WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, June 7, 2010

ดร.สุเมธ.แจงอ้างอิงพระราชดำรัสThe King can do no wrongเกิดขึ้นหลายปีแล้ว ไม่เกี่ยวสถานการณ์การเมือง

ที่มา มติชน

กรณีที่ ออฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง หรือออฟนักแสดงชื่อดัง กล่าวตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์"มติชนออนไลน์"ว่า ถึงกรณีที่มีการจาบจ้างสถาบัน และระบุว่าทราบมาว่า นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ยินในหลวงรับสั่งว่า ถ้าเราทำอะไรไม่ดีให้บอก เราพร้อมเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมรู้สึกแย่มากว่าพระองค์ท่านทำให้พวกเรามามากมาย ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่พระองค์ท่านทรงงาน แต่ก็มีบางคนบางพวกไม่ใส่ใจ ตรงจุดนี้ทำให้เป็นแรงฮึดที่ผมอยากจะออกมาพูดในวันนั้น ผมอยากจะออกมาทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องสถาบันที่รักของเรา"


ดร.สุเมธ ได้ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" ว่า คำพูดดังกล่าวตนอ้างอิงจากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่ว่า The King can do no wrong เพื่อจะอธิบายความเป็นนักประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตนพูดในการบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ และได้พูดไว้นานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองหรือเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันแต่อย่างใด

"ไม่ใช่เฉพาะผมที่ได้ยิน พระราชดำรัสที่ว่า The King can do no wrong แต่เป็นคนไทยทุกคนที่ฟังพระราชดำรัสดังกล่าว ก็จะได้ยินด้วยกันทุกคน" นายสุเมธ กล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในการบรรยาย ตนจะนำพระราชดำรัส The King can do no wrong มาอธิบายความเป็นประชาธิปไตยของพระองค์ท่าน เพราะในการปฏิบัติงานหลายครั้ง พระองค์ท่านจะทรงถามความเห็นของผู้ปฏิบัติงาน หรือชาวบ้านในพื้นที่ ว่า เห็นด้วยหรือไม่ และโปรดให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งหลายครั้งผู้ปฏิบัติงาน หรือชาวบ้าน จะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา และพระองค์ท่านก็ทรงรับความแตกต่างนั้นได้

ดร.สุเมธ ยอมรับว่า มีการนำคำบรรยายของตนไปแปลความที่ผิด ๆ หลายครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บางประโยคที่ถูกนำมาอ้างว่าเป็นของตน เมื่ออ่านแล้วยังคิดไม่ออกว่าไปพูดไว้เมื่อไหร่

"เสียงสุดท้าย"ก่อนถูกขับ... "ไพโรจน์"ในวันตกที่นั่ง"กบฏพรรคร่วม"

ที่มา มติชน

ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี

สัมภาษณ์โดย...หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ

"...ถ้าท่าน (นายกฯ) เลือกให้เนวินชี้นิ้วแล้วต้องปฏิบัติตาม ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน หรือท่านจะดำเนินการอย่างไรกับ พผ. เราก็พร้อมน้อมรับ และจะสนับสนุนท่านเหมือนเดิม..."

เมื่อพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) เป็นฝ่ายพ่ายแพ้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเปิดศึกในรัฐบาล"อภิสิทธิ์"

เมื่อ "แม่ทัพใหญ่" จาก "พรรค 5 ก๊ก" ประกอบด้วย "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" เพลี่ยงพล้ำ "จอมพลพรรคสีน้ำเงิน" นาม "เนวิน ชิดชอบ"

17 ลูกหาบ พผ. ที่ร่วมโหวตสวน-งดโหวตให้ 2 รัฐมนตรีค่าย ภท. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บวก 1 เสียงของ "ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี" รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ ส.ส.โคราช ที่ไม่ร่วมลงมติ

จึงตกที่นั่ง "กบฏพรรคร่วม" และไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลกันได้ต่อไป

ก่อนนาทีอัปเปหิ "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์" เปิด "รังโคราช" ในซอยอารีย์สัมพันธ์ ให้ "มติชน"ได้เปิดใจถึงเหตุผลของการ "หัก" และความเจ็บปวดที่มีต่อคนชื่อ "เนวิน ชิดชอบ"

เกิดอะไรขึ้นกับการลงมติของ ส.ส.พผ. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของสภา เพราะคือการชี้เป็นชี้ตายนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย แต่ก่อนเราอาศัยมติพรรคต้นสังกัด หากใครฝืนมติก็เป็นเรื่องประหลาด ถูกมองว่าไปรับซองหรืออะไรใครเขามา แต่ปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้เป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเนี่ยถูกอ้างไปเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ (เรื่อง) ที่ถูกสร้างขึ้น สรุปง่ายๆ คือ พรรคเขาหารือกัน โดยประเมินการทำงานตลอด 1 ปี 5 เดือนของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ทั้งเรื่องผลงาน เรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องการซื้อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว การที่ ส.ส.พผ.ยึดมั่นตามเอกสิทธิ์ของตน จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เสียงที่ออกมามีทั้งเห็นชอบ งดออกเสียง และยกมือสวน

แต่บังเอิญ ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ได้ลงมติไม่ไว้วางใจ และพื้นที่อีสานก็สามารถมองได้หลายอย่าง เช่น พผ. กับ ภท. เป็นคู่ต่อสู้กัน เรื่องการวางตัวบุคคลลงไปทำพื้นที่ เรื่องการทุ่มงบประมาณลงพื้นที่ ก็พยายามสร้างเรื่องให้เป็นขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของแผ่นดิน ประเทศชาติต้องมาก่อนเรื่องตัวบุคคล ผมเคยได้วาทะแห่งปีนะ "ไม่พายเรือให้โจรนั่ง" (เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ปชป. เมื่อปี 2540) ผมบอกน้องๆ ว่า คุณไปใช้ดุลพินิจเอาแล้วกัน ที่ผ่านมาสังคมพร่ำหาว่าทำไม ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ มัวแต่เป็นสภาฝักถั่ว สั่งยกซ้ายก็ยก ยกขวาก็ยก ข้อเท็จจริงในการอภิปรายจะเป็นอย่างไรไม่ต้องฟัง บางทียกมือให้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว พอยื่นญัตติก็รู้แล้วว่าต้องยกมือให้อย่างนี้ มันน่าจะพ้นสมัยไปได้แล้ว

เหตุใดภาพที่ออกมาถึงกลายเป็นโหวตสวนเพราะปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ใช่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น

(ตอบสวนทันควัน) ไม่มี ไปดูให้ชัดเจนสิ ก็เป็นการปล่อยข่าวฝ่ายเดียว เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าวันนี้การให้ข่าวต่างๆ ออกมาจาก ภท. มีการบริหารจัดการสื่อ มีการปล่อยข่าวตั้งแต่ยังไม่โหวต แต่เราเล่นการเมืองแบบผู้ดี ที่ผ่านมาสื่อเคยเรียกร้องให้ ส.ส.ยึดเอกสิทธิ์ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่วันนี้กลับมีการทำสงครามสื่อ มีการสร้างเรื่องว่าเป็นความขัดแย้งกันของตัวบุคคล ขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ แทนที่จะไปตรวจสอบสารัตถะที่มีการอภิปราย กลับมาสร้างสตอรี่ใหม่เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

แต่ ส.ส.สุรินทร์ พผ. ออกมาระบุว่าถูกเบี้ยวงบฯท้องถิ่น และประกาศโหวตสวนตั้งแต่ยังไม่ฟังการอภิปรายด้วยซ้ำ

