ที่มา ข่าวสด
วงค์ ตาวัน
หลังจากใช้เวลาขบคิดอยู่นาน กว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะรู้ตัวว่า ที่แท้เหตุรุนแรงกลางเมืองหลวง มีผู้คนเสียชีวิตราว 90 ศพนั้น เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนร้ายแรงยิ่ง
ต้องมีการตรวจสอบและหาคนผิดอย่างเร่งด่วน
กว่าจะตั้งสติได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการสิทธิฯโดยตรง ซึ่งก็ดูเชื่องช้าอยู่แล้ว
จากคำแถลงเมื่อวันศุกร์ โดยนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. บอกว่า ได้มีการกำหนดประเด็นที่จะเข้าไปตรวจสอบทั้งสิ้น 10 ประเด็น
พร้อมๆ กับมีการพูดถึงกรอบเวลาการสอบสวนที่ตั้งเอาไว้คือ 120 วัน ว่าอาจจะไม่ทัน
120 วันนั้นก็คือ 4 เดือน
เหล่ามนุษยชนในประเทศไทย ได้แต่อ้าปากหวอ!
อีก 4 เดือน สถานการณ์คงไปไกลมากแล้ว
เกรงเหลือเกินว่า คู่ความขัดแย้ง ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบ ยังไม่ได้รับบทสรุปความถูกผิดอย่างชัดเจน
จะปะทุอารมณ์ ลุกขึ้นมาฆ่ากันอีกรอบเสียก่อน!?!
นับได้ว่า ในปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้ กก.สิทธิฯ สามารถสร้างความผิดหวังได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ
ที่ผ่านๆ มา บทบาทขององค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ดูจะเป็นความหวังได้มากกว่า
กระตือรือร้น ห่วงใยในสิทธิมนุษยชนของคนไทยมากกว่า
ท่าทีล่าสุด องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ยืนยันตั้งคณะทำ งานขึ้นมาตรวจสอบเหตุรุนแรงในไทย ควบคู่ไปกับกสม.
จากคำแถลงของ นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย บอกว่า จะมีตัวแทนฮิวแมนไรตŒวอตช์จากสำนักงานใหญ่ ที่สหรัฐ มาร่วมทำงานด้วย
เพราะถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีการใช้อาวุธต่อสู้กันกลางเมืองหลวง ดังนั้น ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลาย จะต้องแสวงหาความจริงออกมาตีแผ่
เหมือนเป็นกระจกให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นความจริง
ถ้าไม่สามารถนำความจริงออกมาเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง
เพื่อนำไปสู่การยอมรับความจริงและยอมรับความผิด!!
แต่ถ้าทำไม่ได้ เสื้อแดงจะกลับมาอีก รุนแรงกว่าเดิม เพราะเขาคิดว่ากลับมาเพื่อเอาคืน
นี่คือคำพูดของเจ้าหน้าที่ฮิวแมนไรต์วอตช์ ซึ่งเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนกว่า
ความจริงและความรับผิดเท่านั้น จะหยุดวิกฤตครั้งนี้ได้แท้จริง!
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Monday, June 7, 2010
เฮ้อ..กก.สิทธิฯ
เหตุผล การเมือง ที่ ประชาธิปัตย์ เลือก ข้าง ภูมิใจไทย
ที่มา ข่าวสด
ในที่สุด นวัตกรรมว่าด้วยพรรคเพื่อแผ่นดินตามแผนบันได 4 ขั้นของคมช.เพื่อเอาชนะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกแทนที่ด้วยพรรคภูมิใจไทย
เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยอยู่ภายใต้การนำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ นายเนวิน ชิดชอบ พรรคเพื่อแผ่นดินกระจัดกระจายเป็นอย่างมาก
ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของบ้านริมน้ำ นายสุชาติ ตันเจริญ
ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของ นายไชยยศ จิรเมธากร
ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของวังพญานาค นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ
ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของ ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายเกษม รุ่งธนเกียรติ
ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนหนึ่งอยู่ในความดูแลของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก
การตัดสินใจเอาพรรคภูมิใจไทยจึงง่ายกว่าการตัดสินใจต่อพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะมีความเป็นเอกภาพมากกว่า
การเลือกเป็นกลุ่ม การเลือกเป็นชิ้น จึงง่ายกว่า
คงยังจำกันได้ว่าแผนบันได 4 ขั้นอันกำหนดโดยคมช.ได้แก่ การสร้างแกนทางการเมืองอันประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน
โดยพรรคเพื่อแผ่นดินจะเตะสกัดขาพรรคพลังประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดอ่อนที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดแข็งอย่างยิ่งของพรรคไทยรักไทยและแม้ว่าจะแปรมาเป็นพรรคพลังประชาชนก็ตาม
ปรากฏว่าพรรคเพื่อแผ่นดินล้มเหลว เพราะแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็สอบตกที่ขอนแก่น
ความล้มเหลวยังสำแดงออกอีกเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบในเดือนธันวาคม 2551 ก็นำไปสู่การสัประยุทธ์อันแหลมคมยิ่งทางการเมือง
เพราะไม่เพียงพรรคพลังประชาชนจะแตก หากพรรคเพื่อแผ่นดินก็แตก
เรื่องตลกอยู่ที่ส่วนของ นายเนวิน ชิดชอบ แยกออกมาจากพรรคเพื่อไทยและหันไปสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี
ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กลับเป็น "หมาก" ของพรรคเพื่อไทย
พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาราชสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
แต่แล้ว พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ก็แพ้
แพ้เพราะด้านหลักของพรรคเพื่อแผ่นดินไปสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นเดียวกับพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม และกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งแยกตัวจากพรรคเพื่อไทย
