเทศนั้นจะพบกับความเปลี่ยนแปลงที่มากมายมหาศาล 6 ปีแห่งความวุ่นวาย...ความกินดีอยู่ดีของประชาชนจะมีปัญหา...ในฝรั่งเศสในรัสเซีย...ข้าวจะหมดไปจากไร่...ทำให้ขนมปังไม่พอสำหรับประชาชน... 6 ปี...ที่ประเทศเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อเอาแพ้เอาชนะกันในทางการเมือง...ประชาชนจะเปลี่ยนไป...พวกเขาจะโหดร้ายไร้เหตุผล...พวกเขาจะรับความรุนแรงโดยง่าย...และจะตอบกลับด้วยความรุนแรงที่มากกว่า... 6 ปี...ที่ทุกๆ แผ่นดินมี 2 รัฐบาล ...สงครามกลางเมือง จะต้องอุบัติขึ้นมา...และหากว่า...ยังไม่สามารถยุติมันลงให้ได้... สงครามกลางเมืองจะใหญ่ขึ้น...แผ่นดินจะแยกตัว ทางออกและหนทางแก้ไข...ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหาจุดร่วมให้พบ...แล้วกำหนดผลประโยชน์ที่เป็นกลางขึ้นมา...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ทำถูกแล้ว ที่ตัดเวลาของการเป็นรัฐบาลลงในทันที 1 ปี ...แกนนำเสื้อแดงทำผิดที่ปฏิเสธและเรียกร้องมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลหยิบยื่นให้...จึงกลายเป็นความเห็นที่แตกต่างระหว่าง...สายพิราบ กับสายเหยี่ยว ในแกนนำเสื้อแดง สายพิราบเห็นว่า...เสี่ยงเกินไปที่จะเรียกร้องเพิ่ม...และเป็นอันตรายต่อการสนับสนุนจากประชาชน... รัฐบาล...จะเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง...กับ ข้อหาล้อมปราบและสังหารประชาชนไม่ได้...เขาจึงต้องสานต่อภารกิจ...สายเหยี่ยวมองไม่เห็นมุมนี้... 6 ปีจนถึงวันนี้...ในประเทศนี้ไม่มีใครได้กำไร...แต่ละวันแห่งหายนะ กัดกร่อนทุกสถานะ ไม่ต่างไปจากปลวกที่กัดกินเนื้อไม้...มีแต่ผิวนอกจะยังคงสภาพ... จิตใจแห่งความเป็นชาติ...แตกตัวออกจากกัน ...เศรษฐกิจพังพินาศ...เงินบาทไร้ค่า...สำหรับคนต่างชาติ...ประเทศไทยไม่ใช่สถานที่สำหรับการท่องเที่ยวและลงทุน คนได้กำไรนั้นมีอยู่...แต่ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินนี้...ชาติที่ได้กำไรนั้นมีอยู่ แต่ไม่ใช่ชาติไทยชาตินี้...ใครคนได้กำไร??...แต่ชาติที่ได้กำไรคือ...ประเทศร่วมภูมิภาค
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Friday, June 4, 2010
ปีที่ 6 (3)
จับตา ปชป. ปรับทัพ!
ที่มา บางกอกทูเดย์ เสร็จสิ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรายบุคคลของพรรคฝ่ายค้านแม้ผลโหวตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จะได้รับเสียงสนับสนุน “ผ่านฉลุย” ทำให้รัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังคงได้สิทธิบริหารประเทศไปอีกพักใหญ่ แต่จะต้องฝุ่นตลบกับการปรับคณะรัฐมนตรีตามมา โดยในส่วนของ พรรคร่วมรัฐบาล เริ่มจาก “พรรคภูมิใจไทย” ยืนยัน ไม่ขอใช้สิทธิเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี เช่นเดียวกับ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา และ พรรคขนาดเล็ก 5 เสียง อย่างพรรคกิจสังคม ทั้ง 3 ค่ายพอใจในสิ่งที่ได้รับในวันนี้ โดยเฉพาะ “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” ทั้ง นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่ควบคุมกิจการได้เบ็ดเสร็จอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหา และน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง คือ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ที่แตกแยกเป็น 3-4 กลุ่มก๊กในพรรคและแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจภายในอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้อาจมีบางกลุ่มแตะมือกันเดินเกมยึดคืนโควตาจากอีกกลุ่มมาครอบครอง หรืออาจหลุดจากการร่วมรัฐบาล หลังมีปัญหาการโหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกฝ่ายค้านอภิปราย จนทำให้พรรคภูมิใจไทยยื่นคำขาด ให้นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ เลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยที่มี 46 เสียงและพรรคเพื่อแผ่นดินที่มี 14 เสียง ภายในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันก็มองข้ามไม่ได้ สำหรับการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเบื้องต้นมีสัญญาณมาแล้วนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะรื้อหลายจุด โดยเฉพาะหน่วยงานสำคัญๆ โดยก่อนหน้านี้ มีความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล้มเหลวในการควบคุมสื่อ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า…สื่อสังกัดรัฐไร้ประสิทธิภาพ นอกจากไม่สามารถสร้างความเข้าใจ นำเสนอข้อมูลข่าวสารแข่งขันกับสื่อกลุ่ม นปช.ได้ ยังไม่สามารถควบคุมดูแลสื่อต่างๆ ที่นำเสนอข้อมูลยั่วยุปลุกปั่นทั้งทีวีผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชน รวมทั้งการประสานงาน กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที ที่มี ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นั่งเก้าอี้โควตาพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ จนไม่สามารถควบคุมสื่อประเภทออนไลน์ เว็บไซต์ อินเทอร์เน็ตต่าง ๆได้ ทั้งนี้ ผู้ที่จะมาแทนในเก้าอี้นี้มีอยู่ในใจนายอภิสิทธิ์แล้ว และคงผ่านการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ เพราะนายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของรัฐมนตรีที่จะมาดูแลสื่อซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่สำคัญ เข้าใจในการบริหารกิจการงานสื่อ ที่ต้องทำงานได้ทันกับสถานการณ์ที่แหลมคม ในภาวะบ้านเมืองเกิดความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย นอกจากนี้ รัฐมนตรีใหม่ที่ต้องแลกโควตาภาคเข้ามา ทั้ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง และ นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ ที่อกหักผิดหวังจากการพลาดเก้าอี้ ในคณะรัฐมนตรีครั้งที่แล้ว ต้องรอชี้ขาดว่าจะเข้าแทนที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ หรือ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่เก้าอี้โควตากรุงเทพมหานคร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตโฆษกพรรคที่รับใช้งานส่วนรวมของค่ายพรรคประชาธิปัตย์มานานรอคำสั่งเบียด คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี ดังนั้น ต้องจับตาการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่และแม้การปรับคณะรัฐมนตรีจะไม่มีผลกับอายุรัฐบาลที่เหลือการบริหารประเทศประมาณ 1 ปีก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการปูทางสำหรับ “การเลือกตั้งครั้งใหม่” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!
