WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, June 12, 2010

แอฟริกาใต้ ไม่ได้มีดีแค่ฟุตบอลโลก

ที่มา บางกอกทูเดย์



“ประเทศแอฟริกาใต้” ได้รับคัดเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในปี 2010 ถือเป็นครั้งแรกที่มหกรรมฟุตบอลของชาวโลกดวลแข่งกันที่กาฬทวีป และเริ่มระเบิดแข้งอย่างเป็นทางการแล้ว เราลองมาทำความรู้จักประเทศแอฟริกาใต้ในด้านอื่นนอกเหนือจากการเป็นเจ้าภาพจัดฟุตบอลโลกกันบ้างดีกว่า

แม้แอฟริกาใต้จะเป็นตลาดที่มีจำนวนประชากรเพียง 45 ล้านคน แต่ด้วยพื้นที่ประเทศที่มีขนาดใหญ่กว่าไทยถึง 2.5 เท่า และร่ำรวยไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะแหล่งแร่สำคัญๆ เช่น ทองคำ เพชร จนได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่สุดของโลก และแหล่งแพลตตินั่มมากเป็นอันดับสองของโลก

วัตถุดิบเหล่านี้จึงเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญและทำรายได้ให้กับประเทศอย่างมาก บวกกับความต้องการในการบริโภคสินค้าของคนในประเทศที่กำลังขยายสูง โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางผิวดำ (black middle class) ที่มีกำลังซื้อสูง ทำให้นักลงทุนต่างชาติจากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในเอเชีย ให้ความสนใจไหลเข้าไป

แข่งขันกันลงทุน ปัจจุบันจึงมีนักลงทุนจากเอเชียหลายกลุ่มรุกเข้าไปลงทุนยึดหัวหาดในอาฟริกาใต้แซงหน้าไทย เช่น ตาต้ากรุ๊ปจากอินเดียเข้าไปลงทุนทั้งโรงงานผลิตรถยนต์ และโรงงานผลิตเหล็ก ขณะที่จีนเข้าไปกอบโกยและยึดครองธุรกิจ ตั้งแต่สถาบันการเงิน ไปจนถึงแหล่งทรัพยากรธรรมชาติ ส่วนการลงทุน

จากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้(อาเซียน) เช่น มาเลเซีย อาทิ กลุ่ม ปิโตรนาส เข้าไปตั้งสถานีบริการน้ำมัน และสัมปทานสร้างสนามบินรูปแบบเทิร์นคีย์ เวียดนามก็กำลังรุกเข้าไปตั้งเทรดดิ้งเฟิร์มและดิสตริบิวชั่นด้านการค้า แอฟริกาใต้เป็นประเทศน่าลงทุนอันดับที่ 28 ของโลก จากปัจจัยเอื้อด้านเศรษฐกิจและ

การบริโภคในประเทศที่กำลังเติบโต ขณะที่แต่ละพื้นที่ของประเทศทั้ง 9 มณรัฐ ได้แก่ ควาซูลู-นาทาล, นอร์ธเทิร์นเคป,นอร์ธเทิร์นโพรวินซ์, นอร์ธ-เวสต์, อีสเทิร์นเคป, พูมาลังก้า, ฟรีสเตท, เวสเทิร์นเคป และ กัวเต็ง ต่างก็แข่งขันกันดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ(เอฟดีไอ)เข้าไปลงทุน เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์

ท่องเที่ยว ก่อสร้าง เกษตรแปรรูป สิ่งทอ และโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐาน ที่คาดหวังสร้างความสำเร็จในอนาคตโดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเรือธงที่รัฐบาลคาดหวังช่วยผลักดันเศรษฐกิจขยายตัว ช่วยสร้างงานและลดปัญหาความยากจน ปัจจุบันแอฟริกาใต้มีรถยนต์จำหน่าย

อยู่ทั่วประเทศรวม 36 แบรนด์ โดยรัฐบาลมุ่งส่งเสริมการพัฒนาฐานผลิตใน 3 มลรัฐหลักๆ คือ มลรัฐกัวเต็ง(Gauteng) เป็นฐานผลิตชิ้นส่วนรถยนต์(OEM) ให้กับค่ายรถบีเอ็มดับบลิว นิสสัน เฟียต ฟอร์ดและตาต้า มีสัดส่วนประมาณ 50% ของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์ มลรัฐอีสเทิร์นเคป(Eastern Cape) แหล่งใหญ่

คือ พอร์ต อลิซาเบธ เป็นฐานผลิตของค่ายรถ เจเนอรัล มอเตอร์(จีเอ็ม) โฟลค์สวาเก้น และเครื่องยนต์สำหรับฟอร์ต ส่วนที่อีสต์ ลอนดอน เป็นฐานผลิตของค่ายเดมเลอร์ไดรสเล่อร์ สัดส่วนประมาณ 30% ของการผลิตรวม และมลรัฐควาซูลู-นาทาล เป็นฐานผลิตค่ายโตโยต้า คิดเป็นสัดส่วน 15% นอกจากนี้ยังมีฐานผลิต

ที่กระจายอยู่ในมลรัฐนอร์ธ-เวสต์ และ เวสต์เทิร์นเคป บางส่วน รัฐบาลตั้งเป้าขยายฐานการผลิตยานยนต์ จาก 650,000 คัน ในปี 2549 เป็น 1,000,000 คันในปี 2563 หรือเพิ่มขึ้น 57.7% ส่วนใหญ่เป็นการผลิตเพื่อส่งออก โดยวางยุทธศาสตร์ขยายเพิ่มฐานผลิตของค่ายรถต่างๆ ขยายฐานซัพพลายเออร์ระดับโลก

ด้วยการร่วมทุน การนำเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา รวมทั้งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนต่ำ เทียบกับออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และบราซิล เป้าหมายหลักๆเพื่อสร้างขีดความสามารถของ บุคลากร ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ก้าวเข้าสู่การแข่งขันในตลาดโลก พร้อมๆไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

เช่น น้ำ ไฟ ระบบสื่อสาร ถนน รถไฟ ท่าเรือ สนามบิน และระบบโลจิสติกส์ ที่มุ่งเน้นมาตรฐานระดับโลกแต่ต้นทุนค่าใช้จ่ายต่ำ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นอีกเป้าหมายหนึ่งซึ่งในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา การท่องเที่ยวแอฟริกาใต้ขยายตัวจาก 5 ล้านคนเป็น 8 ล้านคนและสร้างรายได้เพิ่มจาก 5% เป็น 8% ของจีดีพีประเทศ

จึงคาดหวังเปิดโอกาสด้านการลงทุนโรงแรม การท่องเที่ยวแบบผจญภัย การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และรูปแบบอื่นๆ เข้าไปลงทุน ตลอดจนภาคการเกษตรที่รัฐบาลกำลังส่งเสริมการพัฒนาการเกษตรปลอดสารพิษ และ ไบโอฟูเอลหรือเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นต้น ทั้งนี้จุดแข็งคือ การเป็นประเทศที่มีต้นทุนค่าแรงงานต่ำ

เช่นเดียวกับ จีน และอินเดีย และยังเป็นแหล่งผลิตสินค้าเข้าสู่ตลาดยุโรป สหรัฐอเมริกา และลาตินอเมริกา นอกจากนี้รัฐบาล กำลังเจรจาที่จะสร้างแอฟริกาใต้เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงเส้นทางการค้ากับอินเดีย และบราซิล พร้อมๆไปกับการสร้างแอฟริกาใต้เป็นประตูเข้าสู่ตลาดแอฟริกา

‘ไสยศาสตร์’ปรองดอง?

ที่มา บางกอกทูเดย์



“ปรับใหญ่” นอกจากจะปรับครม.ชุดใหญ่แล้วมาถึงวันนี้ รัฐบาลก็ต้องปรับใหญ่กันอีกครั้ง สำหรับ “ฮวงจุ้ยทำเนียบรัฐบาล” ซึ่งนอกจากการย้ายตำแหน่งท้าวมหาพรหมบนตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมกับทำบุญ 5 ศาสนาที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว “ฮวงจุ้ย”ที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ก็ถูกปรับครั้งใหญ่เช่นกัน นับจากเหตุการณ์คนเสื้อแดงบุกเทเลือกหน้าที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์เป็นต้นมา พรรคประชาธิปัตย์ในฐานะแกนนำรัฐบาล ต้องเจอมรสุมทางการเมืองหลายละลอก ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมทางการเมืองของนปช. คดียุบพรรค

หรือแม้แต่ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่เพิ่งผ่านไป ไม่แปลกที่พรรคประชาธิปัตย์จะถือฤกษ์งามยามดี 09.00 น.ทำพิธีปรับฮวงจุ้ย ในที่ทำการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับการทำบุญที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 มิ.ย.ที่ผ่านมา สำหรับการแก้ฮวงจุ้ยของพรรคประชาธิปัตย์ครั้งนี้มีการนำตู้อัญมณี 9 ตู้มากระจายตั้งใน 9 จุด

รอบลานพระแม่ธรณีบีบมวยผม พร้อมกับมีการประกอบพิธีกรรม โดยชายแต่งกายด้วยชุดสีดำประมาณ 20 คน ทำพิธีเดินเคาะระฆังแก้วไปตามจุดที่ตั้งตู้อัญมณี รอบลานพระแม่ และภายในอาคารควงอภัยวงศ์ ซึ่งหลังเคาะเสร็จในแต่ละจุดก็จะใช้แท่งเหล็กเล็งตามจุดต่าง ๆ นอกจากนี้ยังให้ทีมงานทำการติดภาพ

หุบเขาสูงมีหมอกจาง ๆ และรูปมังกรตามจุดต่าง ๆ บริเวณรอบอาคาร และยังกระจายวางรูปปั้นพระสังฆจายสีทอง ตั้งด้านบนประตูทางเข้าพรรค และตั้งตุ๊กตาไก่เหล็กด้านบนขอบอาคาร ทั้งนี้เจ้าหน้าที่แจ้งว่าการทำพิธีครั้งนี้ เพื่อความเป็นศิริมงคลให้กับพรรคหลังจากผ่านพ้นเหตุการณ์ร้าย การทำพิธีดังกล่าว

ผู้รู้บอกว่า เป็นการทำพิธีอัญมณีรับพลังจาก “จักรวาล” ถือเป็นศาสตร์ชั้นสูง โดยตั้งอัญมณีให้เป็นมงคลและมีการทำพิธีเคาะระฆัง เพื่อล้างพลังร้าย และใช้อัญมณี 5 ธาตุ ดึงพลังมงคลจากจักรวาล ส่งผลให้สถานที่ตั้งตู้อัญมณีเป็นมงคล ทำให้คนทั่วไปรวมถึงคนในพรรคประชาธิปัตย์คิดดีต่อกัน ส่งผลถึงตัวหัวหน้าพรรค

ที่เบื้องต้นตรวจสอบพบว่าดวงไม่ค่อยดี ซึ่งเมื่อมีการตั้งตู้อัญมณีก็จะทำให้สิ่งไม่ดีหายไปจะมีแต่ความสบายใจ ทั้งยังส่งผลต่อการเลือกตั้งด้วย นอกจากการปรับฮวงจุ้ยที่ทำพร้อมกันกับการทำบุญที่ทำเนียบรัฐบาลแล้ว ดูเหมือนรัฐบาลจะใช้ฤกษ์นี้ประกาศเดินหน้าแผนปรองดองเพื่อชาติที่ถูกพับเข้าลิ้นชักมาแล้วครั้งหนึ่ง

มาครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีลงทุนเขียนจดหมายด้วยลายมือสไตล์นักเรียนนอก ขอให้คนไทยร่วมกับเข้าสู่แผนปรองดองอีกครั้ง แผนปรองดองที่ว่ายังคงเป็นที่เดิมที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้ พร้อมกับคำหวานที่นายกฯระบุว่า สิ้นนี้คนไทยจะได้รับของขวัญชิ้นใหญ่นั้นคือความปรองดอง ทั้งนี้ หลังการประกาศเดินหน้า

แผนปรองดองออกมาทำให้คะแนนนิยมในตัวนายกรัฐมนตรี เพิ่มดีกรีมากขึ้น อันนี้ไม่รู้ว่าเกี่ยวกับแผนปรองดองโดยตรงหรือเป็นเพราะการปรับฮวงจุ้ย หรือไม่ แต่ถึงอย่างไรงานนี้ ปชป.ใช้ทั้ง “ไสยศาสตร์”และ “แผนปรองดอง” เอาใจแม่ยกถึงขนาดนี้ ไม่รู้ว่าจะปูทางเพื่อศึกเลือกตั้งครั้งหน้าหรือไม่ อันนี้ไม่ทราบได้?!