จากนั้น พรรคเพื่อแผ่นดินก็ยิ่งกระจัดกระจายแม้จะมีจำนวนส.ส.มากถึง 32 คนก็ตาม เป็นการกระจัดกระจายไปในแต่ละมุ้ง
ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพอย่างสูง
จากนี้จึงเห็นได้เด่นชัดยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์เลือกพรรคภูมิใจไทยมาแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน
เป็นการเลือกมาแทนโดยหวังให้พรรคภูมิใจไทยเล่นบท "สงครามตัวแทน" ในสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งหน้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
นี่คือจุดที่เหนือกว่าของพรรคภูมิใจไทยต่อพรรคเพื่อแผ่นดินในอีกไม่นานเกินรอ
ถนนมันดีอยู่แล้ว
ที่มา ข่าวสด
รอดพ้นจากวิกฤต"โหวตสวน"มาได้อย่างหวุดหวิดนนนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก็มีข่าวอื้อฉาวขึ้นมาทันที
จากโครงการขยายถนนธนะรัชต์ จาก 2 เลน เป็น 4 เลน
โดยกรมทางหลวงอ้างเหตุผล แก้ปัญหารถติดบนเส้นทางดังกล่าว
และสนับสนุนการท่องเที่ยว
เริ่มลงมือตัดไม้สองข้างทางเพื่อปรับที่ดิน ช่วงที่ข่าวกระแสหลักเทไปที่ม็อบเสื้อแดง
กว่าสังคมวงกว้างจะเริ่มรับรู้ ต้นไม้กว่า 100 ต้นก็ถูกตัดเหี้ยนไปแล้ว
นี่แค่เป็นการขยายถนนช่วงแรก ไม่กี่กิโลฯ เท่านั้น ยังไม่ลามเป็น"ธนะรัชต์"ทั้งเส้น
หากยึดตามขั้นตอนกฎหมาย มันก็น่าจะถูกต้องตามที่หน่วยงานเกี่ยวข้องหยิบยกมาอ้าง
แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไป องค์กรอนุรักษ์ต่างๆ เห็นแย้ง
เขามองกันที่ประเด็น ความสมเหตุสมผลในการก่อสร้าง
เพราะถนนธนะรัชต์ การจราจรติดขัดวายป่วงจริง
แต่ปีละ 2-3 หน ช่วงที่มีคอนเสิร์ตใหญ่หน้าหนาวมาเปิดแสดง...เท่านั้น
วันที่เหลือของปี ปริมาณยวดยานบนถนนสายนี้ ถึงมีไม่น้อย ก็ไม่ถึงขั้นติดขัด
กล่าวได้ว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร ที่จะต้องขยายถนนธนะรัชต์
ซึ่งเป็นถนน 2 เลนที่ค่อนข้างกว้าง และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก
ปลายทางของถนนธนะรัชต์ อยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
มันถูกบีบให้แคบลง ประสาถนนผ่านป่า
จาก 2 เลนใหญ่ พอผ่านด่านอุทยาน จะกลายเป็น 2 เลนแคบ
แต่เลนแคบๆ อย่างทุกวันนี้ รถนักท่องเที่ยวก็มักขับกันเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด
ทุกวันนี้ อุทยานฯ เขาใหญ่มีปัญหาสะสมหลายอย่าง
นอกจากไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย กับรถที่แล่นเร็วเกินในเขตป่า
อันเป็นอันตรายถึงตายต่อชีวิตสัตว์ป่า และก่อมลภาวะทางเสียงให้พวกสัตว์
ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ "ล้น" ในช่วงไฮซีซั่น หมายถึงการใช้น้ำอย่างมหาศาล
และขยะกองมหึมาที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง
แม้อุทยานพยายามป้องกันแล้ว แต่สัตว์ป่าก็ยังดอดกินขยะของมนุษย์ได้อยู่ดี
เหล่านี้บอกให้รู้ว่า เท่าที่เป็นอย่างทุกวันนี้
มรดกโลกเขาใหญ่ เสี่ยงต่อความทรุดโทรมมากเกินพอ
หากส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการขยายถนน เรียกรถราให้มาวิ่งบนถนนธนะรัชต์ได้มากขึ้น
มันน่าจะส่งผลกระทบทางใดทางหนึ่ง ลามไปถึงในเขตป่าในที่สุด
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ที่ตัดโค่นไปจะเป็นแค่ต้นไม้ริมทาง ไม่ใช่ในเขตอุทยาน
แต่ไม้ใหญ่แต่ละต้น ก็มีคุณค่าต่อมนุษย์ทั้งสิ้น
ส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านด่าเรื่องนี้กันขรม น่าเป็นเพราะเจ้าของโครงการไม่น่าไว้ใจ
เป็นนักการเมืองกลุ่มที่ภาพลักษณ์ ยังไม่กระเตื้อง
"มาร์ค"แจงปรองดองคืบหน้า
ที่มา ข่าวสด
วันที่ 6 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิ สิทธิ์" ถึงการตรวจสอบเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมือง ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ในส่วนของผมจะเน้นหนักไปที่ เรื่องการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง
ขอยืนยันว่าการตัดสินที่ผ่านมารัฐบาลได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุด และพยายามจะลดความสูญเสียแต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเพราะมีกองกำลังติดอาวุธ หรือผู้ก่อการร้ายเข้ามาปะปนอยู่ในการชุมนุม ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้อย่างยากลำบาก
แต่ปัญหาในส่วนของรายละเอียดของเหตุการณ์และการทำหน้าที่ต่างๆ หลังจากนี้ต้องนำเข้าสู่การแก้ปัญหาในส่วนของแผนปรองดอง โดยส่วนหนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา สอบข้อเท็จจริง
ตอนนี้มีการทาบทามบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ประธานและคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งทุกคนต้องเป็นคนที่มีความ เป็นกลางทางการเมืองและสังคมยอมรับ เพราะไม่เช่นนั้นอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง
ประกอบกับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก็กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน
ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร ผมและรัฐบาลก็พร้อมยอมรับผลการตรวจสอบ
ต้องยอมรับว่า ถึงสถานการณ์ตอนนี้จะเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายและความมั่นคงก็ยังดำรงอยู่ รัฐบาลจึงต้องประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน โดยจะมีการประเมินสถาน การณ์เป็นระยะว่าเหมาะสมที่จะยกเลิกการประกาศแล้ว หรือไม่