ชาญชัย! นายแน่มาก
ที่มา บางกอกทูเดย์ การเกาะเกี่ยว จับมือกัน ด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า คงเป็นได้เพียงความสัมพันธ์ที่เปราะบางเท่านั้น ยิ่งหากเจอความสัมพันธ์ประเภท จ้องหาผลประโยชน์ใส่ตัว จ้องเอาดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น หรือแม้กระจ้องเอาภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายมาเป็นยาฟอกขาวให้สังคมเลิกยี้เลิกส่ายหน้า สุดท้ายเมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็ยากจะไปด้วยกันได้อย่างราบรื่นแน่ วันนี้แม้ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล อีก 5 คนของพรรคฝ่ายค้าน แม้ว่าจะไม่สามารถชนะโหวตได้ เพราะมีเสียงน้อยกว่า แต่ก็สามารถ สร้างแรงกระเพื่อมได้เต็มๆ 3 ดอก ดอกแรก ก็คือ ความรู้สึกของสังคม ความรู้สึกของประชาชน จากที่ได้รับฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากฝ่ายค้าน หลังจากที่ต้องทนรับรู้แต่ข้อมูลของ ศอฉ. ผ่านทางช่องหอยม่วงเป้นหลักมาระยะหนึ่ง การอภิปรายจึงเป็นเหมือนการเปิดโลกอีกด้าน พลิกเหรียญอีกด้านขึ้นมาให้เห็น... ซึ่งบางกอก ทูเดย์ ก็ได้พร่ำติงเตือน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมาตลอดว่า อะไรที่ยิ่งปิดๆบังๆคนยิ่งอยากดูอยากรู้ และในวันที่ได้รู้ความจริง ก็ให้ระวังไว้ว่า ความรู้สึกมันจะพลิกผัน ส่วนดอกที่ 2 ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็จะอยู่ในอาการพะอืดพะอม เนื่องจากตลอดมาจะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ถือเป็นคีย์แมนหลักในการดับเครื่องชนกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ไปจนกระทั่งเกิดการสลายการชุมนุม ซึ่งหากสังเกตุให้ดีให้ลึกๆ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ควรจะเห็นอาการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เล่นบท...เชียร์เสียงดัง หน้าแดง แต่แรงไม่ออก...คอยอยู่แต่ข้างหลัง ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไปตายเอาดาบหน้าเพียงลำพังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้กุมกลไกพรรคชาติไทยพัฒนาตัวจริงนั้น พลิ้ว เต้น ติ๊ดชึ่ง ไม่ได้ดาหน้าเข้าลุยคนเสื้อแดงเหมือนกับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเลยสักนิด พรรคร่วมรัฐบาลก็เลยไม่โดนข้อหามือเปื้อนเลือดเหมือนที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพโดนกระหน่ำ นายบรรหาร โดนด่าก็แค่ว่า ปลาไหลอีกแล้ว... ซึ่งก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรือเปลืองตัวอะไรเพราะสังคมนั้นรู้อยู่แล้วว่า นายบรรหารนั้น “ปลาไหลตัวพ่อ”อยู่แล้ว สำหรับดอกที่ 3 ที่รุนแรงที่สุดก็คือ ผลคะแนนโหวตที่ออกมาแบบไม่รักษาหน้ารัฐบาลเลยสักนิด เพราะถ้านับรวมจำนวนคะแนนของรัฐบาลทั้งหมด ก็คือ 275 เสียง แต่สูงสุดที่ได้คะแนนก็คือนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ 246 เสียง น้อยที่สุดก็คือ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้แค่ 234 เสียง ยังดีนะว่า ไม่ได้นับกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งสภาที่มีอยู่ 475 เสียง ซึ่งจะต้องหมายถึง 238 เสียง แต่ว่านับกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ที่เข้าประชุม นายโสภณ กับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงรอดเฉียดฉิว เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ได้ 239 เสียงก็ผ่านแบบหวุดหวิดเหมือนกัน แต่ผลคะแนนเช่นนี้แหละที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมองหน้ากันไม่ติดทันที เพราะคะแนนสนับสนุนหายยังไม่เท่าไหร่ แต่คะแนนไม่ไว้วางใจยังเพิ่มขึ้นด้วยนี่สิ ทั้งนายโสภณ นายชวรัตน์ และนายกษิต แทบจะเอาหน้าตั้งบนบ่าโดยไม่ต้องหาอะไรมาบิดๆบังๆได้ลำบาก ก็คะแนนไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ คือ 186 เสียง นายสุเทพ ไม่ไว้วางใจ 187 เสียง แต่นายกษิต โดนไม่ไว้วางใน 190 เสียง ในขณะที่นายชวรัตน์ ถูกไม่ไว้วางใจ 194 เสียง ยิ่งนายโสภณออกทะเลเลย เพราะเสียงไม่ไว้วางใจมีมากถึง 196 เสียง นี่รักษาหน้ากันโดยไม่บวกคะแนนงดออกเสียง และไม่ลงคะแนนเสียงแล้วนะ ไม่งั้นคงได้หน้าชากันมากกว่านี้อีก คะแนนแบบนี้ไม่แปลกที่ พรรคภูมิใจไทย ที่มีนายชวรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายเนวิน ชิดชอบ “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” ทำหน้าที่เป็นซีอีโอตัวจริงที่ตัดสินใจในทุกเรื่อง แม้ว่าจะถูกศาลสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ก็ตาม... ต่างพากันเต้นเร่าๆด้วยความคั่งแค้น ยิ่งพบว่า คะแนนที่ฉีกหน้าภูมิใจไทยให้สังคมได้รับรู้ครั้งนี้ มาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายโสภณ ถึง 14 เสียง และไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ 10 เสียง คะแนนโหล่เปรตอย่างนายโสภณ ย่อมต้องแค้นจัด ออกมาซัดเต็มๆว่า “ขาดมารยาท” แถมยังขู่ด้วยว่า จากนี้ไปการทำงานร่วมกันในรัฐบาล แม้ทำได้ แต่คงไม่ราบรื่น... ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ที่สำคัญทั้งนายเนวิน กับนายชวรัตน์ถึงกับออกมาขีดเส้นตาย 1 สัปดาห์ ให้นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจเลือกระหว่าง พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน... ประกาศชัดกันแบบสิ้นเยื่อใย จะไม่สิ้นเยื่อใยได้อย่างไร เพราะนอกจากจะลงคะแนนไม่ไว้วางใจกันแล้ว พรรคเพื่อแผ่นดินยังมีความเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ ควรจะดึงเอากระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ออกมาจากการกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยด้วย เป็นข้อเสนอทุบหม้อข้าว เผาอู่ข้าวอู่น้ำกันแบบซึ่งๆหน้า จะไม่ให้นายเนวิน และพรรคภูมิใจไทยแค้นจนกระอักเลือดได้อย่างไร ถึงขนาดรู้สึกว่า ฟ้าอุตส่าห์ส่งให้นายเนวินมากอดเอวนายอภิสิทธิ์กลับมามีบารมีทางการเมืองได้ หลังถีบหัวส่งพรรคไทยรักไทยแบบไม่มีเยื่อใยไปแล้ว อะไรๆก็น่าจะฉลุย แต่ทำไมฟ้าจึงส่งให้ ว่าที่ รต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แห่งพรรคเพื่อแผ่นดิน มาทำให้สะดุดจนคะมำเช่นนี้ด้วย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว นายเนวิน กับ ว่าที่ รต.