WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 7, 2010

สาทิตย์รับได้ อดคุมสื่อ ไม่เกี่ยวแดง

ที่มา ไทยรัฐ

"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย " ยืนยัน ไม่มีปัญหา หาก นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนใหม่ คุมงานด้านสื่อแทน...

นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (วันที่ 7 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมเพื่อแบ่งงานในความรับผิดชอบของ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ส่วนตนเอง จะยังคงได้กำกับดูแลสื่อหรือไม่ก็แล้วแต่นายกฯ ตัดสินใจ ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่โดยหลักการแล้ว เมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ก็ต้องมีการปรับ เพราะงานอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลา มีงานอะไรที่ต้องเข้ามาทำบ้าง ใครจะเข้ามาทำงานอะไร จะสับเปลี่ยนงานอย่างไรก็แล้วแต่นายกฯ คืองานของสำนักนายกฯ มีเยอะ ในช่วงหลังมีงานใหญ่คือเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชนด้วย ซึ่งเดิมตนทำทั้ง 2 ส่วน แต่งานด้านสื่อเดิมใช้เวลาเยอะมาก และเราก็ผ่านเหตุการณ์ด้านสงครามข่าวสารข้อมูลมาตลอดตั้งแต่ต้นรัฐบาล

นายสาทิตย์ กล่าวว่า เราทำงานผ่านเหตุการณ์ 11-12 เม.ย. และเหตุการณ์ที่ราชประสงค์มาอีกรอบ ต้องยอมรับ ปีกว่ามานี้สงครามข้อมูลข่าวสารค่อนข้างเข้มข้นรุนแรง แต่เมื่อพอมาถึงจุดหนึ่งการชุมนุมคลี่คลายไป งานหลักคือเรืองการแก้ไขปัญหาประชาชนก็เข้ามาแทนที่ และมากขึ้นทุกวัน ทั้งสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน การเยียวยาภาคใต้ และยังต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. แต่งานด้านข้อมูลข่าวสารก็ยังต้องทำต่อ ดังนั้น นายกฯ ก็คงต้องคุยและเกลี่ยงานกันใหม่ งานในสำนักนายกฯเพิ่มขึ้นมาก รมต.ประจำสำนักนายกฯ 2 คนคงต้องแบกงานกันพอสมควร และงานต้องต่อเนื่อง

โดยส่วนตัวยังอยากทำงานด้านสื่อต่อหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่หรอก งานด้านสื่อใครไม่ทำก็ไม่รู้ ฝ่ายบริหารไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย และรัฐธรรมนูญก็รองรับความเป็นอิสระของสื่อ รัฐบาลมีเครื่องมือสื่อจำกัดมาก อย่างไรก็ตาม แม้ตนจะไม่ได้กำกับดูแลสื่อแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่งานตรงไหนก็ทำได้หมด และยังไม่ได้คุยกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

องอาจ คล้ามไพบูลย์

องอาจ คล้ามไพบูลย์


ส่วนการที่หากไม่ได้กำกับดูแลสื่อจริง จะเป็นผลมาจากการที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น ตนโดนพาดพิงมาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่เราก็ชี้แจงได้ตลอด เป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนความขัดแย้งในพรรคที่นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต รมว.แรงงาน ถึงขั้นอาจไปตั้งพรรคใหม่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า อยากให้ไปถาม นายสุเทพ และนายกรัฐมนตรี มากกว่า

เลือกตั้งส.ข. ปชป.ได้ 10 เขต พท. 3 เขต

ที่มา ไทยรัฐ

เลือกตั้งส.ข. 14 เขตกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ชนะยกทีมทั้งหมด 10 เขต เพื่อไทย ชนะยกทีม 3 เขต เขตมีนบุรี ประชาธิปัตย์ได้ส.ข. 4 คน เพื่อไทยได้ส.ข. 3 คน รวมส.ข.105 คน ประชาธิปัตย์ได้ 79 คน เพื่อไทย 26 คน...

6 มิ.ย. นายทวีศักดิ์ เดชเดโช รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ทั้ง 14 เขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 1,450,957 คน ออกไปใช้สิทธิใน 2,100 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ 542,955 คน หรือมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 37.42% มากกว่าครั้งที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 2.03 โดยมีผู้ครั้งที่ผ่านมา 35.39 ส่วนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนทั้งหมด 37,408 คิดเป็นร้อยละ 6.89 บัตรเสีย 26,668 คิดเป็นร้อยละ 4.91 ลดลงจากเดิมร้อยละ 0.03 จากเดิม 4.94 โดยเขตคันนายาวมีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด ร้อยละ 45.69 รองลงมาเป็นเขตหลักสี่ ร้อยละ 41.62 และเขตสะพานสูง ร้อยละ 39.88 ส่วนเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุดคือ เขตจตุจักร ร้อยละ 33.30

นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า สรุปผลการเลือกตั้ง 14 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ชนะยกทีมทั้งหมด 10 เขต ได้แก่ ลาดพร้าว บึงกุ่ม วังทองหลาง สะพานสูง หลักสี่ บางเขน จตุจักร สายไหม คลองสามวา และบางกะปิ ส่วนพรรคเพื่อไทย ชนะยกทีม 3 เขต ได้แก่ คันนายาว ดอนเมือง และลาดกระบัง ส่วนเขตมีนบุรี ประชาธิปัตย์ได้ส.ข. 4 คน เพื่อไทยได้ส.ข. 3 คน รวมส.ข.105 คน ประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งส.ข. 79 คน เพื่อไทย 26 คน

ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งส.ข.ในวันนี้ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า พบความผิดปกติในหลายพื้นที่ โดยเขตสายไหม ซึ่งเป็นพื้นที่ของตน พบว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปใช้สิทธิเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งพบว่ามีการย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า บางหน่วยไกลออกไปจากหน่วยเลือกตั้งเดิม 4-5 กิโลเมตร ประชาชนตามไปใช้สิทธิก็ไม่พบรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อสอบถาม เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าต้องไปใช้สิทธิที่หน่วยใด ทำให้มีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิไม่ได้ และต้องกลับบ้านไป

ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งส.ก.และส.ข. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณประชาชนทั้ง 14 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ไว้วางใจเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งส.ข.ถึง 10 เขต ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของการเลือกตั้งส.ข.ในรอบเกือบ 20 ปี ทั้งนี้แม้ประชาชนจะไม่ได้เลือกผู้สมัครของพรรค ก็ถือเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมลงสนามเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ในอนาคตหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครของพรรคทำงานหนักตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ประกอบกับมีคนรุ่นใหม่ลงสมัครในสังกัดของพรรคครั้งนี้ รวมทั้งประชาชนให้ความไว้วางใจในพรรคประชาธิปัตย์ด้วย

เดือดร้อนแน่นอน

ที่มา ไทยรัฐ


เก้าอี้ผลัดกันนั่ง สมบัติผลัดกันชม การปรับ ครม.ครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเอง

ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการปรับ ครม.ครั้งนี้เลย

วันนี้ ขอพักเรื่องการเมืองไว้ก่อน เพื่อให้ความสนใจกับวิกฤติภัยแล้งที่กำลัง คุกคามประเทศไทย

เป็นวิกฤติภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี

วันนี้...60 จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินร้ายแรง คิดเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 464 อำเภอ

พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 10 ล้านคน

พื้นที่เพาะปลูกเสียหายแล้วกว่า 4 แสนไร่ เกษตรกร 3 ล้านครอบครัวหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน

น่าเสียดาย 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มัววุ่นวายแก้วิกฤติการเมือง

การที่รัฐบาลขยับตัวช้าเกินไป ทำให้ วิกฤติภัยแล้งไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นมือ

กว่ารัฐบาลจะตั้งหลักได้ก็สายเกินเพล

"แม่ลูกจันทร์" เขียนกระชุ่น "นายกฯอภิสิทธิ์" หลายครั้งให้ยกระดับวิกฤติภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ กระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวประหยัดการใช้น้ำกันอย่างจริงจัง

วันนี้ เขื่อนขนาดเล็กและขนาดกลางต้องหยุดปล่อยน้ำเพื่อการบริโภค และเกษตรกรรม

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเป็นเรื่องจริง

แม้แต่เขื่อนขนาดยักษ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็อยู่ในขั้นวิกฤติร้ายแรง

ปริมาณน้ำต้นทุนที่เตรียมไว้ใช้ปีนี้หมดเกลี้ยงไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม

ปริมาณน้ำสำรองที่เตรียมไว้สำหรับปีต่อไปก็ใกล้จะหมด ต้องงดปล่อยน้ำเพื่อการเกษตรชั่วคราว

ไม่น่าเชื่อว่าวิกฤติภัยแล้งขนาดนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย

ล่าสุด เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ปล่อยน้ำจากเขื่อนเพียงวันละ 20 ล้าน ลบ.เมตร เพื่อการบริโภคอย่างเดียว

แต่ข่าวร้ายคือ มีน้ำเหลือปล่อยได้ อีกไม่เกิน 2 เดือน

ถ้า 2 เดือนนี้ไม่มีฝนตกเหนือเขื่อน เราจะต้องเดือดร้อนกันอย่างมโหฬาร

"แม่ลูกจันทร์" ย้ำเตือนอีกครั้งว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะร่วมกันประหยัดน้ำทุกหยด และใช้น้ำเท่าที่จำเป็น

เมืองไทยเคยมีน้ำกินน้ำใช้เหลือเฟือ คนไทยจึงใช้น้ำกันตามสบาย ใช้ล้างใช้ผลาญกันไม่บันยะบันยัง

ความจริงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (เมษา—พฤษภา) ก็มีฝนตกพอสมควร

แต่โชคร้าย ปีนี้เกิดวิปริตฝนตกผิดที่ผิดทาง ฝนลูกใหญ่ๆไม่ตกเหนือเขื่อนอย่างที่เคย

เมื่อไม่มีน้ำไหลเพิ่มในเขื่อน ปริมาณน้ำก็ยิ่งขาดแคลน

ข้อสำคัญ ปีนี้โอกาสจะเกิดพายุฝนขนาดใหญ่มีน้อยกว่าทุกปี แถมภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาว

ถ้าฝนทิ้งช่วง จะเกิดวิกฤติภัยแล้งหนักที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชั่วอายุคน

ผลร้ายที่จะซ้ำเติมตามมาอีกมาก มายเช่น...

1, การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนต่างๆต้องหยุดชั่วคราว

2, น้ำที่จะใช้สำหรับการบริโภคจะขาด แคลน

3, น้ำจืดที่ใช้ผลิตน้ำประปาสำหรับ กทม. และปริมณฑลจะไม่เพียงพอ

4, น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเพื่อไล่น้ำเค็มจะไม่มี

5, การทำนาปีทั่วประเทศจะต้องเลื่อนออกไป

6, ข้าวที่จะกินเองและส่งออกปีหน้าจะเหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์

7, อากาศเมืองไทยจะร้อนขึ้น และร้อนยาว

ชีวิตพวกเราคนไทยจะไม่สุขสบายอีกแล้วโยม.

