ที่มา มติชน "แม้ว"ฝากเงิน5หมื่นค่าทำศพ"อ้วน บัวใหญ่" บอกเป็นห่วงแกนนำทุกคน ตร.โคราชสอบพยาน10 ปากเหตุยิง"อ้วน บัวใหญ่" พ.ต.อ.วชิรวิชญ์ กฤษณ์ฤทธิศักดิ์ รอง ผบก.จ.นครราชสีมา เปิดเผยในฐานะ ได้รับมอบหมายให้เป็น หน.ชุดเฉพาะกิจ ติดตามคลี่คลายคดีฆ่านายศักดิ์นรินทร์ กองแก้ว หรือ อ้วน บัวใหญ่ แกนนำ นปช.สายโคราช ว่า ขณะนี้ยังคงเป็นไปตามกระบวนการของการสืบสวนสอบสวน โดยมีการสอบปากคำให้ข้อมูลจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เสียชีวิต ที่เป็นญาติ พี่น้อง และเพื่อน รวมทั้งพยานผู้เห็นเหตุการณ์ ไปกว่า 10 ปาก ขณะนี้เรากำลังรอผลการสรุป จาก จนท.วิทยาการ ที่นำหัวกระสุน และปลอกกระสุน ที่พบในร่างผู้เสียชีวิต และในที่เกิดเหตุ ไปตรวจสอบตามกระบวนการนิติวิทยาศาสตร์ ที่สามารถยืนยันได้ถึงอาวุธปืน ว่าเคยใช้ประกอบเหตุมาหรือไม่ โดยอาจจะเป็นเบาะแสในการคลี่คลายคดี ที่เราเฝ้าระวังกลุ่มบุคคลเป้าหมาย ที่มีศักยภาพในการลงมือสังหาร แม่"อ้วน บัวใหญ่"เผยลูกไม่ได้ขัดแย้งปมหนี้สิน-ไม่เกี่ยวชู้สาว นางสาวน้อย กองแก้ว อายุ 43 ปี มารดาของ"อ้วน บัวใหญ่" กล่าวว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของลูกชายคนเดียว ที่ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ เนื่องจากตนได้แยกทางกันอยู่ตั้งแต่ลูกยังเป็นเด็กทารก ปล่อยให้เขาอยู่กับนางทองเติม รัตนะ อายุ 62 ปี ยายเพียงลำพัง ที่หาเลี้ยงหลานชาย ด้วยการประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป
นายอนุวัฒน์ ทินราช ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.พรรคเพื่อไทย และผู้ประสานงานกลุ่มคนเสื้อแดงโคราช เปิดเผยถึงกรณีนายศักดิ์นรินทร์ กองแก้ว หรือ "อ้วน บัวใหญ่" อายุ 26 ปี แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) สายโคราช ซึ่งถูกสังหาร ว่า เมื่อช่วงสายที่ผ่านมา พ.ต.ท ทักษิณ ชินวัตร อดีต นายกรัฐมนตรี ได้โทรศัพท์ทางไกลมาจากต่างประเทศ เพื่อสอบถามข้อมูล พร้อมกับมอบเงินจำนวน 5 หมื่นบาท ฝากแกนนำพรรคเพื่อไทย มามอบให้ครอบครัวอ้วนเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปลงศพ และก่อนจะวางสาย ได้ฝากความเป็นห่วง เป็นใย บรรดาแกนนำ เตือนให้ทุกคนให้ระมัด ระวังตัว จะเดินทางไปไหน หากไม่จำเป็นไม่ควรไปเพียงลำพัง และช่วงกลางคืน ที่สำคัญให้แจ้งกับบุคคลที่ไว้เนื้อเชื่อใจ ทุกครั้งว่า กำลังจะไปไหน
นอกจากนี้ ตนได้รับข้อมูลจากผู้หวังดี ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกันกับผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย ฝากเตือนมาว่าพบสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้น มีการเคลื่อนไหวในพื้นที่ ของเจ้าหน้าที่รัฐ แบบผิดปกติวิสัย ที่มีการพยายามสะกดรอยติดตาม และเฝ้าประกบกลุ่มคนเสื้อแดง ซึ่งเป็นพฤติการณ์ออกไล่ล่า ตามล้างตามผลาญ ทั้งๆที่พวกเรายุติการเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยต่างคนใช้ชีวิตตามปกติ กบดานในพื้นที่ และแทบจะไม่โทรศัพท์พูดคุยกันเลย หากคนเสื้อแดง ถูกคุกคาม ก็ขอให้สังคมสันนิษฐานได้เลยว่า เป็นการกระทำของใคร
นางสาวน้อย กล่าวว่า เมื่อรู้ว่าลูกชายถูกยิงตายก็เสียใจ ร้องไห้จนไม่มีน้ำตาแล้ว สาเหตุที่ถูกฆ่า คนใน อ.บัวใหญ่ เขาทราบดีว่าเกิดจากอะไร และยังถูกบิดเบือนอ้างเป็นความขัดแย้งทั้งหนี้สิน และชู้สาว กิจวัตรประจำวัน เขาใช้ชีวิตกับงานสังคมมาตลอด โดยเป็นอาสาสมัครหน่วยกู้ภัยฮุก.31 ประจำ อ.บัวใหญ่ และชอบการเมือง เคยทำหน้าที่เป็นการ์ดนปช.ด้วย
"อ้วน บัวใหญ่ เป็นเด็กวัยรุ่น ที่ไม่มีหลักทรัพย์อะไร จะมีใครให้กู้เงิน และคงไม่มีปัญหาจะกู้เงินกับใครหรอก ส่วนปัญหาชู้สาว ก็ชอบพอกับเด็กสาวรุ่นน้อง และมีโครงการจะแต่งงาน ในเร็วๆนี้ ทางผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็เห็นชอบ จึงไม่น่าจะเป็นสาเหตุมาจากชู้สาวอย่างแน่นอน" นางสาวน้อยกล่าว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Sunday, June 13, 2010
"แม้ว"ให้เงินทำศพ"อ้วน บัวใหญ่"5หมื่น เป็นห่วงแกนนำทุกคน แม่ยันไม่มีประเด็นหนี้สิน-ไม่เกี่ยวชู้สาว
ครหา2 มาตรฐาน มติยูเอ็นลงโทษอิหร่าน
ที่มา ข่าวสด
ปลุกปั้นมานานกับมาตรการลงโทษอิหร่านฉบับใหม่ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ
กระทั่งวันที่ 9 มิ.ย. บรรดาชาติมหา อำนาจนำโดยสหรัฐอเมริกา ก็ลงมติ 1929 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 12 ต่อ 2 ให้ใช้มาตรการฉบับใหม่ลงโทษอิหร่าน ฐานยังเดินหน้าโครงการต้องสงสัยพัฒนาอาวุธนิว เคลียร์ แม้ว่าอิหร่านปฏิเสธมาตลอดว่าไม่ใช่ แค่จะเอาไปใช้เป็นพลังงานไฟฟ้า
มีเพียงตุรกีและบราซิลที่โหวตคัดค้านมตินี้ของยูเอ็น หลังจากเพิ่งเปิดเจรจาบรรลุข้อตกลงกับรัฐบาลอิหร่านในการส่งยูเรเนียมไปเสริมสมรรถภาพนอกประเทศ เพื่อความสบายใจว่าจะไม่นำไปผลิตอาวุธ
ขณะที่ นายบัน คีมุน เลขาธิการสหประ ชาชาติ กล่าวด้วยท่าทีประนี ประนอม ว่า ถึงแม้จะมีการลงมติไปแล้ว แต่กระบวน การทางการทูตที่จะแก้ไขปัญหานิวเคลียร์จะดำเนินต่อไป
ด้านประธานาธิบดี มาห์มู้ด อาห์มาดิเนจัด ผู้นำอิหร่าน กล่าวอย่างไม่แยแสทันทีหลังจากมีมติออกมา
"วันนี้พวกเขาลงมติต่อต้านเรา เราจะถือว่ามตินั้นเหมือนทิชชูใช้แล้วที่ขว้างลงถังขยะ"
"มาตรการลงโทษต่างๆ ที่ปาเข้าใส่เราทุกด้าน เหมือนแมลงวันตัวหนึ่ง เราจะอดทนและยับยั้งชั่งใจไว้"
ระหว่างเดินทางไปเยือนจีน เพื่อร่วมงานเวิลด์เอ็กซ์โป ที่นครเซี่ยงไฮ้ วันที่ 11 มิ.ย. ผู้นำอิหร่านกล่าวย้ำอีกว่า "มาตรการลงโทษใหม่ของยูเอ็นจะไม่มีผลใดๆ ต่ออิหร่าน"
จากเดิมที่คณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็น ใช้มาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน 6 ข้อ ตั้งแต่ปี 2549
ในจำนวนนี้ 4 ข้อเป็นมาตรการลงโทษ
เมื่อบวกกับมาตรการใหม่ที่เพิ่งผ่านเป็นมติที่ 1929 อิหร่านจึงถูกลงโทษหนักยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านเศรษฐกิจ
เช่น ห้ามอิหร่านลงทุนด้านนิวเคลียร์นอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นด้านสาธารณูปโภคหรือกิจการใดๆ นอกจากนี้ ยังสั่งห้ามการนำเข้าอาวุธชนิดใหม่ๆ เข้าไปในอิหร่าน ห้ามอิหร่านดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับขีปนาวุธนำวิถี
ที่สำคัญคือเพิ่มบัญชียึดทรัพย์บุคคลต่างๆ ของอิหร่านอีก 40 รายชื่อ
ในตอนท้ายของข้อบัญญัติระบุให้ตั้งคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ 8 คนคอยตรวจสอบว่า มาตรการที่ประกาศใช้ไปได้ผลหรือไม่ และต้องหาวิธีที่จะทำให้ได้ผล
พีเจ ครอวลีย์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐคาดหวังให้ทุกประเทศปฏิบัติตามมติ 1929 อย่างจริงจัง เพื่อให้มีผลจริงต่ออิหร่าน
ควรพิจารณาดูว่าจะไปใช้ทั้งในด้านทวิภาคี และพหุภาคีได้อย่างไร
ในส่วนของสหภาพยุโรป คาดว่าจะมีการประชุมหารือเรื่องนี้ในสัปดาห์หน้า
นอกเหนือจากการโจมตีของอาห์มาดิเนจัด จวกว่า การออกมติครั้งนี้บงการโดยรัฐบาลสหรัฐที่พยายามจะเข้าควบคุมตะวันออกกลาง และผูกขาดการครอบครองพลังงานนิวเคลียร์เฉพาะในกลุ่มมหาอำนาจ 5 ชาติ ในคณะมนตรีความมั่นคงถาวร
กลุ่มฮามาสโจมตีแรงกว่านั้น ว่า คณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็น "สองมาตรฐาน"
กับอิหร่านเล่นงานได้เล่นงานดี ทั้งที่เป็นโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติ
แต่กับอิสราเอลที่ก่ออาชญากรรมต่อชาวปาเลสไตน์ครั้งแล้วครั้งเล่า กลับไม่ทำอะไรเลย
กรณีล่าสุดคือ การบุกสังหารนักกิจกรรมชาวตุรกี 9 ศพบนเรือที่ขนส่งสิ่งของบรรเทาทุกขŒไปให้ชาวปาเลสไตน์ในเขตฉนวนกาซ่า
ฮามาส กล่าวว่า มติของสหประชาชาติเป็นเครื่องมือที่สร้างอำนาจให้ยิวในตะวันออกกลาง และขัดขวางชาติอาหรับเข้าถึงความรู้และการใช้พลังงานนิวเคลียร์
สําหรับเอเชีย จีนถูกจับตามองเป็นพิเศษ จากการพลิกท่าทีที่หันมาร่วมโหวตกับสหรัฐ
นักวิเคราะห์เชื่อว่า จีนไม่อยากดึงดันอยู่ลำพัง หลังจากรัสเซียตกลงผลประโยชน์กับสหรัฐได้แล้ว
ที่สำคัญก็คือ จีนไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วนแล้วว่า มติใหม่นี้ไม่ส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางการค้าระหว่างจีนกับอิหร่าน หลังจากปีก่อนมูลค่าการค้าของสองประเทศสูงถึง 36,500 ล้านดอลลาร์ จีนเข้าไปลงทุนด้านพลังงานในอิหร่านมากมาย รวมถึงการก่อสร้างถนนหนทาง สะพาน และโรงงานไฟฟ้า
ขณะที่ นายฉิน กัง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนชี้แจงว่า มาตรการลงโทษครั้งใหม่ไม่ได้ขัดขวางการหาทางออกเรื่องนี้ทางการทูต และจีนก็เรียกร้องให้เปิดโต๊ะเจรจาขึ้นใหม่
ด้านเกาหลีใต้ หลังการลงมติของคณะมนตรีความมั่นคงของยูเอ็นในเรื่องอิหร่านผ่านพ้นไป รัฐบาลเกาหลีใต้ก็ขอต่อคิวที่จะนำเรื่อง "เกาหลีเหนือ" เข้าสู่การประชุมเพื่อหามาตรการลงโทษด้วยเช่นกัน
หลังจากเกิดเหตุพิพาทที่กระเทือนความสัมพันธ์ของสองประเทศครั้งใหญ่ กรณีเรือรบโชนันของเกาหลีใต้ถูกยิงจมทะเลเมื่อเดือนมีนาคม ทำให้ลูกเรือเสียชีวิตถึง 46 ราย
ขณะที่รัฐบาลเกาหลีเหนือตอบโต้ข้อกล่าวหานี้อย่างรุนแรง ว่าเกาหลีใต้แต่งเติมสร้างข้อมูลขึ้นมาเองเพื่อใส่ความ
เกาหลีเหนือขู่ด้วยว่า หากมีการนำเรื่องนี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคง "จะได้เห็นดีกัน!!"