ไพโรจน์ ก็เคยมีวีรกรรม(ที่น่าจะเรียกว่าวีรเวร)“กลุ่ม 16” ที่โด่งดังในอดีตมาด้วยกันแท้ๆ... แต่ก็กลายเป็นรู้เชิง หรือไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ จนเมื่อบาดหมางแล้ว ก็เลยไม่มีใครด้อยกว่าใคร แต่ที่แน่ๆงานนี้ นายเนวิน ด้อยกว่าเยอะ เพราะเจอสอนมวยทางการเมืองด้วยคะแนนไว้วางใจบ๊วยและรองบ๊วย แถมไม่ไว้วางใจมากที่สุดแบบนี้... แต้มต่อในสนามการเมืองหล่นวูบไปเลยในสายตาของสังคม เลือกตั้งเที่ยวหน้าถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนซีอีโอ เปลี่ยนหัวหน้าพรรค ไม่รู้ว่าจะได้สักกี่เก้าอี้ เพราะแผลลึกจากการสลายการชุมนุมในจิตใจของคนในพื้นที่ภาคเหนือภาคอีสาน ก็มีการเอาปูนหมายหัวภูมิใจไทยไว้ด้วยแล้วเช่นกัน นายเนวิน ซึ่งเก๋าเกมการเมืองอย่างยิ่ง ย่อมรู้ซึ้งถึงสถานการณ์เป็นอย่างดี ถึงได้ขีดเส้นให้นายอภิสิทธิ์ ต้องเป็นฝ่ายวิ่งวุ่นบ้าง ว่าจะเลือกรักใครกอดใคร?? ซึ่งลำพังด้วยประสบการร์การเมืองอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่ยังไม่เก๋าเกมพอ ก็ต้องโยนต่อไปให้นายสุเทพ ช่วยเล่นบท เทพประทานให้อีกหน ช่วยเป็นกาวใจระหว่างพรรคภูมิใจไทย กับพรรคเพื่อแผ่นดินให้หน่อย ลดแรงกดดันได้มากเท่าไหร่ ก็เท่ากับยืดลมหายใจให้กับรัฐบาลได้นานเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ จึงได้กำชับนายสุเทพ เร่งประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ส่วนจะหมายถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ต้องมีพรรคการเมืองหนึ่งพรรค ออกจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่ อันนี้น่าคิด เพราะนายอภิสิทธิ์ เลี่ยงที่จะพูดชัดเจน แต่ออกตัวว่าให้นายสุเทพ ไปคุยให้เรียบร้อยก่อนว่าจะเอาอย่างไร เนื่องจากลึกๆล้วนรู้ดีว่า ปมคาใจของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้น ที่ไม่แฮปปี้กับพรรคภูมิใจไทย ก็เพราะนายเวินนั้นคะนองในเพาเวอร์มากไป จนกดปุ่มทั้งกระทรวงคมนาคม ได้โปรเจคท์ได้งบประมาณมาอื้อซ่า ในขณะที่พรรคอื่นๆได้น้อยกว่าเยอะ แถมยังกดปุ่มกระทรวงมหาดไทย ข้ามหัวนายชวรัตน์ในเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการจนป่วนไปหมด ถึงขั้นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยเสียดสีว่า “ยุคนี้หากใครไม่จบสยาม แล้วไม่ผ่านเนฯโยกย้ายไม่มีวันได้ดี” นี่คือบาดแผลลึกในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไม่แน่ใจว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จะสามารถเยียวยาบาดแผลได้เพียงใด แต่ที่น่าจับตามองก็คือ ในขณะที่ในพรรคภูมิใจไทยแค้นจนเต้นเร่าๆ ในขณะที่นายสุเทพต้องวิ่งพล่านในฐานะผู้จัดการรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ต้องรับเผือกร้อนไปเต็มๆกับการที่ต้องซื้อเวลาให้รัฐบาลไม่ล่ม หรือไม่ต้องยุบสภาก่อนสิ้นปีนี้ ปรากฏว่า สังคมกลับปรบมือให้ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แบบดังสนั่น กับผลการลงคะแนนไม่ไว้วางใจรอบนี้ จนกลายเป็นขวัญใจของคนรักประชาธิปไตยที่แท้จริงไปเลย เพราะก่อนหน้านั้น นายชาญชัย ได้มีการออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ให้เอกสิทธิ์ ส.ส.ในการโหวต หากรัฐมนตรีคนใด ชี้แจงไม่เคลียร์ก็ไม่ต้องโหวตให้ ไม่เพียงเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ยังเป็นการให้ดุลพินิจในการโหวตตามเนื้อผ้าอีกด้วย ต้องบอกว่างานนี้นายชาญชัย... นายแน่มาก เพราะได้คะแนนไปเต็มๆในสายตาประชาชน
Wednesday, June 2, 2010
ผมเชื่ออย่างนั้น
ที่มา บางกอกทูเดย์ มีประโยคหนึ่งพูดไว้ว่า.. ถึงเราไม่ยุ่งกับ “การเมือง”..“การเมือง”นั่นแหละจะต้องมายุ่งกับเราอยู่ดี เพราะเราไม่ใช่มนุษย์ในยุค“โลกล้านปี” อย่างในอดีต..ที่อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่“หมดสิ้นอายุขัย”ก็ตายจากกันไป ในเมื่อเราได้เกิดขึ้นมา ในโลกของปัจจุบัน..ดังนั้น“ความเป็นอยู่”ก็จะต้องแปลกเปลี่ยนไปเช่นกัน..ด้วยการมี “ผู้ปกครอง” มาสร้าง“ระบบ”ความเป็นอยู่ให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและออกกฎหมายเป็นกฎ/กติกา/ระเบียบให้ จาก “การบ้าน” ที่อยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ..ก็ต้องโดดขึ้นไปเป็น “การเมือง”เพื่อการรวมเป็นชาติที่ใหญ่ขึ้น “ผู้ปกครอง” หรือที่เราคัดสรรมาจาก “การเมือง” ก็จะมีทั้ง “ดี”และ “เลว”แตกต่างกันไป.. และจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสนอหน้ามา..ด้วยคำว่า “รับใช้ประชาชน”!! ตรงนี้แหละ..ที่เราๆท่านๆจะมีโอกาสได้ “กาบัตร” เพื่อเลือกสรรหาคนหรือ พรรคการเมืองที่คิด ว่าดีที่สุด สำหรับเรา..มาดูแลเรา.. เพื่อเป็น“ตัวแทน-ปากเสียง” แทนเรียกว่าระบบ“ประชาธิปไตย”!! ไม่นับ “ผู้ปกครอง”ที่มาจาก ปลายปืนของทหารที่ปฎิวัติยึด“อำนาจรัฐ”มาบริหารเสียเองอย่างที่เราได้ประสพและพบเห็นมาตลอดชีวิต!! ดังนั้นเสียงของ“ประชาชน” คือ“เสียงสวรรค์”สำหรับนักการเมืองที่แท้จริง!! ไม่ว่า รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะ“ยุบสภา”ก่อน หรือ จะอยู่จน“ครบเทอม”ในที่สุดก็จะต้องถึงปลายทางของมัน.. นั่นคือ ได้เวลาที่จะต้อง“หย่อนบัตร”เลือกตั้งกันใหม่..ควานหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เพื่อนำส่งเข้า “สู่สภา”อันทรงเกียรติ!! และเชื่อว่า หากมีการ “เลือกตั้งใหม่”ในครั้งหน้า เราคงได้เห็น ประชาชน หลั่งไหลออกมาเพื่อ “คัดเลือก-ค้นหา” ผู้แทนของเขาอย่างถล่มทลาย!!เพราะ“ประชาชน” ทุกภาคส่วนของประเทศ ได้ รับรู้ ซึมซับ ว่า “สิทธิ”ของเขานั้น มันมี “คุณค่ามหาศาล”เพียงใด กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ใครจะเลือกใครผมไม่รู้..แค่ “สังหรณ์ใจ”ว่า ประชาชนต้องออกจากบ้านเข้า“คูหาเลือกตั้ง”มากเป็นประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน..ผมเชื่ออย่างนั้น!!