ที่ผ่านมาในการเข้าควบคุมพื้นที่การชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่จะหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปบริเวณพื้นที่การชุมนุมหลัก แต่จะใช้วิธีการปิดล้อมและกระชับวงล้อม เพื่อกดดันให้การชุมนุมนั้นสามารถยุติลงได้ โดยไม่ต้องมีการปะทะกัน
ซึ่งในที่สุดก็เป็นเช่นนั้น แต่ในส่วนของสวนลุมพินี ที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ เพราะมีการเก็บอาวุธไว้ในพื้นที่ รวมทั้งยังมีการยิงเอ็ม 79 มาจากบริเวณนั้นจำนวนมาก
สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดในวัดปทุมวนารามฯ นั้น ในส่วนนี้ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงต่อไป แต่ผมขอย้ำว่าเราได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากการชุมนุมได้ยุติลงแล้ว รวมทั้งอยู่ในช่วงที่ผู้ชุมนุมกำลังเดินทางกลับบ้าน แต่จะมีก็เพียงเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปคุ้มกันเจ้าหน้าที่ดับเพลิงบริเวณสยามสแควร์ เท่านั้น
สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ก็จะเริ่มดำเนินมาตรการแผนปรองดองแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปประเทศไทยที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางสังคมและเศรษฐกิจ
โดยจะมอบหมายให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกฯ เข้ามา ดูแลในส่วนนี้ ซึ่งจะเริ่มจากการสำรวจความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนก่อน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน
ในส่วนถัดมาจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสื่อสารมวลชน โดยผมได้พูดคุยกับทางคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าสื่อมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในการใช้เสรีภาพนั้น ต้องไม่สร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังที่นำไปสู่ความรุนแรง
ทางคณบดี กำลังกลับไปวางแนวทางและรูปแบบในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนขึ้น
ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องของกฎหมายต่างๆ ได้ทาบทาม นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์อธิการบดีของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พร้อมด้วยนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อมาหารือในประเด็นนี้
สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ประชาชนที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะได้รับการดูแลและได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ในส่วนของผู้ชุมนุม ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลในส่วนของเรื่องสาธารณูปโภคและด้านอื่น
สำหรับด้านธุรกิจ ขณะนี้ก็เริ่มเดินหน้าได้อย่างชัดเจน โดยครม. ได้อนุมัติเงินในส่วนของการที่จะดูแลเกี่ยวกับบริษัทที่ยังจ้างงานต่อ โดยเราเข้าไปช่วยในเรื่องของเงินเดือนของลูกจ้างที่ไม่ถูกเลิกจ้าง และเรื่องของค่าเช่าร้านค้าในช่วงที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้
ส่วนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง เมื่อสำรวจตรวจสอบแล้ว ก็จะมีการชดเชยทั้งในระบบของประกันสังคม ซึ่งรัฐบาลจะสมทบเพิ่มเติมเข้าไปให้
ส่วนกรณีของผู้ประกอบการที่ประสบกับปัญหาเพลิงไหม้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ขณะนี้การจ่ายเงินช่วยเหลือนอกเหนือเกณฑ์ปกติที่กทม. จ่ายให้ และที่รัฐบาลอนุมัติให้อีกรายละ 50,000 บาท ขณะนี้ก็เริ่มมีการจ่ายแล้ว
รวมทั้งยังสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย อนุมัติเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องการดำเนินกิจการต่อด้วย และจากนี้ทาง นายกอร์ปศักดิ์ สภา วสุ เลขาธิการนายกฯ ก็กำลังตรวจสอบและประเมินความเสียหายทั้งหมด เพื่อจะได้เข้าไปคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ น่าจะได้ข้อยุติ
ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี การมีเสียงข้างมากในรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่ามีความจำเป็น เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถบริหารประเทศได้ เนื่องจากหากเสียงข้างมากในสภาไม่สนับสนุนก็จะไม่สามารถผลักดันกฎหมายต่างๆได้ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณ
ซึ่งปัญหาการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งความจริงผมก็ทราบมาก่อนหน้านี้ว่ามีปัญหาในส่วนนี้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดูว่าการรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อทำงานต่อไปนั้นจะทำได้อย่างไร
แต่เสียงข้างมากที่รัฐบาลสามารถรวบรวมและมีความเป็นเอกภาพ ก็ต้องปรับเปลี่ยนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะทำงานในลักษณะเป็นกลุ่มอยู่แล้ว
การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ก็คือ ดูส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ยังมีความพร้อมในการที่จะสนับสนุนรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ
ในส่วนของการปรับครม. ครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปดูแลกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักของทางด้านเศรษฐกิจแทนด้วย
สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ถึงแม้จะผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมมาคม ซึ่งถูกอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส
โดยเฉพาะในส่วนของรมว.คมนาคม ที่ถูกอภิปรายในประเด็นรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผมขอชี้แจงว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มีการดำเนินการในเรื่องของเงินกู้จากไจก้า และการประมูลต่างๆ ที่ได้ยื่นซองไว้เรียบร้อยแล้ว
ผมได้สั่งการให้นายโสภณ เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม อาจมีการเจรจาเพื่อต่อรองราคา ซึ่งอาจจะลดราคาลงมาได้ประมาณ 6,000 ล้านบาท
ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกอภิปรายเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและการโยกย้ายข้าราชการนั้น ผมจะให้มีการรวบรวมรายงานและตรวจสอบเพิ่มเติม
หากเรื่องใดพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็ต้องมีการดำเนินการในเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบต่อไป
งัดรถ-ดีเอสไอ ฉกข้อมูล โน้ตบุ๊กคดียุบปชป.
ที่มา ข่าวสด
รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายงัดรถยนต์ของพ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัตน์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่จอดทำธุระอยู่ คนร้ายได้โจรกรรมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไป พ.ต.ท.วรชัย จึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.พหลโยธิน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถยนต์ที่เสียหาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนร้ายน่าจะต้องการจารกรรมข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า เนื่องจากรถยนต์ของ พ.ต.ท.วรชัย ติดฟิล์มหนาทึบ ไม่สามารถมองเห็นภายในรถได้ และลักษณะของการโจรกรรมมุ่งต่อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หยิบฉวยทรัพย์สินอื่นๆ ไปด้วย ทั้งที่มีเวลาให้สามารถกระทำได้
รายงานข่าวเผยว่า การกระทำครั้งนี้สอดรับกับข้อมูลที่ผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ ที่เคยแจ้งเตือนให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ทำงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มีบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ใช้ให้อดีตข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ตำแหน่งสุดท้ายอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เฝ้าติดตามสะกดรอยการใช้ชีวิตประจำวันของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่อยู่ในคณะทำงานสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลไปใช้ช่วยเหลือต่อสู้คดีในชั้นศาล หลังจาก กกต.เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอก จากนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวยังมีเป้าหมายคุกคาม และกดดันพยานปากสำคัญกรณีดังกล่าวด้วย จึงให้คณะพนักงานสืบสวนใช้ความระมัดระวังกับเหตุไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้
รายงานข่าวเผยด้วยว่า เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทางผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อมูลหาข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง โดยประสานงานกับผู้บริหารฝ่ายธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบว่ามีการใช้ข้อมูลที่ถูกจารกรรมไป ไปใช้ในการต่อสู้คดีหรือไม่ แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน
แจ้งความรอตรวจรถต้องสงสัย
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.ต.ปฐมพงษ์ พุทธลา พงส.(สบ 1) สน.พหลโยธิน ว่า มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ค. พ.ต.ท.อนันต์ ตั้งใจ พนักงานสอบสวนของ ดีเอสไอ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกคนร้ายงัดรถแล้วขโมยของภายในรถรถไป เป็นกล้อง ดิจิตอล 1 ตัว และโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยพ.ต.ท.อนันต์ นำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของห้างดังกล่าวเพื่อไปทำธุระส่วนตัว กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. จึงเดินกลับมาที่รถก็พบว่าของดังกล่าวได้หายไปแล้ว เมื่อเดินดูรอบรถก็พบว่าไม่มีร่องรอยการทุบทำลายกระจกรถแต่อย่างใด คาดว่าน่าจะล็อกแล้วปิดประตูไม่สนิท คนร้ายจึงฉวยโอกาสเข้าไปก่อเหตุดังกล่าว
ร.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวของ พ.ต.ท.อนันต์ สงสัยรถยนต์อีกคันที่จอดอยู่ใกล้ๆ แต่ว่าภายในลานจอดรถไม่มีกล้องวงจรปิด มีเพียงทางเข้าและทางออกของลานจอดรถเท่านั้นที่มีกล้องวงจรปิด ซึ่งทาง พ.ต.ท. อนันต์ ต้องการเข้ามาแจ้งความเพื่อที่จะนำใบแจ้งความไปขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดเกี่ยวกับรถคันต้องสงสัย แล้วจะสอบสวนทางลับเองว่ารถคันดังกล่าวมีใครเป็นผู้ครอบครองและเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ
เสธ.หนั่นปัดข่าว ดึงไพฑูรย์ ร่วมตั้งพรรคใหม่

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์
"พล.ต.สนั่น" ปฏิเสธ ดึงอดีตรมว.แรงงาน "ไพฑูรย์" ตั้งพรรคใหม่ ยันไม่ใช่คนฉวยโอกาส แจงอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา อบอุ่นดีอยู่แล้ว ตั้งพรรคภาคเหนือยังไม่อยู่ในความคิด...