แม่ลูกจันทร์

การเมืองอัปลักษณ์

ที่มา ไทยรัฐ


ผลการปรับ ครม. จะออกมาเป็นอย่างไร ประชาชน หาเช้ากินค่ำก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว เป็นเพราะการปรับ ครม.แต่ละครั้งไม่ใช่เพื่อประชาชน แต่เพื่อรัฐบาลที่กระเสือกกระสนจะทำอย่างไรให้อยู่ได้นานที่สุด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด

ถ้าจะอ้างเหตุผลเพราะเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าจะใช้เหตุผลดังกล่าว คนที่สมควรรับผิดชอบก็คือ นายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากปล่อยให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และจนบัดนี้ยังไม่มีผู้รับผิดชอบ กลับมีการสร้างกระแสข่าวบิดเบือน การค้นหาความจริง ใครฆ่าประชาชนด้วยซ้ำไป หรือถ้าจะเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชันก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่

ถ้าจะเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะตำแหน่ง รมต.ทั้งที่เข้าและออก ล้วนแต่มีที่มาที่ไป และมีผลต่อ เสถียร-ภาพของรัฐบาลโดยตรง หรือถ้าจะเอาเหตุผลทางการเมือง รมต.ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดไม่มีใครถูกแตะเลยแม้แต่น้อย

คำถามก็คือ ปรับ ครม.ทำไม

ในเมื่อไม่มีเสียงเรียกร้องหรือเหตุที่จะต้องปรับเปลี่ยน ที่ชัดเจนมีอยู่เหตุผลเดียวก็คือ ภาวะผู้นำ เพราะความบาดหมางระหว่างกลุ่ม 16 ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินชัดเจน

ข่มกันมาตลอด

ประกาศิตที่ว่า มีเพื่อแผ่นดินต้องไม่มีภูมิใจไทย เป็นคำตอบได้ดีที่สุด และเป็นคำตอบว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร เป็นคำตอบว่า ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ผู้นำนั้นบกพร่องหรือไม่อย่างไร

รัฐบาลนี้ใครคุม

วันนี้การเมืองไทยยิ่งกว่าน้ำเน่า อุดมการณ์กินไม่ได้ อีนุงตุงนังไปหมด ไม่มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล มีแต่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์ มีทั้งรัฐบาลในฝ่ายค้านและฝ่ายค้านในรัฐบาล

มีแต่งูเห่ากับชาวนา

รัฐสภาไม่ต่างอะไรจากตลาดสด เลือกช็อปเอาได้ทุกฤดูกาล โดยมีตำแหน่งทางการเมืองและผลประโยชน์เป็นตัวต่อรอง ไม่เคยเห็นการเมืองยุคไหนเละตุ้มเป๊ะเหมือนการเมืองในยุคนี้

รัฐบาลไม่เคยสนใจที่ไปที่มา ของการเสียชีวิต 86 ศพ แม้จะเห็นหลักฐานคาตา แต่สนใจฝักถั่วในสภาว่าหายไปกี่เสียง โหวตสวนมติกี่เสียง แล้วจัดการทันทียิ่งกว่าสายฟ้าแลบ

วันนี้การเมืองไทยถึงยุคที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีประเทศไทยมา นักการเมืองขาดจิตสำนึก มองข้ามประชาชน เหลิงอำนาจ จึงไม่กล้าที่จะเอาการเมืองไทยไปเปรียบเทียบกับการเมืองญี่ปุ่นเหมือนนรกกับสวรรค์.


หมัดเหล็ก

ล้างกระดานทีเดียว?

ที่มา ไทยรัฐ

อภิสิทธิ์

เฉลยคำตอบกันในตอนสุดท้าย

"นิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ-เฉลิมชัย ศรีอ่อน-องอาจ คล้ามไพบูลย์-จุติ ไกรฤกษ์" ได้คิวลาออกจากสมาชิกชมรมคนอกหัก

รับ "โบนัส" รัฐมนตรีป้ายแดงสมใจ แต่งตัวก่อนถึงไฟต์บังคับลงสนามเลือกตั้ง

สรุปเกมของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แผนของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ผู้จัดการใหญ่รัฐบาล

เปิดยุทธศาสตร์ชำนาญ "ขอคืนพื้นที่" ยึดโควตารัฐมนตรีจากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาจัดการแบ่งสันปันเค้กกันในหมู่คนพรรคประชาธิปัตย์

โดยเหลี่ยมเขี้ยวลากดิน อาศัยจังหวะลูกเข้าทางบาทา

ปล่อยให้ผู้มีบารมีนอกพรรคเพื่อแผ่นดินเหยียบตาปลากับขาใหญ่ค่ายภูมิใจไทย จนที่สุดก็ตะลุมบอนกันเลือดกบปากต่อหน้าต่อตา แต่นายกฯอภิสิทธิ์ กลับนั่งดูหน้าตาเฉย ไม่ยอมลงไปไกล่เกลี่ยตามมาตรฐานผู้นำรัฐบาลทั่วไป

นั่นก็เพราะตั้งใจปล่อยให้ลุยกันจนพังไปข้างหนึ่ง

ที่สุดก็เป็นพรรคเพื่อแผ่นดินที่ถูกรุมทึ้ง ปู้ยี่ปู้ยำฉีกเป็นชิ้นๆ

และก็เป็นอะไรที่ "เคลียร์ยาก" อธิบายลำบาก กับปรากฏการณ์หลังอาฟเตอร์ช็อก

อยู่ดีๆคนยี่ห้อประชาธิปัตย์เองยังโดนปลดออกจากรัฐมนตรี ตามคิวสลับสับเปลี่ยนสมบัติผลัดกันชม ถึงขั้นน้ำตาซึม คนโดนปลดทำใจไม่ได้

คลื่นใต้น้ำประชาธิปัตย์กระฉอก จากคิวปรับ ครม.กระชับพื้นที่

แต่กลับไม่มีการก้าวล่วงไปถึงโควตาพรรคภูมิใจไทย โดยเฉพาะ "ชนวน" ที่มาของแรงสั่นสะเทือนเก้าอี้ มท. 1 ของ "ปู่จิ้น" นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ที่
โดนพรรคร่วมรัฐบาลด้วยกัน "โหวตสวน" ไม่ไว้วางใจ

ตามสัญญาณเข้มๆ "เนวิน ชิดชอบ" คำรามห้ามแตะเพราะนั่นเท่ากับยอมรับข้อหา ตามที่คนพรรคเพื่อแผ่นดินคาใจความไม่โปร่งใส และฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ประทับตรา "กะดำกะด่าง" ให้รัฐมนตรีของภูมิใจไทย
กลายเป็นว่า คนโหวตสวนโดนเฉดหัวไล่ แต่รัฐมนตรีที่โดนไม่ไว้วางใจได้อยู่ต่อ

"อภิสิทธิ์" เส้นใหญ่แค่ไหน ก็ไม่กล้าหัก "เนวิน"

แต่อีกนัยก็ซ่อนลูกเขี้ยว ตามเหลี่ยมผลักพรรคภูมิใจไทยเป็น "ตัวล่อเป้า" รับบาทากระแสสังคม โดยที่ประชาธิปัตย์หลบอยู่ในมุม

คอยรอจังหวะซ้ำ ตอนที่ "เนวิน" เพลี่ยงพล้ำ โดนรุมงอมพระราม

ยี่ห้อประชาธิปัตย์ไม่ยอมให้ใครตีกินฟรีอยู่แล้ว

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่า ถึงตอนนี้ "อภิสิทธิ์" เองก็มอมแมมเต็มที จะอึดทนแรงเสียดทานไปได้นานแค่ไหน ในสภาพเปรอะเลอะเทอะ

"มือเปื้อนเลือด นั่งทับของเหม็น"

ต้องฉุดกระชากลากถูรัฐบาลปะผุบุโรทั่ง ท่ามกลางกลุ่ม ก๊วน แก๊งการเมือง รายล้อม

เซียนการเมืองเริ่มกางปฏิทินนับถอยหลัง

ที่แน่ๆล่าสุด นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้สั่งทีมกฎหมาย กกต. ยื่นเคลียร์คำแก้ต่างข้อกล่าวหาของพรรคประชาธิปัตย์ในคดียุบพรรค จากกรณีใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ ตามคิวที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กำหนดให้ภายในวันที่ 9 มิถุนายน

หวยใกล้ออกเข้าไปทุกขณะ

ขณะที่อีกด้านหนึ่ง โดยการขยับของ "เจ๊สด" นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ส่งซิกให้คณะอนุกรรมการ กกต. ตั้งแท่นชงสำนวนคดีสมาชิกพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีชุมนุม นปช.แดงทั้งแผ่นดิน ส่อผิดกฎหมาย

ลุ้นโดนยุบพรรคภาค 3

ตามคิวเสี่ยงทั้งค่ายประชาธิปัตย์ ได้เสียวทั้งพรรคเพื่อไทย

โดยจังหวะ "ล้างกระดาน" มันก็เข้าเค้า จับสัญญาณฝ่ายคุมเกมอำนาจที่จ้องเขย่านักเลือกตั้งให้แตกรัง กระจัดกระจายวิ่งจับขั้วกันใหม่

ไม่ให้ใครแข็งแกร่ง อหังการเกินจนเป็นตัวอันตราย

การเมืองจ่อพลิกผันใหญ่อีกรอบในห้วงเวลาอันใกล้.


ทีมข่าวการเมืองรายาน

การ์ตูน เซีย 07/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 07/06/53

Sunday, June 6, 2010

"คนชุดดำ" บนเส้นทางสู่ความจริง

ที่มา มติชน

โดย ปิยมิตร ปัญญา piyamitara@gmail.com

ผมไม่ได้เป็นแฟน "เอเชียไทม์ส ออนไลน์"ชนิดขาดไม่ได้ แต่ต้องยอมรับว่า"เอโอแอล"เลือกเรื่องมาบอกเล่าได้น่าสนใจในหลายๆ ครั้ง เพราะตรงกับความอยากรู้ ในห้วงจังหวะเวลาที่พอเหมาะพอเจาะ


อย่างเช่นเมื่อหลายคนอยากรู้ให้มากขึ้นเกี่ยวกับ"คนชุดดำ"เอโอแอลก็มีข้อเขียนของเคนเนธ ท็อดด์ รุยซ์ และ โอลิวิเยร์ ซาบิล สองผู้สื่อข่าวและช่างภาพอิสระ มาเขียนบอกเล่าถึง"เม็น อิน แบล็ค"เต็มๆ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา


รวมทั้งข้อเขียนชวนให้ขบคิดใคร่ครวญอย่างยิ่งของ แดนนี่ อังเกอร์ ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัย นอร์เธิร์น อิลลินอยส์ ในสหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ก็พอเหมาะพอดีกับสถานการณ์แวดล้อมของการเมืองไทยเป็นอย่างยิ่ง


เรื่องแรกนั้น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี หยิบยกไปพูดถึงไว้ในการตอบคำอภิปรายในญัตติไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนไม่ได้พูดถึงรายละเอียดมากมายนัก เพราะคงคิดอย่างเดียวกับที่ผมคิดว่า เรื่องอย่างนี้"อ่านเอาเอง-คิดเอาเอง"จะดีกว่าเป็นไหนๆ


แต่ในด้านหนึ่ง คำบอกเล่าของ เอโอแอล เรื่องคนชุดดำ ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่เพิ่มเติมมากมาย อาจเป็นเพราะ แม้จะได้รับการต้อนรับอย่างดี แต่ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขง่ายๆ ประการหนึ่งก็คือ พูดคุยด้วยได้ แต่ห้ามถ่ายภาพ-ถ้าถ่ายแม้แต่ช็อตเดียว"ผมจะฆ่าคุณ"


คำบอกเล่าของเอโอแอลเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้จึงเป็นเพียงการแสดงให้เห็นว่า"คนชุดดำ"ที่เรียกตัวเองว่า"แบล็ค แองเจิล"ผู้ทำหน้าที่"พิทักษ์"ผู้ชุมนุม-มีอยู่จริง มีอยู่ด้วยกันจำนวนทั้งสิ้น 27 คน จัดตั้งแบบเดียวกับหน่วยทหารในยามศึก มีทั้งผู้รับผิดชอบด้านสื่อสาร และผู้ที่รับผิดชอบด้านเสนารักษ์ ส่วนใหญ่เป็น"พลร่ม"