ยกสอง
ที่มา บางกอกทูเดย์ อัดกัน “มันหยด” สำหรับบทบาทนักการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั้ง “ฝ่ายค้าน” และ “ฝ่ายรัฐบาล” บนเวทีสภาฯ โดยเฉพาะการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจรัฐบาล” ครั้งนี้...ถือเป็น “ยกที่สอง” ของการต่อสู้ทางการเมืองของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ยกแรก คือ การนำมวลชนออกมาขับเคลื่อนเพื่อส่งสัญญาณให้ “ผู้มีอำนาจ” ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรม ยกสอง คือ การให้นักการเมืองที่พวกเขา “ไว้วางใจ” ทำหน้าที่ชี้แจงและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ “คนเสื้อแดง” หวังว่า...เวที สภาฯ จะกลายเป็นห้องโถงใหญ่แห่งการเรียนรู้ที่สามารถใช้ “เปิดโปงความเป็นจริง” เปิดให้เห็นทั้งภาพ...เปิดให้เห็นทั้งเสียง...รวมถึงเปิดให้เห็นพฤติกรรมและอากัปกิริยาของ “คณะทำงาน” รัฐบาลประชาธิปัตย์ว่าพวกเขาจะยังคง “บริหารราชแผ่นดิน” ต่อไปได้หรือไม่?ข้อมูลหลากหลายที่ “ฝ่ายค้าน” นำมาแสดง และ “ซักฟอก” รัฐบาลเป็นฉากๆ โดยเน้นไปที่คำสั่งการ “ขอคืนพื้นที่” จนมีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ถือเป็น “อาวุธหนัก” ที่รัฐบาลต้องหาวิธี “โต้ตอบ” ด้วยเหตุผลที่หนักแน่น และต้อง “โน้มน้าวใจ” ให้ประชาชนเชื่ออย่างสนิทใจไม่แพ้กัน สังเกตุเห็นกันหรือไม่ว่า...ประเด็นที่มีการพูดถึง “พลซุ่มยิง” ทำให้รัฐมนตรี (บางคน) ถึงกับ “พูดเสียงสั่น” แม้พยายามตั้งสมาธิให้พูดโต้ตอบด้วย “น้ำเสียงที่เข้มแข็ง” จึงไม่แปลกที่การอภิปรายจะเกิด “เหตุขัดข้อง” นานัปประการ...ทั้งสัญญาณโทรทัศน์ที่ขึ้น “จอดำ” ในหลายพื้นที่ รวมไปถึงข้อตำหนิติติงในเรื่อง รูปถ่ายที่นำมาโชว์...คลิปที่นำมาโชว์ ไม่มี “การซูมขยายใหญ่” เหมือนเช่นทุก ครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าทุกอย่างเป็นขั้นตอนการ “ต่อสู้” ด้วยยุทธวิธีที่ “ไม่เลือกวิธีการ” เพื่อให้ฝ่ายตนได้รับ “ความชอบธรรม” มวยมี 15 ยก...แต่ระฆังเพิ่งลั่นยก 2 อย่าตัดสินว่าใครเป็นผู้แพ้-ชนะกันตอนนี้ ที่ผ่านมา...ประชาชนทุกคนรู้มิใช่หรือ?? พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังกับเป้านิ่งหนึ่งเดียวคือ “รัฐบาลพรรคประ ชาธิปัตย์” เพราะหากคิดจะ “น็อกในหมัดเดียว” อย่างเช่นที่ “ราชประสงค์” พวกเขาเองจะเป็นฝ่ายที่โดนซัดน่วมน็อกคาเวที มันต้องค่อยๆ นวด ค่อยๆ บีบ สุดท้ายก็เค้นคลึงตีเข่าเข้ากลาง “กล่องดวงใจ” รับรอง “เสียวไส้หน้าเขียว” จนแทบสูญพันธุ์!
ปีที่ 6 (2)
ที่มา บางกอกทูเดย์ เปิดเผย...และรับรู้โดยปราศจากการปฏิเสธ...ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่...เพราะเกรงว่า...ม็อบกับม็อบจะเผชิญหน้ากัน... แต่เป็นวิวัฒนาการสืบเนื่องและต่อเนื่องของกลุ่มบุคคล...ที่ไม่ปรารถนาจะให้ ทักษิณ ชินวัตร...ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี...และจนถึงบัดนี้...แม้ว่ากลไกทางการเมือง...จะล้ม ทักษิณ ชินวัตรไปแล้ว...แต่ก็ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดสิ่งที่คาดหมายไว้...แต่ไม่คิดว่ามากมายเกินคิดก็คือ...ประชาชน ประชาชน...ที่ฝักใฝ่ในระบอบประชาธิปไตย...ปฏิเสธพรรคการเมืองอื่นและยืนกรานกับพรรคการเมืองของเขา...ทักษิณ ชินวัตร ไม่อยู่...แต่พรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง การต่อสู้จึงนับหนึ่งกันใหม่ แต่ประเทศวอดวายไปแล้ว 4 ปี...ประชาชนประชาชี...หมดวิธีทำมาหากิน...ไม่มีอะไรเปลี่ยน...วิธีการก็ไม่ มีอะไรใหม่...เคยนับหนึ่งกันมาอย่างไร...ก็เริ่มนับกันไปอย่างนั้น...บ้านเมืองก็กลับไปอย่างเก่า...ประชาธิปไตยเป็นเพียง...คำกล่าวอ้าง...รัฐบาล...เป็นได้แค่ลูกฟุตบอลในตีนม็อบ...ไม่ว่าจะเป็น ม็อบเหลืองหรือม็อบแดง หรือม็อบสารพัดสี...หายนะยังก้าวย่างต่อไป...รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร...อัปปาง ครั้งแล้วครั้งเล่า...กับกลไกที่รัฐธรรมนูญปฏิวัติวางไว้...วิกฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย...ยังไม่มีใครแพ้ใคร...ต่างฝ่ายต่างรู้...ว่าหากเลือกตั้ง...ฝั่งทักษิณก็จะกลับมา...ไม่ว่าจะมีเขาหรือไม่.. ก็แปลว่า...จนถึงปลายปี 2554...ไทยกับไทย จะรบกันเป็นปีที่ 8 แล้วก็จะนับหนึ่งกันใหม่...ตราบเท่าที่คะแนนในหีบเลือกตั้ง ยังเป็น ของ ทักษิณ... และดูเหมือนว่า...ยิ่งสู้กันนาน...ฝั่งประชาชนของทักษิณ...ก็ยิ่งแน่นหนา...นั่นแปลได้ว่า...หายนะข้างหน้า...จะมากมายและสาหัสกว่าในอดีต... ถึงเวลาหรือยัง...คืนความเป็นจริงให้กับประเทศไทย...ผู้ชนะในการเลือกตั้ง...เป็นรัฐบาล...ปล่อยวางประเทศไทย...อย่าให้ประเทศมันตายก่อนลมหายใจพวกเราสิ้น..