เมื่อเวลา 09.35น. วันที่ 7 มิ.ย. 2553 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา( ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสข่าวว่าได้โทรศัพท์ชักชวน นายไพฑูรย์ แก้วทอง กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตรมว.แรงงาน ให้มาร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วยกัน ว่า เมื่อตนได้ทราบข่าว นายไพฑูรย์ ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงโทรไปให้กำลังใจ เพราะไม่เคยทราบล่วงหน้า จึงให้กำลังใจในฐานะเพื่อนและเป็นคนพิจิตรด้วยกัน ถือว่าเป็นการโทร.ไปให้กำลังใจในภาวะที่เจอสถานการณ์ที่วิกฤต ยืนยันว่าไม่ได้มีการชักชวนให้มาตั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วยกัน ขณะนี้นายไพฑูรย์กำลังประสบปัญหาวิกฤติ ตนไม่เคยเป็นคนฉวยโอกาส คนที่ให้ข่าวคงต่อเติมข่าวนี้ขึ้นมาเอง ยืนยันว่าไม่เคยพูด ไม่เคยจะชวนนายไพฑูรย์มาอยู่ด้วย หรือตั้งพรรคการเมือง ได้แต่ให้กำลังใจในฐานะที่เป็นเพื่อนกันมานานเท่านั้นเอง และไม่ใช่นิสัยตนที่จะเที่ยวไปดึงคนนั้นคนนี้ออกมาอยู่พรรคนั้นพรรคนี้
ไพฑูรย์ แก้วทอง
เมื่อถามว่า นายไพฑูรย์ จะวางมือทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพียงแต่ให้กำลังใจเท่านั้น และนายไพฑูรย์ก็ขอบคุณ เมื่อถามว่าแต่คนใกล้ชิดนายไพฑูรย์ระบุว่า นายไพฑูรย์จะออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงว่ามีพรรคอื่นรออยู่แล้วใช่หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้ไปชักชวนนายไพฑูรย์มาตั้งพรรคการเมืองอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และตนไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น
เมื่อถามว่า ในอนาคตหากเป็นการตัดสินใจของนายไพฑูรย์เองแล้ว พล.ต.สนั่น พร้อมอ้าแขนรับและซับน้ำตาเพื่อน ที่จะเข้าไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายไพฑูรย์เรื่องนี้ เพียงแต่พูดให้กำลังใจเท่านั้น เมื่อถามว่าในพื้นที่ จ.พิจิตร มีระดับแกนนำ 3-4 คน คิดว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่อยู่ในความคิดของตน อยู่พรรคชาติไทยพัฒนาก็อบอุ่นดีอยู่แล้ว
สาทิตย์รับได้ อดคุมสื่อ ไม่เกี่ยวแดง

"สาทิตย์ วงศ์หนองเตย " ยืนยัน ไม่มีปัญหา หาก นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ "องอาจ คล้ามไพบูลย์" รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คนใหม่ คุมงานด้านสื่อแทน...
นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ว่า ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน (วันที่ 7 มิ.ย.) นายกรัฐมนตรี จะเรียกประชุมเพื่อแบ่งงานในความรับผิดชอบของ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกันใหม่ ส่วนตนเอง จะยังคงได้กำกับดูแลสื่อหรือไม่ก็แล้วแต่นายกฯ ตัดสินใจ ตนไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่โดยหลักการแล้ว เมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ก็ต้องมีการปรับ เพราะงานอาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป ขึ้นอยู่กับแต่ละช่วงเวลา มีงานอะไรที่ต้องเข้ามาทำบ้าง ใครจะเข้ามาทำงานอะไร จะสับเปลี่ยนงานอย่างไรก็แล้วแต่นายกฯ คืองานของสำนักนายกฯ มีเยอะ ในช่วงหลังมีงานใหญ่คือเรื่องการแก้ไขปัญหาของประชาชนด้วย ซึ่งเดิมตนทำทั้ง 2 ส่วน แต่งานด้านสื่อเดิมใช้เวลาเยอะมาก และเราก็ผ่านเหตุการณ์ด้านสงครามข่าวสารข้อมูลมาตลอดตั้งแต่ต้นรัฐบาล
นายสาทิตย์ กล่าวว่า เราทำงานผ่านเหตุการณ์ 11-12 เม.ย. และเหตุการณ์ที่ราชประสงค์มาอีกรอบ ต้องยอมรับ ปีกว่ามานี้สงครามข้อมูลข่าวสารค่อนข้างเข้มข้นรุนแรง แต่เมื่อพอมาถึงจุดหนึ่งการชุมนุมคลี่คลายไป งานหลักคือเรืองการแก้ไขปัญหาประชาชนก็เข้ามาแทนที่ และมากขึ้นทุกวัน ทั้งสมัชชาคนจน เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน การเยียวยาภาคใต้ และยังต้องเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ชุมนุมวันที่ 19 พ.ค. แต่งานด้านข้อมูลข่าวสารก็ยังต้องทำต่อ ดังนั้น นายกฯ ก็คงต้องคุยและเกลี่ยงานกันใหม่ งานในสำนักนายกฯเพิ่มขึ้นมาก รมต.ประจำสำนักนายกฯ 2 คนคงต้องแบกงานกันพอสมควร และงานต้องต่อเนื่อง