คือเรื่องของ ส.ส.สุรินทร์เนี่ย เป็นเรื่องที่เขาถูกกลั่นแกล้งอย่างร้ายแรง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐภายใต้กระทรวงนี้ ก็เป็นเรื่องกึ่งส่วนตัวและกึ่งส่วนรวม เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย เรื่องนี้นายกฯก็ทราบ แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของประเทศชาติและประชาชน คนเป็น ส.ส.ต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งมุมมองของ ส.ส.สุรินทร์ก็มองเสมือนว่า 2 เรื่องนี้เข้ามาทับซ้อนกัน มันยากจะปฏิเสธเหตุการณ์ตรงนั้น

วันนี้ถือว่าพวกเราได้จุดประกายเรื่องนี้ให้นายกฯแล้ว ท่านน่าจะใช้วิกฤตตรงนี้ปรับใหญ่ ครม.ตามที่ประชาชนต้องการ น่าจะทบทวนผลงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น การเรียกเก็บเงินในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ซึ่งมันประจักษ์ชัด มีใบเสร็จ ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้กวาดขยะใต้พรมก็น่าเสียดาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่าน ท่านจะเลือกให้ ภท.ข่มขู่ท่านได้ ยื่นคำขาดท่านได้ ท่านก็เลือกไป เรายินดี ถ้าท่านเลือกให้เนวิน (ชิดชอบ แกนนำ ภท.) ชี้นิ้วแล้วต้องปฏิบัติตาม ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน หรือท่านจะดำเนินการอย่างไรกับ พผ. เราก็พร้อมน้อมรับ และจะสนับสนุนท่านเหมือนเดิม

การที่แกนนำ ภท.ยื่นคำขาดให้นายกฯเลือกระหว่างพรรค 46 เสียง กับพรรค 14 เสียง ทำให้อำนาจในการต่อรองของ พผ.ลดลงหรือไม่

คือ...จริงเรามีอยู่ 32 เสียง ครั้งที่แล้วท่านประชา (พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พผ.) อยากเป็นนายกฯ แต่เราเลือกสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์ เพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ดังนั้นที่บอกว่าพรรคแตกก็จริง แต่เป็นเพราะเราสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ถ้าเราสนับสนุนท่านประชา มันก็เป็นเอกภาพไปแล้ว

จงใจทวงบุญคุณ ปชป.หรือเปล่า

ไม่ (ลากเสียงยาว) แต่พูดข้อเท็จจริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคแตก มีส่วนที่มีปัญหากันอยู่ แต่เราจะไม่เตรียมแผน ไม่เตรียมแก้เกมอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ ให้ท่านจัดการได้เลย

คิดว่าจะถูก ปชป.ยึดโควต้ารัฐมนตรีของ พผ. 4 ตำแหน่งคืนหรือไม่

ตอนจัดโควต้ารัฐมนตรีเขาไม่ได้ตั้งที่ตัวเลข 32 เสียง เขาตีว่าเรามีอยู่ 13-14 เสียงเท่านั้น เขาตัดรองนายกฯไป รมช.มหาดไทยก็ไม่ให้ ให้ 3 ตำแหน่ง เพราะคิดว่าเรามีเสียงนิดเดียว โดยไม่เกี่ยวกับโควต้าของกลุ่มท่านสุชาติ (ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ) ตอนนั้นมันวิกฤต การจัดโควต้าให้แต่ละพรรคได้ยกเอาสูตรรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มา

แสดงว่า ปชป.ไม่มีสิทธิริบโควต้ารัฐมนตรีของ พผ.คืนสักตำแหน่งเดียว

ไม่ได้ เพราะการโหวตเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. วันนี้ถ้าให้คิดใหม่โหวตใหม่ ก็ต้องโหวตแบบเดิม ส.ส.เหล่านี้เป็นคนรุ่นใหม่ เขาไม่กังวลใจหรอกว่าจะไปอยู่ตรงไหน เพราะต้องการแก้ไขปัญหาประเทศชาติเป็นหลัก

มีกระแสข่าวเรื่องการยึดเก้าอี้ รมว.ไอซีทีคืน ถือเป็นการซุ่มโจมตีกล่องดวงใจหัวหน้ากลุ่มโคราชหรือเปล่า

ไม่ล่ะ ท่านเป็นคนไม่ยึดติดอยู่แล้ว ความจริงรัฐมนตรีระนองรักษ์บอกด้วยซ้ำว่าอยากพัก หลังทำงานมาปีเศษ

ท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เลือกข้าง ภท.มากกว่า ทำให้หวั่นใจหรือไม่

เรารู้อยู่แล้วว่าท่านสุเทพกับท่านเนวินไปกันด้วยดี ท่านสุเทพกับท่านเนวินก็เหมือนรักยมน่ะ เราก็เข้าใจอยู่ ไม่มีปัญหา เราเข้าใจได้ เรายินดี ท่านจะจัดการอย่างไรก็ว่าไป ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ท่านเนวินเป็นนายกฯ ศักดิ์สยาม (น้องชายนายเนวิน ในฐานะประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย) เป็น รมว.มหาดไทย ท่านสุเทพเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม ประเทศไทยคงเจริญดีล่ะ

บารมีทางการเมืองของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ นายพินิจ และนายปรีชา ไม่สามารถโน้มน้าวให้นายสุเทพมาเป็นพวกได้เลยหรือ

ผมไม่มีบารมี ผมไม่มีอะไร มีแต่ความถูกต้องและความเป็นธรรม ผมไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสถานะทางการเมือง เพียงแต่อยากเห็นประเทศชาติเดินไปได้

วิเคราะห์ว่าท่าทีของนายสุเทพที่ออกมาเป็นบทเฉพาะตัว หรือบทที่ ปชป.ให้แสดง

(นิ่งเงียบ หยุดคิดพักหนึ่ง) ผมว่าผลประโยชน์มันลงตัวน่ะ ก็ดี ผมไม่มีปัญหา และยังยืนหยัดสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์ต่อไป

คิดว่านายกฯเข้าใจเหตุผลในการโหวตสวนของ ส.ส.พผ.หรือไม่

ผมคงไม่เข้าไปก้าวล่วงว่าท่านคิดอย่างไร และจะตัดสินใจอย่างไร เพราะไม่อยากให้ท่านอึดอัด

ในระหว่างรอการตัดสินใจจากนายกฯ มีข่าวว่า ปชป.แอบต่อสายถึงแกนนำพรรคประชาราช พรรคมาตุภูมิ และกลุ่ม พล.ต.อ.ประชาเข้าร่วมรัฐบาลแทนแล้ว

ไม่มีปัญหา อะไรก็ได้ เป็นสิทธิของท่านนายกฯ ท่านจะปรับ ครม.อย่างไรก็ได้ให้มีประสิทธิภาพ และบอกท่านเลยว่าอย่าช้า ขอให้ดำเนินการได้เต็มที่ เพราะ พผ.มันพรรคเล็กๆ และเราไม่ใช่พรรคที่จะแสวงหาอำนาจ ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง ท่านคิดปรับ ครม.ในส่วนของ พผ.อย่างไร เอาใครเข้า ดึงใครออก ท่านทำเลย หรือจะให้พรรคออกไป ก็ไม่มีปัญหา ถึงออกไปเราก็ยังสนับสนุนท่านอยู่ดี

ลึกๆ ในใจคิดว่า ปชป.กล้าอัปเปหิ พผ.ออกจากรัฐบาลหรือไม่

ก็ได้หมดนะ ทางการเมืองมันออกได้ทุกหน้า แต่วันนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ท่านอยากแก้ปัญหาอย่างไร ท่านแก้ไปเลย แล้วก็บอกมาว่าจะให้เราทำอย่างไร ส่วนจะเอาพรรคไหนเอาใครแทนเรา จะวิ่งซื้อเสียงคนของเรา จ่ายเงินจ่ายทองอะไร ไม่ติดใจ ไม่ต่อสู้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยว

เหตุใดถึงชิงประกาศตัวสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่มีโอกาสถูกขับออกจากรัฐบาลหรือไม่