ทุ่มงบดับไฟใต้ 8พันล้าน!
ที่มา บางกอกทูเดย์ เป็นที่ทราบกันดีว่าหน่วยงานที่มีบทบาทอย่างสูงในภารกิจ “ดับไฟใต้” ณ ปัจจุบันคือกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน.และหน่วยย่อยของ กอ.รมน.ที่ รับผิดชอบพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้โดยตรงคือ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ตั้งฐานอยู่ที่ค่ายสิรินธร ต.เขาตูม อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ในร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 กอ.รมน.ได้รับการจัดสรรงบประมาณทั้งสิ้น 8,792 ล้านบาทเศษ เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2553 ที่ได้รับการจัดสรร 8,240 ล้านบาทเศษ หรือเพิ่มขึ้นราว 552 ล้านบาท เมื่อพิจารณารายละเอียดของงบ กอ.รมน. จะพบว่ามีแผนงานและโครงการสำคัญ 3 แผนงาน คือ หากนำตัวเลขงบประมาณ “ดับไฟใต้” ของเหล่าทัพต่างๆ และ กอ.รมน.มารวมกันแล้ว จะพบว่ามียอดสูงถึง 11,703 ล้านบาท หรือกว่าครึ่ง (คิดเป็นร้อยละ 61) ของงบประมาณที่กำหนดไว้สำหรับแผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า...ตัวเลขงบประมาณดังกล่าวยังไม่รวมงบของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านความมั่นคงอีกหน่วยงานหนึ่งที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่ และเพิ่งตั้งกองบัญชาการใหม่เมื่อปีที่แล้ว คือศูนย์ปฏิบัติการตำรวจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศชต.) แหล่งข่าวจาก ส.ส.พรรครัฐบาลที่ติดตามตรวจสอบงบประมาณดับไฟใต้ ให้ข้อมูลว่า วงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ในปี 2554 จำนวน 19,102 ล้านบาทนั้น เทียบกับปีที่แล้วถือว่าเพิ่มขึ้นไม่น้อย กล่าวคือปีงบประมาณ 2553 ตั้งงบประมาณในภารกิจดับไฟใต้เอาไว้ทั้งสิ้น 16,507 ล้านบาท เท่ากับเพิ่มขึ้น 2,595 ล้านบาท ทั้งนี้ เป็นที่น่าสังเกตว่าตัวเลข “งบดับไฟใต้” เพิ่มขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 จนถึงปีงบประมาณ 2552 กล่าวคือ ปี 2547 จำนวน 13,450 ล้านบาท ปี 2548 จำนวน 13,674 ล้านบาท ปี 2549 เพิ่มเป็น 14,207 ล้านบาท ปี 2550 ขยับขึ้นอีกเป็น 17,526 ล้านบาท ปี 2551 ทะลุไปถึง 22,988 ล้านบาท และปี 2552 อยู่ที่ 27,547 ล้านบาท รวม 5 ปี ใช้งบประมาณไปแล้วทั้งสิ้น 109,396 ล้านบาท หรือตัวเลขกลมๆ 1.09 แสนล้าน และหากรวมปีงบประมาณ 2553 ด้วย ตัวเลขจะอยู่ที่ 1.25 แสนล้านบาท อย่างไรก็ดี “งบดับไฟใต้” ลดลงอย่างฮวบฮาบในปีงบประมาณ 2553 ตัวเลขอยู่ที่ 16,507 ล้านบาท เพราะสถิติ สถานการณ์ความไม่สงบลดลงอย่างเห็นได้ชัด แต่วงเงินงบประมาณกลับมาเพิ่มขึ้นอีกในปี 2554 คือขึ้นไปถึง 19,102 ล้านบาท ซึ่งคงต้องติดตามตรวจสอบต่อไปในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณฯวาระ 2 ว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะชี้แจงอย่างไร และจะมีการตัดลดงบลงหรือไม่ “ที่น่าเป็นห่วงคืองบของ ศอ.บต. (ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้) ซึ่งแทบไม่ได้ตั้งงบไว้ให้เลย โดยอ้างเหตุผลว่ากำลังอยู่ในช่วงปรับองค์กร และร่างกฎหมาย ศอ.บต.ฉบับใหม่ยังอยู่ในสภา(ร่างพระราชบัญญัติบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ....) จุดนี้ทำให้งบเกือบทั้งหมดไปกระจุกตัวอยู่ที่กองทัพและ กอ.รมน.” แหล่งข่าว ระบุ
1.แผนงานแก้ไขปัญหาและพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ใช้งบประมาณถึง 8,019 ล้านบาทเศษ
2.แผนงานรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ 574 ล้านบาท
3.แผนงานป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติด 198 ล้านบาทเศษ
78 ปีล้มเหลว บาดแผลลึก!