โดยส่วนตัวยังอยากทำงานด้านสื่อต่อหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่หรอก งานด้านสื่อใครไม่ทำก็ไม่รู้ ฝ่ายบริหารไม่ได้มีอำนาจอะไรเลย และรัฐธรรมนูญก็รองรับความเป็นอิสระของสื่อ รัฐบาลมีเครื่องมือสื่อจำกัดมาก อย่างไรก็ตาม แม้ตนจะไม่ได้กำกับดูแลสื่อแล้วก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย ตั้งใจทำงานให้ดีที่สุดอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่งานตรงไหนก็ทำได้หมด และยังไม่ได้คุยกับ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
องอาจ คล้ามไพบูลย์
ส่วนการที่หากไม่ได้กำกับดูแลสื่อจริง จะเป็นผลมาจากการที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมาหรือไม่ นายสาทิตย์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเป็นอย่างนั้น ตนโดนพาดพิงมาตั้งแต่เริ่มเป็นรัฐมนตรีแล้ว แต่เราก็ชี้แจงได้ตลอด เป็นเรื่องปกติธรรมดา ส่วนความขัดแย้งในพรรคที่นายไพฑูรย์ แก้วทอง อดีต รมว.แรงงาน ถึงขั้นอาจไปตั้งพรรคใหม่กับ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา นั้น นายสาทิตย์ กล่าวว่า อยากให้ไปถาม นายสุเทพ และนายกรัฐมนตรี มากกว่า
เลือกตั้งส.ข. ปชป.ได้ 10 เขต พท. 3 เขต

เลือกตั้งส.ข. 14 เขตกทม. พรรคประชาธิปัตย์ ชนะยกทีมทั้งหมด 10 เขต เพื่อไทย ชนะยกทีม 3 เขต เขตมีนบุรี ประชาธิปัตย์ได้ส.ข. 4 คน เพื่อไทยได้ส.ข. 3 คน รวมส.ข.105 คน ประชาธิปัตย์ได้ 79 คน เพื่อไทย 26 คน...
6 มิ.ย. นายทวีศักดิ์ เดชเดโช รองปลัดกรุงเทพมหานคร กล่าวถึงผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาเขต (ส.ข.) ทั้ง 14 เขต มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้น 1,450,957 คน ออกไปใช้สิทธิใน 2,100 หน่วยเลือกตั้ง มีผู้มาใช้สิทธิ 542,955 คน หรือมีผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งคิดเป็นร้อยละ 37.42% มากกว่าครั้งที่แล้วคิดเป็นร้อยละ 2.03 โดยมีผู้ครั้งที่ผ่านมา 35.39 ส่วนผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนทั้งหมด 37,408 คิดเป็นร้อยละ 6.89 บัตรเสีย 26,668 คิดเป็นร้อยละ 4.91 ลดลงจากเดิมร้อยละ 0.03 จากเดิม 4.94 โดยเขตคันนายาวมีผู้มาใช้สิทธิมากที่สุด ร้อยละ 45.69 รองลงมาเป็นเขตหลักสี่ ร้อยละ 41.62 และเขตสะพานสูง ร้อยละ 39.88 ส่วนเขตที่มีผู้มาใช้สิทธิน้อยที่สุดคือ เขตจตุจักร ร้อยละ 33.30
นายทวีศักดิ์ กล่าวต่อว่า สรุปผลการเลือกตั้ง 14 เขต พรรคประชาธิปัตย์ ชนะยกทีมทั้งหมด 10 เขต ได้แก่ ลาดพร้าว บึงกุ่ม วังทองหลาง สะพานสูง หลักสี่ บางเขน จตุจักร สายไหม คลองสามวา และบางกะปิ ส่วนพรรคเพื่อไทย ชนะยกทีม 3 เขต ได้แก่ คันนายาว ดอนเมือง และลาดกระบัง ส่วนเขตมีนบุรี ประชาธิปัตย์ได้ส.ข. 4 คน เพื่อไทยได้ส.ข. 3 คน รวมส.ข.105 คน ประชาธิปัตย์ได้รับการเลือกตั้งส.ข. 79 คน เพื่อไทย 26 คน
ด้านน.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กรุงเทพ พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเลือกตั้งส.ข.ในวันนี้ ได้รับแจ้งจากประชาชนว่า พบความผิดปกติในหลายพื้นที่ โดยเขตสายไหม ซึ่งเป็นพื้นที่ของตน พบว่าประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้รับหนังสือแจ้งให้ไปใช้สิทธิเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา รวมทั้งพบว่ามีการย้ายหน่วยเลือกตั้งโดยไม่แจ้งให้ทราบล่วงหน้า บางหน่วยไกลออกไปจากหน่วยเลือกตั้งเดิม 4-5 กิโลเมตร ประชาชนตามไปใช้สิทธิก็ไม่พบรายชื่อเป็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เมื่อสอบถาม เจ้าหน้าที่ก็ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่าต้องไปใช้สิทธิที่หน่วยใด ทำให้มีประชาชนจำนวนมากใช้สิทธิไม่ได้ และต้องกลับบ้านไป
