WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, June 10, 2010

การ์ตูน เซีย 10/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 10/06/53

เกมเผื่อทางหนีทีไล่?

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_88486

เนวิน - สุเทพ

กับคิวที่ไอ้โม่งทุบกระจกรถยนต์ ล็อกเป้าขโมยคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กบรรจุข้อมูลสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของ พ.ต.ท.วรชัย อารักษรัฐ พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) มันก็จับอาการแปร่งๆได้แล้ว

และมันยิ่งทะแม่งไปกันใหญ่

ล่าสุดมีรายงานว่า ทีมพนักงานสอบสวนดีเอสไอรวม 10 คน นำโดย พ.ต.ท.วรชัยที่รับผิดชอบสำนวนคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากคดีอำพรางเงินบริจาค 258 ล้านบาท และการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์

ได้ทำเรื่องถึงนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอถอนตัวจากการเป็นพนักงานสอบสวนคดีดังกล่าว และก็ได้รับการตอบสนองแบบจัดให้ทันที นายธาริตเซ็นอนุญาต พร้อมกับตั้ง พ.ต.อ.ณรัชต์ เศวตนันท์ รองอธิบดีดีเอสไอ เป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวนแทน

เหตุเกิดที่ดีเอสไอเร้าให้จับสัญญาณพิรุธ

ไล่เลี่ยๆวันเดียวกัน "เจ๊สด" นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ข่าวเองเลยว่า กกต.ได้รับหนังสือจากอัยการสูงสุด แจ้งว่ากรณี กกต.ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยยุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่ถูกกล่าวหารับเงินบริจาค 258 ล้านบาท จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) อาจเป็นนิติกรรมอำพรางนั้น

หลักฐานที่ กกต.ส่งให้อัยการสูงสุดยังไม่เพียงพอต่อการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จึงขอให้ กกต.ตั้งคณะทำงานร่วม โดยมีผู้แทนของอัยการสูงสุดและนายทะเบียนพรรคการเมือง เพื่อดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีการตั้งคณะทำงาน

ส่อเค้ายื้อ เลื่อนวันประหาร

ตามอารมณ์ของนักข่าวที่ตั้งคำถามกับนางสดศรีทันควัน กรณีนี้เป็นการดึงเวลาในการยุบพรรคประชาธิปัตย์ออกไปหรือไม่ ในอารมณ์หนังสือพิมพ์พาดหัวตัวไม้ฉบับเช้าวันที่ 9 มิถุนายน "ยุบ ปชป.แปลกๆ"

ปมยื้อเหลี่ยมกฎหมายระหว่าง กกต.กับอัยการสูงสุด โดนจับตา "มวยล้ม"

และอีกด้านหนึ่ง นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรค และนายเกียรติอุดม เมนะสวัสดิ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้ยื่นคำร้องให้ กกต.ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงประธานศาลรัฐธรรมนูญ

เพื่อคัดค้านการทำหน้าที่องค์คณะตุลาการในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของนายวสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ และนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

ด้วยเหตุผลที่อ้างว่านายวสันต์เคยเป็นทนายความในสำนักงานทนายความ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ที่เป็นสำนักงานเดียวกับนายบัณฑิต ศิริพันธุ์ ทนายความของพรรคประชาธิปัตย์ที่รับผิดชอบคดีดังกล่าว ขณะที่นายจรัญเคยมีข่าวเข้าประชุมที่บ้านของนายปีย์ มาลากุล ณ อยุธยา ก่อนจะเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ถือว่ามีทัศนคติที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคประชาธิปัตย์

บุคคลทั้งสองจึงควรถอนตัว เพื่อสร้างบรรทัดฐานในการพิจารณาคดี

พรรคเพื่อไทย ลูกข่ายนายใหญ่ ก็ชิงจังหวะดักหน้า ตีกันสิทธิขอ "ตัวช่วย" เต็มที่

ในฉากนาทีเป็นนาทีตาย เฮือกสุดท้ายของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนเข้าหลักประหาร ในสถานการณ์ที่ตายไปแล้วค่อนตัว จากมติของ กกต.สั่งให้ยุบพรรค

ลุ้นปาฏิหาริย์เหนื่อยก็แล้วกัน

ที่แน่ๆตามปรากฏการณ์คนละเรื่อง แต่เชื่อมโยงกันได้

กับเซอร์ไพรส์ที่นายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ นำนายมานพ ปัตนวงศ์ ส.ส.สัดส่วนภาคใต้ พรรคเพื่อแผ่นดิน โผล่แสดงตัวสวามิภักดิ์ค่ายภูมิใจไทย

เฉลยคำตอบสุดท้ายที่มาของเก้าอี้รัฐมนตรี

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขที่ต่ำกว่าเป้าหมายจากที่ดีลไว้ 7-8 คน มาจริงแค่ 2 นับรวมนายไชยยศ รัฐบาลส่อเค้าหวิวในคิวโหวตร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ

แต่ปมสำคัญ มองข้ามช็อตไปไกลกว่านั้น

ในสถานการณ์ที่ต้อง "เผื่อทางหนีทีไล่" มันก็มองกันได้ เกมนี้เป็นออปชั่น "ไชยยศ" ในฐานะศิษย์เก่ายี่ห้อประชาธิปัตย์ รับบทเป็น "ตัวมัดจำ" ของ "เทพเทือก" นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ตามยุทธศาสตร์ต่อท่อกับสหายต่างพรรคแต่พวกเดียวกันที่ชื่อ "เนวิน ชิดชอบ" นายใหญ่ภูมิใจไทย

ซ่องสุมกองกำลังสีน้ำเงิน

เดินเกมอำนาจล่วงหน้า จับยามสามตาแล้วประชาธิปัตย์รอดยาก.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

การตรวจสอบนักการเมือง (1)

ที่มา บางกอกทูเดย์


“นักการเมือง” ถือเป็นบุคคลสาธารณะที่ควรถูกตรวจสอบได้ เพราะบุคคลที่อาสาเข้ามาเป็นนักการเมืองนั้น ส่วนใหญ่ประชาชนมุ่งหวังให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประชาชน ในการใช้อำนาจหน้าที่เพื่อสร้างความสุขความเจริญให้ส่วนรวม นักการเมืองจึงเป็นตัวแทนประชาชนที่ต้องทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม โดยมิได้มุ่งหวังต่อประโยชน์ส่วนตน หรือใช้ตำแหน่งหรืออำนาจหน้าที่ไปหาประโยชน์ให้กับตัวเองหรือพวกพ้อง

แทนการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะ ประชาชนส่วนใหญ่จะได้ยินได้ฟังคำพูดคำสาบานจากนักการเมืองไม่ต่างกัน คือ จะได้รับการสบถสาบานว่า จะไม่โกง จะซื่อสัตย์สุจริต จะดูแลประโยชน์ของส่วนรวม คำสบถสาบานต่างๆ ที่พร่ำพูดออกมาจนเป็นโมเดลที่ประชาชนท่องจำได้ขึ้นใจ ล้วนไม่แตกต่างกัน

ไม่ว่าจะได้ยินได้เห็นจากนักการเมืองในระดับใด ทั้งระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค และระดับชาติ นักการเมืองทุกระดับที่กล่าวมาล้วนมีความสำคัญ เพราะเข้ามาทำงานตามอำนาจหน้าที่โดยมีเรื่องของเงินงบประมาณเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อมีเงินงบประมาณก็มีการใช้อำนาจในการจัดสรรแบ่งปันงบประมาณ

การใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณจะต้องมีการอนุญาตอนุมัติตามมา ซึ่งส่วนใหญ่นักการเมืองจะแย่งกันเข้าไปทำงานในส่วนนี้ โดยอ้างกันว่า...เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างมีความสุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ นักการเมืองทุกระดับมักจะแก่งแย่งกันเพื่อเข้าไปบริหารการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะนักการเมืองระดับชาติ

ซึ่งจะประกอบไปด้วยบุคคลสามกลุ่มใหญ่ๆ ที่อยากเข้ามาทำหน้าที่ในการใช้อำนาจเกี่ยวกับงบประมาณ สามกลุ่มที่กล่าว คือ นักการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) นักการเมืองในฝ่ายนิติบัญญัติที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) และนักการเมืองในฝ่ายบริหารคือคณะรัฐมนตรี ส.ส.

เป็นตำแหน่งที่ต้องให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาเพื่อทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น เสนอกฎหมาย ควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี ตัดลดงบประมาณแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเสนอ ส.ว. เป็นตำแหน่งที่ต้องให้ประชาชนเลือกตั้งเข้ามาส่วนหนึ่ง และไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งอีกส่วนหนึ่งซึ่งเรียกว่า ส.ว. สรรหา

เพื่อทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติ เช่น กลั่นกรองกฎหมาย ควบคุมการบริหารงานของคณะรัฐมนตรี จะเห็นว่า...หน้าที่ของ ส.ส. กับ ส.ว. บางส่วนคล้ายกัน บางส่วนต่างกัน แต่ทั้งสองฝ่ายก็อยู่ในฝ่ายนิติบัญญัติด้วยกัน ซึ่งเป็นฝ่ายที่สำคัญมากเพราะสามารถควบคุมและตรวจสอบการทำหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีได้

อำนาจนิติบัญญัติ เป็นอำนาจอธิปไตยหนึ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นตัวแทนโดยตรงจากประชาชนที่เลือกตั้งเข้ามา (ยกเว้นกรณี ส.ว. สรรหา) โดยเฉพาะการทำหน้าที่ของ ส.ส. ในการพิจารณาให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรี การทำหน้าที่หลักของ ส.ส. จะเรียกว่า...การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหน้าที่สำคัญอย่างหนึ่งที่กล่าวไป

คือ ประชุมลงมติอย่างเปิดเผยเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเสียงของ ส.ส. ที่ลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น จะต้องเกินกึ่งหนึ่ง ส.ส. มีจำนวน 480 คน ที่รัฐธรรมนูญ 2550 กำหนดไว้...มีมาจากการส่งตัวแทนของพรรคการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเลือกตัวแทนที่พรรคการเมืองเสนอ ให้เป็นตัวแทนของประชาชน

คือ ส.ส. การเลือกตั้งโดยประชาชน เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน เข้ามาใช้อำนาจของประชาชน ในส่วนของ ส.ส. นั้น มี 2 ชนิด คือ การเลือกตั้งตัวบุคคลตามรายชื่อผู้สมัคร กับการเลือกตั้งพรรคการเมืองซึ่งจะได้ ส.ส. ตามบัญชีรายชื่อที่พรรคเสนอ เช่นเดียวกันกับการเลือกตั้ง ส.ว. ก็เป็นการเลือกตั้ง

โดยประชาชน เพื่อเป็นตัวแทนของประชาชน เข้ามาใช้อำนาจของประชาชน ยกเว้นในส่วนของ ส.ว. สรรหา ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่รัฐธรรมนูญก็กำหนดให้เป็นตัวแทนของประชาชนเช่นกัน พอจะเห็นได้ว่า อำนาจของ ส.ส. และ ส.ว. ในฝ่ายนิติบัญญัตินั้น มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็คงเป็นเพียงตาม

“ตัวอักษร” ที่ประดิษฐ์ไว้ในบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น ทำไมเป็นเช่นนั้น?! เพราะการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติของ ส.ส. และ ส.ว. บางครั้งดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของบทบัญญัติแห่งกฎหมายหรือไม่ ตรงนี้อาจจะต้องนำมาพิจารณาให้ชัดเจน มิเช่นนั้น อาจจะเป็นการมองในแง่ร้ายเกินไป

อย่างไรก็ตาม พฤติกรรมของคนบางคนในการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติที่ผ่านมา อาจจะรับรู้ได้ว่า.. เป็นเพียงการทำหน้าที่แบบขอไปที ขอให้ได้เพียงชื่อว่า เป็น ส.ส. หรือ ส.ว. เท่านั้น เป็นแล้วจะรู้ไหมว่า มีหน้าที่อะไรบ้าง หรือรู้เพียงว่า จะไปศึกษาดูงานที่ไหน จะไปแสดงตนต่อหน่วยงานรัฐว่าฉันเป็น ส.ส.

หรือ ส.ว. นะ หรือสนใจแต่จะไปศึกษาหาเพื่อนเพิ่มเติมตามหลักสูตรต่าง ๆ ตามแต่ใจจะต้องการ ถ้าการทำหน้าที่ในฝ่ายนิติบัญญัติยังไม่ครบถ้วน ยังไม่มีประสิทธิภาพ ยังขาดความโปร่งใส มีการร่วมมือกระทำการหรือละเว้นการกระทำใดๆ อันเอื้อประโยชน์ให้รัฐบาล โดยหวังเพียงให้ได้งานจากงบประมาณของรัฐเท่านั้น

การร่วมกันเอื้อประโยชน์ให้กับคณะรัฐมนตรีหรือรัฐบาล ถ้าเป็นไปเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประชาชนก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าไม่ใช่...แต่กลับกลายเป็นการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ระหว่างนักการเมืองด้วยกัน นับเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นเรื่องเลว พูดถึงอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติไปแล้วสองส่วน อีกส่วนหนึ่งคืออำนาจฝ่ายบริหาร