ก็บอกแล้วไง (พูดเสียงดัง) ว่าต้องการผลักดันให้แก้วิกฤตประเทศ มันไม่ใช่เพาเวอร์เพลย์ ไม่ใช่มาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ เพื่อให้ได้เป็นรัฐมนตรี มันไม่ใช่แล้ว บ้านเมืองวิกฤตขนาดนี้

สังคมจะแปลกใจกับท่าที พผ.หรือไม่ เพราะตอน 2 ขั้วรบกันแรงๆ แกนนำ พผ.หายไปจากสารบบการเมืองเกลี้ยง แต่พอศึกสงบกลับออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนนายกฯ

ไม่ใช่ เข้าใจผิด ถ้าเขาเรียกไปปรึกษาเมื่อไหร่ เราไปหมด แต่ในเมื่อเราไม่มีอำนาจหน้าที่และเขาไม่เรียกใช้ ถ้าเราอยู่อาจจะเป็นที่หวาดระแวง เพราะแกนนำเสื้อแดงกับเราเป็นพรรคพวกกันหมด บางทีโทร.มาหาถามว่ากินข้าวหรือยัง พอออกไปข้างนอกพูดอีกอย่างว่าเฮ้ย! คุยกับไพโรจน์เรียบร้อยแล้ว อย่างนี้จะทำอย่างไร เพราะมันเป็นสังคมหวาดระแวง ดังนั้น การที่เราเอาตัวเองออกไปจากเหตุการณ์เนี่ย มันจบ จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงว่าเราจะไปคุยกับใคร ไปประสานกับใคร

แต่ภาพที่ออกมาเหมือน พผ.แทงกั๊ก พร้อมพลิกขั้วได้ตลอด

(เน้นเสียง) ไม่มีล่ะ ที่เราไม่อยู่เพราะต้องการตัดความหวาดระแวงว่าไม่มี ไม่อยู่ ไม่รับโทรศัพท์ใครทั้งนั้น นั่นคือชัดเจนเลยว่าไม่เกี่ยว มันจบประเด็นไปเลย ถ้าผมอยู่บ้านนี้ เดี๋ยวใครก็มาหา เดี๋ยวโดนข้อหาฝักใฝ่อีกแล้ว คือ...การเมืองมันพังเพราะความหวาดระแวงกันมาเยอะแยะแล้ว นิยายปรัมปรามีเยอะแล้ว

ทำนายว่าศึก 2 พรรคจะจบลงอย่างไร

จบอย่างไรก็ได้ ขอให้นายกฯได้ปรับ ครม. ได้สร้างดรีมทีม ทำให้ประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ และไม่ต้องลังเลกับ พผ. เรารับได้หมด ไม่ต้องห่วง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ มาขอเสียงสนับสนุนให้บิดาหรือเปล่า

ไม่ใช่ ไม่มีอะไร เรื่องของบ้านเมืองก็คือเรื่องของบ้านเมือง เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว ต้องแยกให้ได้ ผมเป็นนายอำเภอมาก่อน ผมรู้ทุกเรื่องในกระทรวงหมด ดังนั้น ในการโหวตเราโหวตเพื่อกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่โหวตเพื่อฆ่าท่านชวรัตน์ ท่านกับผมเคยอยู่พรรคชาติพัฒนามาด้วยกัน ท่านชวรัตน์เป็นเพียงสายล่อฟ้าเท่านั้นเอง

ปลายทางของสายล่อฟ้าคือใคร

ก็ล่อไปถึงผู้มีบารมียิ่งใหญ่ ก็รู้กันอยู่ เพราะวันนี้กระทรวงมหาดไทย ถ้าให้พูดชัดเจนคือ เราต้องการให้ศักดิ์สยามถอยออกไปจากกระทรวงเลย (เน้นเสียง) ไม่ใช่ท่านชวรัตน์

ตอนนี้สายล่อฟ้ากลายเป็นตอตะโกแล้ว แต่ผู้มีบารมียังยิ่งใหญ่คับกระทรวงเหมือนเดิม

ผมว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าบริหารราชการแผ่นดินโดยต้องอ่านหนังสือแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือว่าอ่านผิดอ่านถูก ถ้าคนไทยต้องการให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นสมุหนายกในอดีต เป็นเสาหลักของบ้านเมือง เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

โดยส่วนตัวมีปัญหาขัดแย้งอะไรกับนายเนวิน ถึงแทงกันแรงขนาดนี้

ไม่มี ผมไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องส่วนรวม แต่เมื่อมีการลากผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ ผมก็ยินดีจะเปิดเผยความรู้สึก

วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ถูกลากเข้าไปเป็นตัวละครในเรื่องนี้คืออะไร

ต้องไปถาม ภท. เขาอาจจะมองว่าผมเป็นอุปสรรคต่อแผนลับลวงพราง นายกฯชื่อเนวิน รมว.มหาดไทยชื่อศักดิ์สยาม ผมคงเป็นก้างล่ะมั้ง

"เพื่อไทย"คิดหาวิธี จัดการ 3ส.ส.โหวตสวนมติพรรค เล็งขับพ้นสมาชิกพท.

ที่มา มติชน

รายงานจากพรรคเพื่อไทย(พท.) แจ้งว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค พท.วันที่ 7 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมอาจมีการหารือกรณี ส.ส.ของพรรคที่ปันใจให้กับพรรคการเมืองอื่น โดยลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสวนกับมติของพรรค พท. เพื่อขอมติที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคให้เรียก ส.ส.เหล่านี้ มาชี้แจงกับคณะทำงานด้านจริยธรรมของพรรคเพื่อหามาตรการดำเนินการกับ ส.ส.เหล่านี้ต่อไปว่า จะขับพ้นจากสมาชิกพรรคหรือไม่ ทั้งนี้ ส.ส.ที่เข้าข่าย อาทิ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน

ลูกไพฑูรย์โอดพ่อถูกริบอาวุธ อ้าง"เสธ.-ประดิษฐ์"ชวนร่วม มุ้งตอ.โวยขาดแม่ทัพ "สมเกียรติ"เตรียมลาปชป.

ที่มา มติชน


ลูกไพฑูรย์โอดพ่อถูกริบอาวุธ


นายนราพัฒน์ แก้วทอง ส.ส.พิจิตร พรรคประชาธิปัตย์ บุตรชายนายไพฑูรย์ แก้วทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานที่ถูกปรับออกจากตำแหน่ง กล่าวเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน กรณี ส.ส.ภาคเหนือ 15 คนเตรียมเข้าพูดคุยกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อสอบถามเหตุผลการปรับนายไพฑูรย์ออกจากตำแหน่งว่า คงไม่เดินทางเข้าพบนายอภิสิทธิ์พร้อมกับ ส.ส.กลุ่มนี้ เพราะอาจถูกมองว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อน แต่เห็นว่าเป็นสิ่งที่ทำได้ เพราะที่ผ่านมา ส.ส.ประชาธิปัตย์ทั้งภาคเหนือและภาคอีสานได้รับการดูแลจากนายไพฑูรย์เป็นอย่างดี จึงรู้สึกเป็นห่วงและอยากทราบจากปากนายกฯว่า จะดูแลพื้นที่ภาคเหนืออย่างไรต่อไป


