WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, June 4, 2010

การ์ตูน เซีย 03/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย

การ์ตูน เซีย 04/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 04/06/53

ถึงเวลา‘หักดิบ’

ที่มา บางกอกทูเดย์


การเมืองคือเรื่องของ “อำนาจ” ใครบ้างเมื่อมีอำนาจทางการเมืองที่ขึ้นสู่จุดสูงสุดแล้วยังต้องการ “ยืมจมูก” บุคคลอื่นเพื่อหายใจ ภาพความแตกแยก “ระส่ำระสาย” ภายในรัฐบาลหลังการ “อภิปรายไม่ไว้วางใจ” โดยมีตัวประกอบคือ “พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล” กับ “พรรคร่วมรัฐบาล” สุดท้ายคงไม่มีเหตุผลอื่นใดนอกจากการ “ขัดแข้งขัดขา” กันเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง...ซึ่งต่างฝ่ายต่างพยายาม “ขี่คอ” ฝั่งตรงข้าม

เมื่อสบโอกาส มิเช่นนั้น กระทรวง ทบวง กรม จะถูกจับให้กลายเป็น “สินค้า” เพื่อไว้ต่อรองและแลกเป็น “ตัวเงิน” ที่ถูกใจอย่างนั้นหรือ? ถามว่า...วันนี้ “พรรคประชาธิปัตย์” กับ “พรรคภูมิใจไทย” ซึ่งเป็นแกนหลักในรัฐบาล...พวกเขาจะยังคง “เชื่อมั่น” ซึ่งกันและกันต่อไปหรือไม่? ถามว่า...วันนี้ “พรรคประชาธิปัตย์”

กับ “พรรคภูมิใจไทย” พร้อมหรือยังที่จะแยกจากกัน...ต่างคนต่างหาพื้นที่กันเองเพื่อยืดคอ “สูดอากาศหายใจ” มันจะเป็นการเร็วไปหรือไม่ที่ต้องมีการ “หักดิบ” ทางการเมือง...เพื่อให้พรรคการเมืองทั้งสองสามารถเดินต่อไปได้ โดยเฉพาะการเยียวยาในเรื่อง “วิกฤติศรัทธา” ของประชาชน และการบริหารประเทศ

ที่ไม่ได้เรื่อง เพราะผลกำไรทางการเมืองไม่ได้ตกอยู่ที่ประชาชน สำหรับ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” วันนี้เขาเดินมาไกลกว่าเมื่อปีที่แล้วที่ยังเป็น “เด็กในโอวาท” และ “เชื่อฟังคำสั่ง” นักการเมืองรุ่นพี่เพื่อก้าวเดินต่อไปบนเส้นทางทางการเมือง และสำหรับ “เนวิน ชิดชอบ” วันนี้เขายังคงเดินบนเส้นทางแห่งอำนาจ

อย่าง “เสมอต้นเสมอปลาย” โอนอ่อนผ่อนตามไปตามทิศทางลม...และเขารู้ว่า “การเมือง” ควรเดินหน้าหรือถอยหลังไปทางใด เมื่อผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ทางการเมืองทั้งสองคน “ใหญ่โต” เกินกว่าที่จะอยู่ร่วมถ้ำเดียวกัน...เพราะต่างคนต่างเชื่อว่าตัวเองมี “ศักยภาพ” และ “ปีกกล้าขาแข็ง” พร้อมบินเดี่ยว คงต้องมีสักคน

ที่เป็น “ฝ่ายไป” และจะเกิดการผลักมิตรเป็นศัตรู...กระทั่งกลายเป็นนักการเมือง “ฝ่ายตรงข้าม” สองขั้วจะเกิดการ “สู้รบปรบมือ” ด้วยอำนาจล้นในมือที่ขุดขึ้นมาเพื่อทำลายล้างกันอย่างที่พวกเขาเคย “ร่วมมือ-ลงขัน” ทำกันวันนี้ เรื่องของเขา...แต่เราต้องสนใจ เพราะยังมีอีกพรรคการเมืองที่น่าจับตามอง!

ปีที่ 6 (4)

ที่มา บางกอกทูเดย์


จะเชื่อกันหรือไม่...คำว่าปรองดองนั้น...สะกดกันขึ้นมาจากคำว่า...ปลอบโยน จะเชื่อกันหรือไม่...ไม่มีอำนาจ...ก็ไม่มีบารมี...อำนาจค้ำจุนอำนาจไม่ได้...อำนาจที่มั่นคงแน่นหนาจะต้องควบแน่นอยู่กับคำว่าบารมี...รัฐบาล...คืออำนาจ...บารมีคือการใช้อำนาจนั้น...เพื่อมวลชนแห่งชาติ...ไม่ใช่เขาไม่ใช่เรา...นี่เป็นเรื่องต้องเสี่ยงของผู้เกี่ยวข้องอยู่กับอำนาจ...เสี่ยงที่จะเป็นผู้ให้...และพร้อมสำหรับความผิดหวัง หากว่าการให้นั้น

....ไม่ได้รับการสนองตอบ ว่ากันว่า มือที่ให้จะต้องอยู่สูงกว่ามือที่รับ...ผู้มีอำนาจจึงจะต้องเป็นผู้หยิบยื่นให้ก่อน...เมื่อปรารถนาการปรองดอง...ท่านจะต้องรู้จักคำว่า...ปลอบโยน ว่ากันอีกว่า...เมตราธรรมค้ำจุลโลก ดังนั้นการอาฆาตมาดร้าย...จึงทำลายโลก 6 ปีมาแล้ว...ที่ประเทศนี้...ประชาชนกว่า 64 ล้านคน...