ซึ่งดูตามเนื้อหาของกฎหมาย ไม่น่าจะแตกต่างจากอำนาจนิติบัญญัติแต่อย่างใด แต่บรรดานักการเมืองกลับให้ความสนใจมากกว่า เรื่องอำนาจฝ่ายบริหารนั้น เห็นได้ชัดเจนว่ามีการแย่งชิงกัน ทั้งในรูปแบบการช่วงชิงจำนวน ส.ส. ในสภา การขับเคลื่อนเกมการเมืองนอกสภา เพียงเพื่อให้ได้เป็นฝ่ายบริหาร

เข้ามาใช้อำนาจจัดสรรงบประมาณของประเทศ การแย่งชิงอำนาจบริหารที่ผ่านมามีทั้งการล้มล้างการเลือกตั้ง การใช้อำนาจทหารทำการปฏิวัติ การจับขั้วของกลุ่มการเมือง ที่แม้จะเคยเป็นฝ่ายตรงกันข้าม แต่เมื่อประโยชน์สมกัน...ก็โอบกอดจับมือกันเข้ามาใช้อำนาจบริหารด้วยกันได้ การทำงานในระดับของ

ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารที่กล่าวมา ถ้าเป็นไปในฐานะที่ใช้อำนาจของประชาชน โดยตัวแทนของประชาชน และเพื่อประโยชน์ของประชาชน ต้องเป็นเรื่องที่ดีที่ประชาชนต้องการ แต่จะเป็นเช่นนั้นได้หรือไม่...จะทราบได้อย่างไร...หรือจะรู้ได้อย่างไรว่า...ตัวแทนของประชาชนเหล่านี้ ทั้งในฝ่ายนิติบัญญัติ คือ

ส.ส. และ ส.ว. หรือในฝ่ายบริหารจะได้ทำงานตามอำนาจหน้าที่เพื่อส่วนรวม โดยไม่มีการเบียดบังอำนาจไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน วิธีการหนึ่งที่พอจะมองเห็น คือ การตรวจสอบการปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ว่า ส.ส. หรือ ส.ว. หรือรัฐมนตรี เข้ามาทำหน้าที่แล้ว มีการทุจริต คดโกง กันหรือไม่ ทำงานไปในลักษณะ

ฉ้อราษฎร์บังหลวงกันหรือเปล่า พูดถึงการตรวจสอบก็ต้องมาดูที่ตัวบทกฎหมายกันก่อนว่า...มีเรื่องการตรวจสอบอยู่แล้วหรือไม่ มีมากหรือน้อย มีแล้วใช้ได้ในลักษณะที่จะป้องกันหรือปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบได้หรือไม่

คงต้องตามกันต่อในตอนหน้านะครับ

ไตรยางค์แห่งวิบัติ

ที่มา บางกอกทูเดย์


ถ้านั่นคือตัวเลข..ของการท่องเที่ยวของประเทศไทย..ที่เอามาใช้กล่าวอ้าง..มันอ้างกันบนความเป็นจริงแค่ไหน..การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยว ชุมพล ศิลปอาชา..ยืนยันว่า..ในเดือนของเสียงปืนและเสียงระเบิด พฤษภาคม นักท่องเที่ยวที่เคยมี 1ล้าน 6 แสนคน ลดลงเหลือ 1 ล้านคน..

นั่นคือ 6 แสนคนหายไป การท่องเที่ยวประเมินว่า..ใน 1 ปี จากที่ประเมินไว้ 16 ล้านคน จะหายไป 2 ล้านคน รายได้จะลดลง 75.000 ล้านบาท จาก 6 แสนล้านบาท นั่นเป็นตัวเลขบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆของ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย.. ต่อไปนี้คือความเป็นจริงของ..กิจการท่องเที่ยวของประเทศ..

ในยุคแห่งการแย่งอำนาจกันของสัตว์การเมืองทั้งหลาย..ที่ไม่ยอมอิ่มเอมในอำนาจวาสนา.. คนต่างชาติที่หายไปจากตลาดท่องเที่ยวนั้น..ถ้า 7 หมื่น 5 พันล้าน..คือกำไรสุทธิจากการลงทุน 5 แสน 2 หมื่น5 พันล้าน ของประดาเจ้าของกิจการท่องเที่ยว..นั่นหมายความว่า..พวกเขาอยู่ในสภาพของการเท่าทุนกับติดลบ..

แต่รายได้จากการท่องเที่ยวเมื่อมาเป็นเงินเดือนนั้น..เขาจะคำณวนกันเป็นค่า..เซอร์วิสชาร์ด..เท่ากับว่า..คนทำงานในกิจการท่องเที่ยวจะถูกลดรายได้ลงเกือบครึ่งหนึ่ง แปลว่าคนไทยอีกหลายล้านคน จะหายไปจากตลาดท่องเที่ยว คนไทยอีกจำนวนหนึ่งที่ยังรายได้จากการท่องเที่ยวของคนต่างประเทศและคนไทย..

อีกหลายล้านคน..จึงปราศจาครายได้..คนหลายสิบล้านคนที่มีรายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง..จึงทำให้อุตสาหกรรมเพื่อการบริโภคขั้นพื้นฐานทั้งหลาย..ลดปริมารณการผลิต..นั่นคือการปรับลดพนักงานและคนงานในภาคอุตสาหกรรม..ลดชั่วโมงการผลิต..และไม่รับคึนงานใหม่ฯลฯ โดมิโนตัวต่อไปจึงลงไปที่..

อาชีพอิสระของพวกหาเช้ากินค่ำ และพวกหาค่ำกินเช้า.. ตัวเลขที่ร่างขึ้นมาอย่างง่ายๆนี้..ในความเป็นจริงแล้ว..โหดร้ายกว่ามากต่อมาก..เพราะหนี้สินที่สะสมไว้ในแต่ละผู้คนนั้น..ขาดการชำระไม่ว่าต้นหรือดอก..นำไปสู่ค่าปรับและดอกเบี้ยที่ทบต้นและคดีความ ฉิบหายกันพอหรือยัง..พระเดชพระคุณทั้งหลาย

‘ระเบิด’ชิงพื้นที่สื่อ!