ที่มา บางกอกทูเดย์ ในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล เน้นหนักในเรื่อง แผลใจจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมและการสูญเสียในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา เน้นการสูญเสียชีวิตที่มีข้อสงสัย ที่เข้าไปช่วยเหลือประชาชนผู้ร่วมชุมนุม เน้นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพระ ซึ่งมีการปรากฏภาพที่ทำให้อึ้งกันไปทั้งสังคมแน่นอนว่าพรรคฝ่ายค้านมีหน้าที่ในการตั้งคำถาม ในขณะที่รัฐบาลก็มีหน้าที่ ในการชี้แจง ส่วนประชาชนก็ต้องมีหน้าที่ในการรับฟัง และใช้วิจารณญาณ ว่าจะรับฟังเหตุผลของฝ่ายใด ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่ารัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทหาร จนประชาชนรับรู้กันอย่างค่อนข้างชัดเจนจนยากที่จะปฏิเสธได้นั้น ค่อนข้างที่จะหนักหนาสาหัสไม่น้อย นั่นคือเวทีการเมืองตาม ระบอบประชาธิปไตย ที่พรรคฝ่ายค้านสามารถตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้ แต่เวทีที่น่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากันในช่วงนี้ก็คือ เรื่องของปัญหาเศรษฐกิจ ที่กำลังออกอาการเหนื่อยมากขึ้นทุกที เพราะแม้ว่านายอภิสิทธ์ จะยังยืนกระต่ายขาเดียวว่าแค่เฉพาะในไตรมาสแรกปีนี้ เศรษฐกิจเติบโตถึง 12% อ้างว่าสูงเป็น อันดับต้นๆ ของภูมิภาค เป็นการขยายตัวที่ถือว่าสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก อาจรองลงมาจากสิงคโปร์ และอีกบางประเทศในภูมิภาคนี้ แต่เป็นการฟื้นตัวที่เข้มแข็งมาก ยืนยันว่าการส่งออกขยายตัวถึงกว่า 30% การท่องเที่ยวก็ขยายตัวถึงเกือบ 30% การบริโภคภายในประเทศเข้มแข็ง แม้แต่การลงทุนของต่างประเทศก็มี สัญญาณที่ดี นายอภิสิทธิ์บอกว่า ถือได้ว่าการฟื้นตัวใน 3 เดือนแรกของปี เป็นการฟื้นตัวจากศก.โลก ที่ค่อนข้างสมดุลรอบด้าน รายได้จากการเกษตร ท่องเที่ยว และภาคบริการดีขึ้นในทุกๆ ด้าน พร้อมกับยกเหตุผลว่า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ และความวุ่นวายเกิดขึ้น ทำให้คาดการณ์ว่าในไตรมาสที่ 2 โดยเฉพาะในเดือนพฤษภาคม และเดือนมิถุนายนนั้น ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุดน่าจะเป็นภาคการท่องเที่ยว และความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชน ดังนั้นแม้การขยายตัวของเศรษฐกิจใน 3 เดือนแรกจะอยู่ที่ 12% ซึ่งประมาณการทั้งปี ก็ยังคาดว่าน่าจะยังโตได้ถึงระดับ 3.5 - 4.5% ปัญหาก็คือ จริงๆแล้ว เศรษฐกิจประเทศไทย ยังไปได้ดีอย่างที่นายอภิสิทธิ์ยืนยันหรือไม่??? เพราะดูเหมือนว่าเสียงร้องระงมของประชาชน และภาคส่วนธุรกิจต่างๆ ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก็ได้มีการออกมาให้ข้อมูลว่า หลังเหตุการณ์จลาจล จนมีผู้เสียชีวิตกว่า 80 คน และบาดเจ็บจำนวนมาก ทรัพย์สินเสียหายย่อยยับนับแสนล้าน ซึ่งหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีการประเมินสถานการณ์ โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่มีหลายจังหวัดเกิดความรุนแรงประเมินแล้วพบว่า ระบบเศรษฐกิจจะเป็นลูกโซ่ เพราะตอนนี้ในส่วนของ 19 จังหวัดภาคอีสานไม่สามารถสั่งสินค้าได้ เนื่องจากร้านค้าที่เราสั่งของ มีการปิดกิจการ และไม่มีรถขนส่ง เกิดความเสียหายเป็นลูกโซ่เพราะสินค้าในเมืองและในเขตชนบท รับต่อไปอีก ขายของไม่ได้ ซึ่งเป็นวิกฤติการณ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน วิกฤติการณ์นี้ ความเสียหายนี้ ที่รัฐบาลประเมินหยาบๆ ประมาณ 9 แสนล้านบาท ในภาคอุตสาหกรรมประเมินไว้ประมาณ 7-8 หมื่นล้านบาท แต่รวมแล้วงานนี้คาดว่าต้องเสียหายนับล้านล้านบาท ส่วนการฟื้นตัว อย่างเซ็นทรัล ใช้เวลา 7 ปีถึงจะสร้างเซ็นทรัลเวิลด์ได้ ถ้าหากคิดถึงเวลาที่เสียไป เงิน และความรู้สึกของผู้คนเขาประเมินว่า เราจะถอยหลังกลับไปสู่การเริ่มต้นอีกอย่างน้อย 20 ปี เพราะเราต้องเรียกความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา และที่ สำคัญเขาไม่มั่นใจว่า รัฐบาลจะควบคุมสถานการณ์ได้หรือไม่ วันนี้เป็นบาดแผลที่ร้าวลึกมาก ซึ่งต้องยอมรับว่า คนที่ทำให้เกิดปัญหานี้คือภาคการเมือง เพราะ 78 ปีที่คนไทยสร้างระบอบประชาธิปไตยมา ก็ได้มอบอำนาจให้กับนักการเมืองเข้าไปทำ แต่เมื่อทำแล้วก็ทำไม่ได้ คิดว่าคงจะต้องทบทวนเหมือนกันว่า “เมื่อ นักการเมืองควบคุมสถานการณ์และการบริหารประเทศชาติไม่ได้ เราจะทำอย่างไร ตรงนี้เป็นโจทย์ที่ภาคธุรกิจเอกชนกำลังหารือกันมาก”เลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือกล่าว นายทวิสันต์ ให้ข้อมูลด้วยว่าภาคเอกชนได้สรุปกันว่า จะไม่พูดเรื่องตัวเลขความเสียหาย แต่จะบอกว่าจะต้องรื้อฟื้นความเชื่อมั่น ความมั่นคง และความปลอดภัยของประเทศขึ้นมาก่อน ส่วนการเสียหายเท่าไหร่นั้นเป็นเรื่องที่สอง “ไม่ใช่ว่าบ้านเราจะเอาแต่ขายของ แต่ในบ้านฆ่ากันตาย ฉะนั้นเราต้องเคลียร์เรื่องการฆ่ากันตายก่อน แล้วถึงมาพูดเรื่องการขายของ ซึ่งภาคเอกชนก็เข้าใจส่วนนี้ตรงกัน” ขณะที่การสร้างความปรองดองของรัฐบาลอะไรนั้น นายทวิสันต์ระบุว่า วันนี้คงไม่มีใครเชื่อถือภาคการเมืองแล้ว เพราะมอบมาแล้ว 78 ปี... พอหรือยังสำหรับการให้ทดลองทำงาน 78 ปี แล้วที่ล้มเหลวตลอด ตอนพฤษภาทมิฬเมื่อ 18 ปีก่อน บอกว่าไม่มีฆ่ากันตายแล้ว ตอนนั้น 44 ศพ วันนี้แค่ 3-4 วัน แซงพฤษภาทมิฬไปแล้ว 50 ศพแล้ว ดังนั้นเมื่อไม่มั่นใจว่า เดือนหน้าจะเกิดอะไรขึ้น จึงฝากความไว้วางใจไม่ได้แล้ว “อยากจะเรียกร้องให้คนไทยทรยศต่อระบอบสภาฯ เพราะมัน 78 ปีแล้ว และความวุ่นวายก็เกิดขึ้น พวกเขาไม่ได้แสดงความรับผิดชอบที่ชัดเจน เช่น ออกมาพูดอะไรสักอย่าง หรือลาออก หรือแสดงความเสียใจเราไม่เคยได้ยินเลย มีแต่จะพูดกันเรื่องอะไร ก็ไม่รู้ ฉะนั้นประชาชน โดยเฉพาะภาคธุรกิจ วันนี้เราประเมินแล้วว่า เรารู้สึกไม่ค่อยไว้วางใจในระบบสภาฯ เพราะแก้ปัญหาไม่ค่อยได้ และมองลึกลงไปกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนในปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้ โดยจะเห็นว่า มีส.