ยิ่งปรองดอง ยิ่ง"แตกแยก"
ที่มา ข่าวสด
เข้าสู่บรรยากาศของฟุตบอลโลก 2010 ที่แอฟริกาใต้
หลายต่อหลายครั้งที่การเมืองเคร่ง เครียด แต่ก็พลิกเปลี่ยนทันทีเมื่อเข้าสู่เทศกาลฟาดแข้งที่ 4 ปีมีครั้ง
แต่ครั้งนี้ปีนี้ ความขัดแย้งลึกซึ้งและเข้มข้นกว่าที่ผ่านๆ มา
อุณหภูมิอาจจะลดลงบ้าง แต่ก็เพื่อรอเวลาปะทุใหม่อีกครั้ง
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ยังคงเป็นเรื่องการสลายม็อบเสื้อแดง
ตลอดทั้งเหตุการณ์มีผู้เสียชีวิต 90 ชีวิต บาดเจ็บนับพันคน
เป็นบาปลึกในใจผู้เกี่ยวข้อง เหมือนกับอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับกรณีฆ่าตัดตอน, ตากใบและกรือเซะ
จุดอ่อนในการชุมนุมของเสื้อแดง คือการมีกองกำลัง การไม่ยุติการชุมนุมในจังหวะอันควร และเกิดความเสียหายมหาศาลจากการเผาสถานที่ต่างๆ
กลายเป็นเงื่อนไขให้รัฐบาลใช้อ้างความชอบธรรม เพื่อให้ตนเองได้อยู่ในตำแหน่งต่อไป
ทั้งที่โดยความรับผิดชอบ นักวิชาการบางคนชี้ว่า รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์แจกปลากระป๋องเน่าให้ประชา ชนยังต้องลาออกมาแล้ว การสลายม็อบมีคนตายร่วมร้อยคนเป็นเรื่องใหญ่กว่ากันมาก แต่นายกฯยังไม่แสดงความรับผิดชอบ
ท่ามกลางความแตกร้าวของคนในชาติ ก็ไม่แปลกที่รัฐบาลจะชูธง "ปรองดอง" ผืนใหญ่เป็นพิเศษ
นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดแถลงข่าวเมื่อวันที่ 10 มิ.ย. ประกาศแผนปรองดอง พร้อมกับมีชื่อของบุคคลต่างๆ มาทำหน้าที่ต่างๆ
อาทิ นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด มาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงการชุมนุมของเสื้อแดง
นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า มาเป็นประธานกรรมการพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญ และยังจะไปทาบทามนายอานันท์ ปันยารชุน มาเป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย หลังจากที่นายอานันท์ปฏิเสธตำแหน่งประธานสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมไปแล้ว
เห็นชื่อก็นึกออกว่าฝ่ายต่อต้านรัฐบาล จะตอบรับแผนการปรองดองหรือไม่
เลยต้องมีการออกตัวว่า อยากจะเชิญคนเสื้อแดง หรือไปพบคนเสื้อแดงเพื่อขอฟังความคิดเห็น
เป็นงานระดับอภิมหาโปรเจ็กต์ ซึ่งคงต้องประชุมกันอีกยาวนานหลายเดือน ไม่ว่าบทสรุปจะออกมาอย่างไร ก็ทำให้ปฏิทินงานของนายกฯและรัฐบาลเต็มขึ้นมา
ถามว่าใครได้ประโยชน์
รัฐบาลรับไปเต็มๆ เพราะได้ซื้อเวลา ยืดอายุออกไปอีก
และใช้เวลาที่ได้มา ควบคุมผลสะเทือนจากการสลายม็อบ ให้เป็นประโยชน์กับตัวเองมากที่สุด
หากรัฐบาลจริงใจที่จะดำเนินแผนปรองดอง ห้วงเวลานี้ถือเป็นโอกาสดียิ่งของรัฐบาล
เพราะแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติหรือนปช.อยู่ในช่วงพักรบ
แกนนำบ้างถูกจับ บ้างถูกควบคุมตัวและบ้างก็หลบหนี ขณะที่รัฐบาลยังใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การรวมตัวยังทำไม่ได้
ถ้าหากรัฐบาลต้องการเจรจา ก็นับว่าบรรยากาศเป็นใจ
แต่รัฐบาลดูจะสนใจใช้โอกาสไปในเรื่องของการเช็กบิลมากยิ่งกว่า
การใช้กฎหมายของรัฐบาลเป็นเรื่องที่สังคมจะต้องสนับสนุน
แต่ควรจะทำอย่างตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกันหมด
ความฉับไวในการติดตามผู้ต้องหาคดีต่างๆ ระหว่างการชุมนุม แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะของเจ้าหน้าที่รัฐ
แต่ก็ทำให้เกิดคำถามเช่นกันว่า ในคดีสำคัญอย่างคดียึดสนามบินทำไมแตกต่างออกไป
ที่น่าวิตกอย่างยิ่ง คือการยกระดับการเช็กบิล จากติดตามตัวมาดำเนินคดี กลายเป็นการไล่ล่าใช้อำนาจทมิฬ ตามสังหาร
สดๆ ร้อนๆ คือกรณีมือปืนควบปิกอัพไปลั่นกระสุนสังหารนายศักรินทร์ กองแก้ว หรืออ้วน บัว ใหญ่ แกนนำนปช.โคราช เสียชีวิตเมื่อวันที่ 9 มิ.ย.ที่ผ่านมา
หากการตามเข่นฆ่า กระทำโดยแวดวงอำนาจฝ่ายรัฐบาล แผนการปรองดองของรัฐบาล ซึ่งดูเป็นหัว ข้อการประชุมหรือการปาฐกถา มากกว่าจะเป็นแผนงานที่หวังผลทางปฏิบัติอยู่แล้ว
โอกาสที่ความปรองดองจะเกิดขึ้นจริง ซึ่งยากอยู่แล้ว ก็ยิ่งมืดมน
สถานการณ์หลังการปรับครม. ของรัฐบาล แม้รัฐบาลกับทหารผนึกกำลังกันได้เหนียวแน่น
โดยเฉพาะในการปกป้องปฏิบัติการสลายม็อบที่มีนายอภิสิทธิ์เป็นผู้รับผิดชอบสูงสุด
แต่ในแง่เสถียรภาพ ไม่อาจกล่าวได้เต็มปากว่าเข้มแข็ง
การปรับครม.ภายหลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ 31 พฤษภา คม และ 1 มิถุนายน ไม่ได้ทำให้รัฐบาลแข็งแกร่งขึ้น
การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งอย่างไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ทำให้รัฐบาลสูญเสียมิตรสหายไปไม่น้อย
ฝ่ายค้านได้อภิปรายถึงปัญหาการทุจริตในกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงคมนาคม
จนเกิดปรากฏการณ์ส.ส.พรรค เพื่อแผ่นดินไม่ยกมือไว้วางใจ 2 รัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย
แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากกลุ่มโคราชและหนองคาย พรรคเพื่อแผ่นดินต้องพ้นจากรัฐบาลไป
เท่ากับรัฐบาลได้วางเฉยต่อปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ทั้งที่ได้ประกาศสัญญาประชาคมไว้อย่างเข้มข้น
ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ของคนเสื้อแดง ก็เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ความคิดที่จะกลับมาชุมนุมขับไล่รัฐบาลก็ยังดำรงอยู่
ทั้งสองประการ ส่งผลกระทบต่ออนาคตของรัฐบาล ที่ตั้งเป้าใหม่ล่าสุดว่าจะอยู่ครบเทอม
ด้วยปัญหาเหล่านี้ พื้นที่อันตรายของรัฐบาลจะเพิ่มขึ้นอีก
ไม่เฉพาะแค่จังหวัดเสื้อแดงที่รัฐบาลจะเหยียบย่างไปไม่ได้เท่านั้น
บางพื้นที่อย่างในสภาผู้แทนฯ เมื่อจำนวนส.ส.รัฐบาลไม่แน่นอน ก็กลายเป็นพื้นที่อันตรายไปด้วย
ความแตกแยกในสังคม บีบให้รัฐบาลไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเจรจาปรองดอง
ปัญหาอยู่ที่ว่ารัฐบาลจะเลือกปรองดองอย่างแท้จริง
หรือแค่ต้องการสร้างภาพว่าปรองดองเท่านั้นเอง
ปาบึ้ม2ลูกยะลา ดับ1บาดเจ็บ26
ที่มา ข่าวสด
บึ้มถล่มกลางเมืองยะลาอีก ตาย 1 เจ็บ 26 แฉคน ร้ายก่อเหตุ2 จุดรวดพร้อมกัน ซิ่งจยย.ปาระเบิดใส่ร้านข้าวต้มกับร้านหมูกระทะ ขณะที่รามัน ยิงถล่มด้วยอาก้า เอ็ม 16 ฆ่าผู้ใหญ่บ้าน ศพพรุนคาปิกอัพ ด้านปัตตานีฆ่ารายวัน 2 ศพ หนุ่มขายรถมือสอง อ.ยะรัง อีกรายเจ้าหน้าที่ชรบ.มายอ ส่วนที่ระแงะ นราธิวาส ยิงดับผู้ต้องสงสัยคดีความมั่นคง สงสัยฆ่าตัดตอน
รายวัน - จนท. ชันสูตรพลิกศพ นายดือนัน เจ๊ะแต ที่ถูกยิงเสียชีวิตขณะขี่จักร ยานยนต์กลับบ้านที่ อ.ระแงะ จ.นราธิวาส สˆวน จ.ยะลา เกิดเหตุปาระเบิด 2 จุด มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก เมื่อค่ำวันที่ 12 มิ.ย.
เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 12 มิ.ย. พ.ต.อ. วิโรจน์ บุญยะรัตน์ ผกก.สภ.ยะรัง จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุคนร้ายยิงชาวบ้านที่ถนนสายปรีกี-บ้าน โฉลง หมู่ 6 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง หลังรับแจ้งจึงนำกำลังตำรวจและทหารรุดไปยังที่เกิดเหตุ พบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ล้มอยู่ ส่วนผู้บาดเจ็บถูกนำส่งร.พ.ยะรัง และเสียชีวิตภายหลังนำส่ง ทราบชื่อ นายอับดุลปาเต๊ะ สานิ อายุ 39 ปี อยู่บ้านเลขที่ 102/1 หมู่ 5 ต.คลองใหม่ อ.ยะรัง มีอาชีพซื้อขายรถมือสอง ถูกยิงด้วยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ศีรษะ 2 นัด
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุ นายอับดุลปาเต๊ะ ขับขี่รถจักรยานยนต์ กลับจากไปซื้อกับข้าวที่บ้านปรีกี ก่อนจะถึงบ้านประมาณ 150 เมตร มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ ตามประกบยิงด้วยอาวุธปืน 2 นัด กระสุนเข้าศีรษะ ส่วนสาเหตุอยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ ว่าเป็นเรื่องขัดแย้งส่วนตัว หรือสถานการณ์ ความรุนแรงในพื้นที่
ต่อมา เวลา 09.45 น. ร.ต.อ.วิโรจน์ วิเศษชาติ พนักงานสอบสวน สภ.มายอ จ.ปัตตานี รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงที่ถนนสายมายอ-ยะรัง หมู่ 1 ต.สาคอใต้ อ.มายะ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ตานิตย์ รามดิษฐ์ ผกก.สภ.มายอ นำกำลังตำรวจและทหารรุดไปที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นคลิก สีแดง ทะเบียน กยร 794 ปัตตานี ส่วนผู้บาดเจ็บถูกส่งร.พ.ไปก่อนหน้านี้ ทราบชื่อ นายยา การี อายุ 53 ปี อยู่บ้านเลขที่ 31/1 หมู่ 1 ต.สาคอใต้ อ.มายอ เป็นเจ้าหน้าที่ชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ.) ถูกยิงด้วยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดเข้าที่ศีรษะและท้อง เสียชีวิตภายหลังนำส่งร.พ.
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์มาตามถนนสายมายอ-ยะรัง โดยมีนางคอลีเยาะ การี อายุ 36 ปี ภรรยานั่งซ้อนท้ายมาด้วย ก่อนจะถึงโรงเรียนบ้านกูวิงประมาณ 50 เมตร มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ตามประกบยิง สันนิษฐานในเบื้องต้นคาดว่าเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่
อีกเหตุในเวลา 16.00 น. พ.ต.ท.ทรงวุฒิ ศรีอาราม สว.สภ.จะกว๊ะ อ.รามัน จ.ยะลา รับแจ้งเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนสงครามยิงถล่มรถผู้ใหญ่บ้าน ที่ถนนสายบ้านพะปูเงาะ-กำปงบือแน หมู่ 6 ต.จะกว๊ะ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ภูมิเพ็ชร พิพัฒน์เพ็ชรภูมิ รอง ผบก.ยะลา นำกำลังตำรวจและทหารรุดไปยังที่เกิดเหตุพบรถกระบะ 4 ประตู ยี่ห้อฟอร์ด รุ่นเรนเจอร์ สีเงิน ทะเบียน กค 1518 ปัตตานี มีรอยถูกยิงด้วยกระสุนปืนอาก้าและเอ็ม 16 พรุนทั้งคัน ภายในรถพบศพนายเลาะแม อาบู อายุ 54 ปี ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 1 บ้านจะกว๊ะ ต.จะกว๊ะ สภาพศพถูกยิงพรุนเสียชีวิตคาที่ และห่างจากจุดเกิดเหตุในสวนยางพารา พบปลอกกระสุนปืนอาก้า และเอ็ม 16 จำนวนมาก
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุนายเลาะแม ขับรถจะไปหาเพื่อนที่บ้านกูแบโระ ขณะเลี้ยวรถเข้าถนนทางเข้าหมู่บ้าน มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อฮอนด้า รุ่นเวฟ ไม่ติดป้ายทะเบียน ประกบยิงถล่มด้วยอาวุธปืนสงคราม แต่นายเลาะแมยังไม่เสียชีวิตทันที พยายามขับรถหนี มีคนร้ายอีกชุดไม่ต่ำกว่า 3 คน ในสวนยางพารายิงถล่มซ้ำอีกชุดจนเสียชีวิต สันนิษฐานในเบื้องต้นคาดเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบในพื้นที่
ถัดมาเวลา 16.30 น. วันที่ 12 มิ.ย. ร.ต.ท. นรเศรษฐ์ สุขศรี ร้อยเวร สภ.ระแงะ จ.นราธิวาส รับแจ้งเหตุมีผู้ถูกยิงเสียชีวิตที่ริมถนนสายตันหยงมัส-ดุซงญอ บ้านปาเซ หมู่ 7 ต.บองอ อ.ระแงะ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.อภิรัฐ สังข์ขาว รองผบก.นราธิวาส นำกำลังตำรวจและทหารรุดไปที่เกิดเหตุ พบ ศพนายดือนัน เจ๊ะแต อายุ 28 ปี อยู่บ้านเลขที่ 98/3 หมู่ 7 ต.บองอ อ.ระแงะ ถูกยิงด้วยกระสุนปืนขนาด 9 ม.ม. เข้าที่ศีรษะ 1 นัด และหัวไหล่ขวา 1 นัด เสียชีวิตข้างรถจักรยานยนต์ยี่ห้อยามาฮ่า สีน้ำตาล ทะเบียน ธ 6807 นราธิวาส
จากการสอบสวนทราบว่า ก่อนเกิดเหตุผู้ตายขับขี่รถจักรยานยนต์ไปทำธุระที่ตลาดดุซงญอ ขากลับเมื่อมาถึงที่เกิดเหตุมีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบยิงใส่ 3 นัดซ้อน กระสุนถูก 2 นัดเสียชีวิต ก่อนจะพากันหลบหนีไป สันนิษฐานในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัดตอนของกลุ่มแนวร่วมก่อความไม่สงบในพื้นที่ เนื่องจากผู้ตายตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีความมั่นคง เคยถูกทหารชุดฉก.นราธิวาส 38 เชิญตัวไปสอบสวน