มีหนึ่งรายที่บอกว่ามาจาก"กองทัพเรือ"ทั้งหมดมีอาวุธสงครามเป็นอาวุธประจำกาย ทั้ง เอ็ม 16, ทาร์ 21 (ที่มักคุ้นกันมากกว่าในชื่อ ทาร์โว่) ผลิตในอิสราเอล ที่ยึดมาจากทหารที่สี่แยกคอกวัว, เออาร์-15 ไรเฟิล เป็นอาทิ ผู้สื่อข่าวของ เอโอแอล ไม่เห็น เครื่องยิงระเบิดเอ็ม 79 แต่เชื่อว่า มีอยู่ในครอบครอง พิเคราะห์จากการจัดการกับระเบิดพลาสติค และการจัดวางระเบิดรอบพื้นที่ที่เป็นค่าย ทำให้รุยซ์และซาบิลสรุปว่า ทั้งหมดน่าจะผ่านการฝึกด้านวัตถุระเบิดมา เช่นเดียวกับยุทธวิธีด้านการทหารอื่น


คนทั้งหมดอยู่ในวัยยี่สิบเศษ อ่อนเยาว์เกินกว่าที่จะเป็น"คอมมานโด จากยุคต่อต้านคอมมิวนิสต์"อย่างที่สื่อเคยพูดถึงกันไว้ ทุกคนมีพื้นเพมาจากดินแดนที่กลุ่มคนเสื้อแดงเรียกว่า"บ้าน"

รุยซ์ และ ซาบิล ยืนยันว่า ค่ายพักของคนชุดดำอยู่ในส่วนที่เป็น"หัวใจ"ของพื้นที่ชุมนุมนั่นเอง ทั้งคู่ระบุด้วยว่า ได้เห็น"คนชุดดำ"ออกปฏิบัติการ 2 ครั้ง หนึ่งนั้นเป็นการจัดชุดเล็กออกไป"ปฏิบัติการ"ในพื้นที่"ประตูน้ำ"เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม

อีกครั้งเป็นการปฏิบัติการ"เผา"ในวันที่ 19 พฤษภาคมนั่นเอง!
*****


ผมครุ่นคิดถึงข้อเขียนเรื่องคนชุดดำอย่างมาก เมื่อครั้งที่ได้ผ่านตาคำให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านการจัดการของทีมทนายความประจำตัว ต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่เป็นตัวแทนสื่อในหลายประเทศ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกาไปจนถึงออสเตรเลีย


ตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวเอาไว้เป็นการให้ข้อมูลว่า ในฐานะเป็นตำรวจเก่า การันตีได้เลยว่า คนเสื้อแดงไม่ได้เผากรุงเทพฯในวันนั้น หากแต่เป็นการ"จัดฉาก"ที่เกิดขึ้นเพื่อใส่ใคล้ผู้ชุมนุม เหตุผลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็คือ การเผาดังกล่าวเป็นไปอย่างมี"แบบแผน"มากเกินไป ไม่ใช่เกิดขึ้นจากอารมณ์ หากแต่เป็นการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเป็นอย่างดี


แม้ตรรกะของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะฟังดูแปร่ง-แปลกหู แต่ประเด็นที่น่าสนใจกว่า ไม่ได้อยู่ที่ตรงนั้น หากแต่อยู่ตรงที่ ข้อมูลที่ออกจากปากของ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวเอโอแอลบอกเล่าออกมา


ยิ่งน่าสนใจมากขึ้นไปอีกก็คือ สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณพูด คล้ายคลึงแทบจะเป็นข้อมูลเดียวกันกับที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยพูดเอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่ชี้ให้เห็นว่า การเผาครั้งนั้น ไม่ใช่เรื่อง"บังเอิญ"หรือ เพราะ"อารมณ์ชั่ววูบ"หากแต่เป็นการเผาที่ผ่านการตระเตรียม และวางแผนการมาเป็นอย่างดี


ข้อมูล 2 ชุด แทบจะเป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันที่ข้อสรุปเท่านั้นเองว่า"มึงทำ-ไม่ใช่กู"


นี่คือข้อที่ชวนให้สังเกตอย่างยิ่ง เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เกิด"ข้อมูล"แบบเดียวกันนี้ แต่ถูก"ตีความ"แตกต่างออกไปเกิดขึ้นภายในปริมณฑลแห่งความขัดแย้งทางการเมืองยืดเยื้อของไทยหนนี้


เป็นข้อมูลที่ยากอย่างยิ่งที่คนธรรมดาสามัญอย่างเราๆ ท่านๆ ยากอย่างยิ่งที่จะหาข้อพิสูจน์ได้ว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ อันไหนถูกและผิด


เมื่อไม่อาจพิสูจน์จริงเท็จด้วยตัวเอง และขาดความระมัดระวังใคร่ครวญเพียงพอ ใส่ใจอยู่แต่ว่า"อะไร"เกิดขึ้น ไม่ได้ให้ความสำคัญมากพอว่า"ทำไม"มันถึงได้เกิดขึ้น เป็นธรรมดาอยู่เองที่คนทั่วไปจะเลือกใช้วิธีการ"เชื่อ"จากตัวบุคคลที่พวกเขา"คิดเอาว่า"หรือ"ศรัทธา"ว่า เชื่อถือได้


จึงเกิดความ"เชื่อ"เพราะนี่คือสิ่งที่"ทักษิณ"พูด และความ"เชื่อ"เพราะนี่คือสิ่งที่"อภิสิทธิ์"พูด


ไม่ได้คำนึงถึงข้อเท็จจริงประการหนึ่งที่แสดงให้เห็นชัดเจนจากกรณีนี้ว่า จำต้องมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด"เล่นกล"กับข้อเท็จจริง เพื่อให้เป็นประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง


เพราะนั่นนไปสู่ปัญหาสำคัญที่ไม่อาจหาคำตอบได้ นั่นคือ ใครกันที่เล่นแร่แปรธาตุ หยิบความจริงผสมความเทืจออกมาบอกเล่า!


มีใครบอกได้ไหมครับว่า ใครกันชอบใช้วิธีการเช่นนี้?

แดนนี่ อังเกอร์ พูดถึงเรื่อง"เส้นทางสู่ความเป็นจริง"ในเมืองไทย ไว้น่ารับฟังอย่างมาก เขาเริ่มต้นจากการชี้ให้เห็นว่า ประวัติศาสตร์การเมืองร่วมสมัยของไทย เต็มไปด้วยการนิรโทษ ให้อภัย และความอดทนอดกลั้น


ในทางหนึ่ง การกำหนดแนวทางเช่นนั้น ถือเป็นการให้ความสำคัญสูงสุดแก่คุณสมบัติความเป็น"คน"แต่ในอีกทางหนึ่งการกำหนดเช่นนั้นอาจนำมาซึ่งสภาวะ"พ้นจากความรับผิดตามกฎหมาย"และกระตุ้นให้เกิดอาการ"ขาดความรับผิดชอบ"ต่ออาชญากรรมและการใช้อำนาจอย่างบิดเบือน


พูดง่ายๆ ก็คือ การให้อภัยหรือนิรโทษฯครอบคลุมไปทั้งหมด"รีเซ็ต"สังคมไทยใหม่ได้หลายต่อหลายครั้งก็จริง แต่ทุกครั้ง เป็นเหมือนการ"กวาดขยะ"เข้าไปซุกไว้ใต้พรม-ใช่หรือไม่!

อย่างไรก็ตาม อังเกอร์เชื่อว่า นั่นเป็นทางหนึ่งที่เป็นไปได้ในอันที่จะทำให้เมืองไทยของเราบรรลุถึง"ความสงบสันติในสังคม"ซึ่งสังคมไทยกำลังต้องการมากเหลือเกินในเวลานี้


อีกทางหนึ่งที่เป็นไปได้ นั่นคือ การกำหนดให้ทั้งสังคม ยึดมั่นในพันธะแห่ง"นิติรัฐ"และสร้างกรอบขึ้นมาอันหนึ่งสำหรับใช้ในการ"แก้ปัญหาความขัดแย้ง"ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


นั่นหมายความว่า ใครจะทำอะไร ต้องแบกรับความรับผิดชอบตามกฎหมายเอาไว้ด้วย ใครผิดต้องว่าไปตามผิด ไม่มีการยกเว้น ไม่ว่าจะเป็นเสื้อแดง เสื้อเหลือง รัฐบาลหรือทหารก็ตามที

ถ้าถาม แดนนี่ อังเกอร์ ความเห็นของเขาที่ให้ไว้เป็นการส่วนตัวก็คือ เขาเชื่อว่าเมืองไทยเรากำลังต้องการอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก เหตุผลประการสำคัญเพราะเขาเกิดกังขาขึ้นมาแล้วว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองหนนี้ได้ปั่นความขัดแย้งในสังคมไทยให้ทะยานขึ้นสู่ระดับที่"การให้อภัย-นิรโทษฯ"สามารถทำให้ทุกฝ่ายเลิกรา และหันหน้าเข้าหากันในฐานะคนไทยด้วยกันเพื่อสร้างสันติสุขขึ้นในสังคมอีกครั้งหนึ่งสำเร็จได้


แต่ แดนนี่ อังเกอร์ รู้เรื่องเมืองไทยดีพอที่จะซึมซับได้ว่า แม้เลือกใช้หนทางแรก การสร้าง"ข้อเท็จจริง"ให้ปรากฏและเป็นที่ยอมรับของทุกคน ทุกกลุ่ม ก็ยากเย็นเหลือหลาย


เขาบอกไว้ตอนหนึ่งว่า ณ วันนี้ ดูเหมือนคนไทยจะยึดกุมเอาแนวความคิดรวบยอดทางการเมืองอีกอย่างหนึ่งไว้อย่างเต็มที่แล้ว เขาอธิบายแนวความคิดรวบยอดที่ว่านี้เอาไว้ด้วยการอุปมาถึง"ต้นกำเนิดแห่งความผิดบาป"เหมือนกับที่ระบุเอาไว้ใน พระคริสต์ธรรมคัมภีร์


"ต้นกำเนิดแห่งความผิดบาป"คือความคิดแบบเหมารวม โดยปราศจากการจำแนกแยกแยะข้อเท็จจริงและสภาวะแวดล้อมจำเพาะที่แตกต่างออกไป ในทำนองเดียวกับทรรศนะที่ชาวปาเลสไตน์มีต่อชาวอิสราเอลและผู้คนในอิสราเอลมีต่อปาเลสไตน์


ความขัดแย้งในปัจจุบัน เกิดขึ้นเพราะเราไม่อาจยอมรับซึ่งกันและกันได้ เพียงเพราะเหตุการณ์ในอดีต


เขาบอกว่า เพราะเช่นนี้ ไม่ว่าจะมีข้อเท็จจริงกี่ชุด แต่ละฝ่ายสามารถตีความข้อเท็จจริงเหล่านั้นให้แตกต่าง และกลายเป็นความขัดแย้งใหม่ได้ทุกครั้ง ทุกที


เช่นเดียวกับการ"สรรหา"ผู้คนหรือกลุ่มคนอันหนึ่งอันใด ขึ้นมาทำหน้าที่รับผิดชอบในการแสวงหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ก็อาจเป็นต้นตอแห่งความขัดแย้งใหม่ได้แทบจะในพริบตา


นั่นทำให้ แดนนี่ อังเกอร์ เสนอให้รัฐบาลใช้บริการของคณะบุคคลที่ได้รับการแต่งตั้งจากสหประชาชาติ


ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่า คนไทยเป็นจำนวนมากยากที่จะทำใจยอมรับได้ในเรื่องนี้

"คนเรามีสีติดตัวเมื่อไหร่กัน?"เพื่อนฝรั่งของผมถามขึ้นมาลอยๆ แบบไม่ต้องการคำตอบ


ดำ เหลือง แดง หรือเขียว ไม่ใช่สีที่ติดมากับตัวตั้งแต่เกิดอย่างแน่นอน บางคนไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวเองสีอะไร จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมายัดเยียดให้ด้วยคำพูดในทำนองที่ว่า"เฮ้ย พูดอย่างนี้ต้องเป็น-นี่หว่า"


การยัดเยียดของคนเพียงลำพังไม่ได้ทำให้คนมีสีสันติดตัว แต่ถ้าหลายคนและหลายครั้งเข้า แม้เจ้าตัวจะไม่รู้สึก หรือไม่ยอมรับ ผู้คนก็มีสีเข้าจนได้
"ทำอย่างไร สีถึงหมดไปในเมืองไทย?"


ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป หรือจริงๆ ก็คือ ไม่มีใครรู้ว่าทำอย่างไร


ผมเองรู้แต่ว่า ถ้าไม่อยากมีสี ก็ต้องเลิกใช้สีไปป้ายให้ใครต่อใครเขา-ก็เท่านั้น!


หลังพ่ายศึกราชประสงค์ กวีเสื้อแดงยังประกาศจะสู้ต่อ แต่คำถามคือสู้ที่ไหน?

ที่มา มติชน



หลังแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุมบริเวณสี่แยกราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม แกนนำหลายต่อคนถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะที่อีกหลายคนก็หลบหนีไม่ยอมมอบตัว


ไม้หนึ่ง ก. กุนที เป็นกวีที่ต่อสู้กับกลุ่มคนเสื้อแดงมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากยุติการชุมนุมลงอย่างบอบช้ำ ไม้หนึ่งประกาศผ่านทางหน้าเฟซบุ๊กของตนเองว่าเขายังสบายดี และยังพร้อมจะสู้ต่อ


อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนไม้หนึ่งจะไม่ได้กลับไปตั้งหลักต่อสู้อยู่ที่ "บ้าน" ท่ามกลางสมาชิกในครอบครัว เห็นได้จากสถานะหนึ่งในเฟซบุ๊กของเขาซึ่งระบุว่า "ทอดทิ้ง ลูกชายวัย 6 ขวบ และ 8 ขวบ ทั้ง 2 คน มาดูแล คนหนุ่มในวัย 20 ปี 20 คน"


จึงเกิดคำถามขึ้นว่า กวีสีแดงรายนี้ไปทำอะไรอยู่ที่ไหน? และไม้หนึ่งก็คล้ายจะตระหนักรู้ถึงคำถามเหล่านั้น กระทั่งเขียนเป็นบทกวีตอบกลับมาผ่านทางเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า


คุณถาม ผมว่า "อยู่ที่ไหน ?"

ตอบว่า "ต้องไปเป็นคนชายขอบ"

ห่อเศษแก้วเก่าประกาย ไปประกอบ

ก่อการรัก กับประชาธิปไตย


ผมไม่อาจ บอกคุณว่า อยู่ไหนแน่ ?

เลียแผลเสร็จ แล้วจะกลับไปสู้ใหม่

อย่าเพียรถาม ระยะทาง ใกล้หรือไกล

ห่างกันแค่หัวใจยังคิดถึง !


"จะคืนกลับ เมื่อไหร่ เร็ว หรือ นาน ?"

กว่าจะได้ พบพาน อีกครั้งหนึ่ง

ฝากคำมาในลมอื้ออึงคะนึง

เจอกันเมื่อ อำนาจถึงมือปวงชน !

ความเหมือนในความต่าง "ชวรัตน์ - ทักษิณ" เปิดขุมทรัพย์ "ซิโนไทย" 5 ปีโกยอื้อ 4 หมื่นล้าน

ที่มา มติชน

ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม - 1 มิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา ประเด็นหลักที่พรรคฝ่ายค้านหยิบมาอภิปรายไม่ไว้วางใจนายโสภณ ซารัมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีเอื้อประโยชน์ (Conflict of interests) ให้บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีบุตรชายนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถือหุ้นใหญ่ ในโครงการก่อสร่างรถไฟฟ้าสายสีม่วง (บางซื่อ-บางใหญ่) มูลค่า 36,055 ล้านบาท

ข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านคือมีการลดวงเงินสำรองจาก 3,972 บาท (ที่ ครม.นายสมัคร สุนทรเวช เห็นชอบ) เหลือ 400 กว่าล้านบาท แล้วนำส่วนที่เหลือ 2,300 กว่าล้านบาทไปใส่เพิ่มในค่าก่อสร้าง (โครงการรถไฟฟ้าสีม่วง แบ่งเป็น 3 ตอน ช.การช่าง รับเหมา ตอนที่ 1 วงเงิน 14,292 ล้านบาท บมจ.ซิโน-ไทยฯรับเหมาตอนที่ 2 วงเงิน 15,320 ล้านบาท และ กลุ่มเพาเวอร์ไลน์-รวมนครรับเหมา ตอนที่ 3)

ขณะที่นายชวรัตน์ได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาว่า ได้วางมือจากการทำธุรกิจตั้งแต่สมัยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เมื่อปี 2540 และไม่เคยมีพฤติกรรมช่วยเหลือญาติ หรือพวกพ้องให้ได้รับประโยชน์ ตรงกันข้ามมักถูกตำหนิจากพรรคพวกเสมอว่าไม่เคยช่วยเหลือเพื่อน และยึดมั่นเห็นแก่ประโยชน์ของประเทศชาติอย่างสูงสุด


ทำนองเดียวกับนายโสภณปฏิเสธว่ามิได้เอื้อประโยชน์ให้ธุรกิจครอบครัวหัวหน้าพรรคภูมิใจไทยแต่อย่างใด

บทสรุปจากการศึกอภิปรายคือ นายชวรัตน์ได้รับความไว้วางใจ 236 เสียง ไม่ไว้วางใจ 194 เสียง งดออกเสียง 14 เสียง และไม่ลงมติ 22 เสียง นายโสภณได้รับความไว้วางใจ 234 เสียง ไม่ไว้วางใจ 196 เสียง งดออกเสียง 13 เสียง และไม่ลงมติ 22 เสียง


เป็นอันว่าทั้งคู่นั่งเก้าอี้ต่อไปได้

นายชวรัตน์ มีลูก 3 คน คือ นายอนุทิน ชาญวีรกุล นายมาศถวิน ชาญวีรกุล และ นางอนิลรัตน์ นิติสาโรจน์
เริ่มทำธุรกิจครั้งแรก ปี 2505 ชื่อ หจก. ซิโน-ไทย เอนจีเนียริ่ง ปี 2510 จดทะเบียนเป็นบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด และเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2536


จากนั้นขยายธุรกิจร่วมกับกลุ่มทุนตระกูลดังหลายบริษัท อาทิ ธุรกิจจัดสรรที่ดินร่วมหุ้นกับนายประภาส จักกะพาก นายบุญยง ว่องวานิช นายชุมพล พรประภา นายโอฬาร อัศวฤทธิกุล นางพนิดา เทพกาญจนา ภรรยานายพงศ์เทพ เทพกาญจนา โฆษกส่วนตัวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตระกูล มาลีนนท์ และ พานิชชีวะ

ทำธุรกิจรับเหมา บริษัท บางกอก สกายเทรน จำกัด ร่วมกับ นายวีระวัฒน์ ชลวณิช นายปลิว ตรีวิศวเวทย์ (เจ้าของ ช.การช่าง) นายเชี่ยวชาญ เคียงศิริ นายก่อศักดิ์ ลี้ถาวร นายชาญ ว่องปรีชา และ นายอนุทิพย์ ไกรฤกษ์


ทำธุรกิจสื่อสารและจานดาวเทียม ร่วมกับนางสาวรพีพรรณ เหลืองอร่ามรัตน์ นายธวัชชัย วิไลลักษณ์ และ นายเจริญรัฐ วิไลลักษณ์ กลุ่มสามารถคอร์ปปเรชั่น



"มติชนออนไลน์" ตรวจสอบพบว่าในรอบ 5 ปี (ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2548) บมจ.ซิโน-ไทยฯ กวาดงานรับเหมาก่อสร้างกับหน่วยงานรัฐกว่า 1 หมื่นล้านบาท มากสุด


คือ กรมธนารักษ์ ได้รับงานรับเหมาผ่านบริษัท ธนารักษ์พัฒนาสินทรัพย์ จำกัด (ธพส.) ประมาณ 4 สัญญา เค้กชิ้นใหญ่คือก่อสร้างศูนย์ราชการแห่งใหม่เวณถนนแจ้งวัฒนะ ได้แก่ จ้างก่อสร้างอาคารAอาคารจอดรถAและลานรอบอาคาร A มูลค่า 3,395 ล้านบาท , จ้างก่อสร้างอาคารจอดรถ B ศูนย์ประชุมและหอพัก วงเงิน 1,860 ล้านบาท ,จ้างก่อสร้างระบบสาธารณูปโภคและอาคารควบคุม วงเงิน 1,100 ล้านบาท ,เตรียมพื้นที่ก่อสร้างประกอบด้วยรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างเดิม จัดหาไฟฟ้าประปาสำหรับก่อสร้าง สร้างคันทางและผิวจราจรชั่วคราว 5 เส้นทาง วงเงิน 73.8 ล้านบาท ,ก่อสร้างอาคารที่ทำการศาลปกครอง วงเงิน 1,813 ล้านบาท

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จ้างปูพื้นตัวหนอนและขอบทางเท้าด้านหน้าอาคารจัดซื้อครุภัณฑ์และงานตกแต่งห้อง VIP อาคารกรีฑาในร่มจ.ชลบุรี วงเงิน 9.5 ล้านบาท



กระทรวงคมนาคม รื้อถอนโครงสร้าง Hopewell ที่กีดขวางงานก่อสร้างโครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและสถานีรับส่งผู้โดยสารอากาศยานในเมือง วงเงิน 135 ล้านบาท , จ้างขนย้ายทรัพย์สินและบริวารของผู้บุกรุกรายทาง ในเส้นทางรถไฟสายตะวันออก วงเงิน 2.6 ล้านบาท, ปรับปรุงพื้นที่ระหว่างสถานีหัวหมาก-บ้านทับช้างเพื่อรองรับชุมชนคลองตัน ในเส้นทางรถไฟสายตะวันออก วงเงิน 1.3 ล้านบาท ,ก่อสร้างระบบเติมน้ำมันอากาศยานทางท่อ ณ ท่าอากาศยานเชียงใหม่ วงเงิน 86.8 ล้านบาท , ก่อสร้างทางเดิน พร้อมหลังคาคลุมและปรับคืนสภาพลานจอดรถ อาคาร นาซาเวกัส คอมเพล็กซ์บริเวณที่หยุดรถรามคำแหง วงเงิน 4.1 ล้านบาท ,จ้างขับไล่รื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง และขนย้ายทรัพย์สินของผู้บุกรุก หลังโรงพยาบาลเดชา วงเงิน 10.5 ล้านบาท

กรมทางหลวง ก่อสร้างทางหลวงพิเศษ#7 สายท่าอากาศยานสุวรรณภูม-ชลบุรี ตอน 5 วงเงิน 566.5 ล้านบาท

กระทรวงมหาดไทย วางท่อบริเวณสะพานข้ามคลิงรังสิตประยูรศักดิ์และถ.กลับรถใต้สะพานข้ามคลองต่างๆ ตั้งแต่ก่อนถึงคลอง 13 ถึงคลอง 7 ถ.รังสิต-นครนายก วงเงิน 37.1 ล้านบาท

กทม. ก่อสร้างอาคารหอพักแพทย์พยาบาล โรงพยาบาลหนองจอก วงเงิน 195.1 ล้านบาท ซื้อพร้อมติดตั้งสะพานข้ามทางแยกถ.บางขุนเทียน-ถ.พระรามที่ 2 วงเงิน 357 ล้านบาท ซื้อครุภัณฑ์ลอยตัวของอาคารหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพ 7.3 ล้านบาท ทำเฟอร์นิเจอร์ติดตายตัวและระบบป้องกันทรัพยากรสูญหายของอาคารศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร 1.9 ล้านบาท

