WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, June 8, 2010

การ์ตูน เซีย 08/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 08/06/53

หมดเวลา

ที่มา บางกอกทูเดย์


“หมดเวลาแล้ว หมดเวลา
จะต่างสีต่างศรัทธา หมดความหมาย
หมดเวลาค่าของหล่นกระจาย
นี่แหละคือ ภาพสุดท้าย สุดทางตัน

หมดเวลา หมดเวลามากล่าวโทษ
หมดเวลาจะเกลียดโกรธ โหด ห้ำหั่น
ทุกสิ่งที่ไขว่คว้าต้องฆ่ากัน
สลายวับกับม่านควันโลกบรรลัย

ให้มันสิ้น ให้มันสุด หยุดตรงนี้
อย่าให้มีสิ่งใดเหลือ เพื่อวันใหม่
ขอพื้นที่กว้างกว้างกลางใจไทย
ดับเปลวไฟ ปลุกสติผลิปัญญา

น้ำตาที่ตกใน เรียกน้ำใจให้คืนมา
ร่วมก่อรอเวลา ลุกขึ้นมาประเทศไทย
น้ำตาช่วยดับไฟ น้ำใจจะดับควัน
พรุ่งนี้คงมีวัน ให้รักกันประเทศไทย”

บทกวีของ...จิระนันท์ พิตรปรีชา

การตรวจสอบ! ธุรกรรมทางการเงิน

ที่มา บางกอกทูเดย์


ศอฉ. มีคำสั่งห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน เห็นคำสั่งแล้ว...ก็รู้สึกถึงการเลือกใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของรัฐบาลที่หยิบยกบทกฎหมายมาเลือกใช้หรือไม่ และเป็นการเลือกปฏิบัติต่อนักการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามหรือเปล่า บอกตรงๆ อดคิดไม่ได้! เพราะคำสั่งดังกล่าว ห้ามธนาคาร สถาบันการเงิน

บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน สหกรณ์ นิติบุคคลที่รับแลกเปลี่ยนเงิน ทำนิติกรรมสัญญา หรือการดำเนินการใด ๆ ทางการเงิน ทางธุรกิจ ทางทรัพย์สินของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกาศไว้ การห้ามดังกล่าว...กำหนดให้ธนาคาร สถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ บริษัทประกัน สหกรณ์ นิติบุคคลที่รับแลกเปลี่ยนเงิน

แจ้งและส่งข้อมูลการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกาศไว้ให้ ศอฉ. ทราบ กรอบการส่งข้อมูลมีเงื่อนเวลากำหนดไว้ โดยกำหนดว่า...ให้จัดส่งข้อมูลการทำธุรกรรมของบุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกาศไว้ ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2552 ถึงวันที่ 17 พฤษภาคม 2553 มาให้ ศอฉ. ภายในวันที่ 21 พฤษภาคม 2553

นอกจากขอข้อมูลธุรกรรมต่างๆ ตามช่วงเวลาที่ระบุไว้ ศอฉ. ยังกำหนดห้ามการทำธุรกรรมที่จะมีต่อไปเอาไว้ด้วย หมายความว่า...บุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกาศไว้จะทำธุรกรรมใดๆ ไม่ได้...เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจาก ศอฉ. เป็นคราวๆ ไป การใช้อำนาจของรัฐบาลผ่าน ศอฉ. เช่นนี้ อาจจะดูว่า...

มีอำนาจกระทำได้ตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัตินั้นจะเกิดความยุ่งยากหรือไม่ จะทำให้เกิดประสิทธิภาพได้จริงแค่ไหน ยังเป็นที่น่าติดตาม เพราะแค่การกำหนดให้รายงานธุรกรรมทางการเงินของบริษัทที่ถูกประกาศห้ามไว้ ซึ่งมีบางบริษัทจดทะเบียนอยู่ในตลาดหลักทรัพย์ แปลว่า...เป็นบริษัทมหาชน

ธุรกรรมของบริษัทจึงเป็นไปในนามของผู้ถือหุ้นทุกคน แต่การประกาศห้ามทำธุรกรรมในบริษัทมหาชน โดยมุ่งเน้นไปที่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่หรือกรรมการบริษัทบางคนอาจจะเป็นเรื่องฟ้องร้องตามมาได้ เพราะบริษัทมหาชน...มีผู้อื่นที่มีส่วนได้เสียรวมอยู่ด้วย ผู้ถือหุ้นรายอื่นที่เขาไม่เกี่ยวข้องด้วย อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย

เนื่องราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์คงจะมีราคาลดลงจากความตกใจของผู้ลงทุน ทำให้มูลค่าหุ้นของนักลงทุนตกลงอย่างไม่มีพื้นฐานในการประกอบการมาสนับสนุน การสั่งห้ามทำธุรกรรมบุคคลหรือนิติบุคคลที่ประกาศไว้...จึงดูเหมือนเป็นการ “เหวี่ยงแห” แบบมีความรู้เรื่องทางการลงทุนน้อยไปสักหน่อย

รัฐมนตรีคลังก็น่าจะทักท้วงเรื่องนี้ไว้บ้าง! ในกรณีการของให้ส่งรายการธุรกรรมทางการเงินก็เช่นกัน ดูเหมือนจะทำให้ตกอกตกใจแก่ผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีไปบ้าง แต่พิจารณาแล้วก็คงทำให้ ศอฉ. เองนั่นแหละที่จะมี “งานหนัก” เพราะเพียงแค่การตรวจสอบรายการเคลื่อนไหวในบัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์

ของแต่ละธนาคารของบริษัทที่มีการเคลื่อนไหวทุกๆ วัน ก็คงทำงานกันหน้ามืดไปก่อนค่ำแน่นอน และในการตรวจสอบจากบัญชีธนาคารหรือ Statement นั้นจะดูไม่ออกหรอกครับ เพราะต้องไปดูคู่กับรายการบัญชีของบริษัท ตั้งแต่ด้านรายรับ ซึ่งมีตั้งแต่ใบสั่งซื้อ ใบส่งของ ใบแจ้งหนี้ ใบกำกับภาษีขาย และใบเสร็จรับเงิน

และต้องดูด้านรายจ่ายตามไปด้วย ตั้งแต่การตั้งเจ้าหนี้ การจ่ายชำระเงินให้เจ้าหนี้เป็นเช็ค หรือจ่ายจากเงินสดย่อย ต้องตรวจสอบใบรับของ ใบกำกับภาษีซื้อ ใบเสร็จรับเงิน ใบหักภาษี ณ ที่จ่าย การอนุมัติรายการในใบสำคัญทางบัญชี การตรวจสอบทั้งสองด้าน คือ ตรวจสอบจากรายการเคลื่อนไหวทางบัญชี

กับการตรวจสอบการรับจ่ายเงินตามเอกสารของบริษัท แค่นี้ก็ “ปวดหัวเวียนเกล้า” แล้วครับ...ยิ่งการตรวจสอบที่กำหนดช่วงเวลาไม่สอดคล้องกับรอบบัญชี ยิ่งยุ่งมากขึ้น แต่รัฐบาลก็คงมีความชำนาญในการทำบัญชีมาพอสมควร เพราะพรรคแกนนำเช่น พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องทำบัญชีของพรรครายงานให้คณะกรรมการ

การเลือกตั้งทราบเป็นงบดุลกับงบรายได้ค่าใช้จ่ายทุก ๆ ปี ความชำนาญในการทำบัญชีคงมีมาก เพราะพรรคประชาธิปัตย์ตั้งมากว่า 60 ปี เป็นพรรคการเมืองที่มีอายุมากที่สุดในไทยขณะนี้ และกำลังถูกตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของพรรคเช่นเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์เข้าสู่กระบวนการตรวจสอบมา

ตั้งแต่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตรวจสอบกรณีมีผู้ร้องว่า...มีบริษัทมหาชนแห่งหนึ่งบริจาคเงินให้พรรค แต่เงินนั้นไม่ได้เข้าบัญชีพรรค แต่นำไปผ่านบริษัทเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง บริษัทนี้ก็คงมีการทำธุรกรรมแบบเบิกเงินสดเอาไปให้กรรมการบางคน เลยไม่มีการลงบัญชีทั้งรายรับและรายจ่ายในงบการเงินพรรค เวลาปิดบัญชี

ตัวเลขก็เลยหายไปทั้งสองด้าน งบดุลก็ปิดลงตัว และสามารถรายงาน กกต. ได้ต่อไป แต่เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะสรรพากรไปตรวจพบว่า...บริษัทที่เป็นตัวกลางใช้ใบกำกับภาษีปลอม เรื่องก็แดงขึ้นมา และเมื่อมีการร้องให้ ดีเอสไอ ตรวจสอบเส้นทางการเงินจึงพบความผิดปกติในการทำธุรกรรม เพราะเงินไปทาง