"การปรับคุณพ่อออกจากตำแหน่ง เหมือนการริบอาวุธ มีด ดาบ ปืนจากมือแม่ทัพนายกอง แล้วจะให้ไปออกศึกได้อย่างไร ตัวคุณพ่อเองก็บอกว่าไม่ได้ยึดติด เพราะเคยเป็นรัฐมนตรีมาหลายสมัย แต่ไม่ควรจะเป็นเวลานี้ ซึ่งเป็นช่วงวิกฤต เรามองไปถึงอนาคต ถึงการเลือกตั้งครั้งหน้า ที่พรรคอยากให้ได้ ส.ส.ภาคเหนือเพิ่มจาก 20 เป็น 40 คน แต่พอคุณพ่อไม่มีตำแหน่งอะไร จะไปชวนใครมา เขาก็อาจจะไม่เชื่อถือ ที่สำคัญการเลือกตั้งในภาคเหนือและภาคอีสาน ไม่เหมือนใน กทม.และภาคใต้ที่อาศัยกระแสหรือใช้ชื่อพรรคหาเสียงได้ แต่ต้องใช้การยอมรับนับถือในตัวบุคคลด้วย" นายนราพัฒน์กล่าว


อ้าง"เสธ.-ประดิษฐ์"ชวนร่วมงาน


นายนราพัฒน์กล่าวว่า ในวันนี้มีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และอบจ.จากพิจิตรเดินทางมาให้กำลังใจนายไพฑูรย์ถึงบ้าน และว่าพร้อมสนับสนุนไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร โดย พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรีจากพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) และนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และเลขาธิการพรรครวมชาติพัฒนา (รช.) ก็โทรศัพท์มาให้กำลังใจ พร้อมชักชวนให้ไปร่วมงานกันในอนาคต แต่ขณะนี้นายไพฑูรย์ยังไม่ตัดสินใจอะไร เพราะถือว่ายังเป็นคนของประชาธิปัตย์อยู่


"ไม่ว่าคุณพ่อจะตัดสินใจอย่างไร ผมก็จะตามไปด้วย เพราะไม่ว่าอยู่ที่ไหนคนพิจิตรก็ไว้วางใจอยู่แล้ว ส่วนส.ส.ภาคเหนือคนอื่นๆ จะตามไปด้วยหรือไม่ไม่ทราบ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละคน" นายนราพัฒน์กล่าว


ผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐมนตรีใหม่ 2 คนอย่างนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.ไอซีที ก็เป็น ส.ส.ภาคเหนือ คิดว่าจะทดแทนนายไพฑูรย์ได้หรือไม่ นายนราพัฒน์กล่าวว่า ทั้ง 2 คนก็เป็นคนทำงานหนัก และทำเพื่อพรรคมาตลอด แต่การทำพื้นที่ต้องอาศัยความเชื่อถือและความเก๋า อย่างการเลือกตั้งซ่อมใน จ.ลำพูน ที่นายไพฑูรย์ดูแล ไม่มีใครคิดว่าประชาธิปัตย์จะไปปักธงได้ ก็ได้ ส.ส.มา ต่างกับที่ จ.ลำปางซึ่งนายชัยวุฒิดูแล ที่สุดท้ายก็แค่เกือบได้ จึงอยากให้นายชัยวุฒิและนายจุติพิจารณาถึงการทำพื้นที่ด้วย ซึ่งผลการเลือกตั้งครั้งหน้า จะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของผู้บริหารพรรคครั้งนี้ คิดผิดหรือคิดถูก


คงไม่ถึงขั้นย้ายออกไปพรรคใหม่


ทั้งนี้ชาวบ้านจาก จ.พิจิตร เข้าพบปะและให้กำลังใจนายไพฑูรย์ที่บ้านพักย่านประชาชื่นในวันเดียวกัน โดยนายไพฑูรย์ให้สัมภาษณ์ด้วยว่า นอกจากชาวบ้านแล้ว ยังมี พล.ต.สนั่น และนายประดิษฐ์ โทรศัพท์ให้กำลังใจ
ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข่าวถึงการตั้งพรรคใหม่ร่วมกับ พล.ต.สนั่นให้เป็นภาพของพรรคคนภาคเหนือ นายไพฑูรย์กล่าวว่า ยังไม่มีปัญหาอะไรถึงขั้นนั้น และการปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ก็เป็นอำนาจของผู้บริหารพรรคซึ่งตนเองก็ไม่ได้น้อยใจเพราะเป็น ส.ส.และอยู่ในวงการเมืองมานาน และจริงๆ แล้วก็ตั้งใจว่า อยากให้คนอื่นมาทำแทน เพียงแต่เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา โดยควรให้มีการเลือกตั้งใหม่เสียก่อน ซึ่งตนเองก็อายุมากถึง 74 ปีแล้วจึงเตรียมที่จะวางมือ ทั้งนี้ในวันที่ 7 จะเดินทางเข้าไปกระทรวงแรงงานอีกครั้งเพื่อร่ำลาข้าราชการ


นายอัศวิน วิภูศิริ ส.ส.สัดส่วน ชทพ. คนใกล้ชิด พล.ต.สนั่น ให้สัมภาษณ์ปฏิเสธกระแสข่าว พล.ต.สนั่น ทาบทามนายไพฑูรย์ ให้มาร่วมงานทางการเมืองในอนาคต ว่า ยังไม่มีแนวคิดนี้เกิดขึ้น เพราะพล.ต.สนั่นยังคงร่วมงานทางการเมืองกับพรรค ชทพ.อยู่ ส่วนเรื่องอนาคตเร็วไปที่จะพูดถึงในตอนนี้
ส่วนในอนาคตเป็นไปได้หรือไม่ที่จะร่วมงานทางการเมืองกับ พล.ต.สนั่น นายไพฑูรย์กล่าวว่า "อันนั้นเป็นเรื่องของอนาคต แต่ที่ พล.ต.สนั่นโทร.มาหาผมแค่ให้กำลังใจเท่านั้น ไม่มีอะไร เป็นเรื่องธรรมดา อย่าไปสนใจอะไรมากเลย"


มุ้งตอ.โวยขาดแม่ทัพ-จี้วางกติกา


นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการปรับ ครม.ว่า มติ ส.ส.ภาคตะวันออก เคารพการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และกรรมการบริหารพรรค แต่ต่อไปขอให้มีการกำหนดหลักเกณฑ์การปรับคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีหรือปรับออกจากตำแหน่งให้ชัดเจน เพราะพื้นที่ภาคตะวันออก ประชาชนก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งพรรค และส.ส.ภาคตะวันออกก็เป็นเด็กดี ดังนั้นอยากเสนอให้แยกภาคตะวันออกจากโควต้าภาคกลาง เพราะภายหลังจากนายธีระ สลักเพชร ส.ส.ตราด ถูกปรับออกจากรมว.วัฒนธรรม ภาคตะวันออกก็ไม่มีรัฐมนตรีเลย ทำให้ประชาชนเริ่มมีการซักถามบรรดา ส.ส.ของพรรค ซึ่งอาจจะกระทบการเลือกตั้งครั้งต่อไปเพราะขาดแม่ทัพที่เป็นรัฐมนตรีในภาคตะวันออก นอกจากนี้ภาคตะวันออกก็มีบุคคลที่เหมาะสมคือนายสาธิต ปิตุเตชะ ส.ส.ระยอง ที่เป็นกรรมการบริหารอยู่ด้วย โดยเป็น ส.ส.มาแล้ว 3 สมัย และ ส.ส.ในภาคก็ให้ความเคารพและพร้อมสนับสนุนนายสาธิต


นายประมวล เอมเปีย ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปยังคณะกรรมการบริหารพรรคในการกำหนดหลักเกณฑ์การเลือกรัฐมนตรี เพราะพอไม่มีรัฐมนตรีที่มาจากภาคตะวันออก ก็ไม่มีความหมาย ที่ผ่านมา พรรคมีแม่ทัพในการทำงานแต่ขณะนี้มีเพียงทหารเท่านั้นที่อยู่ในพื้นที่


"สมเกียรติ"เตรียมโบกมือลาปชป.