จากนั้นเวลา 19.50 น. ศูนย์รวมข่าว สภ.เมืองยะลา รับแจ้งเหตุระเบิด 2 จุด ที่ร้านหมูกระทะ บริเวณสี่แยกรัชตะ และที่ร้านข้าวต้มใกล้สามแยกโรงแรมโคล่า ถนนรวมมิตร เขตเทศบาลนครยะลา มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงพร้อมด้วย พ.ต.อ.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผกก.สภ.เมืองยะลา นำกำลังตำรวจ ทหาร และชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดรุดไปที่เกิดเหตุร้านขายข้าวต้ม พบผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก จึงทยอยนำคนเจ็บส่งร.พ.ศูนย์ยะลา และมีผู้เสียชีวิต คือนายคงศักดิ์ แซ่ตัน อายุ 35 ปี อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน เทศบาลนครยะลา ส่วนร้านขายข้าวต้มพังยับเยิน
จากการสอบสวนทราบว่า ขณะที่มีประชาชนกำลังนั่งรับประทานอาหารกันเป็นจำนวนมาก มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านมา จากนั้นคนร้ายที่นั่งซ้อนท้าย ขว้างระเบิดไม่ทราบชนิดเข้าใส่ร้าน ระเบิดตกลงบริเวณหน้าร้านแล้วเกิดระเบิดขึ้นทันที ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตดังกล่าว
ส่วนที่เกิดเหตุร้านหมูกระทะ พบโต๊ะที่อยู่หน้าร้านเสียหาย และหลุมที่เกิดจากแรงระเบิดกว้างประมาณ 10 ซ.ม. มีผู้ได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย 1 ราย ตรวจสอบพบกระเดื่องเหล็ก ชนิดทำเอง เศษท่อพีวีซี จึงเก็บไว้เป็นหลักฐาน สอบสวนพยานในที่เกิดเหตุให้การว่า ขณะที่กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่ภายในร้าน มีประชาชนมานั่งรับประทานประมาณ 20 คน มีคนร้าย 2 คน ขับขี่รถจักรยานยนต์ผ่านและปาระเบิดใส่ทันที ลูกระเบิดตกลงบนโต๊ะแล้วหล่นลงพื้นก่อนจะระเบิดขึ้น แต่โชคดีชาวบ้านกระโดดหมอบทัน ทำให้มีผู้บาดเจ็บเพียงเล็กน้อย 1 ราย
สำหรับผู้บาดเจ็บจากทั้ง 2 เหตุการณ์มีทั้งสิ้น 26 ราย ประกอบด้วย นายเรศ พานมี, น.ส.สร้อยแก้ว วรรณพฤกษ์, นายกิติศักดิ์ ประเทืองวิจิตรกุล, นายสมเกียรติ รัตนะ, นายพนม ชนะชู, ด.ญ.อุมาพร พุทธสุชะ อายุ 15 ปี, ด.ญ.ฉัตรพร แซ่โค้ว อายุ 1 ปี, น.ส.อรทัย แก้วท้าย, นายพงษ์เทพ แซ่ซิ้ม, นายจำรูญ อักษรเนียม, นายกฤษณพงศ์ แซ่โค้ว, นายบังเลียว แซ่เงียว, นายธีระพงศ์ ไชยศรี, นายอภินันท์ ภัทรศรศิริกุล, นางยุพิน วรรณพฤกษ์, นายปรัญชา รุ่งเรืองอุดมกิจ, น.ส.ฐิติรัตน์ อักษรเนียม, นายสุรินทร์ แซ่อึ้ง, น.ส.แสงระวี รัตนพงศ์, นางระรื่น ไชยสุวรรณ, นายวิษณุ ปรานช่วย, นายปรมินทร์ มุดตู, นายลุบีทา แก้วรัตน์ และนายวิทยา นกทอง
"มาร์ค"ยังกั๊ก "อานันท์"ปฏิรูป
ที่มา ข่าวสด
"มาร์ค"ยอมรับคุย"อานันท์" แต่ปัดทาบนั่งประธานปฏิรูป แค่แลกเปลี่ยนเรื่องการเมือง มั่นใจโหวตผ่านงบประมาณแม้เสียงรัฐบาลปริ่มน้ำ "กรณ์"เชื่อทุกพรรคยกมือหนุน รมว.ไอซีทีขู่นายกฯยุบสภา ถ้า"แม้ว"เดินเกมซื้อตัวส.ส.คว่ำงบ ประธานวิปรัฐบาลรับรองไม่สะดุด จี้ปรับรมต.ชอบโดดร่ม พรรค ร่วม-ปชป.ยันแผนปรองดองไม่ใช่แค่สร้างภาพ นพดลย้ำอีก"แม้ว"พร้อมเจรจา ชี้แผนปรองดองแค่ลายแทงที่นายกฯคิดคนเดียว เพื่อไทยบุกตรวจพื้นที่เขาแพงของลูกเทือก เจอม็อบรอไล่ "พร้อมพงศ์"โดนผลักอก-ไล่ไปตรวจสอบที่ดินเกาะสมุย"สุวัจน์-เจ๊หน่อย" เจ้าของที่ดินแปลงข้างเคียงอึ้ง-น้ำตาคลอ ทางสาธารณะถูกขุดคูกั้น รปภ.ชุดดำคุมเข้มห้ามเข้า "ตู่"จวกยับ"เทือก"ปลุกม็อบขวาง
ขวาง - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ พร้อมทีมตรวจสอบการถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ ธานีของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกชาวบ้านที่ฟังข่าวจากวิทยุชุมชน ฮือขวางไม่ให้เข้าไปในพื้นที่เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.
พท.บุกสอบพื้นที่เขาแพง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 12 มิ.ย. คณะทำงานติดตามตรวจสอบกรณีการถือครองที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของพรรคเพื่อไทย นำโดยนายประเกียรติ นาสิมมา ประธานคณะทำงาน นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร พล.ต.ต.ธวัช บุญเฟื่อง นายทวี สุรบาล คณะทำงานและนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ตรวจสอบการถือครองที่ดินเขาแพง ตามโฉนดเลขที่ 28109 เนื้อที่ 62 ไร่ 1 งาน 97 ตารางวา ตั้งอยู่ที่หมู่ 6 ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ถือครองโดยนายแทน เทือกสุบรรณ บุตรชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง สืบเนื่องจากกรณีพรรคเพื่อไทยอภิปรายไม่ไว้วางใจนายสุเทพ โดยมีนายวรพจน์ วิชัยดิษฐ น้องชายนายวรวุฒิ วิชัยดิษฐ แกนนำกลุ่มนปช.นำลงพื้นที่
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคณะมาถึงสนามบิน ได้มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งใช้รถจักรยาน ยนต์เป็นพาหนะติดตามความเคลื่อนไหวตั้งแต่สนามบินจนถึงร้านอาหารที่คณะแวะรับประทานอาหารเช้า และที่ร้านอาหารก็มีผู้ชุมนุมอีกกลุ่มหนึ่งแฝงตัวมารับประทานอาหารเพื่อดูความเคลื่อนไหวแล้วแจ้งให้ผู้ชุมนุมกลุ่มใหญ่ทราบจุดหมาย
"เด็จพี่"เจอม็อบต้าน-ผลักอก
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่คณะทำงานแวะชี้จุดที่ตั้งที่ดินของนายแทน ฝั่งหน้าทอน ได้ถูกหญิงวัยกลางคนซึ่งอ้างว่าเป็นแนวร่วมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย บุกเดี่ยวเข้ามาด่าทอ ระบุเกาะสมุยไม่ต้อนรับคนที่เป็นทาสเงิน ทาสรับใช้ทักษิณคนขายชาติ และเมื่อคณะเดินทางไปถึงสภ.เกาะสมุย เพื่อลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐานว่าจะพาคณะสื่อมวลชนจากส่วนกลางไปตรวจสอบที่ดินแปลงดังกล่าว ปรากฏว่ามีประชาชนประมาณ 100 คน มาดักรอที่ด้านหน้าสภ.เกาะสมุย พร้อมใช้รถปราศรัยย่อยกล่าวโจมตี ตะโกนโห่ขับไล่คณะทำงานของพรรคเพื่อไทย
ทั้งนี้ ได้เกิดเหตุชุลมุนขึ้นเมื่อนายพร้อมพงศ์ พยายามจะเดินเข้าไปในสภ.เกาะสมุย เพื่อพบพนักงานสอบสวน แต่ถูกผู้ชุมนุมกรูเข้ามาต่อว่า บางรายระงับอารมณ์ไม่อยู่ ถึงขั้นผลักหน้าอก จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องรีบกันตัวนายพร้อมพงศ์ ออกมา พร้อมขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมให้อยู่ในความสงบ และกันคณะทำงานพรรคเพื่อไทยกลับเข้าไปในรถ
ผู้ชุมนุมอ้าง"สุวัจน์-หน่อย"ก็มีที่ดิน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ผู้ชุมนุมกำลังต่อว่านายพร้อมพงศ์ ปรากฏว่านายประเกียรติและนายยุทธพงศ์ ได้รีบเข้าไปแจ้งลงบันทึกประจำวันต่อร.ต.ท.ปฏิวัติ ขุนรัง พนักงานสอบสวน โดยเนื้อหาระบุว่า หลังอภิปรายไม่ไว้วางใจจำเป็นต้องมาดูพื้นที่จริง และไม่มีเจตนาจะบุกรุกทำให้เกิดความเสียหาย โดยนายจำลอง โพธิ์เพชร เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินเกาะสมุย นายประธูป และนางอรัญญา ภู่ไพบูลย์ เจ้าของที่ดินแปลงติดกันจะนำขึ้นไปตรวจสอบด้วย จึงแจ้งไว้เพื่อเป็นหลักฐาน
ขณะที่ผู้ชุมนุมยังปักหลักปราศรัยโจมตี โดยนายเจริญศักดิ์ เพชรอาวุธ แกนนำผู้ชุมนุม ระบุว่า พวกตนไม่ได้ถูกว่าจ้างมา แต่มาเพราะต้องการให้ตรวจสอบการรุกพื้นที่ของนักการเมือง ไม่ใช่มีแค่นายสุเทพ ที่มีที่ดินในเกาะสมุย นายสุวัจน์ ลิปตพัลลภ แกนนำพรรครวมชาติพัฒนา คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ก็มีที่ดินบนเขาในเกาะสมุย และยังให้นอมินีถือแทน ต้องถามว่านักการเมืองที่มาตรวจสอบว่าจะตรวจสอบทั้งหมดหรือไม่ หากตรวจสอบจริง พวกตนพร้อมพาไปดูทุกที่ พวกตนไม่ใช่พวกนายสุเทพ ถ้านายสุเทพทำผิดก็ว่าไปตามผิดและขอทำความเข้าใจว่าที่บนเกาะสมุยไม่มีที่ป่าสงวนหรือส.ป.ก. มีแต่ที่ราชพัสดุ ซึ่งให้เช่ากันมานานแล้ว
รปภ.เข้ม-ขุดคูขวางทางเข้า
จากนั้นคณะทำงาน ได้เดินทางขึ้นเขาแพง โดยใช้เส้นทางต.หน้าทอน อ.เกาะสมุย ซึ่งต้องเปลี่ยนมาใช้รถโฟร์วีลส์เนื่องจากเส้นทางสูงชันเป็นดินลูกรังสลับกับราดซีเมนต์ ตลอดเส้นทางพบว่ามีการสร้างบ้านพักตากอากาศอย่างหรูหราติดป้ายประกาศขาย สามารถมองเห็นวิวทะเลเกาะสมุยได้ตลอดทาง แต่เมื่อถึงทางเข้าที่ดินของนายแทน ซึ่งอยู่บนยอดเขา พบว่าบริเวณทางเข้าถูกขุดด้วยรถแบ๊กโฮ ตัดถนนลักษณะเป็นคูกั้น ลึกประมาณ 1.50 เมตร ยาวประมาณ 30 เมตรและกว้างประมาณ 1 เมตร พร้อมกับมีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยชุดดำ 5 นายยืนรักษาการณ์และห้ามบุคคลภายนอกบุกรุกพื้นที่
จากการสอบถามเจ้าหน้าที่รปภ.ทราบว่าได้รับคำสั่งให้ขุดคูกั้นทางเข้าบริเวณดังกล่าว แต่ไม่ได้กระทบกับการสัญจรของที่ดินดังกล่าว เพราะมีถนนคอนกรีตเข้าพื้นที่ได้อีกทางหนึ่ง
ชาวบ้านน้ำตาคลอ-ถนนถูกขุด
ด้านนายประธูปและนางอรัญญา ภู่ไพบูลย์ เจ้าของที่ดินข้างเคียง ต่างตกอยู่ในอาการงุนงง โดยนางอรัญญา กล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า รู้สึกตกใจกลัวในสิ่งที่เกิดขึ้น และไม่เข้าใจว่าเหตุใดถนนทางเข้าสวนของตนจึงถูกตัดขาด ล่าสุด ตนมาที่สวนเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. ทางยังมีอยู่เลย แล้วอย่างนี้พวกตนจะทำมาหากินอย่างไร ที่ของตนบนเขามีอยู่ 25 ไร่ เป็นใบภทบ. 5 และน.ส.3 ก. อีก 3 ไร่ ทั้งหมดปลูกมะพร้าวและขนุนเพื่อขาย ส่วนบ้านที่อาศัยอยู่ด้านล่าง พวกตนอยู่ที่นี่มา 20 ปี เมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่รู้จะทำยังไง ยืนยันว่าไม่ว่าอย่างไรตนจะไม่ขายที่ดินแปลงนี้อย่างแน่นอน ตนไม่ได้เดือดร้อนเรื่องเงิน และอยากเก็บไว้ให้ลูกหลาน
นายประธูป กล่าวว่า ถนนที่ใช้สัญจรไปมาของคนที่มีสวนอยู่บริเวณนี้ ใช้มาตั้งแต่ปี 2520 โดยลงขันระหว่างชาวบ้านว่าจ้างรถมาทำถนน เมื่อเป็นอย่างนี้ไม่รู้จะทำยังไง กลายเป็นว่าคนมีเงิน มีอำนาจจะทำอะไรก็ได้ ต่อไปนี้คงต้องไปแจ้งความกับตำรวจ และนายอำเภอเกาะสมุยว่าจะแก้ไขหรือดำเนินคดีด้วยวิธีใด เห็นแล้วไม่น่าเชื่อว่าจะมาเบียดเบียนคนจนอย่างเรา เมื่อ 7-8 วันที่แล้ว ตนขึ้นมาเก็บมะพร้าว เก็บขนุนยังขึ้นมาได้ตามปกติ เพิ่งมาเห็นวันนี้ว่ามีการขุดถนนปิดทาง
ยันไม่ขายให้"เทือกสุบรรณ"
"ผมครอบครองที่ดินมาตั้งแต่รุ่นพ่อ เคยมีคนมาติดต่อซื้อที่ดิน 5-6 ครั้งแต่ไม่ขาย ผมรู้ดีว่าคนเหล่านั้นเป็นนายหน้ามาซื้อเพื่อไปขายให้นายสุเทพ ครั้งหนึ่งมีเลขาฯของนายสุเทพ เคยมาติดต่อขอซื้อที่แต่ผมไม่ขาย จะเก็บเอาไว้ให้ลูกสาวซึ่งทำงานเป็นพยาบาลอยู่ที่กรุงเทพฯ เราไม่ได้เดือดร้อน อดอยาก ในบริเวณนี้เหลือที่ดินผมแปลงเดียวที่ไม่ใช่ของคนเทือกสุบรรณ ก่อนหน้านี้ผมเคยยื่นขอออกโฉนดแต่ไม่ได้ จากนั้นมาไม่คิดจะขอเพราะรู้ว่าคงไม่ได้ อย่าให้พูดเหตุผลเลยดีกว่า" นายประธูป กล่าวและว่า นอกจากที่ดินของนายสุเทพแล้ว อีกแปลงที่อยู่ติดกันเป็นของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ ซึ่งนายสุเทพส่งคนมาดูแลที่ดินให้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างคณะทำงานของพรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์อยู่บริเวณหน้าทางเข้าที่ถูกตัดขาด ได้มีกลุ่มชายฉกรรจ์ 5 คนนั่งรถกระบะและเดินเข้ามาสมทบกับเจ้าหน้าที่รปภ.พร้อมนำป้ายข้อความ "ที่ดินส่วนบุคคล ห้ามเข้า" มาปักและยืนปักหลักห้ามบุคคลภายนอกก้าวล้ำเข้าไปในเขตแดน ขณะที่นายประธูปและนางอรัญญา ยังพยายามจะนำคณะเดินเข้าไปที่สวนมะพร้าว แต่คณะทำงานและสื่อมวลชนห้ามเพราะเกรงจะเกิดเหตุรุนแรงขึ้น
ด้านนายจำลอง โพธิ์เพชร เจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดิน สาขาเกาะสมุย ได้แนะนำให้ทั้งคู่ไปแจ้งความกับตำรวจและนายอำเภอ ส่วนพื้นที่ๆถูกตัดต้องพิสูจน์สิทธิ์กันต่อไปว่าเป็นพื้นที่สาธารณะหรือไม่ ถ้าเป็นพื้นที่สาธารณะจริง จะอยู่ในความดูแลของนายอำเภอ ทั้งสองจึงยอมลงมา