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ก่อสร้างอาคารต้นแบบการจัดการศึกษา 1 หลัง 247.4 ล้านบาท

โครงการดังกล่าวไม่รวมโครงการก่อสร้างรถไฟสายสีม่วง ตอน 2 วงเงิน 15,320 ล้านบาท โครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน (สัญญาที่ 4 ) ซึ่งเปิดซองเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2553 วงเงิน 13,380 ล้านบาท

เบ็ดเสร็จ 5 ปีกว่า 4 หมื่นล้านบาท

ไม่รวมโครงการรับเหมาก่อสร้างในยุครัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร สมัยแรก อาทิ
- ก่อสร้างอาคารที่พักผู้โดยสารหลังใหม่ที่ท่าอากาศยานกระบี่ วงเงิน 327.2 ล้านบาท (25 ส.ค. 2546)
- ก่อสร้างอาคารผู้โดยสารระหว่างประเทศใหม่(ส่วนที2) 488.5 ล้านบาท (15 ก.ค. 2548)
- ก่อสร้างทางลอดที่ปากเกร็ด ที่จุดตัดทาทางหลวง#306 (ถนนติวานนท์)กับทางหลวง#304(ถนนแจ้งวัฒนะ) 419.1 ล้านบาท (19 ก.ค. 2548)
ก่อสร้างทางหลวงพิเศษ#7 สายท่าอากาศยานสุวรรณภูม-ชลบุรี ตอน 5 566.5 ล้านบาท ( 29 พ.ค. 2549)
- ก่อสร้างถ.กรุงเทพกรีฑา-ร่มเกล้า จากถ.ศรีนครินทร์-ถ.ร่มเกล้าช่วงที่3 จากถ.วงแหวนรอบนอก(ฝั่งตะวันออก)ถึงถ.ร่มเกล้า วงเงิน 408 ล้านบาท ( 10 ก.ย. 2545 )
- ก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ ร.พ.หนองจอก 293.2 ล้านบาท (30 ก.ย. 2546)
จัดซื้อพร้อมติดตั้งสะพานข้ามทางแยกถนนฉลองกรุง-ถนนสุวินทวงศ์ 312.5 ล้านบาท (2 ก.ค. 2547)
จัดซื้อพร้อมติดตั้งสะพานข้ามทางแยกถนนสุขสวัสดิ์-ถนนพระรามที่ 2 วงเงิน 403 ล้านบาท
จัดซื้อพร้อมติดตั้งสะพานข้ามทางแยกถนนเอกชัย-ถนนบางบอน 1 - ถนนบางขุนเทียน วงเงิน 239.5 ล้านบาท
- โครงการก่อสร้างศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร 2 ดินแดง (ระยะที่ 3) 2,426 ล้านบาท (6 ก.ค. 2547 )

ก่อน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเข้ามาเล่นการเมือง ปี 2544 พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ชินวัตร โอนหุ้นในเครือชินคอร์ปทั้งในตลาดและนอกตลาดหลักทรัพย์มูลค่าหลายพันล้านบาทให้นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชาย แม่บ้าน ยาม คนขับรถ โดยอ้างว่าต้องการตัดขาดจากการทำธุรกิจ มิให้ถูกข้อครหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน

ขณะที่ปู่จิ้น ตอนรับตำแหน่ง มท.1 ได้โอนหุ้น บริษัท เพอร์เพชวล พรอสเพอริตี้ จำกัด (ลงทุนในกิจการอื่น) จำนวน 1,000 หุ้น ให้นางสนองนุช ชาญวีรกุล ลูกสะใภ้ (ภรรยานายอนุทิน) และโอนหุ้นบริษัท อมร ครีเอชั่นส์ จำกัด (ลงทุนในกิจการอื่น) จำนวน 4,900 หุ้น ให้นายประชา เหตระกูล เกลอเก่าธุรกิจ


และหุ้นที่ถือครองอยู่จำนวนมากใน บมจ. เอสทีพี แอนด์ ไอ ,บริษัท เดอะ เฟอร์เฟค เรสซิเด้นท์ จำกัด ,บริษัท ซิโน-ไทยดีเวล็อปเม้นท์ จำกัด , บริษัท ไทยเอกรัฐ โอลดิ้ง จำกัด และ บริษัท สามชุกพัฒนา จำกัด ได้ทำสัญญาว่าจ้าง บมจ.หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี (แบงก์ออมสินถือหุ้นใหญ่) เข้ามาบริหารจัดการทรัพย์สินแทน

ในคดีร่ำรวยผิดปกติของ พ.ต.ท.ทักษิณ เหตุผลหนึ่งที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้าน คือในช่วงดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ต.ท.ทักษิณออกนโยบาย-แก้กฏหมายเอื้อผลประโยชน์ให้ธุรกิจกลุ่มชินคอร์ป ทำให้มูลค่าหุ้นชินคอร์ปเพิ่มสูงขึ้นผิดปกติ

ขณะที่ ปู่จิ้นไม่ได้ออกนโยบายหรือกฎหมายเอื้อประโยชน์ธุรกิจของครอบครัวตนเองเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ทว่า หุ้น บมจ.ซิโน-ไทย (STEC) พุ่งขึ้นทันที 8.65% หรือ 0.45 บาท หลังทราบผลชนะประมูลส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงิน วันที่ 2 มิ.ย. 2553 โดยที่นายโสภณ ซารัมย์ ตกเป็นเป้าแทน


วันนี้ พ.ต.ท.ทักษิณหลบหนีคดีคอร์รัปชั่นและก่อการร้ายอยู่ต่างประเทศ
ขณะที่ปู่จิ้น (ซึ่งนายอนุทิน บุตรชาย เคยร่วมรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ) จากการปรับ ครม.มาร์ค 5
ยังอิ่มอุ่นสบายดี บนเก้าอี้ มท.1

กระเทาะกึ๋น "อนุดิษฐ์ นาครทรรพ" อดีตนักบินแห่งทัพฟ้า สู่ถนนการเมืองที่ไม่ได้ปูด้วยคอนกรีต

ที่มา มติชน

นาวาเอก อนุดิษฐ์ นาครทรรพ



น.อ.อนุดิษฐ์ ระหว่างการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล เมื่อ 31 พ.ค.

โดย....ปรีชยา ซิงห์

เชื่อว่า หลังเสร็จสิ้นศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายรัฐมนตรี และ 5 รัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 31 พ.ค. ถึง 1 มิ.ย. 2553 ที่ผ่านมา คงทำให้ใครหลายคนได้รู้จักกับ นาวาเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส. กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย มากขึ้น เนื่องจากอดีตทหารอากาศ ผู้พลิกผันจากการขับเครื่องบิน มาเดินถนนสสายการเมืองผู้นี้ กลับทำหน้าที่การอภิปรายครั้งนี้ ในฐานะฝ่ายค้านได้ดีที่สุด ตามความคิดเห็นของประชาชนผ่านผลสำรวจของสวนดุสิตโพล โดยยกให้ข้อมูล หลักฐานของ น.อ.อนุดิษฐ์นั้น มีความน่าเชื่อถือ สามารถโต้แย้งการทำหน้าที่ของรัฐบาล ในกรณีเหตุสลายผู้ชุมนุมแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือคนเสื้อแดง วันที่ 10 เม.ย. 53 ที่ผ่านมา และการเปิดโปงหลักฐานการทุจริตในโครงการต่างๆ ของรัฐบาล


มาวันนี้ เราจึงขอนำผู้อ่านมติชนออนไลน์ทุกคน มาทำความรู้จักตัวตน แนวคิด และแง่มุมต่างๆ ของอดีตหัวหน้าฝูงบิน แห่งทัพฟ้า วัย 45 ปี กับบทบาทการทำหน้าที่ในสภาผู้แทนราษฎรในฐานะฝ่ายค้าน กับการตรวจสอบการทำงานของฝ่ายรัฐบาลว่า เขาผู้นี้แท้จริงเป็นอย่างไร ถึงได้หยิบยกข้อมูลเจ๋งๆ ที่สามารถอภิปรายให้เป็นที่พอใจของประชาชนซึ่งรับชมการถ่ายทอดสดชนิดเฝ้าเกาะติดทีวี ที่ผ่านมาสดๆ ร้อนๆ ได้อย่างไม่มีใครกล้าปฏิเสธ


ถาม : จากกระแสตอบรับของประชาชนที่โหวตให้เป็นผู้ที่อภิปรายดีที่สุด


น.อ.อนุดิษฐ์ : ขอบคุณสำหรับพี่น้องประชาชนที่ให้คะแนนดังกล่าว แต่ผมคิดว่า ประเด็นสำคัญน่าจะอยู่ที่เนื้อหาสาระของการนำเสนอมากกว่า เพราะมีเนื้อหาสาระ ข้อมูล ข้อเท็จจริงที่ชัดเจนมาก ทำให้การนำเสนอข้อมูลไปยังพี่น้องประชาชนให้สามารถเข้าใจในสิ่งที่อภิปรายและใช้ข้อมูลประกอบนำเสนอได้อย่างง่ายและฟังได้ชัดเจน

ถาม : เตรียมข้อมูลอย่างไร ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : เริ่มแรก ทางพรรคได้แบ่งเนื้อหาสาระไว้ชัดเจน ซึ่งผมได้รับหน้าที่ในการให้ข้อมูลข้อเท็จจริง และการละเมิดกฎหมายในวันที่ 10 เม.ย. เนื่องจากผมเก็บข้อมูลต่างๆ จากการรับหน้าที่เป็นเลขานุการของศูนย์ช่วยเหลือดูแลความปลอดภัยของประชาชน (ศชปป) ของพรรคเพื่อไทย มาตั้งแต่เบื้องต้น เพราะการนั่งทำงานอยู่ตรงนั้น เราได้รับรายงาน ข้อมูล พยานบุคคล และพยานหลักฐาน เข้ามาตั้งแต่วันนั้น จน ณ วันนี้ ก็ยังไม่หมด จึงมีข้อมูลข้อเท็จจริงเอามาประกอบกับการสืบสวนสอบสวนค้นหาข้อเท็จจริง และนำไปสู่เชื่อมโยงกับประเด็นของกฎหมาย จึงรู้ว่าการปฏิบัติของทหารจนมีการเสียชีวิตและบาดเจ็บของคนจำนวนมากไม่ควรที่จะได้รับการคุ้มครอง จากนั้นก็นำข้อมูลทั้งหมดมาร้อยเรียงเพื่อใช้อภิปรายแค่สองวัน เมื่อได้กรอบเวลา 45 นาที ในวันแรก (31 พ.ค.) เราจึงได้ใช้ข้อมูลทั้งหมดที่มีมากมาย มหาศาลให้คุ้มค่ามากที่สุด

ถาม : พอใจกับผลงานไหม ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : ไม่พอใจ กับการชี้แจงของทางฝั่งรัฐบาลในเรื่องที่อภิปราย ถ้าจะเทียบกับภาษิตโบราณ ก็เหมือนกับการตอบว่า "ไปไหนมา สามวาสองศอก" เนื่องจาก ผู้ตอบ (นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ) ไม่ได้ตอบให้ตรงประเด็น และอันไหนที่ไม่สามารถแก้ข้อกล่าวหาของเราได้ ก็ เลี่ยงไปใช้คำตอบว่า "ยังอยู่ภายใต้กระบวนการสอบสวน"ยังไม่มีข้อพิสูจน์ ดังนั้นการอภิปรายของพี่จึงเป็นการพูดถึงบุคคลลึกลับ กองกำลังไม่ทราบฝ่าย ที่มีมาตั้งแต่ต้น แต่ก่อนหน้านั้น ฝ่ายค้าน ไม่มีโอกาสได้พูด ได้ชี้แจงกับสื่อมวลชนเลย เนื่องจากถูกปิดกั้นโดยรัฐบาล ไม่เคยมีสื่อมวลชนช่องปกติ ได้เชิญพวกเราไปออกทีวีเลย ขณะที่ ศอฉ.ทำคลิปออกมา แล้วนำคลิปดังกล่าวเผยแพร่ให้กับสื่อมวลชนอย่างแพร่หลาย แต่กับทางพรรคเพื่อไทยเรา ขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียวกลับไม่เคยได้รับการอนุญาต ไม่มีเลย (ย้ำเสียงหนักแน่นมาก) จนถึงวันนี้ก็ยังไม่เคยได้รับการตอบรับ นั่นจึงเป็นสาเหตุการอภิปรายในสภา