บิลมาอีกทาง มั่วแน่ๆ สำหรับคนที่รู้เรื่องบัญชี แต่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมไปสิ้นสุดที่ศาล นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่คล้ายกันคือ การนำเงินที่ กกต. ให้มาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ แต่ก็ตะแบงแก้ตัวว่า แค่ลงบัญชีผิดประเภท แค่ทำป้ายผิดขนาด ทำป้ายผิดขนาดคงไม่ใช่สาระ และการลงบัญชีผิดประเภทก็แก้ไขได้ด้วย

การปรับปรุงบัญชี เช่น ซื้อเสื้อแดง แต่ไปลงบัญชีว่า ซื้อกางเกงสีเหลือง เช่นนี้เรียกว่า ลงผิดประเภท ไม่ใช่ความผิดหรือทุจริตแต่อย่างใด แต่การเบิกเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์โดยไม่มีการซื้อหรือจ้างจริงนั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะถ้าพิสูจน์ออกมาได้ว่า...มีการผ่องเงินออกจากพรรคโดยไม่มีการซื้อหรือจ้างจริง

นำเงินไปใช้แบบผิดๆ แล้วใช้บิลปลอมมาลงบัญชี ก็อาจโดนยุบพรรคได้ การสั่งตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินนั้นเป็นเรื่องดี ถ้าทำเป็น รู้วิธีการตรวจสอบ...แต่ถ้าเพียงเรียกเอกสารทั้งหมดแล้วมานั่งแกะทุกตัวอักษรแล้ว อาจจะต้องใช้เวลาไปอีกนาน เพราะถ้ามีการอธิบายรายการที่ละรายการคงใช้เวลากันหลายปี

การตรวจสอบที่เคยเรียกร้องมาตลอดเวลาไม่ใช่ทำอย่างนี้...แม้ว่าช่วงนี้จะได้ยินมาว่ามีความพยายามจะติดตามตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินของผมก็ตาม เชิญเลยครับ...ผมชอบอยู่แล้ว และเรียกร้องเรื่องนี้มาตลอด แต่สิ่งที่เรียกร้องนั้น ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ แต่ควรทำเป็นเรื่องปกติทำเป็นประจำทุกปีเหมือนการปิดบัญชีบริษัท

นั่นคือ ควรให้มีการแจ้งบัญชีทรัพย์สินพร้อมแบบการเสียภาษีของนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งระดับสูง กันทุกปี อย่างเปิดเผย ถ้าทำได้...ประชาชนก็จะช่วยกันตรวจสอบได้เองว่า “เรืองไกร” มีรายรับรายจ่ายแต่ละปีเท่าท่าไร มีทรัพย์สินสุทธิต้นปีกับปลายปีสอดคล้องกับรายรับและรายจ่ายหรือไม่

มีรายรับที่แสดงที่มาได้หรือเปล่า เสียภาษีครบถ้วนหรือไม่ ผมเองเรียกร้องเรื่องนี้มากว่าสองปีแล้ว และยังจะเรียกร้องต่อไป รวมทั้งพร้อมที่จะแสดงรายการให้สาธารณชนทราบได้ทันที ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์ และคณะรัฐมนตรี รวมทั้งนักการเมืองทั้งหลายเอาด้วยกับผม ผมถามตรงๆ อย่างนี้แล้ว นายกฯอภิสิทธิ์

จะกล้าสั่งให้คณะรัฐมนตรีเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน รายได้ ค่าใช้จ่าย แบบภาษีแต่ละปี ไหมครับ? รวมทั้งบรรดา ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหลายด้วย โดยเริ่มกันเลยตั้งแต่ปลายปี 2551 และ 2552 เอาไหมครับ? เพราะถ้าส่วนหัวคือคณะรัฐมนตรีกับ ส.ส. และ ส.ว. ทำการเปิดเผยกันได้ การตรวจสอบอย่างเท่าเทียมก็จะตามมา

ต่อไปการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สินก็จะขยายไปยังองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ผู้บริหารระดับสูงของราชการและรัฐวิสาหกิจต่อไป รูปแบบการตรวจสอบแบบใช้อำนาจวูบๆ วาบๆ กับคู่แข่งทางการเมือง ด้วยการตั้งข้อกล่าวหากันไว้ก่อนนั้น...ถามอีกที นายกฯ อภิสิทธิ์ ชอบหรือครับ?!

ประชาธิปไตยใหม่

ที่มา บางกอกทูเดย์


ประเทศประชาธิปไตย ที่แน่นหนามั่นคง...ส่วนใหญ่จะมีพรรคการเมืองใหญ่แค่ 2 พรรค..ที่ขับเคี่ยวกันสลับกันขึ้นมาเป็นรัฐบาล อย่างสหรัฐอเมริกา...พรรคเดโมแครต และ ริพับลิกัน อย่างอังกฤษ..ก็มีพรรคแรงงาน กับพรรค อนุรักษ์นิยมในฟิลิปินส์..ไม่กี่วันที่มีการเลือกตั้งประธานาธิบดี...ก็เป็นการสู้กันระหว่างอดีตประธานาธิบดี กับ ลูกชายของอดีตประธานาธิบดี ประเทศไทยวันนี้...ถ้ามองอย่างเอาบวกเข้าว่า..

ตัดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทั้งหลายทิ้งออกไป มองข้ามการต่อสู้ที่มากไปด้วยความร้าวฉาน..ประชาธิปัตยของเราก็กำลังก้าวข้ามห้วงเวลาที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่และเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น..พรรครัฐบาลที่มีประชาธิปัตย์เป็นแกนนำ..กำลังเผชิญหน้ากับพรรคฝ่ายค้านที่ยิ่งใหญ่ ประเทศไทยและคนไทย..

จะต้องเลือกกันในอีกไม่นานนี้ว่า จะเลือกพรรคใดระหว่าง ประชาธิปัตย์กับพรรคเล็กพรรคน้อยทั้งหลาย...กับ พรรคเพื่อไทยกับพันธมิตร..ซึ่งในที่สุดแล้ว...จะเหลือแต่เพียงพรรคประชาธิปัตย์ หรือพรรคเพื่อไทย นั้นคือจะเลือกพรรครัฐบาลให้บริหารประเทศชาติต่อไปหรือจะเลือกพรรคฝ่ายค้านขึ้นมาเป็นรัฐบาล..

และแน่นอนว่าใครขึ้นมาเป็นรัฐบาลในกาลข้างหน้า..สิ่งแรกที่รัฐบาลใหม่จะต้องดำเนินการทันทีนั่นคือการจัดระเบียบในกองทัพ..ให้ขานรับกับอำนาจใหม่..ผู้บัญชาการทหารบกคนใหม่จะเกิดขึ้นพร้อมกับรัฐบาลใหม่..รัฐบาลที่ได้รับการเลือกตั้ง..จะให้ประชาชนหนุนหลังและดำเนินการปรับปรุงทางด้านความมั่นคงเป็นอันดับแรก..

เพราะรัฐบาลประชาธิปัตย์ได้เป็นผู้สร้างสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการม็อบให้กับรัฐบาลที่จะมาใหม่ในกาลข้างหน้า สูตรในการปกครองสูตรนี้..จะเป็นสูตรถาวรสำหรับประเทศนี้...หากประเทศนี้..ไม่ถูกแบ่งแยกออกไปเสียก่อน..ด้วยการต่อสู้ทางกำลังระหว่างพรรคการเมือง 2 พรรค หรือ..ประชาชน 2 สี

พรรคฝ่ายค้าน..ต้องตั้งมั่นในการสู้เพื่อเป็นรัฐบาล..ด้วยการสร้างความนิยมในหมู่ประชาชน..จากคูหาเลือกตั้ง..พรรครัฐบาล..ต้องอย่าใช้อำนาจเผด็จการมาครองเมืองโดยโฆษณาชวนเชื่อว่า กำลังสู้อยู่กับผู้ก่อการร้าย สิ่งที่ต้องอยู่คือประเทศไทย...ไม่ใช่สงครามแยกแผ่นดิน

กระชับพื้นที่! กระจาย‘งบประมาณ’

ที่มา บางกอกทูเดย์



“3,000”ล้านบาท คือตัวเลขงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชนซึ่งถูกนำใช้ในการ “กระชับพื้นที่” ของทหารในกองช่วงการชุมนุมทางการเมืองของ นปช. ตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคมถึงวันที่ 28 พ.ค. วันที่รัฐยกเลิกเคอร์ฟิว เมื่อมองดูตัวเลขครั้งนี้แล้วถือว่า...เป็นงบประมาณจำนวนมหาศาลทีเดียวที่ถูกนำมาใช้ในการทางการเมือง เพราะเงินจำนวนนี้หากนำไปใช้ในงานด้านพัฒนาคงสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตคนไทย

ได้จำนวนมากพอๆกับมูลค่าของงบก้อนนี้ งบประมาณจำนวน 3,000 ล้านบาท ที่ใช้การปรฏิบัติภารกิจของทหาร นั้น แบ่งเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงวันละ 300 บาท และค่าอาหารอีกวันละ 100 บาท แต่นั้นยังไม่ได้จบเพียงเท่านี้ เพราะงบประมาณที่ใช้ยังมี “ตำรวจ”ที่ต้องทำหน้าที่รักษาความสงบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

