WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, June 6, 2010

ถอดรหัสสวนโมกข์ รหัสธรรมแห่งชีวิต

ที่มา ไทยรัฐ

เหนือซุ้มประตูเข้าวัดธารน้ำไหล มีเสาปักอยู่ 5 ต้น ต้นกลางสูงจากนั้นไล่ระดับลงมา เสา 5 ต้นนี้บอกอะไร

ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับสัญลักษณ์นี้ ท่านพุทธทาสบอกไว้ว่า "มาจากอมราวดี วิหารอมราวดีทุกแห่งแม้ที่บูชาพระพุทธรูปจะมีขีด 5 ขีดอยู่ข้างหลัง ผมชอบคำว่า 5 ก็เลยเอามาเป็นเสา 5"

ความหมายของเสา 5 ของท่านพุทธทาส ต่างจากเสาร์ห้าที่เคยเป็นภาพยนตร์อันโด่งดัง และฤกษ์งามยามดีทางโหราศาสตร์ อย่างแน่นอน ท่านบอกรหัสไว้ว่า "แทนได้หลายอย่าง ละเสีย 5 คือนิวรณ์ 5 ประพฤติ 5 คือพละ 5 อินทรีย์ 5...ยังมี 5 อื่นๆอีกแยะ"


ท่านสรุปไว้ว่า "คนอื่นตีความอย่างไรก็ตามใจเขา เรานึกๆอยู่ในใจของเราว่า อินทรีย์ 5 พละ 5 จะตรงที่สุด ที่อมราวดีในอินเดียสมัยโน้น เขาอาจจะหมายถึงพระเจ้า 5 องค์ก็ได้"

ริมกรอบประตูที่เสา 5 ต้นปักขึ้นไป ด้านซ้ายและขวามีภาพนกฮูก ภาพนี้มิเพียงลวดลายประดับ แต่ยังต้องการให้พุทธศาสนิกชนตระหนักถึงธรรม


"นกฮูกคนใต้ถือว่าเป็นสัตว์อัปมงคล แต่ท่านพุทธทาสกลับเห็นว่า คือสัญลักษณ์ของนักปราชญ์ สอนให้รู้จักฟังให้เต็มหู ดูให้เต็มตา พูดจาให้แหลมคมเหมือนนักปราชญ์"

รหัสธรรมในสวนโมกข์ เตะตาให้มอง สะกิดใจให้คิดตั้งแต่ ลอดซุ้มประตูเข้าไป เรื่อยเข้าไปตามจุดต่างๆของวัด คนที่สนใจ ใคร่ครวญธรรม ก่อนเข้าประตูก็พบปริศนาให้คลี่ เพื่อทวีปัญญากันแล้ว
อาจารย์นุ้ย

อาจารย์นุ้ย



พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี ถึงกับฟันธงกับคณะเรียนรู้ธรรม ตามรอยพุทธทาส ของ อสมท และหอจดหมายเหตุพุทธทาสฯ คราวไปเยือนว่า เพียงแค่ประตูท่านพุทธทาสก็น็อกคนด้วยธรรมแล้ว

วัดธารน้ำไหล เป็นสวนหนึ่งของสวนโมกขพลาราม ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ตำบลเลม็ด อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ละวันพุทธศาสนิกชนเข้าไปเยี่ยมเยือนไม่น้อยกว่า 1,000 คน

เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล ปัจจุบันคือ พระภาวนาโพธิคุณ หรือพระอาจารย์ โพธิ์ จุนฺทสโร วัยเฉียด 80 ปี แต่ยังแข็งแรง เป็นชาวจังหวัดสุราษฎร์ธานี ท่านเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของสวนโมกข์ ผู้เคียงบ่าเคียงไหล่มากับท่านพุทธทาสตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง

"อาตมาบ้านอยู่เกาะสมุย ท่านพุทธทาสให้มาอยู่ช่วยงาน" แล้วก็อยู่ เรื่อยมา จนได้เป็นเจ้าอาวาส ทั้งๆที่ "ไม่เคยตั้งใจเป็นเจ้าอาวาสเลย หลบหลีกมาตลอด แต่ท่านขอร้องให้เป็น กลายเป็นภาระที่หนักมาตลอด แต่ ก็พยายามฝึกฝน อดทน และเฝ้าสังเกต" ทำให้กิจการต่างๆผ่านมาด้วยดี

พระภาวนาโพธิคุณกล่าวในช่วงหนึ่งคราวแสดงธรรมเทศนา ณ ลานหินโค้ง ซึ่งเป็นธรรมศาลาธรรมชาติ มีเพียงพระพุทธรูปประดิษฐานอยู่ และแท่นไหว้พระเท่านั้น นอกนั้นใช้ฟ้าต่างหลังคา มีฝาเป็นแมกไม้ ใช้สายลมแทนพัดลมหรือแอร์อันฉ่ำเย็น
นพ.บัญชา

นพ.บัญชา



ท่านแสดงธรรมเทศนาต่อว่า เพราะมีพระพุทธเจ้า จึงมีพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เกิดขึ้น ทำให้เกิดพุทธบริษัทเต็มไปทั้งโลก พระองค์ท่านมีธรรมวินิจฉัยโลกได้อย่างแจ่มแจ้งไม่มีใครยิ่งกว่า

เราจะเห็นว่าการปกครองบ้านเมืองมีอยู่หลายระบอบ สมัยหนึ่งคอมมิวนิสต์จะครองโลก ถึงกับมีคนมาถามท่านพุทธทาสว่า คอมมิวนิสต์จะเป็นอันตรายต่อพระพุทธศาสนาหรือไม่ ท่านก็บอกว่าไม่หรอก พุทธศาสนาไม่ได้อยู่ที่การเมือง แต่อยู่ที่พุทธบริษัท

เดี๋ยวนี้การปกครองแบบคอมมิวนิสต์ก็ล่มสลาย แบบประชาธิปไตย หรือทุนนิยมอย่างอเมริกาปัจจุบันก็เจอวิกฤติถึงกับไปไม่รอด แต่พุทธศาสนายังดำรงอยู่ แถมยังมีคนศึกษาเพิ่มอยู่ทุกๆปี
อาจารย์โพธิ์

อาจารย์โพธิ์



เกิดเป็นคนไทย พระอาจารย์โพธิ์บอกว่าน่ายินดีที่ผืนแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ และมีพระพุทธศาสนาเป็นแนวทางประพฤติปฏิบัติตน แต่น่าเสียดายที่คนไทยไปหลงวัตถุตามฝรั่ง ซึ่งเอาเข้าจริงเขาก็ไปไม่รอดแล้ว

ดังนั้น ทางออกคือ ต้องชักชวนกันเข้าใจธรรมะ

แนวทางปฏิบัติพระอาจารย์บอกว่า ให้ยึดตามแนวของท่านพุทธทาสบอกไว้ 3 ประการ นั่นคือ การเข้าถึงหัวใจของศาสนาของตน การทำความเข้าใจระหว่างศาสนา เพราะในประเทศไทยมีหลายศาสนา เราจำเป็นต้องทำความเข้าใจเพื่อร่วมมือกัน ช่วยเหลือมนุษยชาติ ไม่ควรเปรียบเทียบเพื่อหาความแตกแยก