ส.หรือส.ส.สอบตก หรือว่าที่ ส.ส. ขับเคลื่อนกัน เลยกลายเป็นบุคคลที่ควรจะทำหน้าที่สร้างสรรค์ ประเทศ แต่กลับมาทำลายประเทศ” นายทวิสันต์เสนอว่าน่าจะมีรัฐบาลอะไรก็ตามสัก 3-5 ปี เพื่อให้นักการเมืองพักไว้ก่อน ปฏิรูปทุกอย่าง เพื่อแก้ระบบให้ดี และรัฐบาลกลางจะได้มาเรียกความมั่นใจ เพื่อให้โอกาสประเทศเดินต่อไป “วันนี้เราคงไม่ได้พูดว่า นายกฯอภิสิทธิ์จะลาออก หรือสภาจะยุบ เพราะมันเลย เหตุการณ์นั้นไปแล้ว เราเรียกร้องว่าใครก็ตามที่อยู่ในความรับผิดชอบ ต้องออกมาขอโทษประชาชน ออกมารับผิดชอบ ออกมาแสดงตัวว่ามันผิดพลาดอย่างไร แล้วเราช่วยกันแก้ ผมเชื่อว่างานนี้ต้องยอมรับว่า คนที่ผิดพลาดเบอร์ 1 คือ นักการเมือง ระบบการเมืองทั้งหมดโดยเฉพาะนักการเมืองทั้ง 500 ท่าน จะต้องไป พูดคุยกันว่ามันเกิดอะไรขึ้น เพราะเรามอบความไว้วางใจไปทุกจังหวัดแล้วให้ไปทำหน้าที่แต่กลับไปก่อเรื่องก่อราว กลับไม่ควบคุมสถานการณ์ให้เรา” ทั้งหมดเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจ ที่ดูเหมือนจะตรงกันข้ามกับความเชื่อมั่นของรัฐบาล กับความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีอย่างยิ่งทีเดียว นอกจากมุมมองของ นักธุรกิจและหอการค้าแล้ว ธุรกิจท่องเที่ยวก็เป็นอีกธุรกิจหนึ่งที่อยู่ในภาวะเหนื่อยล้าเช่นกันซึ่งล่าสุดได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกำหนดมาตรการเยียวยา สร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของไทยขึ้นมาแล้ว โดยนายอรรถชัย บุรกรรมโกวิท ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้ข้อมูลว่าจะประชุมผู้บริหาร การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตัวแทนผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวภาคเอกชน และกระทรวงการคลัง เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการฟื้นฟูและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวอย่างครบวงจร สำหรับภาคส่วนของการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของไทยไปยังทั่วโลก ขณะนี้ได้ เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาของบประมาณ 1,600 ล้านบาท ให้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยไว้ใช้ ทำประชาสัมพันธ์แล้ว โดยจะมีการเปิดโรดโชว์ ควบคู่กับการมาตรการทางการทูตของกระทรวงการต่างประเทศ โดยจะเร่งประชาสัมพันธ์ทั้งในตลาดไกล คือ ยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ตลาดลูกค้าเก่า อย่างออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่มีความชอบเที่ยวประเทศไทยเป็นทุนเดิม และตลาดใกล้ อย่างจีน เกาหลี ญี่ปุ่น โดยหวังว่า นักท่องเที่ยวยังคงมีความต้องการเข้ามาท่องเที่ยวในเมืองไทย “หลังรัฐบาลประกาศไม่ต่อเคอร์ฟิวแล้ว ก็เชื่อว่าจะเรียกความเชื่อมั่นกลับมาได้ง่ายขึ้น ก็จะมีการวาง แผนการตลาดในขั้นต่อไป โดยได้เล็งใช้มาตรการปรับลดราคาทัวร์ในไทยลง เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ให้กลับมาเยือนไทยโดยเร็วที่สุด ก่อนที่ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยจะล้มเสียก่อน”นายอรรถชัยกล่าว นี่แหละคือสิ่งที่นายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐบาลจะต้องตระหนักอย่างเร่งด่วน... ก่อนที่ธุรกิจท่องเที่ยวในไทยจะล้มเสียก่อน
วิเคราะห์ รัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังศึกซักฟอก ปรับครม.กลบรอยแตก อยู่ไปแบบไม่เป็นสุข ลุ้นยุบพรรค!!!

หลังจากอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี กับ 5 รัฐมนตรี 2 วัน 2 คืน สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจว่า ฝ่ายค้านที่คะแนนสูงสุดคือ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.เพื่อไทย ส่วนฟากรัฐบาลที่คะนนสูงสุดคือ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
แต่เมื่อโหวตกันจริงๆ ในเช้า วันที่ 2 มิถุนายน พบว่า มีทั้งรัฐมนตรีที่สอบผ่าน และสอบตก !!! ถ้าเป็นการสอบไล่ ต้องสอบผ่าน 50 % คือ 238 คะแนนนั่นเอง
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 186 เสียง ไว้วางใจ 246 เสียง
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 187 เสียง ไว้วางใจ 245 เสียง
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 187 เสียง ไว้วางใจ 244 เสียง
นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 196 เสียง ไว้วางใจ 234 เสียง
นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล ร.ม.ว. กระทรวงมหาดไทย มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 194 เสียง ไว้วางใจ 236 เสียง
นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ มีส.ส.ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ 190 เสียง ไว้วางใจ 239 เสียง
หลังอภิปรายรัฐมนตรีที่ เหงื่อตก คือ นายชวรัตน์ และนายโสภณ ที่ได้รับคะแนนไม่ไว้วางใจสูงถึง 194 และ196 เสียง
มองอีกด้านหนึ่ง นายชวรัตน์ และนายโสภณ ได้คะแนนต่ำกว่ากึ่งหนึ่งคือ 238 ถ้าเป็นนักเรียนก็เรียนว่า"สอบตก" เพราะคะแนนต่ำกว่า 50 %
ส่วน นายกษิต ที่คะแนนไม่ไว้วางใจ 190 คะแนน แม้จะดีกว่า ชวรัตน์ และโสภณ แต่ก็ไม่อาจนิ่งนอนใจ เพราะได้คะแนนเกือบตก สอบผ่านเพียง 1 คะแนน
เบื้องหลังคะแนนที่มากน้อยต่างกัน วิเคราะห์ได้ว่า พรรคร่วมรัฐบาล ประมาณ 5-10 คน ยกมือสวนกับรัฐบาล อย่างแน่นอนที่สุด
เมินเสียงกร้าวของ"เทพเทือก"ที่ลั่นว่า พรรคใดเสียงแตก หัวหน้าพรรคต้องรับผิดชอบ !!!