หรือ สตช.ใช้กำลังประมาณ 2.5 หมื่นนาย ใช้งบประมาณกว่า 700 ล้านบาท ตำรวจที่เข้ามาร่วมปฏิบัติภารกิจกว่า 72 กองร้อย หรือ 10,800 นายทำหน้าที่กองร้อยปราบจลาจล ประกอบด้วยตำรวจภูธรภาค 1 - 9 ตำรวจตระเวนชายแดนและกองบัญชาการสอบสวนกลาง รวมทั้งกำลังของ บช.น.อีกกว่า 8,000 นาย

รวมแล้วงานนี้ใช้งบประมาณเกือบ 4,000 ล้านบาท นี้ยังไม่รวมงบลับที่กระทรวงกลาโหม และแต่ละเหล่าทัพมีอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงมีข้อสงสัยว่า “ปฏิบัติการกระชับพื้นที่”ของกองทัพที่ทำไปนั้นเป็นการกระจายงบประมาณอีกรูปแบบหนึ่ง ที่ใช้เวลาเพียง 2 เดือน สามารถย่อยสลายงบก้อนโตกว่า 4,000 ล้านบาท ได้ในพริบตา

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลตัวเลขที่กล่าวในข้างต้นเป็นเพียงข้อมูลงบประมาณที่ใช้ถึงวันที่ 28 พ.ค.เท่านั้น แต่จนถึงวันนี้ “ศอฉ”ยังทำงานต่อไปอีกตามพรก.ฉุกเฉินที่ยังไม่ได้ประกาศยกเลิก ดังนั้น ตัวเลขงบประมาณในส่วนนี้จึงยังไม่ทราบว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงใด ขณะเดียวผลจาการกระชับพื้นที่ ที่ทหารทำได้

ตามใบสั่งของรัฐบาล ทำให้ตัวเลขของงบประมาณปี 2554 ที่กระทรวงกลาโหม ได้รับนั้นพุ่งขึ้นตามมาด้วย ในขณะที่กระทรวงที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจรากหญ้าอย่างกระทรวงเกษตรฯ กลับได้รับงบประมาณที่ลดลง งานนี้นอกจากผลการทำงานจะตารัฐบาลแล้วยังเข้ากระเป๋าใครหลายคนก่อนสิ้นปีงบประมาณอีกด้วย!

สกิมเมอร์! มหาภัยATM

ที่มา บางกอกทูเดย์



โจรหัวใสติดเครื่องสกิมเมอร์ตู้ ATM กดเงิน แฮ๊กบัตร ATM อาละวาด...ระวังเงินหายไม่รู้ตัว ดูดข้อมูล ATM เจ้าทุกข์สูญเงิน 10 ล้าน “สกิมเมอร์” เทคโนโลยีโฉดเพื่อทรชน นี่คือข้อความ “พาดหัวข่าว” ตามหน้าหนังสือพิมพ์หลายฉบับ เพื่อเตือนประชาชนให้เฝ้าระวังภัยใกล้ตัวในปัจจุบัน ซึ่งยุคนี้ถือเป็น “ยุคไฮเทค” ที่โจรผู้ร้ายสามารถปล้นเงินของคุณโดยไม่ต้องชักมีดหรือชักปืน...เพียงแต่ใช้อาวุธเพียงอย่างเดียว

นั่นคือ “สกิมเมอร์” แล้วคำถามมีว่า “สกิมเมอร์” คืออะไร? เรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์กล่าวว่า “สกิมเมอร์” (Skimmer) คือ เครื่องดูดหรือเครื่องกวาดข้อมูล เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่คนร้ายสร้างขึ้นโดยนำเครื่องอ่านแถบแม่เหล็ก วงจรถอดรหัส และวงจรหน่วยความจำมาประกอบเข้าด้วยกัน

“สกิมเมอร์” มีหลายขนาดตั้งแต่เท่ากับกล่องใส่รองเท้าไปจนถึงขนาดเท่าซองบุหรี่ที่คนร้ายซ่อนไว้ในอุ้งมือ โดยใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ในการทำงาน นอกจากนี้ประสิทธิภาพของ “สกิมเมอร์” คือสามารถพกพาไปไหนมาไหนได้สะดวก ติดตั้งง่าย ถอดประกอบง่าย เมื่อมีการนำบัตรเครดิต หรือบัตรเดบิตเช่น

บัตร ATM มารูด...สกิมเมอร์จะอ่านข้อมูลจากแถบแม่เหล็กและนำไปเก็บไว้ในหน่วยความจำ ทั้งนี้ สกิมเมอร์ที่มีหน่วยความจำน้อยจะเก็บข้อมูลบัตรเครดิตได้ 50 ใบ ส่วนสกิมเมอร์ที่มีหน่วยความจำมากก็อาจจะเก็บข้อมูลได้หลายหมื่นใบเลยทีเดียว เห็นแบบนี้คงต้องร้องอุทานดังๆ ว่า “โอ้...มายก็อด” เพราะผู้อาวุโส

ในแวดวงธนาคารหลายท่าน ได้ให้ข้อมูลกับบางกอกทูเดย์ตรงกันว่า...ปัจจุบันมีคนไทยใช้บัตรเครดิตและบัตรเดดิตรวมแล้วประมาณกว่าสิบล้านคน และเมื่อคำนวณจากวันเป็นเดือนจากเดือนเป็นปี...พวกท่านลองคิดดูว่านี่คือ “ความสูญเสีย” ที่มีมูลค่ามากมายมหาศาลเพียงใด เมื่อเร็วๆ นี้ “แก๊งมาเลย์” ได้แอบติดแถบแม่เหล็ก

ในช่องเสียบบัตรตู้เอทีเอ็ม และคัดลอกข้อมูลตระเวนกดเงินจากบัญชีเหยื่อ ซึ่งจากปากคำให้การ...พวกเขาบอกว่าสามารถทำให้เสร็จได้เพียงแค่ 3 นาที ครั้งนั้นการโจรกรรมข้อมูลเอทีเอ็ม ได้นำมาสู่การจับกุม นายโก ฟุก ไช อายุ 35 ปี และนายลิม ซี โชว อายุ 34 ปี ทั้งสองสัญชาติมาเลเซีย ถูกจับกุมได้

บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมือง อ.สะเดา จ.สงขลา ของกลางที่ยึดได้ประกอบด้วยบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (บัตรเอทีเอ็ม) จำนวน 81 ใบ เครื่องคัดลอกข้อมูลแถบแม่เหล็ก หรือสกิมเมอร์ 3 ชุด กล้องวงจรปิดขนาดเล็ก 3 ชุด แผ่นพลาสติกสำหรับซ่อนกล้องวงจรปิด 6 แผ่น แบตเตอรี่ 5 ก้อน ซิมการ์ดโทรศัพท์มือถือ 72 อัน

โทรศัพท์มือถือ 4 เครื่อง และอุปกรณ์ผลิตบัตรเอทีเอ็มปลอมจำนวนหนึ่ง เรื่องดังกล่าว...เกิดจากการที่มีผู้เสียหายซึ่งใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารหลายแห่งร้องเรียนว่าถูกคนร้ายลักลอบกดเงินไปจากบัญชีกว่า 100 ราย รวมมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาท ในเวลาเพียงไม่กี่เดือน โดยคนร้ายแบ่งหน้าที่กัน

อย่างชัดเจน มีทั้งชุดติดตั้งกล้องและอุปกรณ์สกิมเมอร์ ชุดถอนเงินสด และชุดที่เฝ้าสังเกต ก่อนคนร้ายจะจนมุมเจ้าหน้าที่ได้รวบรวมหลักฐาน เช่นภาพถ่ายกล้องวงจรปิดภายในตู้เอทีเอ็ม ประวัติการเดินทางเข้าออกประเทศ ทำให้ทราบชื่อคนร้ายทั้งหมด ก่อนขออนุมัติศาลออกหมายจับกลุ่มคนร้ายได้ยกแก๊ง

เทคโนโลยีโจรกรรมรหัสข้อมูลพัฒนาไปไกล...เดิมทีการปลอมแปลงบัตรแต่ละใบใช้เวลานานนับเดือน แต่วันนี้...ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที ไม่มีใครรู้ว่าภัยใกล้ตัวดังกล่าวจะมาถึงตัวเราเมื่อใด...แต่สิ่งหนึ่งที่ทำได้ นั่นคือ การตั้งมั่นอยู่ใน “ความไม่ประมาท” และการรู้จัก “ป้องกันตนเอง” ผู้รู้ในวงการธนาคารแนะนำว่า...