นางรัชฎาภรณ์ แก้วสนิท ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ยินข่าวมาว่านายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วน ที่ไม่โหวตให้กับ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล และนายโสภณ ซารัมย์ จะไม่ลงสมัครเลือกตั้งครั้งต่อไปในนามพรรค เพราะที่ผ่านมานอกจาก ไม่มีบทบาทอะไรแล้ว ยังถูกโจมตีจากฝ่ายตรงข้าม โดยดึงประชาธิปัตย์ไปโยงกับการเคลื่อนไหวกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นจึงอาจทำให้นายสมเกียรติคิดว่า ถ้าไปเคลื่อนไหวภาคประชาชนอย่างเดียวน่าจะทำอะไรได้คล่องกว่า จึงเป็นไปได้ว่าอาจจะกลับไปเป็นแกนนำพันธมิตรเพียงอย่างเดียว

เฮ้อ..กก.สิทธิฯ

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ ชกไม่มีมุม

วงค์ ตาวัน



หลังจากใช้เวลาขบคิดอยู่นาน กว่าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติจะรู้ตัวว่า ที่แท้เหตุรุนแรงกลางเมืองหลวง มีผู้คนเสียชีวิตราว 90 ศพนั้น เป็นปัญหาสิทธิมนุษยชนร้ายแรงยิ่ง

ต้องมีการตรวจสอบและหาคนผิดอย่างเร่งด่วน

กว่าจะตั้งสติได้ว่า เหตุการณ์นี้เป็นหน้าที่ของ คณะกรรมการสิทธิฯโดยตรง ซึ่งก็ดูเชื่องช้าอยู่แล้ว

จากคำแถลงเมื่อวันศุกร์ โดยนางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม. บอกว่า ได้มีการกำหนดประเด็นที่จะเข้าไปตรวจสอบทั้งสิ้น 10 ประเด็น

พร้อมๆ กับมีการพูดถึงกรอบเวลาการสอบสวนที่ตั้งเอาไว้คือ 120 วัน ว่าอาจจะไม่ทัน

120 วันนั้นก็คือ 4 เดือน

เหล่ามนุษยชนในประเทศไทย ได้แต่อ้าปากหวอ!

อีก 4 เดือน สถานการณ์คงไปไกลมากแล้ว

เกรงเหลือเกินว่า คู่ความขัดแย้ง ซึ่งยังไม่ได้รับคำตอบ ยังไม่ได้รับบทสรุปความถูกผิดอย่างชัดเจน

จะปะทุอารมณ์ ลุกขึ้นมาฆ่ากันอีกรอบเสียก่อน!?!

นับได้ว่า ในปัญหาวิกฤตการเมืองครั้งนี้ กก.สิทธิฯ สามารถสร้างความผิดหวังได้อย่างเสมอต้นเสมอปลายจริงๆ

ที่ผ่านๆ มา บทบาทขององค์กรสิทธิมนุษยชนในระดับสากล ดูจะเป็นความหวังได้มากกว่า

กระตือรือร้น ห่วงใยในสิทธิมนุษยชนของคนไทยมากกว่า

ท่าทีล่าสุด องค์กรฮิวแมนไรต์วอตช์ ยืนยันตั้งคณะทำ งานขึ้นมาตรวจสอบเหตุรุนแรงในไทย ควบคู่ไปกับกสม.

จากคำแถลงของ นายสุนัย ผาสุก ที่ปรึกษาประจำประเทศไทย บอกว่า จะมีตัวแทนฮิวแมนไรตŒวอตช์จากสำนักงานใหญ่ ที่สหรัฐ มาร่วมทำงานด้วย

เพราะถือว่าเหตุการณ์ครั้งนี้มีการใช้อาวุธต่อสู้กันกลางเมืองหลวง ดังนั้น ก่อนที่สถานการณ์จะลุกลามบานปลาย จะต้องแสวงหาความจริงออกมาตีแผ่

เหมือนเป็นกระจกให้ทั้งสองฝ่ายมองเห็นความจริง

ถ้าไม่สามารถนำความจริงออกมาเปิดเผยได้อย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้เห็นว่าได้ทำอะไรลงไปบ้าง

เพื่อนำไปสู่การยอมรับความจริงและยอมรับความผิด!!

แต่ถ้าทำไม่ได้ เสื้อแดงจะกลับมาอีก รุนแรงกว่าเดิม เพราะเขาคิดว่ากลับมาเพื่อเอาคืน

นี่คือคำพูดของเจ้าหน้าที่ฮิวแมนไรต์วอตช์ ซึ่งเข้าใจปัญหาอย่างชัดเจนกว่า

ความจริงและความรับผิดเท่านั้น จะหยุดวิกฤตครั้งนี้ได้แท้จริง!

เหตุผล การเมือง ที่ ประชาธิปัตย์ เลือก ข้าง ภูมิใจไทย

ที่มา ข่าวสด




ในที่สุด นวัตกรรมว่าด้วยพรรคเพื่อแผ่นดินตามแผนบันได 4 ขั้นของคมช.เพื่อเอาชนะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ถูกแทนที่ด้วยพรรคภูมิใจไทย

เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยมีความแข็งแกร่งมากกว่าพรรคเพื่อแผ่นดิน

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยอยู่ภายใต้การนำอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของ นายเนวิน ชิดชอบ พรรคเพื่อแผ่นดินกระจัดกระจายเป็นอย่างมาก

ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของบ้านริมน้ำ นายสุชาติ ตันเจริญ

ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของ นายไชยยศ จิรเมธากร

ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของวังพญานาค นายพินิจ จารุสมบัติ นายปรีชา เลาหพงศ์ชนะ

ส่วนหนึ่งเป็นมุ้งของ ว่าที่ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นายเกษม รุ่งธนเกียรติ

ขณะเดียวกัน ยังมีส่วนหนึ่งอยู่ในความดูแลของ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก

การตัดสินใจเอาพรรคภูมิใจไทยจึงง่ายกว่าการตัดสินใจต่อพรรคเพื่อแผ่นดิน เพราะมีความเป็นเอกภาพมากกว่า

การเลือกเป็นกลุ่ม การเลือกเป็นชิ้น จึงง่ายกว่า



คงยังจำกันได้ว่าแผนบันได 4 ขั้นอันกำหนดโดยคมช.ได้แก่ การสร้างแกนทางการเมืองอันประกอบด้วย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน

โดยพรรคเพื่อแผ่นดินจะเตะสกัดขาพรรคพลังประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

เพราะภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดอ่อนที่สุดของพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นจุดแข็งอย่างยิ่งของพรรคไทยรักไทยและแม้ว่าจะแปรมาเป็นพรรคพลังประชาชนก็ตาม

ปรากฏว่าพรรคเพื่อแผ่นดินล้มเหลว เพราะแม้กระทั่งหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็สอบตกที่ขอนแก่น

ความล้มเหลวยังสำแดงออกอีกเมื่อพรรคพลังประชาชนถูกยุบในเดือนธันวาคม 2551 ก็นำไปสู่การสัประยุทธ์อันแหลมคมยิ่งทางการเมือง

เพราะไม่เพียงพรรคพลังประชาชนจะแตก หากพรรคเพื่อแผ่นดินก็แตก



เรื่องตลกอยู่ที่ส่วนของ นายเนวิน ชิดชอบ แยกออกมาจากพรรคเพื่อไทยและหันไปสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก กลับเป็น "หมาก" ของพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคประชาราชสนับสนุน พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก เป็นนายกรัฐมนตรีแข่งกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

แต่แล้ว พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ก็แพ้

แพ้เพราะด้านหลักของพรรคเพื่อแผ่นดินไปสนับสนุน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เช่นเดียวกับพรรคชาติไทย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคกิจสังคม และกลุ่มของ นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งแยกตัวจากพรรคเพื่อไทย

จากนั้น พรรคเพื่อแผ่นดินก็ยิ่งกระจัดกระจายแม้จะมีจำนวนส.ส.มากถึง 32 คนก็ตาม เป็นการกระจัดกระจายไปในแต่ละมุ้ง