ที่มา บางกอกทูเดย์



“ฝ่ายก่อความไม่สงบใช้ระเบิดโจมตีแย่งพื้นที่ข่าว” คำยืนยันของ “นายถาวร เสนเนียม” รมช.มหาดไทย ผู้ที่ช่ำชองพื้นที่ภาค กล่าวถึงภาพรวมของการก่อเหตุในช่วงนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า...ฝ่ายผู้ก่อความไม่สงบเริ่มใช้วิธีการที่รุนแรงมากขึ้น เพื่อสร้างข่าวให้โด่งดัง เหมือนเคยเกิดขึ้นในช่วงแรกของการก่อความไม่สงบ

เมื่อย้อนกลับไปดูเหตุการณ์ในรอบสัปดาห์ พบว่า มีเหตุความไม่สงบหลายครั้งที่คนร้ายเลือกใช้ระเบิดเป็นเครื่องสังหาร ไม่ว่าจะเป็นเหตุคนร้ายปาระเบิดใกล้กับมัสยิดกลางยะลาเป็นเหตุให้ชาวบ้าน ได้รับบาดเจ็บ 20 กว่าราย เหตุเกิดเมื่อคืนวันที่ 8 มิ.ย. ขณะที่ในช่วงก่อนหน้านี้มีเหตุคนร้ายลอบวางระเบิด

ทำร้ายเจ้าหน้าที่และชาวบ้าน มาแล้วหลายสิบครั้ง แม้ที่ผ่านมาการข่าวของฝ่ายความมั่นคงค่อนข้างมั่นใจว่า ในช่วงนี้ไปจนถึงสิ้นเดือนจะมีการก่อเหตุลักษณะเช่นนี้ อย่างต่อเนื่อง จนมีคำสั่งให้ทุกหน่วยระมัดระวัง แต่การดูแลความสงบในพื้นที่ ที่ขนาดใหญ่เช่นนี้ ย่อมเป็นไปได้ยาก ที่จะสามารถป้องกันการก่อเหตุร้ายได้

ขณะเดียวกันอาวุธพิเศษอย่าง “เรือเหาะ”ที่กองทัพบกจัดซื้อมาใช้งานในพื้นที่ ที่เดิมมีแผนที่จะใช้งานจริงในเดือนมีนาคม ยังไม่สามารถขึ้นบินได้ เพราะติดปัญหา “สเปค” ที่ไม่ตรงกับที่บริษัทผู้ผลิตเสนอ...ทำให้วันนี้ “เรือเหาะ”กลายเป็นนกปีกหัก จากการทำงานของเจ้าหน้าที่ที่ต้องเผชิญกับความลำบากทั้งเรื่องอุปกรณ์

และกำลังพล ทำให้สถานการณ์ที่รัฐบาลเคยบอกว่าดีขึ้นนั้นกลับมาเลวร้ายอีกครั้ง โดยเฉพาะกับ “ครูใต้”ที่เป็นเป้าหมายสำคัญในการก่อเหตุของคนร้าย ขณะเดียวกันโรงเรียนยังเป็นอีกหนึ่งเป้าหมายที่ใช้ก่อเหตุสร้างสถานการณ์ที่กระทบกับผู้คนได้มากที่สุด แต่ต้นทุนต่ำ ในเรื่องนี้ กอ.รมน.ภาค4ส่วนหน้า

วิเคราะห์ว่า... “สถานการณ์โดยรวมขณะนี้ยังถือว่าอยู่ในระดับที่ทรงตัว แต่ที่เกิดเหตุการณ์ทั้งลอบวางระเบิดขึ้นบ่อยครั้งในพื้นที่ทั้ง 3 จังหวัดหรือการยิงครู เพียงแค่ต้องการการก่อกวนให้ดูเหมือนว่าสถานการณ์รุนแรง โดยอาศัยช่องวางในจุดที่กำลังเจ้าหน้ามีน้อยหรือเลือกลงมือกรณีที่ไม่มีการระวังตัว” พ.อ.บรรพต พูลเพียร

หัวหน้าศูนย์ประชาสัมพันธ์และโฆษกกอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กล่าว สำหรับมาตรการแก้ปัญหาการลอบวางระเบิดนั้นทางกอ.รมน.ภาค4 ส่วนหน้าจะเข้มงวดในเรื่องของการตรวจสอบรถยนต์ รถจักรยานยนต์ ที่ผิดกฎหมาย ทั้งรถที่ถูกโจรกรรม ค้างชำระค่างวดว่าถูกนำไปประกอบเป็นรถคาร์บอมแล้วเสร็จ

และอยู่ในพื้นที่ใดบ้าง รวมถึงซาเล้งที่มักจะนำมาก่อเหตุบ่อยครั้งจะตรวจเข้มเป็นพิเศษ “ขณะเดียวกันได้ขอความร่วมมือจากประชาชนให้นำรถไปจดทะเบียนขอรับสติ๊กเกอร์จากเจ้าหน้าที่ซึ่งยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อความสะดวกในการเดินทางและผ่านจุดตรวจ”

คณิต!! อย่าซ้ำรอย คตส.

ที่มา บางกอกทูเดย์



ใครมาเป็น “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในยามนี้ไม่เหนื่อยใจ ก็ต้องถือว่าผิดแปลกมนุษย์มนาแล้ว เพราะสารพัดเรื่องที่ถาโถมเข้าใส่อย่างหนักหน่วงต่อเนื่องไม่หยุด ในขณะที่เรื่องเก่าก็คาราคาซังยืดเยื้อ...จบไม่ลง อุตส่าห์ทำบุญประเทศไทย อุตส่าห์ตั้ง นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ให้เป็นประธานกรรมการอิสระ

เพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองตั้งแต่วันที่ 12 มีนาคม-19 พฤษภาคม 2553 หรือแม้แต่กระทั่งอุตส่าห์ออกมาแถลงความคืบหน้าเรื่องแผนปรองดองแห่งชาติ แต่กลับกลายเป็นว่า ทุกเรื่องถูกมองว่ามีวาระซ่อนเร้นไปหมด มีเจตนาแอบแฝงไปหมด แม้แต่วันทำบุญที่ทำเนียบรัฐบาลอุตส่าห์

พานางพิมพ์เพ็ญ เวชชาชีวะภริยามาให้เห็นว่า ที่มีกระแสข่าวว่าในช่วงที่ปฏิบัติการ ศอฉ. นั้นทั้งคู่มีปากเสียงระหองระแหงกันอย่างหนัก เพราะนางพิมพ์เพ็ญ ลึกๆแล้วต้องการให้นายอภิสิทธิ์วางมือทางการเมืองเสียที ดังนั้นก็เลยควงมาโชว์ แต่กลับกลายเป็นถูกเมาธ์สนั่นว่า หน้าตาของนางพิมพ์เพ็ญดูไม่มีความสุข

ไม่มีความสดชื่น และแทบไม่มีรอยยิ้มเลย... สังเกตุกันถึงขนาดนั้น แบบนี้จะไม่ให้นายอภิสิทธิ์เหนื่อยใจก็แปลกไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ต้องยอมรับในน้ำอดน้ำทนของนายอภิสิทธิ์ว่า นอกจากดื้อได้ใจแล้ว ยังเหี้ยมเกรียมพอที่จะนิ่งรับแรงกดดันทั้งหมดได้อย่างไม่ยี่หระ แม้แต่กระทั่งคำพูดประเภท“มือเปื้อนเลือด”