ต้องตกทุกข์และหวาดหวั่น...อยู่กับการล้างผลาญระหว่างกันของคนไม่กี่คน...ที่ทรงอิทธิพลในทางการเมือง อีกนานแค่ไหน...เรื่องชั่วเรื่องเลวทั้งหลาย...ถึงจะจบสิ้นกันเสียที...อีกกี่ปี...พวกท่านถึงจะคืน...ความมั่งมีศรีสุขและความอยู่ดีกินดีให้กับ...ประชาชนพลเมืองของท่าน...ผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจนั้นอย่างกดขี่

...ปราศจาคความเมตราปราณี...ยังไม่เคยมีใครรั้งอำนาจนั้นไว้ได้...รัฐบาล...จะต้องไปได้ในทุกสถานที่ในประเทศที่ตนเป็นรัฐบาล...รัฐบาลประชาธิปัตย์...ปัญหาแรกของท่านในขณะนี้...คือปัญหาการปกครอง...ไม่ใช่เศรษฐกิจ...รัฐบาลประชาธิปัตย์...เงินกู้ล้านๆของท่าน...หยุดสงครามกลางเมืองไม่ได้

รัฐบาลประชาธิปัตย์...คนไม่เข้าประเทศนั้นชาติไม่ล่ม นั่นก็ใช่...แต่สงครามใหญ่ใต้อำนาจของท่าน...มันจะแบ่งแผ่นดิน...กว่าสงครามกลางเมืองของชนเผ่าญาวน...จะสิ้นสุดเมื่อ 30 เมษายน 2518...ประชาชน 4 ล้านคน ...ตาย...อย่าให้ 10 เมษายน 2553 เป็นการเริ่มต้นของสงครามกลางเมืองของคนเผ่าไทย

ปีที่ 6 (3)

ที่มา บางกอกทูเดย์


6 ปีที่อยู่กับหายนะ หากเป็นประเทศอื่นๆ ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า...ประเทศนั้นจะพบกับความเปลี่ยนแปลงที่มากมายมหาศาล 6 ปีแห่งความวุ่นวาย...ความกินดีอยู่ดีของประชาชนจะมีปัญหา...ในฝรั่งเศสในรัสเซีย...ข้าวจะหมดไปจากไร่...ทำให้ขนมปังไม่พอสำหรับประชาชน... 6 ปี...ที่ประเทศเต็มไปด้วยการต่อสู้เพื่อเอาแพ้เอาชนะกันในทางการเมือง...ประชาชนจะเปลี่ยนไป...พวกเขาจะโหดร้ายไร้เหตุผล...พวกเขาจะรับความรุนแรงโดยง่าย...และจะตอบกลับด้วยความรุนแรงที่มากกว่า... 6 ปี...ที่ทุกๆ แผ่นดินมี 2 รัฐบาล

...สงครามกลางเมือง จะต้องอุบัติขึ้นมา...และหากว่า...ยังไม่สามารถยุติมันลงให้ได้... สงครามกลางเมืองจะใหญ่ขึ้น...แผ่นดินจะแยกตัว ทางออกและหนทางแก้ไข...ทั้ง 2 ฝ่ายจะต้องหาจุดร่วมให้พบ...แล้วกำหนดผลประโยชน์ที่เป็นกลางขึ้นมา...อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ...ทำถูกแล้ว ที่ตัดเวลาของการเป็นรัฐบาลลงในทันที 1 ปี

...แกนนำเสื้อแดงทำผิดที่ปฏิเสธและเรียกร้องมากขึ้น สิ่งที่รัฐบาลหยิบยื่นให้...จึงกลายเป็นความเห็นที่แตกต่างระหว่าง...สายพิราบ กับสายเหยี่ยว ในแกนนำเสื้อแดง สายพิราบเห็นว่า...เสี่ยงเกินไปที่จะเรียกร้องเพิ่ม...และเป็นอันตรายต่อการสนับสนุนจากประชาชน... รัฐบาล...จะเข้าสู่การหาเสียงเลือกตั้ง...กับ

ข้อหาล้อมปราบและสังหารประชาชนไม่ได้...เขาจึงต้องสานต่อภารกิจ...สายเหยี่ยวมองไม่เห็นมุมนี้... 6 ปีจนถึงวันนี้...ในประเทศนี้ไม่มีใครได้กำไร...แต่ละวันแห่งหายนะ กัดกร่อนทุกสถานะ ไม่ต่างไปจากปลวกที่กัดกินเนื้อไม้...มีแต่ผิวนอกจะยังคงสภาพ... จิตใจแห่งความเป็นชาติ...แตกตัวออกจากกัน

...เศรษฐกิจพังพินาศ...เงินบาทไร้ค่า...สำหรับคนต่างชาติ...ประเทศไทยไม่ใช่สถานที่สำหรับการท่องเที่ยวและลงทุน คนได้กำไรนั้นมีอยู่...แต่ไม่ได้อยู่บนแผ่นดินนี้...ชาติที่ได้กำไรนั้นมีอยู่ แต่ไม่ใช่ชาติไทยชาตินี้...ใครคนได้กำไร??...แต่ชาติที่ได้กำไรคือ...ประเทศร่วมภูมิภาค

จับตา ปชป. ปรับทัพ!