พท.แถลงพบพิรุธที่ดินลูกเทือก
ต่อมาเวลา 15.30 น. คณะทำงานตรวจสอบ ได้ร่วมแถลงผลการลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินเขาแพง โดยนายยุทธพงศ์ กล่าวสรุปใน 5 ประเด็น คือ 1.คณะทำงานได้มาพิสูจน์ว่าส.ค.1 ที่นำไปออกโฉนดเป็นสค.บินหรือไม่ โดยเชิญนายประธูป ภู่ไพบูลย์ มายืนยัน ซึ่งจากหลักฐานเอกสารราชการพบว่า ทิศใต้ที่ติดกับที่ดินของนายประธูป ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ดินที่ถูกต้องแท้จริงและไม่เคยขาย ปรากฏว่าจากแผนผังที่ข้างเคียงเป็นส.ค.บินชัดเจน เนื่องจากที่ดังกล่าวใช้ส.ค.2 ใบ นำมาออกเป็นโฉนด โดยส.ค.เลขที่ 95 ตามหลักฐานของลูกนายสุเทพ ระบุว่า ติดกับที่ดินนายประธูป แต่ในพื้นที่จริงไม่ได้ติดกับที่นายประธูป ขณะที่อีกด้านหนึ่งไม่ติดกับที่ดินของนายเชือบ สีแผ้ว ตามที่แจ้งในการออกโฉนด
ถิ่นเทือก - นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย เดินทางไปตรวจที่ดินเขาแพง อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แต่ถูกชาวบ้านฮือไล่ผลักอกและใช‰รถแบ๊กโฮขุดคูขวางไม่ให้เดินทางเข้าไป
2.ทางสาธารณะที่ไปถึงที่ดินของนายประธูป เดิมนายประธูป บอกว่าทางขึ้นข้างบนสามารถเดินทางไปถึงที่ดินของเขาได้ ซึ่งกลับมีการไปปิดทาง เพียงไม่กี่วันที่ผ่านมาจนขึ้นไม่ได้ ทั้งที่เป็นเส้นทางขนมะพร้าวลงมาขายตั้งแต่สมัยพ่อ 3.ความลาดชันในพื้นที่จริงเกิน 35 เปอร์เซ็นต์ เมื่อคำนวณแล้ววัดออกมาได้ 50 องศา และ 4.วันนี้เพิ่งทราบจากนายประธูป ซึ่งรู้สึกตกใจที่นายประธูป บอกว่าที่ดินอีกแปลงที่ติดกับของเขาเป็นที่ดินของนายนิพนธ์ พร้อมพันธุ์ จึงสงสัยว่านายนิพนธ์ เป็นส.ส.นครราชสีมา จึงมามีที่ดินปลูกสวนมะพร้าวตั้งแต่เมื่อไหร่
จี้"มาร์ค"ตรวจสอบ
5.กรณีหจก.เรืองปัญญาคอนสตรักชั่น ซึ่งมีเจ้าของร่วมกัน 2 คน คือ นายคงชัย ฟ้าทวีพร หรือ "โกกี้" ซึ่งเป็นเจ้าของสมุยมินิมาร์ท และนายสามารถ เรืองศรี เป็นเจ้าของโรงแรมสมุยแกรนด์ซีวิว ร่วมกันจัดตั้งบริษัทเพื่อรับงานก่อสร้าง แต่กลับไปหาที่ดินสวนมะพร้าว น.ส.3 ก. มาออกโฉนดและนำมาขาย ซึ่งเป็นเรื่องน่าประหลาด
นายยุทธพงศ์ กล่าวว่า ขอเรียกร้องไปถึงนายกฯ ให้บังคับใช้กฎหมายกับทุกคน ทุกฝ่ายอย่างยุติธรรม ที่สำคัญต้องเข้ามาตรวจสอบด้วย ในเมื่อคณะทำงานของพรรคเพื่อไทยและสื่อมวลชนไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบได้
ฉะปชป.ใช้วิชามาร
ด้านนายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า การลงมาตรวจสอบครั้งนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับเจ้าของที่ดินและเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกโฉนด ก่อนเดินทางมา ได้ไปพบนายถาวร เสนเนียม รมช.มหาดไทย เพื่ออำนวยความสะดวกก่อนลงพื้นที่ พรรคได้ส่งทีมมาล่วงหน้าแต่มีการจัดม็อบเข้ามาต่อต้านอย่างเป็นกระบวนการ ดักทั้งทางขึ้นทางบางปอ ซ.4 ซึ่งเป็นทางไปถึงที่ดินข้างเคียงโดยตรง คณะจึงขึ้นอีกทางคือ ถ.อ่างทอง ซ.10 แต่ข่าวเชิงลึกของเราก็ทราบว่าเมื่อขึ้นไปแล้วจะเอาผิดข้อหาบุกรุก เราจึงต้องไปแจ้งลงบันทึกประจำวันเอาไว้ก่อน
นายพร้อมพงศ์ กล่าวว่า ม็อบที่มาต่อต้าน มีแกนนำมาจากจ.นครศรีธรรมราช และใน จ.สุราษฎร์ธานีบางส่วน โดยมีการปลุกปั่นผ่านวิทยุชุมชนว่าฝ่ายค้านจะมาตรวจสอบที่ดินนายสุเทพและของชาวบ้านทั้งหมดเพื่อเอาที่ดินคืน แล้วโจมตีเราว่าเป็นนอมินีทักษิณ ยืนยันว่าเราทำงานเป็นพรรคการเมืองเป็นสถาบัน การเดินทางมาครั้งนี้ต้องพบกับวิชามาร เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ดูแล ส่วนนายอำเภอก็ไม่อยู่ในพื้นที่ แสดงให้เห็นว่าการที่นายถาวร รับปากแต่กลับทำตรงกันข้าม แสดงว่าคนที่อยู่เบื้องหลังตั้งใจปกปิดข้อเท็จจริง ทั้งที่เรามาขอพื้นที่คืนตามนโยบายนายกฯ
"ตู่"อัด"เทือก"ขวางสอบที่ดิน
ที่พรรคเพื่อไทย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคเพื่อไทย แกนนำนปช. แถลงว่า ตนขอประณามกลุ่มผู้สนับสนุนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ที่กระทำการขัดขวางการลงพื้นที่ของนายพร้อมพงศ์ และคณะลงพื้นที่ตรวจสอบที่ดินเขาแพง ต.แม่น้ำ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ที่มีการออกเอกสารสิทธิโดยมิชอบ เมื่อลงไปยังพื้นที่ปรากฏว่ามีการปลุกระดมผ่านวิทยุชุมชนให้ประชาชนไปขัดขวาง โดยขนคนข้ามด้วยเรือเฟอร์รี่ ชี้ให้เห็นว่าการบุกรุกทรัพยากรธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องช่วยกันดูแล ไม่ใช่มาขัดขวางการตรวจสอบ ฉะนั้นกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะต้องดำเนินการเรื่องนี้ เพื่อเอาทรัพยากรของประเทศกลับคืนมา
พท.โอ่ปูพรมแดงรับส.ส.ย้ายขั้ว
เวลา 10.00 น. ที่พรรคเพื่อไทย นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงว่า คนใกล้ชิดแกนนำภาคเหนือพรรคประชาธิปัตย์เล่าให้ฟังว่า 2 วันที่ผ่านมามีการจับเข่าคุยกับส.ส.และผู้สนับสนุนกลุ่มถึงท่าทีจะอยู่หรือไปจากพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งแกนนำบางคนโกรธชนิดควันออกหู เมื่อพูดถึงเรื่องการปรับ ครม.แบบฟ้าผ่าไม่เห็นหัว ขณะที่แกนนำภาคตะวันออกก็รู้สึกไม่แพ้กัน มีการนัดคุยปรับทุกข์กันในเซฟเฮาส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรีถึงท่าทีที่โดนแบบเดียวกับกลุ่มภาคเหนือ
นายจิรายุ กล่าวว่า พรรคพร้อมปูพรมแดงต้อนรับส.ส.และสมาชิกพรรคร่วมรัฐบาลที่ผิดหวังหรือมีแนวคิดแตกต่างจากรัฐบาลเข้าร่วมงานทางการเมือง ยอมรับว่ากลุ่มส.ส.ภาคเหนือของนายไพฑูรย์ แก้วทอง น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
มีเซอร์ไพรส์โหวตงบ
นายจิรายุ กล่าวถึงการโหวตพิจารณางบประมาณปี 2554 วาระ 2 - 3 ว่า เชื่อว่าคงมีเซอร์ไพรส์ รัฐบาลโดยพรรคประชาธิปัตย์อาจได้ชมภาพยนตร์เรื่องเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด ภาค 2 ชนิดอายจนหาแผ่นดินแทรกหนีไม่ได้ จึงขอให้จับตาดูการโหวตงบประมาณครั้งนี้ อย่างกรณีพรรคเพื่อแผ่นดินที่มีมติจะยกมือโหวตให้ แต่ยืนยันว่าไม่มีความแน่นอน เพราะที่ผ่านมามีการโหวตสวนให้เห็นมาแล้ว ถือเป็นการตบหน้าฉาดใหญ่ ซึ่งการโหวตงบประมาณถือเป็นเรื่องสำคัญกว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
นายจิรายุ กล่าวว่า ส่วนคดีการยุบพรรคประชาธิปัตย์ที่ส่งกลิ่นทะแม่งนั้น แกนนำพรรคเพื่อไทยได้พูดคุยกันแล้วว่า วันนี้หากกระบวนการพิจารณา ออกมาว่าไม่ยุบ พรรคคงไม่ตื่นเต้นนัก แต่จะได้เห็นคำว่าความยุติธรรมไม่มีจริง ทั้งนี้ฝ่ายติดตามคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ของพรรคเพื่อไทยได้ตั้งวอร์รูมติดตามกระบวนการพิจารณาอย่างใกล้ชิด โดยระดมนักกฎหมายชั้นครูมาร่วมติดตามคดี
"องอาจ"งงข่าวส.ส.ย้ายพรรค
นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองโฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุมีส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ อาจไปอยู่พรรคเพื่อไทยว่า ตนไม่เคยได้ยินใครจะออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อ 2 วันก่อน ตนได้นั่งคุยกับส.ส.หลายคน ไม่เห็นมีใครพูดถึงขั้นจะออกจากพรรค ไปอยู่พรรคเพื่อไทยหรือพรรคอื่น และไม่เชื่อว่าจะมีใครออกไป ทุกคนยังอยู่กับพรรคเพื่อร่วมกันทำงานต่อไป
เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่รองโฆษกพรรคเพื่อไทยให้ข่าวอย่างนี้ นายองอาจ กล่าวว่า ไม่ทราบว่ามีเจตนาอะไร ต้องถามรองโฆษกพรรคเพื่อไทยเอง
เด็กปชป.โต้-ไม่คิดฆ่าตัวตาย
นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอขอบคุณที่ปูพรมแดงรอรับ แต่ส.ส.ที่ดีไม่ควรเดินบนพรม ควรเดินบนดินเพื่อสัมผัสปัญหาของประชาชน คำพูดของนายจิรายุ ไม่มีข้อเท็จจริง อาจพูดเล่นในหมู่ส.ส.ด้วยกัน แต่ไม่ถึงขนาดปรับทุกข์ และส.ส.ภาคตะวันออกทุกคนก็ไม่มีปัญหา อาจมีการกังวลบ้างเรื่องที่ไม่มีรัฐมนตรีภาคตะวันออกเลย แต่ทุกคนมีวุฒิภาวะพอ ไม่น้อยใจอะไรนาน และเคารพมติพรรค พร้อมสนับสนุนรัฐบาลแก้ปัญหาประเทศต่อไป
"รับรองได้ว่า ส.ส.ภาคตะวันออกและภาคเหนือ ไม่ย้ายไปพรรคเพื่อไทยแน่นอน เราไม่เลือกฆ่าตัวตายทั้งทางการเมืองและทางสังคม ที่จะถูกสังคม ญาติพี่น้องประณามว่าพาคนไปตาย หากผมจะย้ายพรรคก็มีเพียงพรรคเดียวที่ไปคือพักผ่อน ดังนั้นคำพูดของนายจิรายุ จึงไม่เป็นความจริง" นายสรวุฒิ กล่าว
นายสรวุฒิ กล่าวว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาตนได้พบผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทย เช่น ร.ต.อ. เฉลิม อยู่บำรุง นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ และอีกหลายคนระหว่างร่วมงานศพในพื้นที่ ซึ่งมีการพูดเล่นทักทายกันตามปกติ เพราะบุคคลทั้งสองรู้จักกับบิดาของตน และระหว่างการประชุมสภา นายสมพงษ์ พูดเล่นอยู่เสมอว่าจะไปขออนุญาตบิดาของตนขอให้ตนมาอยู่พรรคเพื่อไทยด้วย ซึ่งพูดแบบไม่จริงจัง และตนไม่ได้คิดอะไรด้วย
"ไพฑูรย์"ถอดใจแม่ทัพภาคเหนือ
นายไพฑูรย์ แก้วทอง ส.ส.สัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรมว.แรงงาน กล่าวถึงกรณีนายจิรายุ เตรียมปูพรมแดงรอรับเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า ยังไม่ได้คุยกับใคร ยังไม่มีใครติดต่อมา เพราะตอนนี้ปิดสมัยประชุม ขณะนี้ตนยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ ก็ทำหน้าที่ไปก่อน แต่หากมีการเลือกตั้งใหม่แล้วค่อยมาว่ากันว่าคนไหนสนใจเราคงมาคิดกัน
นายไพฑูรย์ กล่าวว่า ขณะนี้คงไม่ได้เป็นขุนพลภาคเหนือของพรรคประชาธิปัตย์ต่อไปแล้ว ตอนนี้ตนขอทำหน้าที่ส.ส.ตามปกติ และจนบัดนี้ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ในฐานะหัวหน้าพรรค และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรค ยังไม่ได้ติดต่อพูดคุยอะไรกับตนเลย ส่วนที่ชาวพิจิตรจะมาให้กำลังใจตนวันที่ 13 มิ.ย.นั้น เดิมจะมาแสดงความยินดีที่ได้เป็นรัฐมนตรีต่อ แต่เมื่อไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้วเขาจึงเปลี่ยนมาเป็นให้กำลังใจแทน
"มาร์ค"ไม่ห่วงเสียงโหวตงบ
เวลา 17.30 น. ที่วัดนวลจันทร์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เมื่อวันที่ 11 มิ.ย.ที่ผ่านมาว่า ไปคุยเรื่องมาบตาพุด เพราะงานใกล้เสร็จแล้ว ส่วนเรื่องบ้านเมืองก็แลกเปลี่ยนกันตามปกติ งานปฏิรูปเป็นงานที่ภาคประชาชนจะเป็นคนเสนอในเรื่องกลไกต่างๆ ตอนนี้ส่วนราชการที่ดูแลอยู่มีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจสังคมแห่งชาติ และฝ่ายเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภพ (สสส.) โดยภาคประชาสังคมจะประชุมกันวันที่ 17 มิ.ย.นี้ และเสนอมาว่าอยากให้เคลื่อนโดยอาศัยรูปแบบไหนอย่างไร และอยากให้ตนเชิญใครบ้าง
เมื่อถามถึงกรณีเสียงสนับสนุนรัฐบาลเกินมาเพียง 1 เสียงจะมีปัญหาต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2554 หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ตนไม่คิดว่ามีปัญหา ที่จริงเราเสียดายนายทิวา เงินยวง ส.ส.กรุงเทพฯ ที่เสียชีวิตไปเพราะเป็นคนทุ่มเทกับงานมาก โดยเฉพาะงานในสภา เพราะนายทิวามีความรู้เรื่องกฎหมาย รวมทั้งงานในพื้นที่ด้วย
"กรณ์"ไม่หนักใจเชื่อทุกฝ่ายหนุน
ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐมนตรีบางส่วน แต่เชื่อว่าไม่ส่งผลกระทบต่อการทำงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ เพราะผ่านรับหลักการในวาระที่ 1 แล้วและไม่หนักใจเพราะการจัดสรรงบประมาณถือว่าเป็นประโยชน์กับประชาชน และมีความเป็นธรรมกับทุกภาคส่วน ไม่ได้จำกัดว่าเป็นส.ส.ฝ่ายค้านหรือรัฐบาล จึงไม่น่าจะเป็นเหตุผลหรือคัดค้านไม่ผ่านร่างพ.ร.บ.งบประมาณ