Friday, June 11, 2010

"สื่อ"ขอพื้นที่"ข่าว"(ส่วนตัว) คืนจาก ศอฉ.

ที่มา มติชน

โดย ชฎา ไอยคุปต์



"จีรนุช เปรมชัยพร" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท

นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท

นางสาวมุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวประชาไท

นายประชัญ บุญประคอง หรือ "ฌอน"

"การเข้าถึงข้อมูลดังกล่าวนี้ ถูกระงับเป็นการชั่วคราว
โดยอาศัยอำนาจตาม
พระราชกำหนดการบริหารราชการ
ในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.๒๕๔๘
ตามคำสั่งของศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน"


ข้อความที่ปรากฎในเว็บไซต์ต้องห้ามอ่านตามคำสั่ง ศอฉ.เริ่มปรากฎขึ้นในหน้าเว็บข่าวต่างๆของทางฝั่งคนเสื้อแดงที่มีคำว่า "Red"นำหน้าหรือต่อท้ายก่อนจะขยายมาสู่เว็บข่าวของหลายสำนักในฐานะ"สื่อสาธารณะ" ลามมาสู่พื้นที่ "ส่วนตัว" อย่างเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ ที่เฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล หน้าเว็บทั้งหมดถูกปิดโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้าปิดทางทักท้วงโดยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน


ผ่านไปกว่า 2 เดือนหลายเว็บไซต์เจอข้อความสีแดงของ ศอฉ.ปิดทับหน้าเว็บไซต์โดยไม่มีการชี้แจงแถลงไขให้ทราบถึงสาเหตุการปิดทำให้หลายเว็บไซต์ต้องอพยพย้ายถิ่นฐานไปอาศัยต่างประเทศเป็นที่พักข้อมูล เปลี่ยนชื่อ นามสกุล เปิดหน้าเว็บขึ้นมาใหม่แต่ทางศอฉ.ก็ยังคงตามติดไปปิดเล่นปิดเปิดกันเป็นสวิตซ์ไฟ


กลุ่มที่ได้รับผลกระทบถูกไล่ปิดพยายามทวงสิทธิเสรีภาพในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและสิทธิในการแสดงความคิดความเห็นตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ทุกคนมีสิทธิเสรีภาพที่เท่าเทียมกันเพื่อแสดงตัวตนว่ากำลังถูกคุกคาม มีนักวิชาการบางท่านอย่าง "ยุกติ มุกดาวิจิตร" อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์พยายามที่จะสอบถามเรื่องนี้กับ "อมรา พงศาพิชญ์" ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นักมานุษยวิทยาอาวุโส ถึงบทบาทต่อการปิดกั้นสื่อ ว่า


"ที่น่าละอายอย่างยิ่งคือ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนกำลังปล่อยให้บทบาทในการค้นหาความจริงในประเทศนี้ ตกอยู่ในมือของคนส่วนน้อยของสังคมบางคน ที่นั่งอยู่บนโพเดียม เป็นนักวิชาการติดเก้าอี้ แบบที่นักมานุษยวิทยาต้นศตวรรษที่ 20 วิจารณ์นักมานุษยวิทยาวิวัฒนาการในสมัยวิคทอเรียน แต่เที่ยวไปไล่ตัดสินใครต่อใครโดยมิได้พยายามทำความเข้าใจพวกเขาจากมุมมองของพวกเขาเอง


ผมคงไม่ต้องเท้าความไปมากมายนักถึงเรื่องการปิดกั้นสิทธิในการแสดงออก ด้วยการปิดสื่อที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล หากเราจะไม่ยินดียินร้ายกับสื่อของ นปช. ผมก็ไม่เห็นคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนยินดียินร้ายกับการปิดสื่อที่เสนอความจริงหลายด้าน หลายระดับความลุ่มลึก อย่าง "ประชาไท" แต่ประชาไทก็คงจะไม่ยินดีนักหรอกหากเขาจะได้รับการยกเว้นแต่ผู้เดียว เพียงเพราะพวกเขาเสนอมุมมองหลายด้านหลายระดับความลุ่มลึก เพราะทุกวันนี้ ศอฉ.เองนั่นแหละที่เสนอข่าวปลุกปั่นให้เกิดความเกลียดชัง ให้เกิดความแตกแยก อันเป็นภัยต่อความมั่นคงของชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน และเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ โดยปราศจากคำประณามของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน"


สิ่งที่ "อมรา พงศาพิชญ์" ในฐานะคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติออกตัวว่า "ดิฉันไม่มีข้อแก้ตัวในสิ่งที่ไม่ได้ทำ หรือไม่ได้ทำตามความคาดหวังของอาจารย์และเพื่อนร่วมวิชาชีพ นอกจากจะบอกว่าเมื่อมานั่งเป็นประธานคณะกรรมการขององค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ดิฉันพบว่า ดิฉันไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระเหมือนเมื่อเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีเสรีภาพทางวิชาการสูง และอาจารย์สามารถแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลต่อสาธารณะได้


ปัจจุบันการแสดงความคิดเห็นของดิฉันต้องคำนึงถึง ความคิดเห็นของกรรมการร่วมคณะอีก 6 ท่าน อำนาจหน้าที่ขององค์กรที่มีจำกัดเฉพาะในบางเรื่อง ภาพลักษณ์ขององค์กรต่อสาธารณะทั้งในประเทศและต่างประเทศ ในกรณีที่ข้อมูลไม่ชัดเจน การแสดงออกของดิฉันจึงมีความล่าช้า รอบคอบ และคำนึงถึงองค์กรมากกว่าส่วนตัว หลายครั้งดิฉันอยากจะถอดหมวกประธานกรรมการฯ เพื่อจะได้แสดงความคิดเห็นส่วนตัวได้อย่างเต็มที่ แต่ดิฉันก็ไม่ได้ทำตามที่อยาก ต้องขออภัยที่ทำให้อาจารย์ยุกติผิดหวัง"


คำตอบของข้อเรียกร้องจากองค์กรกลาง คือ "ขออภัยที่ทำให้ผิดหวัง"


ในสภาพที่ไร้ตัวช่วยการดิ้นรนต่อสู้เท่านั้นที่จะทำให้อยู่รอดและได้สิทธินั้นคืน "เว็บไซต์ประชาไท" เป็นหนึ่งในเว็บไซต์ที่ถูกปิดกว่า 7 ในรอบ 2 เดือน "จีรนุช เปรมชัยพร" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า ประชาไทยเริ่มก่อตั้งปี 2547 ในฐานะสื่อทางเลือกที่ สื่ออิสระ เกิดขึ้นตั้งแต่สมัยรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ดูเหมือนว่าสื่อไม่เป็นอิสระทั้งในแง่ของการเมือง เศรษฐกิจ ทำให้กลุ่มคนที่ทำงานด้านสังคมอยากมีสื่อทางเลือก และอิสระไม่ถูกแทรกแซงและไม่ถูกควบคุม มีเรื่องราวของคนเล็กคนน้อย ผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากโครงการพัฒนาของรัฐ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องโรงไฟฟ้า ชนกลุ่มน้อย แต่เนื่องจากช่วง 3-5 ปี บรรยากาศในสังคมไทยเป็นเรื่องที่น่าสนใจจะพัฒนาต่อไปอย่างไร ขณะเดียวกันพื้นที่ทางอินเตอร์เน็ตเป็นสื่อที่น่ารำคาญใจและควบคุมไม่ได้ของภาครัฐหรือผู้มีอำนาจในสังคม ที่ต้องเข้ามาจัดระเบียบ


"นับตั้งแต่มีการตั้งประชาไทตั้งขึ้นมาในปี 2 ปี แรกไม่เคยได้รับการประสานงานจากภาครัฐเลยไม่ว่าเราจะเคยเสนอปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กรณี ตากใบที่มีผู้เสียชีวิตจากการสลายการชุมนุม มีการนำเสนอเสียงของชาวบ้าน แต่ครั้งนั้นไม่ได้ถูกติดต่อหรือประสานงานจากรัฐว่าเราต้องทำอะไร หรือไม่ทำอะไร" จีรนุช กล่าว


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า ช่วงที่ทางรัฐเข้ามาติดต่อสื่อสารกับเว็บไซต์ประชาไท คือ ช่วงหลังการรัฐประหาร ปี 2549 สื่อหลายที่อาจจะขยับตัวอยาก มีคนจำนวนหนึ่งมาอ่านประชาไท เพราะเป็นเพียงสื่อไม่กี่สื่อที่นำเสนอเสียงของคนที่ต้านรัฐประหาร รวมทั้งมีเว็บบอร์ดที่เปิดกว้างไว้ให้มาแลกเปลี่ยน คนที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ และคนที่ต้านรัฐประหารไม่ค่อยมีพื้นที่ในการส่งเสียง จึงไหลเข้ามาในเว็บไซต์ประชาไทซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ ทำให้จำนวนคนเข้าชมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเริ่มต้นหลักร้อยตอนนี้เป็นหลักหมื่น


"นับตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี เริ่มมีคนจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) ติดต่อเข้ามาขอความร่วมมือในการลบกระทู้ ปิดกระทู้เราก็พิจารณาไปตามหลักการตามเนื้อผ้า ในช่วงหลังการรัฐประหารได้มีการออก พ.ร.บ.เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ในพ.ร.บ.นั้นได้มีการกำหนดฐานความผิดของผู้ให้บริการ ทำให้คนที่ทำงานเว็บไซต์ต้องระมัดระวังมากขึ้น ก่อนที่จะมีกฏหมายเราจะมีวิจารญาณของเราเอง แต่หลังจากที่ พ.ร.บ.ออกมาเราก็วางดุลพินิจของเราไว้ในกรณีที่เจ้าหน้าที่แจ้งมาเราก็ปฏิบัติตามในส่วนนั้นเพราะไม่อยากให้เกิดปัญหา ในที่สุดก็มีปัญหาเกิดขึ้นเมื่อมีกรณีคนโพสต์ ข้อความในเว็บบอร์ดทางเจ้าหน้าที่อาจจะตีความว่ามีลักษณะของการผิดกฎหมาย เราในฐานะผู้ให้บริการมีความผิดตามนั้น และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้ามาที่สำนักงานเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2552 มีการจับกุมและดำเนินคดีส่งฟ้องศาลไปตามกระบวนการเป็นเรื่องในแง่ของกฎหมายที่เข้ามากำกับและควบคุมมากขึ้น" ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวและว่า


"ส่วนการปิดกั้นเว็บประชาไทที่เราก่อตั้งมา 6 ปีไม่เคยถูกปิดอย่างเป็นทางการ แม้บางครั้งจะได้รับการร้องเรียนว่าเข้าไม่ได้ซึ่งเราก็พยายามตรวจสอบกลับไปจะได้รับคำตอบว่าไม่เคยมีคำสั่งปิด จนกระทั่งมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเมื่อวันที่ 7 เมษายน 2553 เว็บไซต์ประชาไทก็เข้าไม่ได้ตั้งแต่วันที่ 8 เมษายน เป็นต้นมา โดยระบุว่าบล็อกโดยกระทรวงไอซีที หลังจากนั้นก็ขึ้นข้อความเหมือนกับที่หลายๆเว็บโดนบล็อกอยู่ในขณะนี้ ถูกปิดกั้นโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดย ศอฉ."