หรือ “ทรราช” ซึ่งยังคงระงมอยู่ไม่เลิก ก็ได้แต่หวังว่า หากนายคณิต มีความอดทนเท่านายอภิสิทธิ์ สักครึ่งหนึ่ง คงสามารถที่จะปฏิบัติภารกิจหน้าที่ได้ตามวัตถุประงค์ที่ถูกแต่งตั้งมา และช่วยให้เสียงครหาต่างๆจากเหตุการณ์เลือดพฤษภาหฤโหด 53 ... โดยเฉพาะกรณี 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม สามารถคลี่คลายหายไป

เป็นคลื่นกระทบฝั่งได้ในที่สุด แต่แน่นอนว่าคงไม่ง่าย เพราะทันที่ที่โผล่ชื่อนายคณิตขึ้นมา ก็เจอเสียงสะท้อนทำนองว่า “เอาอีกแล้ว” หรือ “อีหรอบเดียวกับ คตส.อีกแล้ว” เพราะนายคณิตถูกให้ถามใจตัวเองทันที่ว่าเป็นธรรมหรือไม่นั่ง กับการที่มานั่งเป็นประธานสอบเหตุการสลายการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดง

การที่นายคณิตถูกตั้งคำถามก็เป็นเพราะมีการเชื่อมโยงเกี่ยวข้องในการพิจารณาคดีเรื่อง สปก. 4-01 ในปี 2537 ซึ่งขณะนั้นนายคณิตเป็นอัยการสูงสุด ปรากฏว่านายคณิตไม่สั่งฟ้องนายชวน หลีกภัย และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ที่มีตำแหน่งในขณะนั้น ซึ่งในช่วงนั้นนายอภิสิทธ์เป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

และที่สุดศาลฎีกาตัดสินให้ที่ดินตกเป็นของแผ่นดิน แต่เพราะอัยการสูงสุด เลยทำให้ไม่มีการดำเนินคดีกับนายสุเทพ นายชวน และรัฐบาลชุดนั้น ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ อีกทั้งนายคณิตยังเคยได้รับแต่งตั้งจากรัฐบาลของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ให้มาตรวจสอบนโยบายปราบปรามยาเสพติดของรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ

ที่อ้างว่ามีการทำให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 2,500 คน ที่แย่ก็คือ ทั้งๆที่พูดกันกระหึ่มทั้งสังคมว่า ช่องหอยม่วงนั้นถูกสั่งการให้ตอกลิ่มสร้างความแตกแยก และเล่นงานกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นหลัก แต่นายคณิตกลับมีการไปให้ความเห็นทางข้อกฎหมาย ทางช่องหอยม่วง หรือช่อง 11 เป็นระยะ นอกจากนี้ยังมีการห่วงไปถึง

ความสัมพันธ์หรือความสนิทสนมเป็นการส่วนตัวระหว่างนายคณิต กับ นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พรรคประชาธิปัตย์ด้วย เพราะนายถาวรเคยเป็นอัยการก่อนมาเล่นการเมือง ดังนั้น เมื่อ คตส. เคยทำให้เห็นว่ามีการตั้งคนที่เป็นปฏิปักษ์กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เข้ามาเป็นประธาน เข้ามาเป็นกรรมการ แล้วก็เดินหน้าลุยเช็คบิลแบบ “ตั้งธง” จนรู้กันทั่วบ้านทั่วเมือง แถมบางคนทุกครั้งที่ออกทีวี จะแสดงท่าทีสะใจบ้าง ยิ้มเยาะเย้ยหยันบ้าง หรือบางคนแทนที่จะใช้หลักกฎหมายในการเล่นงานเอาผิด เพื่อที่สังคมจะได้ยอมรับได้ กลับใช้การตั้งทฤษฎีวัวทฤษฎีควายขึ้นมาเพื่อหว่านล้อมสังคม

ว่าเป็นพฤติกรรมความผิด เล่นเอานักกฎหมาย นักวิชาการที่แท้จริง ต่างมึนไปตามๆกัน เพราะหากผิดจริงก็ใช้กฎหมายเล่นงานได้ตรงๆอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องตั้งทฤษฎีเองเลย ที่สำคัญสุดท้ายใช้เวลาเป็นปี ที่เคยอ้างว่าเอาผิดได้แน่ หลักฐานเพียบ คดีนั้นคดีโน้น สุดท้ายก็เหลวแทบทั้งสิ้น ก็แบบนี้แหละที่ทำให้ความน่าเชื่อถือของ คตส.

กลับเป็นฝ่ายที่ได้รับผลกระทบเสียเอง จนวันนี้แทบไม่มีใครเชื่อถือ คตส. อีก ดังนั้นประโยคคำถามที่ดังมากในเวลานี้ที่ว่า “รัฐบาลช่วยหาคนที่เป็นกลางหน่อยได้หรือไม่?”นั้น จึงระงมไปทั่ว นายคณิตคงต้องดูบทเรียนของ คตส. เอาไว้เป็นข้อเตือนใจที่สำคัญ อย่าได้ถลำลึกเดินพลาดแบบ คตส. อีกเป็นอันขาด

เฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศบ้านเมืองที่ความแตกต่างทางความคิดยังคงมีอยู่สูงมาก เนื่องจากบาดแผลความรู้สึกเกี่ยวกับระบบอยุติธรรม 2 มาตรฐานนั้น ยังกลัดหนองลึกอยู่ในสังคมนั่นเอง จึงไม่เพียงเป็นการบ้านที่กดดันและท้าทายของนายคณิต แต่ยังเป็นแรงกดดันที่ต่อเนื่องมาถึงนายอภิสิทธิ์ด้วยอย่างหลีกไม่พ้น

ความหวาดระแวงที่ว่า ขณะนี้กลุ่มคนเสื้อแดง และนปช.เองก็กำลังเร่งดำเนินคดีอาญา โดยมีการทยอยแจ้งความดำเนินคดี ต่อนายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ และพวกในคดีบงการใช้จ้างวานฆ่าประชาชนประมาณ 80 กว่าคดี ตามจำนวนประชาชน-วีรชนที่เสียชีวิต การตั้งนายคณิต จะมีผลต่อรูปคดีเหล่านี้หรือไม่???