นายกรณ์ กล่าวว่า ส่วนเรื่องเสียงสนับสนุนในการพิจารณาวาระ 2 และ 3 นั้นเป็นหน้าที่ของวิปรัฐบาลจะไปพูดคุย เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ว่า ส.ส.รัฐบาลจะไม่ยกมือให้ นายกรณ์ กล่าวว่า อาจมีบางคนที่ยังมีอารมณ์อยู่ แต่เป็นเรื่องส่วนตัว เชื่อว่าไม่มีผลต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณ
"จุติ"ขู่ยุบสภาแน่หากคว่ำงบ
นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) รองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ให้สัมภาษณ์ถึงข่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ปรึกษาเศรษฐกิจกัมพูชา ทุ่มเงินซื้อตัวส.ส. เพื่อให้โหวตล้มร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 ในวาระ 2 - 3 ว่า ไม่มีใครรู้ พอถึงเวลานั้นก็จะรู้เอง หากงบประมาณ วาระ 2 และ 3 ไม่ผ่าน ตนเชื่อว่านายกฯจะตัดสินใจยุบสภาและเลือกตั้งใหม่ ทั้งนี้ หากตนเป็นพ.ต.ท.ทักษิณ ตนก็ทำอย่างนี้ เพราะจะถูกกว่าการจ้างคนมาชุมนุมเคลื่อนไหว อีกทั้งไม่มีใครตายด้วยแต่บังเอิญตนไม่ใช่พ.ต.ท.ทักษิณ และตนไม่ได้คิดชั่ว คิดแต่สิ่งดีให้บ้านเมือง
ผู้สื่อข่าวถามว่ามองว่าพ.ต.ท.ทักษิณจะทำสำเร็จหรือไม่ นายจุติกล่าวว่า เอาง่ายๆ จรวดที่ยิงใส่วัดพระแก้วยังยิงไม่สำเร็จไปติดสายไฟฟ้า ตนเชื่อว่าบ้านเมืองมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์จริง
ยอมรับรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ
เมื่อถามว่าพรรคเพื่อแผ่นดินยืนยันจะยกมือให้งบผ่าน มั่นใจมากน้อยแค่ไหน นายจุติ กล่าวว่า ขณะนี้รัฐบาลมีเสียงน้อยกว่าเดิมเล็กน้อย หากพรรคเพื่อแผ่นดินยกมือให้ก็ยิ่งมากขึ้น แต่ต้องยอมรับว่าพรรคเพื่อแผ่นดินคงลำบากเพราะเคยออกจากพรรคเพื่อไทยมาแล้วจะให้กลับไปอีกก็ไม่ง่าย
นายจุติ กล่าวถึงปัญหาการถือหุ้นการสื่อสารที่ยังค้างอยู่ระหว่างการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า ไม่เครียดเลยเพราะไม่ได้ยึดติดกับเก้าอี้ ตนคิดว่าตัวเองคล้ายนายกฯที่ไม่ได้กังวลอะไร ไปวันไหนก็ได้ กลับไปวันไหนก็ยังเป็นคนเดิม ไม่ได้คิดว่าจะต้องเป็นส.ส.หรือต้องเป็นรัฐมนตรี แต่ปัญหาเรื่องหุ้นสัมปทานคือเรื่องที่พรรคพลังประชาชนได้ทำเรื่องร้องเรียน พอร้องแล้วทนายของตนแนะนำว่าตนและภรรยาขายให้หมด
ปธ.วิปฟุ้งโหวตงบไม่สะดุด
นายวิทยา แก้วภราดัย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงข้อกังวลเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำจนอาจทำให้ไม่เพียงพอจะยกมือสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณปี 2554 ให้ผ่านวาระ 2 และ 3 ได้ว่า ยืนยันว่าเสียงรัฐบาลพอ ขณะนี้เท่าที่นับไว้อย่างอ่อนๆ เสียงส.ส.รัฐบาลจะอยู่ที่ 268 เสียง หักรัฐมนตรีและประธานในที่ประชุมออก 24 เสียง จะเหลือ 244 เสียง ถือว่าเกินครึ่งอยู่หลายเสียง ที่สำคัญ การโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณ กำหนดให้นับเสียงข้างมากเป็นหลัก ดังนั้นเสียงที่โหวต ไม่จำเป็นต้องได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งคือ 238 เสียง จึงมั่นใจว่าไม่มีปัญหา
นายวิทยา กล่าวว่า ความจริงการโหวตร่างพ.ร.บ.งบประมาณ คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความมาแล้วว่ารัฐมนตรีโหวตได้ เพราะเรื่องของกระทรวงที่รับผิดชอบ ไม่ได้เป็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนกับผลประโยชน์ส่วนตน แต่วิปรัฐบาลชุดเดิมเสนอว่ารัฐมนตรีไม่ควรโหวต จึงทำให้ไม่มีรัฐมนตรีคนไหนลงคะแนนโหวต ทั้งที่ความจริงโหวตได้ไม่ขัดกับกฎหมาย
ชง"มาร์ค"ลงดาบรมต.โดดร่ม
"ผมไม่ห่วงเรื่องเสียงโหวตสนับสนุนร่างพ.ร.บ.งบประมาณ รับรองไม่มีการโหวตแพ้อย่างแน่นอน แต่เป็นห่วงเรื่ององค์ประชุมสภาที่มักจะเกิดปัญหาองค์ประชุมไม่ครบ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องการให้ความร่วมมือกับสภา เป็นหนึ่งในกฎเหล็ก 9 ข้อของนายกฯ จึงอยากเสนอนายกฯว่า รัฐมนตรีที่ขาดประชุมสภาเป็นอาจิณ ถือว่าไม่เอาใจใส่สภา ขัดกฎเหล็ก 9 ข้อ นายกฯควรปรับออกจากตำแหน่งรัฐมนตรีด้วย" ประธานวิปรัฐบาล กล่าว
เมื่อถามว่ามีข่าวว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อาจใช้วิธีซื้อส.ส.เพื่อให้โหวตคว่ำร่างพ.ร.บ.งบประมาณกลางสภา ทำให้รัฐบาลต้องแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก นายวิทยา กล่าวว่า ส.ส.ไม่ใช่ผัก ไม่ใช่ปลา และคนไม่มีอนาคตจะมาซื้อคนที่มีอนาคตได้อย่างไร ความจริงที่ต้องระวังคือรัฐบาลจะไปซื้อฝ่ายค้านมากกว่า
เย้ย"เหลิม"เสียค่าโง่ยุบปชป.
นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รมว.วัฒนธรรม ในฐานะคณะทำงานด้านกฎหมายต่อสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุพรรคประชาธิปัตย์รอดคดียุบพรรค 100 เปอร์เซ็นต์ว่า ก่อนหน้านี้ ร.ต.อ.เฉลิม เคยฟันธงว่าพรรคประชาธิปัตย์จะถูกยุบ 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะมั่นใจในข้อมูล แต่วันนี้มาเปลี่ยนคำพูด ตนสงสัยว่าร.ต.อ.เฉลิม คงกลับไปดูข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายในคดียุบพรรคอย่างละเอียด ซึ่งพบว่าไม่มีความผิดตั้งแต่ต้น ดังนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ต่างอะไรกับคนที่ถูกหลอก เสียค่าโง่ไปแล้วหลายล้านบาท แต่ข้อมูลที่ ร.ต.อ.เฉลิมได้มา ไม่สามารถทำอะไรพรรคประชาธิปัตย์ได้ ตนจึงอยากแนะนำให้ร.ต.อ.เฉลิม หยุดพูดเรื่องพรรคประชาธิปัตย์จะดีกว่า เพราะไม่เช่นนั้นจะเป็นการซ้ำเติมตัวร.ต.อ.เฉลิม ให้คนอื่นรู้ว่าเสียค่าโง่ แต่ไม่ได้อะไรกลับคืนมา
นายนิพิฏฐ์ กล่าวถึงความเป็นไปได้ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะพิจารณาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินสนับสนุนพรรค 29 ล้านบาท ในวันที่ 28 มิ.ย.นี้ว่า ยังไม่มีสัญญาณใดๆ จากศาลรัฐธรรมนูญ หากศาลเห็นว่าพรรคผิดต้องถูกยุบ ศาลจะต้องนัดไต่สวนพยานทั้ง 2 ฝ่ายก่อนแต่ขณะนี้ยังไม่มีการนัดใดๆ ถ้าศาลเห็นว่าพรรคไม่มีความผิดและจะไม่ยุบพรรคก็สามารถตัดสินได้ทันที อาจเป็นวันที่ 28 มิ.ย.นี้ก็ได้ โดยไม่ต้องสอบพยานเพิ่มเติม สามารถตัดสินได้โดยข้อกฎหมาย ไม่ต้องฟังข้อเท็จจริง เรียกว่าศาลยกโดยข้อกฎหมาย ในหลายคดีมีมาแล้ว ทั้งนี้ พรรคทำงานเต็มที่ ไม่ว่าศาลจะสอบพยานเพิ่มเติมหรือตัดสินในข้อกฎหมายทันที พรรคจะเคารพในคำวินิจฉัยของศาล
ทีมกม.ไม่หวั่นกดดันศาล
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ ส.ส.สงขลา หนึ่งในคณะทำงานกฎหมายสู้คดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงร.ต.อ.เฉลิม ระบุพรรคประชาธิปัตย์จะได้เปรียบในการสู้คดียุบพรรค หากได้ข้อมูลจากโน้ตบุ๊กของพนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่ถูกทุบรถและฉกโน้ตบุ๊กไปว่า ถือเป็นกระบวนการสร้างเรื่องเพื่อทำลายชื่อเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ และกดดันศาลรัฐธรรมนูญ อาจมองได้ว่าเป็นการสมคบกันระหว่างร.ต.อ.เฉลิมกับดีเอสไอหรือไม่ เพราะสิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม เอาออกมาพูดและอภิปรายเรื่องคดียุบพรรคในสภา ล้วนตรงกับข้อมูลของดีเอสไอ
"ความเคลื่อนไหวเพื่อกดดันศาลรัฐธรรม นูญในคดียุบพรรค เปรียบได้กับแก้ว 3 ประการ ใช้มวลชนกดดันกกต.จนมีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ การใช้พรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่ร.ต.อ.เฉลิม กำลังทำอยู่ในขณะนี้ และการใช้กองกำลังในการชุมนุมที่ผ่านมา ถือว่าเป็นกระบวนการที่กดดันต่อเนื่อง แต่พรรคเชื่อในความเป็นผู้ทรงคุณธรรม ความดี เป็นหลักให้บ้านเมืองของศาลรัฐธรรมนูญ" นายวิรัตน์ กล่าวและว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ในฐานะหัวหน้าคณะทำงานกฎหมายฯ ได้กำชับให้ทีมกฎหมายสู้ตามข้อเท็จจริง ไม่บิดเบือนข้อมูล ไม่ใช้วิธีพิเศษเช่น ถุงขนม 2 ล้านบาท
"สดศรี"ฉะ"เหลิม"ชี้นำศาล
นางสดศรี สัตยธรรม คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยว่า อำนาจในการตั้งคณะทำงานร่วมสอบเพิ่ม 8 ประเด็นในคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีเงินบริจาค 258 ล้านบาท ในสัดส่วนของกกต. 7 คนนั้น เป็นอำนาจของประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ยืนยันไม่ใช่การยื้อเวลาเพราะเป็นไปตามข้อกำหนดในพ.ร.บ. พรรคการเมือง มาตรา 95 ไม่ได้มีอะไรผิดแปลก เมื่ออัยการเห็นว่าควรตรวจสอบเพิ่มก็สามารถตั้งคณะทำงานขึ้นมาได้ แต่การที่พูดว่าสำนวนอ่อน ตนเห็นว่าตามมารยาทไม่ควรวิจารณ์เช่นนี้ เพราะกฎหมายระบุชัดว่าให้เป็นอำนาจของอัยการในการทบทวนสำนวนอีกครั้ง
นางสดศรี กล่าวถึงร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุพรรคประชาธิปัตย์รอดคดียุบพรรค 100 เปอร์เซ็นต์ว่า เมื่อคดี 29 ล้านบาทถึงศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่ควรออกมาวิจารณ์ ซึ่งการวิจารณ์ของร.ต.อ. เฉลิมไม่เหมาะสม เหมือนชี้นำศาล ซึ่งตนอยากให้ร.ต.อ.เฉลิมบอกเหตุผลให้ชัดเจนว่าที่มั่นใจว่าศาลจะยกคำร้องนั้น เพราะอะไร ไม่ใช่พูดในลักษณะที่ไม่เคลียร์เช่นนี้
โฆษกมาร์คเมินแผนทักษิณ
นายเทพไท เสนพงศ์ โฆษกประจำตัวหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงนายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ระบุแผนปรองดองของรัฐบาลต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนแต่แผนพีซทอล์กของตัวเอง ใช้เวลาแค่ 2 สัปดาห์ และต้องให้พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามามีส่วนร่วมเจรจาด้วยว่า อยากถามว่าการเปิดเจรจากับนักโทษหลบหนีคดีมีความเหมาะสมหรือไม่ และเชื่อว่าเมื่อคู่เจรจาเป็นนักโทษการเจรจาต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของนักโทษแต่เพียงฝ่ายเดียว 1.พ.ต.ท.ทักษิณต้องไม่ติดคุกและคดีความที่อยู่ในกระบวนการยุติธรรมต้องยกเลิกไป 2.จะต้องคืนเงินที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาพิพากษายึดไว้ และ 3.ต้องมีการนิรโทษกรรมทางการเมือง เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมืองได้อีก เชื่อว่าคงไม่มีคนไทยคนไหนจะยอมรับหรือเห็นด้วย และรัฐบาลก็รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองของพ.ต.ท.ทักษิณในเกมนี้
ภท.วอนฝ่ายค้านร่วมปรองดอง
ที่ศูนย์แสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชน อ.เฉลิมพระเกียรติ จ.นครราชสีมา นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ รมช.มหาดไทย และรองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้สัมภาษณ์ถึงพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ว่า เมื่อมีการประกาศแผนปรองดอง ชัดเจนว่านายกฯ ตั้งใจจะทำให้ประเทศมีความรัก ความสามัคคี ส่วนคนกลุ่มใดหรือพรรคใดมีความเห็นแตกต่างก็เป็นสิทธิ แต่อยากเรียกร้องว่าให้หันหน้ามาคิดร่วมกันว่าจะทำอย่างไรให้ประเทศชาติมีความปรองดอง ส่วนประเด็นปลีกย่อยถ้าจะเห็นต่างก็เป็นเรื่องธรรมดา แต่ขอให้เสนอแนะและมาทำงานร่วมกัน เพื่อให้การปรองดองของคนในชาติประสบความสำเร็จ
เมื่อถามถึงพรรคภูมิใจไทยมีส.ส.ย้ายสังกัดเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มนายไชยยศ จิรเมธากร รมช.ศึกษาธิการ แกนนำพรรคเพื่อแผ่นดิน นายบุญจงกล่าวว่า วันนี้พรรคเพื่อแผ่นดินส่วนหนึ่งสนใจมาทำงานกับพรรค ซึ่งเราไม่ได้ปิดกั้น เราพร้อมทำงานร่วมกัน ส่วนจะมีจำนวนเสียงเพิ่มขึ้นหรือไม่ต้องรอดูอีกครั้ง ยืนยันว่าเสียงของรัฐบาลจะไม่ปริ่มน้ำ เพราะต่างคนต่างรู้หน้าที่ ใครอยู่ซีกฝ่ายค้านมีหน้าที่ตรวจสอบ ใครอยู่รัฐบาลก็มีหน้าที่ทำงานให้ดีที่สุด