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท เล่าว่า หลังจากนั้นก็ร้องเรียนไปตามกระบวนการทำจดหมายถึงกระทรวงไอซีทีเพราะว่าอันดับแรกที่ถูกปิดกั้นจากกระทรวงถึงรัฐมนตรีและทำสำเนาถึงนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลเรื่องข้อมูลข่าวสาร เพื่อสอบถามถึงเหตุผลซึ่งเราไม่ได้รับการแจ้งเลยว่าปิดไปเพราะอะไร และไม่ได้คำตอบ ก็ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ดำเนินการยื่นฟ้องศาลแพ่ง ที่ต้องฟ้องศาลแพ่งเพราะโดย พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีบางมาตราที่ได้ตัดอำนาจศาลปกครอง ทั้งที่กรณีนี้ควรเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องการปกครอง แต่เขาก็ยังคงสิทธิในส่วนที่จะร้องเรียนกับศาลยุติธรรม คือ ศาลแพ่ง


"ยื่นฟ้องว่าเว็บประชาไทถูกละเมิดต่อการที่มีการปิดกั้นมีความเสียหายต่อเราอย่างไร ยื่นไปที่ศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2553 ขอไต่สวนฉุกเฉินแต่ไม่ได้มีการไต่สวน ผู้พิพากษาอ่านคำสั่งศาลระบุว่า การสั่งปิดกั้นนี้เป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแลภายใต้กำกับดูแล พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีอำนาจสามารถดำเนินการได้ ทั้งที่ข้อฟ้องของเราไม่ได้ฟ้องว่าไม่มีอำนาจที่จะทำแต่ข้อฟ้องของเรา คือ ว่าอำนาจที่ใช้เป็นการใช้อำนาจที่ไม่ถูกต้อง ในพ.ร.ก.ฉุกเฉินมันเป็นมาตรา 9(3) ที่เกี่ยวกับการควบคุมห้ามเผยแพร่สื่อ ซึ่งในกฎหมายเองได้ระบุว่าสื่อที่ห้ามเผยแพร่ต้องเป็นสื่อที่กระทำอันเป็นลักษณะของการปลุกระดม หรือมีข้อความอันเป็นเท็จ มีเงื่อนไขที่ระบุไว้ ซึ่งเราไม่คิดว่าเว็บไซต์ประชาไทจะมีเนื้อหาที่เป็นเงื่อนไขแบบนั้น และถ้าเป็น คือ ส่วนไหนเขาควรจะต้องแจ้ง ให้เรารับรู้รับทราบแต่เราก็ไม่ได้รับการแจ้ง จึงคิดว่าเป็นการใช้อำนาจตามอำเภอใจโดยไม่ได้พิจารณาว่ามีขอบเขตหรือเงื่อนไขการใช้อำนาจอยู่ แต่ศาลก็ไม่ได้ตอบในส่วนนี้ คำสั่งศาลรอบแรกจึงเป็นยกฟ้อง และยื่นอุทธรณ์ไปเมื่อวันที่ 25 พ.ค. หวังว่าศาลอุทธรณ์จะช่วยพิจารณาว่าการพิจรณาของศาลชั้นต้นไม่ได้ตอบในข้อคำฟ้องของเรา ขอให้ศาลอุทธรณ์มีการพิจารณาอีกครั้ง เป็นการต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมเพราะเราคิดว่ามันเป็นสิ่งที่เราไม่ได้ละเมิดกฎหมาย ไม่ได้กระทำในลักษณะอย่างที่กล่าวหา เชื่อมั่นว่าตจะใช้กระบวนการยุติธรรมแบบนี้"


ผู้อำนวยการเว็บไซต์ประชาไท กล่าวย้ำถึงอุดมการณ์ ในส่วนการทำงานของเว็บไซต์ประชาไทยังคงทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะคิดว่าผลงานที่นำเสนอยังมีคุณค่าในบางระดับต่อสังคม จึงคิดว่าไม่ควรมีอำนาจรัฐใดๆมาสั่งปิดกั้นโดยง่าย พยายามที่จะยืนยันและยืนหยัดของการนำเสนอเรื่องราวที่ขาดไปและถูกละเลยไปในกระแสหลักพยายามเพิ่มเติมในส่วนนี้ แม้จะมีกระบวนการปิดการบล็อก "URL" บล็อก "domain name" เปลี่ยนชื่อ จาก www.prachatai.com เป็น prachatai.net ใช้ได้1เดือน ถูกปิด เปลี่ยนเป็น www.prachatai1.com ปิดไปก็ใช้ชื่อwww.prachatai.info ตอนนี้ก็เป็น www.prachatai3.info ยังตามบล็อกเรื่อยๆ เปลี่ยนไปประมาณ 8 ชื่อแล้ว


"เว็บไซต์อยู่ได้โดยมีการขายเสื้อ การบริจาคยึดเจตนา คือ ไม่แสวงหากำไร ก็ทำงานบนฐานของกำไรทางสังคมไม่ใช่ตัวเงินที่ผ่านมา จะมีทุนเหมือนกับโครงการพัฒนาทางด้านการสื่อสารจะขอทุนในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งบรรยากาศความขัดแย้งทางการเมืองมีผลต่อการให้ทุน แหล่งทุนที่มีถอนออกไป แต่โฆษณาก็ต้องคิดมากขึ้นเพื่อให้คนทำงานได้อยู่รอด แต่ก็ต้องมาสะดุดเพราะถูกบล็อก อนาคตอาจจะต้องมองหาที่มาของแหล่งทุนจากหลายๆแห่ง รวมไปถึงการเปิดประกาศระดมทุนจากผู้อ่านที่เห็นคุณค่า ซึ่งเรามีบุคคลากร 14 คน แบ่งเป็นกองบรรณาธิการ 9 คน เจ้าหน้าที่สำนักงานเทคนิคการบริหารจัดการอีก 5 คน ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่เป็นค่าตอบแทนพนักงานพยายามตรึงไว้ที่ 4 แสนต่อเดือน ตอนนี้มีปัญหาว่าคนทำงานเองอาจจะมีเงินเดือนช้าบ้าง ไม่ได้เงินเดือนบ้างแต่ก็ยังสู้กันทุกคน"


ทางด้าน นายชูวัส ฤกษ์ศิริสุข บรรณาธิการเว็บไซต์ประชาไท บอกว่า เว็บประชาไทกลายเป็นพื้นที่ของคนที่ไม่มีพื้นที่นับตั้งแต่มีการรัฐประหาร ซึ่งสื่อส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐประหารแม้ไม่บอกว่าชอบ ไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหารแต่ก็มีมีใครต่อต้านการรัฐประหาร เรียกว่าแอบสนับสนุนกลุ่มที่ชูการรัฐประหาร ขณะที่ประชาไทมองว่าเป็นที่มาของความรุนแรงทั้งปวงจึงตั้งประเด็นในแนวทางว่า ทำไมต้องต้านรัฐประหาร ทำไมต้องเข้าใจว่ารัฐประหารเป็นอบายมุข เป็นประตูสู่ปัญหาทั้งปวง ประตูขุมนี้ คือ นรก ซึ่งได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามัน คือ นรก


"เป็นภาวะวิสัยที่ประชาไทต้องทำแบบนี้ กลายเป็นสื่อทางเลือกอย่างเต็มรูปแบบแตกต่างจากชาวบ้านเพราะว่าเรากลับไปตั้งคำถาม ความเป็นมนุษย์ 1 สิทธิ 1 เสียงเท่ากันไปปล้นได้อย่างไร รัฐบาลจะถูกหรือผิดอย่างไรก็ไม่มีสิทธิไปปล้นเขาเพราะอำนาจเป็นของประชาชน การเป็นสื่อต้องต่อต้านรัฐ ไม่ใช่การบิดเบือนแต่เป็นการวิพากษ์วิจารณ์รัฐ ในฐานะที่รัฐเป็นผู้ผูกขาดอำนาจและมีสิทธิในการผูกขาดอำนาจ ถ้าสื่อไม่ต่อต้านอำนาจจะไม่สามารถเปิดพื้นที่สิทธิเสรีภาพให้กับประชาชนได้"


นายชูวัส ย้ำอีกว่า สื่อมีหน้าที่ในการตรวจสอบอำนาจรัฐว่าอำนาจที่ใช้ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ถึงแม้ว่าจะมาจากการเลือกตั้งแล้วมีตัวแทนได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนอย่างชอบธรรมก็ไม่มีสิทธิใช้อำนาจเกินขอบเขตเพราะอำนาจที่แท้เป็นของประชาชน หลักการง่ายๆที่เรียกว่าประชาธิปไตย หน้าที่ของการตรวจสอบเป็นของสื่อ หรือจะเรียกว่าเป็นการต่อต้านหรือท้าทายอำนาจรัฐก็ได้


"หน้าที่สื่อคือการเข้าข้างประชาชนที่ด้อยอำนาจเพราะอำนาจเขาถูกถ่ายไปด้วยการเลือกตั้ง การปล้น การรัฐประหาร ฉะนั้นสื่อจึงมีหน้าที่ในการตรวจสอบเพื่อประชาชน สื่อที่ไปเข้าข้างรัฐเห็นใจรัฐว่าเขาสั่งฆ่าด้วยความจำเป็น ถ้าสื่อพยายามเข้าใจตรงนั้นเท่ากับสื่อทำผิดหน้าที่ของตัวเองแล้ว เหมือนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนพูดจาเหมือนกระทรวงมหาดไทยแล้วจะมีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนไปทำไม ให้มหาดไทยพูดก็พอ"บก.ประชาไทกล่าว


บก.ประชาไท ยอมรับว่าการทำงานในสถานการณ์นี้ว่า ลำบากมากถ้าคนไม่กลับไปตั้งต้นตัวเองเกิดมาจากไหน ตัวเองมีหน้าที่อะไร ลำบากเพราะทำให้เราไหลไปตามกระแสทำให้เราไปอยู่ข้างรัฐแล้วโดยไม่รู้ตัวปล่อยให้รัฐผูกขาดความคิด แต่ถ้าเรากลับมาตั้งต้นหน้าที่เรา คืออะไร ประชาชนคือ ใคร อำนาจอธิปไตยคืออะไร มันจะทำให้เรารู้ว่าเราจะยืนอยู่จุดไหน ในขณะที่คนอื่นไหลไปตามกระแสว่ารัฐทำถูกแต่เราก็ยังมาตรวจสอบรัฐอยู่จึงโดนกระทืบมันเป็นเรื่องลำบากอยู่แล้ว


นายชูวัส กล่าวถึง เว็บไซต์ประชาไทก่อนที่จะถูกปิดและจำเป็นต้องย่อส่วนให้เล็กลงเพื่อง่ายต่อการเข้าถึงและฝากข้อมูลไว้ในต่างประเทศในสถานการณ์นี้จึงต้องตัดส่วนอื่นที่ออกไป ก่อนจะถูกปิดมีข่าวเชิงวัฒนธรรมอยู่ด้านขวา แต่ต้องตัดออกให้เป็นสลิมเวอร์ชั่น ตัดเรื่อง หนัง เพลง ดวง คนที่เข้ามาอ่านจึงต้องอาศัยการเล็ดลอดเข้ามาดู ในสื่อปกติที่จะมีฝ่ายกีฬา บันเทิง การเมือง วัฒนธรรม คุณภาพชีวิต ฯลฯ ประชาไทก็มีหมดใช้แค่ 9 คน แบ่งตามส่วนที่แต่ละคนจะคุมส่วนไหน ถ้าเรื่องไหนเป็นเรื่องเด่นและมีนัยสำคัญทางสังคมเราก็จะถ่ายโอนกำลังส่วนนั้นมาช่วยกันบริหารจัดการที่ผ่านมาก็ยังเป็นไปด้วยดี และยังมีนักข่าวพลเมืองมีในสนามแรงงานช่วยอีกแรง

นอกจากพื้นที่ข่าวแล้วยังมีการเปิดเวทีให้นักวิชาการเขียนบทความส่งมาลงในเว็บไม่จำกัดสี แนวคิด ซึ่งมีนักวิชาการให้ความสนใจเยอะมาก พิจารณาว่าเรื่องมีเหตุมีผลไม่หมิ่น ไม่ยั่วยุ ลงให้หมดทั้งเหลืองทั้งแดง เพียงแต่ที่ผ่านมาประชาไทมีความคิดเห็นท้ายข่าว ฉะนั้นคนที่ส่งก็ต้องวัดใจว่าจะมีความเห็นท้ายบทความ และยังมีภาคประชาสังคมสนใจนำบทความมาลงด้วย แต่เทียบกันแล้วจะมีน้อยเพราะส่วนหนึ่งกลัวว่าจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ คนที่ส่งมาทั้งหมดไม่ได้ค่าตอบแทน นักวิชาการที่กรุณาส่งบทความมาลง เช่น เกษียร เตชะพีระ, นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล, นาย ชำนาญ จันทร์เรือง ,นายเกษม เพ็ญพินันท์ ,นายวรเจตน์ ภาคีรัตน์ เป็นต้น