ที่มา บางกอกทูเดย์



เสร็จสิ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีรายบุคคลของพรรคฝ่ายค้านแม้ผลโหวตนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย จะได้รับเสียงสนับสนุน “ผ่านฉลุย” ทำให้รัฐบาล “นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ยังคงได้สิทธิบริหารประเทศไปอีกพักใหญ่ แต่จะต้องฝุ่นตลบกับการปรับคณะรัฐมนตรีตามมา โดยในส่วนของ พรรคร่วมรัฐบาล เริ่มจาก “พรรคภูมิใจไทย” ยืนยัน ไม่ขอใช้สิทธิเปลี่ยนตัวรัฐมนตรี

เช่นเดียวกับ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมชาติพัฒนา และ พรรคขนาดเล็ก 5 เสียง อย่างพรรคกิจสังคม ทั้ง 3 ค่ายพอใจในสิ่งที่ได้รับในวันนี้ โดยเฉพาะ “ผู้มีบารมีเหนือพรรค” ทั้ง นายบรรหาร ศิลปอาชา นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ หรือ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ที่ควบคุมกิจการได้เบ็ดเสร็จอยู่แล้ว แต่ที่เป็นปัญหา

และน่าจะมีการเปลี่ยนแปลง คือ “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ที่แตกแยกเป็น 3-4 กลุ่มก๊กในพรรคและแก่งแย่งช่วงชิงอำนาจภายในอย่างต่อเนื่อง ครั้งนี้อาจมีบางกลุ่มแตะมือกันเดินเกมยึดคืนโควตาจากอีกกลุ่มมาครอบครอง หรืออาจหลุดจากการร่วมรัฐบาล หลังมีปัญหาการโหวตให้รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทยที่ถูกฝ่ายค้านอภิปราย

จนทำให้พรรคภูมิใจไทยยื่นคำขาด ให้นายกรัฐมนตรี และพรรคประชาธิปัตย์ เลือกระหว่างพรรคภูมิใจไทยที่มี 46 เสียงและพรรคเพื่อแผ่นดินที่มี 14 เสียง ภายในสัปดาห์นี้ ขณะเดียวกันก็มองข้ามไม่ได้ สำหรับการปรับเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเบื้องต้นมีสัญญาณมาแล้วนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

จะรื้อหลายจุด โดยเฉพาะหน่วยงานสำคัญๆ โดยก่อนหน้านี้ มีความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ล้มเหลวในการควบคุมสื่อ ซึ่งที่ผ่านมาเห็นได้ชัดว่า…สื่อสังกัดรัฐไร้ประสิทธิภาพ นอกจากไม่สามารถสร้างความเข้าใจ นำเสนอข้อมูลข่าวสารแข่งขันกับสื่อกลุ่ม นปช.ได้

ยังไม่สามารถควบคุมดูแลสื่อต่างๆ ที่นำเสนอข้อมูลยั่วยุปลุกปั่นทั้งทีวีผ่านดาวเทียม วิทยุชุมชน รวมทั้งการประสานงาน กับกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือไอซีที ที่มี ร้อยตรีหญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี นั่งเก้าอี้โควตาพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ จนไม่สามารถควบคุมสื่อประเภทออนไลน์ เว็บไซต์

อินเทอร์เน็ตต่าง ๆได้ ทั้งนี้ ผู้ที่จะมาแทนในเก้าอี้นี้มีอยู่ในใจนายอภิสิทธิ์แล้ว และคงผ่านการพิจารณาอย่างถ้วนถี่ เพราะนายกรัฐมนตรีเห็นความสำคัญของรัฐมนตรีที่จะมาดูแลสื่อซึ่งต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ที่สำคัญ เข้าใจในการบริหารกิจการงานสื่อ ที่ต้องทำงานได้ทันกับสถานการณ์ที่แหลมคม

ในภาวะบ้านเมืองเกิดความแตกแยกแบ่งฝักฝ่าย นอกจากนี้ รัฐมนตรีใหม่ที่ต้องแลกโควตาภาคเข้ามา ทั้ง นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รองหัวหน้าพรรคภาคกลาง และ นายนิพิษฐ์ อินทรสมบัติ ที่อกหักผิดหวังจากการพลาดเก้าอี้ ในคณะรัฐมนตรีครั้งที่แล้ว ต้องรอชี้ขาดว่าจะเข้าแทนที่ นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

หรือ นายธีระ สลักเพชร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ขณะที่เก้าอี้โควตากรุงเทพมหานคร นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตโฆษกพรรคที่รับใช้งานส่วนรวมของค่ายพรรคประชาธิปัตย์มานานรอคำสั่งเบียด คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช หลุดจากเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี

ดังนั้น ต้องจับตาการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะปรับเล็กหรือปรับใหญ่และแม้การปรับคณะรัฐมนตรีจะไม่มีผลกับอายุรัฐบาลที่เหลือการบริหารประเทศประมาณ 1 ปีก็ตาม แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เป็นการปูทางสำหรับ “การเลือกตั้งครั้งใหม่” ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต!