และประการสำคัญ ออกมาเสียจากอำนาจวัตถุนิยม เพราะวัตถุนิยมเป็นความรู้ที่ขาดสติปัญญา เป็นทาสตา หู จมูก ลิ้น กาย ต้องมีสติปัญญาใช้อายาตนะเพื่อการศึกษาให้วัตถุเพียงแต่รับใช้จิต ให้จิตอยู่เหนืออำนาจความสุขที่แท้จริงต้องอยู่เหนือวัตถุ
ว.วชิรเมธี

ว.วชิรเมธี



ท่านเน้นว่าเราต้องสู้กับมาร มารในศาสนามีหลายชนิด แต่พระพุทธเจ้าชนะมารได้ มารที่ยิ่งใหญ่คือกิเลส ถ้าเราชนะไม่ได้ เราก็เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าไม่ได้

เลยลานหินโค้ง หรือศาลาธรรมชาติทางทิศตะวันออกเฉียงใต้คือ โรงมหรสพทางวิญญาณ ด้านนอกมีภาพปูนปั้นเล่าเรื่องพุทธประวัติ ด้านในมีภาพปริศนาธรรม แต่ละภาพมีความหมายอย่างไร ถ้าดูเองแล้วไม่รู้เรื่องก็มีพระอาจารย์นุ้ย สมฺปนฺโน บรรยายให้เป็นวิทยาทาน

อย่างภาพชื่อ อยู่ให้เหมือนลิ้นในปากงู

ท่านอธิบายว่า ลิ้นในปากงูนั้น ไม่เคยถูกเขี้ยวงูที่เต็มไปด้วยพิษขบกัด หรือทำอันตรายได้เลย งูสามารถประคับประคองลิ้นให้ อยู่รอดปลอดภัยได้ แสดงว่ามันฉลาด ถ้าไม่ฉลาดมันคงถูกเขี้ยวพิษถึงตายได้

แล้วเราล่ะ จะอยู่อย่างไรที่ไม่ให้เขี้ยวโลกกัดเอา

พิจารณาภาพ ใคร่ครวญในหลักธรรม แล้วนำมาพิจารณาตัวเอง ใครที่เพิ่งไปเยือนสวนโมกข์ครั้งแรกๆย่อมเกิดความรู้ ความเข้าใจในตนเองและในธรรม ส่วนจะมากน้อยเพียงใดนั้น ขึ้นอยู่กับวุฒิปัญญาของแต่ละคนโดยแท้

หลังท่านพุทธทาสจากไป คนที่เข้าสวนโมกข์มากกว่าหรือไม่เพราะอะไร เรื่องนี้พระอาจารย์นุ้ยบอกว่า ภาพที่เห็นคือ คนที่เป็นเจ้าใหญ่นายโตอย่างรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ และคนสำคัญๆของประเทศนั้นลดลงไป แต่จำนวนของพุทธศาสนิกชนนั้นไม่ลด มีเพิ่มขึ้นมาเป็นจำนวนมาก

อาจเป็นเพราะว่า "ทุกข์ทำให้คนเกิดศรัทธา ครูบาอาจารย์ นักศึกษา นักเรียน เข้ามาศึกษาธรรมในสวนโมกข์เป็นอย่างมาก แต่ละวันนับเป็นพันคน บางวันอาตมาแทบไม่ได้พักเลย"

เมื่อถามว่า หลังจากศึกษาธรรมแล้ว ความรู้ ความเข้าใจที่ได้นั้นเป็นอย่างไร อาจารย์ยิ้มพลางกล่าวติดตลกว่า "ส่วนมากได้ไข่เค็ม"

ธรรมรสของท่านพุทธทาสนั้น อย่างไรก็เป็นอกาลิโก พร้อมชี้ทางสว่างทางสวรรค์ให้พุทธศาสนิกชนทั้งไทยและต่างประเทศ เช่น นพ.บัญชา พงษ์พานิช เลขานุการหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินฺทปัญโญ เล่าว่า ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่นั้นหาคำตอบให้กับชีวิตไม่ได้ ต่อเมื่อได้อ่าน "อิทัปปัจจยตา" จึงได้คำตอบ

"เมื่อมีสิ่งนี้ๆเป็นปัจจัย สิ่งนี้ๆย่อมเกิดขึ้น"

สัจจะของพระพุทธองค์นี้ เหมาะกับการนำมาใคร่ครวญทุกปัญหา ไม่เว้นแม้แต่เหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน.

ตอกลิ่มความเกลียด เพิ่มอาฆาตแค้น

ที่มา ไทยรัฐ

ผ่านพ้นไปแล้ว แบบดุเดือดเลือดพล่าน

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ใช้เวทีสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
และรัฐมนตรีอีก 5 คน ได้แก่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล

รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม

ผลจากการลงมติ นายกฯอภิสิทธิ์ ได้รับคะแนนเสียงไว้วางใจ 246 ต่อ 186 นายสุเทพ ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 245 ต่อ 187 นายกรณ์ ได้คะแนนเสียงไว้วางใจ 244 ต่อ 187 นายกษิต ได้คะแนนไว้วางใจ 239 ต่อ 190

นายชวรัตน์ ได้คะแนนไว้วางใจ 236 ต่อ 194 และ นายโสภณ ได้คะแนนไว้วางใจ 234 ต่อ 196

ทั้งนี้โดยเกณฑ์การลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามกติกาของรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดว่า

มติไม่ไว้วางใจต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร

โดยสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันมีจำนวน ส.ส.รวมทั้งสิ้น 475 คน มากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็คือ 238 เสียง

เมื่อผลการลงมติที่ออกมา คะแนนเสียงไม่ไว้วางใจ ไม่มากกว่ากึ่งหนึ่งของสภาฯ หรือไม่ถึง 238 เสียง นั่นก็ หมายความว่า

นายกฯอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ยังสามารถนั่งอยู่ในตำแหน่ง ทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม จากการที่ ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย เปิดเวทีสภาฯ อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถล่มรัฐบาล 2 วัน 2 คืน

โดยเนื้อหาส่วนใหญ่เน้นย้ำไปที่สถานการณ์ความรุนแรงจากการที่รัฐบาล โดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) สั่งใช้กำลังทหาร

ปฏิบัติการกระชับพื้นที่บีบล้อมสี่แยกราชประสงค์ เพื่อกดดันแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ให้ยุติการชุมนุม

เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสีย มีคนเจ็บคนตายเป็นจำนวนมาก

และยังนำไปสู่การก่อเหตุจลาจลเผาเมือง อาคารหลายแห่งในย่านธุรกิจสำคัญใจกลางกรุงเทพฯถูกไฟไหม้ พินาศเสียหาย

ความวุ่นวายขยายวงลุกลามไปถึงต่างจังหวัดทั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ม็อบเสื้อแดงบุกเผาศาลากลางจังหวัดและสถานที่ราชการหลายแห่งเสียหายวายวอด

ถือเป็นเหตุวิกฤติสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศ

ที่สำคัญ จากภาพและบรรยากาศในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่มีการถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ

ผู้คนได้เห็น ได้ยิน ได้ฟัง ข้อมูลจากการอภิปรายฯของ ส.ส.ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย และการชี้แจงตอบโต้ของนายกฯและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

คงเกิดความรู้สึกที่หลากหลาย ตามแต่ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ และวิจารณญาณของแต่ละคน

มีทั้งชื่นชอบบทบาทฝ่ายค้าน ชื่นชมบทบาทรัฐบาล เบื่อฝ่ายค้าน หน่ายรัฐบาล เกลียดฝ่ายค้าน โกรธแค้นรัฐบาล