"การปิด เว็บไซต์ประชาไทไม่ได้ทำให้คนอ่านลดลงและมีผู้อ่านเพิ่มขึ้นจากหน้าทางเฟซบุ๊คที่เราไปเชื่อมโยงไว้ อยากถามว่าคนที่ปิดแล้วกลัวอะไร การปิดแล้วเปิดอยู่ฝ่ายเดียวต้องการอะไรนอกจากโกหก คือ ต้องการโกหกอยู่ฝ่ายเดียว ถ้าเกิดไม่คิดว่าจะโกหกก็ต้องเปิดให้อีกฝ่ายเข้ามาโต้แย้ง การที่ปิดคนอื่นเพราะกลัวว่าคนจะเสนอข้อมูลมาแย้งกลัวว่าคนอื่นจะเถียง"

บก.ประชาไท ยังพูดถึงการที่รัฐไปปิดสื่อส่วนบุคคลว่า ต้องมานั่งตีความว่าหน้าบล็อกซึ่งเป็นของบุคคล เป็นสื่อสาธารณะด้วยหรือไม่เพราะเขานำเสนอสู่สาธารณะ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องมีกองบรรณาธิการ 9 คนแล้วบอกว่าเป็นสื่อสาธารณะ คนเดียวเสนอเป็นสาธารณะได้หรือไม่ หรือเป็นสาธารณะเหมือนกันแต่เป็นสาธารณะในเชิงทัศนะหรือความเห็น บางบล็อกใช้ในการสืบค้นข้อเท็จจริงด้วยซ้ำแต่กลับถูกบล็อก ต้องหาเส้นแบ่งใหม่ๆ ในสังคมว่า รัฐมีอำนาจในการปิดสื่อส่วนบุคคลหรือไม่ เพราะรัฐธรรมนูญเกือบทุกประเทศทั่วโลกทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นต่อให้ไม่เสนอผ่านเฟซบุ๊คไม่มีรัฐไหนที่ยอมให้ปิดปากคน ห้ามคนพูด ห้ามคนพูดไม่ได้ การเสนอผ่านเฟซบุ๊คเป็นการนำเสนอคำพูดอย่างหนึ่งเพียงแต่พูดแล้วมีคนได้ยินเยอะกว่าตะโกนออกไป แต่เมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปทุกคนมีสิทธิเสรีภาพในการพูด รับผิดชอบคำพูดของเขาเอง ผิดตรงไหนก็ไปฟ้องกัน หมิ่นส่วนไหนก็ไปฟ้องกัน รัฐไม่มีสิทธิไปปิดปากใคร


"ปิดเว็บนี่ไปโผล่เว็บโน่น ปิดข้อความนี้ไปโผล่ข้อความนั้น ข้อความอาจจะหายไปแต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด ยังมีการสืบค้นได้ เผายังไงก็ไม่หมด ถ้าจะเทียบเคียงกับเหตุการณ์ 6 ตุลา โดยเค้าโครงของอำนาจที่เข้ามาควบคุมกระบวนการตรงนี้คล้ายกันเกือบทั้งหมด การพยายามควบคุม ครอบงำสังคม ยังเป็นเค้าโครงเดิมๆ มีมวลชนจัดตั้งที่จะต่อต้านกับมวลชนอีกกลุ่มหนึ่ง มีอำนาจกองทัพเข้ามาปิดสื่อ การคุกคาม ใส่ร้ายป้ายสีเหมือนกันหมด ประเทศไทยไม่มีนวัตกรรมในการจัดการกับผู้คนในรัฐของตัวเองยังเป็นความคิด เดิมๆ "


นายชูวัส เสนอว่า ต้องยกเลิกกฎหมายบางฉบับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ร.ก.ความมั่นคง และพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ รัฐบาลไม่มีอำนาจในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในแบบนี้ แต่เป็นอำนาจในการรักษาความสงบหรือฉุกเฉินอะไรก็แล้วแต่ต้องไม่ใช่เอากองทัพออกมาแล้วมีอำนาจล้นเกิน รวมทั้งศาลทำอะไรไม่ได้เลยนอกจากทำตามกฎหมายอย่างเดียว โดยที่ศาลไม่มีอำนาจในการตรวจสอบเลยว่ากฎหมายนั้นละเมิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ จะต้องมีพ.ร.ก.ฉบับใหม่ที่ให้ทุกฝ่ายได้ตรวจสอบการใช้อำนาจจาก พ.ร.ก. เช่น ให้อำนาจศาลในการระงับยับยั้งอะไรได้


"ประชาไทเป็นเว็บที่มีแหล่งรายได้จากเงินบริจาคจากแหล่งทุนใหญ่ๆ ที่ผ่านมาการเมืองแบ่งเป็นขั้วคนที่ให้ทุนเราส่วนใหญ่เจอคนบางกลุ่มหยิบไปด่าบนเวที ขุดรากว่าแหล่งทุนมาจากไหนบ้าง ทำให้แหล่งทุนขยาดจึงมีปัญหาเรื่องแหล่งทุน แม้แต่ทุนต่างประเทศก็เช่นเดียวกัน พนักงานบางคนไม่ได้รับเงินมา 3 เดือน บางคน 2 เดือน บางคนเดือนเดียว ตามแต่ความจำเป็น


ทางด้านนางสาวมุทิตา เชื้อชั่ง ผู้สื่อข่าวประชาไท บอกว่า ตอนนี้ใช้เงินเก่าเงินเก็บเลี้ยงตัวเอง เพราะอยากจะร่วมฝ่าฝันและยังเห็นว่าประชาไทเป็นเว็บไซต์ที่ยังสามารถนำเสนอข่าวสารที่พอจะเป็นประโยชน์อยู่บ้าง แต่ถ้าถึงวันหนึ่งสื่อกระแสหลักทำเต็มที่ มีสื่อทางเลือกมากมายจริงๆก็คงจะไปได้แต่ตอนนี้ยังรู้สึกว่าพอมีประโยชน์บ้างจึงกัดฟันทำต่อ เพราะเริ่มทำตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ปีพ.ศ. 2547 เรียนจบจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เข้ามาทำงานโดยมีอาจารย์จอน อึ้งภากรณ์ ผู้ก่อตั้งเว็บเป็นคนชวน จากนั้นติดลมทำยาวมาตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา


"มีอิสระสูงมากในการทำงานไม่ได้มีโครงสร้างอะไรชัดเจน เพียงแค่มาระดมสมองกัน คิดอะไรก็ทำได้ ไม่ได้มีเพดานจำกัดมากนัก อยู่ที่ว่ามีศักยภาพแค่ไหนที่จะทำได้ อยากจะทำอะไร แต่อาจจะไม่เป็นระบบมากนัก คนทำงานรู้สึกเป็นเพื่อนกันทั้งหมด ถกเถียงกันได้ แม้แต่กับ บก.เองก็เถียงกันได้ จึงอยู่ยาวมาจนถึงตอนนี้ ช่วงแรกทำข่าวภาคประชาชน พยายามเปิดพื้นที่ให้ได้เยอะสุด ช่วงหลังกระโดดมาทำเรื่องสิทธิมนุษยชนเรื่องคดีหมิ่น ซึ่งสื่อก็คงไม่อยากจะเล่นเท่าไร ก็พยายามจะสืบเสาะหาว่าใครโดนบ้างมีปัญหาอะไรใครโดนบ้าง คดีตัดสินอย่างไร ใครโดนบ้าง มาถึงความขัดแย้งทางการเมืองก็เฟสตัวเองมาทำด้านนี้ ตามสัมภาษณ์ชาวบ้าน ขณะที่ข่าวการเมืองร้อนแรงข่าวภาคประชาชนก็น้อยลงเพราะว่าคนก็น้อยอาจจะมีหลุดบ้าง" นักข่าวประชาไทกล่าว


นางสาวมุทิตา กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าเว็บไปไม่ไหวไปไม่รอดจริงๆ อาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนตัวเอง หางานประจำทำแล้วต่อไปเว็บประชาไทอาจจะใช้รูปแบบอาสาสมัครทั้งหมด แต่เชื่อว่ามันคงไม่ปิดหายไปเลย เพราะเป็นพื้นที่สาธารณะ และคนรู้สึกเป็นเจ้าของมีนักข่าวพลเมืองมีนักกิจกรรมเยอะแยะที่เขาอาจจะมารวมกันทำได้ โครงสร้างอาจจะเปลี่ยนไปถ้าถึงที่สุดแล้วมันไปไม่รอดในทางการเงินก็อาจจะต้องปิดไป


ทางด้านนายประชัญ บุญประคอง หรือ "ฌอน" โฆษกกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) ที่มักจะเห็นเป็นล่ามแปลภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษให้คนเสื้อแดง ที่ถูกตามไล่ปิดเฟซบุ๊คกว่า 7 ครั้ง เล่าว่า เป็นเจ้าของเฟซบุ๊คที่ใช้ชื่อ UDDThailand ,UDD International News และ Ratchapong News ที่มีทั้งฉบับภาษาไทยและภาษาอังกฤษถูกปิดรวมกัน 7 ครั้ง ส่วนมากเป็นการนำเสนอบทความจากบางกอกโพสต์มานำเสนอวันหนึ่ง 15-20 บทความ มีคนช่วยโพสต์อีกหลายคน ทุกอย่างเอาข้อมูลการเมืองบทความจากสื่อหลักทั้งไทยและต่างประเทศเพื่อสร้างศูนย์รวบรวมข้อมูลเน้นไปทางวิดีโอที่ต้องมีภาพประกอบ


"หลายคนรู้ว่ารัฐบาลสามารถระบายข้อมูลในสื่อได้กว่าครึ่งโดยเฉพาะทีวีแต่ยังมีหนังสือพิมพ์ที่ยังสู้ได้บ้าง ดังนั้นการกระจายข่าวของประชาชนคนธรรมดาผ่านเว็บไซต์มันเยอะมาก อย่างในเฟซบุ๊คแม้กลุ่มเสื้อเหลืองจะใหญ่กว่า แต่ถ้าคนที่จะหาข้อมูลก็หาได้ ซึ่งตอนนี้มีการนำข้อมูลข่าวจากเว็บไซต์ต่างชาติที่เขียนถึงประเทศไทยช่วยได้เยอะกว่าสื่อไทยที่ไม่ให้ความเป็นธรรมกับเราก็ดูสื่อต่างชาติมากกว่าเดิม "


นายฌอน กล่าวว่า ประเทศไทยที่ได้ชื่อว่าเป็นสยามเมืองยิ้ม การที่ทหารมาไล่ยิงประชาชนที่ส่วนใหญ่ไม่มีอาวุธอยู่ในมือที่จะต่อสู้ ทางรัฐบาลก็อ้างว่าต้องจัดการกับคนกลุ่มน้อยๆที่มีอาวุธเพื่อจะสลายคนส่วนมากที่ไม่มีอาวุธ ยัดเยียดว่าพวกเราเป็นผู้ก่อการร้ายซึ่งทำให้ภาพลักษณ์ของประเทศเสียหายในสายตาชาวต่างชาติ กระทบการท่องเที่ยวของไทย การให้ข้อมูลของรัฐบาลฝ่ายเดียวการปรองดองสมานฉันท์จะไม่เกิดขึ้นเลย


"รัฐป้องกันไม่ให้เรานำเสนอข้อมูล แต่เราก็สามารถให้ข้อมูลกลางๆ เพราะคนที่มาดูต้องมีวิจารณญาณในการดูข้อมูลไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อ ที่ผ่านมาเราพิสูจน์ว่าฝ่ายเรามีความคิดหลากหลาย แม้จะไม่เห็นด้วยกันทั้งหมด แต่มันคือแนวทางประชาธิปไตยมีข้อแตกต่างที่แยกแยะได้ การอธิบายให้เหตุผลออกมาจากฝ่ายรัฐกลุ่มเดียว ขณะที่สื่อฝ่ายเสื้อแดงถูกปิดหมดเลย ผมเป็นเสื้อแดงถูกปิดกั้นเหมือนไม่ใช่มนุษย์ เป็นคนชั้นสองในสังคม ตราบใดที่ความคิดของเราไม่ได้เป็นที่เปิดเผย สิ่งนั้นสะท้อนให้เห็นว่าสังคมเราเป็นสังคมที่ด้อยพัฒนาอย่างที่ต่างชาติมองเรา"