หลายคนถาม ด้วยเหตุผลกลใดทำไมถึงต้องมาอภิปรายกันวันนี้ ตรงนี้ สำหรับการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ มีหวังผลแพ้ชนะอะไรกันหรือเปล่า ขอบอกไม่ใช่ เพราะ เราขอ 2 วันกับการถ่ายทอดที่เราสามารถเอาความจริงอีกด้านมาเปิดเผยกับพี่น้องประชาชนแค่นั้น มันเหลือช่อง เล็กๆ ตรงนี้เพียงช่องเดียว สำหรับเวทีของพวกเรา ส่วนหนังสือพิมพ์ ก็มีแค่บางหัว ที่เสนอข่าวตรงไปตรงมาและให้พื้นที่กับพวกเรา แล้วอย่างนี้จะทำให้ความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมดีขึ้นอย่างไร เพราะคนที่เขารู้และอยากฟังอีกด้านเพื่อมาพิจารณาเปรียบเทียบข้อมูลกัน มันกลายไปเป็นว่า ถ้าคิดไม่ตรงก็ไม่ใช่ เลยคิดว่า คนที่ควบคุมสื่อของศอฉ. ไม่ได้ช่วยทำให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์กับคนในชาติเหมือนอย่างที่พูด สร้างความแตกแยกอย่างรุนแรงเลย

ถาม : เสียงตอบรับจากการอภิปรายครั้งนี้ ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : เท่าที่ประเมินจากเสียงของประชาชน มีคนถึงกับพูดว่า การอภิปรายครั้งนี้ พี่น้องประชาชนได้เนื้อหาสาระมากที่สุด ดีที่สุด สำนวนโวหาร แน่อน ต้องมีเพราะเป็นเนื้อหา แต่สิ่งที่เน้นๆ เนื้อๆ คือ เนื้อหาสาระ ข้อเท็จจริง สาเหตุที่ดีเพราะพี่น้องประชาชนรับฟัง เขารู้อยู่แล้ว ความจริงเป็นอย่างไร เพราะมือเดียวปิดฟ้าไม่มิด ขอให้มีใครสักคน เอาความจริงมาเสนอได้ไหม ทำให้เขารู้สึกได้อะไรกลับมาบ้าง ถ้าไปดูเรตติ้งการถ่ายทอดสดการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลครั้งนี้ มีคนติดตามดูทางทีวีมาก เพราะเขาอยากรู้มาก 2 เดือนกับการปิดกั้น 2 วันกับการที่อีกฝ่ายหนึ่งมีโอกาสพูด นั่นจึงเป็นผลของการตอบสนองของคนที่ฟังการอภิปราย


การอภิปราย เป็นพื้นที่ให้ทั้งสองฝ่ายเอาข้อมูลมาเปิดเผยและอนุญาตให้พูดจาพร้อมกันทั้งสองฝ่าย คนที่อยู่ตรงกลางวันนี้เขาเข้าใจว่า มันมีความแตกแยก มันมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันทางการเมือง แต่วันนึงไปปิดกั้นการนำเสนอของอีกฝ่ายหนึ่ง อย่าลืมว่า มนุษย์มีสามัญสำนึกของความยุติธรรมอยู่ในหัวใจทุกคน มนุษย์จะไม่ชอบให้ใครคนใดคนหนึ่งหรือคนทั้งกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งถูกรังแกภายใต้มาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่ง เชื่อไหมว่า การอภิปรายครั้งนี้ จะช่วยเปลี่ยนทัศนคติ หรือจูงใจให้คนที่อยู่ตรงกลาง หรือคนที่เข้าข้างอีกฝ่ายหนึ่ง เริ่มเห็นความจริงอีกด้านที่ทางเพื่อไทยนำเสนอ แต่อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า 2 เดือนกับ 2 วันต่างกัน คนที่พูดมา 2 เดือน น่าจะให้ข้อมูลที่ซึมซับกับคนตรงกลางมากกว่า 2 วันที่อภิปราย แต่เชื่อว่า การอภิปรายครั้งนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นในหัวใจที่รักความยุติธรรม


ถาม : ยึดใครเป็นตัวอย่าง ในการอภิปรายไหม ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : ไม่มีหรอกครับ ก็เป็นการอภิปรายที่เป็นตัวเรา พูดบนข้อมูลที่มันเกิดขึ้น ตัวพี่เองเป็นคนที่ระมัดระวังเรื่องการใช้ข้อมูลอยู่แล้ว ตั้งแต่มีหน้าที่ทางพรรคมอบหมายให้ในฐานะผู้อำนวยการสำนักปราบโกง ทำตรวจสอบการทุจริตมาหลายโครงการ และหลายโครงการก็เชื่อว่าพี่น้องประชาชนน่าจะเป็นผู้ตัดสินที่ทำไปเกิดประโยชน์กับประเทศหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ คือ สามารถระงับ ยับยั้งโครงการที่ทุจริต และกำลังจะทุจริต ไปได้หลายโครงการ นั่นล่ะคือ ข้อมูลที่เราจะต้องมีการตรวจสอบอย่างมั่นใจเสียก่อนว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องและไม่ทำให้คนอื่นเขาเดือดร้อน ถ้าเราเอาข้อมูลที่ไม่ถูกต้องมาใช้ ทั้งนี้ การที่เราเป็นคนเข้าถึงข้อมูล เลยมีประชาชนโหวตให้ และ เราไม่ใช่คนที่มีท่วงท่าทำนองของการเป็นนักอภิปรายที่ดุเด็ดเผ็ดมันส์ พี่ไม่มีท่าทางท่วงท่าแบบนั้น ทำอย่างนั้นไม่เป็น

ถาม : โมโห หรือไม่ ถ้าระหว่างอภิปรายอยู่มีคนประท้วง ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : (ตอบทันควัน) ไม่โมโห ก็ไม่ได้มีคนที่ลุกขึ้นประท้วงมาก มีนิดหน่อย คือ ช่วงของการอภิปรายทุจริต ก็ยังนึก ณ ตอนนั้นที่โดนประท้วงว่ามันเป็น ข้อมูลการทุจริตที่พรรคประชาธิปัตย์หาทางออกไม่ได้ ที่จะอธิบายเรื่องนี้เหมือ สปก. 4-01 ภาคสอง ซึ่งถ้าใครนึกถึงประชาธิปัตย์ วันนี้ จะนึกถึงชุมชนพอเพียง นี่ล่ะมันชัด แต่ก็มองว่า การประท้วงเป็นการตีรวนให้เราเสียจังหวะ


ของผมมีประท้วงไม่กี่ครั้ง เข้าใจว่า ขณะอภิปรายก็มีฝ่ายรัฐบาลที่ฟังข้อมูล แล้วอาจจะคิดว่า มีอย่างนี้ด้วยเหรอข้อมูลที่เตรียมมาก็คงจะชัด เลยนั่งฟังจนลืมตัวเพราะผมเป็นคนไม่ชอบวาทกรรม ไม่ชอบวิวาทะ แต่ชอบที่จะใช้สภา เป็นสถานที่ในฐานะที่เป็นตัวแทนพี่น้องประชาชน ได้ทำงานที่ดี ได้เป็นประโยชน์กับพี่น้อง ก็คิดว่าสิ่งที่ทำนี่ล่ะเป็นหน้าที่จริงๆ ของฝ่ายค้าน คือ ตัวเองก็ทำหน้าที่แบบนั้นมาตลอด ตรวจสอบอยู่ข้างนอก ก็พยายายามทำให้ดีที่สุดให้เกิดประโยชน์ มาได้รับหน้าอภิปรายไม่ไว้วางใจก็ทำได้ดี เราก็เอาข้อมูลที่รัฐบาลทำไม่ถูก ละเมิดกฎหมาย ละเมิดสิทธิ อะไรก็สุดแล้วแต่ที่เราไว้วางใจเขาไม่ได้ เราก็เอามาพูดอย่างตรงไปตรงมา ส่วนถ้าท่านเห็นว่า ไอ้สิ่งที่ผมพูดมันไม่ถูก ท่านก็มีสิทธิชี้แจงให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบว่า มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แต่ถ้าเรากล่าวหาแล้วท่านตอบไม่ตรงกับคำถาม พี่น้องประชาชนตัดสินได้เอง

ถาม : เริ่มต้นบทบาทในสภาฯ ตั้งแต่เมื่อไหร่

น.อ.อนุดิษฐ์ : บทบาทที่เกิดกับหน้าสื่อ คือ เริ่มจากเมื่อตอนที่มารับตำแหน่งผอ.สำนักงานปราบโกง เพราะจะมีการแถลงข่าวที่เกี่ยวกับการทุจริตกับสื่อมวลชนมาตลอดเริ่มตั้งแต่ ก.ค. ปี 2552 เริ่มที่จะมีบทบาทกับสาธารณะในการตรวจสอบทุจริต เริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ถาม : มีชาวบ้านมาทักไหม ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : ก่อนหน้านี้ ที่สถานีโทรทัศน์ พีเพิ่ลชาแนล ยังออกอากาศได้ตามปกติ ซึ่งคือช่วงก่อนการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง ผมก็ได้ไปร่วมจัดรายการ "ประเทศไทยก็ของเรา" ออก อากาศทุกวันอาทิตย์ จัดร่วมกับ จิรายุ ห่วงทรัพย์ และการุณ โหสกุล เป็นรายการที่สนทนากันเรื่องการเมืองและเรื่องของการตรวจสอบซึ่งก็ต้องถือว่า มีแฟนรายการเยอะ


ถาม : มีแฟนคลับไหม ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : (หัาเราะ) ไม่มี


ถาม : แล้วเฟซบุ๊ก ที่ตั้งเป็นกลุ่มเชียร์ล่ะ ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : อันนี้ไม่มี แต่ผมมีเฟซบุ๊กส่วนตัว เพิ่งเล่นเฟซบุ๊กตอนที่มาทำศูนย์ปราบโกงนี่ล่ะ เพราะเฟซบุ๊กรับและกระจายข่าวได้รวดเร็ว ก็ใช้เฟซบุ๊กเป็นอีกช่องทางหนึ่งและในช่วงที่มีสถานการณ์เกิดขึ้น เฟซบุ๊ก เป็นสิ่งที่มีประโยชน์มาก แต่ล่าสุด หลังการอภิปรายในสภาฯ ไปก็พบว่ามีคนให้ความสนใจ มาร่วมสื่อสารกับผมทางเฟซบุ๊กมากขึ้น เรตติ้งดี ซึ่งคิดว่า ตรงจุดนี้เป็นเรื่องดี เราจะได้ใช้สังคมออนไลน์ตรงนี้เป็นอีกทางหนี่งที่นำเสนอส่งข้อมูลความจริงออกไปสู่สาธารณะ