ชาญชัย! นายแน่มาก

ที่มา บางกอกทูเดย์



การเกาะเกี่ยว จับมือกัน ด้วยผลประโยชน์เฉพาะหน้า คงเป็นได้เพียงความสัมพันธ์ที่เปราะบางเท่านั้น ยิ่งหากเจอความสัมพันธ์ประเภท จ้องหาผลประโยชน์ใส่ตัว จ้องเอาดีใส่ตัวโยนชั่วให้คนอื่น หรือแม้กระจ้องเอาภาพลักษณ์ของอีกฝ่ายมาเป็นยาฟอกขาวให้สังคมเลิกยี้เลิกส่ายหน้า สุดท้ายเมื่อผลประโยชน์ขัดกันก็ยากจะไปด้วยกันได้อย่างราบรื่นแน่ วันนี้แม้ผลการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล อีก 5 คนของพรรคฝ่ายค้าน แม้ว่าจะไม่สามารถชนะโหวตได้ เพราะมีเสียงน้อยกว่า แต่ก็สามารถ

สร้างแรงกระเพื่อมได้เต็มๆ 3 ดอก ดอกแรก ก็คือ ความรู้สึกของสังคม ความรู้สึกของประชาชน จากที่ได้รับฟังข้อมูลอีกด้านหนึ่งจากฝ่ายค้าน หลังจากที่ต้องทนรับรู้แต่ข้อมูลของ ศอฉ. ผ่านทางช่องหอยม่วงเป้นหลักมาระยะหนึ่ง การอภิปรายจึงเป็นเหมือนการเปิดโลกอีกด้าน พลิกเหรียญอีกด้านขึ้นมาให้เห็น...

ซึ่งบางกอก ทูเดย์ ก็ได้พร่ำติงเตือน นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯมาตลอดว่า อะไรที่ยิ่งปิดๆบังๆคนยิ่งอยากดูอยากรู้ และในวันที่ได้รู้ความจริง ก็ให้ระวังไว้ว่า ความรู้สึกมันจะพลิกผัน ส่วนดอกที่ 2 ก็คือ ความสัมพันธ์ระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกันเอง ก็จะอยู่ในอาการพะอืดพะอม

เนื่องจากตลอดมาจะเห็นว่า พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ถือเป็นคีย์แมนหลักในการดับเครื่องชนกับการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ไปจนกระทั่งเกิดการสลายการชุมนุม ซึ่งหากสังเกตุให้ดีให้ลึกๆ นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ

ควรจะเห็นอาการของพรรคร่วมรัฐบาล ที่เล่นบท...เชียร์เสียงดัง หน้าแดง แต่แรงไม่ออก...คอยอยู่แต่ข้างหลัง ปล่อยให้นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ไปตายเอาดาบหน้าเพียงลำพังโดยเฉพาะอย่างยิ่ง นักการเมืองรุ่นเก๋าอย่างนายบรรหาร ศิลปอาชา ผู้กุมกลไกพรรคชาติไทยพัฒนาตัวจริงนั้น พลิ้ว เต้น ติ๊ดชึ่ง

ไม่ได้ดาหน้าเข้าลุยคนเสื้อแดงเหมือนกับนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพเลยสักนิด พรรคร่วมรัฐบาลก็เลยไม่โดนข้อหามือเปื้อนเลือดเหมือนที่นายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพโดนกระหน่ำ นายบรรหาร โดนด่าก็แค่ว่า ปลาไหลอีกแล้ว... ซึ่งก็ไม่ได้สะดุ้งสะเทือนหรือเปลืองตัวอะไรเพราะสังคมนั้นรู้อยู่แล้วว่า นายบรรหารนั้น “ปลาไหลตัวพ่อ”อยู่แล้ว

สำหรับดอกที่ 3 ที่รุนแรงที่สุดก็คือ ผลคะแนนโหวตที่ออกมาแบบไม่รักษาหน้ารัฐบาลเลยสักนิด เพราะถ้านับรวมจำนวนคะแนนของรัฐบาลทั้งหมด ก็คือ 275 เสียง แต่สูงสุดที่ได้คะแนนก็คือนายอภิสิทธิ์ ที่ได้ 246 เสียง น้อยที่สุดก็คือ นายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่ได้แค่ 234 เสียง