จะเหมือนกับการสอบสวนหาข้อเท็จจริงช่วงสงกรานต์เลือดปี52 หรือไม่??? เพราะการสอบสวนกรณีสงกรานต์เลือดปี 52 แม้จะมีการตตรวจสอบจากหลายฝ่าย ทั้งส.ว. ส.ส.ฝ่ายค้านและรัฐบาล บุคคลภายนอก แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่ได้นำผลการสอบสวนเหล่านั้นมารายงานให้สังคมได้รับรู้เลย

จะโทษสังคมระแวงและไม่เชื่อถือก็คงไม่ได้ เพราะบังเอิญก็มีร่องรอยให้ตั้งข้อสังเกตุได้จริงๆเสียด้วย ยิ่งกรณีที่ นพ.ภูมินทร์ ลีธีระประเสริฐ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ผ่านเจ้าหน้าที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยให้ เหตุผลการลาออกคือ

1. นายกฯ เลือกปกป้องรัฐมนตรีที่ถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจในข้อหาการทุจริต ถือเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่ดีให้รัฐบาล
2. จนถึงขณะนี้นายกฯยังไม่มีการประสานงานพูดคุยกับแกนนำพรรคเพื่อแผ่นดินว่าจะ ให้ร่วมรัฐบาลต่อ หรือถอนตัว แต่กลับเอาคนของพรรคไปเป็นเสียงสนับสนุนรัฐบาล เป็นการทำลายระบบพรรค สร้างกลุ่มงูเห่าในการเมือง
3. นายกฯ และรัฐบาลควรขอโทษประชาชน หรือแสดงความรับผิดชอบกรณีล้มเหลวในการสร้างความปรองดองของคนในชาติ และบกพร่องต่อการทำหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในช่วงที่ผ่านมา ทำให้มีประชาชนเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก

ยิ่งเป็น 3 ข้อ ที่เป็นการตอกย้ำถึงบรรยากาศทางการเมืองที่ล้มเหลวในปัจจุบัน ฉะนั้นวันนี้การบ้านในเรื่องของการสร้างความจริงให้ปรากฏ คืนความยุติธรรมให้กับทุกฝ่าย จึงเป็นสิ่งที่สังคมคาดหวังมากที่สุด เพราะลึกๆจิตใจของคนไทยทุกคนก็เบื่อหน่ายความแตกแยกแตกต่าง เบื่อหน่ายการเมืองที่ฉวยโอกาสซ้ำเติม

ทำลายล้างคู่แข่งขันทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งจิตใจของคนไทยทุกคนนั้นล้วนแล้วแต่ผูกพันจงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุดมาโดยตลอดและอย่างต่อเนื่อง จึงไม่อยากเห็นกลไกใดมาใช้สถาบันเป็นข้ออ้างในการทำลายล้างกันทางการเมืองอีกต่อไป งานนี้ไม่หมูแน่ๆ เพราะจนถึงขณะนี้ แม้นายอภิสิทธิ์จะมีการเรียก

ฝ่ายความมั่นคงมาหารือ และประเมินภาพรวมของสถานการณ์ด้านความมั่นคงทั้งหมด เพื่อดูแนวโน้มและความเป็นไปได้ในการยกเลิกประกาศใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เพราะ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถือเป็นจุดอ่อนที่ถูกโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการพยายามคงอำนาจไว้

เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายการเมือง ทั้งๆที่สร้างผลกระทบต่อบรรยากาศทางเศรษฐกิจอย่างมาก โดยเฉพาะต่างประเทศ และองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ก็ได้ออกมาเตือนย้ำถึงเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่หยุด ซึ่งประเด็นเหล่านี้นายอภิสิทธิ์เองก็รู้ดี เลยทำให้ต้องมีการหารือว่าสมควรยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้หรือยัง แต่สุดท้าย

อาจจะออกมาแค่ อาจยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินเฉพาะพื้นที่จังหวัดภาคกลางก่อนเท่านั้น ก็คงได้แต่สะกิดเตือนนายอภิสิทธิ์ว่า ที่ผ่านมาสังคมมองว่านายอภิสิทธิ์ พังเพราะนายสุเทพ พังเพราะนายกษิต ภิรมย์ ยังไงก็อย่าให้ต้องมาพังเพราะไม่ยอมเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินตามแรงยุของบางคนอีกเลย ถ้าทำแค่ 3 สิ่ง คือ

คืนความยุติธรรม ล้มระบบ 2 มาตรฐาน และเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลก็อาจจะอยู่ครบเทอมได้ โดยไม่ต้องให้นายสุเทพมาขายฝันว่าจะอยู่ต่ออีก 1 ปี ให้เสียคะแนนเสียเปล่า เพราะอยู่นาน แล้วไม่แก้ปัญหา สุดท้ายพรรคประชาธิปัตย์ก็จะมีต่เสียกับเสีย เชื่อเถอะ!!!

Wednesday, June 9, 2010

เปิดทัศนะ-จุดยืน"ดร.คณิต" ประธานสอบเหตุการณ์ความไม่สงบฯเหตุไฉน"เพื่อไทย" ส่ายหน้าร้องยี้!

ที่มา มติชน

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(8 มิถุนายน) ได้มีการอนุมัติให้ นายคณิต ณ นคร เป็น ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. โดยนายคณิตฯ จะเป็นผู้ที่พิจารณาองค์ประกอบของคณะกรรมการด้วยตนเอง คาดว่าจะใช้ระยะเวลา 15 วัน

" เชื่อว่าจะเป็นคณะกรรมการที่มาเร่งให้ความเชื่อมั่นในความเป็นกลางและมีส่วนร่วมในการที่ทำความกระจ่างในเรื่องของข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วย"นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ กล่าว

ชื่อของ ดร. คณิต ถูกร้องยี้ ทันทีโดยพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับการเสนอชื่อ นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์(นิด้า) นั่งเป็นกรรมการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปี 2550

ศ.ดร.คณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด เป็นปรมาจารย์กฎหมายอาญาและกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาที่ได้รับการยอมรับอย่างสูง ปัจจุบันนั่งเป็นคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

เขาคือผู้หนึ่งใน 23 ผู้ก่อตั้งพรรคไทยรักไทยรวมกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อปี 2541 แต่ยังไม่ทันเคลื่อนขบวน เขาก็ถอนตัวโดยพลัน

เหตุผลก็คือ "ผมรู้สึกไม่สบายใจกับข้อยกเว้นในการสรรหาคนเข้าพรรค แม้ว่าข้อยกเว้นเหล่านี้จะไม่ได้มาจากคุณทักษิณ โดยตรง หรือท่านอาจจะไม่กล้าพูดกับผม เมื่อเป็นแบบนี้ผมก็ไม่ค่อยสบายใจ ผมจึงลาออกจากรองหัวหน้าพรรค 2 วัน ก่อนจะมีการประชุมพรรคเพื่อเลือกกรรมการบริหารพรรค"