ถาม : เข้าโหมด เรื่องส่วนตัวกันบ้าง ทำไมลาออกจากการเป็นทหารอากาศ มาเล่นการเมือง

น.อ.อนุดิษฐ์ : เมื่อตอนเด็กๆ ฝันอยากเป็นนักบินขับไล่ ก็ได้เป็น ขณะเดียวกัน ก็ฝันอยากเป็นนักการเมืองเช่นกันด้วย เพราะฉะนั้น ในชีวิตได้ทำสิ่งที่ตัวเองรักมากที่สุด คือ การเป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาาศ จนเป็นถึงผู้บังคับฝูงบินแล้ว เรียกว่า บินจนหมดเวลาต้องบิน ต้องไปนั่งโต๊ะแล้ว ก็ถือว่า เราทำหน้าที่ตรงนั้นไปแล้ว ก็คงมีอีกสิ่งหนึ่งที่ยังไม่ทำ คือการเป็นนักการเมือง จึงลาออกจากการรับราชการเมื่อปี 2547 และหันมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย ในการทำงานด้านการเมือง


ถาม : แตกต่างไหม ระหว่างนักการเมือง กับนักบิน

น.อ.อนุดิษฐ์ : อยากจะบอกว่า การเป็นนักการเมืองกับนักบินเหมือนกันเป๊ะเลย คือ ชีวิตการเป็นนักบินขับไล่มันต้องไปเจออะไรที่เปลี่ยนไปตลอด ทำงานไม่ได้ซ้ำเดิม ต้องมีการตัดสินใจ วางแผนอย่างดี เพื่อปฏิบัตินอกจากวางแผนปกติแล้วยังต้องวางแผนสำรองเอาไว้ทุกๆเรื่องเลย ตัวเราเองก็ พร้อมรับแผน ที่วางเตรียมไว้ว่า มันต้องเป็นอย่างไร รวมถึงแผนที่ไม่คาดฝัน ใครเป็นนักบินขับไล่จะรู้เลย ในชีวิตเราจะต้องเจอสิ่งที่ไม่คาดฝันตลอด ทั้งที่เราวางแผนมาดีแล้ว มันควรจะออกมาเป็นแบบนั้นแบบนี้ แต่บางทีไม่ได้เป็น หรือบางทีมันนึกไม่ถึง การเมืองเช่นเดียวกัน เป็นสิ่งที่เราต้องวางแผนไว้เป็นอย่างดี ว่าเราจะเดินแบบไหน อย่างไร ทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์ กับพี่น้องประชาชน แต่เนื่องจากการเมืองที่ไม่มีเสถียรภาพจึงมีปัจจัยที่เป็นองค์ประกอบอย่างอื่นเที่ทำให้เราวางไว้บิดเบือน เบี่ยงเบนได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นต้องเตรียมรับเรื่องที่มันไม่คาดฝันและตัดสินใจรวดเร็วเกิดขึ้นได้ ว่ามันเปลี่ยนแล้วนะ จะทำอย่างไรต่อไป การเมืองคือ ทัศนคติที่เกิดขึ้นของคนหมู่มาก นักการเมืองเป็นตัวแทนของทัศนคติของคนหมู่มาก ถ้าเปลี่ยนแล้วเรายังอยู่เฉยๆ ไม่พูด ไม่ทำ เราก็จะถูกเปลี่ยนแปลงเบี่ยงเบนไปกู่ไม่กลับ

ถาม : ทำงานตลอดอย่างนี้ ได้พักหยุดพักบ้างหรือเปล่า

น.อ.อนุดิษฐ์ : ไม่มีวันหยุด ยังไม่ได้พักเลย ทำงานทุกวัน ตั้งแต่ตอนที่พี่น้องเสื้อแดงเริ่มเดินทางมาชุมนุม 12 มี.ค. 53 ก็เริ่มแล้ว จน 14 มี.ค. มีการชุมนุมที่สะพานผ่านฟ้า เราในฐานะที่เป็นนักการเมืองต้องดูแลและติดตามในเรื่องของความปลอดภัย ตอนแรกก็เชื่อว่าคงไม่นาน อาทิตย์เดียวก็น่าจะจบ เดี๋ยวก็คงหาทางเจรจากันได้ อะไรกันได้ แต่มันเหลือเชื่อว่า พอมันมาถึงวันที่ 10 เม.ย. ที่เกิดเหตุการณ์สลายม็อบ และมีคนบาดเจ็บล้มตาย ซึ่งตอนนั้น ก็นึกว่ายังไงก็แล้วแต่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีที่มาตามระบอบประชาธิปไตย และเคยพูดแสดงทัศนคติทางการเมืองที่ชัดเจนว่า ให้ความสำคัญกับการเรียกร้องของพี่น้องประชาชน ต้องรับผิดชอบ แต่สองวันที่มีคนตายแล้วก็เงียบไม่มีคำตอบ และโผล่ออกมากลายเป็นผู้ชุมนุม กลายเป็นแกนนำผู้ชุมนุมที่ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้ก็เลยหมดศรัทธาแล้วเพราะตอนแรกก็ค่อนข้างนับถือ นายกฯ อภิสิทธิ์ ในฐานะที่เป็นคนที่มีหลักการ เป็นคนที่มีทัศนคติ ทางการเมืองต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างตรงไปตรงมา แต่วันนี้ ไม่เชื่อเพราะไม่เห็นทำอย่างที่พูด ท่านพูดอย่าง ทำอย่าง

ถาม : แล้วเวลาที่ให้ครอบครัวล่ะ ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : ช่วงเวลาที่เกิดการชุมนุมเป็นช่วงที่เด็กๆ ปิดเทอมพอดี เดิมก็สัญญากับลูกๆไว้ ว่าจะไปเที่ยว ถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้ไป ก็ไม่เป็นไร ลูกๆ เข้าใจการทำงานของพ่อ และเราเองสิ่งที่ระมัดระวังมาก เพราะถือเป็นสิ่งสำคัญ คือ การเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูก ควรจะทำให้เขาภาคภูมิใจ ทุกครั้งที่กลับไปบ้านก็จะบอกว่า พ่อทำงาน ทำงานให้กับพวกเรา ทำงานให้กับลูก ทำงานให้กับพี่น้องประชาชน สิ่งที่พ่อทำทำในสิ่งที่ดีที่ถูกต้อง ณ วันนี้ สิ่งที่เราได้ตอบกลับจากลูกๆ ทำให้เรามีความสุข เพราะทุกคนเป็นเด็กดี น่ารัก เรียนหนังสือเก่ง เขาเป็นที่รักของเรา สิ่งที่เราได้รับตอบกลับมาด้วยการทำดี ก็ยิ่งอยากให้จะทำให้ดีตอบกลับมา ส่วนใหญ่ลูกสาวจะให้กำลังใจ มีลูก 4 คน คนโต 6 ขวบครึ่ง เป็นเด็กผู้ชาย คนที่สองผู้หญิง คนที่สามผู้ชาย ส่วนคนเล็กสุดท้อง กำลังจะสองขวบ (ยิ้ม)


ถาม : ต่อไปจะมีเวลาให้ครอบครัวมากกว่าเดิมไหม ?

น.อ.อนุดิษฐ์ : พี่เป็นคนที่มีเวลาจะกลับบ้าน ถ้าไม่มีธุระที่ไหน ก็กลับบ้านตลอด จะมีคนเห็นพี่ในสถานที่ที่เป็นสาธารณะเหมือนคนทั่วไป เช่น ถ้ากลับบบ้านเร็ว ก็จะพาพวกเขาไปเล่นที่สนามกีฬาหัวหมาก ทั้งพ่อแม่ลูก ใส่ชุดกีฬาไปวิ่ง ไปเล่นออกกำลังกาย อีกที่ที่มาบ่อยมาก คือเขาดิน (สวนสัตว์ดุสิต) เพราะเด็กๆ เขาชอบ มีเวลาว่างก็จะให้ครอบครัวเต็มที่ เพราะคิดว่าเรามีเวลาน้อยอยู่แล้ว แต่แม้จะน้อยและเหนื่อย นึกถึงพอทำงานน้อยๆ ก็เหนื่อยอยากจะนอน วันที่ว่างก็อยากนอนให้ยาวๆไปเลย แต่บางทีกลับไปบ้าน เสร็จพอลูกๆ นอน ก็มานั่งเขียนคอลัมน์บ้างอะไรบ้างที่เขาขอ เป็นจ๊อบๆไป ทำบันทึกเก็บไว้บ้าง แต่พี่ก็กลับไปนอนบ้านทุกวัน ยกเว้นตอนนั้น ที่มีสถานการณ์ ก็นอนที่พรรคเพื่อไทย เพราะช่วงนั้นมันชั่วโมงต่อชั่วโมง ไม่รู้ว่าจะมีอะไรไหม ก็ต้องจัดเตรียมความพร้อม ในการช่วยเหลือเยียวยา คนบาดเจ็บ คนตาย

ถาม : ภรรยาดูแลยังไง ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : ภรรยา ( อรวรรณ นาครทรรพ) เป็นห่วงผมมาก จะโทรศัพท์คุยกันบ่อย ในแต่ละครั้งสั้นๆ อยู่ไหน ทำอะไรอยู่ กินข้าวหรือยัง ประมาณนี้ มีการพูดคุย ถามทุกข์สุข เหนื่อยไหม จะกลับเมื่อไหร่ ทานอะไรไหม โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์ตึงเครียดก็ติดต่อกันบ่อย เพราะเขาเป็นห่วง ก็บอกว่า ให้ระมัดระวัง โชคดีที่ภรรยาเป็นคนที่มีทัศนคติทางด้านการเมืองเหมือนกัน คือ ไม่เคยพูดจาให้เราท้อถอยในการทำงาน เป็นห่วงแต่ไม่กลัวที่จะให้เราทำงาน


ถาม : ท้อบ้างไหม กับการทำงานแล้วถูกวิพากวิจารณ์


น.อ.อนุดิษฐ์ : ถ้าถามว่าเหนื่อยไหม เหนื่อย แต่ไม่ท้อ เพราะว่าทั้งก่อนหน้านี้ในฐานะของการเป็นผู้แทนได้อยู่กับพี่น้องประชาชน และได้สัมผัสถึงความสุขที่เขามี และสัมผัสถึงความสุขที่เขาเสียไป พี่เป็นคนที่มีความรู้สึกพวกนี้กับชีวิตที่เขามีโอกาสที่น้อยกว่าเรามาก ตอนเลือกตั้งปี 48 สิ่งที่พรรคไทยรักไทยใช้ในการนำเป็นแคมเปญ คือ คำว่า "โอกาส" ถ้าสังคมที่มีความเท่าเทียม โอกาสยิ่งมีมาก แต่ถ้าสังคมที่มีความแตกต่างทางชนชั้น มาก โอกาสจะมีน้อย ตอนที่เราสัมผัสความสุขของคนในทุกระดับมากๆ คือ ตอนที่ พรรคไทยรักไทยเป็นรัฐบาล เพราะว่าเขามีโอกาาส แต่พอหลังปฏิวัติ พี่เข้าไปในชุมชนเเขตสายไหม ที่พี่เป็นผู้แทนอยู่ ไปเจอเด็กอายุ ประมาณ 14-15 ปี อยู่เต็มเลย ตอนแรกก็ไม่ได้เอะใจ แต่พอดูเวลา มันเป็นวันธรรมดาในช่วงเปิดเรียน เด็กเหล่านี้ไม่ควรมาปรากฎตัวในชุมชน เขาควรจะไปที่โรงเรียน แต่พวกเขากลับไม่ได้เรียนหนังสือ ก็ ถามว่า เขาเรียนฟรีไม่ใช่เหรอ ใช่ รัฐบาลให้เรียนฟรี 15 ปี แต่การที่เด็กกรุงเทพฯ จะเดินทางไปโรงเรียน อย่างน้อย หนึ่งคนต้องมีสตางค์ 50 บาท ค่ารถ ค่าเรือ ค่ากิน แต่ผู้ปกครองเขาไม่มีสตางค์เพียงพอให้ลูกเขาไปเรียนฟรี ที่โรงเรียน