หากใครต้องการ “ฝากเงินสด” และต้องการความสะดวกสบายด้วยการทำบัตร ATM ก็ไม่ควรที่จะฝากเงินเกิน 50,000 บาท แต่หากบุคคลใดทำธุรกิจและทำธุรกรรม ซึ่งจำเป็นต้องใช้ธนาคารเป็นสถานที่ “หมุนเงิน” และฝากเงินเป็นแสนเป็นล้าน คนเหล่านั้นควรเบิกเงินสดจาก “สมุดธนาคาร” ไม่จำเป็นต้องใช้บัตร ATM

ที่สำคัญเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้ง...ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตั้งข้อสันนิษฐานว่า มักจะเกิดขึ้นกับตู้ ATM ที่อยู่ติดกันมากกว่า 1 ตู้ขึ้นไป ดังนั้น...นี่คือ “คำเตือน” ให้ประชาชนซึ่งใช้บัตร ATM เกิดความระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ผู้ประดิษฐ์ และนำสกิมเมอร์มาใช้สร้างความเดือดร้อนย่อมสมควรถูกจับกุมดำเนินคดี

โชคร้ายที่ในขณะนี้ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายเกี่ยวกับบัตรเครดิตโดยตรง นี่อาจเป็นเหตุผลที่ “อาชญากรต่างชาติ” นิยมเข้ามาทำผิดกฎหมายเรื่องบัตรเครดิตในประเทศไทย แต่อย่างไรก็ดี คดีเกี่ยวกับการฉ้อโกงบัตรเครดิต และบัตรเดบิตที่ขึ้นสู่ศาลขณะนี้ สามารถใช้การวินิจฉัยโดยเทียบเคียงกับกฎหมายที่มีอยู่แล้ว

ยกตัวอย่างเช่น การลักบัตรเครดิต หากเป็นการขโมยบัตรก็เข้าข่ายการลักทรัพย์ซึ่งเป็นการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 334 จะต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี และปรับไม่เกินหกพันบาท แต่ในกรณีของการดูดข้อมูลบัตรเครดิตด้วยสกิมเมอร์ศาลฎีกายังไม่ได้วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่าการกระทำดังกล่าว

เป็นการลักทรัพย์หรือไม่ การยักยอกบัตรเครดิต มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 การยักยอกบัตรเครดิตเป็นเรื่องที่สร้างปัญหากับธนาคารและเจ้าของบัตรเครดิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากเจ้าของบัตรเครดิตไม่อาจทราบได้ว่า...บัตรเครดิตถูกนำไปใช้ จะรู้ก็ต่อเมื่อได้รับใบแจ้งหนี้จากธนาคารให้ไป

ชำระเงินที่เกิดจากการใช้บัตรเครดิต การปลอมบัตร เทียบได้กับการกระทำความผิดในฐานปลอมเอกสารสิทธิ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 265 วิธีนี้คนร้ายจะสร้างบัตรปลอมที่มีตัวอักษรนูน และลวดลายเหมือนบัตรจริง จากนั้นนำข้อมูลของบัตรเครดิตจากสกิมเมอร์มาบันทึกลงในแถบแม่เหล็ก ข้อมูลที่บันทึก

จะประกอบด้วยหมายเลขบัญชีของผู้ถือบัตร หมายเลขบัตร วันหมดอายุบัตร และ ชุดตัวเลขที่ธนาคารเข้ารหัสไว้ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวเป็นข้อมูลที่ใช้ยืนยันได้ว่าบัตรนั้นเป็นบัตรเครดิตที่ธนาคารออกให้จริงๆ ถูกต้องที่สุดกับคำพูดที่ว่า...ศาสตร์คอมพิวเตอร์ไม่ต่างจากเทคโนโลยีอื่นๆ คือมีทั้งคุณและโทษ ผู้คนมากมาย

นำเทคโนโลยีไปใช้เพื่อให้เพื่อนมนุษย์มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็มี “ทรชนใจทราม” นำไปใช้เพื่อสร้างความเสียหายเดือดร้อนแก่ผู้อื่น โลกทุกวันนี้เปลี่ยนเปลงไปและเต็มไปด้วยสิ่งที่น่าตื่นเต้นและน่าค้นหา...แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปยิ่งกว่าวิวัฒนาการของโลก นั่นคือ จิตใจที่ชั่วร้ายของมนุษย์เรา

Monday, June 7, 2010

เปิดบันทึกลับดีเอสไอยก8เหตุการณ์โค่น"อำมาตย์ องคมนตรี-บงการป่วนเมือง"แจ้งข้อหา"ณัฐวุฒิ"คดีก่อการร้าย

ที่มา มติชน

ภายหลังจากรัฐบาลปฏิบัติการณ์กระชับวงล้อมเพื่อขอคืนพื้นที่บริเวณแยกราชประสงค์ จากกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มเสื้อแดง เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นายจตุพร พรหมพันธุ์ นายขวัญชัย สาราคำ (ขวัญชัย ไพรพนา) นายยศวริศ ชูกล่อม หรือ เจ๋ง ดอกจิก นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และนายนิสิต สินธุไพร แกนนำ นปช. ได้เข้ามอบตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ


ต่อมาบุคคลทั้งหมดถูกส่งตัวไปคุมขังที่ค่ายตำรวจตระเวณชายแดน (ค่ายนเรศวร) อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี ยกเว้นนายจตุพร ที่ได้รับการปล่อยตัวเพราะใช้เอกสิทธิ์ในความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพียงคนเดียว


ในค่ำวันเดียวกันทั้ง 5 คนถูกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ,135/2 ,135/3 ประกอบมาตรา 83, 84 , 85

"มติชนออนไลน์" เปิดบันทึกแจ้งข้อกล่าวหาของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน ต่อนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เมื่อเวลา ประมาณ 20.40 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ดังนี้


คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ และพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวน ที่ปรากฎตามรายชื่อท้ายบันทึกนี้ ได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ผู้ต้องหาทราบว่า


....ช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึง พฤษภาคม 2553 ได้มีกลุ่มบุคคลเรียกชื่อว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ เรียกโดยย่อว่า กลุ่ม นปช. หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า กลุ่มคนเสื้อแดง โดยมี (1) นายวีระ มุสิกพงศ์ (2) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ (3) นายจตุพร พรหมพันธุ์ (4) นายเหวง โตจิราการ (5) นายอริสมันต์ หรือ กี้ พงษ์เรืองรอง (6) นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ หรือแรมโบ้อีสาน (7) พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ (8) นายขวัญชัย สาราคำ หรือขวัญชัย ไพรพนา (9) พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดง และบุคคลอื่นๆ อีกจำนวนมากเป็นแกนนำหลักทำหน้าที่ในการวางแผนควบคุม สั่งการ หรืออำนวยการ หรือสลับสับเปลี่ยน กล่าวปราศรัยโจมตีฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายตรงข้ามบนเวทีชุมนุม เคลื่อนไหว ได้ร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นชุมนุมประท้วง โต้แย้ง เคลื่อนไหวเรียกร้องให้รัฐบาลที่มีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี ยุบสภาในทันทีโดยเร็ว ปลุกระดมมวลชนขับเคลื่อนการชุมนุมให้เข้าสู่ความขัดแย้ง หรือปลุกปั่น บิดเบือนความจริง หรือยุยุงส่งเสริมด้วยคำพูดที่รุนแรงก้าวร้าว สร้างปมขัดแย้ง อาฆาตมาดร้ายให้เกลียดชังรัฐบาล จนทำให้ไม่สามารถชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธได้


จากการสอบสวนสอบสวนของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ มีพยานหลักฐานตามสมควรว่า ในระหว่างการชุมนุมหรือเคลื่อนไหว ได้มีกองกำลัง ของการ์ด นปช. หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายได้มีการกระทำผิดตามกฏหมาย โดยสั่งสมกำลังอาวุธสงคราม มีและใช้อาวุธปืน เครื่องอาวุธ และวัตถุระเบิด ก่อวินาศกรรม หรือใช้ความรุนแรง ในการตอบโต้ต่อต้านรัฐบาล หรือเจ้าหน้าที่รัฐ หรือฝ่ายตรงข้ามเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนการชุมนุมเคลื่อนไหวให้บรรลุวัตถุประสงค์ในข้อเรียกร้องหรือเงื่อนไขต่างๆ ควบคู่ไปด้วย


โดยแกนนำหลักยอมรับอย่างเปิดเผยหรือโดยปริยายว่า กองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้ามาช่วยเหลือ หรือ สนับสนุนคนเสื้อแดง แท้จริงแล้วทั้งการ์ด หรือกองกำลังไม่ทราบฝ่ายก็เป็นกองกำลังติดอาวุธ ส่วนหนึ่งของกลุ่ม นปช.นั้นเอง


ผลจากการกระทำความดังกล่าวข้างต้นทำให้ มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัสจำนวนมาก มีทั้งประชาชนผู้บริสุทธิ์และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าปฏิบัติหน้าที่เพื่อแก้ไขสถานการณ์รุนแรงต่างๆ หรือทำให้ประชาชน ถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินของทางราชการหรือของเอกชนตลอดทั้งอาวุธยุทธภัณฑ์ทางทหารสูญหายเสียหาย ก่อให้เกิดหรือน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจอย่างร้ายแรง โดยมีเหตุการณ์สำคัญ ๆ ที่เป็นความผิด เช่น