ยังดีนะว่า ไม่ได้นับกึ่งหนึ่งของจำนวนส.ส.ทั้งสภาที่มีอยู่ 475 เสียง ซึ่งจะต้องหมายถึง 238 เสียง แต่ว่านับกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ที่เข้าประชุม นายโสภณ กับนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จึงรอดเฉียดฉิว เช่นเดียวกับนายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ที่ได้ 239 เสียงก็ผ่านแบบหวุดหวิดเหมือนกัน แต่ผลคะแนนเช่นนี้แหละที่ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลมองหน้ากันไม่ติดทันที เพราะคะแนนสนับสนุนหายยังไม่เท่าไหร่ แต่คะแนนไม่ไว้วางใจยังเพิ่มขึ้นด้วยนี่สิ ทั้งนายโสภณ นายชวรัตน์ และนายกษิต แทบจะเอาหน้าตั้งบนบ่าโดยไม่ต้องหาอะไรมาบิดๆบังๆได้ลำบาก

ก็คะแนนไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ คือ 186 เสียง นายสุเทพ ไม่ไว้วางใจ 187 เสียง แต่นายกษิต โดนไม่ไว้วางใน 190 เสียง ในขณะที่นายชวรัตน์ ถูกไม่ไว้วางใจ 194 เสียง ยิ่งนายโสภณออกทะเลเลย เพราะเสียงไม่ไว้วางใจมีมากถึง 196 เสียง นี่รักษาหน้ากันโดยไม่บวกคะแนนงดออกเสียง และไม่ลงคะแนนเสียงแล้วนะ

ไม่งั้นคงได้หน้าชากันมากกว่านี้อีก คะแนนแบบนี้ไม่แปลกที่ พรรคภูมิใจไทย ที่มีนายชวรัตน์ เป็นหัวหน้าพรรค และมีนายเนวิน ชิดชอบ “ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ” ทำหน้าที่เป็นซีอีโอตัวจริงที่ตัดสินใจในทุกเรื่อง แม้ว่าจะถูกศาลสั่งให้เว้นวรรคทางการเมือง 5 ปี ก็ตาม... ต่างพากันเต้นเร่าๆด้วยความคั่งแค้น ยิ่งพบว่า

คะแนนที่ฉีกหน้าภูมิใจไทยให้สังคมได้รับรู้ครั้งนี้ มาจากพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ลงคะแนนไม่ไว้วางใจนายโสภณ ถึง 14 เสียง และไม่ไว้วางใจนายชวรัตน์ 10 เสียง คะแนนโหล่เปรตอย่างนายโสภณ ย่อมต้องแค้นจัด ออกมาซัดเต็มๆว่า “ขาดมารยาท” แถมยังขู่ด้วยว่า จากนี้ไปการทำงานร่วมกันในรัฐบาล

แม้ทำได้ แต่คงไม่ราบรื่น... ต้องใส่หน้ากากเข้าหากัน ที่สำคัญทั้งนายเนวิน กับนายชวรัตน์ถึงกับออกมาขีดเส้นตาย 1 สัปดาห์ ให้นายอภิสิทธิ์ ตัดสินใจเลือกระหว่าง พรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน... ประกาศชัดกันแบบสิ้นเยื่อใย จะไม่สิ้นเยื่อใยได้อย่างไร เพราะนอกจากจะลงคะแนนไม่ไว้วางใจกันแล้ว

พรรคเพื่อแผ่นดินยังมีความเห็นว่า นายอภิสิทธิ์ ควรจะดึงเอากระทรวงมหาดไทย และกระทรวงคมนาคม ออกมาจากการกำกับดูแลของพรรคภูมิใจไทยด้วย เป็นข้อเสนอทุบหม้อข้าว เผาอู่ข้าวอู่น้ำกันแบบซึ่งๆหน้า จะไม่ให้นายเนวิน และพรรคภูมิใจไทยแค้นจนกระอักเลือดได้อย่างไร ถึงขนาดรู้สึกว่า

ฟ้าอุตส่าห์ส่งให้นายเนวินมากอดเอวนายอภิสิทธิ์กลับมามีบารมีทางการเมืองได้ หลังถีบหัวส่งพรรคไทยรักไทยแบบไม่มีเยื่อใยไปแล้ว อะไรๆก็น่าจะฉลุย แต่ทำไมฟ้าจึงส่งให้ ว่าที่ รต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี แห่งพรรคเพื่อแผ่นดิน มาทำให้สะดุดจนคะมำเช่นนี้ด้วย ทั้งๆที่จริงๆแล้ว นายเนวิน กับ ว่าที่ รต.ไพโรจน์

ก็เคยมีวีรกรรม(ที่น่าจะเรียกว่าวีรเวร)“กลุ่ม 16” ที่โด่งดังในอดีตมาด้วยกันแท้ๆ... แต่ก็กลายเป็นรู้เชิง หรือไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ จนเมื่อบาดหมางแล้ว ก็เลยไม่มีใครด้อยกว่าใคร แต่ที่แน่ๆงานนี้ นายเนวิน ด้อยกว่าเยอะ เพราะเจอสอนมวยทางการเมืองด้วยคะแนนไว้วางใจบ๊วยและรองบ๊วย แถมไม่ไว้วางใจมากที่สุดแบบนี้...