ปัดรัฐบาลสร้างภาพ
นายประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ ส.ส.ขอน แก่น และประธานส.ส.พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า การเดินหน้าแผนปรองดองรัฐบาลต้องพยายามทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากขึ้นในหลายทาง การตั้งคณะทำงานต่างๆ ขึ้นมาถือเป็นการเริ่มทำงานแล้ว ส่วนจะสัม ฤทธิผลหรือไม่สัมฤทธิผลก็ได้ แต่ถือเป็นการเริ่มต้น มีความจริงใจจะสร้างความปรองดองแล้ว ไม่ใช่เป็นการสร้างภาพเพื่อให้รัฐบาลอยู่ต่อจนครบวาระ
นายประจักษ์กล่าวว่า การทำแผนปรองดองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาลได้มอบให้นายกฯ หัวหน้ารัฐบาลเป็นผู้นำในการดำเนินการ พรรคประกาศแล้วว่าเราสนับสนุนแผนปรองดอง โดยนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคและ รมว.มหาดไทย ได้พูดคุยกันในรัฐบาลว่ากระทรวงมหาดไทยจะช่วยทำงานด้านมวลชนมากขึ้น ส่วนที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธานส.ส.พรรคเพื่อไทย จะนำเรื่องส.ป.ก.4-01 มาเล่นงานรัฐบาลอีกนั้น ถือเป็นเรื่องเดิมๆ กระบวนการมีการดำเนินการไปแล้ว ร.ต.อ.เฉลิมอาจแสดงบทบาทให้เห็นว่าเป็นผู้นำฝ่ายค้านเท่านั้น
"นพดล"ย้ำแค่หวังยื้อเวลา
นายนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษากฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ กล่าวถึงนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ มั่นใจสังคม 80% สนับสนุนแผนปรองดองของนายกฯ ว่า แม้สังคมจะมีคนสนับสนุนนายกฯ แต่มั่นใจว่ามีคนมากกว่า 20% ซึ่งเป็นพลเมืองชั้นสองที่ถูกเลือกปฏิบัติ ไม่เห็นด้วยกับแผนปรองดองที่นายกฯ เสนอ เพราะเห็นว่าเป็นการยื้อเวลาให้รัฐบาลอยู่ต่อนานขึ้น แก้ปัญหาความขัดแย้งไม่ได้ ถ้าคนในสังคม 30-40% ไม่เห็นด้วยก็ยากที่จะสำเร็จ
นายนพดลกล่าวว่า ยืนยันว่าการเจรจาสันติภาพหรือพีซทอล์ก ตามที่เคยเสนอสามารถปลดล็อกความขัดแย้งได้ โดยนำคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายมาเจรจาตกลงกัน ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณอาจส่งตัวแทนมาร่วมเจรจา เมื่อได้ข้อสรุปอย่างไรให้ลงนามสัตยาบันประกาศให้ทั่วโลกรับรู้ ทำให้แก้ปัญหาได้ทันที ส่วนการสร้างความปรองดองของนายกฯ เป็นแผนที่ยังคลุมเครือ ไม่มีหลักประกันว่า เมื่อถึงเวลาประกาศแผนความปรองดองต้นปี 2554 จะสำเร็จหรือไม่ เหมือนเป็นลายแทงที่นายกฯ ร่างเอง คิดเอง เสนอเอง ไม่ได้มาจากทุกฝ่ายในสังคม จึงยากที่จะสำเร็จ
จี้"มาร์ค"ต้องรู้จักให้อภัย
นายนพดลกล่าวว่า ยืนยันว่าตนและกลุ่มนปช. ตลอดจนพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้ขัดขวางแผนปรองดอง แค่ชี้ให้เห็นว่าแผนดังกล่าวไม่สามารถบรรลุผลได้ ทั้งนี้ หากนายกฯ ไม่ใช้วิธีเจรจาสันติภาพก็อาจใช้แผนสร้างความปรองดองทำคู่ขนานกับการเจรจาสันติภาพก็ได้ การปรองดองจะเกิดขึ้นได้ต้องมีเมตตาธรรม อโหสิกรรม แต่ทุกวันนี้ยังมีการไล่ล่าแกนนำเสื้อแดง ไม่ให้อภัยกัน แล้วความปรองดองจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
"ขณะนี้การสร้างความปรองดองเป็นเพียงการพูดแต่ปาก แต่ยังเอาเท้าเหยียบหน้าอีกฝ่ายหนึ่งไว้ ดังนั้น นายกฯ ต้องลดช่องว่างระหว่างสิ่งที่พูดกับการกระทำให้น้อยลง ซึ่งพ.ต.ท.ทักษิณ บอกว่าการสร้างความปรองดองต้องมาจากการพูดคุย แต่วิธีที่รัฐบาลใช้อยู่ขณะนี้เป็นการสร้างภาพความปรองดอง แต่การกระทำปองร้ายยังอยู่" นายนพดลกล่าว
กมม.ติงรัฐบาลสร้างภาพ
นายสำราญ รอดเพชร รักษาการโฆษกพรรคการเมืองใหม่ ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ถึงกรณีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ทาบทามนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกฯ เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย ตามแผนปรองดองแห่งชาติว่า เท่าที่ทราบชุดของนายอานันท์จะเป็นกรรมการชุดเล็กอยู่ในชุดใหญ่ที่จะมีน.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธาน ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นว่าจะมีกรอบการทำงานหรือภารกิจที่ชัดเจน เชื่อว่าการดำเนินการดังกล่าวแม้รัฐบาลจะมีเจตนาดี แต่คงเป็นการซื้อเวลาให้กับรัฐบาลเอง ซึ่งรัฐบาลจะได้ภาพที่ทำให้ตัวเองดูดี
นายสำราญกล่าวว่า วันที่ 13 มิ.ย. เวลา 13.00 น. พรรคจะเปิดตัวผู้สมัครส.ก.และ ส.ข.เพื่อแสดงความพร้อมลงสนามเลือกตั้ง ต่อไป
ปัดทาบ'อานันท์' นั่งปธ.ปฏิรูป ยันไม่ไล่ล่าแดง
"อภิสิทธิ์" ปัดทาบ "อานันท์" นั่งประธานปฏิรูปฯ ระบุ ไม่ทราบดีเอสไอ ตั้งคณะทำงาน ออกกฎหมายนิรโทษกรรม นปช. ยืนยัน รัฐไม่ได้ไล่ล่าแดง...เมื่อวันที่ 12 มิ.ย. 53 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ทราบเรื่องที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมตั้งคณะทำงานพิจารณากฎหมายนิรโทษกรรม กลุ่ม นปช. ที่ไม่ได้ต้องคดีก่อการร้าย เพราะสำหรับผู้ชุมนุมที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการอาวุธและความรุนแรง เจ้าหน้าที่ได้ปล่อยให้เดินทางกลับบ้าน แต่หากผู้ชุมนุมคนใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ความรุนแรงและอาวุธ ก็จะต้องถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้ไล่ล่ากลุ่มคนเสื้อแดง ตามที่มีการกล่าวอ้าง แต่เป็นการดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายปกติ
ส่วนกรณีที่นายจตุพร พรหมพันธุ์ ระบุว่า หากรัฐบาลไม่หยุดไล่ล่าคนเสื้อแดง ประชาชนจะกลับมาชุมนุมรอบที่ 3 นั้น นายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายจตุพรทำผิดกฎหมายหลายเรื่อง รัฐบาลจำเป็นต้องดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำจัด หรือทำลายล้างทางการเมืองใคร จึงต้องแยกแยะให้ออก หากนายจตุพรแยกแยะให้ออกว่า นักการเมืองทำอะไร คนทำผิดกฎหมายทำอะไร ก็จะเข้าใจสถานการณ์ได้ดีขึ้น
นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงการเข้าพบนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บ้านพักเมื่อวานนี้ ว่า ไปเพื่อหารือเรื่องสถานการณ์บ้านเมือง และแนวทางแก้ปัญหามาบตาพุด แต่ไม่ได้ทาบทามให้เป็นประธานการปฏิรูปประเทศ ส่วนการสรรหาคณะกรรมการ ที่เข้ามาทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในวันที่ 17 มิ.ย.นี้
ไม่โหวตฟรี กำลังซื้อชี้ขาด
จับตา "งูเห่า" ลงมติงบประมาณ "รัฐบาล" อยู่หรือไปการเมืองเข้าสู่ช่วงพักรบชั่วคราว
รัฐสภาปิดสมัยประชุม การปะทะคารมระหว่าง ส.ส.ฝ่ายค้านกับ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ลดดีกรีการเผชิญหน้าลงไป
ในขณะที่การเมืองนอกสภาก็ลดความร้อนแรงลงระดับหนึ่ง เมื่อแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) โดนกระชับพื้นที่ จนต้องประกาศสลายม็อบ เสื้อแดง มอบตัวสู้คดี
ยิ่งห้วงนี้เข้าสู่บรรยากาศมหกรรมการแข่งขันฟุตบอลโลก ทำให้กระแสการเมืองโดนกระแสฟุตบอลโลกฟีเวอร์กลบไปโดยปริยายอย่างน้อย 1 เดือน
ยามนี้จึงถือเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่าย ทั้งรัฐบาล ฝ่ายค้าน รวมทั้งกลุ่มการเมืองนอกสภา จะได้เว้นวรรค พักหายใจหายคอกันสักระยะ
รอเวลาที่จะเปิดศึกกันต่อ หลังจากผ่านพ้นมหกรรมฟุตบอลโลก
โดยเฉพาะเมื่อเวทีสภาเปิดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติในเดือนสิงหาคม จะเป็นช่วงที่การเมืองกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
เพราะมีกฎหมายสำคัญ คือ ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่าย ประจำปี 2554 ที่จะเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ในวาระสองและสาม จ่อรออยู่
ที่สำคัญ การลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ถือเป็นจุดตายของรัฐบาล เพราะถ้าไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ
รัฐบาลก็อยู่ต่อไปไม่ได้ มีทางเลือกแค่ 2 ทาง ถ้านายกฯไม่ยุบสภา ก็ต้องลาออก
แน่นอน ถ้าเป็นรัฐบาลในสถานการณ์ปกติ การโหวตลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ คงไม่มีปัญหาอะไรที่ต้องหวั่นวิตก
เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายกุมเสียงข้างมาก เมื่อมีเสียงสนับ-สนุนเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ในสภาฯ การลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จึงไม่ใช่เรื่องยาก
แต่ในสภาวะปัจจุบัน การเมืองต่อสู้กันอย่างรุนแรง มีการแย่งชิงอำนาจระหว่างการเมือง 2 ขั้ว อย่างเอาเป็นเอาตาย
ขั้วหนึ่ง คือ ฝ่ายรัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์ ภายใต้การนำของนายกฯอภิสิทธิ์
อีกขั้วหนึ่ง ก็คือ ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ภายใต้บัญชาการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ
จากภาพที่ปรากฏก็อย่างที่เห็นๆกัน "นายใหญ่" เดินเกมต่อสู้ทุกรูปแบบโดยไม่เลือกวิธีการ เพื่อช่วงชิงอำนาจคืน
เปิดแนวรบทั้งนอกสภาฯในสภาฯ
ศึกนอกสภาฯ บงการเกมผ่านแกนนำกลุ่ม นปช. ปลุกเร้าปลุกระดมมวลชนคนเสื้อแดงให้ออกมาชุมนุมกดดันให้ยุบสภาฯ
ขยายม็อบจากสะพานผ่านฟ้าฯ มายึดสี่แยกราชประสงค์ มุ่งเป้าโค่นรัฐบาล
สถานการณ์ลุกลามยืดเยื้อ จนรัฐบาลโดยศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ต้องตัดสินใจใช้กำลังทหารกระชับพื้นที่รอบแยกราชประสงค์
จนเกิดการปะทะกับการ์ด นปช.สายฮาร์ดคอร์ และกองกำลังติดอาวุธที่แฝงอยู่ในม็อบเสื้อแดง ยิงกันสนั่นเมือง
ทำให้เกิดความสูญเสีย มีผู้บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก
ตามมาด้วยเหตุการณ์จลาจลเผาบ้านเผาเมือง วอดวายเสียหายยับเยิน ถือเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ของประเทศไทย
สถานการณ์การต่อสู้ครั้งนี้ จบลงด้วยการที่แกนนำม็อบเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุม และเข้ามอบตัวต่อสู้คดีก่อการร้าย ขณะที่แกนนำสายฮาร์ดคอร์บางคนยังหลบหนี
แม้เหตุการณ์ยุติลงไปแล้ว แต่ประเด็นต่างๆของเหตุการณ์ ไม่ได้จบลงไปด้วย เพราะมีการนำมาขยายผลขยายแผลทาง
การเมือง
นำมาสู่การเปิดศึกในสภาฯ โดยฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทย ได้เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯอภิสิทธิ์ และรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลอีก 5 คน ได้แก่
นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม
โดยพุ่งเป้าเน้นโจมตีกรณีการสั่งใช้กำลังทหารกระชับพื้นที่สลายการชุมนุมม็อบเสื้อแดงเป็นหลัก เพื่อหวังผลทางด้านมวลชน ส่วนการอภิปรายฯเรื่องปัญหาการทุจริตคอรัปชันในกระทรวงต่างๆ เป็นเรื่องรองลงไป
อย่างไรก็ตาม แม้ผลการลงมติในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ นายกฯและรัฐมนตรีทั้ง 5 คน ผ่านเกณฑ์คะแนนเสียง
ได้รับความไว้วางใจให้อยู่ในตำแหน่งบริหารราชการต่อไปได้
แต่ก็กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมา เมื่อ ส.ส.ในพรรคเพื่อแผ่นดิน บางกลุ่ม 10 กว่าคน ที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล กลับลงมติสวน
โหวตลงคะแนนไม่ไว้วางใจ นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย และนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม จากพรรคภูมิใจไทย
ทำให้พรรคภูมิใจไทยไม่พอใจอย่างแรง ยื่นคำขาดให้นายกฯอภิสิทธิ์จัดการกับพรรคเพื่อแผ่นดินขั้นเด็ดขาด
จนนำมาสู่การปรับ ครม.ใหญ่ ยึดเก้าอี้ รมว.อุตสาหกรรม รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ รมช.คลัง คืนจากกลุ่มโคราชและกลุ่มวังพญานาค พรรคเพื่อแผ่นดิน