โฆษกเสื้อแดง กล่าวว่า เฟซบุ๊คเป็นโลกอินเตอร์เน็ตใหม่ ที่สร้างสัมพันธ์ทางสังคมเป็นเครือข่ายที่สร้างเพื่อนที่เป็นเสื้อแดงมาพบกันเพื่อสะท้อนมุมมองทำให้คนไทยที่อยู่ต่างประเทศได้แลกปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ใช่สื่อที่ต้องมาปิดกั้นแบบ 30 ปีก่อน เพราะถึงจะปิดเราก็เปิดใหม่ได้ อยากให้รัฐบาลเลิกคิดวิธีการแบบนี้ แล้วหันมาเปิดเวทีให้แลกเปลี่ยนความเห็นกันดีกว่าว่าแต่ละฝ่ายคิดเห็นกันอย่างไร โลกในยุคสมัยใหม่จะมาปิดกั้นข้อมูลไม่ได้แล้ว เพียงแค่นำเสนอข้อมูลที่มาจากสื่อหลัก ไม่ใช่สื่อที่ปลุกระดม เป็นสื่อที่สร้างสรรค์ ถ้าปิดเมื่อไหร่เราก็เปิดใหม่ได้ เพราะยังมีการติดต่อสื่อสารกันในทางอื่นอีก ไม่คิดว่ารัฐบาลจะใช้วิธีป่าเถื่อนแต่ละคนมีการศึกษาแต่ความคิดไม่สร้างสรรค์เลย


ขณะที่เดียวกันผู้ที่ถูกศอฉ.ปิดเฟซบุ๊คได้เขียนข้อความมาระบายความรู้สึกในฐานะผู้ถูกคุกคามพื้นที่ส่วนตัวในฐานะสื่อพลเมืองโดยอ้างพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ว่า

"ผมเป็นคนทีสนใจการเมืองและผมได้เลือกข้างอยู่ก่อนแล้ว ก็คือ ผมพูดได้เต็มปากเลยว่า ผมเป็นคนเสื้อแดง
ก็พยายามติดตามหาอ่านข่าว การวิเคราะห์ข่าวจากโทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ สะสมหนังสือที่เกี่ยวกับการเมือง อยู่ก่อนแล้ว เลยทำให้พอจะรู้ว่าการเมืองจะเป็นอย่างไร และการที่ มีเพื่อนมากขึ้นด้วยข้อมูลที่เราได้รับ รู้ว่าจะไปสืบข่าว หรือหาข่าวจากไหน จนทำให้วันหนึ่งได้เข้ามาทำงานด้านสื่อ โดยเฉพาะการเมืองอย่างที่ตนเองชอบ


สิ่งที่เราเห็น สิ่งที่เราอ่านจากหนังสือพิมพ์โทรทัศน์ ก็เริ่มที่จะลงมาทำเอง การลงพื้นที่ นอกจากคำบอกเล่า การลงไปสัมผัสเอง เรื่องลึก ๆ บางอย่างบางประการที่เราได้เห็นได้รับรู้ บางอย่างพูดได้ บางอย่างพูดไม่ได้

เมื่อเราเป็นคนทำข่าว มันก็สอดคล้องกับ เฟสบุ๊คที่เรามีเพื่อนจำนวนหนึ่งตอนแรก ก่อนการชุมนุมใหญ่ของ นปช. ก่อนวันที่ 14 มี.ค 53 เพราะเวลาไปไหนทำอะไร ก็จะมีข้อความว่า อยู่ตรงนั้น ตรงนี้ ทำอะไรบ้าง เห็นอะไรบ้าง (เท่าที่จะบอกได้ หรือสื่อความหมายไปยังเพื่อนในเฟสบุ๊ค แต่บางอย่างเราบอกไม่ได้ก็จะไม่โพสต์)


เอามาประมวลให้กับเพื่อนสมาชิกได้รับรู้ และข่าวที่ได้รับนั้นก็ถูกต้องแม่นยำ เกิน 90 % และอาจจะเร็วกว่าสำนักข่าวทั่วไป เสียอีก เมื่อทำมาตลอดระยะเวลา เกือบ 2 อาทิตย์ ก็เริ่มมีเพื่อนที่เข้ามา ขอเป็นเพื่อนในเฟสบุ๊คมากขึ้นอีกทั้ง สื่อโทรทัศน์หนังสือพิมพ์อาจจะรายงานไม่ตรงใจคนเสื้อแดงด้วย ก็ยิ่งทำให้คนเสื้อแดงเสาะแสวงหาข่าวสาร ที่เป็นจริงมากขึ้น


ผมก็เลยได้เป็นส่วนหนึ่งในการรายงานข่าวสารในเฟสบุ๊คให้กับทุกคนได้รับทราบ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็จะรายงาน วิเคราะห์สถานการณ์ให้กับเพื่อนสมาชิกทุกครั้ง ทุกโอกาส และเป็นข้อมูลเชิงลึกทั้งหมดที่ไม่มีใครสามารถบอกได้ ทั้งเรื่องภายใน ภายนอก แม้แต่การเข้าไปสำรวจในจุดที่เสี่ยงอันตราย วาดแผนที่ เส้นทางของจุดทหาร เป็นต้น ก็ทำให้เป็นที่สนใจและติดตามไม่ว่าจะเป็นฝ่ายคนเสื้อแดงเองและฝ่ายตรงข้าม

การติดตามของพวก ศอฉ และ พวกหลากสี(กลุ่มผู้ไม่หวังดี)

"หลายครั้งที่เข้าไปหาข่าว ทำข่าวและกลับมารายงานให้พี่น้อง ในเฟสบุ๊ค (ซึ่งถือว่า ได้เป็นหน้าที่ไปแล้ว)ข่าวต่างๆ ได้รับการติดตามจากทุกคน ความห่วงใย และความเอื้ออาทร ที่หลั่งไหลเข้ามาจากพี่ ๆ น้อง ๆ ซึ่งตอนนี้ มีคนตามและเป็นเพื่อน ในเฟสบุ๊ค การติดตาม ดูข่าวสารนั้นก็ยังมีคนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม คอยติดตาม อยู่แต่การโพสต์ข่าวสารต่าง ๆ หรือการเผยแพร่ สิ่งที่เราทำนั้นนอกจากเป็นประโยชน์ของฝ่ายเสื้อแดง มันก็กลับทำให้ฝ่าย รัฐและ ศอฉ รวมถึงกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาตีรวน ป่วนกระทู้ และนำข้อความที่โพสต์ไปนั้น คัดลอกไปโจมตีกันเอง ซึ่งจับได้หลายคนที่ปลอมตัวเข้า

ดังนั้น การโพสต์ของผมทำให้ฝ่ายตรงข้ามเกิดอาการโกรธ เพราะเป็นข้อมูลเชิงลึก จนพวกเขาเหล่านั้น ทนรับสภาพอีกต่อไปไม่ได้ เป็นผลทำให้ ฝ่ายตรงข้ามแจ้งข้อมูลเหล่านี้ไปยัง ผู้ดูแล เฟสบุ๊ค แต่ คงไม่ประสบผลสำเร็จเพราะการโพสต์ข้อความของผม ไม่ได้เข้าข่ายกฎหรือข้อบังคับของ เฟสบุ๊คเลยแม้แต่น้อย อีกอย่าง การเอาผิดทางกฎหมายก็ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วย"

"มีวิธีเดียวก็คือแจ้งไปยัง ศอฉ. ให้ดำเนินการบล็อคเฟสบุ๊คเพื่อไม่ให้สามารถติดต่อกับใครหรือไม่ให้ใครเห็นการโพสต์ข้อความต่างๆ ได้ และเป็นเหตุให้เข้าทาง ศอฉ.ที่จะกำจัดคนที่เขาแสดงความคิดเห็นตรงข้ามกับฝ่ายรัฐ และ ศอฉ. จึงใช้อำนาจที่มีอยู่ บล็อคข้อความ บล็อคการเข้าถึงข้อมูลของเฟสบุ๊คไป"

ความรู้สึกต่อการจำกัดสิทธิเสรีภาพ การแสดงความคิดเห็น

"ผมเองเป็นคนไทยคนหนึ่ง และเป็นคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษไม่ได้แตกต่างจากใครเลยไม่ว่าจะคนในชนชั้นไหน

รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือ 2550 ก็ได้คุ้มครองคนไทยทุกคนในการจะแสดงออกทางความเห็น ความคิด หรือเสรีภาพด้านอื่น ซึ่งมันชัดเจนถึงแม้ว่าจะมี พใรใก.ฉุกเฉิน ที่เขาห้าม อย่างอื่นไว้ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นและไมได้ทำการปลุกปั่นอะไรไว้เลย กลับใช้อำนาจที่ผมเรียกว่า เผด็จการ มาปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น ต่าง ๆ เอาไว้

คนที่เห็นต่างจากตน ก็จะปิดกั้น ซึ่งมันไม่ยุติธรรม การบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นธรรมอย่างนี้ แล้วจะหาความสามัคคี ปรองดองได้อย่างไร ยิ่งคนที่เห็นต่างต้องชี้แจงให้เขาเข้าใจมากขึ้นรัฐบาล เอง ต้องทำงานให้หนัก แต่กลับไปใช้การกดขี่ การปราบปราม ให้เขาสยบยอมตามตนเองอย่างนี้ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเลย ยิ่งใช้อำนาจอย่างนี้ คนยิ่งจะรังเกลียดมากขึ้น เพราะเพียงแค่คิดจะทำอะไรก็ไม่ได้ แต่อีกฝ่ายไม่ได้ห้ามปรามเพราะถือว่า เป็นพวกตน"

ดังนั้นอยากจะเรียกร้องว่า ถ้าเป็นสุภาพบุรุษและไม่อยากให้เขาตราหน้าว่าเป็นเผด็จการ(ซึ่งประเทศไทย ตอนนี้กำลังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) ขอคืนพื้นที่แสดงความคิดเห็น ขอคืนสิทธิเสรีภาพตาม รัฐธรรมนูญให้กับพวกคนที่เห็นต่างจากรัฐบาล เสียทีเถิดไม่งั้นสถานการณ์มันจะบานปลาย และ สุดท้ายยิ่งฝืนคนที่เจ็บตัวคือรัฐบาลเอง

จม.เปิดผนึกจาก"นพดล"ถึง"อภิสิทธิ์"จี้เปิดเจรจาสันติภาพ ซัดโรดแมปมุมมอง"มาร์ค"คนเดียว

ที่มา มติชน


นายนพดล ปัทมะ

ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 11 มิ.ย. นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อ่านจดหมายเปิดผนึกถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เรื่องการเจรจาสันติภาพ (Peace Talk) เพื่อหาทางออกให้กับประเทศไทย ว่า ตามที่ได้เสนอการเจรจาสันติภาพเพื่อเชิญทุกสีทุกฝ่าย ในบ้านเมืองมาเจรจาพูดคุยเพื่อหาทางออกให้กับประเทศตามแนวทางสันตินั้น ตนต้องขอขอบคุณที่รับฟัง แม้จะไม่ตอบรับโดยทันที โดยเฉพาะนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่ระบุว่าไม่เข้าใจแนวคิดการเจรจาสันติภาพที่ตนเคยเสนอไปก่อนหน้านี้ ทั้งนี้ตนของตอบว่าสิ่งที่ตนต้องการจากการเสนอแนวคิดดังกล่าวคือการมีประชาธิปไตย ความยุติธรรม และการให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้ ซึ่งเมื่อสังคมมีวิกฤตและข้อขัดแย้งทางการเมือง มีการแตกแยกออกเป็นหลายฝ่ายควรหาทางออกด้วยการเจรจาอย่างสันติ โดยเอาคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายทุกสีและทุกปัญหามาคุยกันบนดิน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาตรงจุดที่สุด เมื่อมีข้อพิพาททางการเมืองก็ควรมีการเจรจา การพูดคุยและไกล่เกลี่ยกัน