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยเป็นเอกภาพอย่างสูง



จากนี้จึงเห็นได้เด่นชัดยิ่งว่าพรรคประชาธิปัตย์เลือกพรรคภูมิใจไทยมาแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน

เป็นการเลือกมาแทนโดยหวังให้พรรคภูมิใจไทยเล่นบท "สงครามตัวแทน" ในสมรภูมิการเลือกตั้งครั้งหน้าในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

นี่คือจุดที่เหนือกว่าของพรรคภูมิใจไทยต่อพรรคเพื่อแผ่นดินในอีกไม่นานเกินรอ

ถนนมันดีอยู่แล้ว

ที่มา ข่าวสด


เหล็กใน




รอดพ้นจากวิกฤต"โหวตสวน"มาได้อย่างหวุดหวิดนนนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม ก็มีข่าวอื้อฉาวขึ้นมาทันที

จากโครงการขยายถนนธนะรัชต์ จาก 2 เลน เป็น 4 เลน

โดยกรมทางหลวงอ้างเหตุผล แก้ปัญหารถติดบนเส้นทางดังกล่าว

และสนับสนุนการท่องเที่ยว

เริ่มลงมือตัดไม้สองข้างทางเพื่อปรับที่ดิน ช่วงที่ข่าวกระแสหลักเทไปที่ม็อบเสื้อแดง

กว่าสังคมวงกว้างจะเริ่มรับรู้ ต้นไม้กว่า 100 ต้นก็ถูกตัดเหี้ยนไปแล้ว

นี่แค่เป็นการขยายถนนช่วงแรก ไม่กี่กิโลฯ เท่านั้น ยังไม่ลามเป็น"ธนะรัชต์"ทั้งเส้น

หากยึดตามขั้นตอนกฎหมาย มันก็น่าจะถูกต้องตามที่หน่วยงานเกี่ยวข้องหยิบยกมาอ้าง

แต่สิ่งที่ประชาชนทั่วไป องค์กรอนุรักษ์ต่างๆ เห็นแย้ง

เขามองกันที่ประเด็น ความสมเหตุสมผลในการก่อสร้าง

เพราะถนนธนะรัชต์ การจราจรติดขัดวายป่วงจริง

แต่ปีละ 2-3 หน ช่วงที่มีคอนเสิร์ตใหญ่หน้าหนาวมาเปิดแสดง...เท่านั้น

วันที่เหลือของปี ปริมาณยวดยานบนถนนสายนี้ ถึงมีไม่น้อย ก็ไม่ถึงขั้นติดขัด

กล่าวได้ว่าไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนอะไร ที่จะต้องขยายถนนธนะรัชต์

ซึ่งเป็นถนน 2 เลนที่ค่อนข้างกว้าง และอยู่ในสภาพสมบูรณ์มาก

ปลายทางของถนนธนะรัชต์ อยู่ใจกลางอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่

มันถูกบีบให้แคบลง ประสาถนนผ่านป่า

จาก 2 เลนใหญ่ พอผ่านด่านอุทยาน จะกลายเป็น 2 เลนแคบ

แต่เลนแคบๆ อย่างทุกวันนี้ รถนักท่องเที่ยวก็มักขับกันเร็วเกินที่กฎหมายกำหนด

ทุกวันนี้ อุทยานฯ เขาใหญ่มีปัญหาสะสมหลายอย่าง

นอกจากไม่สามารถบังคับใช้กฎหมาย กับรถที่แล่นเร็วเกินในเขตป่า

อันเป็นอันตรายถึงตายต่อชีวิตสัตว์ป่า และก่อมลภาวะทางเสียงให้พวกสัตว์

ปริมาณนักท่องเที่ยวที่ "ล้น" ในช่วงไฮซีซั่น หมายถึงการใช้น้ำอย่างมหาศาล

และขยะกองมหึมาที่ทิ้งไว้เบื้องหลัง

แม้อุทยานพยายามป้องกันแล้ว แต่สัตว์ป่าก็ยังดอดกินขยะของมนุษย์ได้อยู่ดี

เหล่านี้บอกให้รู้ว่า เท่าที่เป็นอย่างทุกวันนี้

มรดกโลกเขาใหญ่ เสี่ยงต่อความทรุดโทรมมากเกินพอ

หากส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการขยายถนน เรียกรถราให้มาวิ่งบนถนนธนะรัชต์ได้มากขึ้น

มันน่าจะส่งผลกระทบทางใดทางหนึ่ง ลามไปถึงในเขตป่าในที่สุด

ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้ที่ตัดโค่นไปจะเป็นแค่ต้นไม้ริมทาง ไม่ใช่ในเขตอุทยาน

แต่ไม้ใหญ่แต่ละต้น ก็มีคุณค่าต่อมนุษย์ทั้งสิ้น

ส่วนหนึ่งที่ชาวบ้านด่าเรื่องนี้กันขรม น่าเป็นเพราะเจ้าของโครงการไม่น่าไว้ใจ

เป็นนักการเมืองกลุ่มที่ภาพลักษณ์ ยังไม่กระเตื้อง

"มาร์ค"แจงปรองดองคืบหน้า

ที่มา ข่าวสด


รายงานพิเศษ




วันที่ 6 มิ.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ "เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิ สิทธิ์" ถึงการตรวจสอบเหตุการณ์ชุมนุม ทางการเมือง ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ในส่วนของผมจะเน้นหนักไปที่ เรื่องการแก้ไขปัญหาเหตุการณ์การชุมนุมทางการเมือง

ขอยืนยันว่าการตัดสินที่ผ่านมารัฐบาลได้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุด และพยายามจะลดความสูญเสียแต่ก็เกิดปัญหาขึ้นมาเพราะมีกองกำลังติดอาวุธ หรือผู้ก่อการร้ายเข้ามาปะปนอยู่ในการชุมนุม ทำให้การแก้ไขปัญหาทำได้อย่างยากลำบาก

แต่ปัญหาในส่วนของรายละเอียดของเหตุการณ์และการทำหน้าที่ต่างๆ หลังจากนี้ต้องนำเข้าสู่การแก้ปัญหาในส่วนของแผนปรองดอง โดยส่วนหนึ่งคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมา สอบข้อเท็จจริง

ตอนนี้มีการทาบทามบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ประธานและคณะกรรมการชุดนี้ ซึ่งทุกคนต้องเป็นคนที่มีความ เป็นกลางทางการเมืองและสังคมยอมรับ เพราะไม่เช่นนั้นอาจไม่ได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง

ประกอบกับทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ก็กำลังตรวจสอบเรื่องนี้อยู่เช่นกัน

ไม่ว่าผลการตรวจสอบจะออกมาอย่างไร ผมและรัฐบาลก็พร้อมยอมรับผลการตรวจสอบ

ต้องยอมรับว่า ถึงสถานการณ์ตอนนี้จะเข้าสู่สภาวะปกติ แต่ปัญหาเกี่ยวกับการก่อการร้ายและความมั่นคงก็ยังดำรงอยู่ รัฐบาลจึงต้องประกาศใช้พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินไปก่อน โดยจะมีการประเมินสถาน การณ์เป็นระยะว่าเหมาะสมที่จะยกเลิกการประกาศแล้ว หรือไม่

ที่ผ่านมาในการเข้าควบคุมพื้นที่การชุมนุมบริเวณแยกราชประสงค์ เจ้าหน้าที่จะหลีกเลี่ยงและไม่เข้าไปบริเวณพื้นที่การชุมนุมหลัก แต่จะใช้วิธีการปิดล้อมและกระชับวงล้อม เพื่อกดดันให้การชุมนุมนั้นสามารถยุติลงได้ โดยไม่ต้องมีการปะทะกัน