จากนั้น ดร.คณิต ก็วิพากษ์ระบอบทักษิณ เรื่อยมา โดยเฉพาะคดีซุกหุ้น

ปี 2549 ดร. คณิต แสดงทัศนะเกี่ยวกับ "คดีซุกหุ้น" ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาว่า หากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในขณะนั้นทุกคนยึดหลักกฎหมายแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็จะไม่มีโอกาสได้เป็นนายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา

"สาเหตุที่คุณทักษิณต้องเสื่อมหรือมีปัญหาเพราะความเชื่อมั่นตัวเองมากเกินไป และการฟังคนรอบข้างที่อยู่ในสถานะลูกน้องกับเจ้านายไม่ฟังคนนอกที่อยู่ในระบอบรัฐสภา แม้กระทั่งสื่อ ประชาชน นักวิชาการ ซึ่งจำเป็นมากที่ต้องฟัง"

"พตท.43" และ "ศอ.บต." ก็คงจะไม่ถูกยุบ

การฆ่าคนทิ้งเป็นพันๆ คนโดยอ้างเรื่องยาเสพติด ก็คงจะไม่เกิดขึ้น รวมทั้งการตายที่กรือเซะ และตากใบด้วย

การแบ่งฝักแบ่งฝ่ายที่ชัดเจนจนเกิดทางตันทำท่าว่าจะเกิดการฆ่ากันอีกครั้งในประวัติศาสตร์ชาติไทยก็คงจะไม่เกิดขึ้น

นี่คือ ทัศนะของ ดร. คณิต ที่สอดคล้องกับกระบวนการตุลาการภิวัตน์ที่เป็นกลไกสำคัญในการสลายอำนาจของระบอบทักษิณ

หลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 รัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้ตั้ง คณะกรรมการอิสระ ตรวจสอบศึกษา และวิเคราะห์นโยบายปราบปรามยาเสพติด และการนำนโยบายไปปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียงและทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) เพื่อมาสะสางคดีฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ในช่วงสงครามปราบปรามยาเสพติดยุคทักษิณเรืองอำนาจ

คณะกรรมการ ชื่อยาวๆ ชุดนี้ มี นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน

แต่เมื่อ เกิดเหตุการสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 บริเวณหน้ารัฐสภา รัฐบาลสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทาบทาม ดร. คณิต เป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงฯ แต่เจ้าตัวปฏิเสธคำเชิญ

ดร.คณิต อธิบาย สาเหตุที่ตอบปฎิเสธว่า " กรณี 7 ตุลาคม 2551 มีคนจะตั้งผมเป็นกรรมการไปสอบ ผมถามว่า ไอ้นี่มันความผิดเกิดขึ้นแล้วทำไมตำรวจไม่ทำ ตำรวจทำเสร็จส่งอัยการจากนั้นไปศาลตามรูปแบบก็ไม่ทำ พอไม่ทำก็คาราคาซัง แล้วบางทีทำไปแล้วก็ไม่ได้ทะมัดทะแมง ซึ่งถ้ากระบวนการยุติธรรมดี บังคับใช้กฎหมายตรงไปตรงมา ถี่ถ้วนมีประสิทธิภาพ การยึดอำนาจไม่มี แต่ถ้ากระบวนการยุติธรรมประสิทธิภาพต่ำ แนวโน้มการยึดอำนาจก็มีอีก แต่ช้าหรือเร็วผมไม่รู้ "

ทัศนะทางวิชาการของ ดร.คณิต ณ นคร ตลอดทศวรรษที่ผ่านมาชัดเจนมากว่า ไม่เป็นคุณกับระบอบทักษิณ เท่าใดนัก

ฉะนั้นไม่น่าแปลกใจที่เมื่อชื่อ" ดร.คณิต" โผล่มาเป็นประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ตั้งแต่วันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. จึงไม่ได้รับความเชื่อถือของพรรคเพื่อไทย

ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส. พรรคเพื่อไทย ดีสเครดิตปรมาจารย์กฎหมายอาญา ว่า"ไม่น่าเชื่อถือ เพราะสมัยเป็นอัยการ ไม่ยื่นฟ้องคดีทุจริต สปก. 4-01 "

ฉะนั้นแล้ว คาดหมายได้ล่วงหน้าว่า ผลสรุปของคณะกรรมการอิสระเพื่อตรวจสอบเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมือง ระหว่างวันที่ 12 มี.ค.-19 พ.ค. ที่มี ดร.คณิต นั่งเป็นประธาน จะเป็นแค่กองกระดาษ เช่นเดียวกับ ผลสอบฆ่าตัดตอน ของ คณะกรรมการ คตน.

เอาเข้าจริง ดร.คณิต ก็เข้าใจ ปัญหาสังคมไทยที่ขาดความไว้เนื้อเชื่อใจ เป็นอย่างดี ดังที่เขาเคยพูดว่า

" สังคมเราในอดีตโชคดีที่มีผู้ใหญ่บางคน ที่ได้รับความเชื่อถือจากสังคมสูง พูดอะไรมาแล้วคนฟังอย่าง อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เดี๋ยวนี้ล่ะ น่ากลัวนะ คือไม่ใช่ว่าฟังแล้วเชื่อนะ แต่ฟังเท่านั้นแหละ เพราะฟังแล้วจะคิด แต่นี่ไม่ฟังซะแล้ว มันก็ต่อต้านลูกเดียว ซึ่งอันตรายมาก "

คำตอบมีอยู่แล้วว่า ไม่มีใครเชื่อใคร และอันตรายมาก !!!

ใครทำให้ตาย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




กรณี 6 ศพที่ตายในวัดปทุมวนาราม เขตอภัยทาน สร้างความสะเทือนใจทุกครั้งที่มีการกล่าวถึง

ไม่เพียงแต่ผู้ชุมนุมที่เข้าไปหลบภัยเท่านั้น ที่ถูกยิงตายไป 4 ศพ

แต่อีก 2 ศพเป็นเจ้าหน้าที่อาสาสมัครกู้ภัย และพยาบาลอาสา ที่เข้าไปช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ

พยานผู้บาดเจ็บรายหนึ่งบอกว่า ระหว่างถูกยิงมีพยาบาลอาสาเป็นคนเข้าไปช่วยเหลือ พอฟื้นขึ้นก็ทราบว่าถูกยิงตายไปแล้ว

พยาบาลอาสาคนดังกล่าว คือ น.ส.กมนเกด อัคฮาด ที่ผลพิสูจน์ศพของสถาบันนิติเวช ร.พ.ตำรวจ ระบุว่าถูกรุมยิงด้วยอาวุธปืนสงครามเจาะเข้าร่างกายรวม 10 นัด

อย่างไรก็ตาม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. อ้างว่าศอฉ.และกองทัพได้พิจารณาตามความเหมาะสมในการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน

หลักการใหญ่ๆ คือจะไม่ทำร้ายประชาชน กำลังพลของกองทัพบกมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นคนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งได้สั่งการว่าการใช้อาวุธจะต้องใช้อย่างไร และมีมาตรการอย่างไรเท่านั้น

"จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าในทุกพื้นที่ได้ปฏิบัติการตามที่สั่งการ และไม่ได้มีเจตนาทำร้ายประชาชน" ผบ.ทบ.ระบุ

พล.อ.อนุพงษ์ยืนยันว่า ตรวจสอบแล้ว ไม่มีใครใช้อาวุธกับประชาชน

วันอาทิตย์ที่ผ่านมา มีการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้เหยื่อ 6 ศพที่วัดปทุมวนาราม มีกลุ่มนปช.ไปร่วมอาลัยนับพันคน ด้วยบรรยากาศที่โศกเศร้า

นายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ หนึ่งในแกนนำนปช. ซึ่งไปร่วมงานด้วย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แม้รัฐบาลจะปฏิเสธว่าทหารไม่ได้เป็นคนยิง แต่ตนและคนในวัดต่างก็เห็นภาพว่าทหารเดินอยู่บนรางรถไฟฟ้าหน้าวัดมาตั้งแต่ช่วงเย็น จนกระทั่งมีกระสุนยิงเข้ามาในวัด

ถ้าจะบอกคนยิงเป็นผู้ก่อการร้าย ก็สงสัยว่าผู้ก่อการร้ายเหล่านี้จะหนีไปได้อย่างไร

ในเมื่อทหารปิดล้อมอยู่?

ส่วนกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ บอกว่า ทหารไม่ได้ฆ่าประชาชนนั้น นายวรวุฒิกล่าวว่า นโยบายของผบ.ทบ.อาจเป็นแบบนั้นจริง

แต่ทหารที่มาร่วมปราบปรามคนเสื้อแดงมีหลายหมื่นนาย ผบ.ทบ.รู้หรือว่าทุกหน่วยมีความรู้สึกกับคนเสื้อแดงอย่างไร ตนเชื่อว่าต้องมีแน่ ที่ทหารบางหน่วยอาจกระทำโดยนอกเหนือคำสั่ง

"แม้แต่ตอนเช้าก็ยังเห็นทหารยืนอยู่บนรางรถไฟฟ้า และยิงเข้ามาในวัด จนชาวบ้านกลัว ไม่กล้าออกจากวัด" นายวรวุฒิระบุ

กรณี 6 ศพในวัด และอีก 84 ศพที่ตายในสมัยพล.อ.อนุพงษ์ เป็นผบ.ทบ.

ก็ต้องมีคำตอบว่าใครทำให้ตาย!!

เมืองในหมอก

ที่มา ไทยรัฐ


เสียงบ่นของชาวบ้านเรื่อง การจราจรติดขัด วินาศสันตะโร เรื่องปากท้อง เรื่องเศรษฐกิจรากหญ้า ปัญหายาบ้ายาเสพติด อาชญากรรม อาจจะไม่ได้ยินไปถึงรัฐบาล เพราะรัฐบาลกำลังมัวเมากับเรื่องของการเมือง ลืมนึกไปว่าบ้านเมืองก็สำคัญ เล่นเก้าอี้ดนตรี เลี้ยงงูเห่ากันสนุกสนาน ปล่อยให้ชาวบ้านเดือดร้อนก็ไม่ไหวเหมือนกัน ปาหี่การเมืองเรื่องของการปรับ ครม.ถือเป็นธรรมชาติของการเมืองไทย

แต่ปาหี่บ้านเมืองซิเรื่องใหญ่กว่า ลับ ลวง พราง กันชั้นเทพนี่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไปให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ ระหว่างการร่วมประชุม World Economic Forum ที่ประเทศเวียดนาม วันก่อน ว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่อาจจะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า และอยากยกเลิก
พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ถ้าเป็นสมัยก่อนผู้นำประเทศพูดถึงเรื่องการยุบสภาอาจจะฮือฮา ขึ้นข่าวใหญ่พาดหัวกัน 3 วัน 7 วัน การเมืองกระเพื่อมไม่ หยุดแน่นอน แต่วันนี้ที่คุณอภิสิทธิ์พูดเหมือนไม่มีอะไรในกอไผ่ ส่วนจะเป็นเพราะสาเหตุอะไรนั้นคงไม่ต้องสาธยายให้เมื่อยตุ้ม

รัฐบาลชุดนี้จะยุบไม่ยุบ จะอยู่ไม่อยู่ ไม่มีความน่าสนใจซะแล้ว เรื่องยุบสภาลาออกเรื่องขี้ผง สมมติว่าถ้าอยากจะไม่ให้มีการเลือกตั้ง ก็ยังสามารถที่จะสร้างความชอบธรรมขึ้นมาได้

เรื่อง คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ชักจะทะแม่ง จู่ๆก็มีคนไปทุบรถของหัวหน้าสอบสวนคดีพิเศษ คดีเงินบริจาคเข้าพรรคประชาธิปัตย์ 258 ล้านบาท แล้วฉกเอาคอมพิวเตอร์ที่บรรจุข้อมูลคดียุบพรรคโดยไม่แตะต้องของมีค่าอย่างอื่น

เริ่มละครฉากแรก

ถ้าพอมีเวลาลองติดตามละครเรื่องนี้ดูอาจจะสนุกกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมาก็ได้ อาจเป็น มหากาพย์ลับลวงพราง ที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนจนคาดเดาตอนจบไม่ถูก

ละครฟอร์มยักษ์ ใครฆ่าประชาชน ตามด้วยซีรีส์เรื่องยาว เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ตอนเขี่ยเพื่อแผ่นดินพ้นทาง และละครสั้นโครงการขยายถนนขึ้นเขาใหญ่

ชาวบ้านติดกันงอมแงม

เดี๋ยวจะมีรายการกีฬา การแข่งขันฟุตบอลโลก มาเบรกอารมณ์คนดูอีกกระทอก รัฐบาลชุดนี้ก็น่าจะปลอดโปร่งไปได้อีกระยะจนถึงเดือนกรกฎาคม

เวลานั้นวิกฤติการเมืองรอบที่สามได้เวลาขยับ ตราบใดที่ระบอบประชาธิปไตยยังถูกแทรกแซง ความเป็นธรรมยังไม่กลับมา ความเป็นชนชั้นยังมีช่องว่าง ความสงบสุขของบ้านเมืองก็จะยังอึมครึมอยู่อย่างนี้ รัฐบาลก็ต้องอาศัยอำนาจกองทัพคุ้มครองไปอย่างนี้

อยู่แบบทุลักทุเล.

"หมัดเหล็ก"

การ์ตูน เซีย 09/06/53

ที่มา ไทยรัฐ

การ์ตูน เซีย 09/06/53