เป็นเรื่องนานาจิตตัง ทรรศนะใคร ทรรศนะมัน

ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนอีกจำนวนไม่น้อยที่ได้ฟังข้อมูลจากเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้แล้วก็ยิ่งรู้สึกสับสน

คิดว่าจะได้ความกระจ่างในเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น แต่กลับต้องมึนตึ้บยิ่งกว่าเดิม

ไม่รู้ว่าจะเชื่อข้อมูลของฝ่ายไหน

เพราะ ส.ส.ฝ่ายค้าน ก็อภิปรายถล่ม แฉข้อมูล โชว์คลิป โชว์ รูปภาพเหตุการณ์ เพื่อชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลสั่งใช้กำลังทหาร ปฏิบัติการ รุนแรง

ใช้อาวุธสงครามยิงใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้มีคนบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก

ประณามรัฐบาลสั่งฆ่าประชาชน ประณามนายกฯมือเปื้อนเลือด

ขยายแผล ให้เกิดความเกลียดชังรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายรัฐบาล โดยนายกฯอภิสิทธิ์ และรองนายกฯสุเทพ ก็ลุกขึ้นชี้แจงข้อกล่าวหา แสดงข้อมูล โชว์รูปภาพ โชว์คลิปเหตุการณ์

เพื่อชี้ให้เห็นว่า ทหารแค่กระชับพื้นที่รอบๆแยกราชประสงค์ เพื่อกดดันให้แกนนำยุติการชุมนุม แต่มีการต่อต้านจากการ์ดเสื้อแดงและกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบึ

ทำให้เกิดการปะทะกับกองกำลังติดอาวุธที่ใช้อาวุธสงครามยิงใส่ทหาร เจ้าหน้าที่มูลนิธิ นักข่าว และผู้ชุมนุม เป็นเหตุให้เกิดการบาดเจ็บล้มตาย

ขยายผล เรื่องกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในม็อบ

ต่างฝ่ายต่างอ้างข้อมูลหลักฐาน ชี้หน้าโยนความผิดให้ฝ่ายตรงข้าม ชี้นำให้สังคมเกิดความเกลียดชังอีกฝ่ายหนึ่ง

โดยภาพรวมของการอภิปรายไม่ไว้วางใจในครั้งนี้ เวทีสภาจึงไม่ได้เป็นเวทีในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ
ไม่ได้ลดภาวะสงคราม

แต่เป็นเวทีด่าทอ โหมความแค้น

หยิบเอาประเด็นร้อนๆจากวิกฤติการเมืองบนท้องถนนเข้ามาขยายผลกันในสภาผู้แทนราษฎร
ตอกลิ่มความเกลียดชัง เพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้น

ขยายความขัดแย้งในสังคมให้แตกแยกมากยิ่งขึ้นไปอีก

ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจในประเด็นเรื่องการทุจริตคอรัปชันในกระทรวงต่างๆ ที่ถือเป็นหน้าที่หลัก ของฝ่ายค้าน

กลายเป็นเพียงน้ำจิ้ม เป็นแค่ส่วนประกอบ ไม่ได้ลงลึก แบบเอาเป็นเอาตาย

เพราะเทน้ำหนักไปที่การขยายแผลเหตุการณ์ นองเลือดจากวิกฤติม็อบเสื้อแดงเป็นหลัก

อย่างไรก็ตาม ผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ แม้นายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีอีก 5 คน สามารถผ่าน การอภิปรายฯมาได้

แต่ก็มีเหตุทำให้รัฐบาลเกิดอาการเครื่องรวน เนื่องจากมี ส.ส.ของพรรคเพื่อแผ่นดิน ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล

ปฏิบัติการหักดิบพรรคภูมิใจไทย

โหวตสวน ลงคะแนนไม่ไว้วางใจ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จำนวน 10 เสียง
และลงคะแนนไม่ไว้วางใจ นายโสภณ ซารัมย์ รมว. คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย จำนวน 14 เสียง

อันเป็นผลมาจากปัญหาความขัดแย้งและการขบเกลียวระหว่างแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินกับแกนนำพรรคภูมิใจไทย

ทั้งปัญหาการทับซ้อนของพื้นที่ฐานเสียง การจัดสรรงบประมาณขององค์กรส่วนท้องถิ่น การโยกย้ายข้าราชการ รวมไปถึงการที่พรรคภูมิใจไทยพยายามเดินเกมใต้ดิน ต่อสายดึงลูกพรรคเพื่อแผ่นดินบางส่วนไปเข้าสังกัด

ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงกลายเป็นความแค้นสะสม และระเบิดออกมาในช่วงการลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ภายใต้เหตุผลว่า รับไม่ได้กับปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม

ขณะที่แกนนำพรรคภูมิใจไทย ก็ยอมไม่ได้ที่โดนแทงหลังโหวตสวนกลางสภาฯ ยื่นคำขาดให้นายกฯอภิสิทธิ์ตัดสินใจเลือกข้างว่าจะเอาพรรคเพื่อแผ่นดิน หรือพรรคภูมิใจไทย ร่วมรัฐบาลต่อไป

ส่งผลให้นายกฯอภิสิทธิ์ต้องตัดสินใจปรับ ครม.ในส่วนของพรรคเพื่อแผ่นดิน ยึดเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ และ รมช.คลัง ในโควตาของกลุ่มวังพญานาค และกลุ่มโคราช กลับคืนมา

เหลือไว้เฉพาะเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ ของกลุ่มบ้านริมน้ำ ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่โหวตหนุนนายชวรัตน์และนายโสภณ

พร้อมกับต่อสายดึงพรรคมาตุภูมิ และ ส.ส.กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยบางส่วนในพรรคเพื่อแผ่นดิน เข้ามาร่วมรัฐบาล

และถือโอกาสปรับ ครม.ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ 3–4 เก้าอี้ สลับสับเปลี่ยนกันเข้ารับตำแหน่ง

กระเพื่อมกระฉอก ไปตามธรรมชาติของการเมือง

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ คือผลกระทบที่เกิดจากการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสถานการณ์ที่ความขัดแย้งในสังคมจากเหตุการณ์นองเลือด กรณีวิกฤติม็อบเสื้อแดง ได้ถูกนำมาขยายผลจากการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในสภาผู้แทนราษฎร

ขยายแผล สร้างความเกลียดชัง

เพิ่มดีกรีความอาฆาตแค้นให้กับมวลชนคนเสื้อแดง

ตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตราย เพราะสุ่มเสี่ยงต่อการที่จะถูกปลุกเร้าให้ออกมาตอบโต้ แก้แค้น

ซึ่งจะเป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ของคนในชาติ

มาถึงวันนี้ แม้รัฐบาลภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์ จะต้องเผชิญกับแรงกระเพื่อมและแรงเสียดทานในการปรับ ครม.

แต่เมื่อยังมีสถานะเป็นรัฐบาล ก็มีหน้าที่จะต้องเดินหน้าแผนปรองดอง เพื่อสร้างความสมานฉันท์ในประเทศ

ต้องเร่งดำเนินการตามแผนปรองดอง 5 ข้อ ที่ประกาศไว้ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด

เพื่อให้สังคมไทย ทุกคนทุกฝ่าย อยู่ร่วมกันได้ด้วยสันติสุข

แม้จะลำบากยากเย็นแค่ไหน ก็ต้องทำ.