แต้มต่อในสนามการเมืองหล่นวูบไปเลยในสายตาของสังคม เลือกตั้งเที่ยวหน้าถ้าพรรคภูมิใจไทยไม่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนซีอีโอ เปลี่ยนหัวหน้าพรรค ไม่รู้ว่าจะได้สักกี่เก้าอี้ เพราะแผลลึกจากการสลายการชุมนุมในจิตใจของคนในพื้นที่ภาคเหนือภาคอีสาน ก็มีการเอาปูนหมายหัวภูมิใจไทยไว้ด้วยแล้วเช่นกัน

นายเนวิน ซึ่งเก๋าเกมการเมืองอย่างยิ่ง ย่อมรู้ซึ้งถึงสถานการณ์เป็นอย่างดี ถึงได้ขีดเส้นให้นายอภิสิทธิ์ ต้องเป็นฝ่ายวิ่งวุ่นบ้าง ว่าจะเลือกรักใครกอดใคร?? ซึ่งลำพังด้วยประสบการร์การเมืองอย่างนายอภิสิทธิ์ ที่ยังไม่เก๋าเกมพอ ก็ต้องโยนต่อไปให้นายสุเทพ ช่วยเล่นบท เทพประทานให้อีกหน ช่วยเป็นกาวใจระหว่างพรรคภูมิใจไทย

กับพรรคเพื่อแผ่นดินให้หน่อย ลดแรงกดดันได้มากเท่าไหร่ ก็เท่ากับยืดลมหายใจให้กับรัฐบาลได้นานเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ จึงได้กำชับนายสุเทพ เร่งประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาลให้ได้ข้อยุติโดยเร็ว ส่วนจะหมายถึงการตัดสินใจครั้งนี้ ต้องมีพรรคการเมืองหนึ่งพรรค ออกจากการร่วมรัฐบาลหรือไม่ อันนี้น่าคิด

เพราะนายอภิสิทธิ์ เลี่ยงที่จะพูดชัดเจน แต่ออกตัวว่าให้นายสุเทพ ไปคุยให้เรียบร้อยก่อนว่าจะเอาอย่างไร เนื่องจากลึกๆล้วนรู้ดีว่า ปมคาใจของพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ที่ไม่ใช่แค่เฉพาะพรรคเพื่อแผ่นดินเท่านั้น ที่ไม่แฮปปี้กับพรรคภูมิใจไทย ก็เพราะนายเวินนั้นคะนองในเพาเวอร์มากไป จนกดปุ่มทั้งกระทรวงคมนาคม

ได้โปรเจคท์ได้งบประมาณมาอื้อซ่า ในขณะที่พรรคอื่นๆได้น้อยกว่าเยอะ แถมยังกดปุ่มกระทรวงมหาดไทย ข้ามหัวนายชวรัตน์ในเรื่องโยกย้ายแต่งตั้งข้าราชการจนป่วนไปหมด ถึงขั้นข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยเสียดสีว่า “ยุคนี้หากใครไม่จบสยาม แล้วไม่ผ่านเนฯโยกย้ายไม่มีวันได้ดี”

นี่คือบาดแผลลึกในพรรคร่วมรัฐบาล ที่ไม่แน่ใจว่านายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ จะสามารถเยียวยาบาดแผลได้เพียงใด แต่ที่น่าจับตามองก็คือ ในขณะที่ในพรรคภูมิใจไทยแค้นจนเต้นเร่าๆ ในขณะที่นายสุเทพต้องวิ่งพล่านในฐานะผู้จัดการรัฐบาล และนายอภิสิทธิ์ต้องรับเผือกร้อนไปเต็มๆกับการที่ต้องซื้อเวลาให้รัฐบาลไม่ล่ม

หรือไม่ต้องยุบสภาก่อนสิ้นปีนี้ ปรากฏว่า สังคมกลับปรบมือให้ นายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน แบบดังสนั่น กับผลการลงคะแนนไม่ไว้วางใจรอบนี้ จนกลายเป็นขวัญใจของคนรักประชาธิปไตยที่แท้จริงไปเลย เพราะก่อนหน้านั้น นายชาญชัย ได้มีการออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ให้เอกสิทธิ์

ส.ส.ในการโหวต หากรัฐมนตรีคนใด ชี้แจงไม่เคลียร์ก็ไม่ต้องโหวตให้ ไม่เพียงเป็นประชาธิปไตยเต็มใบ แต่ยังเป็นการให้ดุลพินิจในการโหวตตามเนื้อผ้าอีกด้วย ต้องบอกว่างานนี้นายชาญชัย... นายแน่มาก เพราะได้คะแนนไปเต็มๆในสายตาประชาชน

Wednesday, June 2, 2010

ผมเชื่ออย่างนั้น

ที่มา บางกอกทูเดย์


มีประโยคหนึ่งพูดไว้ว่า.. ถึงเราไม่ยุ่งกับ “การเมือง”..“การเมือง”นั่นแหละจะต้องมายุ่งกับเราอยู่ดี เพราะเราไม่ใช่มนุษย์ในยุค“โลกล้านปี” อย่างในอดีต..ที่อยู่กันแบบต่างคนต่างอยู่“หมดสิ้นอายุขัย”ก็ตายจากกันไป ในเมื่อเราได้เกิดขึ้นมา ในโลกของปัจจุบัน..ดังนั้น“ความเป็นอยู่”ก็จะต้องแปลกเปลี่ยนไปเช่นกัน..ด้วยการมี “ผู้ปกครอง” มาสร้าง“ระบบ”ความเป็นอยู่ให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตในปัจจุบันและออกกฎหมายเป็นกฎ/กติกา/ระเบียบให้ จาก “การบ้าน” ที่อยู่กันแบบครอบครัวเล็กๆ..ก็ต้องโดดขึ้นไปเป็น