-วันที่ 12 มีนาคม 2553 มีการปิดถนนที่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร กทม. โดยกลุ่ม นปช. และวันที่ 3 เมษายน 2553 เคลื่อนพลเข้ายึดสี่แยกราชประสงค์ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กทม.ซึ่งเป็นศูนย์กลางย่านธุรกิจใจกลางกรุงเทพมหานครทั้งเวทีชุมนุมกดดัน ขู่เข็ญ หรือบังคับให้รัฐบาลยุบสภา คู่ขนานไปกับการชุมนุมสะพานผ่านฟ้า โดยมีประชาชนจากต่างจังหวัดเดินทางเข้าร่วมชุมนุมเคลื่อนไหวจำนวนหลายหมื่นคนอย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันนี้ยังคงมีเวทีชุมุนุมที่สี่แยกราชประสงค์เพียงแห่งเดียว มีลักษณะเป็นศูนย์บัญชาการหรืออำนวยการ สั่งการไปยังกลุ่ม นปช. ต่างๆ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด


มีกิจกรรมเคลื่อนไหว ผู้ชุมนุมบางส่วนแบบดาวกระจายไปตามถนนสายต่างๆ ในเขตกรุงเทพมหานคร ส่งผลกระทบต่อการคมนาคมการขนส่งของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางที่กลุ่ม นปช. เคลื่อนที่ผ่าน แจกจ่ายสติ๊กเกอร์ สีแดงให้ยุบสภา นำเลือดมนุษย์ไปเทราดตามสถานที่สำคัญหลายแห่ง กล่าวโจมตีรัฐบาลว่ามีที่มาโดยไม่ชอบธรรม หรือมาจากการปฏิวัติรัฐประหารหรือจากเผด็จการ


กล่าวโจมตีหน่วยงานหรือองค์กรของรัฐว่ากระทำหรือปฏิบัติต่อกลุ่ม นปช.อย่างสองมาตรฐาน ต้องการโค่นล้มอำมาตย์ หรือองคมนตรีซึ่งเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหาร ยุยง ปลุกปั่น บิดเบือนข้อมูลข่าวสารให้ผู้ชุมนุมให้เกลียงชัง อาฆาตมาดร้ายรัฐบาล ปลุกใจให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมมีความกล้า ฮึกเหิมเพื่อจะต่อสู้กับรัฐบาลทุกรูปแบบ เช่น ประกาศว่าหากมีการสลายการชุมนุมให้คนเสื้อแดงทั่งประเทศฌาปนกิจศาลากลางทันที


-วันที่ 19 มีนาคม 2553 กลุ่ม นปช.ได้บุกรุกไปที่สถานีดาวเทียมไทยคมที่ตำบลลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี และต่อเชื่อมสัญญาณโทรทัศน์ PTV ได้สำเร็จ ทั้งๆที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการตามกฏหมายปิดชั่วคราวแล้ว

-วันที่ 7 เมษายน 2553 กลุ่มคนเสื้อแดงได้บุกเข้าไปในรัฐสภา แขวงอู่ทองใน เขตดุสิต กทม.ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ และใช้กำลังทำร้ายร่างกายทหารที่สวมเครื่องแบบในการปฏิบัติหน้าที่รวมทั้งได้ยึดอาวุธประจำกายที่รัฐสภา


-เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553 รัฐบาลได้มีการสั่งการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารและตำรวจผลักดันกลุ่ม นปช.เพื่อขอพื้นที่คืนจากผู้ชุมนุมที่บริเวณสะพานผ่านฟ้าลีลาศ เขตพระนคร และที่บริเวณสี่แยกราชประสงค์ได้เกิดการปะทะกันขึ้นระหว่างฝ่ายทหารหรือตำรวจกับกลุ่ม นปช.โดยการปลุกระดม ยุยงของแกนนำบนเวทีให้ผู้ชุมนุมช่วยกันต่อต้านและขัดขวางไม่ให้เจ้าหน้าที่ทหารและตำรวจเอาฟื้นที่คืนไปได้ และมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายแฝงตัวอยู่กลับกลุ่ม นปช.ได้ใช้อาวุธปืนสงคราม ระเบิดขว้าง เครื่องยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ยิงใส่ทหารและประชาชนทั่วไปเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหารและประชาชนเสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก


กลุ่ม นปช.ได้ถอดชิ้นส่วนและอุปกรณ์รถหุ้มเกราะจนไม่สามารถใช้ปฏิบัติการได้ มีการสกัดกั้นรถยนต์ของทางราชการ ยานพาหนะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รถยนต์บรรทุกทหารจนไม่สามรถใช้การได้ที่บริเวณสะพานพระปิ่นเกล้าและสี่แยกคอกวัว ยึดอาวุธยุทธภัณฑ์ของทางราชการทหารไปจำนวนมาก และรถยนต์พาหนะไปบางส่วน ส่วนที่เป็นอาวุธยุทธภัณฑ์บางส่วนยังไม่ได้คืนมา นอกจากนี้ยังมีการจับกุมทหารไปเป็นตัวประกัน


-วันที่ 16 เมษายน 2553 กลุ่ม นปช.ได้ต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมแกนนำตามหมายจับของศาล ที่โรงแรม เอสซี ปาร์ค แขวง/เขตวังทองหลาง กทม. เพื่อช่วยเหลือแกนนำคนดังกล่าวไม่ให้ถูกจับและตำรวจถูกสะเก็ดระเบิดได้รับบาดเจ็บ มีการควบคุมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าจับกุมไปเป็นตัวประกันด้วย ปัจจุบันได้รับการปล่อยตัวแล้ว


-วันที่ 22 เมษายน 2553 เกิดการปะทะกันบนถนนสีลม เขตบางรัก กทม. ระหว่าง นปช. กับชาวสีลม ที่ไม่เห็นด้วยกับ นปช. และซึ่งได้รวมตัวกันประท้วงและสนับสนุนรัฐบาล ในการปะทะดังกล่าวได้มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 ประมาณ 5 ลูก จากกลุ่มบุคคลที่แฝงตัวอยู่จนมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บสาหัสจำนวนมาก


-วันที่ 28 เมษายน 2553 แกนนำกลุ่ม นปช. ได้นำผู้ชุมนุมบางส่วนไปตามถนนวิภาวดี รังสิต โดยอ้างว่าจะไปให้กำลังใจแก่กลุ่ม นปช. อีกส่วนหนึ่งที่ได้กระทำการปิดถนนวิภาวดีรังสิตขาเข้าและตรวจค้นยานพาหนะของประชาชน จนเกิดการปะทะต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารหรือตำรวจที่เข้าไปแก้ไขสถานการณ์ บริเวณอนุสรณ์สถานแห่งชาติ ตำบลคูคต อำเภอลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี จนทำให้เจ้าหน้าที่ทหารเสียชีวิตและทรัพย์สินของรัฐหรือบุคคลได้รับความเสียหาย


-วันที่ 3 พฤษภาคม 2553 เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารได้เข้าตรวจค้นและยึดอาวุธปืนอาร์ก้า จำนวน 5 กระบอก อาวุธปืน เอ็ม 16 จำนวน 1 กระบอก อาวุธปืนคาร์บิน 1 กระบอก เครื่องกระสุนปืนอาวุธดังกล่าวตลอดจนทั้งลูกระเบิดเอ็ม 67 ,เอ็ม 26,เอ็ม 79 รวม 12 ลูก ประทัดยักษ์อีกจำนวนหนึ่ง แก็สน้ำตา พร้อมทั้งสัญลักษณ์ของกลุ่ม นปช. และรถยนต์ฮอนด้ารุ่น ซีอาร์วี 1 คันที่ซอยอ่อนนุช แขวงสวนหลวง กทม.


ตามพฤติกรรมต่างๆ ดังกล่าวของกลุ่ม นปช. จึงเป็นการกระทำโดยไม่มีอำนาจโดยชอบด้วยกฎหมาย เป็นการชุมุนุมเคลื่อนไหวที่มีเจตนาร่วมกันบังคับขู่เข็ญรัฐบาลเพื่อให้กระทำการใดหรือไม่กระทำการตามวัตถุประสงค์ อันจะก่อให้เกิดความเสียหายอย่างร้ายแรงหรือสร้างความปั่นป่วนโดยทำให้เกิดความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนที่จะดำเนินชีวิตตามปกติสุข

โดยมีผู้ต้องหาเป็นหนึ่งในแกนนำหลักของกลุ่มในฐานะเป็นตัวการร่วมหรือผู้ใช้ให้กระทำความผิดด้วยการยุยงส่งเสริมหรือกด้วยวิธีการอื่นใดหรือโฆษณาหรือประกาศแก่บุคคลทั่วไปให้กระทำผิด หรือยินยอมหรือรู้เห็นเป็นใจทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กระทำผิดกฎหมายโดยมีการร่วมกันเป็นขบวนการหรือเป็นเครือข่าย มีการวางแผนอย่างเป็นขั้นตอนและดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แบ่งหน้าที่กันทำ แต่มีอุดมการณ์และวัตถุประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ กระทำการโดยการตระเตรียมหรือสมคบหรือสนับสนุนการก่อการร้าย