“ประเทศกำลังชำรุดทางการเมืองถ้าเปรียบเป็นรถ ต้องเข้าอู่ซ่อมต้องเอาทุกฝ่ายมาซ่อม ไม่ใช่วิ่งไปเรื่อยๆตามแผนที่เส้นทางหรือโรดแมปที่นายกรัฐมนตรีร่างขึ้นคนเดียว และมีการโฆษณาชวนเชื่อสร้างภาพว่าโรดแมปนี้เป็นยาขนานพิเศษ” นายนพดลกล่าว

นายนพดล กล่าวว่า โรดแมปของนายกรัฐมนตรีนั้นต้องยอมรับว่า เป็นการร่าง เขียน และแถลงโดยนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แม้แต่นายสุเทพ นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ยังไม่ทราบเรื่อง แต่พวกเราเห็นว่า โรดแมปที่ดีนั้น ควรถูกเขียนขึ้นจากทุกฝ่ายในสังคมที่ต้องมาร่วมคิด ร่วมเขียน ร่วมกำหนดเป้าหมายในการเดินทาง จึงถือเป็นโรดแมปที่แท้จริง และนำทุกคนทุกสีเดินทางถึงเป้าหมายอย่างปลอดภัย สำหรับโรดแมปของนายกรัฐมนตรีนั้น มองว่ายังไม่ครอบคลุมปัญหาของประเทศไทยที่สำคัญ อาทิ การบังคับใช้กฎหมาย 2 มาตราฐาน ความอยุติธรรมที่เลือกปฎิบัติ การแทรกแซงกระบวนการตัดสินต่างๆ การไม่เคารพการตัดสินใจทางการเมืองของประชาชน การปิดกั้นสื่อฝ่ายตรงข้ามแต่ใช้สื่อของรัฐเพียงฝ่ายเดียว

“ผมเห็นว่า มันไม่เป็นธรรมกับบุคคลอื่นที่จะคาดหมายให้เขาเดินตามเส้นทางที่นายกฯขีดไว้ และไม่ควรกล่าวหาว่าใครไม่เดินตามคือพวกที่ไม่ต้องการปรองดอง ยิ่งกว่านั้นบุคคลที่ท่านเลือกมาทำหน้าที่ในการทำตามแผนของท่านก็ล้วนแต่เป็นผู้มีทัศนะคติโน้มเอียงไปกับตัวท่านและกลุ่มการเมืองของท่านทั้งสิ้น ซึ่งผมไม่เชื่อว่าการตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆขึ้นมาจัดทำแผนนั้น จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด เพราะประเทศไทยเต็มไปด้วยแผน แต่ที่ขาดคือความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวทางการเมืองที่จะทำให้สิ่งที่อยู่ในแผนให้เกิดขึ้นจริงในทางปฎิบัติ” นายนพดลกล่าว


นายนพดล กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาลเปิดใจให้กว้างยกเลิกการปรองดองในมุมมองของท่าน และเดินหน้าปรองดองในมุมมองของทุกฝ่ายตอบสนองต่อการเจรจาสันติภาพนำทุกส่วนมาร่วมเจรจาสันติภาพอีกครั้ง โดยการหาทางออกอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะที่นายกฯ บอกว่าจะให้พิมพ์เขียวแผนปรองดองเป็นของขวัญให้กับคนไทยนั้น ตนมองว่าต้องใช้เวลาถึง 6 เดือน แต่ถ้านายกฯเจรจาสันติภาพตามแนวคิดของตนนั้น คาดว่าใช้เวลาเพียง 1-2 อาทิตย์ก็ทราบผลแล้ว ทั้งนี้แนวคิดดังกล่าวของตนได้หารือกับพ.ต.ท.ทักษิณ แล้วโดยพ.ต.ท.ทักษิณ เห็นด้วยกับการเจรจา

กระแส ต่อต้าน คณะกรรมการ "อิสระ" ที่จัดตั้งโดยรัฐบาล

ที่มา ข่าวสด


เสียงคัดค้านการแต่งตั้ง นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด จากหลายคนจากพรรคเพื่อไทย เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้

เหมือนกับเสียงคัดค้านในกรณีของ นางอมรา พงศาพิชญ์ ประธานกสม.

แม้คนในรัฐบาล และคนในพรรคประชาธิปัตย์ จะหยิบแต่ข้อมูลซึ่ง นายคณิต ณ นคร เคยเป็นผู้ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2541 มาขยาย

แต่ก็มองข้ามข้อมูลที่ นายคณิต ณ นคร แยกตัวจากพรรคไทยรักไทย

และก็มองข้ามข้อมูลที่ นายคณิต ณ นคร เคยมีบทบาทเป็นอย่างสูงในคดีอันเกี่ยวกับส.ป.ก. 4-01

เช่นเดียวกับ กรณีของ นางอมรา พงศาพิชญ์ คนในรัฐบาลและคนในพรรคประชาธิปัตย์ก็มองแต่เพียงตำแหน่งประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) โดยแสร้งลืมบทบาทของ นางอมรา พงศาพิชญ์ ขณะเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงอะไรของ "บ้านเมือง"

คําตอบก็คือ สะท้อนให้เห็นความเป็นจริงของปัญหาความขัดแย้ง แตกแยก ทางความคิดที่ดำรงอยู่อย่างฝังลึกและกว้างขวาง

สถานการณ์เช่นนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วอย่างน้อยก็ 3 กรณี

กรณีหนึ่ง คือสถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2516 กรณีหนึ่ง คือ สถานการณ์เมื่อเดือนตุลาคม 2519 และกรณีหนึ่ง คือ สถานการณ์เมื่อเดือนพฤษภาคม 2535

ความขัดแย้งทางความคิดในสถานการณ์ทั้ง 3 นำไปสู่การปะทะโดยความรุนแรง

การปะทะโดยความรุนแรงนำไปสู่การบาดเจ็บ ล้มตาย ของประชา ชนเป็นจำนวนมาก อันเท่ากับแสดงว่าความขัดแย้งทางความคิด ก่อให้เกิดการปะทะทางการเมือง ทางการทหาร

แรงสะเทือนนี้ทำให้จำเป็นต้องมีการจัดตั้งองค์ประกอบทางการเมืองใหม่

เดือนตุลาคม 2516 นายสัญญา ธรรมศักดิ์ มาแทน จอมพลถนอม กิตติขจร เดือนตุลาคม 2519 นายธานินทร์ กรัยวิเชียร มาแทน ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช

เดือนพฤษภาคม 2535 นายอานันท์ ปันยารชุน มาแทน พล.อ.สุจินดา คราประยูร

ทั้ง 3 กรณีในอดีตเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง การบริหารจัดการบ้านเมืองก็เดินหน้าต่อไปได้ เพราะคนมาใหม่ย่อมชำระสะสางปัญหาที่เกิดขึ้นได้โดยสะดวกและราบรื่นกว่า

ตรงกันข้าม สถานการณ์เดือนพฤษภาคม 2535 แตกต่างออกไป

แตกต่างออกไปเพราะปัญหาและความขัดแย้งถูกจัดการโดยกระบวนการทางทหารจากการปะทะทางความคิดขยายตัวเป็นการปะทะด้วยความรุนแรง มีการใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามสลายการชุมนุม

มีคนตาย 89 ราย มีคนบาดเจ็บเกือบ 2,000 คน

แต่ที่แตกต่างเป็นอย่างมากก็คือ รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังดำรงคงอยู่และมีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

ทั้งๆ ที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มีส่วนในการสั่งปราบปรามและนำไปสู่การตาย บาดเจ็บ

จึงไม่แปลกที่เมื่อเสนอชื่อ นางอมรา พงศาพิชญ์ ขึ้นมาคนก็ค้าน จึงไม่แปลกที่เมื่อเสนอชื่อ นายคณิต ณ นคร ขึ้นมาอีกฝ่ายก็ค้านและไม่ยอมรับ

แม้จะเรียกชื่อคณะกรรมการว่า "อิสระ" และ "เป็นกลาง" ก็ตาม

ปมเงื่อนสำคัญอยู่ที่รัฐบาลเป็นคู่ความขัดแย้ง เป็นคู่กรณีกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ปะทุขึ้น

แม้ นายคณิต ณ นคร จะเคยมีเกียรติประวัติทางกฎหมาย แต่เมื่อแต่งตั้งโดยรัฐบาลอันเป็นคู่กรณีกับปัญหาและความขัดแย้ง รอยด่างของรัฐบาลย่อมเปื้อนไปกับคณะกรรมการด้วย

เท่ากับเป็นการเริ่มต้นอย่างมีข้อครหา เท่ากับเป็นการเริ่มต้นอย่างมีรอยด่างดำ

สมคบคิด

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ เหล็กใน




คงไม่มีคำไหนเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้เท่ากับคำว่าสมคบคิด หรือสมรู้ร่วมคิดอีกแล้ว

เพราะเหตุการณ์ตั้งแต่การสลายม็อบจนมีคนตายเฉียดร้อย บาดเจ็บอีกนับพัน โดยที่หน่วยงานต่างๆ ของรัฐ ต่างประสานเป็นเสียงเดียวกันว่า

ล้วนเป็นฝีมือ "ผู้ก่อการร้าย"

รัฐบาลพยายามบอกว่าทหารนับหมื่นที่ออกมาสาดกระสุนใส่ผู้ชุมนุม ให้เห็นภาพผ่านทางสื่อทั้งไทยและเทศ ไม่มีสักนัดที่เจาะเข้าหัวของประชาชน

ขณะที่ทหารก็ปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เคยฆ่าผู้บริสุทธิ์

ดีเอสไอ ที่รับผิดชอบการสอบสวนต่างๆ ดูเหมือนจะสนใจไล่จับ "ผู้ก่อการร้าย" และหาบุคคลเพื่อแจ้งข้อหา "ก่อการร้าย" มากกว่าจะสอบสวนอย่างจริงๆ จังๆ ว่าใครคือเจ้าของกระสุนที่ปลิดชีวิตคนจำนวนมาก

ไม่นับหน่วยงานอื่นๆ หรือองค์กรอิสระต่างๆ ก็แทบไม่สนใจการตายของประชาชน

หากไม่ใช่เพราะอำนาจรัฐกดอยู่ด้านบน ก็ต้องเป็นการสมคบคิดเพื่อเบี่ยงเบนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

เกือบ 100 ศพ และนับพันที่ได้รับบาดเจ็บ กำลังถูกบิดเบือนด้วยกลไกของผู้มีอำนาจและภาครัฐจากหลายองค์กร

โดยเฉพาะเหตุฆ่าหมู่ที่วัดปทุมวนาราม ทั้งที่มีพยานหลักฐานมากมายว่าเป็นฝีมือของใคร

แต่พยานเหล่านั้นแทบไม่ได้ถูกเรียกไปให้ข้อมูลเพื่อหาตัวผู้กระทำผิด

ท่าทีของภาครัฐเองก็อยากให้เรื่องนี้จบๆ ไป แม้ปากจะพร่ำบอกว่าเป็นฝีมือผู้ก่อการร้าย แต่แทบไม่มีการสอบสวนข้อเท็จจริงเพื่อตามจับ "ผู้ก่อการร้าย" ในกรณีนี้เลย

นอกจากนี้ ยังมีการแฉในภายหลังอีกว่าศพของเหยื่อแต่ละราย มีการเล่นซิกแซ็กทำให้กระสุนในศพล่องหนอย่างลึกลับ

หากไม่ใช่อำนาจรัฐครอบงำ ก็ต้องเป็นการสมรู้ร่วมคิดอย่างน่ากลัวยิ่ง

รวมไปถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่เกิดเหตุโจรกรรมข้อมูลของพนักงานสอบสวนจากดีเอสไอที่ทำคดีนี้

ล่าสุดพนักงานสอบสวนไขก๊อกกันเป็นแถว เพราะเจอแรงบีบอย่างหนัก

การแสดงออกมากมายทั้งจากรัฐบาล ทหาร และองค์กรภาครัฐต่างๆ เพื่อมิให้ฐานอำนาจปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไป มันคือการ "สมคบคิด" หรือ "สมรู้ร่วมคิด" ที่น่ากลัว เพราะแทบจะไม่มีหน่วยงานใด หรือพลังใดในสังคมตรวจสอบการใช้อำนาจนี้ได้เลย