หัวหน้าพรรคคนแรกที่ลองดีแบบหมูไม่กลัวน้ำร้อนคือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) ที่เปิดให้ลูกพรรคฟรีโหวต ท่าทีของเพื่อแผ่นดินก็คือ ..ใครชี้แจงไม่ชัดเจนก็ไม่ต้องโหวตให้ การให้ท้ายลูกพรรคของหัวหน้า ได้ผลดีเกินคาด เพราะลูกพรรคเพื่อแผ่นดิน ปล่อยอาวุธ เสียบ"ชวรัตน์-โสภณ-กษิต" ทันที
ล่าสุด คาดว่า กลุ่มส.ส. เพื่อแผ่นดิน กลุ่มนายเกษม รุ่งธนเกียรติ ที่ยกมือไม่ไว้วางใจ น่าจะได้แก่ นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ นายกิตติศักดิ์ รุงธนเกียรติ นายสาธิต เทพวงศ์ศิริรัตน์ นายธีรทัศน์ เตียวเจริญโสภา รวมถึงส.ส.กลุ่มไพโรจน์ สุวรรณฉวีในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่เมินประกาศิตของ"เทพเทือก"
หลังปัญหาเสียงแตก นายกฯอภิสิทธิ์ สั่งให้ "เทพเทือก"ไปเช็คเสียงพรรคร่วมรัฐบาลที่ยกมือสวนรัฐบาล และคนที่ต้องมีคำตอบคือ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง นั่นเอง
หนึ่งชั่วโมง ถัดมา ปู่จิ้น และ เนวิน ชิดชอบประกาศให้นายกฯตัดสินใจว่าจะเลือก ภูมิใจไทย หรือ เพื่อแผ่นดิน และต้องตัดสินใจเลือกภายในสัปดาห์นี้
แต่นอกจาก เสียงแตกในพรรคเพื่อแผ่นดินแล้ว น่าจะมีส.ส. จากพรรคภูมิใจไทย บางส่วนที่แหกคอก เพราะต้องเข้าใจว่า"ภูมิใจไทย " มีรากมาจากพรรคเพื่อไทย
หลังจากศึกซักฟอกรัฐบาลผ่านไป สิ่งที่จะได้เห็นคือ การปรับคณะรัฐมนตรี อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น
ชัดเจนที่สุด ออกมาจาก นายชาญชัย ที่แยงลูกในทันทีว่าพรรคภูมิใจไทย น่าจะคืน กระทรวงมหาดไทยให้พรรคประชาธิปัตย์ อีกคนก็คือ พลตรี สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกฯ ที่เสนอว่า รัฐบาลน่าจะปรับครม. เพราะเป็นโอกาสที่ดีที่สุด
ปัญหาก็คือ อภิสิทธิ์ จะยอมให้ "ชวรัตน ณ ชิโนทัย" ทำลายกฎเหล็ก 9 ข้อ จากโครงการฉาว รถไฟฟ้าสายสีม่วง ได้หรือ ?
ปมความขัดแย้งที่ซ่อนอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล มาจาก ประเด็นใหญ่คือ การแย่งชิงงบประมาณอย่างดุเดือด หลายพรรคไม่"แฮปปี้"ที่พรรคภูมิใจไทย กินเค้กก้อนโตกว่าทุกพรรค ไม่ว่าจะงบประมาณไทยเข้มแข็ง หรือ งบลงทุน ในงบประมาณปี 2554 วงเงิน 2.07 ล้านล้านที่กระทรวงคมนาคม กวาดไปกว่า 76,000 ล้านล้าน เรียกว่า อื้อซ่า
"สมบัติ ธำรงธัญวงศ์"อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เชื่อว่า สไตล์การปรับครม.ของนายอภิสิทธิ์ จะไม่เข้าไปยุ่ง หรือ ล้วงลูกของพรรคร่วมรัฐบาล โดยจะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อแผ่นดิน ตกลงกันเอง ...ใครจะปรับก็บอกมา
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์การเมืองส่วนใหญ่ เชื่อว่า รัฐบาลอภิสิทธิ์ หลังการปรับครม. จะเป็นการปรับก่อนยุบสภา เพราะรัฐบาลจะอยู่ได้ไม่นาน !!!
คนที่กล้าฟันธง อย่างมั่นใจคือ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.เพื่อไทย ที่กล่าวว่า " เขียนใส่ซองไว้ได้เลยว่า รัฐบาลชุดนี้ก็อยู่ลำบาก ...เหนื่อย จะไม่ได้อยู่อย่างสุขสบายหรอก และจากนี้เราก็รอลุ้นเรื่องยุบพรรค"
จริงๆ แล้ว ความยากลำบากของรัฐบาลประชาธิปัตย์ อาจไม่ใช่เรื่อง คดียุบพรรค ที่รอศาลรัฐธรรมนูญ ชี้ขาดในเร็ววันนี้
แต่น่าจะมาจากวิกฤตความแตกแยกในสังคมไทย จากเหตุการสลายการชุมนุม วันที่ 19 พ.ค. เพราะจากการสำรวจความเห็นของหลายสำนักโพลพบว่า คนที่เชื่อข้อมูลของ "จตุพร พรหมพันธ์ -อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" และเชื่อถือคลิปของพรรคเพื่อไทยก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะความเห็นที่ว่า "รุนแรงเกินไป"
สำคัญกว่านั้น คือ ทั้ง อภิสิทธิ์ และเทพเทือก จะสยบพลังแดงทั้งแผ่นดิน ได้นานแค่ไหน เพราะอย่าลืมกฎธรรมชาติที่ว่า "ยิ่งกดก็ยิ่งดัน"
สำคัญที่สุดคือ ความรุนแรงที่รอวันระเบิดทั้ง 2 นครา !!!
"การุณ-สุนัย"ตะโกนไล่นายกฯ หลังปิดประชุม "ออกได้แล้ว-ทำคนตาย" ซีกรบ.สวน"พรุ่งนี้เตรียมติดคุก"
ที่มา มติชน เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 2 มิถุนายน ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทันทีที่นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลซึ่งผลปรากฏว่า นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรียังคงอยู่ในตำแหน่งต่อไปนั้น เมื่อนายอภิสิทธิ์ เวชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีทยอยออกจากห้องประชุมด้านหลังบัลลังก์ ขณะที่ภายในห้องประชุม นายสุนัย จุลพงศธร ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย (พท.) ตะโกนด้วยเสียงดังว่า"ออกไปได้แล้วนายกฯ" เช่นเดียวกับนายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย ตะโกนว่า "เป็นนานๆ จะได้ตายเยอะๆ ตอนนี้ตายน้อยไป" อยู่หลายครั้ง ทำให้ นายกรัฐมนตรีหันมามองก่อนที่จะเดินออกจากห้องประชุมไป จากนั้นได้มีเสียงตะโกนตอบโต้ นายเชน เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ว่า "นายกฯ จะอยู่ 2 สมัย" ส่วน นายธานี เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ตะโกนตอบโต้นายการุณว่า "พรุ่งนี้มึงก็จะติดคุกแล้ว"