“การเมือง”เพื่อการรวมเป็นชาติที่ใหญ่ขึ้น “ผู้ปกครอง” หรือที่เราคัดสรรมาจาก “การเมือง” ก็จะมีทั้ง “ดี”และ “เลว”แตกต่างกันไป.. และจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเสนอหน้ามา..ด้วยคำว่า “รับใช้ประชาชน”!! ตรงนี้แหละ..ที่เราๆท่านๆจะมีโอกาสได้ “กาบัตร” เพื่อเลือกสรรหาคนหรือ พรรคการเมืองที่คิด

ว่าดีที่สุด สำหรับเรา..มาดูแลเรา.. เพื่อเป็น“ตัวแทน-ปากเสียง” แทนเรียกว่าระบบ“ประชาธิปไตย”!! ไม่นับ “ผู้ปกครอง”ที่มาจาก ปลายปืนของทหารที่ปฎิวัติยึด“อำนาจรัฐ”มาบริหารเสียเองอย่างที่เราได้ประสพและพบเห็นมาตลอดชีวิต!! ดังนั้นเสียงของ“ประชาชน” คือ“เสียงสวรรค์”สำหรับนักการเมืองที่แท้จริง!!

ไม่ว่า รัฐบาลของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะ“ยุบสภา”ก่อน หรือ จะอยู่จน“ครบเทอม”ในที่สุดก็จะต้องถึงปลายทางของมัน.. นั่นคือ ได้เวลาที่จะต้อง“หย่อนบัตร”เลือกตั้งกันใหม่..ควานหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฏร เพื่อนำส่งเข้า “สู่สภา”อันทรงเกียรติ!! และเชื่อว่า หากมีการ “เลือกตั้งใหม่”ในครั้งหน้า เราคงได้เห็น ประชาชน

หลั่งไหลออกมาเพื่อ “คัดเลือก-ค้นหา” ผู้แทนของเขาอย่างถล่มทลาย!!เพราะ“ประชาชน” ทุกภาคส่วนของประเทศ ได้ รับรู้ ซึมซับ ว่า “สิทธิ”ของเขานั้น มันมี “คุณค่ามหาศาล”เพียงใด กับเหตุการณ์ที่ผ่านมา ใครจะเลือกใครผมไม่รู้..แค่ “สังหรณ์ใจ”ว่า ประชาชนต้องออกจากบ้านเข้า“คูหาเลือกตั้ง”มากเป็นประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน..ผมเชื่ออย่างนั้น!!

ยกสอง

ที่มา บางกอกทูเดย์


อัดกัน “มันหยด” สำหรับบทบาทนักการเมืองซึ่งเป็นตัวแทนประชาชนทั้ง “ฝ่ายค้าน” และ “ฝ่ายรัฐบาล” บนเวทีสภาฯ โดยเฉพาะการอภิปราย “ไม่ไว้วางใจรัฐบาล” ครั้งนี้...ถือเป็น “ยกที่สอง” ของการต่อสู้ทางการเมืองของ “กลุ่มคนเสื้อแดง” ยกแรก คือ การนำมวลชนออกมาขับเคลื่อนเพื่อส่งสัญญาณให้ “ผู้มีอำนาจ” ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องให้ปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นธรรม ยกสอง คือ การให้นักการเมืองที่พวกเขา “ไว้วางใจ” ทำหน้าที่ชี้แจงและตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลในสภาฯ “คนเสื้อแดง” หวังว่า...เวที

สภาฯ จะกลายเป็นห้องโถงใหญ่แห่งการเรียนรู้ที่สามารถใช้ “เปิดโปงความเป็นจริง” เปิดให้เห็นทั้งภาพ...เปิดให้เห็นทั้งเสียง...รวมถึงเปิดให้เห็นพฤติกรรมและอากัปกิริยาของ “คณะทำงาน” รัฐบาลประชาธิปัตย์ว่าพวกเขาจะยังคง “บริหารราชแผ่นดิน” ต่อไปได้หรือไม่?ข้อมูลหลากหลายที่ “ฝ่ายค้าน” นำมาแสดง

และ “ซักฟอก” รัฐบาลเป็นฉากๆ โดยเน้นไปที่คำสั่งการ “ขอคืนพื้นที่” จนมีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ถือเป็น “อาวุธหนัก” ที่รัฐบาลต้องหาวิธี “โต้ตอบ” ด้วยเหตุผลที่หนักแน่น และต้อง “โน้มน้าวใจ” ให้ประชาชนเชื่ออย่างสนิทใจไม่แพ้กัน สังเกตุเห็นกันหรือไม่ว่า...ประเด็นที่มีการพูดถึง “พลซุ่มยิง” ทำให้รัฐมนตรี