จริงๆ การเรียนฟรีมันไม่จริงหรอก มันยังมีค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก และนี่คือโอกาสที่หายไป เพราะฉะนั้นอยากวิงวอนใครก็แล้วแต่ วันนี้คุณมีหน้าที่บริหารชาติบ้านเมือง อยากให้เห็นแก่พี่น้องประชาชน เอาโอกาสที่เขาเสียไปกลับคืนมาให้เขาเถอะ ใครจะเป็นรัฐบาลก็ช่าง ผมไม่ได้สนใจ แต่อยากเห็นรอยยิ้มกลับมา จริงๆ นี่คือจากกใจเลย (สีหน้าจริงจังมาก) เพราะลองนึกถึงหัวหน้าครอบครัวที่ตื่นมาตอนเช้า มองไปเห็นลูกและเมียนอนอยู่ แล้วเขาต้องกุมขมับ และต้องนึกว่า วันนี้จะดูและลูกเมียยังไง จะเอาอะไรมาให้ลูกเมียกิน ขมขื่นนะชีวิตแบบนี้ และมันเกิดขึ้นในกรุงเทพมหานคร พี่เป็นผู้แทนเขตสายไหม ซึ่งเป็นชานเมือง มีชุมชนแออัดที่สถานะทางการเงินไม่ได้ร่ำรวยเยอะ เป็นสถานะของคนระดับกลางลงล่าง สิ่งที่เขาหายไปคือ โอกาส คืนให้เขาได้ไหม ถ้าคืนสิ่งเหล่านี้ให้เขาได้ด้วยผู้บริหารที่มีประสิทธิภาพ คุณจะเป็นสีไหน ฝ่ายไหน ผมก็พร้อมที่จะสนับสนุน

ถาม : นี่จึงเป็นเหตุผลที่เลือกเข้ามาอยู่พรรคไทยรักไทย ตั้งแต่แรก ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : ถูกต้องครับ สาเหตุที่เข้าการเมือง ณ เวลาที่ตัดสินใจตรงนั้น อีกอันนึงก็คือโอกาส เพราะพรรคไทยรักไทย เป็นพรรคไม่ได้ขายฝันตามนโยบายที่พูด แต่เขาขายความจริง เอานโยบายมาสร้างโอกาสให้กับคนที่เขาด้อยโอกาส โดยเมื่อปี 2548 ที่พรรคไทยรักไทยได้รับเลือกตั้ง เป็นรัฐบาล พี่ก็ได้รับโอกาสไปดำรงตำแหน่งเลขานุการรมว.กลาโหม เป็นปีที่มีความสุขมาก จากการที่มาจากองทัพ แล้วไปเป็นนักการเมือง และยังได้รับใช้อยู่ในกระทรวงที่ดูแลกองทัพพราะกองทัพตอนนั้น เป็นที่หวัง ที่พึ่งของประชาชนจริงๆ หน่วยบัญชาการทหารพัฒนา ได้ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการช่วยเหลือประชาชน ไปขุดบ่อ ไปทำถนน ไปทำทางกายภาพใหก้กับประเทศมากมาย ภายใต้ทรัพยากรของกองทัพ คนที่อยู่ไกลๆ ในจุดที่เขายังไกลปืนเที่ยง หน่วยเหล่านี้ไปถึง แล้วเอาเครื่องไม้เครื่องมือของกองทัพไปช่วย


แต่พอ ปี 2549 ก็พลิกกลับ กองทัพกลายเป็นเครื่องมือของใครไม่รู้ กองทัพต้องย้อนถามกองทัพ ผู้นำกองทัพต้องย้อนถามตัวเอง ว่า หลังปี 49 มากองทัพเข้ามามีส่วนแน่นอนในการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง กองทัพคือ องค์ประกอบสำคัญ แต่พอมาเปลี่ยน ก็อยากถามว่า เปลี่ยนให้ดีขึ้นหรือเลวลง

ถาม : เปลี่ยนเรื่องกันบ้าง นักการเมืองที่ชื่นชมคือใคร ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : คือคุณพ่อ (น.ต.ฐิติ นาครทรรพ อดีต ส.ส.หนองคาย ผู้มีบทบาทผลักดันให้ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ก้าวเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในอดีต ) เพราะคุณ พ่อเคยเป็นนักการเมือง แม้วันนั้นจะถูกปรามาศเยอะเพราะเป็นเลขาธิการพรรคสามัคคีธรรมที่ถูกกล่าหาว่า เป็นนอมินีของทหาร แต่ก็ชื่นชมในบทบาทที่พ่อเป็นเพราะพ่อเป็นคนที่คิดดี หวังดีต่อประเทศชาติ ต่อประชาชนมาโดยตลอด พ่อไม่เคยเปลี่ยนแปลงสถานะที่ตัวเองเป็น ไม่ว่า วันที่เป็นข้าราชการทหาร จนกระทั่งมาเป็นเลขาธิการพรรค ซึ่งขณะนั้นพรรคสามัคคีธรรม เป็นพรรคที่ใหญ่ที่สุดได้รับการเลือกตั้ง มากที่สุด ต้องดูแลพี่น้อง ส.ส.มากมาย หลายคน ไปจนกระทั่งท่านเลิกเล่นการเมืองและถึงวันนี้ก็เป็นคนแก่ที่ใช้ชีวิตหลังเกษียณ แต่ท่านก็ยังทำงานอยู่ โดยเป็นที่ปรึกษาให้กับพี่ๆ น้องๆ ทางการเมือง ไม่มีพรรค บ้านที่คุณพ่อพักอาศัยก็เหมือนเดิม สถานะที่ว่า เคยเป็นอย่างใดก็เป็นอย่างนั้น อยู่บ้านหลังเล็กๆ หลังเดิม คนทีเข้ามาตั้งแต่ยังไม่มีอะไร หลายคนกลายไปเป็นรัฐมนตรี พ่อก็ยังเป็นพ่อ บางคนเปลี่ยนบ้าน เปลี่ยนรถไปไม่รู้เท่าไหร่แล้ว พ่อก็ยังใส่นาฬิกาเก่าๆ อันเดิม เพราะพ่อไม่ได้เป็นผู้ติดยึดในวัตถุ อยากจะพูดว่า พ่อเป็นคนที่หวังดี


ถ้าถามว่า สิ่งเหล่านี้มาจากไหน คือมาจากพ่อ นำกรอบความคิดที่เกี่ยวกับการทำคุณประโยชน์ ให้กับประเทศชาติ เพราะว่า ถ้าพูดถึงแนวคิดทางการเมือง พ่อกับผมคิดไม่เหมือนกัน แต่คนเรามันคิดต่างกันได้ และพ่อเองเป็นคนพูดว่า สวนดอกไม้ที่สวยงามที่สุด ที่เป็นสวนดอกไม้ของประชาธิปไตย ต้องประกอบด้วยดอกไม้หลากสี คำพูดนี้มัน คือความแตกต่างททางการเมืองมันอยู่ร่วมกันได้ และมันก็สวยงาม แต่มันจะลงตัวอย่างไรนั้น ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของสวน คนที่ดูแลสวนดอกไม้ประชาธิปไตยนี้ให้เป็นสวนที่สวยงาม ไม่ใช่วันนึงคุณอยากจะให้มันเป็นทุ่งรวงทอง ทุ่งทานตะวัน แล้วคุณก็เลยไปเด็ดดอกกุหลาบทิ้งหมด หรือว่า วันนึงไปเด็ดดอกทานจะวันทิ้งหมด เหลือแต่ดอกกุหลาบ อย่างนั้นมันก็ไม่ได้มีการผสมผสานและไม่ได้เป็นสิ่งที่สวยงาม พ่อเห็นอย่างนั้น เราก็เห็นแบบนั้น แต่เราอาจจะมีความเห็นต่างต่อกระบวนการในการปฏิบัติ แต่มันก็ไม่ได้ผิดหรอก เพราะในช่วงเวลาก่อน พ.ศ. 2535 สถานการณ์มันเป็นแบบนั้น โลกมันยังไม่ได้เป็นสิ่งที่เปิดกว้าง มันยังมีการจำกัดในการสื่อสาร คลื่นทางความมั่นคงทั้งหลาย ยังคงเป็นปัจจจัยสำคัญ ของการปฏิบัติทางการเมือง แต่วันนี้ พี่เชื่อการเมืองที่มาจากประชาชนสำคัญ และประเทศไทยยังไงก็หนีไม่พ้น และไม่ช้า เพราะสิ่งใดที่เกิดขึ้นวันนี้ เวลานี้ มันทันอกทันใจ มันเข้าใจ มันรับทราบ เหมือนที่ศอฉ.ทำมาสองเดือน คุณทำไปเถอะ แต่ก็ยังมีคนอีกจำนวนมากที่เขาไม่ได้ดูคุณเลย เพราะ "เขาไม่เชื่อคุณ!"


ถาม : เหตุการณ์จากนี้ไป จะสมานฉันท์ คนไทยจะกลับมารักกันเหมือนเดิมไหม ?


น.อ.อนุดิษฐ์ : ถ้ารัฐบาลยังไม่เปลี่ยนพฤติกรรมที่ทำ พูดอย่างทำอย่าง ก็ไม่มีทาง วันนี้เขาได้หยอดเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เมล็ดพันธุ์เหล่านี้มันจะเติบโตขึ้น ด้วยการพรวนดิน ใส่ปุ๋ย รดน้ำ และมันกำลังจะเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว ดอกผลแห่งต้นไม้นี้ จะเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เกิดสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ถาม : ฝากอะไรถึงรัฐบาลชุดปัจจุบัน และรัฐบาลในอนาคต


น.อ.อนุดิษฐ์ : อยากให้ยึดโยงถึงประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก เลิกประพฤติความไม่ชอบทั้งหลายที่จะทำประโยชน์ให้กับพวกพ้องของตนเถอะ ถ้าวันนี้คุณยึดโยงสองเรื่องนี้ไว้เป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการความคิดของคุณ คือ ผลประโยชน์ของชาติ ผลประโยชน์ของประชาชน สองอันนี้ ถ้าให้มันเป็นแก่นก่อนนำไปสู่การปฏิบัติอย่างอื่น คุณก็จะได้ หนทางปฏิบัติที่ถูกต้อง ในการทำให้ประเทศชาตินี้กลับมาสู่ความสงบ เป็นแผ่นดินที่ดี ไม่เฉพาะแต่กับรัฐบาลในอนาคต รัฐบาลนี้ด้วย ควรจะรีบ เราต้องปรับเปลี่ยนท่าทีเหล่านี้มาสู่อะไรที่เป็นการรับฟัง ทั้งสองฝ่าย แต่อาจทำไม่ได้ในวันนี้หรอก แต่ต้องทำ ถ้าไม่ทำเจ๊ง มันจึงมีความสำคัญ ณ วันนี้ว่า สื่อทั้งหลาย รัฐบาลต้องเลิกที่จะควบคุมสื่อ ควรเปิดเสรีทางความคิด มนุษย์จะไม่เป็นอันตรายเลยถ้าเปิดโอกาสให้เขาแสดงความเห็นของเขา แล้วกลับเข้าสู่กระบวนการประชาธิปไตยที่พี่น้องประชาชนเขาสามารถเลือกบนข้อเท็จจริง บนหลักการเหตุและผลที่เขาปรารถนา...

เชื่อว่า หลายคนอาจได้รู้จักตัวตนอีกด้าน ของ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ มากขึ้นกว่าบทบาทการตรวจสอบซักฟอกรัฐบาลบนเวทีสภาฯ เป็นแน่แล้ว ก็ไม่รู้ว่า หลายๆ คำพูด หลายๆ ความคิด หลายๆ ความรู้สึก โดนใจใครกันไปบ้างหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ ต้องยอมรับว่าผู้ชายหน้าตาหล่อเหลา บุคลลิกอ่อนโยน นุ่มนวล และดูสุภาพจากซีกฝ่ายค้านผู้นี้ เป็นคนที่มีความมุ่งมั่น มีอุดมการณ์ และเป็นแฟมิลี่แมนที่น่ายกย่องอีกคนหนึ่งจริงๆ