การกระทำดังกล่าวเป็นความผิดในข้อหา...ร่วมกันหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำความผิดฐานก่อการร้าย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 135/1 ,135/2 ,135/3 ประกอบมาตรา 83, 84 , 85


เหตุเกิดที่ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในพื้นที่บางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคกลาง เมื่อระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2552 ถึงเดือนพฤษภาคม 2553 เวลากลางวันและกลางคืนต่อเนื่องกัน


พนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้แจ้งข้อหาให้ผู้ต้องหาทราบและแจ้งสิทธิของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวนให้ทราบว่าผู้ต้องหามีสิทธิตามกฎหมายคือ


1.สิทธิได้รับการสอบสวนด้วยความรวดเร็ว ต่อเนื่อง และเป็นธรรม


2.สิทธิที่จะมีทนายความ


3.สิทธิให้ทนายความหรือผู้ซึ่งตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้


4.สิทธิที่จะให้การหรือไม่ให้การก็ได้


5.ถ้าผู้ต้องหาให้การ ถ้อยคำที่ผู้ต้องหาให้การนั้น อาจใช้เป็นพยานหลักฐานในการพิจารณาคดีได้


พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ได้แจ้งข้อหาและสิทธิให้ผู้ต้องหานี้ทราบก่อนเริ่มสอบสวนปากคำโดยมิได้มีการบังคับ ขู่เข็ญ หลอกลวง ทรมาน ใช้กำลังบังคับ หรือกระทำการโดยมิชอบด้วยประการใดๆ ผู้ต้องหาทราบและเข้าใจดีแล้ว ได้อ่านบันทึกนี้ให้ผู้ต้องหาฟังแล้ว รับว่าถูกต้อง จึงให้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน


ลงชื่อ นายณัฐวุฒิใสยเกื้อ ผู้ต้องหา


ลงชื่อ พ.ต.ท.พเยาว์ ทองเสน ผู้แจ้งข้อกล่าวหา


ลงชื่อ พ.ต.ท.เสกสรร ศรีตุลากร ผู้ร่วมแจ้งข้อกล่าวหา /บันทึก/อ่าน

ลงชื่อ พ.ต.ต.แดนชัย ทูลอ่อง ผู้ร่วมแจ้งข้อกล่าวหา


ลงชื่อ ร.ต.อ.ณัฐพงษ์ น้อยน้ำค ผู้ร่วมแจ้งข้อกล่าวหา


ลงชื่อ นายธเนศ พ่วงพูล ทนายความผู้ต้องหา

ดร.สุเมธ.แจงอ้างอิงพระราชดำรัสThe King can do no wrongเกิดขึ้นหลายปีแล้ว ไม่เกี่ยวสถานการณ์การเมือง

ที่มา มติชน

กรณีที่ ออฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง หรือออฟนักแสดงชื่อดัง กล่าวตอนหนึ่งในการให้สัมภาษณ์"มติชนออนไลน์"ว่า ถึงกรณีที่มีการจาบจ้างสถาบัน และระบุว่าทราบมาว่า นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ยินในหลวงรับสั่งว่า ถ้าเราทำอะไรไม่ดีให้บอก เราพร้อมเปลี่ยนแปลง ทำให้ผมรู้สึกแย่มากว่าพระองค์ท่านทำให้พวกเรามามากมาย ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ตลอดระยะเวลา 60 ปี ที่พระองค์ท่านทรงงาน แต่ก็มีบางคนบางพวกไม่ใส่ใจ ตรงจุดนี้ทำให้เป็นแรงฮึดที่ผมอยากจะออกมาพูดในวันนั้น ผมอยากจะออกมาทำอะไรสักอย่างเพื่อปกป้องสถาบันที่รักของเรา"


ดร.สุเมธ ได้ให้สัมภาษณ์ "มติชนออนไลน์" ว่า คำพูดดังกล่าวตนอ้างอิงจากพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2548 ที่ว่า The King can do no wrong เพื่อจะอธิบายความเป็นนักประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยตนพูดในการบรรยายตามสถานที่ต่าง ๆ และได้พูดไว้นานแล้ว ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การเมืองหรือเหตุการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันแต่อย่างใด

"ไม่ใช่เฉพาะผมที่ได้ยิน พระราชดำรัสที่ว่า The King can do no wrong แต่เป็นคนไทยทุกคนที่ฟังพระราชดำรัสดังกล่าว ก็จะได้ยินด้วยกันทุกคน" นายสุเมธ กล่าว

ดร.สุเมธ กล่าวว่า ในการบรรยาย ตนจะนำพระราชดำรัส The King can do no wrong มาอธิบายความเป็นประชาธิปไตยของพระองค์ท่าน เพราะในการปฏิบัติงานหลายครั้ง พระองค์ท่านจะทรงถามความเห็นของผู้ปฏิบัติงาน หรือชาวบ้านในพื้นที่ ว่า เห็นด้วยหรือไม่ และโปรดให้แสดงความคิดเห็น ซึ่งหลายครั้งผู้ปฏิบัติงาน หรือชาวบ้าน จะแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างตรงไปตรงมา และพระองค์ท่านก็ทรงรับความแตกต่างนั้นได้

ดร.สุเมธ ยอมรับว่า มีการนำคำบรรยายของตนไปแปลความที่ผิด ๆ หลายครั้ง ซึ่งก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บางประโยคที่ถูกนำมาอ้างว่าเป็นของตน เมื่ออ่านแล้วยังคิดไม่ออกว่าไปพูดไว้เมื่อไหร่

"เสียงสุดท้าย"ก่อนถูกขับ... "ไพโรจน์"ในวันตกที่นั่ง"กบฏพรรคร่วม"

ที่มา มติชน

ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี

สัมภาษณ์โดย...หทัยกาญจน์ ตรีสุวรรณ

"...ถ้าท่าน (นายกฯ) เลือกให้เนวินชี้นิ้วแล้วต้องปฏิบัติตาม ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน หรือท่านจะดำเนินการอย่างไรกับ พผ. เราก็พร้อมน้อมรับ และจะสนับสนุนท่านเหมือนเดิม..."

เมื่อพรรคเพื่อแผ่นดิน (พผ.) เป็นฝ่ายพ่ายแพ้พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเปิดศึกในรัฐบาล"อภิสิทธิ์"

เมื่อ "แม่ทัพใหญ่" จาก "พรรค 5 ก๊ก" ประกอบด้วย "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี-พินิจ จารุสมบัติ-ปรีชา เลาหพงศ์ชนะ" เพลี่ยงพล้ำ "จอมพลพรรคสีน้ำเงิน" นาม "เนวิน ชิดชอบ"

17 ลูกหาบ พผ. ที่ร่วมโหวตสวน-งดโหวตให้ 2 รัฐมนตรีค่าย ภท. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจเมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา บวก 1 เสียงของ "ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณฉวี" รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ ส.ส.โคราช ที่ไม่ร่วมลงมติ

จึงตกที่นั่ง "กบฏพรรคร่วม" และไม่สามารถอยู่ร่วมรัฐบาลกันได้ต่อไป

ก่อนนาทีอัปเปหิ "ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์" เปิด "รังโคราช" ในซอยอารีย์สัมพันธ์ ให้ "มติชน"ได้เปิดใจถึงเหตุผลของการ "หัก" และความเจ็บปวดที่มีต่อคนชื่อ "เนวิน ชิดชอบ"

เกิดอะไรขึ้นกับการลงมติของ ส.ส.พผ. ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

การลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของสภา เพราะคือการชี้เป็นชี้ตายนายกฯและรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย แต่ก่อนเราอาศัยมติพรรคต้นสังกัด หากใครฝืนมติก็เป็นเรื่องประหลาด ถูกมองว่าไปรับซองหรืออะไรใครเขามา แต่ปัจจุบันรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้เป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. ดังนั้นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ผมเนี่ยถูกอ้างไปเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ (เรื่อง) ที่ถูกสร้างขึ้น สรุปง่ายๆ คือ พรรคเขาหารือกัน โดยประเมินการทำงานตลอด 1 ปี 5 เดือนของกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม ทั้งเรื่องผลงาน เรื่องปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น เรื่องการซื้อตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว การที่ ส.ส.พผ.ยึดมั่นตามเอกสิทธิ์ของตน จึงเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เสียงที่ออกมามีทั้งเห็นชอบ งดออกเสียง และยกมือสวน