"ทีมการเมือง"

Saturday, June 5, 2010

ก่อการร้าย 2 สี

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



ขณะที่รัฐบาลเดินหน้าจัดการกับเสื้อแดงในข้อหาก่อการร้ายอย่างเอาจริงเอาจัง จับขัง-จับขังเป็นว่าเล่น แต่ถ้ายังเล่นบทเตะถ่วงคดีก่อการร้ายสากลซึ่งมีเสื้อเหลืองตกเป็นผู้ต้องหาอยู่เช่นนี้

จะกลายเป็นปัญหา 2 มาตรฐาน ให้ประชาชนวงกว้างได้มองเห็น

ทะเลาะกับเสื้อแดงก็หนักหนาสาหัสอยู่แล้ว

ถ้ายังทำให้คนกลางๆ มองเห็นความไม่เที่ยงธรรมอย่างชัดเจน จะยิ่งทำให้รัฐบาลขาดการสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ

เพราะฉะนั้น อย่าเพลิดเพลินอยู่กับการไล่บดขยี้ฝ่ายนปช. จนเกิดผลเสียต่อรัฐบาลเอง

ยิ่งรังแกเขาฝ่ายเดียว ยิ่งจะทำให้มีผู้เห็นใจ หันไปสนับสนุนเพิ่มมากขึ้น

ใครก็ตามที่ยื้อคดีพันธมิตรยึดสนามบินอยู่ คนนั้นแหละคือผู้ทำลายรัฐบาลโดยไม่รู้ตัว!

ความจริงคดีนี้ ตำรวจที่รับผิดชอบสำนวนคดีนำโดยพล.ต.ท.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้ช่วยผบ.ตร. ก็รู้กันดีว่า ไม่ใช่ตำรวจมะเขือเทศ

เดินหน้าไปตามพยานหลักฐาน ละเอียดรอบคอบ จนกระทั่งต้นเดือนมี.ค. ได้สรุปสำนวนคดีเสร็จสิ้น หอบขึ้นรถขนไปถึงศาลอาญาเพื่อเสนอออกหมายจับเหล่าแกนนำพันธมิตร

ดันมีโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ ให้ระงับเอาไว้ก่อน

อ้างว่าขอให้ไปสอบสวนเพิ่มเติมให้ครบถ้วนกว่านี้

พนักงานสอบสวนก็กลับไปทำตามคำสั่ง จนกระทั่งต้นเดือนพ.ค.ก็สรุปเสนออีกว่าเสร็จสิ้นแล้ว ยังโดนดองอีก!

โดยล่าสุดมีการสั่งตรวจสำนวนอีกรอบ บอกว่าน่าจะใช้เวลาอีกสักเดือน

หารู้ไม่ว่า ช้าไปแค่วันเดียว ก็คือการเร่งวันเสื่อมถอยของรัฐบาลที่อาจจะมากกว่า 1 วัน

ช้าไปเป็นเดือน จะเสื่อมทรุดขนาดไหน

ที่เขาพูดกันว่ายุติธรรมไม่มี สามัคคีก็ไม่เกิด มันเป็นเช่นนี้เอง!!

ต้องขอย้ำว่า ประชาชนคนเป็นกลาง เขาเฝ้ามองอยู่ ถ้าปราบแต่เสื้อแดง ไม่แตะเสื้อเหลือง จะยิ่งทำให้เสื้อแดงมีเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เสื้อแดงยึดย่านธุรกิจ แยกราชประสงค์ ก็ต้องชดใช้ความผิด ตอนนี้ก็นอนอยู่ในคุกเป็นทิวแถว

แต่เสื้อเหลืองปิดสนามบิน 2 แห่ง เข้าขั้นก่อการร้ายสากล กลับยังลอยนวล!?

แล้วใครสร้างผลกระทบประเทศชาติหนักหนาสาหัสกว่ากัน ไม่ต้องอธิบายความ

ถ้าปราบแต่ก่อการร้าย ละเว้นก่อการร้ายสากล

นั่นคือการบอมบ์ตัวเองของรัฐบาล!

ไพ่

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




นับว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน ได้กำไรติดมือกลับมาบ้าง

เมื่อกลายเป็นจุดแตกหักของพรรคร่วม 2 พรรค ภูมิใจไทยกับเพื่อแผ่นดิน

ซึ่งผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ในพื้นที่จ.นครราชสีมา

หักเหลี่ยมเฉือนคม คุกรุ่นกันมานาน

แต่มาปะทุกันกลางสภา ผ่านการ "โหวตสวน"

เป็นรอยร้าวรุนแรง จนส่อเค้าต้องมีการปรับครม.

ส.ส.ซีกรัฐบาลบางส่วน ต้องย้ายขั้วไปร่วมฝ่ายค้าน

ถือเป็นกำไรที่พรรคเพื่อไทยเอง ไม่รู้คาดฝันถึงเกมนี้ไว้ก่อนหรือเปล่า?

ปกติที่ผ่านมา การปรับครม.ในบางคราว กลายเป็นจุดเริ่มต้นนับถอยหลังของรัฐบาล

ปรับทีนึง ก็เสียพวกทีนึง

บางทีปรับไปแล้ว มีคนไม่พอใจ ก็กลายเป็นปมขัดแย้งฝังลึกแถมมาอีก

อย่างไรก็ดี เมื่อเทียบกับอายุรัฐบาล ที่เหลือแค่ไม่ถึง 2 ปี

การปรับครม.จนเหลือ "มือ" ในสภาน้อยลง

อาจไม่ทันส่งผลกระทบร้ายแรงอะไร ก็ถึงเวลารัฐบาลหมดอายุเสียก่อน

ขณะเดียวกัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าสัญชาตินักการเมืองนั้น

ย่อมมีพวกที่พร้อมจะเข้า "เสียบ" แทน พวกที่ถูกปรับออกไป

ไม่ว่าใคร มาเล่นการเมือง ก็เพื่อหวังจะเป็นรัฐบาลกันทั้งนั้น

จากนี้จึงดูเหมือนว่า พรรคเพื่อไทย หรือพูดตรงๆ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

น่าจะ "หมดไพ่" เล่น แทบจะสิ้นเชิง

เพราะม็อบเสื้อแดงแตกญญ่าย แกนนำโดนเช็กบิลแบบไม่ยั้งไมตรี

โอกาสกลับมาแก้มือ ก่อม็อบรอบที่สามในปีหน้า แทบเป็นไปไม่ได้

กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ก็หนีการไล่ล่าของรัฐบาล ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน

ส่วนการใช้เวทีสภาขับไล่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็ให้ผลลัพธ์เท่าที่เห็น

หน้าที่การลำเลียงมวลชนจากต่างจังหวัดมาชุมนุม ก็ไม่รู้จะมีโอกาสได้ทำอีกหรือเปล่า?