ขณะที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส.กทม. ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งส.ก.และส.ข. พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณประชาชนทั้ง 14 เขตของกรุงเทพมหานคร ที่ไว้วางใจเลือกผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งส.ข.ถึง 10 เขต ซึ่งถือว่ามากที่สุดเป็นประวัติการณ์ของการเลือกตั้งส.ข.ในรอบเกือบ 20 ปี ทั้งนี้แม้ประชาชนจะไม่ได้เลือกผู้สมัครของพรรค ก็ถือเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งครั้งนี้ ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์มีความพร้อมลงสนามเลือกตั้งสมาชิก สภาผู้แทนราษฎร ในอนาคตหรือไม่ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้สมัครของพรรคทำงานหนักตลอดระยะเวลากว่า 4 ปี ประกอบกับมีคนรุ่นใหม่ลงสมัครในสังกัดของพรรคครั้งนี้ รวมทั้งประชาชนให้ความไว้วางใจในพรรคประชาธิปัตย์ด้วย
เดือดร้อนแน่นอน
ที่มา ไทยรัฐ เก้าอี้ผลัดกันนั่ง สมบัติผลัดกันชม การปรับ ครม.ครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของนักการเมืองเอง ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการปรับ ครม.ครั้งนี้เลย วันนี้ ขอพักเรื่องการเมืองไว้ก่อน เพื่อให้ความสนใจกับวิกฤติภัยแล้งที่กำลัง คุกคามประเทศไทย
เป็นวิกฤติภัยแล้งรุนแรงที่สุดในรอบหลายสิบปี
วันนี้...60 จังหวัดต้องประกาศเป็นเขตภัยพิบัติฉุกเฉินร้ายแรง คิดเป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งรวมทั้งสิ้น 464 อำเภอ
พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 10 ล้านคน
พื้นที่เพาะปลูกเสียหายแล้วกว่า 4 แสนไร่ เกษตรกร 3 ล้านครอบครัวหมดเนื้อหมดตัวไปตามๆกัน
น่าเสียดาย 3 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มัววุ่นวายแก้วิกฤติการเมือง
การที่รัฐบาลขยับตัวช้าเกินไป ทำให้ วิกฤติภัยแล้งไม่ได้รับการแก้ไขตั้งแต่ต้นมือ
กว่ารัฐบาลจะตั้งหลักได้ก็สายเกินเพล
"แม่ลูกจันทร์" เขียนกระชุ่น "นายกฯอภิสิทธิ์" หลายครั้งให้ยกระดับวิกฤติภัยแล้งเป็นวาระแห่งชาติ กระตุ้นให้ประชาชนตื่นตัวประหยัดการใช้น้ำกันอย่างจริงจัง
วันนี้ เขื่อนขนาดเล็กและขนาดกลางต้องหยุดปล่อยน้ำเพื่อการบริโภค และเกษตรกรรม
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะเป็นเรื่องจริง
แม้แต่เขื่อนขนาดยักษ์ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ก็อยู่ในขั้นวิกฤติร้ายแรง
ปริมาณน้ำต้นทุนที่เตรียมไว้ใช้ปีนี้หมดเกลี้ยงไปแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม
ปริมาณน้ำสำรองที่เตรียมไว้สำหรับปีต่อไปก็ใกล้จะหมด ต้องงดปล่อยน้ำเพื่อการเกษตรชั่วคราว
ไม่น่าเชื่อว่าวิกฤติภัยแล้งขนาดนี้จะเกิดขึ้นในเมืองไทย
ล่าสุด เขื่อนภูมิพล และเขื่อนสิริกิติ์ ปล่อยน้ำจากเขื่อนเพียงวันละ 20 ล้าน ลบ.เมตร เพื่อการบริโภคอย่างเดียว
แต่ข่าวร้ายคือ มีน้ำเหลือปล่อยได้ อีกไม่เกิน 2 เดือน
ถ้า 2 เดือนนี้ไม่มีฝนตกเหนือเขื่อน เราจะต้องเดือดร้อนกันอย่างมโหฬาร
"แม่ลูกจันทร์" ย้ำเตือนอีกครั้งว่า ถึงเวลาแล้วที่สังคมไทยจะร่วมกันประหยัดน้ำทุกหยด และใช้น้ำเท่าที่จำเป็น
เมืองไทยเคยมีน้ำกินน้ำใช้เหลือเฟือ คนไทยจึงใช้น้ำกันตามสบาย ใช้ล้างใช้ผลาญกันไม่บันยะบันยัง
ความจริงช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา (เมษา—พฤษภา) ก็มีฝนตกพอสมควร
แต่โชคร้าย ปีนี้เกิดวิปริตฝนตกผิดที่ผิดทาง ฝนลูกใหญ่ๆไม่ตกเหนือเขื่อนอย่างที่เคย
เมื่อไม่มีน้ำไหลเพิ่มในเขื่อน ปริมาณน้ำก็ยิ่งขาดแคลน
ข้อสำคัญ ปีนี้โอกาสจะเกิดพายุฝนขนาดใหญ่มีน้อยกว่าทุกปี แถมภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงยาว
ถ้าฝนทิ้งช่วง จะเกิดวิกฤติภัยแล้งหนักที่สุดอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชั่วอายุคน
ผลร้ายที่จะซ้ำเติมตามมาอีกมาก มายเช่น...
1, การผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อนต่างๆต้องหยุดชั่วคราว
2, น้ำที่จะใช้สำหรับการบริโภคจะขาด แคลน
3, น้ำจืดที่ใช้ผลิตน้ำประปาสำหรับ กทม. และปริมณฑลจะไม่เพียงพอ
4, น้ำที่ปล่อยจากเขื่อนเพื่อไล่น้ำเค็มจะไม่มี
5, การทำนาปีทั่วประเทศจะต้องเลื่อนออกไป
6, ข้าวที่จะกินเองและส่งออกปีหน้าจะเหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์
7, อากาศเมืองไทยจะร้อนขึ้น และร้อนยาว
ชีวิตพวกเราคนไทยจะไม่สุขสบายอีกแล้วโยม.
แม่ลูกจันทร์
การเมืองอัปลักษณ์
ที่มา ไทยรัฐ ผลการปรับ ครม. จะออกมาเป็นอย่างไร ประชาชน หาเช้ากินค่ำก็ไม่มีส่วนได้ส่วนเสียอยู่แล้ว เป็นเพราะการปรับ ครม.แต่ละครั้งไม่ใช่เพื่อประชาชน แต่เพื่อรัฐบาลที่กระเสือกกระสนจะทำอย่างไรให้อยู่ได้นานที่สุด เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ถ้าจะอ้างเหตุผลเพราะเหตุการณ์บ้านเมือง ไม่เห็นมีอะไรเกี่ยวข้อง ซึ่งถ้าจะใช้เหตุผลดังกล่าว คนที่สมควรรับผิดชอบก็คือ นายกฯและรองนายกฯฝ่ายความมั่นคง เนื่องจากปล่อยให้มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม และจนบัดนี้ยังไม่มีผู้รับผิดชอบ กลับมีการสร้างกระแสข่าวบิดเบือน การค้นหาความจริง ใครฆ่าประชาชนด้วยซ้ำไป หรือถ้าจะเป็นเรื่องทุจริตคอรัปชันก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ ถ้าจะเป็นเรื่องการบริหารราชการแผ่นดิน ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะตำแหน่ง รมต.ทั้งที่เข้าและออก ล้วนแต่มีที่มาที่ไป และมีผลต่อ เสถียร-ภาพของรัฐบาลโดยตรง หรือถ้าจะเอาเหตุผลทางการเมือง รมต.ที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมดไม่มีใครถูกแตะเลยแม้แต่น้อย คำถามก็คือ ปรับ ครม.ทำไม ในเมื่อไม่มีเสียงเรียกร้องหรือเหตุที่จะต้องปรับเปลี่ยน ที่ชัดเจนมีอยู่เหตุผลเดียวก็คือ ภาวะผู้นำ เพราะความบาดหมางระหว่างกลุ่ม 16 ระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดินชัดเจน ข่มกันมาตลอด ประกาศิตที่ว่า มีเพื่อแผ่นดินต้องไม่มีภูมิใจไทย เป็นคำตอบได้ดีที่สุด และเป็นคำตอบว่า คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ คุณสุเทพ เทือกสุบรรณ มีจุดยืนทางการเมืองอย่างไร เป็นคำตอบว่า ภาวะผู้นำและวิสัยทัศน์ผู้นำนั้นบกพร่องหรือไม่อย่างไร รัฐบาลนี้ใครคุม วันนี้การเมืองไทยยิ่งกว่าน้ำเน่า อุดมการณ์กินไม่ได้ อีนุงตุงนังไปหมด ไม่มีฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาล มีแต่ฝ่ายที่ได้ประโยชน์กับเสียประโยชน์ มีทั้งรัฐบาลในฝ่ายค้านและฝ่ายค้านในรัฐบาล มีแต่งูเห่ากับชาวนา รัฐสภาไม่ต่างอะไรจากตลาดสด เลือกช็อปเอาได้ทุกฤดูกาล โดยมีตำแหน่งทางการเมืองและผลประโยชน์เป็นตัวต่อรอง ไม่เคยเห็นการเมืองยุคไหนเละตุ้มเป๊ะเหมือนการเมืองในยุคนี้ รัฐบาลไม่เคยสนใจที่ไปที่มา ของการเสียชีวิต 86 ศพ แม้จะเห็นหลักฐานคาตา แต่สนใจฝักถั่วในสภาว่าหายไปกี่เสียง โหวตสวนมติกี่เสียง แล้วจัดการทันทียิ่งกว่าสายฟ้าแลบ วันนี้การเมืองไทยถึงยุคที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่มีประเทศไทยมา นักการเมืองขาดจิตสำนึก มองข้ามประชาชน เหลิงอำนาจ จึงไม่กล้าที่จะเอาการเมืองไทยไปเปรียบเทียบกับการเมืองญี่ปุ่นเหมือนนรกกับสวรรค์. หมัดเหล็ก