อาจจะมี"ศาล"ที่พอเป็นที่พึ่งเรื่องความยุติธรรมอยู่ได้ แต่ก็มีหลายขั้นตอนที่จะขัดขวางมิให้ข้อน่าสงสัยต่างๆ ขึ้นไปสู่กระบวนการพิจารณา

หากทุกอย่างยังดำเนินอยู่ต่อไปเช่นนี้

ประเทศไทยคงห่างไกลจากคำว่า"ประชาธิปไตย"ออกไปทุกที

"อภิสิทธิ์"แถลงปฏิรูปประเทศไทย

ที่มา ข่าวสด


คอลัมน์ รายงานพิเศษ




วันที่ 10 มิ.ย. เวลา 18.00 น. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ในการเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย ตามแผนปรองดองแห่งชาติ

รายละเอียดดังนี้

วันนี้ผมและรัฐบาลอยากจะเชิญชวนประชาชนทุกคนร่วมกันปรองดองเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศไทย ซึ่งวันนี้รัฐบาลได้จัดกิจกรรมหลายกิจกรรมเพื่อส่งสัญญาณของการเริ่มต้นในกระบวนการนี้

เมื่อเช้านี้ (วันที่ 10 มิ.ย.) ได้จัดพิธีทำบุญเพื่อเป็นสิริมงคลต่อประเทศไทย ซึ่งการหลอมรวมจิตใจการขับเคลื่อนโดยเชิญชวนทุกภาคส่วนของสังคม เป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จในเรื่องการปรองดอง เพื่อนำไปสู่การปฏิรูป

และในช่วงเย็น ผมได้เชิญหลายภาคส่วนที่จะช่วยกันขับเคลื่อนประเทศไทยมาร่วมหารือ อาทิ คณะรัฐมนตรี ข้าราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สื่อสารมวลชน ตัวแทนภาควิชาการ ภาคธุรกิจเอกชน เป็นต้น

สิ่งที่น่ายินดี ซึ่งก่อนหน้านี้ประชาชนจะได้รับทราบความพยายามในการขับเคลื่อนแผนปรองดอง 5 ข้อ ได้มีการรายงานความคืบหน้าการตั้งกลไกต่างๆ ซึ่งทุกภาคส่วนได้ทำงานล่วงหน้าไปแล้ว มีความคิดริเริ่ม มีกิจกรรมดีๆ หลายกิจกรรม ซึ่งส่งเสริมทำให้การปรองดอง การปฏิรูป นำไปสู่การสร้างบ้านที่เป็นอนาคตใหม่ของประเทศไทย

โดยองค์กรส่วนท้องถิ่นหลายแห่งมีการริเริ่มทำความเข้าใจ และระดมประชาชนมาทำกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างความสามัคคีตามแผนปรองดอง กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งมีความพร้อม มีเครือข่ายที่จะทำความเข้าใจกับประชาชนถึงวัตถุประสงค์และเป้าหมายสำคัญของแผนปรองดอง เป็นต้น

ภาคธุรกิจเอกชนเริ่มทำงานแล้ว ในการจับประเด็นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจที่จะมาหนุนช่วย ให้เรื่องการสร้างความเสมอภาคสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจมีความเป็นไปได้ ธุรกิจขนาดใหญ่ ขนาดเล็ก ธุรกิจชุมนุม สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างเป็นมิตร

สำหรับสื่อสารมวลชนมีการทบทวนถึงบทบาทต่างๆ ที่จะนำไปสู่ความจำเป็นในการปฏิรูปการใช้ทรัพยากรของภาคสื่อสารมวลชนเอง ในการขับเคลื่อนแผนปรองดองและการปฏิรูปประเทศไทย

รวมถึงภาควิชาการ จะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการระดมพลังที่จะเป็นพลังที่สำคัญที่สุดพลังหนึ่ง คือพลังของคนหนุ่มสาวที่มีทั้งความบริสุทธิ์ มีทั้งพลังแห่งการสร้างสรรค์ที่จะมาขับเคลื่อนกระบวนการปรองดองและการปฏิรูป

บุคคลที่มายืนอยู่ตรงนี้ เป็นเพียงส่วนเล็กๆ ของสังคมที่มีความพร้อม และได้เริ่มเดินหน้าไปแล้ว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อไป ไม่ว่าจะเป็นใคร อยู่ที่ไหน มีความคิดความอ่านทางการเมืองอย่างไร ขอยืนยันว่าวันนี้เราพร้อมแล้วให้ทุกคนมีส่วนร่วมกับกระบวนการนี้

ขอให้ประชาชนได้ติดตามข่าวสารเพื่อจะได้ทราบถึงช่องทางเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งการให้ความคิดเห็นที่จะเป็นประโยชน์กับกระบวนการ ทั้งการขับเคลื่อนด้วยตัวเอง ช่องทางที่เราจะเปิดไม่ว่าจะเป็นการสำรวจความคิดเห็น การสื่อสารทางอินเตอร์เน็ต โทรศัพท์ หรือการใช้ช่องทางอื่นๆ ที่จะให้ประชาชนมีส่วนร่วมแสดงความเห็นได้ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในกระบวนการประวัติศาสตร์นี้

ขอยืนยันอีกครั้งว่าการทำงานในเรื่องนี้จะไม่มีโอกาสสำเร็จได้เลย ถ้าประชาชนทุกคนไม่เข้ามาช่วยผลักดันนำไปสู่ความสำเร็จ และผมทราบดีว่ากระบวนการนี้ซึ่งจะต้องแก้ไข คลี่คลายปัญหาต่างๆ รวมทั้งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงปฏิรูปโครงสร้างด้านต่างๆ จะต้องใช้เวลา

ผมตระหนักตั้งแต่ต้นว่า กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลายาวนานกว่าอายุของรัฐบาลชุดนี้ แต่ผมต้องการให้ในอีกหลายเดือนข้างหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งระยะเวลาที่เหลืออยู่ในปีนี้ เราสามารถผนึกกำลังของคนทั้งประเทศ มีแผนที่จะนำไปสู่การปฏิรูปเปลี่ยนแปลงประเทศของเรา ให้หลุดพ้นจากภาวะวิกฤตและความรุนแรง

สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี และบ้านเมืองที่ดีสำหรับประชาชนทุกคน มีข้อตกลงเป็นรายละเอียดที่นำไปสู่การปฏิบัติได้ มีความชัดเจนว่าแต่ละภาคส่วนในสังคม รวมทั้งรัฐบาลจะต้องสนับสนุนกระบวนการต่างๆอย่างไร

การใช้เวลารับฟังความคิดเห็นนี้ประมาณ 2-3 เดือน เพื่อให้เสร็จทันภายในสิ้นปี เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับคนไทยทุกคน งานใดจำเป็นต้องดำเนินการและมีความพร้อมทำในปีนี้จะเดินหน้าได้ทันที

ขอเรียนว่าการทำงานในครั้งนี้ เพื่อส่วนรวมและบ้านเมือง ผมตระหนักดีว่าความคิดเห็นที่แตกต่างในสังคมเป็นสิ่งที่มีอยู่ได้ และเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แผนปรองดองที่จะนำไปสู่การปฏิรูปจะไม่ไปทำลายความหลากหลาย ไม่ไปทำลายความแตกต่างและเหตุการณ์ใดๆ ที่ผ่านมา ซึ่งจะต้องมีการแสดงความรับผิดชอบใดๆ ขอให้เป็นไปตามความเป็นจริง ซึ่งขณะนี้รัฐบาลเปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบ ค้นหาข้อเท็จจริงอย่างเต็มที่

ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนอีกครั้ง และด้วยความเชื่อมั่นในประชาชนคนไทยและสังคมไทย ผมมั่นใจว่าความร่วมมือของประชาชนนั้นจะทำให้อนาคตของประเทศไทย เป็นอนาคตที่สดใส และทำให้บ้านเมืองก้าวพ้นวิกฤต ประเทศไทยจะได้รับความเชื่อถือ ความเชื่อมั่นและมีบทบาทสำคัญในสังคมโลกต่อไป

การปฏิรูปประเทศภายใต้แผนปรองดองแห่งชาตินั้น ไม่ใช่จัดทำเพื่อชี้นำทางการเมือง แต่ความแตกต่างทางความคิดในทางการเมือง ควรมีกระบวนการนำไปสู่การแก้ไขมากกว่า

ผมฝากให้ทุกภาคส่วนร่วมมือทำงานเพื่อให้เป็นไปตามกรอบเวลาที่หารือกันไว้



จดหมายจากนายกฯ ถึงประชาชนชาวไทย

หลายปีที่ผ่านมาเราได้สะเทือนใจกับเหตุการณ์ที่สร้างความบอบช้ำให้ประเทศชาติและประชาชนอย่างรุนแรงหลายเหตุการณ์ สิ่งที่น่าเจ็บปวดที่สุดคือความรุนแรงและความสูญเสียที่เกิดขึ้นทั้งหมด ล้วนแล้วแต่มาจากการกระทำของคนไทยด้วยกันเองทั้งสิ้น

ผมมั่นใจว่าพี่น้องที่รักชาติบ้านเมืองทุกคน ไม่มีใครอยากเห็นความรุนแรงหรือความสูญเสียเกิดขึ้นอีก เพราะจะทำให้เกิดความเสียหายลึกซึ้งเกินกว่าที่จะเยียวยา โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นทางด้านจิตใจ

วันนี้ประเทศต้องเดินหน้า แต่ความโกรธความเคียดแค้นและชิงชัง ไม่สามารถสร้างอนาคตให้กับประเทศและลูกหลานไทยได้ ถึงเวลาแล้วที่เราจะปรองดอง เพื่อปฏิรูปประเทศไทย รวมใจเป็นหนึ่งเพื่อปกป้องสถาบันหลักของชาติ สร้างความเสมอภาค สื่อสารถึงกันอย่างสร้างสรรค์ ค้นหาและยอมรับความจริง โดยมีการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย มีประสิทธิภาพและโปร่งใส

ทั้งหมดนี้ รัฐบาลจะทำให้เกิดขึ้นฝ่ายเดียวไม่ได้ แต่พี่น้องประชาชนทุกคนทุกฝ่ายจะต้องช่วยกัน โดยผมจะจัดให้มีการรับฟังทุกเสียง ทุกความคิด ให้เราก้าวข้ามวิกฤต เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศไทย ถึงเวลาที่เราจะร่วมกันสร้างบ้านของเราด้วยกัน

ผมจึงขอถือโอกาสนี้เชิญชวนคนไทยทุกคนร่วมกันปฏิรูปประเทศไทย ด้วยความเชื่อมั่นในพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน

เด็ดหัวแกนนำแดง 11มม.ซัด 4นัด-กลางถนน

ที่มา ข่าวสด


ดับแกนแดง - ภาพนายศักรินทร์ กองแก้ว คนสนิทนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ขณะนำม็อบแดงที่โคราชเมื่อไม่นานมานี้ ล่าสุดถูกชายฉกรรจ์ 3 คน นั่งปิกอัพทำทีเข้าไปถามทางแล้วรัวยิงตาย ที่ อ.บัวใหญ่ จ.นครราชสีมา เมื่อกลางดึกวันที่ 9 มิ.ย.