(บางคน) ถึงกับ “พูดเสียงสั่น” แม้พยายามตั้งสมาธิให้พูดโต้ตอบด้วย “น้ำเสียงที่เข้มแข็ง” จึงไม่แปลกที่การอภิปรายจะเกิด “เหตุขัดข้อง” นานัปประการ...ทั้งสัญญาณโทรทัศน์ที่ขึ้น “จอดำ” ในหลายพื้นที่ รวมไปถึงข้อตำหนิติติงในเรื่อง รูปถ่ายที่นำมาโชว์...คลิปที่นำมาโชว์ ไม่มี “การซูมขยายใหญ่” เหมือนเช่นทุก

ครั้งที่ผ่านมา ผมคิดว่าทุกอย่างเป็นขั้นตอนการ “ต่อสู้” ด้วยยุทธวิธีที่ “ไม่เลือกวิธีการ” เพื่อให้ฝ่ายตนได้รับ “ความชอบธรรม” มวยมี 15 ยก...แต่ระฆังเพิ่งลั่นยก 2 อย่าตัดสินว่าใครเป็นผู้แพ้-ชนะกันตอนนี้ ที่ผ่านมา...ประชาชนทุกคนรู้มิใช่หรือ?? พวกเขาไม่ได้ต่อสู้เพียงลำพังกับเป้านิ่งหนึ่งเดียวคือ “รัฐบาลพรรคประ

ชาธิปัตย์” เพราะหากคิดจะ “น็อกในหมัดเดียว” อย่างเช่นที่ “ราชประสงค์” พวกเขาเองจะเป็นฝ่ายที่โดนซัดน่วมน็อกคาเวที มันต้องค่อยๆ นวด ค่อยๆ บีบ สุดท้ายก็เค้นคลึงตีเข่าเข้ากลาง “กล่องดวงใจ” รับรอง “เสียวไส้หน้าเขียว” จนแทบสูญพันธุ์!

ปีที่ 6 (2)

ที่มา บางกอกทูเดย์


เปิดเผย...และรับรู้โดยปราศจากการปฏิเสธ...ปฏิวัติ 19 กันยายน 2549 ไม่ใช่...เพราะเกรงว่า...ม็อบกับม็อบจะเผชิญหน้ากัน... แต่เป็นวิวัฒนาการสืบเนื่องและต่อเนื่องของกลุ่มบุคคล...ที่ไม่ปรารถนาจะให้ ทักษิณ ชินวัตร...ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี...และจนถึงบัดนี้...แม้ว่ากลไกทางการเมือง...จะล้ม ทักษิณ ชินวัตรไปแล้ว...แต่ก็ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาดสิ่งที่คาดหมายไว้...แต่ไม่คิดว่ามากมายเกินคิดก็คือ...ประชาชน

ประชาชน...ที่ฝักใฝ่ในระบอบประชาธิปไตย...ปฏิเสธพรรคการเมืองอื่นและยืนกรานกับพรรคการเมืองของเขา...ทักษิณ ชินวัตร ไม่อยู่...แต่พรรคของเขาชนะการเลือกตั้ง การต่อสู้จึงนับหนึ่งกันใหม่ แต่ประเทศวอดวายไปแล้ว 4 ปี...ประชาชนประชาชี...หมดวิธีทำมาหากิน...ไม่มีอะไรเปลี่ยน...วิธีการก็ไม่

มีอะไรใหม่...เคยนับหนึ่งกันมาอย่างไร...ก็เริ่มนับกันไปอย่างนั้น...บ้านเมืองก็กลับไปอย่างเก่า...ประชาธิปไตยเป็นเพียง...คำกล่าวอ้าง...รัฐบาล...เป็นได้แค่ลูกฟุตบอลในตีนม็อบ...ไม่ว่าจะเป็น ม็อบเหลืองหรือม็อบแดง หรือม็อบสารพัดสี...หายนะยังก้าวย่างต่อไป...รัฐบาลของ ทักษิณ ชินวัตร...อัปปาง

ครั้งแล้วครั้งเล่า...กับกลไกที่รัฐธรรมนูญปฏิวัติวางไว้...วิกฤติการณ์ของทั้งสองฝ่าย...ยังไม่มีใครแพ้ใคร...ต่างฝ่ายต่างรู้...ว่าหากเลือกตั้ง...ฝั่งทักษิณก็จะกลับมา...ไม่ว่าจะมีเขาหรือไม่.. ก็แปลว่า...จนถึงปลายปี 2554...ไทยกับไทย จะรบกันเป็นปีที่ 8 แล้วก็จะนับหนึ่งกันใหม่...ตราบเท่าที่คะแนนในหีบเลือกตั้ง ยังเป็น

ของ ทักษิณ... และดูเหมือนว่า...ยิ่งสู้กันนาน...ฝั่งประชาชนของทักษิณ...ก็ยิ่งแน่นหนา...นั่นแปลได้ว่า...หายนะข้างหน้า...จะมากมายและสาหัสกว่าในอดีต... ถึงเวลาหรือยัง...คืนความเป็นจริงให้กับประเทศไทย...ผู้ชนะในการเลือกตั้ง...เป็นรัฐบาล...ปล่อยวางประเทศไทย...อย่าให้ประเทศมันตายก่อนลมหายใจพวกเราสิ้น..