คงไม่ได้เป็นการฟื้นฝอยหาตะเข็บกันไกลไป

หากจะบอกว่าความเพลี่ยงพล้ำทั้งหลายทั้งปวง ก็เพราะมัวแต่อ่าน "ไพ่" ของฝ่ายรัฐบาลกันอยู่นั่น

ไม่อ่านเงียบๆ ยังเอามาพูดเยาะเย้ยเสียดสีบนเวทีออกสื่ออีกต่างหาก "นายอภิสิทธิ์หมดไพ่เล่น"

ทั้งที่ม็อบเป็นฝ่ายชนะไปแล้วเห็นๆ นับจากนายกรัฐ มนตรีประกาศวันเลือกตั้งออกมา

ไม่ใช่แค่ชนะธรรมดา แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ที่ยอมอ่อนข้อกับม็อบ

ยังโดนกำแพงพิงหลังของตัว ถล่มใส่หัว

แพ้ให้เสื้อแดงไม่พอ ยังโดนแฟนคลับตัวเอง ก่นประณามหยามเหยียดแทบหมดสภาพ

พอแพ้พลิกล็อก เพราะนายกฯ ดันจั่วได้ไพ่ใหญ่ กินเรียบ

พลังประสานการเคลื่อนไหว ก็เลยกราฟตก

คงได้แต่รอเวลาเลือกตั้งใหม่ เมื่อรัฐบาลอยู่ครบเทอม

ปรับครม.-กว่าจะเป็น"มาร์ค5"

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ




แนวคิดปรับครม. หนนี้

ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นหลังพรรคเพื่อแผ่นดิน ยกมือ "งด ออกเสียง-สวนโหวต" 2 รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย

แต่เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์รับรู้กันดีว่า จะมีการปรับหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็ให้สัมภาษณ์ย้ำหลายครั้งหลายหน ว่าพรรคร่วมจะหารือกันหลังการอภิปรายฯ เสร็จสิ้น

เพียงแต่พฤติกรรมที่พรรคเพื่อแผ่นดินแสดงออกโต้งๆ จนถูกโจมตี "ผิดมารยาทการ เมือง"

เป็นตัวเร่งให้การปรับครม. กลายเป็นเรื่องด่วนสุดของรัฐบาล

รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ บริหารงานมาได้ปีครึ่ง มีการปรับครม.มาแล้วก่อนหน้านี้ 3 ครั้ง

ครั้งแรก เหตุจาก นายวิฑูรย์ นามบุตร ลาออกจากตำแหน่ง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เมื่อ 3 ก.พ.2552

หลังภาคใต้เกิดปัญหาอุทกภัย กระทรวงพม. และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์นำถุงยังชีพออกแจกจ่าย

กระทั่งมีชาวพัทลุง ร้องเรียนว่า ปลากระป๋องชาวดอย ในถุงยังชีพที่นำมาแจกเน่าเสีย เพราะหมดอายุ

ฝ่ายค้านนำประเด็นนี้มาอภิปรายในสภา จนที่สุดนายวิฑูรย์ ต้องลาออก ตามคำขอของนายกฯ และคำเกลี้ยกล่อมของนายสุเทพ

พรรคประชาธิปัตย์ยังคงให้เป็นโควตาอีสาน จึงให้ นายอิสสระ สมชัย เข้ามารับหน้าที่แทน

ได้รับการโปรดเกล้าฯ เมื่อวันที่ 10 ก.พ.2552

ครั้งที่สอง เป็นการปรับเปลี่ยนในส่วนของพรรคภูมิใจไทย ที่ต้องการปรับนายชาติชาย พุคยาภรณ์ รมช.เกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีในโควตาของกลุ่มนายสรอรรถ กลิ่นประทุม

เนื่องจากช่วงหลัง นายสรอรรถ ไม่ค่อยมีบทบาท และมีส.ส.ในสังกัดอยู่เพียง 2 คน

กลุ่มเพื่อนเนวิน จึงกดดันให้ นายศุภชัย โพธิ์สุ เข้ารับหน้าที่แทน

และมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2552

ครั้งที่สาม เป็นการขยับ และปรับเปลี่ยนหลายตำแหน่ง

เนื่องจากเกิดการทุจริตในโครงการชุมชนพอเพียง ที่อยู่ในความดูแลของ นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกฯ

นายกอร์ปศักดิ์ เพียงประกาศลาออกจากตำแหน่งประธานโครงการสำนักงานยกระดับชุมชนพอเพียง (สพช.)

ขณะเดียวกัน คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับโครงการไทยเข้มแข็งของกระทรวงสาธารณสุข ที่มี น.พ.บรรลุ ศิริพานิช เป็นประธาน แถลงผลสอบ ระบุ

นายวิทยา แก้วภราดัย รมว.สาธารณสุข บกพร่องที่เปิดช่องทางให้มีการแสวงหาผลประโยชน์

ส่วน นายมานิต นพอมรบดี รมช.สาธารณสุข ก้าว ก่าย ล้วงลูก กดดันให้มีการจัดสรรงบประมาณเกินจำเป็นลงพื้นที่ตัวเอง และน่าเชื่อว่าอาจพัวพันเรื่องการฮั้วรถพยาบาล

วันรุ่งขึ้น นายวิทยา แถลงลาออก ในขณะที่นายมานิต ถูกกดดันอย่างหนักจากนายกฯ

กรณีดังกล่าวทำให้เกิดกรณี "งัดข้อ" กันระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ และพรรคภูมิใจไทย ที่เรียกร้องหากจะให้นายมานิต ลาออก นาย กอร์ปศักดิ์ ก็ต้องลาออกด้วย

ที่สุด นายมานิต เป็นฝ่ายไขก๊อกตามรมว.สาธารณสุข

ท่ามกลางความยุ่งเหยิงเรื่องทุจริต นำมาสู่ความกินแหนงแคลงใจในรัฐบาล

ปัญหาการแต่งตั้งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ที่ยืดเยื้อเรื้อรัง ทำให้ นายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ อึดอัดกับการทำหน้าที่เลขาธิการนายกฯ

พรรคประชาธิปัตย์ จึงถือโอกาสเคลียร์ทุกเรื่องไปในคราวเดียวกัน

ด้วยการให้นายกอร์ปศักดิ์ ลาออกจากตำแหน่งรองนายกฯ มารับหน้าที่เลขาธิการนายกฯ แทนนายนิพนธ์

แล้วแต่งตั้ง นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี มานั่งรองนายกฯ แทน

โยก นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากรมว.ศึกษาธิการ ไปนั่งรมว.สาธารณสุข

โดยให้ นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ ขึ้นเป็นรมว. ศึกษาธิการ

ขณะที่พรรคภูมิใจไทย ดัน นางพรรณสิริ กุลนาถศิริ น้องสาวนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ขึ้นเป็นรมช.สาธารณสุข

นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทย ยังปรับนายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ รมช.คมนาคม ออกจากตำแหน่ง

ให้ นายสุชาติ โชคชัยวัฒนากร เสียบแทน

ได้รับการโปรดเกล้าฯ พร้อมกันเมื่อวันที่ 15 ม.ค. 2553

ครั้งล่าสุด ที่จะมีขึ้นเป็นการปรับครม. ครั้งที่ 4 ของรัฐบาลมาร์ค หรือที่เรียกว่า "มาร์ค 5"

พรรคภูมิใจไทยจุดชนวน ให้พรรคประชาธิปัตย์เลือกข้าง แต่ไฮไลต์จริงๆ อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์

หลังเกิดเหตุสวนโหวต พรรคประชาธิปัตย์ยึดโควตาของพรรคเพื่อแผ่นดิน รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อ สาร (ไอซีที) รมว.อุตสาหกรรม และรมช.คลัง กลับมาทั้งหมด

ยกเว้นเก้าอี้รมช.ศึกษาธิการของ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์

เนื่องจากเป็นโควตาของ นายสุชาติ ตันเจริญ ที่ประกาศตัวและไปทำงานร่วมกับ นายเนวิน ชิดชอบ พรรคภูมิใจไทย มานานแล้ว

จึงเป็นการปรับ 7-8 ตำแหน่ง ตามที่นายอภิสิทธิ์ ระบุ

บทสรุปจากการประชุมกก.บห.และ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ล่าสุด เมื่อวันศุกร์ที่ 4 มิ.ย.