แต่บังเอิญ ส.ส.อีสานส่วนใหญ่ได้ลงมติไม่ไว้วางใจ และพื้นที่อีสานก็สามารถมองได้หลายอย่าง เช่น พผ. กับ ภท. เป็นคู่ต่อสู้กัน เรื่องการวางตัวบุคคลลงไปทำพื้นที่ เรื่องการทุ่มงบประมาณลงพื้นที่ ก็พยายามสร้างเรื่องให้เป็นขัดแย้งทางผลประโยชน์ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของแผ่นดิน ประเทศชาติต้องมาก่อนเรื่องตัวบุคคล ผมเคยได้วาทะแห่งปีนะ "ไม่พายเรือให้โจรนั่ง" (เคยอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ปชป. เมื่อปี 2540) ผมบอกน้องๆ ว่า คุณไปใช้ดุลพินิจเอาแล้วกัน ที่ผ่านมาสังคมพร่ำหาว่าทำไม ส.ส.ไม่ทำหน้าที่ มัวแต่เป็นสภาฝักถั่ว สั่งยกซ้ายก็ยก ยกขวาก็ยก ข้อเท็จจริงในการอภิปรายจะเป็นอย่างไรไม่ต้องฟัง บางทียกมือให้ตั้งแต่ปีมะโว้แล้ว พอยื่นญัตติก็รู้แล้วว่าต้องยกมือให้อย่างนี้ มันน่าจะพ้นสมัยไปได้แล้ว

เหตุใดภาพที่ออกมาถึงกลายเป็นโหวตสวนเพราะปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ ไม่ใช่ต่อต้านการคอร์รัปชั่น

(ตอบสวนทันควัน) ไม่มี ไปดูให้ชัดเจนสิ ก็เป็นการปล่อยข่าวฝ่ายเดียว เห็นได้ชัดอยู่แล้วว่าวันนี้การให้ข่าวต่างๆ ออกมาจาก ภท. มีการบริหารจัดการสื่อ มีการปล่อยข่าวตั้งแต่ยังไม่โหวต แต่เราเล่นการเมืองแบบผู้ดี ที่ผ่านมาสื่อเคยเรียกร้องให้ ส.ส.ยึดเอกสิทธิ์ และรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน แต่วันนี้กลับมีการทำสงครามสื่อ มีการสร้างเรื่องว่าเป็นความขัดแย้งกันของตัวบุคคล ขัดแย้งกันในเรื่องผลประโยชน์ แทนที่จะไปตรวจสอบสารัตถะที่มีการอภิปราย กลับมาสร้างสตอรี่ใหม่เพื่อเบี่ยงเบนประเด็น

แต่ ส.ส.สุรินทร์ พผ. ออกมาระบุว่าถูกเบี้ยวงบฯท้องถิ่น และประกาศโหวตสวนตั้งแต่ยังไม่ฟังการอภิปรายด้วยซ้ำ

คือเรื่องของ ส.ส.สุรินทร์เนี่ย เป็นเรื่องที่เขาถูกกลั่นแกล้งอย่างร้ายแรง ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจรัฐภายใต้กระทรวงนี้ ก็เป็นเรื่องกึ่งส่วนตัวและกึ่งส่วนรวม เพราะไม่สามารถทำอะไรได้เลย เรื่องนี้นายกฯก็ทราบ แต่การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องของประเทศชาติและประชาชน คนเป็น ส.ส.ต้องรักษาผลประโยชน์ส่วนรวม ซึ่งมุมมองของ ส.ส.สุรินทร์ก็มองเสมือนว่า 2 เรื่องนี้เข้ามาทับซ้อนกัน มันยากจะปฏิเสธเหตุการณ์ตรงนั้น

วันนี้ถือว่าพวกเราได้จุดประกายเรื่องนี้ให้นายกฯแล้ว ท่านน่าจะใช้วิกฤตตรงนี้ปรับใหญ่ ครม.ตามที่ประชาชนต้องการ น่าจะทบทวนผลงานของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวง ทั้งปัญหาคอร์รัปชั่น การเรียกเก็บเงินในการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ การเข้าโรงเรียนนายอำเภอ ซึ่งมันประจักษ์ชัด มีใบเสร็จ ถ้าไม่ใช้โอกาสนี้กวาดขยะใต้พรมก็น่าเสียดาย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับดุลพินิจของท่าน ท่านจะเลือกให้ ภท.ข่มขู่ท่านได้ ยื่นคำขาดท่านได้ ท่านก็เลือกไป เรายินดี ถ้าท่านเลือกให้เนวิน (ชิดชอบ แกนนำ ภท.) ชี้นิ้วแล้วต้องปฏิบัติตาม ก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมของท่าน หรือท่านจะดำเนินการอย่างไรกับ พผ. เราก็พร้อมน้อมรับ และจะสนับสนุนท่านเหมือนเดิม

การที่แกนนำ ภท.ยื่นคำขาดให้นายกฯเลือกระหว่างพรรค 46 เสียง กับพรรค 14 เสียง ทำให้อำนาจในการต่อรองของ พผ.ลดลงหรือไม่

คือ...จริงเรามีอยู่ 32 เสียง ครั้งที่แล้วท่านประชา (พรหมนอก ส.ส.สัดส่วน พผ.) อยากเป็นนายกฯ แต่เราเลือกสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์ เพราะต้องการให้บ้านเมืองเดินหน้าไปได้ ดังนั้นที่บอกว่าพรรคแตกก็จริง แต่เป็นเพราะเราสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์เป็นนายกฯ ถ้าเราสนับสนุนท่านประชา มันก็เป็นเอกภาพไปแล้ว

จงใจทวงบุญคุณ ปชป.หรือเปล่า

ไม่ (ลากเสียงยาว) แต่พูดข้อเท็จจริง เราปฏิเสธไม่ได้ว่าพรรคแตก มีส่วนที่มีปัญหากันอยู่ แต่เราจะไม่เตรียมแผน ไม่เตรียมแก้เกมอะไรทั้งนั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดุลพินิจของนายกฯ ให้ท่านจัดการได้เลย

คิดว่าจะถูก ปชป.ยึดโควต้ารัฐมนตรีของ พผ. 4 ตำแหน่งคืนหรือไม่

ตอนจัดโควต้ารัฐมนตรีเขาไม่ได้ตั้งที่ตัวเลข 32 เสียง เขาตีว่าเรามีอยู่ 13-14 เสียงเท่านั้น เขาตัดรองนายกฯไป รมช.มหาดไทยก็ไม่ให้ ให้ 3 ตำแหน่ง เพราะคิดว่าเรามีเสียงนิดเดียว โดยไม่เกี่ยวกับโควต้าของกลุ่มท่านสุชาติ (ตันเจริญ แกนนำกลุ่มบ้านริมน้ำ) ตอนนั้นมันวิกฤต การจัดโควต้าให้แต่ละพรรคได้ยกเอาสูตรรัฐบาลท่านสมชาย วงศ์สวัสดิ์ มา

แสดงว่า ปชป.ไม่มีสิทธิริบโควต้ารัฐมนตรีของ พผ.คืนสักตำแหน่งเดียว

ไม่ได้ เพราะการโหวตเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. วันนี้ถ้าให้คิดใหม่โหวตใหม่ ก็ต้องโหวตแบบเดิม ส.ส.เหล่านี้เป็นคนรุ่นใหม่ เขาไม่กังวลใจหรอกว่าจะไปอยู่ตรงไหน เพราะต้องการแก้ไขปัญหาประเทศชาติเป็นหลัก

มีกระแสข่าวเรื่องการยึดเก้าอี้ รมว.ไอซีทีคืน ถือเป็นการซุ่มโจมตีกล่องดวงใจหัวหน้ากลุ่มโคราชหรือเปล่า

ไม่ล่ะ ท่านเป็นคนไม่ยึดติดอยู่แล้ว ความจริงรัฐมนตรีระนองรักษ์บอกด้วยซ้ำว่าอยากพัก หลังทำงานมาปีเศษ

ท่าทีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ที่เลือกข้าง ภท.มากกว่า ทำให้หวั่นใจหรือไม่

เรารู้อยู่แล้วว่าท่านสุเทพกับท่านเนวินไปกันด้วยดี ท่านสุเทพกับท่านเนวินก็เหมือนรักยมน่ะ เราก็เข้าใจอยู่ ไม่มีปัญหา เราเข้าใจได้ เรายินดี ท่านจะจัดการอย่างไรก็ว่าไป ถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปในอนาคต ท่านเนวินเป็นนายกฯ ศักดิ์สยาม (น้องชายนายเนวิน ในฐานะประธานคณะทำงาน รมว.มหาดไทย) เป็น รมว.มหาดไทย ท่านสุเทพเป็นรองนายกฯ ควบ รมว.กลาโหม ประเทศไทยคงเจริญดีล่ะ

บารมีทางการเมืองของว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ นายพินิจ และนายปรีชา ไม่สามารถโน้มน้าวให้นายสุเทพมาเป็นพวกได้เลยหรือ

ผมไม่มีบารมี ผมไม่มีอะไร มีแต่ความถูกต้องและความเป็นธรรม ผมไม่มีตำแหน่ง ไม่มีสถานะทางการเมือง เพียงแต่อยากเห็นประเทศชาติเดินไปได้

วิเคราะห์ว่าท่าทีของนายสุเทพที่ออกมาเป็นบทเฉพาะตัว หรือบทที่ ปชป.ให้แสดง

(นิ่งเงียบ หยุดคิดพักหนึ่ง) ผมว่าผลประโยชน์มันลงตัวน่ะ ก็ดี ผมไม่มีปัญหา และยังยืนหยัดสนับสนุนท่านอภิสิทธิ์ต่อไป