-ฆ่าคนสนิทแรมโบ้อีสาน

ส่วนความคืบหน้าคดีมือปืนสังหารนายศักรินทร์ กองแก้ว หรือ "อ้วน บัวใหญ่" อายุ 26 ปี แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงโคราช เป็นการ์ดและคนสนิทของนายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ "แรม โบ้อีสาน" แกนนำเสื้อแดงในการชุมนุมที่กรุง เทพฯ โดยถูกมือปืนยิงเสียชีวิตเมื่อกลางดึกวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา ตำรวจนำศพนายศักรินทร์ส่งไปที่ร.พ.มหาราช จ.นครราชสีมา เพื่อชันสูตรพลิกศพ เบื้องต้นพบบาดแผลถูกยิงด้วยอาวุธปืนขนาด 11 ม.ม. เข้าที่ศีรษะ และลำตัว อย่างละ 2 นัด จากนั้นได้มอบหมายให้ญาติ พี่น้อง นำศพไปตั้งบำเพ็ญกุศลตามประเพณีที่วัดบัว ใหญ่ เทศบาลเมืองบัวใหญ่ จ.นครราชสีมา

-ตร.ชี้นักฆ่า-มืออาชีพ

พ.ต.อ.สหรัฐ ประสงค์นิจกิจ ผกก.สภ.บัว ใหญ่ ซึ่งพาพล.ต.ต.อำนาจ อันอาตย์งาม รอง ผบช.ภาค 3 ตรวจสอบที่เกิดเหตุ กล่าวว่า ขณะนี้สอบปากคำพยานแวดล้อมซึ่งเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ได้เพียง 1 ปากเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้ส่งชุดสืบสวนลงพื้นที่ หาข้อมูลกับญาติ พี่น้อง และบรรดาเพื่อนของผู้เสียชีวิต แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์ต่อรูปคดีเท่าไรนัก เบื้องต้นคาดว่าคนร้ายมีไม่ต่ำกว่า 2 คน ใช้รถปิกอัพเป็นพาหนะ ส่วนสาเหตุตั้งไว้ 3 ประเด็น คือทะเลาะ วิวาทในกลุ่มวัยรุ่น ชู้สาว และการเมือง ซึ่งยังคงให้ความสำคัญกับทุกประเด็น คดีนี้ผู้บังคับบัญชากำชับให้เร่งติดตามสืบสวนหาหลักฐานเพื่อนำไปสู่การจับกุมคนร้าย เพราะเป็นคดีสะเทือนขวัญ

ด้านพ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักย์ รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา กล่าวว่า กลุ่มคนร้ายในเบื้องต้นสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นมืออาชีพ เชี่ยว ชาญการใช้อาวุธเป็นอย่างดี เนื่องจากวิถีกระสุนเข้าเป้าสำคัญทุกนัด และน่าจะมีการเตรียมแผนมาระยะเวลาหนึ่ง

-พยานแฉ 3 มือปืนสังหาร

นายวีรยุทธ ดีสวน อายุ 18 ปี อาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก 31 พยานที่อยู่ในเหตุการณ์กล่าวว่า คืนเกิดเหตุนายศักรินทร์มาคุยกับเพื่อนๆ อาสาสมัครกู้ภัยฯ ในตลาดสดเทศบาลเมืองบัวใหญ่ จนเวลาประมาณ 4 ทุ่มก็เดินทางกลับโดยให้ตนไปส่ง แต่นายศักรินทร์เป็นคนขี่ จนมาถึงใกล้แยกเข้าบ้านพักมีรถปิกอัพแบบแค็บ สีดำ ไม่ทราบยี่ห้อและเลขทะเบียน แล่นสวนทางมา คนในรถคันดังกล่าวตะโกนเรียกพร้อมกวักมือส่งสัญญาณ นายศักรินทร์จึงเลี้ยวรถแล่นกลับไปหา

"ในรถปิกอัพมีชายฉกรรจ์อยู่จำนวนทั้งหมด 3 คน คนที่นั่งอยู่เบาะหน้าข้างคนขับสวมเสื้อแขนยาวสีดำ ลดกระจกลงมาสอบถามทางไป อ.พุทไธสง จ.บุรีรัมย์ ช่วงที่พี่อ้วนกำลังอธิบายทางอยู่นั้น คนในรถก็ใช้ปืนยิงใส่ 1 นัด ผมรีบกระโดดลงจากรถวิ่งหนีเข้าป่าข้างทาง ระหว่างนั้นได้ยินเสียงปืนอีก 4-5 นัด ก่อนที่คนร้ายจะเร่งเครื่องหนีไปทาง อ.คง จ.นครราชสีมา" พยานที่อยู่ในเหตุการณ์สะเทือนขวัญกล่าว และว่า หลังจากคนร้ายหนีไปแล้วจึงวิ่งกลับมาดูก่อนโทรศัพท์เรียกเพื่อนมาช่วยพาส่งร.พ.บัว ใหญ่ แต่ก็ช่วยชีวิตไม่ทัน

-เผยปูมนปช.กลุ่มฮาร์ดคอร์

สำหรับนายศักรินทร์ หรือ "อ้วน บัวใหญ่" เป็นแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงโคราช อยู่ในสาย "ฮาร์ดคอร์" ช่วงการชุมนุมที่กรุงเทพฯ ทำหน้า ที่ รปภ.ให้นายสุพร อัตถาวงศ์ หรือ "แรมโบ้อีสาน" โดยวันที่ตำรวจบุกจับนายสุพร กับนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ที่โรงแรมเอสซี ปาร์ค โดยนายอริสมันต์ปีนหน้าต่างหนีได้ทัน แต่นายสุพรถูกควบคุมตัวไว้ในห้องพัก ปรากฏว่านายศักรินทร์นำม็อบเข้าไปแย่งตัวออกมาได้

ส่วนการเคลื่อนไหวในพื้นที่นั้นนายศักรินทร์ เป็นนักพูดบทเวทีด้วยถ้อยคำรุนแรง เมื่อวันที่ 8 มี.ค.ที่ผ่านมาเคยก่อเหตุนำม็อบบุกไปที่วัดสุทธจินดา เขตเทศบาลนครนครราช สีมา หลังทราบว่าพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี มาเป็นประธานงานพระราชทานเพลิงศพนายทหารคนหนึ่ง สร้างความวุ่นวายและไม่พอใจให้กับตำรวจและทหารอย่างมาก

-สงสัยโดนขึ้นบัญชีดำ

กระทั่งเมื่อม็อบนปช.ถูกสลาย นายศักรินทร์ เดินทางกลับมา อ.บัวใหญ่ ก่อนถูกเรียกตัวไปพบกองอำนวยการรักษาความสงบ กองทัพภาคที่ 2 ค่ายสุรนารี ตามอำนาจพ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังได้รับการปล่อยตัวออกมาก็เก็บตัวเงียบ เน้นทำงานอาสาสมัครกู้ภัย แต่มีผู้ใหญ่เตือนว่ากำลังตกเป็นเป้าหมาย เพราะถูกมองว่าเป็นแกนนำ นปช.กลุ่มนักบู๊ จนมีความระแวงว่าจะก่อเหตุทางใต้ดิน จากเหตุดังกล่าวทำให้เพื่อนๆ และคนใกล้ชิดเชื่อว่าที่นายศักรินทร์ถูกสังหารน่าจะมาจากถูกขึ้นบัญชีดำ

อ่านรายละเอียดทั้งหมด คลิ้กที่นี่

สหรัฐฯชี้ไทย เปราะบาง ยากทำนายผล

ที่มา ไทยรัฐ



ผู้ช่วย รมต.ต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับ ส.ส.สหรัฐฯ ระบุ "โอบามา" หวังให้สถานการณ์เปราะบางทางการเมืองของไทยคลี่คลายโดยเร็ว และไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวิเคราะห์ทำนายสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น..

สำนักข่าวเอพีรายงานเมื่อวันที่ 11 มิ.ย. อ้างคำพูดนายสกอต มาร์เซล ผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวกับบรรดา ส.ส.สหรัฐฯ ระบุรัฐบาลประธานาธิบดีบารัก โอบามา หวังให้สถานการณ์เปราะบางทางการเมืองของไทยคลี่คลายโดยเร็ว

อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะวิเคราะห์ทำนายสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย หลังเหตุรุนแรงทางการเมืองครั้งเลวร้ายที่สุดในยุคนี้เมื่อช่วงเดือนที่แล้ว ซึ่งมีผู้เสียชีวิตเกือบ 90 ศพ เพราะความแตกแยกในสังคมไทยยังมีอยู่ รัฐบาลสหรัฐฯเรียกร้องถึงทุกฝ่ายในประเทศไทยให้ร่วมการปรองดองและหยุดใช้วิธีการรุนแรงแก้ปัญหา

'พีระพันธุ์'แจงฟื้นคตน.ไม่ใช่เกมเล่นงาน'แม้ว'

ที่มา ไทยรัฐ


Pic_88824

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

"พีระพันธุ์" แจงฟื้น คตน. ไม่ใช่เกมเล่นงาน "ทักษิณ" เล็งใช้กรรมการชุดเดิม สานต่องานเก่า...

ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 12.15 น. นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่ารัฐบาลรื้อฟื้นคณะกรรมการอิสระตรวจสอบศึกษา และวิเคราะห์นโยบายปราบปรามยาเสพติด และการนำนโยบายไปปฏิบัติจนก่อให้เกิดความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย ชื่อเสียง และทรัพย์สินของประชาชน (คตน.) ขึ้นมาเพื่อกลบกระแสเรื่องการสลายการชุมนุม ว่า ไม่เป็นเช่นนั้น เรื่องนี้มีมานานแล้ว ก่อนที่จะเกิดปัญหาทางการเมือง แต่บังเอิญติดปัญหาดังกล่าว จึงยังไม่ได้ตั้งคณะกรรมการ คตน. ชุดใหม่ ทั้งนี้ยืนยันว่า ไม่ใช่เพิ่งมาคิดเอาตอนนี้ แต่ความจริงคิดที่จะดำเนินการตั้งแต่ช่วงแรกๆ ที่รัฐบาลนี้เริ่มต้นก็มีคนมาเสนอ แต่นายกฯ เห็นว่าเดี๋ยวจะคิดว่า เป็นเรื่องการเมือง พอมาเป็นรัฐบาลก็หยิบเรื่องนี้มาเป็นการเมือง ท่านจึงไม่ได้ดำเนินการอะไร แต่ให้ดูไปคร่าวๆ ไปก่อน ซึ่งที่จริงคณะกรรมการชุดนี้จะต้องได้รับการต่ออายุจากรัฐบาลสองชุดที่ผ่านมา เพราะตั้งขึ้นมาจากรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ สภาพของคณะกรรมการก็ต้องหมดไปด้วย ขณะที่กรรมการเขายังทำงานไม่เสร็จ แต่รัฐบาลที่ต่อเนื่องมาก็ไม่ตั้งต่อ งานก็เลยยังไม่เสร็จ และกรรมการก็แยกย้ายไปทำภารกิจงานการด้านอื่น จนกระทั่งมีการหยิบยกเรื่องนี้มาพูดในสภาฯ โดยส.ส.ฝ่ายค้าน

รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า นายกฯ ก็เลยเห็นว่า เมื่อทางฝ่ายค้านเองอยากจะให้ดำเนินการต่อ ท่านรับมาว่าจะดำเนินการต่อเนื่อง และมอบหมายให้ตนไปพยายามติดต่อหาคณะกรรมการที่จะมาทำงานต่อเนื่องเป็นชุดใหม่ พอมาเกิดปัญหาทางการเมือง กรรมการที่ติดต่อไว้ก็ไม่สบายใจ ก็เลยยังไม่มีใครอยากทำอะไร ส่วนที่นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมายของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ระบุว่า อดีตนายกฯ ไม่ได้หวั่นไหวเรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีปัญหา เพราะนายกฯให้ดำเนินการส่วนนี้ ก็ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้ใครหวั่นไหวอยู่แล้ว เป้าหมายเพื่อให้คณะกรรมการชุดนี้มาตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อเนื่องต่อยอดจากคณะกรรมการชุดที่แล้วที่ทำไว้ประมาณ 80% ไม่ได้ไปล้มรื้อใหม่ เอารายงานของ คตน.ชุดเดิม มาเป็นฐานตั้งต้นทำต่อให้จบ ไม่ได้ให้มาหาประเด็นการเมือง ทำให้ใครหวั่นไหวหรือเล่นงานใคร เพราะมีประเด็นที่สังคมพูดถึงกันมาก แต่ยังไม่มีความจริงออกมา เช่น คนที่ถูกยัดข้อหาจริงหรือไม่ มีกี่คน จริง ๆ อยากจะใช้ชุดเดิมบางท่าน ไปเป็นตุลาการรรัฐธรรมนูญแล้ว คงต้องปรับเปลี่ยน แต่ฝ่ายประจำพยายามจะใช้ชุดเดิมมากที่สุด ส่วนจะใช้เวลาตรวจสอบนานเท่าใด แล้วแต่นายกฯ เพราะจะแต่งตั้งโดยคำสั่งสำนักนายกฯ ผ่านความเห็นชอบของครม.