ยังให้โควตา รมช. กับ มั่น พัธโนทัย แกนนำกลุ่มมาตุภูมิ ที่พาส.ส.มาแสดงตัวว่าจะอยู่ร่วมรัฐบาล

และ ไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรฯ พรรค เพื่อแผ่นดินที่พาส.ส.มารายงานตัวเช่นกัน

ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ รัฐมนตรีที่ต้องถูกปรับออกแน่นอนแล้ว ประกอบด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รมว.วิทยาศาสตร์ นายธีระ สลักเพชร รมว. วัฒนธรรม และ นายไพฑูรย์ แก้วทอง รมว. แรงงาน

กรณีของนายไพฑูรย์ มีทั้งกก.บห. และ ส.ส.ภาคเหนือ และอีสาน คัดค้าน เพราะที่ผ่านมาให้การดูแลส.ส. และพื้นที่อย่างดี และยังเป็นผลดีในการหาเสียงได้

บรรยากาศการประชุมส.ส. หาข้อยุติไม่ได้ จน นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ต้องเสนอให้หัวหน้ากับเลขาฯ ไปตัดสิน กล่อมจนไพฑูรย์ ต้องยอมเสียสละ

ส่วนว่าที่รัฐมนตรีที่จะได้รับการแต่งตั้ง เปิดโผออกมาล้วนเป็นคน "อกหัก" ที่เคยออกมาเคลื่อน ไหวทั้งสิ้น

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็นรมว.แรงงาน นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นรมว.วัฒนธรรม นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เป็นรมว.วิทยาศาสตร์ฯ และ นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็นรมต.ประจำสำนักนายกฯ

ร่วมด้วย นายวีรชัย วีระเมธีกุล นายทุนพรรค เป็นรมว.อุตสาหกรรม และ นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ สายนายกฯ ขยับจากรมช.ศึกษาธิการ เป็นรมว.ไอซีที

เก้าอี้ที่เหลือที่ยึดจากโควตาเพื่อแผ่นดิน ยกให้ นายไชยยศ นั่งรมช.ศึกษาธิการ นายมั่น เป็นรมช.คลัง

ส่วนโผจะพลิกอีกหรือไม่ ต้องติดตามกันต่อ

องค์กรโลก ร่วมสอบสลายม็อบ

ที่มา ข่าวสด


ฮิวแมนไรต์วอตช์บี้คดี "88ศพ-คนหาย-ปิดสื่อ" กก.สิทธิ์ขอ4เดือนรู้ผล




สองเกลอ - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ กับนายจตุพร พรหมพันธุ์ มาขึ้นศาลอาญา ในฐานะจำเลยคดีดักฟังโทรศัพท์ หลังเสร็จการเบิกความศาลให้นำตัวนายณัฐวุฒิกลับไปขังที่ค่ายนเรศวร จ.เพชรบุรี ตามเดิม เมื่อ 4 มิ.ย.

กมส.ขอเวลา 4 เดือนสอบคดีสลายม็อบแดง ตั้งอนุกก. 10 ชุดสอบใน 10 ประเด็นทั้งสลายม็อบจนมีคนตาย-เจ็บ คดี 6 ศพวัดปทุมฯ คดีเผากรุง การขังผู้ต้องหา รวมทั้งปิดกั้นสื่อ "ฮิวแมนไรต์วอตช์"ส่งตัวแทนจากมะกันร่วมสอบสวนคู่ขนานไปด้วย ชี้เป็นเหตุการณ์รุนแรงที่สุดที่ใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่าใจกลางเมืองหลวง "ณัฐวุฒิ-จตุพร"ขึ้นศาลไต่สวนเบิกความคดีดักฟังโทรศัพท์ ผบช.น.ยันใกล้ออกหมายจับ 5-6 ไอ้โม่งชุดดำวันปะทะที่แยกคอกวัว เผยรู้ตัวแล้วเป็นใคร นครบาลโต้ยังไม่ได้จับกุมไอ้ยักษ์ที่ปรากฏในคลิปซีเอ็นเอ็น แต่สันติบาลยืนยันจับแล้วข้อหาฝ่าฝืนพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เตรียมส่งให้ดีเอสไอ ศอฉ.ถกอีกรอบยังไม่เลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินโดยเฉพาะกทม. ชี้ช่วง พ.ร.ก.ทำให้อาชญากรรมลดฮวบ

-"เต้น"ขึ้นศาลคดีดักฟังโทรศัพท์

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 4 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีเครื่องเฮลิคอปเตอร์จากกองบังคับการสนับสนุนทางอากาศ ค่ายนเรศวร อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นำตัวนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำนปช. ผู้ต้องหาตามหมายจับพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ถูกควบคุมตัวอยู่ที่ค่ายนเรศวร บินมาจอดลงที่สนามฟุตบอลของกองปราบปราม เมื่อเดินทางมาถึงก็มีกำลังตำรวจคอมมานโด เข้ามาควบคุมตัวนายณัฐวุฒิ เดินทางต่อไปยังศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเข้าร่วมฟังการสืบพยานโจทก์ ในคดีที่นายณัฐวุฒิตกเป็นจำเลยร่วมกับนายจักรภพ เพ็ญแข และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ในความผิดฐานร่วมกันดัก รับไว้ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความข่าวสาร ร่วมกันดักรับฟังใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อความที่มีการติดต่อทางโทรศัพท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายณัฐวุฒิมีสีหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ได้เคร่งเครียด หรือมีอาการที่หวาดวิตกกังวล ซึ่งระหว่างการเดินทางไปยังศาลอาญา ตลอดเส้นทางก็มีกำลังคอมมานโด คอยดูแลความเรียบร้อยตลอดเส้นทาง รวมทั้งความปลอดภัยที่บริเวณศาลอาญาอีกด้วย

คดีนี้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 22 มิ.ย.2550 นายณัฐวุฒิ นายจักรภพ เพ็ญแข และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ตกเป็นจำเลยคดีร่วมกันนำข้อความ ถ้อยคำสนทนาที่มีการติดต่อกันทางโทรศัพท์ อันเป็นการสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งพล.ต.ต. พีระพันธุ์ เปรมภูติ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ติดต่อสนทนากับนายวิรัช ชินวินิชกุล อดีตเลขานุการศาลฎีกา นายไพโรจน์ นวานุช ผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ประจำสำนักประธานศาลฎีกา ไปเปิดบนเวทีปราศรัยที่ท้องสนามหลวง

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

วิชามารขั้นเทพ

ที่มา ไทยรัฐ


ข้อสงสัยที่ผิดปกติสำหรับเหตุการณ์การสลายการชุมนุมที่ผ่านมา เริ่มจะโผล่ ทีละขั้นตอน กรณีไฟไหม้เซ็นทรัลเวิลด์โดยไม่มีรถดับเพลิงเข้าไปปฏิบัติหน้าที่ ปล่อยให้เพลิงลุกไหม้ข้ามวันข้ามคืน ทั้งที่รถดับเพลิงอยู่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ฝั่งตรง กันข้ามที่เกิดเหตุแค่มีถนนกั้นก็น่าคิด