คิดว่านายกฯเข้าใจเหตุผลในการโหวตสวนของ ส.ส.พผ.หรือไม่

ผมคงไม่เข้าไปก้าวล่วงว่าท่านคิดอย่างไร และจะตัดสินใจอย่างไร เพราะไม่อยากให้ท่านอึดอัด

ในระหว่างรอการตัดสินใจจากนายกฯ มีข่าวว่า ปชป.แอบต่อสายถึงแกนนำพรรคประชาราช พรรคมาตุภูมิ และกลุ่ม พล.ต.อ.ประชาเข้าร่วมรัฐบาลแทนแล้ว

ไม่มีปัญหา อะไรก็ได้ เป็นสิทธิของท่านนายกฯ ท่านจะปรับ ครม.อย่างไรก็ได้ให้มีประสิทธิภาพ และบอกท่านเลยว่าอย่าช้า ขอให้ดำเนินการได้เต็มที่ เพราะ พผ.มันพรรคเล็กๆ และเราไม่ใช่พรรคที่จะแสวงหาอำนาจ ไม่มีความทะเยอทะยานทางการเมือง ท่านคิดปรับ ครม.ในส่วนของ พผ.อย่างไร เอาใครเข้า ดึงใครออก ท่านทำเลย หรือจะให้พรรคออกไป ก็ไม่มีปัญหา ถึงออกไปเราก็ยังสนับสนุนท่านอยู่ดี

ลึกๆ ในใจคิดว่า ปชป.กล้าอัปเปหิ พผ.ออกจากรัฐบาลหรือไม่

ก็ได้หมดนะ ทางการเมืองมันออกได้ทุกหน้า แต่วันนี้การตัดสินใจขึ้นอยู่กับนายกฯ ท่านอยากแก้ปัญหาอย่างไร ท่านแก้ไปเลย แล้วก็บอกมาว่าจะให้เราทำอย่างไร ส่วนจะเอาพรรคไหนเอาใครแทนเรา จะวิ่งซื้อเสียงคนของเรา จ่ายเงินจ่ายทองอะไร ไม่ติดใจ ไม่ต่อสู้ทั้งนั้น ไม่เกี่ยว

เหตุใดถึงชิงประกาศตัวสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่มีโอกาสถูกขับออกจากรัฐบาลหรือไม่

ก็บอกแล้วไง (พูดเสียงดัง) ว่าต้องการผลักดันให้แก้วิกฤตประเทศ มันไม่ใช่เพาเวอร์เพลย์ ไม่ใช่มาเล่นการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ เพื่อให้ได้เป็นรัฐมนตรี มันไม่ใช่แล้ว บ้านเมืองวิกฤตขนาดนี้

สังคมจะแปลกใจกับท่าที พผ.หรือไม่ เพราะตอน 2 ขั้วรบกันแรงๆ แกนนำ พผ.หายไปจากสารบบการเมืองเกลี้ยง แต่พอศึกสงบกลับออกมาแสดงจุดยืนสนับสนุนนายกฯ

ไม่ใช่ เข้าใจผิด ถ้าเขาเรียกไปปรึกษาเมื่อไหร่ เราไปหมด แต่ในเมื่อเราไม่มีอำนาจหน้าที่และเขาไม่เรียกใช้ ถ้าเราอยู่อาจจะเป็นที่หวาดระแวง เพราะแกนนำเสื้อแดงกับเราเป็นพรรคพวกกันหมด บางทีโทร.มาหาถามว่ากินข้าวหรือยัง พอออกไปข้างนอกพูดอีกอย่างว่าเฮ้ย! คุยกับไพโรจน์เรียบร้อยแล้ว อย่างนี้จะทำอย่างไร เพราะมันเป็นสังคมหวาดระแวง ดังนั้น การที่เราเอาตัวเองออกไปจากเหตุการณ์เนี่ย มันจบ จะได้ไม่ต้องหวาดระแวงว่าเราจะไปคุยกับใคร ไปประสานกับใคร

แต่ภาพที่ออกมาเหมือน พผ.แทงกั๊ก พร้อมพลิกขั้วได้ตลอด

(เน้นเสียง) ไม่มีล่ะ ที่เราไม่อยู่เพราะต้องการตัดความหวาดระแวงว่าไม่มี ไม่อยู่ ไม่รับโทรศัพท์ใครทั้งนั้น นั่นคือชัดเจนเลยว่าไม่เกี่ยว มันจบประเด็นไปเลย ถ้าผมอยู่บ้านนี้ เดี๋ยวใครก็มาหา เดี๋ยวโดนข้อหาฝักใฝ่อีกแล้ว คือ...การเมืองมันพังเพราะความหวาดระแวงกันมาเยอะแยะแล้ว นิยายปรัมปรามีเยอะแล้ว

ทำนายว่าศึก 2 พรรคจะจบลงอย่างไร

จบอย่างไรก็ได้ ขอให้นายกฯได้ปรับ ครม. ได้สร้างดรีมทีม ทำให้ประเทศฝ่าวิกฤตไปได้ และไม่ต้องลังเลกับ พผ. เรารับได้หมด ไม่ต้องห่วง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่สนิทสนมกันเป็นพิเศษ มาขอเสียงสนับสนุนให้บิดาหรือเปล่า

ไม่ใช่ ไม่มีอะไร เรื่องของบ้านเมืองก็คือเรื่องของบ้านเมือง เรื่องส่วนตัวก็คือเรื่องส่วนตัว ต้องแยกให้ได้ ผมเป็นนายอำเภอมาก่อน ผมรู้ทุกเรื่องในกระทรวงหมด ดังนั้น ในการโหวตเราโหวตเพื่อกระทรวงมหาดไทย ไม่ใช่โหวตเพื่อฆ่าท่านชวรัตน์ ท่านกับผมเคยอยู่พรรคชาติพัฒนามาด้วยกัน ท่านชวรัตน์เป็นเพียงสายล่อฟ้าเท่านั้นเอง

ปลายทางของสายล่อฟ้าคือใคร

ก็ล่อไปถึงผู้มีบารมียิ่งใหญ่ ก็รู้กันอยู่ เพราะวันนี้กระทรวงมหาดไทย ถ้าให้พูดชัดเจนคือ เราต้องการให้ศักดิ์สยามถอยออกไปจากกระทรวงเลย (เน้นเสียง) ไม่ใช่ท่านชวรัตน์

ตอนนี้สายล่อฟ้ากลายเป็นตอตะโกแล้ว แต่ผู้มีบารมียังยิ่งใหญ่คับกระทรวงเหมือนเดิม

ผมว่าไม่มีปัญหาอะไร ถ้าบริหารราชการแผ่นดินโดยต้องอ่านหนังสือแบบไม่รู้เรื่องอะไรเลย หรือว่าอ่านผิดอ่านถูก ถ้าคนไทยต้องการให้กระทรวงมหาดไทยซึ่งเป็นสมุหนายกในอดีต เป็นเสาหลักของบ้านเมือง เป็นอย่างนี้ต่อไป ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามครรลอง อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด

โดยส่วนตัวมีปัญหาขัดแย้งอะไรกับนายเนวิน ถึงแทงกันแรงขนาดนี้

ไม่มี ผมไม่เคยเอาเรื่องส่วนตัวมาปะปนกับเรื่องส่วนรวม แต่เมื่อมีการลากผมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสตอรี่ ผมก็ยินดีจะเปิดเผยความรู้สึก

วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ถูกลากเข้าไปเป็นตัวละครในเรื่องนี้คืออะไร

ต้องไปถาม ภท. เขาอาจจะมองว่าผมเป็นอุปสรรคต่อแผนลับลวงพราง นายกฯชื่อเนวิน รมว.มหาดไทยชื่อศักดิ์สยาม ผมคงเป็นก้างล่ะมั้ง

"เพื่อไทย"คิดหาวิธี จัดการ 3ส.ส.โหวตสวนมติพรรค เล็งขับพ้นสมาชิกพท.

ที่มา มติชน

รายงานจากพรรคเพื่อไทย(พท.) แจ้งว่า ในการประชุมกรรมการบริหารพรรค พท.วันที่ 7 มิถุนายนนี้ ที่ประชุมอาจมีการหารือกรณี ส.ส.ของพรรคที่ปันใจให้กับพรรคการเมืองอื่น โดยลงมติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลสวนกับมติของพรรค พท. เพื่อขอมติที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคให้เรียก ส.ส.เหล่านี้ มาชี้แจงกับคณะทำงานด้านจริยธรรมของพรรคเพื่อหามาตรการดำเนินการกับ ส.ส.เหล่านี้ต่อไปว่า จะขับพ้นจากสมาชิกพรรคหรือไม่ ทั้งนี้ ส.ส.ที่เข้าข่าย อาทิ นายจุมพฏ บุญใหญ่ ส.ส.สกลนคร ร.ต.ปรพล อดิเรกสาร ส.ส.สระบุรี นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ ส.ส.สัดส่วน