โดยยังคงโควตา รมช.ศึกษาธิการ ของ น.ส.นริศรา ชวาลตันพิพัทธ์ จากกลุ่มบ้านริมน้ำพรรคเพื่อแผ่นดินเอาไว้
และยกเก้าอี้ รมช.ศึกษาธิการ ที่เหลืออีก 1 เก้าอี้ ให้นายไชยยศ จิรเมธากร ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อแผ่นดิน ที่รวบรวม ส.ส.6–7 คน จากพรรคเพื่อแผ่นดิน มาสนับสนุนรัฐบาล
พร้อมทั้งดึงพรรคมาตุภูมิที่มี ส.ส. 3 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล มอบตำแหน่ง รมช.คลัง ให้นายมั่น พัธโนทัย รักษาการหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ
รวมทั้งมีการสลับสับเปลี่ยนรัฐมนตรีในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ โดยให้นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ เข้ามาเป็น รมต.ประจำสำนักนายกฯ นายจุติ ไกรฤกษ์ เป็น รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็น รมว.แรงงาน นายวีระชัย วีระเมธีกุล เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เป็น รมว.อุตสาหกรรม และนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ เป็น รมว.วัฒนธรรม
แน่นอน การปรับ ครม.ครั้งนี้ ไม่ได้เป็นการตอบโจทย์ หรือแก้ปัญหาการทุจริตคอรัปชัน
แต่เป็นการปรับ ครม.เพื่อทำให้รัฐบาลมีเสียงข้างมาก อยู่รอดต่อไปได้
เป็นการปรับ ครม.แก้ปัญหาความขัดแย้งภายในรัฐบาล กรณีพรรคภูมิใจไทยกับพรรคเพื่อแผ่นดิน และปัญหาภายในพรรคประชาธิปัตย์เองที่ต้องการสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนคนเข้ามาเป็นรัฐมนตรี
ทั้งนี้ จากการที่นายกฯอภิสิทธิ์ตัดสินใจปรับ ครม.ปลดรัฐมนตรีจากกลุ่มโคราชและกลุ่มวังพญานาคในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่โหวตไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย
ทำให้กระทบต่อเสียงสนับสนุนรัฐบาล เพราะเท่ากับเสียง ส.ส.ซีกรัฐบาลหายไป 18 เสียง
จึงต้องเอากลุ่มของนายไชยยศ ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่รวบรวมเสียงได้ประมาณ 6-7 เสียง และดึงพรรคมาตุภูมิ 3 เสียง เข้าร่วมรัฐบาล
ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างของพรรคร่วมรัฐบาลภายหลังการปรับ ครม.ในครั้งนี้จะประกอบด้วย 6 พรรค 2 กลุ่ม
พรรคประชาธิปัตย์ 171 เสียง พรรคภูมิใจไทย 32 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา 25 เสียง พรรครวมชาติพัฒนา 9 เสียง พรรคกิจสังคม 5 เสียง พรรคมาตุภูมิ 3 เสียง กลุ่มบ้านริมน้ำ 7 เสียง กลุ่มดาวกระจายของนายไชยยศ 7 เสียง
รวมแล้วมีเสียงสนับสนุน 259 เสียง จาก ส.ส.ทั้งสภาฯ 474 คน
ในขณะที่ฝ่ายค้าน พรรคเพื่อไทยมี ส.ส. 189 คน พรรค ประชาราช 8 คน รวม 197 เสียง
และหากรวม ส.ส.ของกลุ่มโคราชและกลุ่มวังพญานาคในพรรคเพื่อแผ่นดินอีก 18 เสียง ก็จะมีเสียงรวมทั้งสิ้น 215 เสียง
ชัดเจนว่าฝ่ายรัฐบาลมีเสียงสนับสนุน 259 เสียง เกินกึ่งหนึ่งของสภาฯคือ 237 เสียง อยู่ 22 เสียง ถ้าหัก ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีอีก 20 กว่าคน ที่ไม่สามารถโหวตลงมติในเรื่องที่มีส่วนได้เสีย รวมถึงการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
เสียงสนับสนุนของรัฐบาลจะลดวูบลงไปอีก เหลือไม่เกินครึ่งของสภาฯ
ถ้าถึงเวลาต้องโหวตผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ต้องใช้เสียงลงมติเห็นชอบเกินกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส.ทั้งสภาฯ
หากเสียงโหวตออกมาไม่เกินครึ่ง รัฐบาลพังทันที
แต่อย่างไรก็ตาม ถ้ารัฐบาลสามารถดึงเสียง ส.ส.ที่ฝากเอาไว้ในพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาราช รวมทั้ง ส.ส.กลุ่มโคราชและกลุ่มวังพญานาคบางส่วน ที่อ้างว่ายังสนับสนุนรัฐบาล ให้มาโหวตสนับสนุนรัฐบาลได้จริง ก็คงรอดตัวไปแบบเฉียดฉิว
"ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ" ขอบอกว่า จากสถานการณ์ในเรื่องเสียงสนับสนุนของรัฐบาลในสภาฯ ที่มีปัญหาปริ่มน้ำ
เมื่อผ่านห้วงฟุตบอลโลกฟีเวอร์ไปแล้ว เปิดสภาฯสมัยหน้า ในเดือนสิงหาคม ที่จะต้องพิจารณาลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ วาระสองและสาม
การเมืองในสภาฯจะกลับมาร้อนฉ่าอีกครั้ง
เพราะในห้วงการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่ถือเป็นจุดตายของรัฐบาล
ฝ่ายรัฐบาลจะต้องใช้ศักยภาพในการดึงเสียง ส.ส.ในเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย ที่ฝากเลี้ยงไว้ในพรรคเพื่อไทย และพรรคประชาราช
รวมทั้ง ส.ส.กลุ่มโคราชและกลุ่มวังพญานาค ให้ลงคะแนนสนับสนุนรัฐบาล
ตลอดจนใช้วิธีการดึงดูด ส.ส.ฝ่ายค้านบางกลุ่มในพรรคเพื่อไทย ให้กลายร่างเป็นงูเห่า กลับลำหันมาโหวตสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ
ขณะเดียวกัน ทางฝ่าย "นายใหญ่" ที่เดินเกมชิงอำนาจตั้งเป้าโค่นล้มรัฐบาล ก็คงไม่ปล่อยให้นาทีทองหลุดลอยไปง่ายๆ
ต้องโหมทุกวิถีทาง เพื่อดึงเสียง ส.ส.ในซีกพรรคร่วมรัฐบาลให้แปลงร่างเป็นงูเห่า คว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯเช่นกัน
งานนี้ไม่มีโหวตฟรี แต่มีกำลังซื้อเป็นแรงชี้ขาด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางสงครามชิงอำนาจของฝ่ายการเมืองที่ไม่จำกัดรูปแบบและวิธีการ เพียงเพื่อให้ได้ชัยชนะและอำนาจ
ควรต้องคำนึงถึงชะตากรรมของประเทศชาติด้วย
ถ้าไม่เอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง ก็เป็นกรรมของประชาชน.
"ทีมการเมือง"
Saturday, June 12, 2010
แผนปรองดอง
ที่มา โลกวันนี้ ตามแผนปรองดองของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่จะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนนั้น เริ่มตั้งแต่การประกาศอย่างเป็นทางการ การเดินสายพบประชาชนและองค์กรต่างๆ การประชุมสมัชชาประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำข้อมูลทั้งหมดให้คณะทำงานแผนปรองดองสรุป และนำไปสู่การทำแผนปฏิรูปประเทศ หลังจากนั้นให้สำนักงานสถิติแห่งชาติทำโพลแห่งชาติ และให้คณะทำงานแผนปรองดองสรุปเสนอแผนปฏิรูปประเทศต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อให้พิจารณาออกมาตรการ นโยบาย กฎหมาย และจัดสรรงบประมาณ ซึ่งทั้งหมดจะสิ้นสุดปลายปี 2553 และจะเริ่มต้นการปฏิรูปอย่างเป็นทางการ หมายความว่าการเลือกตั้งจะเกิดขึ้นได้เร็วที่สุดคือ ประมาณเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน 2554 หลังการปฏิรูปประเทศเสร็จเรียบร้อยแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ต้องการเป็นนายกรัฐมนตรีต่อไปอีกอย่างน้อย 1 ปีเต็ม และมีเงื่อนไขว่าจะต้องเดินทางไปได้ทุกที่โดยไม่มีการต่อต้าน จึงจะมีการเลือกตั้ง ที่สำคัญนายอภิสิทธิ์จะไม่แสดงความรับผิดชอบกับเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน และ 13-19 พฤษภาคม 2553 จนกว่าผลการสอบสวนของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเหตุการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่นายคณิต ณ นคร เป็นประธาน จะออกมาอย่างไร แผนปรองดองจึงจะทำควบคู่ไปกับการปฏิรูปสื่อและปฏิรูปการเมืองที่นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นประธานคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ซึ่งนายสมบัติเปิดเผยว่า จะตั้งทีมงานศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อยอดจากคณะกรรมการสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปการเมืองและศึกษาการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา โดยคณะกรรมการจะมีสัดส่วนจากนักวิชาการด้านกฎหมายมหาชนมากที่สุด ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยและประชาชนจำนวนหนึ่งจะไม่เชื่อใจในความเป็นกลางของนายคณิตและนายสมบัติเท่านั้น แม้แต่นายอภิสิทธิ์เองประชาชนจำนวนมากก็ไม่เชื่อถือว่ามีความจริงใจและยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง เพราะแม้แต่การปรับคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ยังทำได้แค่จัดสรรผลประโยชน์ภายในพรรคประชาธิปัตย์เพื่อเสถียรภาพของตัวเองเท่านั้น ไม่ได้ปรับเพื่อแก้ปัญหาประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด โดยเฉพาะรัฐมนตรีที่มีภาพพจน์มัวหมอง ดังนั้น การสร้างการปรองดองที่ดีที่สุดคือ การยุบสภาและให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินว่าจะเลือกพรรคการเมืองใดบริหารประเทศ เพื่อดำเนินการปฏิรูปประเทศ ปฏิรูปการเมือง และปฏิรูปสังคม รวมทั้งการสอบสวนเหตุการณ์เมษา-พฤษภาเลือดที่มีความเป็นกลางและอิสระอย่างแท้จริงคอลัมน์ บทบรรณาธิการ
จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ ปีที่ 11 ฉบับที่ 2817 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2010 โดย หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน
หยุดพ.ร.ก.ฉกฉวยหยุดข่มขืนประเทศไทย
ที่มา โลกวันนี้ “ต่อไปนี้จะไม่ตอบคำถามเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้วนะครับ เพราะถามทุกวัน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตอบผู้สื่อข่าวถึงความเป็นไปได้ที่จะยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ซึ่งนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่ามี 3-4 จังหวัดที่อาจยกเลิกได้ก่อน โดยนายสุเทพให้เหตุผลที่ต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไปว่า เป็นหน้าที่ที่จะต้องทำให้บ้านเมืองอยู่รอดปลอดภัย จับกุมแล้ว 422 คน ด้านสำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดเผยการจับกุมผู้กระทำผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินและความผิดอาญาที่เกี่ยวข้องกับการเมืองทั้งสิ้น 422 คน ส่วนใหญ่ถูกควบคุมในเรือนจำ ซึ่งถือว่าขัดกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และก่อนหน้านี้ก็ไม่เปิดเผยรายชื่อและสถานที่ควบคุมอีกด้วย จนกระทั่งองค์กรระหว่างประเทศและองค์กรในประเทศออกมาเคลื่อนไหว รัฐบาลจึงเปิดเผยชื่อ ผู้ถูกจับกุมและสถานที่ควบคุมตัว ส่วนนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า ขณะนี้มีการโอนคดีข้อหาก่อการร้ายทั้งหมดมาอยู่กับดีเอสไอ 151 สำนวน แต่ยังไม่รวมสำนวนคดีที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 พฤษ-ภาคมอีกกว่า 70 สำนวน นอกจากนี้ยังรับข้อมูลชายชุดดำที่ก่อเหตุลอบยิงทหารและประชาชน (ไม่มีคดีทหารยิงประชาชน) เมื่อวันที่ 10 เมษายน ซึ่งอยู่ระหว่างการสอบปากคำพยาน พ.ร.ก.ฉุกเฉินผิดกฎหมาย? อย่างไรก็ตาม มีการตีความและฟ้องร้องถึงการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2553 ว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะในขณะนั้นไม่ได้มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแต่อย่างใด แม้จะมีกลุ่ม นปช. จำนวนหนึ่งบุกเข้าไปในรัฐสภาก็ตาม แต่หลังจากนั้นกลุ่ม นปช. ก็กลับออกมาโดยไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงใดๆ ขณะที่นายสุเทพกล่าวกับคณะรัฐมนตรีถึงเหตุผลในการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้กฎหมาย แก้ปัญหา โดยจะมีการยกระดับการใช้กฎหมายมากขึ้น เริ่มจากเบาไปหาหนัก ซึ่ง พ.ร.ก.