มีชายฉกรรจ์แต่งตัวคล้ายทหารถืออาวุธ เดินเพ่นพ่าน บนสถานี รถไฟฟ้าทั้งๆที่เป็นพื้นที่ควบคุม มีกำลังเจ้าหน้าที่จำนวนมากโอบล้อมเอาไว้แล้วก็น่าคิด ก่อนหน้านี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจวิ่งตามคนร้ายที่สงสัยว่าจะยิงเอ็ม 79 เข้าไปในแนวทหารแล้วถูกข่มขู่ก็น่าคิด

แต่ที่ไม่ต้องคิดคือ บรรดาของกลาง ที่นำมาแสดงดูจะเยอะและใหม่ผิดปกติ แต่ของกลางบางอย่างได้อันตรธานไปจากที่เกิดเหตุ เช่น พัดลมและเต็นท์เป็นจำนวนมาก รวมทั้งขาตั้งกล้องของผู้สื่อข่าวที่มีราคาเป็นแสน ไปตกหล่นอยู่ที่ไหนช่วยคืนด้วยเถอะนักข่าวเขาเดือดร้อน

ศอฉ.อ้างเหตุว่าที่ยัง ไม่ประกาศยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็เพราะเป็นห่วงว่าอาวุธที่ นปช.ยึดไปยังได้คืนไม่ครบ เกรงว่าจะนำไปก่อเหตุร้ายขึ้นมาอีก ก็เลยไม่รู้ว่ารัฐบาลจะบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแทนรัฐธรรมนูญไปอีกนานเท่าไหร่ หรือใช้บังคับไปจนตลอดอายุรัฐบาลชุดนี้

ว้าเหว่

ที่โดนหางเลขไปด้วยไม่พ้น แดน ริเวอร์ ผู้สื่อข่าวซีเอ็นเอ็น ประจำประเทศไทยถูกขุดคุ้ยไปจนถึงลูกเมียครอบครัวว่าเป็นคนที่ไหน เพื่อที่จะโยงให้ได้ว่า มีซัมธิงรองกับคนเสื้อแดง ที่ก่อนหน้านี้แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าในวัดปทุมวนารามก็โดนมาแล้ว ถึงขนาดที่ แดน ริเวอร์ ออกปากว่า สื่อมวลชนไทยเชื่อถือไม่ได้

ถือว่าเป็นสุดยอดวิชามารขนานแท้

ฝรั่งยังงงกลับบ้านไม่ถูก ส่วนคนไทยสับสนไปหมดเพราะขบวนการ ลับ ลวง พราง ที่ซ้ำซ้อนขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะมาเจอเอานักการเมืองมืออาชีพที่วิชามารขั้นเทพด้วยแล้ว ยากที่มนุษย์ธรรมดาจะตามทัน

กรณีเสียงเอะอะโวยวายระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลอันเนื่องมาจากคะแนนโหวตไม่ไว้วางใจ รมต.ภูมิใจไทยที่ถูก ส.ส.เพื่อแผ่นดินย้อนเกล็ดโหวตไม่ไว้วางใจคุณชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทยและคุณโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ขนาดคุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะสั่งให้คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ ไปสอบสวนหาสาเหตุและขู่ว่าจะมีการปรับ ครม. หรือดีไม่ดีอาจจะปรับพรรคเพื่อแผ่นดินออกจากรัฐบาล สันนิษฐานได้สองกรณี เป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี และคุณพินิจ จารุสมบัติ กับคุณเนวิน ชิดชอบ หรือไม่ก็สร้างข่าวบิดเบือนกลบกระแสการอภิปรายในประเด็นใครสั่งฆ่าประชาชนที่กำลังฮอตอยู่ในขณะนี้

ถ้าจริง ต้องถือว่าเป็นการแหกตาระดับชาติ.

หมัดเหล็ก

การ์ตูน เซีย 05/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 05/06/53

คบยากแต่เสร็จ 'เนวิน'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_87431

อภิสิทธิ์ - สุเทพ - เนวิน

ต้องทำใจรับสภาพกันไป

ถึงนาทีนี้คงไม่มีอะไรจะเป็นรางวัลปลอบใจค่ายเพื่อแผ่นดินในปีกของกลุ่มวังพญานาค กลุ่มโคราช และกลุ่มสุรินทร์ ถือว่าเล่นบทของตัวเองได้ดีที่สุดแล้ว

เอาเป็นว่า ถ้ายึดกันตามความชอบธรรม

ก็เป็นคนนอกพรรคที่ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ช่วยการันตี พรรคเพื่อแผ่นดินไม่ได้ผิดมารยาท ถ้าเอาออกจากพรรคร่วมรัฐบาลก็ประหลาด คนที่ถูกไม่ไว้วางใจกลับได้อยู่ต่อแล้วจะตอบสังคมได้อย่างไร ต้องถามหาบรรทัดฐานจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

เพราะมันมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ย้อนกลับไปยุครัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์ก็เคยงดออกเสียงให้ ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ รัฐมนตรีในโควตาของพรรคกิจสังคม จนต้องหลุดจากตำแหน่ง ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ยังได้อยู่ร่วมรัฐบาลต่อไป

แต่พูดไปก็เท่านั้น

บังเอิญการเมืองไทยวัดกันด้วยเสียง ไม่ได้ตัดสินจากความชอบธรรม

เอาเป็นว่า อย่างน้อยก็ได้บันทึกไว้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ในการลงมติญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 ส.ส.เพื่อแผ่นดินในสายของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ ได้ใช้เอกสิทธิ์ ส.ส.ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในการทำหน้าที่ผู้แทนราษฎร รักษาผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน

เป็นใบรับประกันมาตรฐาน เพื่อโอกาสดีๆทางการเมืองในอนาคตอันใกล้

ตามสถานการณ์ที่เซียนการเมืองทุกสำนักฟันธงตรงกัน โดยสภาพ "รัฐบาลปะผุบุโรทั่ง" น่าจะลากถูลู่ถูกังต่อไปได้อีกไม่นาน

เดี๋ยวก็จอดป้าย

และโดยปัจจัยนี้แหละ น่าจะเป็นตัวกระตุ้นให้ "ลุยถั่ว" ภายใต้เงื่อนไข "คงไม่มี

โอกาสอีกแล้ว" สำหรับคนชื่อ "อภิสิทธิ์" ที่สำรวจเส้นทางในการหวนกลับมาเบิ้ลเก้าอี้นายกรัฐมนตรี มองทางไหนก็ประตูล็อกตาย

มันก็ไม่มีอะไรดีกว่า ต่อลมหายใจ ยื้อเวลาอยู่บนอำนาจให้นานสุดเท่าที่จะนานได้

ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องมาตรฐานทางการเมือง

เรื่องของเรื่องจับอารมณ์จาก "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล ที่ยอมรับแบบหน้าชื่นตาบาน ลักษณะของการจัดรัฐบาลร่วมมันมีการพิจารณาเป็นส่วนๆมาตั้งแต่ต้นแล้ว ตอนที่เริ่มจัดตั้งรัฐบาลก็ได้คำนึงถึงว่าแต่ละพรรคมีกลุ่มต่างๆกี่กลุ่ม ดังนั้นรัฐบาลวันนี้ ถ้าเป็นชื่อก็อาจจะใช่ว่ายังมีพรรคเพื่อแผ่นดินอยู่ แต่ถ้าเป็นกลุ่มก็อาจจะไม่ใช่