ซึ่งในที่สุดก็เป็นเช่นนั้น แต่ในส่วนของสวนลุมพินี ที่ต้องเข้าไปในพื้นที่ เพราะมีการเก็บอาวุธไว้ในพื้นที่ รวมทั้งยังมีการยิงเอ็ม 79 มาจากบริเวณนั้นจำนวนมาก

สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดในวัดปทุมวนารามฯ นั้น ในส่วนนี้ต้องมีการสอบข้อเท็จจริงต่อไป แต่ผมขอย้ำว่าเราได้มีนโยบายที่ชัดเจนว่า จะไม่ให้เจ้าหน้าที่เข้าไปในบริเวณดังกล่าว เนื่องจากการชุมนุมได้ยุติลงแล้ว รวมทั้งอยู่ในช่วงที่ผู้ชุมนุมกำลังเดินทางกลับบ้าน แต่จะมีก็เพียงเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปคุ้มกันเจ้าหน้าที่ดับเพลิงบริเวณสยามสแควร์ เท่านั้น

สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ก็จะเริ่มดำเนินมาตรการแผนปรองดองแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นแผนปฏิรูปประเทศไทยที่มีปัญหาความเหลื่อมล้ำในทางสังคมและเศรษฐกิจ

โดยจะมอบหมายให้ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และคุณหญิงสุพัตรา มาศดิตถ์ ที่ปรึกษานายกฯ เข้ามา ดูแลในส่วนนี้ ซึ่งจะเริ่มจากการสำรวจความต้องการและความคิดเห็นของประชาชนก่อน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1-2 เดือน

ในส่วนถัดมาจะเป็นการแก้ไขปัญหาด้านสื่อสารมวลชน โดยผมได้พูดคุยกับทางคณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และองค์กรวิชาชีพสื่อต่างๆ ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าสื่อมีเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในการใช้เสรีภาพนั้น ต้องไม่สร้างความขัดแย้งและความเกลียดชังที่นำไปสู่ความรุนแรง

ทางคณบดี กำลังกลับไปวางแนวทางและรูปแบบในการขับเคลื่อนเรื่องนี้อยู่ คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนขึ้น

ในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญและเรื่องของกฎหมายต่างๆ ได้ทาบทาม นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์อธิการบดีของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) พร้อมด้วยนักวิชาการจากคณะนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และเศรษฐศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อมาหารือในประเด็นนี้

สำหรับการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุม ประชาชนที่ได้รับความสูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าวจะได้รับการดูแลและได้รับการเยียวยาจากรัฐบาล ในส่วนของผู้ชุมนุม ขณะนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลในส่วนของเรื่องสาธารณูปโภคและด้านอื่น

สำหรับด้านธุรกิจ ขณะนี้ก็เริ่มเดินหน้าได้อย่างชัดเจน โดยครม. ได้อนุมัติเงินในส่วนของการที่จะดูแลเกี่ยวกับบริษัทที่ยังจ้างงานต่อ โดยเราเข้าไปช่วยในเรื่องของเงินเดือนของลูกจ้างที่ไม่ถูกเลิกจ้าง และเรื่องของค่าเช่าร้านค้าในช่วงที่ไม่สามารถประกอบกิจการได้

ส่วนลูกจ้างที่ถูกเลิกจ้าง เมื่อสำรวจตรวจสอบแล้ว ก็จะมีการชดเชยทั้งในระบบของประกันสังคม ซึ่งรัฐบาลจะสมทบเพิ่มเติมเข้าไปให้

ส่วนกรณีของผู้ประกอบการที่ประสบกับปัญหาเพลิงไหม้ที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ ขณะนี้การจ่ายเงินช่วยเหลือนอกเหนือเกณฑ์ปกติที่กทม. จ่ายให้ และที่รัฐบาลอนุมัติให้อีกรายละ 50,000 บาท ขณะนี้ก็เริ่มมีการจ่ายแล้ว

รวมทั้งยังสั่งการให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย อนุมัติเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยที่ต้องการดำเนินกิจการต่อด้วย และจากนี้ทาง นายกอร์ปศักดิ์ สภา วสุ เลขาธิการนายกฯ ก็กำลังตรวจสอบและประเมินความเสียหายทั้งหมด เพื่อจะได้เข้าไปคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ น่าจะได้ข้อยุติ

ส่วนการปรับคณะรัฐมนตรี การมีเสียงข้างมากในรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ถือว่ามีความจำเป็น เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถบริหารประเทศได้ เนื่องจากหากเสียงข้างมากในสภาไม่สนับสนุนก็จะไม่สามารถผลักดันกฎหมายต่างๆได้ โดยเฉพาะกฎหมายงบประมาณ

ซึ่งปัญหาการลงมติการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ที่มีความขัดแย้งกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งความจริงผมก็ทราบมาก่อนหน้านี้ว่ามีปัญหาในส่วนนี้ ดังนั้น จึงจำเป็นต้องดูว่าการรวบรวมเสียงข้างมากเพื่อทำงานต่อไปนั้นจะทำได้อย่างไร

แต่เสียงข้างมากที่รัฐบาลสามารถรวบรวมและมีความเป็นเอกภาพ ก็ต้องปรับเปลี่ยนในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อแผ่นดิน เนื่องจากว่าพรรคเพื่อแผ่นดินจะทำงานในลักษณะเป็นกลุ่มอยู่แล้ว

การปรับคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ก็คือ ดูส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่ยังมีความพร้อมในการที่จะสนับสนุนรัฐบาลอย่างเป็นเอกภาพ

ในส่วนของการปรับครม. ครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์จะเข้าไปดูแลกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นกระทรวงหลักของทางด้านเศรษฐกิจแทนด้วย

สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ผ่านมา ถึงแม้จะผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และ นายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมมาคม ซึ่งถูกอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความโปร่งใส

โดยเฉพาะในส่วนของรมว.คมนาคม ที่ถูกอภิปรายในประเด็นรถไฟฟ้าสายสีม่วง ผมขอชี้แจงว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง เป็นโครงการที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อน ที่มีการดำเนินการในเรื่องของเงินกู้จากไจก้า และการประมูลต่างๆ ที่ได้ยื่นซองไว้เรียบร้อยแล้ว

ผมได้สั่งการให้นายโสภณ เข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มงวด เพื่อรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม อาจมีการเจรจาเพื่อต่อรองราคา ซึ่งอาจจะลดราคาลงมาได้ประมาณ 6,000 ล้านบาท

ในส่วนของกระทรวงมหาดไทย ที่ถูกอภิปรายเรื่องนโยบายที่เกี่ยวข้องกับอาวุธปืนและการโยกย้ายข้าราชการนั้น ผมจะให้มีการรวบรวมรายงานและตรวจสอบเพิ่มเติม

หากเรื่องใดพบการกระทำที่ไม่ถูกต้องก็ต้องมีการดำเนินการในเรื่องของการแสดงความรับผิดชอบต่อไป

งัดรถ-ดีเอสไอ ฉกข้อมูล โน้ตบุ๊กคดียุบปชป.

ที่มา ข่าวสด


งัดรถดีเอสไอฉกข้อมูลยุบปชป.