ฉุกเฉินมีแนวโน้มต้องใช้ในการสลายการชุมนุม เนื่องจากฝ่ายความมั่นคงประเมินสถาน การณ์ว่ากลุ่มผู้ชุมนุมอาจยกระดับความเข้มข้นและความรุนแรง แต่การประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่นานกว่า 2 เดือน และมีแนวโน้มว่าจะยาวไปถึงปลายปีนั้น ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องปรกติ เพราะคำว่า “ฉุกเฉินร้ายแรง” บ่งบอกความหมายชัดเจนแล้วว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ร้ายแรง ถ้าไม่มีสถานการณ์ร้ายแรงรัฐบาลก็ต้องยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งมีอำนาจไม่ต่างกับอำนาจของคณะปฏิวัติรัฐประหาร ข้องใจข้อหาก่อการร้าย แต่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 8 มิถุนายนที่ผ่านมา นายอภิสิทธิ์ให้รัฐมนตรีทุกคนลงชื่อขอแต่งตั้งทนายเพื่อใช้ต่อสู้ในข้อกล่าวหาของกลุ่ม นปช. ที่ฟ้องร้องกรณีที่รัฐบาลสั่งปิดสถานีโทรทัศน์พีทีวีและการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินผิดกฎหมาย นอกจากนี้นายอภิสิทธิ์ยังให้จัดทำเอกสารที่ใช้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจประเด็นการ สลายการชุมนุมคนเสื้อแดงทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยกำชับให้รัฐมนตรีนำไปชี้ แจงหากเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ในต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้นายอภิสิทธิ์ได้ชี้แจงกับบรรดาทูต นักธุรกิจ และสื่อต่างชาติไปแล้ว แต่ส่วนใหญ่ยังข้องใจเรื่องการใช้กำลังสลายการชุม-นุม การตั้งข้อหาผู้ก่อการร้าย และที่มาของอาวุธจำนวนมาก แม้นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่าดำเนินการตามกฎหมายอาญาและตามคำจำกัดความ “ก่อการร้าย” ที่สอดคล้องกับกฎหมายของสหประชาชาติก็ตาม แต่การตั้งข้อหาดังกล่าวก็มาจากอำนาจใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับการกวาดล้างคนเสื้อแดงและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามในขณะนี้ ละเมิดสิทธิมนุษยชน ดังนั้น หลายประเทศจึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เช่นเดียวกับองค์กรภาคประชาชนและนักวิชาการจำนวนมากที่เห็นว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชน นอกจากขัดกับรัฐธรรมนูญแล้วยังเป็นการใช้อำนาจที่ครอบจักรวาลเพื่อสร้างความชอบธรรมและเสถียรภาพของรัฐบาลมากกว่าเพื่อความมั่นคงและประโยชน์สุขของประชาชน อย่างองค์กรสิทธิมนุษยชนสากลได้เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกคุมตัวแกนนำและผู้ประท้วง นปช. ในสถานที่ลับ เพราะเข้าข่ายละเมิดสิทธิมนุษยชน และยังปราศจากการตั้งข้อหาที่มีหลักฐานชัด เจนอีกด้วย ซึ่งถือเป็นสูตรสำเร็จของรัฐบาลที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน แทนที่จะนำตัวไปดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมปรกติ หรือไม่ก็ปล่อยตัวไป เช่นเดียวกับกลุ่มสิทธิมนุษยชนในไทยและนักวิชาการต่างก็เรียกร้องให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ส่วนผู้ถูกจับกุมต้องถือเป็น “ผู้มีความคิดเห็นทางการเมือง” แตกต่างจากรัฐเป็น “นักโทษทางการเมือง” ที่ต้องได้รับความคุ้มครองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (International Covenant on Civil and Political Rights) ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย ย้อนจุดยืน “อภิสิทธิ์” แม้แต่ศาลเองยังถูกตั้งคำถามการยอมรับอำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินมากกว่ารัฐธรรมนูญและข้อบังคับของกฎหมายปรกติ เหมือนที่ศาลถูกตั้งคำ ถามว่าทำไมจึงยังยอมรับอำนาจการปฏิวัติรัฐประหารที่ถือเป็นโจราธิปัตย์ ซึ่งครั้งที่นายอภิสิทธิ์เป็นผู้นำฝ่ายค้านก็เคยต่อต้านรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่เห็นชอบ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นัยว่าเป็นกฎหมายเผด็จการ หรือต่อต้านการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ที่ประกาศใช้เฉพาะบางพื้นที่ในกรุงเทพฯ หรือรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ที่ประกาศใช้เฉพาะพื้นที่สนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิที่กลุ่มพันธมิตรฯบุกเข้าปิดล้อม เช่นเดียวกับนักธุรกิจทั้งสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวภายในประเทศ นักวิชาการและสมา-คมสื่อต่างๆก็ออกมาต่อต้านและโจมตีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในรัฐบาลนายสมัครและรัฐบาลนายสมชาย แต่วันนี้นอกจากไม่ต่อต้านแล้วยังสนับสนุนอีก ทั้งที่สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ไม่ได้ฉุกเฉินเลวร้ายตามที่กำหนดไว้ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุนและการท่องเที่ยวอย่างมากมาย กฎหมายติดหนวด แต่ที่น่าวิตกคือการใช้อำนาจ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่เกินกว่าเหตุ หรือเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองของรัฐบาลและพวกพ้องมากกว่าความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชน เพราะไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรงแล้วแต่รัฐบาลยังไม่ยอมยกเลิก กลับเร่งกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งพยายามปิดสื่อทุกชนิดที่เสนอข้อมูลข่าวสารตรงข้ามกับรัฐบาล ซึ่งไม่ต่างกับรัฐบาลเผด็จการที่วันนี้ปิดเว็บไซต์ ปิดพีทีวี ปิดสิ่งพิมพ์ และปิดวิทยุชุมชนไปแล้วมากมาย ทั้งที่รัฐธรรมนูญเองก็ไม่สามารถทำได้ ที่สำคัญยังเป็นการประจานแผนปรองดองของรัฐบาลเองว่าไม่มีความจริงใจ หรือเป็นแค่การตีสองหน้าเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล แต่กลับไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆกับการเสียชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์เกือบ 100 ราย และบาดเจ็บกว่า 2,000 ราย อย่างที่นายบุญส่ง ชัยสิงห์กานานนท์ นักวิชาการคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ส่งแถลงการณ์เรียก ร้องให้นายอภิสิทธิ์ลาออก “ใครสั่งฆ่าประชาชนต้องถูกนำมารับโทษ นักวิชาการที่ออกมาสนับสนุนการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินก็ต้องแสดงความรับผิดชอบ” พ.ร.ก.ฉกฉวย สถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้จึงไม่มีเหตุการณ์ใดๆเลยที่รัฐบาลจะยังคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ยกเว้นแต่รัฐบาลต้องการใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อกวาดล้างฝ่ายตรงข้าม พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงต้องเรียกว่า พ.ร.ก.ฉกฉวย เพื่อให้รัฐบาลใช้กล่าวหาและกวาดล้างคนเสื้อแดง รวมถึงนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามได้อย่างเต็มที่แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนก็ตาม แค่สงสัยหรือกล่าวหาก็สามารถจับกุมได้แล้ว แม้แต่การสั่งให้ทหารฆ่าและทำร้ายประชาชน นายอภิสิทธิ์จึงไม่ใช่แค่ “ผู้นำมือเปื้อนเลือด” ธรรมดา แต่ต้องถือว่าเป็นผู้นำที่มีใจโหดเหี้ยมและน่ากลัวยิ่งกว่ารัฐบาลเผด็จการที่ผ่านมา แม้แต่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เป็นต้นเหตุของเหตุการณ์พฤษภาทมิฬยังต้องอาย สังคมไทยวิปริต และที่น่าวิตกอย่างยิ่งคือความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนกรุงเทพฯนั้นแทบไม่พูดถึงประชาชนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บมากมายในเหตุการณ์ 10 เมษายน และ 13-19 พฤษภาคมเลย แต่กลับให้ความสำคัญกับศูนย์การค้าและอาคารต่างๆที่ถูกเผา รวมทั้งสนุกสนานกับการช็อปปิ้งและการได้ใช้ชีวิตหรูหราฟุ่มเฟือยอย่างคนเมืองหลวงอีกครั้งเท่านั้น ขณะเดียวกันก็ยังมีอีกจำนวนไม่น้อยที่หลงปลาบปลื้มไปกับวาทกรรม “ศรีธนญชัย” ของนายอภิสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความปรองดอง การปฏิรูปประเทศ หรือปฏิรูปรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ไม่มีอะไรชัดเจน หรือเป็นแค่การฟอกตัวและสร้างความชอบธรรมเพื่ออยู่ในอำนาจต่อไปเท่านั้น คนส่วนใหญ่จึงไม่เคยโศกเศร้ากับการฆ่าที่โหดเหี้ยม หรือเรียกร้องให้รัฐบาลและกองทัพแสดงความรับผิดชอบ หรือเร่งสอบสวนเพื่อนำคนผิดมาลงโทษ ขณะที่รัฐบาลและ ศอฉ. ยังคงยัดเยียดข้อมูลข่าวสารด้านเดียวให้กับประชาชน พร้อมกับการใช้อำนาจใน พ.ร.ก.ฉุกเฉินเหมือนดาบอาญาสิทธิ์ เพื่อเร่งกวาดล้างคนเสื้อแดงและฝ่ายตรงข้าม โดยคนไทยส่วนใหญ่กลับนิ่งเฉย ซึ่งไม่ต่างอะไรกับหญิงสาวที่ถูกเรียงคิวข่มขืนโดยมีคนนั่งดูอยู่ทั่วบ้านเมืองเหมือนไม่มีอะไร เพราะคนข่มขืนบอกว่าตัวเองรูปหล่อและใช้ถุงยางป้องกันอย่างดี คนถูกข่มขืนจึงน่าจะมีความสุขอย่างเต็มใจ ถือเป็นความทรงจำที่เจ็บปวดเปรียบเสมือนผู้หญิงที่ถูกข่มขืน โดยสามีถูกจับมัดให้นั่งดู ส่วนลูกถูกปิดตาให้ฟังแต่เสียง แทนที่แม่จะร้องอย่างทุกข์ทรมานกลับร้องครวญครางอย่างมีความสุข เพราะสมยอมคนข่มขืนที่รูปหล่อและสัญญาอะไรก็ได้ที่จะทำให้มีความสุขแม้เพียงชั่วครู่ชั่วยาม หยุดข่มขืนชาติ! จึงเป็นความจริงที่เจ็บปวดและปวดร้าวของสังคมไทยที่ถูกบังคับให้ละเลย ไร้สำนึก มองข้ามเหตุการณ์ความโหดเหี้ยมที่เกิดขึ้นจากทหารนับหมื่นที่มีอาวุธสงครามและรถถังดาหน้าเข้าล้อมปราบประชาชนผู้บริสุทธิ์ คิดถึงเพียงความสุขที่อยู่ตรงหน้า ยอมรับขบวนการโกหก ตอแหล บิดเบือน อย่างหน้าชื่นตาบาน สังคมไทยวันนี้จึงไม่ใช่แค่วิกฤต แต่ทั้งวิปริตและอาเพศ เพราะประชาชนหน้ายิ้มระรื่นยอมรับอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่รัฐบาลฉกฉวยมาใช้อย่างครอบจักรวาล ทั้งที่รัฐบาลก็แถลงเองว่าสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้สามารถควบคุมได้ ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ไม่ได้ฉุกเฉินเลวร้าย ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังได้ใช้เวทีต่างประเทศที่เวียดนามประกาศชัดเจนว่าประเทศไทยกลับสู่ความสงบเรียบร้อยแล้ว แต่คล้อยหลังไม่กี่วันกลับยืด พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปนานนับเดือน และไม่มีทีท่าว่าจะเลิกใช้แต่อย่างใด พ.ร.ก.ฉุกเฉินจึงเป็น พ.ร.ก.ฉกฉวย ที่ไม่ต่างอะไรกับการใช้อำนาจเผด็จการเพื่อกวาดล้างและปราบปรามประชาชนที่เป็นฝ่ายตรงข้าม หยุด พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที! หยุดข่มขืนประเทศไทยได้แล้ว!เรื่องจากปก จากหนังสือพิมพ์ โลกวันนี้ วันสุข ปีที่ 5 ฉบับที่ 263 ประจำวัน ศุกร์ ที่ 11 มิถุนายน 2010 โดย ทีมข่าวรายวัน
"เหลิม"แจง"คุณหญิงพจมาน" ไม่คิดเล่นการเมือง คุณสมบัติสมัครส.ส.ชัยภูมิไม่ได้
ที่มา มติชน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ประธาน ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลงเมื่อวันที่ 11 มิถุนายนว่า คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีได้ให้เลขานุการส่วนตัวโทรศัพท์มาหา เพื่อให้ชี้แจงต่อสื่อมวลชนว่า คุณหญิงพจมาน ไม่คิดจะลงเล่นการเมืองตามที่สื่อบางแขนงเสนอข่าวว่า จะลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.ชัยภูมิ ทั้งนี้ คุณหญิงพจมาน บอกว่าตั้งแต่หย่ากับ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ไม่เคยคิดที่จะลงเล่นการเมือง หรือแม้แต่ดำรงตำแหน่งใด ๆ ทางการเมือง เพราะรู้สึกชอกช้ำ ขมขื่นกับการเมือง จึงไม่ขอเกี่ยวข้องใด ๆ ทั้งสิ้น
"เมื่อดูคุณสมบัติของบุคคลที่จะลงสมัคร ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 พบว่า คุณหญิงพจมาน ไม่เข้าเงื่อนไขที่จะลงสมัคร ส.ส.ในจังหวัดชัยภูมิได้ โดยเงื่อนไขในรัฐธรรมนูญกำหนดว่า จะต้องเกิดหรือมีที่อยู่ หรือเคยเป็นข้าราชการเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี แม้รัฐบาลชุดนี้จะอยู่จะครบวาระอีกปีครึ่ง คุณหญิงพจมานก็ลงสมัครไม่ได้อยู่ดี " ร.ต.อ.เฉลิม ย้ำ