เปิดทาง "มั่ว" ลูกพรรคคนอื่นแบบนิ่มๆ

พรรคเพื่อแผ่นดินถูกกระทำย่ำยีไม่เหลือชิ้นดี สังเวยเกมของเซียนเขี้ยวลากดินยี่ห้อประชาธิปัตย์ ที่ได้ทีฉวยโอกาสยึดโควตารัฐมนตรีของกลุ่มวังพญานาค กับกลุ่มโคราช กลับมาเป็นกองกลาง

จัดสรรปันส่วนซื้อใจพวกอกหัก ก่อนถึงไฟต์บังคับลงสนามเลือกตั้ง

ถึงตรงนี้มันชักน่าเอะใจ ข้ออ้างเรื่องมารยาททางการเมือง หรือโบ้ยเป็นเรื่องของพรรคร่วมรัฐบาลขัดกัน มันก็แค่จังหวะลูกไหลเข้าทางบาทา

จริงๆแล้วประชาธิปัตย์จ้องฮุบโควตารัฐมนตรีคืนอยู่แล้ว

"อภิสิทธิ์" เหี้ยมลึก "เทพเทือก" โหดสมราคา

บทพิสูจน์ยี่ห้อ "ประชาธิปัตย์" คบยาก เห็นจะจะกันแล้วกับวิบากกรรมของพรรคเพื่อแผ่นดิน และน่าจะเป็นสัญญาณให้

นักเลือกตั้งอาชีพที่คบหากันด้วยใจ ทั้งยี่ห้อ "บรรหาร ศิลปอาชา-สุวัจน์ ลิปตพัลลภ-สุวิทย์ คุณกิตติ-สมศักดิ์ เทพสุทิน"

ต้องคุมเชิง รักษาระยะห่างให้ดี

อนาคตถ้าจะจับมือร่วมงานการเมืองกัน ต้องนั่งคิดหลายตลบ

สรุปแล้วมีคนเดียวที่เหนือกว่าทั้ง "อภิสิทธิ์" บวกกับ "เทพเทือก" ก็คือยี่ห้อ "เนวิน ชิดชอบ" ที่ยังกระตุกขวัญคนประชาธิปัตย์ได้ แค่คำราม ทุกอย่างก็เป็นไปตามบัญชา

"เทพเทือก" บวกกับ "อภิสิทธิ์" ยังหือไม่ได้

นี่แหละ "ผู้ถือดุลรัฐบาล" ตัวจริง.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

Friday, June 4, 2010

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนทำ จม.จี้ สตช.เปิดเผยชื่อ-สถานที่คุมขังผู้ต้องหานับร้อยในคดี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ที่มา มติชน

กลุ่มนักกฎหมายสิทธิมนุษยชนจดหมายเปิดผนึกลงวันที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553 ถึงรักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติขอให้เปิดเผยรายชื่อ และสถานที่ควบคุม ของผู้ถูกจับตามหมายจับและควบคุมตามพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 มีใจความว่า ภายหลังจากรัฐบาลได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ( นปช.)ด้วยการใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและมีผู้ได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง โดยได้รับการประณามและแสดงความห่วงใยจากประชาสังคมโล อันเป็นที่ทราบกันทั่วไปนั้น


ต่อมารัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมายจับและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าจะเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งจากการเวปไซด์ของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง มีรายงานว่า มีหมายจับและควบคุมดังกล่าว ภายในเขตกรุงเทพมหานครและในเขตสำนักงานตำรวจภาค 1 จำนวน 99 หมาย แต่ไม่ปรากฏรายชื่อของผู้ถูกจับและไม่ระบุสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ตลอดจนไม่มีรายงานของสำนักงานตำรวจภาคอื่นๆ ที่อยู่ในเขตท้องที่ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ว่า มีจำนวนผู้ถูกจับตามหมายและถูกควบคุมอยู่ที่ใด เช่นกัน ซึ่งการไม่ทราบรายชื่อผู้ถูกจับและการไม่แจ้งสถานที่ควบคุมผู้ถูกจับ ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนแก่ผู้ถูกจับและญาติมิตร ที่ไม่อาจทราบได้ว่าผู้ถูกจับ จะมีชีวิตอยู่หรือไม่ และไม่ทราบสภาพความเป็นอยู่ด้วย


กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน ประกอบด้วยนักกฎหมาย ทนายความและบุคคลที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีชื่อท้ายจดหมายนี้ขอแสดงความห่วงใยต่อผู้ถูกจับกุม โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติต่อผู้ถูกจับกุมในลักษณะที่อาจมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานและต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ที่ประเทศไทยมีพันธกรณี โดยเฉพาะมีสิทธิได้รับหลักประกันขั้นต่ำดังต่อไปนี้


ข้อ 7 ห้ามการซ้อม ทรมาน หรือปฏิบัติใดๆอย่างโหดร้ายไร้มนุษยธรรม


ข้อ 9 ข้อ 2 ย่อย ต้องได้รับแจ้งถึงเหตุผลในการจับกุม ในขณะถูกจับกุม และจะต้องได้รับแจ้งถึงข้อหาที่ถูกจับกุมโดยพลัน


ข้อ 3 ย่อย มีสิทธิได้รับการพิจารณาคดีภายในเวลาอันสมควร หรือได้รับการปล่อยตัวไป มิให้ถือเป็นหลักทั่วไปว่าจะต้องควบคุมบุคคลที่รอการพิจารณาคดี


ข้อ 14 มีสิทธิมีทนายความที่เลือกเอง หากไม่มี รัฐต้องจัดหาให้ ต้องได้รับการสันนิษฐานว่าไม่มีความผิด และมีสิทธิให้การหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจหรือไม่ให้การด้วยความสมัครใจ ต้องได้รับการพิจารณาคดีอย่างเปิดเผย รวดเร็ว โดยสื่อมวลชนสามารถเข้าสังเกตการณ์ได้


สิทธิมนุษยชนตามหลักการดังกล่าวสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


จากหลักการและเหตุผลดังกล่าว กลุ่มนักสิทธิมนุษยชน จึงขอเรียกร้องต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ประกาศรายชื่อผู้ถูกจับกุมต่อสาธารณะ และประกาศสถานที่ควบคุมบุคคลดังกล่าว ที่อยู่ในอำนาจของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทุกพื้นที่ที่ได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อให้ญาติและทนายความสามารถติดต่อได้ทันที เพื่อป้องกันข้อครหาว่า รัฐบาลซ้อมทรมานผู้ถูกจับ และหากผู้ถูกจับเจ็บป่วยหรือได้รับบาดเจ็บต้องได้รับการรักษา พยาบาลอย่างเหมาะสม


ลงชื่อ น.ส.เยาวลักษ์ อนุพันธุ์ ทนายความ นายพิทักษ์ เกิดหอม นักกฎหมาย นายศราวุฒิ ประทุมราช ทนายความ น.ส.ภาวิณี ชุมศรี ทนายความ น.ส.ปรานม สมวงศ์ นักกฎหมาย นายนรินทร์ พรหมมา นักกฎหมาย