รายงานข่าวเปิดเผยว่า เมื่อกลางเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้ายงัดรถยนต์ของพ.ต.ท.วรชัย อารักษ์รัตน์ พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งเป็นหัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่จอดทำธุระอยู่ คนร้ายได้โจรกรรมคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กไป พ.ต.ท.วรชัย จึงเข้าแจ้งความไว้ที่ สน.พหลโยธิน เจ้าหน้าที่ตรวจสอบรถยนต์ที่เสียหาย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าคนร้ายน่าจะต้องการจารกรรมข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์มากกว่า เนื่องจากรถยนต์ของ พ.ต.ท.วรชัย ติดฟิล์มหนาทึบ ไม่สามารถมองเห็นภายในรถได้ และลักษณะของการโจรกรรมมุ่งต่อคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเพียงอย่างเดียว ไม่ได้หยิบฉวยทรัพย์สินอื่นๆ ไปด้วย ทั้งที่มีเวลาให้สามารถกระทำได้

รายงานข่าวเผยว่า การกระทำครั้งนี้สอดรับกับข้อมูลที่ผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ ที่เคยแจ้งเตือนให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ที่ทำงานกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่า มีบุคคลที่ใกล้ชิดกับพรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ใช้ให้อดีตข้าราชการตำรวจยศพลตำรวจตรี ตำแหน่งสุดท้ายอยู่ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล(บช.น.) เฝ้าติดตามสะกดรอยการใช้ชีวิตประจำวันของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่อยู่ในคณะทำงานสืบสวนกรณีดังกล่าว เพื่อนำข้อมูลไปใช้ช่วยเหลือต่อสู้คดีในชั้นศาล หลังจาก กกต.เสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ นอก จากนี้ กลุ่มบุคคลดังกล่าวยังมีเป้าหมายคุกคาม และกดดันพยานปากสำคัญกรณีดังกล่าวด้วย จึงให้คณะพนักงานสืบสวนใช้ความระมัดระวังกับเหตุไม่คาดคิดที่อาจเกิดขึ้นได้

รายงานข่าวเผยด้วยว่า เมื่อมีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นทางผู้บริหารระดับสูงของดีเอสไอ จึงสั่งการให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษตรวจสอบข้อมูลหาข่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างระมัดระวัง โดยประสานงานกับผู้บริหารฝ่ายธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบว่ามีการใช้ข้อมูลที่ถูกจารกรรมไป ไปใช้ในการต่อสู้คดีหรือไม่ แต่ยังไม่เป็นที่ยืนยัน

แจ้งความรอตรวจรถต้องสงสัย

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า จากการตรวจสอบรายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้ ได้รับการเปิดเผยจาก ร.ต.ต.ปฐมพงษ์ พุทธลา พงส.(สบ 1) สน.พหลโยธิน ว่า มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 7 พ.ค. พ.ต.ท.อนันต์ ตั้งใจ พนักงานสอบสวนของ ดีเอสไอ เข้าแจ้งความร้องทุกข์ว่าถูกคนร้ายงัดรถแล้วขโมยของภายในรถรถไป เป็นกล้อง ดิจิตอล 1 ตัว และโน้ตบุ๊ก 1 เครื่อง เหตุเกิดบริเวณลานจอดรถห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว โดยพ.ต.ท.อนันต์ นำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปจอดภายในลานจอดรถของห้างดังกล่าวเพื่อไปทำธุระส่วนตัว กระทั่งเวลาประมาณ 16.30 น. จึงเดินกลับมาที่รถก็พบว่าของดังกล่าวได้หายไปแล้ว เมื่อเดินดูรอบรถก็พบว่าไม่มีร่องรอยการทุบทำลายกระจกรถแต่อย่างใด คาดว่าน่าจะล็อกแล้วปิดประตูไม่สนิท คนร้ายจึงฉวยโอกาสเข้าไปก่อเหตุดังกล่าว

ร.ต.ต.ปฐมพงษ์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวของ พ.ต.ท.อนันต์ สงสัยรถยนต์อีกคันที่จอดอยู่ใกล้ๆ แต่ว่าภายในลานจอดรถไม่มีกล้องวงจรปิด มีเพียงทางเข้าและทางออกของลานจอดรถเท่านั้นที่มีกล้องวงจรปิด ซึ่งทาง พ.ต.ท. อนันต์ ต้องการเข้ามาแจ้งความเพื่อที่จะนำใบแจ้งความไปขอตรวจสอบกล้องวงจรปิดเกี่ยวกับรถคันต้องสงสัย แล้วจะสอบสวนทางลับเองว่ารถคันดังกล่าวมีใครเป็นผู้ครอบครองและเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุ
หรือไม่

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

เสธ.หนั่นปัดข่าว ดึงไพฑูรย์ ร่วมตั้งพรรคใหม่

ที่มา ไทยรัฐ

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์

"พล.ต.สนั่น" ปฏิเสธ ดึงอดีตรมว.แรงงาน "ไพฑูรย์" ตั้งพรรคใหม่ ยันไม่ใช่คนฉวยโอกาส แจงอยู่พรรคชาติไทยพัฒนา อบอุ่นดีอยู่แล้ว ตั้งพรรคภาคเหนือยังไม่อยู่ในความคิด...

เมื่อเวลา 09.35น. วันที่ 7 มิ.ย. 2553 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี และประธานที่ปรึกษาพรรคชาติไทยพัฒนา( ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึง กระแสข่าวว่าได้โทรศัพท์ชักชวน นายไพฑูรย์ แก้วทอง กรรมการสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ และ อดีตรมว.แรงงาน ให้มาร่วมตั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วยกัน ว่า เมื่อตนได้ทราบข่าว นายไพฑูรย์ ถูกปรับออกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) จึงโทรไปให้กำลังใจ เพราะไม่เคยทราบล่วงหน้า จึงให้กำลังใจในฐานะเพื่อนและเป็นคนพิจิตรด้วยกัน ถือว่าเป็นการโทร.ไปให้กำลังใจในภาวะที่เจอสถานการณ์ที่วิกฤต ยืนยันว่าไม่ได้มีการชักชวนให้มาตั้งพรรคการเมืองใหม่ด้วยกัน ขณะนี้นายไพฑูรย์กำลังประสบปัญหาวิกฤติ ตนไม่เคยเป็นคนฉวยโอกาส คนที่ให้ข่าวคงต่อเติมข่าวนี้ขึ้นมาเอง ยืนยันว่าไม่เคยพูด ไม่เคยจะชวนนายไพฑูรย์มาอยู่ด้วย หรือตั้งพรรคการเมือง ได้แต่ให้กำลังใจในฐานะที่เป็นเพื่อนกันมานานเท่านั้นเอง และไม่ใช่นิสัยตนที่จะเที่ยวไปดึงคนนั้นคนนี้ออกมาอยู่พรรคนั้นพรรคนี้

ไพฑูรย์ แก้วทอง

ไพฑูรย์ แก้วทอง


เมื่อถามว่า นายไพฑูรย์ จะวางมือทางการเมืองหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ เพียงแต่ให้กำลังใจเท่านั้น และนายไพฑูรย์ก็ขอบคุณ เมื่อถามว่าแต่คนใกล้ชิดนายไพฑูรย์ระบุว่า นายไพฑูรย์จะออกจากพรรคประชาธิปัตย์ แสดงว่ามีพรรคอื่นรออยู่แล้วใช่หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แต่ยืนยันว่าตนไม่ได้ไปชักชวนนายไพฑูรย์มาตั้งพรรคการเมืองอย่างแน่นอน เมื่อถามว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในพรรคประชาธิปัตย์หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนไม่ทราบ และตนไม่ก้าวก่ายพรรคอื่น

เมื่อถามว่า ในอนาคตหากเป็นการตัดสินใจของนายไพฑูรย์เองแล้ว พล.ต.สนั่น พร้อมอ้าแขนรับและซับน้ำตาเพื่อน ที่จะเข้าไปอยู่พรรคชาติไทยพัฒนาหรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ตนยังไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับนายไพฑูรย์เรื่องนี้ เพียงแต่พูดให้กำลังใจเท่านั้น เมื่อถามว่าในพื้นที่ จ.พิจิตร มีระดับแกนนำ 3-4 คน คิดว่าจะตั้งพรรคการเมืองขึ้นมารองรับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้หรือไม่ พล.ต.สนั่น กล่าวว่า ยังไม่อยู่ในความคิดของตน อยู่พรรคชาติไทยพัฒนาก็อบอุ่นดีอยู่แล้ว